Category: ท่องเที่ยว

  • อัปเกรดมาตรฐานความปลอดภัย

    อัปเกรดมาตรฐานความปลอดภัย

    และนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ร่วมด้วยพันธมิตรจากหลายภาคส่วน อาทิ กรมการท่องเที่ยว กรมอุทยานแห่งชาติฯ กรมอนามัย ตำรวจท่องเที่ยว สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฯ สมาคมโรงแรมไทย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ผู้ประกอบการย่านราชประสงค์ รวมถึงแพลตฟอร์มดิจิทัลด้านท่องเที่ยวและการเดินทาง เช่น Trip.com, Agoda และ Grab ประเทศไทย

    ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วกว่า 26.7 ล้านคน โดยนักท่องเที่ยวจีนมีจำนวน 3.7 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 15% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด นทท.จีนถือเป็นตลาดสำคัญ ที่รัฐบาลต้องเร่งสร้างความมั่นใจอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจึงเดินหน้ามาตรการเสริมความปลอดภัยในทุกมิติ ทั้งการพัฒนามาตรฐานสถานที่ท่องเที่ยว การประสานงานด้านความมั่นคง

    ดังนั้นการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง และการอำนวยความสะดวกผ่านโครงการ Trusted Thailand ซึ่งจะเป็นสัญลักษณ์รับรองความปลอดภัยและคุณภาพของโรงแรม ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยว และศูนย์การค้า เพื่อให้เป็นตัวเลือกแรกๆ ของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทางชาวจีนที่นิยมท่องเที่ยวแบบอิสระ (FIT)

    นายหยาง เสี่ยวหลง ตัวแทนสถานเอกอัครราชทูตจีนฯ ระบุว่า ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ตลอด 50 ปีที่ผ่านมาเติบโตมั่นคงและลึกซึ้ง โดยด้านการท่องเที่ยวถือเป็นหัวใจสำคัญ ความปลอดภัยจึงเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเดินทาง เขายกย่องโครงการ “Trusted Thailand” ว่าเป็นความร่วมมือที่มีความรับผิดชอบและตั้งใจจริง ช่วยยกระดับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวจีน และเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความอบอุ่นใจให้ประชาชนจีนเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายท่องเที่ยวต่อเนื่อง

    ขณะที่ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ชี้ว่า ปี 2568 มีหลายเหตุการณ์ที่กระทบภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะในกลุ่มชาวจีน ทำให้พฤติกรรมนักท่องเที่ยวให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยสูงขึ้น โครงการ “Trusted Thailand” จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยว่าเป็นจุดหมายที่ “ปลอดภัย คุณภาพสูง และเชื่อถือได้” พร้อมเสริมพลัง Soft Power ของไทย เช่น รอยยิ้ม มิตรภาพ และวัฒนธรรม เพื่อให้ไทยยังคงเป็น Top of Mind ของนักท่องเที่ยวจีนในระยะยาว มั่นใจว่าโครงการนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยดึงความเชื่อมั่นกลับคืน และสนับสนุนให้รายได้การท่องเที่ยวไทยเติบโตตามเป้าหมาย 2.8 ล้านล้านบาทในปี 2569

    โดย ททท.เปิดรับผู้ประกอบการเข้าสมัครผ่านเว็บไซต์ www.tourismthailand.org/trustedthailand เพื่อรับการประเมินและมอบตราสัญลักษณ์ โดยแบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ โรงแรมและที่พัก ร้านอาหารและภัตตาคาร นันทนาการและสถานที่ท่องเที่ยว ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้า และการประเมินมาตรฐานแบ่งเป็น 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1.ความปลอดภัยทั่วไป มีกล้องวงจรปิด ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน แผนจัดการพื้นที่ การควบคุมการเข้า-ออก และการซักซ้อมแผนภัยพิบัติ

    2.ความปลอดภัยด้านการชำระเงิน : รองรับระบบชำระเงินที่ปลอดภัย เช่น Alipay, WeChat Pay คุ้มครองข้อมูลผู้ใช้ และเปิดเผยค่าใช้จ่ายอย่างโปร่งใส 3.การสื่อสารภาษาต่างประเทศ : มีความสามารถสื่อสารภาษาต่างประเทศเพื่อดูแลนักท่องเที่ยวอย่างมืออาชีพ 4.ความปลอดภัยด้านการเดินทางเข้าถึง : จุดตั้งชัดเจน ป้ายข้อมูลครบถ้วน และเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะอย่างปลอดภัย

    อย่างไรก็ตาม ททท.คาดว่าจะมีผู้ประกอบการสมัครเข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 5,000 ราย โดยผู้ที่ผ่านเกณฑ์จะได้รับการโปรโมตผ่าน Trip.com พร้อมประชาสัมพันธ์บนแพลตฟอร์มออนไลน์-ออฟไลน์ของ ททท. เพื่อช่วยขยายกลุ่มลูกค้าและสร้างการรับรู้ระดับสากล

    ดังนั้นโครงการ Trusted Thailand จึงไม่เพียงยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย มุ่งสร้างมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพบริการในสถานประกอบการท่องเที่ยวทั่วประเทศ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย เชื่อถือได้ และมีคุณภาพระดับสากล พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้เดินทางอย่างมั่นใจมากขึ้น และยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในวงกว้าง รองรับการเติบโตของตลาดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดจีนที่มีศักยภาพสูงอีกด้วย.

    กัลยา ยืนยง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/898925/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mim3tmqU1zhyaFfnfZnUG

  • อ.เวียงเชียงรุ้ง เตรียมดัน “วัดเวียงเชียงรุ้ง” เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ สู่แลนด์มาร์คใหม่ของ จ.เชียงราย | TOPNEWS

    อ.เวียงเชียงรุ้ง เตรียมดัน “วัดเวียงเชียงรุ้ง” เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ สู่แลนด์มาร์คใหม่ของ จ.เชียงราย | TOPNEWS

    อำเภอเวียงเชียงรุ้ง บูรณาการทุกภาคส่วน ผลักดัน “วัดเวียงเชียงรุ้ง” เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์แห่งใหม่ใน อ.เวียงเชียงรุ้ง สู่แลนด์มาร์คใหม่ของ จ.เชียงราย โดย “วัดเวียงเชียงรุ้ง” เป็นวัดสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่ในวนอุทยานประวัติศาสตร์เวียงเชียงรุ้ง มีลักษณะเป็นเนินสูงอยู่กลางทุ่งนา มีเนื้อที่ประมาณ 500 ไร่ สร้างเมื่อ พ.ศ.2482 เดิมเป็นวัดร้าง ชาวบ้านเรียกว่า “วัดเวียงฮุ่ง”

