Category: ท่องเที่ยว

  • ✈️ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม: การค้นพบ

    ✈️ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม: การค้นพบ

    ✈️ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม: การค้นพบ ‘ความเป็นไทย’ ผ่านการเดินทาง


    28/11/2568 | 5 |

    ประเทศไทยเป็นดินแดนที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อันยาวนาน การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (Cultural Tourism) จึงเป็นมากกว่าการพักผ่อน แต่เป็นการเดินทางเพื่อ ค้นพบและสัมผัส ‘ความเป็นไทย’ อย่างลึกซึ้ง ผ่านมิติที่หลากหลาย ตั้งแต่โบราณสถานอันยิ่งใหญ่ไปจนถึงวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของชุมชน

    🏛️ แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์: ร่องรอยอารยธรรม

    แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์คือห้องเรียนขนาดใหญ่ที่บอกเล่าเรื่องราวของอดีต การเยี่ยมชมสถานที่เหล่านี้ช่วยให้เราเข้าใจรากเหง้าของชาติไทย

    • อุทยานประวัติศาสตร์: อาทิ สุโขทัย และ อยุธยา ซึ่งเป็นมรดกโลก สะท้อนถึงความรุ่งเรืองของอาณาจักรโบราณ สถาปัตยกรรม ศาสนา และรูปแบบการปกครองในอดีต

    • พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ: เป็นศูนย์รวมวัตถุโบราณและงานศิลปะ ที่ช่วยจัดลำดับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์และเผยแพร่องค์ความรู้

    • ศาสนสถาน: วัดวาอารามทั่วประเทศ ไม่เพียงแต่เป็นศูนย์รวมจิตใจ แต่ยังเป็นแหล่งรวมงานช่างฝีมือและศิลปกรรมอันประณีตที่สืบทอดกันมา

    🎨 การเรียนรู้หัตถกรรมพื้นบ้าน: มรดกแห่งภูมิปัญญา

    การเรียนรู้หัตถกรรมเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการเชื่อมโยงกับภูมิปัญญาท้องถิ่น การเข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้ทำให้ผู้เดินทางได้สัมผัสถึงความประณีตและความคิดสร้างสรรค์ของช่างฝีมือไทย

    • ผ้าทอและเครื่องแต่งกาย: เช่น ผ้าไหมปักธงชัย ผ้ายกเมืองนคร หรือผ้าทอพื้นเมืองภาคเหนือ ที่มีลวดลายและเทคนิคการย้อมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น

    • เครื่องปั้นดินเผาและเครื่องจักสาน: อาทิ เครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียง หรือผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่ แสดงถึงการนำวัสดุธรรมชาติมาสร้างสรรค์เป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน

    • การแกะสลักและงานโลหะ: เช่น การแกะสลักไม้ของภาคเหนือ หรือเครื่องเงินเครื่องทองที่แสดงถึงความสามารถในการประยุกต์ศิลปะเข้ากับประโยชน์ใช้สอย

    🏡 การพักในชุมชน: สัมผัสวิถีชีวิตแท้จริง

    การท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community-Based Tourism) หรือการพักในลักษณะ โฮมสเตย์ (Homestay) ในชุมชนท้องถิ่น เป็นหัวใจสำคัญของการค้นพบ ‘ความเป็นไทย’ ที่แท้จริง

    • การใช้ชีวิตร่วมกับเจ้าบ้าน: นักท่องเที่ยวจะมีโอกาสได้เรียนรู้วิถีชีวิตประจำวัน อาหารพื้นถิ่น และภาษาถิ่น ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากการพักในโรงแรมทั่วไป

    • การมีส่วนร่วมในกิจกรรมท้องถิ่น: เช่น การทำนา การหาปลา การเก็บผลผลิต หรือการเข้าร่วมเทศกาลประเพณี ซึ่งสร้างความเข้าใจและความผูกพันระหว่างผู้มาเยือนและชุมชน

    • การกระจายรายได้: เงินที่ใช้จ่ายจะส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจของชุมชน ทำให้ชาวบ้านตระหนักถึงคุณค่าของวัฒนธรรมท้องถิ่นในการสร้างรายได้ที่ยั่งยืน

    ⚠️ ผลกระทบของการท่องเที่ยวต่อวัฒนธรรม: ความท้าทายและการจัดการ

    แม้ว่าการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจะส่งเสริมความภาคภูมิใจและรายได้ แต่ก็อาจนำมาซึ่งผลกระทบที่ต้องเฝ้าระวัง

    ผลกระทบเชิงบวก ผลกระทบเชิงลบ
    การอนุรักษ์: มีงบประมาณและแรงจูงใจในการบูรณะแหล่งประวัติศาสตร์และสืบสานงานฝีมือ การค้าขายวัฒนธรรม (Commodification): การเปลี่ยนประเพณีให้เป็นเพียงการแสดงเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว
    การฟื้นฟู: ฟื้นฟูประเพณีที่เคยเลือนหายไปให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ความแออัดและความเสื่อมโทรม: จำนวนนักท่องเที่ยวที่มากเกินไปทำลายโบราณสถานและสิ่งแวดล้อม
    ความภาคภูมิใจ: ชุมชนตระหนักและภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนเอง การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต: การปรับตัวตามความต้องการของนักท่องเที่ยว อาจทำให้วัฒนธรรมดั้งเดิมถูกบิดเบือนไป

    แนวทางการจัดการที่ยั่งยืน: ต้องมีการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว (Carrying Capacity), การให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยวถึงการเคารพวัฒนธรรมท้องถิ่น (Cultural Sensitivity), และการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนให้เป็นผู้จัดการตนเอง

    การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเป็นสะพานเชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลกเข้ากับ ‘ความเป็นไทย’ ในหลากหลายมิติ เป็นการเดินทางที่ให้ทั้งความรู้ ความเข้าใจ และความซาบซึ้งในมรดกทางปัญญาและศิลปะของชาติ อย่างไรก็ตาม การเดินทางนี้จะต้องดำเนินไปภายใต้แนวคิดของ ความยั่งยืน โดยเน้นการ อนุรักษ์ มากกว่าการ แสวงหาประโยชน์ เพื่อให้ ‘ความเป็นไทย’ อันเป็นเอกลักษณ์นี้ยังคงอยู่สืบไป


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/444940&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tCfHMeUzynYPEi06y6WJ6

  • K

    K

    KTSC มองดีมานด์ดิจิทัลท่องเที่ยวไทย–อาเซียน ยังขยายตัว ดึง 5 สตาร์ทอัพเกาหลีร่วมพัฒนาโซลูชันหลังบ้านรองรับตลาดท่องเที่ยว-MICE ที่โตต่อเนื่อง

    ศูนย์ส่งเสริมสตาร์ทอัพการท่องเที่ยวเกาหลี (Korea Tourism Startup Center: KTSC) เปิดเผยภาพรวมตลาดล่าสุดว่า โครงสร้างการท่องเที่ยวไทย–อาเซียน ขยับเข้าสู่ยุคที่ระบบดิจิทัลเป็นตัวกำหนดประสิทธิภาพของธุรกิจมากขึ้น ตั้งแต่การจองไปจนถึงการบริหารหลังบ้าน ทั้งจากฝั่งผู้บริโภคที่ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นศูนย์กลางการตัดสินใจ และจากฝั่งผู้ประกอบการที่ต้องการระบบหลังบ้านที่แม่นยำกว่าเดิม โดยสัญญาณหลายด้านสะท้อนว่าตลาดเปิดรับผู้เล่นเทคโนโลยีจากต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มจากเกาหลีที่มีจุดแข็งด้านระบบจัดการแบบเรียลไทม์และการประมวลผลด้วย AI