    โดยบริเวณวัดเป็นเมืองโบราณ มีการค้นพบและพัฒนามาตั้งแต่ พ.ศ.2523 และกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศยกฐานะวัดร้างเป็นวัดเวียงเชียงรุ้งเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2538 และมีการค้นพบซากโบราณวัตถุ เครื่องมือเครื่องใช้สมัยโบราณ เป็นสิ่งแสดงว่าเป็นเมืองเก่า ปัจจุบัน “วัดเวียงเชียงรุ้ง” ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานจากกรมศิลปากรแล้ว จึงนับว่าเป็นสถานที่ที่มีคุณค่าสำคัญแห่งหนึ่ง และยังมีการค้นพบซากโบราณวัตถุ เครื่องมือเครื่องใช้สมัยโบราณเป็นหลักฐานที่บ่งบอกว่าเป็นเมืองเก่า

    นางสาวมินทิรา ภดาประสงค์ นายอำเภอเวียงเชียงรุ้ง เปิดเผยว่า จุดเด่นของ “วัดเวียงเชียงรุ้ง” คือในส่วนของพิพิธภัณฑ์เวียงเชียงรุ้ง ก็จะมีทั้งเครื่องชามหรือว่าอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในสมัยนั้น นำมาเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์นี้แห่ง และในส่วนของศาลเจ้าด้านหลัง ก็จะมีความเชื่อว่า ถ้ามายกหินแล้วเสี่ยงทายก็จะได้สมความปรารถนา ส่วนใหญ่ก็จะมาขอพรเรื่องของการค้าขาย ความรัก และการงาน หลังจากที่ขอพรและได้ประสบความสำเร็จแล้ว ก็จะมีการรำแก้บนถวาย

    ทั้งนี้ วัดเวียงเชียงรุ้ง ถือเป็นวัดที่มีความสงบเงียบ มีซากโบราณวัตถุ เครื่องมือเครื่องใช้สมัยโบราณ มีร่องรอยของเมืองเก่า จึงนับว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านศาสนา ศิลปวัฒนธรรมที่มีคุณค่าที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงราย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1396337&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23QY7yFpQZIMbcrLFOF6R0

  • ทท.3 ร่วมคิงพาเวอร์มอบอุปกรณ์กีฬา สานฝันเด็กสองโรงเรียนระนอง

    ทท.3 ร่วมคิงพาเวอร์มอบอุปกรณ์กีฬา สานฝันเด็กสองโรงเรียนระนอง

    ภูมิภาค

    ทท.3 ร่วมคิงพาเวอร์มอบอุปกรณ์กีฬา สานฝันเด็กสองโรงเรียนระนอง

    วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.02 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2569 พ.ต.อ.ณรภณ วัฒนะกรทวี ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 3 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานีตำรวจท่องเที่ยว 2 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 3 ร่วมกับ พ.ต.ท.นิติพงศ์ มหศักดิ์สุนทร รองผู้กำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 3 และ พ.ต.ท.วชิรพิศักดิ์ ณ สงขลา สารวัตรสถานีตำรวจท่องเที่ยว 2 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 3 พร้อมด้วยบริษัทคิงพาเวอร์ นำโดยคุณวิษณุ (สงวนนามสกุล) หัวหน้าฝ่ายคลังสินค้า คิงพาเวอร์ จัดกิจกรรม “นำส่งฝัน” มอบอุปกรณ์กีฬา ขนม และนม ให้แก่นักเรียนโรงเรียนบ้านควนไทรงาม และโรงเรียนบ้านสุขสำราญ อำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง

    กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อร่วมสานฝันให้กับน้องๆ นักเรียน โดยมีคุณครูและนักเรียนร่วมรับมอบสิ่งของจำนวนมาก เพื่อสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนสามารถต่อยอดทักษะด้านการกีฬาและพัฒนาศักยภาพในอนาคต ตำรวจท่องเที่ยวระนอง–ชุมพร พร้อมภาคีเครือข่ายร่วมสร้างโอกาสและส่งต่อกำลังใจให้แก่เยาวชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/455072&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39bS8r0IJCxYXDcfx7UjgL

  • ‘ททท.ระยอง’เร่งเครื่องลุย 5 โครงการ ดันยอดนักท่องเที่ยว 6.5 ล้านปลายปีนี้

    ‘ททท.ระยอง’เร่งเครื่องลุย 5 โครงการ ดันยอดนักท่องเที่ยว 6.5 ล้านปลายปีนี้

    วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.31 น.

    ‘ททท.ระยอง’เร่งเครื่องลุย 5 โครงการ ดันยอดนักท่องเที่ยว 6.5 ล้านปลายปีนี้

    19 พฤศจิกายน 2568 ททท.สำนักงานระยอง เปิดประชุมร่วมกับสื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อสร้างเครือข่ายประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวในจังหวัด หวังขยายการรับรู้ทั้งนักเที่ยวไทยและต่างชาติ

    นางวันดี เผื่อนอุดม ผอ.ททท.ระยอง เปิดเผยว่า ระหว่างเดือน ม.ค.–ต.ค. ระยองมีนักท่องเที่ยวแล้วกว่า 5.29 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 25,000 ล้านบาท โดยคาดว่าในช่วงที่เหลือของปี จะทำให้ตัวเลขพุ่งแตะ 6.5 ล้านคน ได้ไม่ยาก

    ททท.เตรียมเดินหน้าแผนกระตุ้นท่องเที่ยวปี 2569 ผ่าน 5 โครงการหลัก ทั้ง “สุขทันทีที่เที่ยวระยอง”, “ระยองวันธรรมดาน่าเที่ยว”, “Rayong Beyond The Ordinary”, “Rayong Charming Locals” และโครงการจับมือพันธมิตรด้านการตลาด เพื่อดึงนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม ตั้งแต่สายธรรมชาติ อาหาร ทะเล กิจกรรมทางน้ำ ไปจนถึงท่องเที่ยวในวันธรรมดา

    ททท.ระบุว่า ระยองมีจุดเด่นครบทั้งทะเล ภูเขา และชุมชนอย่าง “ประแส” ที่มีวิถีชาวประมงให้สัมผัส โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาวนี้ ทะเลนิ่งสวย เหมาะกับกิจกรรมท่องเที่ยวหลากหลาย ติดตามข้อมูลท่องเที่ยวและมุมลับในจังหวัดได้ผ่านเฟซบุ๊กและ Tiktok “ททท.ระยอง”

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/929132&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0chTPWH2L2j5q5XQR5JLo9

  • เซ็นทรัลทุ่ม 800 ล้าน ดึง “ดิสนีย์” จัดอีเวนต์ระดับโลก ปลุกเศรษฐกิจท่องเที่ยวทั่วไทย

    เซ็นทรัลทุ่ม 800 ล้าน ดึง “ดิสนีย์” จัดอีเวนต์ระดับโลก ปลุกเศรษฐกิจท่องเที่ยวทั่วไทย

    ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า มองช่วงปลายปีรัฐบาลเดินหน้านโยบายกระตุ้นการจับจ่าย เช่น เราเที่ยวด้วยกัน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนละครึ่งพลัส และกำลังพิจารณาโครงการ “คนละครึ่งพลัสเฟส 2” ในช่วงต้นปีหน้า ซึ่งช่วยสร้างความหวังว่าไตรมาสสุดท้ายของปีนี้จะเป็นช่วงสำคัญสำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานราก และการใช้จ่ายภาคครัวเรือน

    การท่องเที่ยวเริ่มส่งสัญญาณดีขึ้นตามลำดับ โดยตัวเลขจาก ททท. ระบุว่าในช่วงไฮซีซันปลายปี นักท่องเที่ยวยุโรปเริ่มเดินทางกลับมามากขึ้นกว่าเกือบ 15% ขณะที่ในช่วงพฤศจิกายน–ธันวาคม คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 5 ล้านคน หนุนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ค้าปลีก ร้านอาหาร และบริการในเมืองท่องเที่ยวหลัก

    ดังนั้น การลงทุนของภาคเอกชนเพื่อสร้างกิจกรรมระดับใหญ่ กลายเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยเสริมเครื่องยนต์เศรษฐกิจของรัฐบาล ล่าสุด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN เดินหน้าสร้าง “เทศกาลระดับโลก” ส่งท้ายปี จับมือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ เดอะ วอลท์ ดิสนีย์ ประเทศไทย เปิดแคมเปญใหญ่ “The Magical Stars” ทุ่มงบรวมกว่า 800 ล้านบาท 

    ทุ่ม 800 ล้าน “ครั้งใหญ่ที่สุด” ดันทราฟฟิกพุ่งแรง – กระจายเม็ดเงินทั่วประเทศ

    ดร.ณัฐกิตติ์ กล่าวต่อว่า ปีนี้เป็นปีที่เซ็นทรัล “จัดหนักที่สุด” ด้วยเม็ดเงินลงทุนรวมสูงถึง 800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ใช้ 500 ล้านบาท ถือเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของแคมเปญเทศกาลปลายปี ภายใต้งบดังกล่าวครอบคลุมทั้งการเฉลิมฉลอง ครบรอบ 45 ปีเซ็นทรัลพัฒนา และการจัดงานใหญ่ในทุกสาขาทั่วประเทศ

    เซ็นทรัลทุ่ม 800 ล้าน ดึง “ดิสนีย์” จัดอีเวนต์ระดับโลก ปลุกเศรษฐกิจท่องเที่ยวทั่วไทย

    การลงทุนขนาดนี้ไม่ได้เป็นเพียงการตกแต่งเทศกาล แต่เป็น “กิจกรรมเศรษฐกิจ” ขนาดใหญ่ที่ดันคนออกจากบ้าน เกิดการเดินทาง การจับจ่าย และการใช้จ่ายในบริการต่าง ๆ ทันที หลังเปิดงานเพียงวันแรก (14 พฤศจิกายน) เซ็นทรัลเวิลด์มีผู้เข้าศูนย์มากกว่า 200,000 คน เพิ่มขึ้นทันทีถึง 40%

    คาดว่าตลอดไตรมาส 4 ทราฟฟิกทั้งเครือจะเติบโต 25–30% เมื่อเทียบกับไตรมาสอื่นๆ ขณะที่เซ็นทรัลเวิลด์ซึ่งเป็นเวทีหลักของกิจกรรม คาดว่าจะมีผู้ใช้บริการ 160,000–200,000 คนต่อวัน ไปจนถึงสิ้นปี ซึ่งตัวเลขนี้ ไม่ใช่เพียงทราฟฟิก แต่คือการจับจ่าย การจ้างงาน และการหมุนเงินในระบบเศรษฐกิจจริง

    บรรยากาศจับจ่ายปีนี้ “ดีกว่าที่คาดไว้” ด้วยแรงหนุนจากมาตรการรัฐและโมเมนตัมท่องเที่ยว  “กิจกรรมเทศกาลปลายปีจำเป็นต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงนี้” เพราะเป็นช่องทางให้ประชาชนกลับมาใช้จ่ายที่ศูนย์การค้า ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สร้างรายได้ให้ธุรกิจ SME ร้านอาหาร และบริการนับพันราย

    โดยคาดว่าตลอดทั้งปี พ.ศ. 2568 ประเทศไทยจะต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 33 ล้านคน สร้างรายได้ประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีจำนวนการเดินทางของคนไทยกว่า 200 ล้านคนต่อครั้ง ทำรายได้อีกราว 1 ล้านล้านบาท ส่งผลให้รายได้รวมจากการท่องเที่ยวปีนี้อยู่ที่ประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท

    เซ็นทรัลทุ่ม 800 ล้าน ดึง “ดิสนีย์” จัดอีเวนต์ระดับโลก ปลุกเศรษฐกิจท่องเที่ยวทั่วไทย

    แม้ตัวเลขยังต่ำกว่าปี พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นปีทองก่อนการระบาดของโควิด-19 แต่แนวโน้มในปี พ.ศ. 2569 ถือว่าน่าจับตา โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่มีแนวโน้มกลับมาเพิ่มขึ้น และมีโครงสร้างการเดินทางที่เปลี่ยนไปจากเดิม จากทัวร์กรุ๊ปเป็นนักท่องเที่ยวแบบ FIT (เดินทางเอง) และกลุ่ม Medical Tourism ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง ช่วยสร้างความหวังใหม่ให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปีหน้า

    เซ็นทรัลทุ่ม 800 ล้าน ดึง “ดิสนีย์” จัดอีเวนต์ระดับโลก ปลุกเศรษฐกิจท่องเที่ยวทั่วไทย