    ข้อมูลจากหลายสำนักระบุว่า มูลค่าการจองท่องเที่ยวออนไลน์ในอาเซียนเกิน 59,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอัตราการใช้บริการออนไลน์อาจแตะ 74% ในระยะใกล้ ขณะเดียวกัน ตลาดเทคโนโลยีการท่องเที่ยวทั่วโลกมีมูลค่าราว 11,100 ล้านดอลลาร์ และอาจขยายสู่ระดับ 18,700 ล้านดอลลาร์ ตามการเติบโตของบริการเชิงประสบการณ์

    สำหรับไทย เซกเมนต์ที่เติบโตเด่นคือ MICE และ Mega Event ซึ่งเคยมีมูลค่าราว 6,930 ล้านดอลลาร์ และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องจากจำนวนงานในเมืองหลักที่เพิ่มขึ้น ทั้งด้านการเดินทาง การจัดสรรที่พัก และการประสานงานหน้างาน ขณะเดียวกัน ตลาดแพลตฟอร์มท่องเที่ยวดิจิทัลของไทยประเมินว่ามีมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าดีมานด์เทคโนโลยีไม่ใช่เพียงกระแสระยะสั้น แต่เป็นโครงสร้างตลาดที่กำลังแข็งแรงขึ้น

    จากทิศทางดังกล่าว KTSC ระบุว่า สตาร์ทอัพเกาหลีด้านเทคโนโลยีการท่องเที่ยว 5 ราย ได้แก่ GroundK, RIAD Corporation, ND Soft, TripBuilder และ Nanugi World ได้เข้ามาเคลื่อนไหวในไทยมากขึ้น โดยอยู่ระหว่างจับคู่พันธมิตรเชิงลึก และบางรายเริ่มทดสอบระบบกับผู้ประกอบการไทยแล้ว ในรูปแบบ Proof of Concept (PoC) ทั้งในระบบบริหารการเดินทางงานอีเวนต์ การจับคู่ที่พัก การแปลภาษาแบบเรียลไทม์ และการวางแผนท่องเที่ยวที่ใช้ข้อมูลและ AI

    GroundK ระบุว่าตลาด MICE ไทยต้องการระบบควบคุมการเดินทางแบบเรียลไทม์มากขึ้น ขณะที่ RIAD Corporation เห็นว่าการประสานงานระหว่างโรงแรมและผู้จัดงานยังมีช่องว่างที่ระบบ AI สามารถเข้ามาช่วยได้ทันที ด้าน ND Soft ชี้ว่าความต้องการสื่อสารหลายภาษายังคงสูงในเมืองท่องเที่ยว ส่วน TripBuilder มองว่าพฤติกรรมผู้ใช้ที่เปลี่ยนเร็วทำให้ผู้ประกอบการต้องใช้ข้อมูลเชิงลึกในการแนะนำบริการมากขึ้น ขณะที่ Nanugi World เห็นโอกาสในโปรแกรมการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับความต้องการของโรงเรียนในหลายประเทศ

    KTSC ระบุว่าหน้าที่ของศูนย์คือจัดทำข้อมูลตลาด เชื่อมต่อผู้ประกอบการไทย และช่วยให้สตาร์ทอัพเกาหลีเข้าใจระบบการทำงานจริงของอุตสาหกรรมในไทย ซึ่งช่วยให้ผู้พัฒนาระบบสามารถปรับโซลูชันให้ตรงความต้องการได้เร็วขึ้น และเพิ่มโอกาสที่เทคโนโลยีจะถูกนำไปใช้งานจริงในภาคธุรกิจ โดย KTSC มองว่าการเข้ามาของผู้เล่นจากเกาหลีจะช่วยเพิ่มตัวเลือกด้านเทคโนโลยีให้ตลาด และเป็นแรงเสริมต่อศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระดับภูมิภาค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://gotomanager.com/content/142367/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yd-vO1v5GJc40qbhStCBS

  • เรือท่องเที่ยวกลับจากเกาะกูดถูกคลื่นทะเลซัดท้องเรือแตกนทท. 97 คน ลอยคอกลางทะเล จนท.ช่วยเหลือปลอดภัย

    เรือท่องเที่ยวกลับจากเกาะกูดถูกคลื่นทะเลซัดท้องเรือแตกนทท. 97 คน ลอยคอกลางทะเล จนท.ช่วยเหลือปลอดภัย

    ภูมิภาค

    เรือท่องเที่ยวกลับจากเกาะกูดถูกคลื่นทะเลซัดท้องเรือแตกนทท. 97 คน ลอยคอกลางทะเล จนท.ช่วยเหลือปลอดภัย

    วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.42 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เวลาประมาณ 11.00 น.วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 สำนักงานศร.ชล.ตราด ได้รับแจ้งของความช่วยเหลือจาก นางสาววิภา บุญอยู่ ผู้จัดการ บรษัท เสือดำโก (ตราด ) จำกัด ว่า เรือโดยสารของบริษัทฯที่เดินทางจากท่าเรืออ่าวสลัด ต.เกาะกูด อ.เกาะกูด จ.ตราด ในเวลา 10.45 น.เพื่อเดินทางมาที่ท่าเรือแหลมศอก ท่ามกลางคลื่นลมที่แรง โดยมีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศเดินทางมาด้วย และเมื่อออกเดินทางมาประมาณ 30 นาที ถึงบริเวณเกาะกระดาด ปรากฏว่า ตลอดเส้นทางมีคลื่นลมแรง ทำให้ท้องเรือแตก ทำให้น้ำทะลักเข้ามาที่ห้องโดยสาร กัปตันเรือได้โทรมาแจ้งเหตุและแจ้งพิกัด พร้อมขอความช่วยเหลือ  

    เรือเอกนาวิน ศิลปวิทยากร เจ้าหน้าที่ยุทธการ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลตราด(ศรชล.ตราด) เปิดเผยว่าหลังได้รับแจ้งจึงได้ ประสานงานไปยังเจ้าท่าตราด และหมวดเรือมชด./1 เพื่อขอความช่วยเหลือและได้นำเรือต.114 เดินทางไปช่วยเหลือ แล้ว 

     ล่าสุดสามารถนำนักท่องเที่ยวมาได้ 20 คนแล้วโดยนำมาขึ้นที่ท่าชลธีสปีดโบ๊ท ต.อ่าวใหญ่ อ.เมืองจ.ตราด โดยมีนักท่องเที่ยวบางคนที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยทางหน่วยปฐมพยาบาลเข้ามาช่วยเหลือเบี้ยงต้นแล้ว

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/455187&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yQH-FgswSK6FvEsCx2Drf

  • นายอำเภอเกาะกูด แจงเหตุเรือท่องเที่ยวล่ม เรือร้าวมีน้ำเข้า ช่วยนทท.-ลูกเรือกว่าร้อยชีวิตปลอดภัย

    นายอำเภอเกาะกูด แจงเหตุเรือท่องเที่ยวล่ม เรือร้าวมีน้ำเข้า ช่วยนทท.-ลูกเรือกว่าร้อยชีวิตปลอดภัย