    ความร่วมมือระดับโลก – ดิสนีย์อนุมัติครั้งประวัติศาสตร์ เจรจานาน 2 ปี

    หัวใจสำคัญของ “The Magical Stars” คือความร่วมมือกับ เดอะ วอลท์ ดิสนีย์ ประเทศไทย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโลกที่ดิสนีย์รวมคาแรกเตอร์ระดับตำนานไว้ในพื้นที่ที่ไม่ใช่สวนสนุกดิสนีย์แลนด์

    การอนุมัติครั้งนี้ใช้เวลาเจรจาเกือบ 2 ปีเต็ม โดยดิสนีย์ต้องพิจารณาว่าโลเคชันของเซ็นทรัลมีมาตรฐานระดับโลกเพียงพอหรือไม่ ทั้งด้านความปลอดภัย การบริหารจัดการ การสร้างประสบการณ์ และศักยภาพในการรองรับผู้คนจำนวนมาก

    ดิสนีย์ตัดสินใจเลือกเซ็นทรัลเวิลด์เพราะเห็นว่าเป็น “แลนด์มาร์กระดับโลก” และเซ็นทรัลพัฒนามีประสบการณ์ในการสร้างอีเวนต์ที่มีมาตรฐานสูง ทั้งยังสะท้อนคุณค่าที่ดิสนีย์ให้ความสำคัญ คือ “Creating Happiness & Delivering Best Experiences”

    เซ็นทรัลทุ่ม 800 ล้าน ดึง “ดิสนีย์” จัดอีเวนต์ระดับโลก ปลุกเศรษฐกิจท่องเที่ยวทั่วไทย

    เพื่อยกระดับงานให้สมบูรณ์ ทีมงานรวมถึง นักออกแบบท่าเต้น และทีมผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นกว่า 30 คน ถูกนำเข้ามาเพื่อควบคุมการแสดงให้มีคุณภาพระดับสากล ถือเป็นการลงทุนด้าน “ประสบการณ์” ที่สูงและไม่เคยเกิดขึ้นในแคมเปญฉลองเทศกาลในไทยมาก่อน

    การร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นโมเดล Win-Win เซ็นทรัลได้อีเวนต์ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยทำ สร้างพื้นที่ประสบการณ์ใหม่ให้คนไทย ส่วนดิสนีย์ได้สร้าง Engagement และขยาย Branding นอกสวนสนุกนอกจากนี้ ยังมีการออก Merchandising พิเศษ ที่หาซื้อไม่ได้ในดิสนีย์แลนด์และไม่เหมือนกับสินค้าดิสนีย์ชุดใดในตลาด ซึ่งช่วยเพิ่มยอดใช้จ่ายภายในศูนย์อีกด้วย

    เซ็นทรัลทุ่ม 800 ล้าน ดึง “ดิสนีย์” จัดอีเวนต์ระดับโลก ปลุกเศรษฐกิจท่องเที่ยวทั่วไทย

    The Magical Starsยักษ์ใหญ่อีเวนต์แห่งปี – เชื่อมเศรษฐกิจ 4 มิติ

    แคมเปญนี้ประกอบด้วย 4 อาณาจักรดิสนีย์ ที่กระจายทั่วประเทศ ได้แก่

    • ต้นคริสต์มาสอัตลักษณ์ และมิคกี้–มินนี่ สูง 3 เมตรในชุดผ้าไทย
    • Disney The Magical Stars 2026 at centralwOrld
    • Magic Town ธีม Mickey & Friends ใน 24 สาขา
    • Magic Castle ปราสาทเจ้าหญิงดิสนีย์ Immersive ใน 17 สาขา

    การออกแบบให้แต่ละสาขามี “ธีมไม่ซ้ำกัน” คือจุดขายที่ทำให้เกิดการเดินทางข้ามพื้นที่ (Cross-branch traffic) ซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจท้องถิ่น โรงแรม และ SME รอบศูนย์การค้า

    เซ็นทรัลทุ่ม 800 ล้าน ดึง “ดิสนีย์” จัดอีเวนต์ระดับโลก ปลุกเศรษฐกิจท่องเที่ยวทั่วไทย

    เซ็นทรัลเวิลด์ – อีเวนต์ดิสนีย์ “ใหญ่ที่สุดในเอเชีย”

    Disney The Magical Stars 2026 at centralwOrld คือไฮไลต์ที่โดดเด่นที่สุดของแคมเปญ โดยใช้พื้นที่กว่า 3,500 ตารางเมตร เพื่อสร้างโลกดิสนีย์จริง ๆ ให้คนไทยเข้าชมโดยไม่ต้องบินไปต่างประเทศ มีทั้งหมด 7 โซนสำคัญ เช่น

    • Mickey & Friends – หิมะแรกในเมืองไทย พร้อมโปสการ์ด
    • โซน Disney Princess
    • โซน Toy Story, Zootopia, Stitch, Frozen
    • โซนฉลอง 20 ปี Hong Kong Disneyland Resort พร้อม Mickey Inflatable สูง 5 เมตร

    เซ็นทรัลทุ่ม 800 ล้าน ดึง “ดิสนีย์” จัดอีเวนต์ระดับโลก ปลุกเศรษฐกิจท่องเที่ยวทั่วไทย

    ตัวเลขล่าสุดระบุว่า มีผู้เข้ามาร่วมกิจกรรมที่เซ็นทรัลเวิลด์มากกว่า 200,000 คนต่อวัน สร้างสถิติใหม่ของอีเวนต์ปลายปีในประเทศไทย เพื่อให้ทุกจังหวัดมีโอกาสสัมผัสดิสนีย์ เซ็นทรัลเปิดตัว Magic Town (Mickey & Friends) ใน 24 สาขา และ Magic Castle (Disney Princess) ใน 17 สาขา

    ทั้งหมดถูกออกแบบเป็น Photo Landmark พร้อมกิจกรรมถ่ายรูปแบบ Immersive และมีแลนด์มาร์กเฉพาะของแต่ละพื้นที่ เช่น

    • Mickey & Minnie Giant Plush 3 เมตร
    • Mickey Head Shape
    • ปราสาทเจ้าหญิงสูงกว่า 8 เมตร ที่เข้าไปในโครงสร้างได้จริง

    การจัดงานใหญ่ปลายปีนี้คือการวางรากฐานสำคัญให้ไทยเป็น Global Festival Destination มีอีเวนต์ระดับสากลเพื่อดึงคนไทยให้ออกมาใช้จ่าย และดึงนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เลือกไทยเป็นจุดหมายปลายทางในช่วงเทศกาล