    ภูมิภาค

    นายอำเภอเกาะกูด แจงเหตุเรือท่องเที่ยวล่ม เรือร้าวมีน้ำเข้า ช่วยนทท.-ลูกเรือกว่าร้อยชีวิตปลอดภัย

    วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.24 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    หลังจากเกิดอุบัติเหตุเรือโดยสารเสือโก จำกัดที่เดินทางรับนักท่องเที่ยวจากฝั่งอ.เมือง จ.ตราดไปยังอำเภอเกาะกูด และจากอำเภอเกาะกูดมายังจ.ตราด เกิดอุบัติเหตุนั้น ล่าสุดในเวลา 13.00 น. นายไพรัช สร้อยแสง นายอำเภอเกาะกูด ได้ทำบันทึกรายงานสาเหตุของการเกิดเหตุให้กับนายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจ.ตราดที่เพิ่มเดินทางมารับตำแหน่งใหม่ได้ 4 วัน ทราบโดยเร่งด่วนด้วย 

    นายอำเภอเกาะกูดรายงานว่า วันที่ 20 พ.ย. 2568 เวลาประมาณ 12.15 น. อำเภอเกาะกูด ได้รับแจ้งจากบริษัทเสือดำโก ซึ่งเป็นเรือโดยสารระหว่างเกาะกูด – แหลมศอก ว่าเรือโดยสารเสือดำโกลำใหญ่ขนาดบรรจุ 240 คน มีนักท่องเที่ยวจำนวน 92 คน ลูกเรือ 10 คน ซึ่งได้รับนักท่องเที่ยวจากท่าเรืออ่าวสลัด ตำบลเกาะกูด อำเภอเกาะกูด จังหวัดตราดเดินทางสู่ท่าเรือแหลมศอก หมู่ที่ 6 ตำบลอ่าวใหญ่ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ได้เกิดอุบัติเหตุเรือร้าว และมีน้ำเข้าเรือเนื่องจากคลื่นใหญ่ ลมจัด บริเวณห่างจากท่าเรืออ่าวสลัด ข้างเกาะกระดาด ระหว่างเกาะกูด ต.เกาะกูด อ.เกาะกูด กับท่าเรือแหลมศอก อ.เมือง จ.ตราด 

     กัปตันเรือเห็นว่าอาจเป็นอันตรายจึงได้ทอดสมอ และแจ้งทางบริษัทเสือดำโกทราบ และบริษัทเสือดำโกได้ประสานพันธมิตร ได้แก่ บริษัท เกาะกูด เอ็กซ์เพรส จำกัด บริษัทชลธีเรือเร็ว จำกัด เรือประมง และศรชล.จังหวัดตราด ได้เข้าช่วยเหลือ 

     ต่อมาเมื่อ 13.00 น. โดยประมาณ กลุ่มเรือโดยสารได้ออกไปช่วยเหลือผู้โดยสารได้อย่างปลอดภัย และได้ส่งผู้โดยสารแหลมศอก เวลา 13.30 น. อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ทั้งนี้ ขณะเกิดเหตุนักท่องเที่ยวทุกคนได้สวมเสื้อชูชีพ คน ในเบื้องต้นยังไม่มีนักท่องเที่ยวได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด 

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/455217&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1P1l2ygOZ1bSdxw8MJOzOr

  • รอบรั้วการตลาด : ไอคอนสยาม ฉลองครบรอบ 7 ปี ยกระดับงานเคานต์ดาวน์ที่ดีที่สุดของโลก

    รอบรั้วการตลาด : ไอคอนสยาม ฉลองครบรอบ 7 ปี ยกระดับงานเคานต์ดาวน์ที่ดีที่สุดของโลก

    นายสุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า ไอคอนสยาม เชิญชวนคนไทยร่วมฉลองความเป็นเลิศของไทยบนเวทีโลก หลังคว้ารางวัลโครงการทรงอิทธิพลระดับโลก MAPIC AWARDS 2025 พร้อมฉลองครบรอบ 7 ปีอย่างยิ่งใหญ่ แจก SIAM E-GIFT CARD มูลค่า 700 บาท จำนวน 10,000 สิทธิ์ และเสื้อยืด ICONSIAM Limited Edition กว่า 3,000 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 7 ล้านบาท 

    พร้อมกันนี้ ไอคอนสยามประกาศจับมือ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), กรุงเทพมหานคร, หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และพันธมิตรทุกภาคส่วน จัดงาน Amazing Thailand Countdown 2026 มหาปรากฏการณ์เคานต์ดาวน์ ผนึกกำลังสุดยิ่งใหญ่ ฉลองไทยสะกดโลก เพื่อส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 

    ทั้งนี้ตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะหนึ่งในงานเคานต์ดาวน์ที่ดีที่สุดของโลก และเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงไฮซีซัน ทั้งภาคธุรกิจริมแม่น้ำเจ้าพระยา อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

    นอกจากนี้เรายังได้ร่วมมือครั้งยิ่งใหญ่ในการแสดงโดรน เพื่อน้อมถวายความอาลัยและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จาก Crostars (โครสตาร์ส) ผู้นำด้านโชว์โดรนระดับโลกจากจีน และการแสดงพลุรักษ์โลก ความยาว 1,400 เมตร ยาวที่สุดริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยผู้กำกับพลุมือรางวัลระดับโลกจากญี่ปุ่น

    พร้อมขนทัพศิลปินไอคอนิกระดับโลก นำโดย Mark Tuan (มาร์ค ต้วน) ปะทะสุดยอดไอคอนิกไทย รวมกว่า 200 ศิลปินดัง สร้างปรากฏการณ์บันเทิงสุดอลังการริมแม่น้ำเจ้าพระยา ส่งมอบประสบการณ์เหนือความคาดหมายให้กับผู้ชมทุกคน เพื่อตอกย้ำศักยภาพให้ประเทศไทยยืนหนึ่งเป็น Global Countdown Destination ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยงาน Amazing Thailand Countdown 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 31 ธันวาคม 2568 ที่ ไอคอนสยาม

    ลุยงาน Money Expo : นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เมืองไทยประกันชีวิต คัดสรรผลิตภัณฑ์ บริการ และโปรโมชันเด่น เข้าร่วมงานมหกรรมการเงินกรุงเทพ ส่งท้ายปี ครั้งที่ 8 (Money Expo 2025 Bangkok Year End) ระหว่างวันที่ 20–23 พฤศจิกายน 2568 ณ Hall 5 ชั้น LG ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด Resilient Wealth การสร้างความมั่งคั่งแบบยืดหยุ่นเพื่อความยั่งยืนซึ่งบริษัทฯ ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ การบริการ  โปรโมชัน และสิทธิพิเศษจากเมืองไทยสไมล์คลับ ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าอย่างครบถ้วน

    โดยในพิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นางสาววสุมดี วสีนนท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย นายสันติ  วิริยะรังสฤษฎ์  ประธานจัดงานมหกรรมการเงิน Money Expo นางสาวภาคนี วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานจัดงานร่วม งานมหกรรมการเงิน Money Expo 

    พร้อมด้วยนายปราโมทย์ ศักดิ์กำจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส นางพิตราภรณ์ บุณยรัตพันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส นายศรายุธ ทินกร ณ อยุธยา รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส นายสหพล พลปัถพี รองกรรมการผู้จัดการ  บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) คณะผู้บริหาร ตัวแทนนักวางแผนประกันชีวิต และที่ปรึกษาทางการเงิน ร่วมในพิธีเปิดบูธเมืองไทยประกันชีวิต

    แบ่งปันความกลยุทธ์ : นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ บีเจซี เข้าร่วมแสดงวิสัยทัศน์บนเวทีเสวนา Fortune Innovation Forum 2025 ภายใต้หัวข้อ Reinvention as a Leadership Strategy หรือ กลยุทธ์ของผู้นำในการปรับตัวและปฎิรูปองค์กร ท่ามกลางโลกที่เผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง 

    โดยร่วมเสวนาในฐานะผู้นำหญิงที่ติดอันดับ Fortune’s Most Powerful Women Asia 2025 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จัดโดย นิตยสารฟอร์จูน (Fortune) สื่อธุรกิจชั้นนำระดับโลก ระหว่างวันที่ 17 – 18 พฤศจิกายน 2568 โดยมี นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) และครอบครัว ร่วมแสดงความยินดี ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/business_marketing/marketing_trends/2896888&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WuAurx2EW8pZcWmum-rXQ

  • เวียดนามเผชิญน้ำท่วมรุนแรง ยอดตายพุ่ง 16 คน นักท่องเที่ยวติดเกาะ

    เวียดนามเผชิญน้ำท่วมรุนแรง ยอดตายพุ่ง 16 คน นักท่องเที่ยวติดเกาะ

    ทีมกู้ภัยเวียดนามเร่งช่วยเหลือประชาชนที่ติดอยู่บนหลังคาบ้านหลังน้ำท่วมใหญ่พัดถล่มภาคกลางประเทศ โดยเจ้าหน้าที่เผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 16 คน

    ฝนตกหนักต่อเนื่องพัดเข้าใส่ภาคกลาง-ใต้ของเวียดนามตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม โดยเฉพาะพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวชายฝั่งและแหล่งมรดกทางประวัติศาสตร์ต่างได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหลายระลอก

    สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรง

    กระทรวงสิ่งแวดล้อมเวียดนามระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 คนตั้งแต่สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ยังคงค้นหาผู้สูญหายอีก 5 คน บ้านเรือนจมน้ำกว่า 43,000 หลัง พร้อมทั้งถนนสายหลักหลายสายปิดการจราจรเนื่องจากดินถล่ม

    ทีมกู้ภัยใช้เรือช่วยเหลือประชาชนในจังหวัดเซียไล และดัคลัค ในภาคกลาง โดยใช้วิธีเจาะหน้าต่างและเจาะหลังคาเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ในบ้านที่น้ำท่วมสูงเมื่อวันพุธ

    เมืองท่องเที่ยวได้รับผลกระทบหนัก

    ที่เมืองญาจาง แหล่งท่องเที่ยวชายฝั่งชื่อดังที่มีชื่อเสียงด้านหาดทรายสีขาวบริสุทธิ์ พบว่าย่านธุรกิจหลายช่วงตึกจมอยู่ใต้น้ำ พร้อมทั้งรถยนต์หลายร้อยคันจมบาดาลเมื่อวันพฤหัสบดี

    ในบริเวณทางผ่านเขาสูงรอบเมืองดาลัด เกิดดินถล่มครั้งใหญ่หลายจุด โดยบางพื้นที่มีปริมาณน้ำฝนสะสมถึง 600 มิลลิเมตรตั้งแต่สุดสัปดาห์ตามรายงานของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติ

    สถิติน้ำท่วมใหญ่

    สายด่วนฉุกเฉินได้รับสายเข้ามากผิดปกติในคืนวันพุธ เนื่องจากระดับน้ำทั่วภูมิภาคเพิ่มสูงขึ้น กระทรวงกลาโหมจึงส่งเฮลิคอปเตอร์ออกช่วยเหลือผู้ติดเกาะ

    ระดับน้ำในแม่น้ำบาในจังหวัดดัคลัคทะลุสถิติสูงสุดตั้งแต่ปี 1993 ในสองจุดเมื่อเช้าวันพฤหัสบดี ขณะที่แม่น้ำไกในจังหวัดคานห์โฮาก็พุ่งสู่ระดับสูงสุดใหม่

    โฮจิง ฟุค ลาม รองผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์อุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยาแห่งชาติ กล่าวในรายการโทรทัศน์ของรัฐว่า น้ำท่วมครั้งนี้เกิดขึ้นจากฝนตกหนักที่เพิ่มเติมจากระดับน้ำที่สูงอยู่แล้ว

    ตามข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม ภัยธรรมชาติทำให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหาย 279 คน พร้อมสร้างความเสียหายมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ในช่วงมกราคม-ตุลาคม ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้มักเผชิญฝนตกหนักระหว่างเดือนมิถุนายน-กันยายน แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากกิจกรรมของมนุษย์ทำให้สภาพอากาศรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/vietnam-severe-flooding-death-toll-16-tourists-stranded&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0o-pNwE341P2_oU88FICk3

  • ย้ายเที่ยวเกาหลี นักท่องเที่ยวจีน “ยกเลิก” ทริปญี่ปุ่นปมขัดแย้งไต้หวัน

    ย้ายเที่ยวเกาหลี นักท่องเที่ยวจีน “ยกเลิก” ทริปญี่ปุ่นปมขัดแย้งไต้หวัน

    เกาหลีใต้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับ 1 ของชาวจีนแทนญี่ปุ่น ที่เกิดความตึงเครียดกับจีน หลังจากนายกฯ ญี่ปุ่น แถลงต่อรัฐสภาว่าถ้าจีนส่งกำลังเข้ารุกรานไต้หวันอาจเป็น “สถานการณ์คุกคามความอยู่รอด” ส่งผลให้ญี่ปุ่นต้องตอบโต้ทางทหารต่อจีน-หนุนช่วยไต้หวัน

    เมื่อวันที่ 19 พ.ย.2568 ทันโลก กับ Thai PBS โพสต์ หนังสือพิมพ์ The Chosun Daily ของเกาหลีใต้รายงาน อ้างอิงข้อมูลจากสื่อของทางการจีน Pengpai เมื่อวันที่ 18 พ.ย. ว่าธุรกิจให้บริการด้านการท่องเที่ยวหลายแห่งในจีนต่างเผชิญปัญหาลูกค้ายกเลิกกรุ๊ปทัวร์ไปยังญี่ปุ่น โดยมีอัตราการยกเลิกสูงถึงกว่าร้อยละ 60 อีกทั้งสายการบินต่าง ๆ ก็ถูกผู้โดยสารยกเลิกการจองตั๋วเครื่องบินเดินทางไปญี่ปุ่นในระดับสูงเช่นกัน

    รายงานระบุว่า การยกเลิกกรุ๊ปทัวร์จากจีนไปยังญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างมากตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากทางการจีนประกาศเตือนเมื่อศุกร์ (14 พ.ย.) ให้พลเรือนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังญี่ปุ่น ส่งผลให้กรุ๊ปทัวร์ไปยังญี่ปุ่นถูกยกเลิกดังกล่าวจนทำให้ธุรกิจให้บริการด้านการท่องเที่ยวในจีนต่างประกาศคืนเงินแก่ลูกค้ากรุ๊ปทัวร์