    เซ็นทรัลทุ่ม 800 ล้าน ดึง “ดิสนีย์” จัดอีเวนต์ระดับโลก ปลุกเศรษฐกิจท่องเที่ยวทั่วไทย

    “The Magical Stars” ไม่เพียงสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของศูนย์การค้า แต่ยังสร้างโมเมนตัมเชิงเศรษฐกิจที่จะต่อยอดไปถึงต้นปีหน้า โดยเฉพาะหากรัฐเดินหน้ามาตรการกระตุ้น เช่น “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งจะช่วยให้เม็ดเงินหมุนต่อเนื่องหลังสิ้นสุดฤดูกาลท่องเที่ยว

    ในมุมมองของเซ็นทรัลและผู้ประกอบการค้าปลีก เทศกาลครั้งนี้ไม่ใช่เพียงงานประดับไฟหรือกิจกรรมถ่ายรูป แต่เป็น “เครื่องยนต์ความสุข” ที่สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง เกิดรายได้จริง และสร้างภาพใหม่ให้ประเทศไทยในเวทีโลก ว่าเป็นประเทศที่ผสาน วัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ เทศกาลระดับโลก ได้อย่างทรงพลังที่สุดในอาเซียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/644442&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KHLqtbCXnQB_AHR5j02XA

  • ธุรกิจโรงแรมกับการเป็น Green Hotel : ยกระดับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อโลกที่ดีขึ้นของทุกคน

    ธุรกิจโรงแรมกับการเป็น Green Hotel : ยกระดับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อโลกที่ดีขึ้นของทุกคน

    ธุรกิจโรงแรมกับการเป็น Green Hotel : ยกระดับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อโลกที่ดีขึ้นของทุกคน


    19/11/2568 | 68 |

    อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไม่น้อย โดยเฉพาะในธุรกิจโรงแรมที่ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน น้ำ การใช้พลาสติก หรือปริมาณขยะที่เกิดจากผู้เข้าพักจำนวนมากในแต่ละปี แนวคิด Green Hotel หรือ “โรงแรมสีเขียว” จึงเกิดขึ้นเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการบริการที่มีคุณภาพ กับความรับผิดชอบต่อโลกใบนี้

    Green Hotel คือโรงแรมที่บริหารจัดการด้วยหลักการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบต่อธรรมชาติ และส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบอาคาร การจัดการพลังงาน การใช้น้ำ การบริหารขยะ การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการส่งเสริมพฤติกรรมรักษ์โลกให้ผู้เข้าพัก

    ทำไมโรงแรมยุคใหม่ต้องก้าวสู่ Green Hotel?

    1. ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น

    นักท่องเที่ยวยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและนักเดินทางต่างชาติ มักเลือกที่พักที่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมชัดเจน เช่น ลดพลาสติก หรือมีระบบจัดการพลังงานที่ดี

    2. ลดต้นทุนในระยะยาว

    ระบบไฟประหยัดพลังงาน หลอด LED โซลาร์เซลล์ หรือการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ช่วยลดค่าใช้จ่ายระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ

    3. ยกระดับภาพลักษณ์ขององค์กร

    การเป็น Green Hotel สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าและพันธมิตร เพิ่มโอกาสการร่วมมือทางธุรกิจ และยังสอดคล้องกับมาตรฐานด้าน ESG ที่บริษัทท่องเที่ยวทั่วโลกให้ความสำคัญ

    4. ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดโลกร้อน

    โรงแรมที่ลดการปล่อยคาร์บอน ลดของเสีย และใช้พลังงานหมุนเวียน คือผู้เล่นสำคัญในการช่วยให้เมืองท่องเที่ยวปลอดมลพิษและยั่งยืนขึ้น

    องค์ประกอบสำคัญของการเป็น Green Hotel

    1. การจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

    • ใช้ระบบไฟอัจฉริยะ ปิด–เปิดอัตโนมัติ
    • ใช้เครื่องปรับอากาศประหยัดพลังงาน
    • ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าสำหรับพื้นที่ส่วนกลาง

    2. การใช้น้ำอย่างคุ้มค่า

    • ติดตั้งอุปกรณ์ประหยัดน้ำ เช่น หัวก๊อกลดแรงดัน
    • ใช้ระบบบำบัดน้ำเสียเพื่อนำน้ำกลับมาใช้รดต้นไม้
    • ใช้เครื่องซักผ้าที่ใช้พลังงานและน้ำต่ำ

    3. ลดการใช้พลาสติกและของใช้ครั้งเดียว

    • งดขวดน้ำพลาสติก ใช้ระบบน้ำดื่มรีฟิล
    • ใช้แชมพู–สบู่แบบรีฟิลแทนขวดเล็ก
    • ส่งเสริมภาชนะย่อยสลายได้ในร้านอาหารโรงแรม

    4. การบริหารจัดการขยะอย่างเป็นระบบ

    • มีจุดคัดแยกขยะที่ชัดเจน
    • นำของเหลือจากครัวไปทำปุ๋ยอินทรีย์
    • รีไซเคิลวัสดุจากการปรับปรุงอาคารหรือเฟอร์นิเจอร์

    5. การออกแบบอาคารและพื้นที่สีเขียว

    • ใช้แสงธรรมชาติลดการใช้ไฟ
    • ปลูกต้นไม้รอบอาคารเพื่อลดอุณหภูมิ
    • ใช้วัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    6. การมีส่วนร่วมของผู้เข้าพัก

    โรงแรมสีเขียวมักรณรงค์ผ่านป้ายหรือการสื่อสาร เช่น
    “ใช้ผ้าเช็ดตัวซ้ำเพื่อลดการซัก”
    “ช่วยแยกขยะก่อนทิ้ง”
    ทำให้ผู้เข้าพักมีส่วนร่วมในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

    Green Hotel = ประสบการณ์ที่ดี + โลกที่ดีขึ้น

    นอกจากจะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว โรงแรมสีเขียวหลายแห่งยังมอบประสบการณ์ที่อบอุ่นและมีเอกลักษณ์ เช่น เมนูอาหารจากวัตถุดิบท้องถิ่น การตกแต่งที่กลมกลืนกับธรรมชาติ หรือกิจกรรมสโลว์ไลฟ์สำหรับนักเดินทาง ส่งผลให้ลูกค้ารู้สึกผ่อนคลายและประทับใจมากยิ่งขึ้น