    รายงานชี้ว่า อุปสงค์การเดินทางไปท่องเที่ยวในญี่ปุ่นที่ลดฮวบลงดังกล่าวกลายเป็น “ส้มหล่น” ของเกาหลีใต้ ซึ่งกลายเป็นจุดหมายปลายทางติดอันดับ 1 ของนักท่องเที่ยวชาวจีนแทนที่ญี่ปุ่นเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาตามข้อมูลที่เผยแพร่บนแพลตฟอร์มด้านการท่องเที่ยว Qunar ของจีน

    อีกทั้งยอดซื้อตั๋วเครื่องบินเพื่อเดินทางไปยังเกาหลีใต้ก็พุ่งสูงขึ้นในหมู่ผู้โดยสารชาวจีนในช่วงเวลาเดียวกัน พร้อม ๆ กับสถิติการค้นหาข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวในเกาหลีใต้ โดยกรุงโซล นครหลวงของเกาหลีใต้ แซงหน้าติดอันดับแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับ 1 ของชาวจีน ตามด้วยประเทศไทย ฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย

    ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวจากจีนเป็นแหล่งรายได้ด้านการท่องเที่ยวรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ซึ่งฝ่ายนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ยอดนักเที่ยวจากจีนที่ลดฮวบลงอาจส่งผลให้รายได้ของภาคการท่องเที่ยวในญี่ปุ่นอาจร่วงลงถึงราว 2,200,000 เยน ฉุดให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ของญี่ปุ่นร่วงลงราวร้อยละ 0.36

    ข้อมูลจากสำนักงานการท่องเที่ยวญี่ปุ่นระบุว่า นักท่องเที่ยวจากจีนคิดเป็นร้อยละ 25 ของจำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างชาติที่เดินทางเข้าไปท่องเที่ยวในญี่ปุ่นในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 นี้ โดยมียอดการใช้จ่ายในญี่ปุ่นรวมถึงราว 1.6443 ล้านล้านเยน ซึ่งอาจสูงถึงรวมราว 2 ล้านล้านเยนตลอดทั้งปี ถ้ายอดนักท่องเที่ยวจากจีนยังคงหลั่งไหลเข้าญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ ทาคาอิจิปฏิเสธที่จะถอนคำพูดตามการเรียกร้องของทางการจีนโดยระบุว่า คำแถลงต่อรัฐสภาญี่ปุ่นของเธอเมื่อวันที่ 7 พ.ย.2568 สอดคล้องกับจุดยืนดั้งเดิมของรัฐบาลญี่ปุ่น อย่างไรก็ดี เธอระบุเสริมว่า ต่อไปเธอจะระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นในประเด็นเฉพาะเจาะจงต่าง ๆ มากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358691&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1V78vqAH1fVWFrW2pkrcWI

  • ญี่ปุ่นอ่วมหลังจีนคว่ำบาตรการท่องเที่ยว จากความตึงเครียดทางการทูต

    ญี่ปุ่นอ่วมหลังจีนคว่ำบาตรการท่องเที่ยว จากความตึงเครียดทางการทูต

    ญี่ปุ่นอ่วมหลังจีนคว่ำบาตรการท่องเที่ยว จากความตึงเครียดทางการทูต

    บริษัททัวร์ East Japan International Travel Service ในกรุงโตเกียว ซึ่งพึ่งพานักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นหลัก สูญเสียยอดจองกว่า 80% สำหรับช่วงเวลาที่เหลือของปีทันทีภายในไม่กี่วัน

    บริษัทขนาดเล็กดังกล่าวเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากกระแสคว่ำบาตรที่อาจสร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจอันดับ 4 ของโลกของญี่ปุ่น การออกคำเตือนการเดินทางของจีนมีสาเหตุมาจากถ้อยแถลงของนางซาเนะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ที่กล่าวเกี่ยวกับไต้หวัน ซึ่งจีนอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนดังกล่าว ส่งผลให้มีการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก และกระทบต่อหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวในตลาดญี่ปุ่นอย่างหนัก

    นางยู จิ้นซิน รองประธานบริษัท กล่าวว่า การสูญเสียครั้งนี้ถือว่า “รุนแรงอย่างยิ่ง” สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยเช่นพวกเขา

    อุตสาหกรรมท่องเที่ยวคิดเป็นสัดส่วนราว 7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของญี่ปุ่น ตามข้อมูลจากสภาการท่องเที่ยวและการเดินทางโลก โดยนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกงมีสัดส่วนราวหนึ่งในห้าของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด

    สถาบันวิจัยโนมูระประเมินว่า การคว่ำบาตรดังกล่าวอาจสร้างความเสียหายมากถึง 2.2 ล้านล้านเยน (ประมาณ 14.23 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ต่อปี ขณะที่หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวญี่ปุ่นปรับตัวลดลงต่อเนื่องนับตั้งแต่จีนประกาศคำเตือนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

    ขณะนี้สายการบินจีนมากกว่า 10 แห่งได้เสนอนโยบายคืนเงินเต็มจำนวนสำหรับเส้นทางบินไปญี่ปุ่นจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม โดยนักวิเคราะห์การบินรายหนึ่งคาดว่ามีการยกเลิกตั๋วแล้วกว่า 500,000 ใบ

    นักท่องเที่ยวจีน ที่วัดอาซาซูกะ แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังในโตเกียว

    ความขัดแย้งไร้สัญญาณคลี่คลาย

    ข้อพิพาททวีความรุนแรงหลัง นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นกล่าวต่อรัฐสภาว่า หากจีนใช้กำลังทางทหารต่อไต้หวันจนเป็นภัยต่อความมั่นคงของญี่ปุ่น อาจนำไปสู่การตอบโต้ทางทหารของญี่ปุ่น คำกล่าวดังกล่าวจุดชนวนให้เกิดปฏิกิริยาอย่างดุเดือดจากเจ้าหน้าที่การทูตจีนประจำญี่ปุ่นและสื่อของรัฐจีน กระทั่งทางการญี่ปุ่นต้องออกคำเตือนให้พลเมืองในจีนเพิ่มมาตรการระมัดระวังและหลีกเลี่ยงพื้นที่แออัด

    ฝ่ายปักกิ่งเรียกร้องให้นางทาคาอิจิถอนคำพูด แต่รัฐบาลโตเกียวระบุว่าถ้อยแถลงดังกล่าวสอดคล้องกับจุดยืนของญี่ปุ่น ส่งสัญญาณว่าโอกาสการคลี่คลายความตึงเครียดในระยะสั้นยังไม่ปรากฏ

    ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น

    นอกจากคำเตือนการเดินทางแล้ว จีนยังได้ระงับการฉายภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่องใหม่ ขณะที่ศิลปินญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงในจีนเริ่มแสดงจุดยืนเพื่อหลีกเลี่ยงแรงต้าน เช่น นักร้องญี่ปุ่น “MARiA” ที่ประกาศบนเว่ยป๋อว่า “จีนเป็นเหมือนบ้านหลังที่สองของฉัน และฉันสนับสนุนหลักการจีนเดียวเสมอ”