    ก้าวต่อไปของธุรกิจโรงแรม

    ในยุคที่โลกกำลังก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero โรงแรมที่มีการบริหารจัดการอย่างยั่งยืนจะได้เปรียบทั้งด้านการแข่งขันและภาพลักษณ์ ผู้ประกอบการที่เริ่มลงมือวันนี้ ไม่เพียงสร้างความแตกต่างทางธุรกิจ แต่ยังร่วมสร้างอนาคตการท่องเที่ยวที่มั่นคงและเป็นมิตรต่อโลก


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/443436&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19Bm_wtLLsJhl4fBbEcpzr

  • สมาพันธ์เวลเนสไทยเดินหน้าจับมือทุกภาคส่วนหนุนไทยเป็นท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ(Wellness Tourism)อย่างยั่งยืน | TOPNEWS

    สมาพันธ์เวลเนสไทยเดินหน้าจับมือทุกภาคส่วนหนุนไทยเป็นท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ(Wellness Tourism)อย่างยั่งยืน | TOPNEWS

    สมาพันธ์สมาคมสปาแอนด์เวลเนสไทย เดินหน้าสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับหอการค้าในแต่ละภูมิภาค และสมาคมท่องเที่ยวทุกจังหวัด เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้าน ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) อย่างยั่งยืน

    เมื่อวันที่ 19 พ.ย.2568 ที่ห้องประชุมใหญ่ โรงแรม รอยัล เมืองสมุย วิลล่า อ.สมุย จ.สุราษฎธานีสมาพันธ์สมาคมสปาแอนด์เวลเนสไทย จัดประชุมคณะกรรมการสัญจรครั้งที่ 4/2568 โดยมีคุณชวนัสถ์ สินธุเขียว ประธานสมาพันธ์สมาคมสปา แอนด์ เวลเนสไทยเป็นประธาน ร่วมด้วยคณะที่ปรึกษา กรรมการจากสมาคมฯ ชมรมฯ ด้านท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ นวดไทย สปาไทยและเวลเนส จากจังหวัดต่างๆในแต่ละภูมิภาค ร่วมปรึกษาหารือและร่วมกันกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนผู้ประกอบการด้านสุขภาพในแต่ละภูมิภาค

    เพื่อให้ภาครัฐเร่งขับเคลื่อนนโยบายด้าน เศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) อย่างจริงจัง เพื่อดึงเม็ดเงินจากตลาดผู้บริโภคด้านสุขภาพทั่วโลกเข้าสู่ประเทศ โดยอ้างอิงผลสำรวจของ Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า อุตสาหกรรมสุขภาพมีมูลค่าสูงกว่า 7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หากประเทศไทยสามารถดึงส่วนแบ่งตลาดเพียง 1% ได้ ก็จะสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างมีนัยสำคัญ และสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากในทุกภูมิภาคได้อย่างแท้จริง

    “ทั้งนี้สมาพันธ์ฯ ซึ่งมีคณะกรรมการและสมาชิกผู้ประกอบการด้านสุขภาพในแต่ละจังหวัด พร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐ–เอกชน ในการพัฒนามาตรฐานธุรกิจสุขภาพ สร้างความเชื่อมโยงเครือข่าย และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น Health & Wellness Hub ในระดับภูมิภาคและระดับสากล”

    ประธานสมาพันธ์สมาคมสปา แอนด์ เวลเนสไทย กล่าวอีกว่า สปาและเวลเนสไทยล้วนเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับหน่วยงานภาครัฐเกือบทุกด้าน ถึงแม้ร่มใหญ่เราจะอยู่ภายใต้กระทรวงสาธารณสุข ก็ตามเริ่มจากการเข้าใช้บริการการตกแต่งสถานที่และการสืบสานวัฒนธรรมพื้นถิ่น การต้อนรับด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติ สมุนไพร ต่างๆ ก็อยู่ในส่วนของกระทรวงพานิชในการผลักดันด้านสินค้า ด้านการท่องเที่ยว ด้วยเครือข่ายที่อยู่ในจังหวัดนั้นๆมาช่วยผลักดันกันใช้ของในพื้นถิ่นหรือใช้สมุนไพรจากชุมชน รวมถึงการว่าจ้างงานก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญเช่นกัน

    “เราพร้อมเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ด้านการให้บริการของแต่ละจังหวัด ในด้านWellness Tourism รวมทั้งการให้บริการด้านสุขภาพ เพื่อรองรับและเตรียมความพร้อมให้กับทุกหน่วยงาน และนักท่องเที่ยว ผู้ต้องการใช้บริการ เพื่อความสะดวกของผู้มาใช้บริการในทุกพื้นที่ประเทศไทย”

    สำหรับสมาพันธ์สมาคมสปาแอนด์เวลเนสไทย ก่อตั้งโดยกลุ่มสมาคมและชมรมผู้ประกอบการสปาไทยแต่ละภาค ในปี พ.ศ.2547 จนถึงปัญจุบันมีเครือข่ายสมาชิกจำนวน 22 สมาคมและชมรมที่เกี่ยวข้องกับสปาและเวลเนสทั่วประเทศ

    ราชา แฉล้มล้ำ /ศูนย์ข่าวภาคตะวันตก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1396079&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1R44kST1-X3o-QcP3S8HXG

  • E

    E

    สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (...

    GIT ผนึกกำลัง จังหวัดจันทบุรี จัดงาน ‘เทศกาลนานาชาติพลอยและเครื่องประดับจันทบุรี 2025’ ชวนคนไทย ช้อป ชิม ชิล สัมผัสเสน่ห์ ‘นครอัญมณี’ วันที่ 5-10 ธ.ค. นี้

    สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT ร่วมมือกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จังหวัดจันทบุรี สมาคมผู้ค้าอัญมณีและเครื่องประดับจันทบุรี และพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี เทศบาลเมืองจันทบุรี หอการค้าจังหวัดจันทบุรี สภาอุตสาหกรรมจังหวัดจันทบุรี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จันทบุรี สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจันทบุรี เคพี จิวเวลรี่ เซ็นเตอร์ และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน

    เนรมิตแลนด์มาร์กสุดป๊อป ใจกลางกรุงเทพฯ สู... POP MART ปักหมุดปรากฏการณ์ใหม่ “POP LAND EXCLUSIVE FESTIVE EVENT IN THAILAND” ครั้งแรกในประเทศไทย — เนรมิตแลนด์มาร์กสุดป๊อป ใจกลางกรุงเทพฯ สู่ POP Destina…

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จับมือ ... ททท.- เคทีซี ผนึกกำลัง “เที่ยวทั่วไทย ฮีลใจรักษ์โลก” ผลักดันการท่องเที่ยวยั่งยืน — การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จับมือ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไ…

    ธนาคารเอชเอสบีซี ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ กา... เอชเอสบีซี สนับสนุนงาน Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 — ธนาคารเอชเอสบีซี ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสมาคมอินเดียแห่ง…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ietemmyhtjnip1v4qaqsjsc0m5tpq4mp&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sMM6cNXq20XsgutapFfmM

  • นักท่องเที่ยวจีนเมินเที่ยวญี่ปุ่น  ยกเลิกตั๋วบิน-ที่พักมากถึงร้อยละ 80

    นักท่องเที่ยวจีนเมินเที่ยวญี่ปุ่น ยกเลิกตั๋วบิน-ที่พักมากถึงร้อยละ 80

    วันนี้, 12:02น.

              หลังกระทรวงการต่างประเทศจีน ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว(14 พ.ย.) แนะนำ นักท่องเที่ยวจีนให้เลี่ยงไปเที่ยวญี่ปุ่นอ้างว่าไม่ปลอดภัยสำหรับชาวจีน จากความไม่พอใจกรณีนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิของญี่ปุ่น แถลงต่อสภาไดเอทของญี่ปุ่นเมื่อต้นเดือนนี้ว่า ญี่ปุ่นพร้อมจะส่งกำลังทหารไปช่วยปกป้องอธิปไตยของไต้หวัน ซึ่งจีนมองว่า เป็นการแทรกแซงกิจการภายใน ขอให้นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นถอนคำพูด แต่ผู้นำญี่ปุ่นปฏิเสธ อีกทั้งยังไม่มีแนวโน้มว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถยุติปมความขัดแย้ง

             นายยู จินซิน รองประธานบริษัทจัดทัวร์นำเที่ยว อีสต์ เจแปน อินเตอร์เนชั่นแนล ทราเวล เซอร์วิส (East Japan International Travel Service) ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในกรุงโตเกียว ที่เน้นจัดนำเที่ยวแบบหมู่คณะสำหรับลูกค้าชาวจีน เปิดเผยว่า บริษัทได้รับผลกระทบอย่างหนักจากความขัดแย้งระหว่างจีนกับญี่ปุ่นในเรื่องเกี่ยวกับไต้หวัน โดยเฉพาะยอดการตั๋วบินและที่พักทรุดฮวบร้อยละ 80 ในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้(2568) ซึ่งโดยปกติจะมีนักท่องเที่ยวจีนไปเที่ยวญี่ปุ่นจำนวนมาก อาจจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ซึ่งมีขนาดใหญ่อันดับที่ 4 ของโลก

             นับตั้งแต่วันศุกร์ที่แล้ว นักท่องเที่ยวจีนได้ยกเลิกการจองตั๋วบินไปยังญี่ปุ่น ขณะที่หุ้นในกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวร่วงมาตลอดสัปดาห์นี้ ที่ผ่านมา สายการบินจีนกว่า 10 แห่ง เช่น แอร์ไชนา,ไชนา อีสเทิร์นแอร์ไลน์และไชนาเซาเทิร์นแอร์ไลน์ ประกาศจะคืนเงินให้กับผู้โดยสารชาวจีนที่แจ้งขอยกเลิกการจองตั๋วบินไปญี่ปุ่นไปจนถึงสิ้นปีนี้(2568) ขณะที่นักวิเคราะห์ด้านธุรกิจการบินของจีน ระบุว่า ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวจีนได้แจ้งกับสายการบินจีน ขอยกเลิกตั๋วเดินทางไปญี่ปุ่นแล้วราว 500,000 ใบ

             นักวิเคราะห์จากสถาบันวิจัยโนมูระของญี่ปุ่น คาดว่า ผลพวงจากมาตรการตอบโต้ของจีน จะทำให้ญี่ปุ่นสูญเสียรายได้ราว 2.2 ล้านล้านเยน หรือ 14,230 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี สอดคล้องกับสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (WTTC)ของอังกฤษที่ระบุว่า การท่องเที่ยวสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 7 ของจีดีพีของญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในเครื่องจักรสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของญี่ปุ่นให้เติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะหลังๆมานี้ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีนและฮ่องกง คิดเป็นสัดส่วนหนึ่งในห้าของนักเที่ยวต่างชาติทั้งหมดที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นในแต่ละปี

    #ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

    #พิพาทจีนเรื่องไต้หวัน

    ที่มา: รอยเตอร์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/156586&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3txBRrVbZtSXEpcOpRhhdB

  • ปลายปีนี้ เที่ยวได้ สนุกได้ ภาษีก็คืนได้!

    ปลายปีนี้ เที่ยวได้ สนุกได้ ภาษีก็คืนได้!

    ปลายปีนี้ เที่ยวได้ สนุกได้ ภาษีก็คืนได้!

    รัฐมีมาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” หนุนคนไทยพักผ่อนช่วงปลายปี! เปลี่ยนการเที่ยวให้เป็นการ “ลงทุน” ในความสุขระยะยาวที่ได้เงินคืน

    พอเข้าช่วงปลายปี หลายคนเริ่มมองหาทริปพักผ่อนหลังจากทำงานหนักมาทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นการเที่ยวทะเลเหนือภูเขา หรือแค่กลับบ้านต่างจังหวัดก็ถือว่าเป็นการชาร์จพลังให้ตัวเองได้เหมือนกัน แต่รู้ไหมว่า “เที่ยวปลายปี” ไม่ได้แค่ให้ความสุขใจ ยังช่วยให้ “ได้เงินคืนภาษี” ได้ด้วยนะ!

    ใช่แล้ว…รัฐบาลมีมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวหลายโครงการที่ช่วยให้คนไทยได้เที่ยวแถมยังลดภาระภาษีไปพร้อมกัน ใครที่กำลังวางแผนเดินทาง ช่วงนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ทั้งเที่ยว ทั้งประหยัด ทั้งได้สิทธิภาษีไปในตัว

    เที่ยวแล้วได้ลดหย่อนภาษี ทำได้จริงไหม?