    ด้านผู้ประกอบการทัวร์อย่างนางยูระบุว่า บริษัทเคยผ่านเหตุการณ์ตึงเครียดทำนองเดียวกันมาแล้ว เช่น วิกฤตหมู่เกาะพิพาทเมื่อปี 2012 ที่ทำให้เกิดการประท้วงใหญ่ในจีน แต่ยอมรับว่าหากวิกฤตครั้งนี้ยืดเยื้อ ผลกระทบอาจรุนแรงกว่าที่เคย

    “หากสถานการณ์ยืดเยื้อหนึ่งถึงสองเดือน เรายังพอรับมือได้ แต่หากยิ่งเลวร้ายต่อเนื่อง ผลกระทบย่อมหนักหนาสาหัสต่อธุรกิจของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” นางยูกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/international-news/733704&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SiGBFzYKA6VtC6dIQsbIr

  • พระบารมี”ในหลวง-พระราชินี”เสด็จเยือนจีนสัมพันธ์แน่นแฟ้น​ ปลุกท่องเที่ยวไทยคึกคักรับเทศกาล

    พระบารมี”ในหลวง-พระราชินี”เสด็จเยือนจีนสัมพันธ์แน่นแฟ้น​ ปลุกท่องเที่ยวไทยคึกคักรับเทศกาล

     ระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายน ทั้งชาวไทยและชาวจีนต่างปลื้มปีติ ที่ได้เห็นภาพนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแหง่สาธารณรัฐประชาชนจีน จัดพิธีถวายการต้อนรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี อย่างสมพระเกียรติ ที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของนายสี  จิ้นผิง

             รวมถึงภาพพระราชกรณียกิจทั้งสองพระองค์ระหว่างเสด็จเยือนสถานที่สำคัญๆของประเทศจีน สร้างความประทับใจให้กับประชาชนทั้งสองประเทศ เป็นการตอบรับในเชิงบวกอย่างมาก เพราะสื่อหลักและสื่อออนไลน์แพลตฟอร์มต่างๆขอนจีนได้นำเสนอพระราชกรณียกิจของทั้งสองพระองค์ในรอบ 48 ชั่วโมง ถึง 18,900-21,400 ชิ้น

             ขณะเดียวกันชาวจีนได้นำคำพูดของนายสี จิ้นผิง ยกย่องความสัมพันธ์ของสองประเทศว่าใกล้ชิดแน่นแฟ้นเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน นำไปแชร์ในสื่อออนไลน์อย่างกว้างขวาง

            ด้วยพระบารมีของในหลวงและพระราชินีที่เสด็จเยือนจีนครั้งนี้ ก่อเกิดผลดีต่อประเทศไทยอย่างยิ่งโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ  นายสี จิ้นผิง กราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า จะขอซื้อข้าวจากไทยจำนวน 5 แสนตัน และที่สำคัญช่วยกระตุ้นภาคท่องเที่ยวเสาหลักสำคัญเสาหนึ่งที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยกลับมาคึกคักอีกคำรบหนึ่ง

          โดย  น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)กล่าวว่าจากการติดตามกระแสสื่อและความเห็นบนโลกออนไลน์ในประเทศจีน ของสำนักงานททท.ทั้ง 5 แห่งในกรุงปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เฉินตู กว่างโจวและคุนหมิงพบว่าข่าวการเสด็จฯเยือนจีนของในหลวงและพระราชินี ได้รับการตอบรับเชิงบวกเป็นอย่างมากทั้งสื่อหลักและประชาชนจีน ทั้งในเชิงภาพลักษณ์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความคาดหวังด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ก่อให้เกิดความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในหมู่ประชาชนจีน

        “นับเป็นโอกาสสำคัญยิ่งของททท.และภาครัฐของไทยในการขับเคลื่อนฟื้นฟูตลาดนักท่องเที่ยวจีน โดย ททท.เตรียมจัด 4 กิจกรรมกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยว 1.นำเสนอแคมเปญประชาสัมพันธ์”จงไท่อี้เจียชิน”(ไทยจีนใช่อื่นไกลพี่น้องกัน)ผ่านคอนเทนต์เส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงวัฒนธรรมไทย-จีน 2.จัดโปรโมชั่นตั๋วเครื่องบินโรงแรมที่พักเสนอขายนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มเดินทางด้วยตัวเองร่วมกับแพลตฟอร์มจองสินค้าเที่ยวออนไลน์”น.ส.ฐาปนีย์ระบุและว่า 3.ทำโปรโมชั่นแพ็กเกจท่องเที่ยวภายใต้แคมเปญจงไท่อี้เจียชินร่วมกับบรัททัวร์ในจีน ต้อนรับเทศกลาตรุษจีน 2569 และ 4.ทำแพ็กเกจเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงนำเที่ยวสัมพันธ์ไทย-จีนร่วมกับสมาคมต่างๆอาทิ สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว(แอตต้า)ด้วยให้บริษัทจัดการจุดหมายปลายทางในไทย เช่นเส้นทางตลาดน้อย-ตลาดพลู-เยาวราช และเส้นทางเมืองเก่าในนครสวรรค์และภูเก็ต เป็นต้น

      ขณะที่นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการแอตต้า บอกว่ากระแสเชิงบวกบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับในหลวงและพระราชินีเสด็จฯเยือนจีน โดยมีนายสี จิ้นผิง จัดพิธีต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับแต่มีการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน ครอบรอบ 50 ปี ทั้งนี้”ผ้าไทยและอาหารไทยได้รับการกล่าวถึงบนโลกออนไลน์อย่างมาก มีการไลฟ์ขายผ้าไทย24ชั่วโมงบนติ๊กต๊อก

         “ทางนายสี จิ้นผิง ได้ให้ความเคารพและเป็นมิตรต่อพระมหากษัตริย์ไทยถือเป็นกระแสที่ดีอย่างมากได้ใจชาวจีนเรียกได้ว่ามุมมองเชิงลบของชาวจีนที่มีต่อไทยก่อนหน้านี้ได้หายไปหมด มีแต่มุมเชิงบวกในทุกแพลตฟอร์มของจีน”นายอดิษฐ์ระบุและว่าการเสด็จเยือนจีนของในหลวงและพระราชินีตรงกับช่วงเข้าฤดูหนาว คนในพื้นที่ตอนเหนือของจีน คนจีนเริ่มวางแผนล่วงหน้าก่อนเดินทางหนีหนาว 2-4 สัปดาห์ ไทยจะได้ลูกค้ากลุ่มนี้เข้ามา

        ขณะที่ น.ส.ภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ททท.บอกว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยช่วงที่เหลือของปีนี้จะเพิ่มเป็น 20,000-25,000 คน/วัน จากปัจจุบันเดินทางเข้าเฉลี่ย 10,000 คน/วัน หนุนยอดนักท่องเที่ยวจีนมาไทยปีนี้แตะ 5 ล้านคน

        จากปัจจัยดังกล่าวพอทำนายได้ว่านับแต่นี้จนถึงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่และยาวไปถึงเทศกาลตรุษจีน นักท่องเที่ยวจีนทะลักเที่ยวไทยจำนวนมาก จะช่วยปลุกให้การท่องเที่ยวของไทยที่ซบเซามาหลายเดือนเพราะกระแสข่าวคนจีนมาเที่ยวไทยแล้วไม่ปลอดภัยทั้งในชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะการก่ออาชญากรรมจากกลุ่มจีนเทาและไทยเทา

      ดังนั้นเมื่อภาพลักษณ์เหล่านี้ได้ลบล้างไปเรียบร้อยแล้ว ด้วยพระบารมีของในหลวงและพระราชินี ทำให้คนจีนเบนเข็มเที่ยวไทยมากขึ้น ในส่วนของภาคบริการของเอกชนไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ตและบ้านพักต่างๆตามแหล่งท่องเที่ยว เชื่อว่าพร้อมที่จะให้บริการอย่างเต็มที่

     แต่ที่น่าห่วงหน่วยงานรัฐทั้งด้านบริการและรักษาความปลอดภัย ไม่ว่าจะศูนย์บริการนักท่องเที่ยวต่างๆ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจท้องที่ ฝ่ายปกครองตั้งแต่ระดับผู้ว่าราชการจังหวัดยันปลัดอำเภอ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้เตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับนักท่องเที่ยวจีนที่คาดว่าจะทะลักเข้าไทยช่วงเดือนธันวาคมยาวไปเทศกาลตรุษจีนและเทศกาลสงกรานต์แล้วหรือยัง     เพราะทุกหน่วยล้วนมีความสำคัญที่จะช่วยให้นักท่องเที่ยวรู้สึกอุ่นใจในการเดินทางท่องเที่ยวในทุกพื้นที่ของไทย

      จัดว่าเป็นการเปิดโอกาสอันสำคัญอีกครั้งหนึ่งที่การท่องเที่ยว จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ดิ่งเหวอยู่ให้กระเตื้องขึ้นมาอีกคำรบหนึ่ง แม้จะไม่เฟื่องฟูมากนัก แต่อย่างน้อยช่วยต่อลมหายใจอันรวยรินของชาวบ้านที่มีอาชีพเกี่ยวข้องการท่องเที่ยวกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง  !!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/258354&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2i-iIRPF5zKrdrI5HKBYN2

  • รฟท.ลุยล้างหนี้ 2.8 แสนล้าน เดินรถเพิ่มรายได้-งัดที่ดินพัฒนา

    รฟท.ลุยล้างหนี้ 2.8 แสนล้าน เดินรถเพิ่มรายได้-งัดที่ดินพัฒนา

    การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เดินหน้าทบทวนแผนฟื้นฟูฉบับใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินสะสมกว่า 2.8 แสนล้านบาท

    โดยมุ่งเน้นการเพิ่มรายได้จากการบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ผ่านบริษัทลูก การเปิดให้เอกชนร่วมลงทุน และการเร่งจัดหาขบวนรถใหม่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

    เป้าหมายหลักคือการเพิ่มรายได้จากการโดยสารและสินค้าให้สูงขึ้น และลดภาระหนี้สินให้ได้ และมีเป้าหมายระยะยาว เพิ่มรายได้จากการโดยสารให้เพิ่มขึ้น 4 เท่า และรายได้จากการขนส่งสินค้าให้เพิ่มขึ้น 5 เท่า เพื่อให้ รฟท. ก้าวขึ้นเป็นผู้ให้บริการระบบรางที่ดีที่สุดในอาเซียนภายในปี 2570

    ขณะเดียวกันยัง มุ่งนำแปลงที่ดินที่มีศักยภาพออกพัฒนา ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจยังไม่เป็นใจ โดยขอสนุบสนุนการกู้เงิน เพื่อให้เกิดความคล่องตัว

    โดย มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ล่าสุด เห็นชอบให้รฟท.กู้เงินเพื่อใช้ในการดำเนินงาน ขณะแผนแก้หนี้สะสมมานานหลายแสนล้านบาท ล่าสุดไม่เพียงพอสำหรับรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงิน 18,000 ล้านบาท

    สำหรับเหตุผลของการดำเนินการครั้งนี้ กระทรวงคมนาคม รายงานว่า ปัจจุบัน รฟท. มีผลประกอบการขาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก รฟท. ต้องจัดสรรรายได้ไว้เพื่อจ่ายชำระดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายเงินกู้

    ส่วนรายได้ที่เหลือต้องจัดสรรเป็นค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงด้านโครงสร้างพื้นฐานทางระบบราง เช่น หมอบรองราง ตัวราง สะพาน ระบบอาณัติสัญญาณ และเครื่องกั้น/สัญญาณไฟทั่วประเทศ

    อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาอาคารสถานที่ รถจักรและล้อเลื่อน รถโดยสาร รถสินค้า และรถพ่วงซึ่งมีอายุการใช้งานนาน ทำให้ต้องซ่อมบำรุงบ่อยครั้ง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการเดินรถค่าใช้จ่ายในการบริหาร และค่าใช้จ่ายบำเหน็จบำนาญ

    ส่งผลให้ รฟท. มีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

    เปิดแนวทางแก้หนี้รฟท.

    นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ระบุว่าแนวทางการแก้ปัญหาหนี้รฟท.แบ่งเป็น 2 แนวทาง

    โดยแนวทางแรก คือ การหารายได้จากการเดินรถขนส่งสินค้า ปัจจุบันรฟท.มีรายจ่ายด้านการเดินรถ เช่น ค่าซ่อมบำรุงระบบโครงสร้างพื้นฐานทางราง โดยมีรายได้จากการเดินรถโดยสารยังต่ำ ประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี

    เนื่องจากปัจจุบันติดปัญหาเรื่องการจัดซื้อรถโดยสารที่กระทรวงคมนาคมได้สั่งให้รฟท.ทบทวนเปิดโอกาสให้เอกชนเข้าร่วมเดินรถในรูปแบบ PPPคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2569

    ทำให้ไม่สามารถปรับขึ้นราคาค่าโดยสารได้ เพราะสภาพการใช้งานรถไฟค่อนข้างเก่ามาก

    “หากรฟท.สามารถปรับปรุงการให้บริการที่ดีขึ้นได้ อาจจะทำให้รฟท.สามารถปรับค่าโดยสารขึ้นมาได้ เพื่อชดเชยค่าน้ำมันที่แพงขึ้น โดยรฟท.จะใช้อัตราราคาน้ำมันคำนวณต้นทุน ซึ่งพบว่าขาดทุนมาโดยตลอด ปัจจุบันมีรายได้รวมของการขนส่งสินค้าประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี โดยตั้งเป้าเพิ่มอัตราการขนส่งสินค้าอีก 2,400 – 2,500 ล้านบาทต่อปี คิดเป็น 10%” นายอนันต์ กล่าว

    นอกจากนี้ยังมีการหารายได้จากการเดินรถไฟท่องเที่ยว ที่ผ่าน มารฟท.มีรายได้จากการรถไฟท่องเที่ยวประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี ซึ่งยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมากจากการเดินรถไฟขบวนรถไฟญี่ปุ่น KIHA183

    และขบวนรถไฟ Royal Blossom รวมทั้งรถไฟขบวนพิเศษสีน้ำเงิน ไปยังแหล่งเส้นทางท่องเที่ยวต่างจังหวัดที่ยังคงได้รับความนิยมจากผู้ใช้บริการในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์

    ทั้งนี้รฟท.จะต้องบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานและขบวนรถไฟให้ดีขึ้น โดยตั้งเป้ารายได้ภายในปี 2568 อยู่ที่ 100 ล้านบาท