    หลายคนอาจสงสัยว่า “เที่ยวแล้วภาษีจะคืนได้ยังไง” คำตอบคือ รัฐเคยมีมาตรการ “ช็อปดีมีคืน” และ “เที่ยวเมืองรอง” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งในปีนี้เปิดใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 ภายใต้ชื่อโครงการว่า “เที่ยวดีมีคืน” ทั้งนี้สามารถนำหลักฐานไปยื่นตอนทำภาษีในปีถัดไป โดยให้ประชาชนสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวบางประเภทไป “ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” ได้ เช่น

    • ค่าใช้จ่ายจากโรงแรมหรือที่พักที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายหรือค่าเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศที่อยู่ในขอบเขตที่กรมสรรพากรกำหนด
    • ค่าอาหาร หรือร้านในพื้นที่ท่องเที่ยว ทีมีการจด Vat แล้ว บางปีรัฐบาลอนุญาตให้นำค่าใช้จ่ายในหมวดอาหาร หรือสินค้าท้องถิ่นที่มีใบเสร็จภาษีเต็มรูปแบบ (ใบกำกับภาษีเต็มรูป) มาลดหย่อนได้ด้วย

    แม้แต่ในปี 2568 – 2569 ก็ยังมีแนวโน้มที่รัฐจะออกมาตรการลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะการท่องเที่ยวถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการหมุนเศรษฐกิจช่วงปลายปี ดังนั้น ถ้ามีประกาศใหม่ๆ ออกมา อย่าลืมเก็บหลักฐานการจ่ายเงินทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จ หรือ e-Tax Invoice เพราะเอกสารเหล่านี้จะช่วยยืนยันสิทธิของคุณเวลายื่นภาษีได้

    เที่ยวให้คุ้ม ต้องวางแผนภาษีตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง

    หลายคนมักคิดเรื่องภาษีตอนใกล้ถึงเวลายื่นเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว การวางแผนตั้งแต่ก่อนเที่ยวช่วยให้คุ้มค่ากว่ามาก เช่น

    1. วางงบประมาณไว้ล่วงหน้า – แยกค่าใช้จ่ายส่วนตัวกับค่าใช้จ่ายที่นำมาลดหย่อนได้
    2. เก็บหลักฐานทุกอย่างไว้ครบ – ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี หรือหลักฐานการชำระเงินทางออนไลน์
    3. ตรวจสอบรายชื่อสถานประกอบการ – ดูว่าที่พักหรือบริษัททัวร์ที่เลือกอยู่ในโครงการหรือจดทะเบียนถูกต้องหรือไม่

    บางคนอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ในความจริงแล้ว การเก็บเอกสารให้ครบถ้วนอาจช่วยให้คุณได้เงินคืนภาษีหลักพันถึงหลักหมื่นบาทได้เลยทีเดียว

    รัฐได้ ประชาชนก็ได้

    นโยบายท่องเที่ยวเพื่อคืนภาษีไม่ใช่แค่ช่วยให้คนไทยได้พักผ่อนเท่านั้น แต่ยังช่วยพยุงเศรษฐกิจในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร ร้านของฝาก หรือธุรกิจขนาดเล็กในชุมชน ซึ่งทั้งหมดนี้จะได้รับประโยชน์จากเงินหมุนเวียนที่นักท่องเที่ยวนำเข้าไปใช้

    พูดง่ายๆ คือ “คุณเที่ยว = ช่วยชาติ” เพราะทุกการใช้จ่ายในประเทศคือการเพิ่มรายได้ให้ธุรกิจไทย และในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสที่คุณจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีกลับคืนมา

    เคล็ดลับเพิ่มเติม: ใช้จ่ายอย่างไรให้ภาษีคืนได้มากที่สุด

    1. เลือกใช้จ่ายกับร้านค้าที่ออก e-Tax Invoice ได้
      เพราะระบบภาษีดิจิทัลทำให้การตรวจสอบง่ายขึ้น เอกสารไม่หาย และใช้ยืนยันสิทธิลดหย่อนได้แน่นอน
    2. อย่าลืมรวมใบเสร็จทั้งหมดไว้ตอนยื่นภาษีปลายปี
      แม้ค่าใช้จ่ายเล็กน้อย เช่น 1,000–2,000 บาท ก็มีผลรวมกันเป็นจำนวนไม่น้อยเมื่อยื่นรวมทั้งปี
    3. อย่าซื้อแค่เพราะอยากได้สิทธิภาษี
      เพราะการใช้สิทธิลดหย่อนจะคุ้มก็ต่อเมื่อเป็นค่าใช้จ่ายที่คุณตั้งใจจะใช้จริงอยู่แล้ว

    เที่ยวไทยให้สนุกแบบไม่ต้องรู้สึกผิดเรื่องเงิน

    เมื่อรู้แบบนี้แล้ว การเที่ยวปลายปีนี้อาจมีมุมมองที่ต่างออกไป ไม่ใช่แค่การใช้เงินเพื่อความสุขระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนในความสุขระยะยาว ทั้งกับตัวเองและประเทศ เพราะคุณจะได้พักผ่อน ได้ใช้เงินอย่างมีเป้าหมาย และยังมีโอกาสได้ “ภาษีคืน” กลับเข้ากระเป๋าอีกด้วย

    อย่าลืมว่าภาษีไม่ใช่เรื่องไกลตัว การวางแผนภาษีเป็นเรื่องที่ทุกคนทำได้ เพียงแค่รู้จักเก็บหลักฐานและตรวจสอบสิทธิ์ต่างๆ ที่ภาครัฐออกให้ในแต่ละปี หากคุณติดตามข่าวภาษีอยู่เสมอ หรือปรึกษานักบัญชีมืออาชีพ ก็จะช่วยให้การใช้สิทธิ์เป็นเรื่องง่าย ไม่ต้องกังวลว่าทำผิดขั้นตอน

    กล่าวโดยสรุป ปลายปีนี้นอกจากการเตรียมกระเป๋าเดินทาง กล้องถ่ายรูป และตั๋วเครื่องบินแล้ว อย่าลืมเตรียม “แผนภาษี” ติดตัวไปด้วย เพราะการเที่ยวให้คุ้ม ไม่ได้หมายถึงแค่จ่ายน้อย แต่หมายถึง “ได้คืนมาก” จากสิทธิประโยชน์ที่ภาครัฐมอบให้ ใครที่กำลังวางแผนเที่ยวปีนี้ ลองมองหาที่พัก ร้านอาหาร หรือทัวร์ที่อยู่ในระบบภาษีถูกต้อง เก็บหลักฐานการใช้จ่ายไว้ให้ครบ เมื่อถึงเวลายื่นภาษี ก็จะได้คืนส่วนหนึ่งกลับมาเป็นรางวัลให้ตัวเอง

    อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่  Inflow Accounting   

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/blogs/columnist/733679&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_w1rWu1iqIjsNZ2EQx0YU