    ปั้นที่ดินเชิงพาณิชย์ 3.8 หมื่นไร่

    ส่วนแนวทางที่สอง คือ แผนพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์ของรฟท. บนพื้นที่ 3.8 หมื่นไร่ มูลค่าหลายแสนล้านบาท ที่โอนให้บริษัทลูกอย่าง บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) ฐานะบริษัทลูก ตั้งแต่ปี 2565 เพื่อนำที่ดินแปลงศักยภาพเปิดประมูลสร้างรายได้

    โดยมีสถานีกลางบางซื่อ(สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์) ศูนย์กลางเดินทางระบบรางใหญ่สุดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นจุดขาย ตั้งเป้าหมายดึงนักลงทุนพัฒนาเชิงพาณิชย์มิกซ์ยูส

    ที่ผ่านมารฟท.เคยเปิดประมูลพื้นที่โดยรอบมาแล้วสองครั้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้ต้องปรับแผนครั้งใหญ่ โดยอาศัยบริษัทลูกนำที่ดินทั้งหมดออกพัฒนาต่อไป

    ทั้งนี้เพื่อให้บริษัทลูกของการรถไฟฯ นำไปบริหารจัดการสัญญาเช่า โดยที่ทรัพย์สินทั้งหมดยังเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟฯ รวมทั้งจัดสรรพื้นที่และเจรจากับบุคคลที่สาม หรือร่วมทุนกับเอกชน เพื่อรับโอนพื้นที่ไปดำเนินการ

    โดยได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทลูก ภายใต้ชื่อ บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564 มีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารทรัพย์สินของการรถไฟฯ อย่างมีประสิทธิภาพ

    นอกจากนี้การส่งมอบสัญญาดังกล่าวยังครอบคลุมถึงการการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยเช่าพื้นที่จากการรถไฟฯ หรือซื้อที่ดินจากองค์กรอื่นมาพัฒนาและบริหารจัดการ โดยบริษัทเอสอาร์ทีต้องแบ่งผลตอบแทนให้กับรฟท. ในฐานะผู้บริหารสัญญา ร้อยละ 5 ของรายได้จากค่าบริหารสัญญา

    ต่อสัญญาเซ็นทรัลยาว20ปี

    รวมทั้งยังต่อต่อสัญญาเช่าของบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ในฐานะผู้เช่า บนที่ดินบริเวณสามเหลี่ยมย่านพหลโยธิน” หรือที่ดินบริเวณเซ็นทรัลลาดพร้าว ของ รฟท. ที่จะครบสัญญาเช่าในเดือนธันวาคม 2571

    ทั้งนี้ในปัจจุบันทางเอกชนได้ยื่นเรื่องขอต่อสัญญามายังบริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) บริษัทลูกของรฟท. แล้ว โดยส่งเรื่องมาให้รฟท.พิจารณาแล้ว โดยการต่อสัญญาใหม่ ไม่ต่ำกว่า 20 ปี ซึ่งผลประโยชน์ตอบแทนของรฟท.ต้องไม่น้อยกว่าสัญญาเดิม

    ชงบอร์ดรฟท.เคาะสัญญาเช่า 10 แปลง

    ขณะเดียวกันทางบริษัทเอสอาร์ทีได้เสนอแผนต่อรฟท.ในการต่อสัญญาที่ดินแปลงอื่นอีกประมาณ 10 แปลง เช่น โครงการถนนพหลโยธิน (หัวมุม อตก.) ,โครงการย่านชุมทางหาดใหญ่ ฯลฯ

    โดยจะเสนอต่อคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. พิจารณาภายในวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้

    ส่วนแปลงพื้นที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ปัจจุบันได้แบ่งแผนงานออกเป็น 2 ส่วน คือ แปลง E (กระทรวงคมนาคม) ที่เตรียมดำเนินการเกี่ยวกับพื้นที่ตามสัญญาเช่ากับกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่

    และส่วนที่สอง คือ โซนพื้นที่ด้านข้างแปลง E เบื้องต้นบอร์ดรฟท.มอบหมายให้บริษัทเอสอาร์ทีฯไปดำเนินการศึกษาพื้นที่โซนดังกล่าวด้วย เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความกว้างสามารถพัฒนาพื้นที่ต่อได้

    ด้านแปลง G ซึ่งเป็นแปลงที่ก่อสร้างโครงการบ้านพักคนไทยและเป็นพื้นที่ที่ติดบ้านพักพนักงานอยู่แล้ว ปัจจุบันตามแผนบริษัทเอสอาร์ทีฯ ได้งบกลางเพื่อดำเนินการออกแบบและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ)คาดว่าใกล้เสร็จภายใน 2 เดือน

    ทั้งนี้บริษัทเอสอาร์ทีฯต้องประเมินมูลค่าการลงทุนว่าคุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่ หากคุ้มค่าสามารถเดินหน้าต่อได้

    นอกจากนี้ยังมีที่ดินรถไฟย่านรัชดาฯ 186 ไร่ 124 แปลง 124 สัญญา ที่ปล่อยเช่าสร้างตึกสูงใหญ่ โรงแรม-สถานบริการอาบอบนวด ราคาที่ดินสูงสุดอยู่ที่ 1.1 ล้านบาทต่อตารางวา และมีหลายแปลงที่จะหมดสัญญา

    ขณะเดียวกัน หลายสัญญาขอเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์เปลี่ยนรูปแบบเป็นโรงแรม3ดาวอย่างโพไซดอน ที่ประเมินว่าต้องปรับสัญญาเช่าใหม่ทั้งหมดเพื่อสร้างรายได้

    ส่วนที่ดินแปลงศักยภาพรองสถานีธนบุรี 148ไร่ โดย บ้านพักพนักงานรถไฟ สถานีธนบุรี 305 ครัวเรือน เนื้อที่ 21 ไร่ โดยรฟท. มีแผนแปลงโฉมเป็นมิกซ์ยูส ขนาดใหญ่ ให้เอกชนเช่าระยะยาว 30 ปี

    เพราะนอกจากใกล้โรงพยาบาลศิริราช แม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว บริเวณดังกล่าว ยังเป็นทำเลทองศักยภาพสถานีจุดตัดรถไฟฟ้า 2 สาย ระหว่างสายสีส้มตะวันตก (บางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรม)

    และสายสีแดง (ตลิ่งชัน -ศิริราช-ศาลายา) ใกล้สถานีอิสรภาพ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินยังไม่รวมที่ดินบริเวณตลาดน้อยย่านฝั่งธนบุรีติดแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีรูปแบบให้เอกชนเช่าพัฒนาโรงแรม3ดาว ฯลฯ

    หนุนเอสอาร์ทีฯหารายได้ต่อ

    ส่วนประเด็นที่รฟท.มีสินทรัพย์จำนวนมาก แต่ยังบริหารจัดการได้ไม่ครบถ้วน โดยกระทรวงการคลังจะรับเรื่องดังกล่าวไปพิจารณาเพื่อเตรียมจัดหาบริษัทเอกชนเข้ามาประมูลสินทรัพย์ของรฟท. ที่มีศักยภาพ เพื่อหารายได้ให้กับรฟท.นั้น

    เรื่องนี้ยังไม่ได้รับรายงาน เนื่องจากการหารายได้จากทรัพย์สินของรฟท.ยึดตามมติครม.เดิมที่มีการอนุมัติให้บริษัทเอสอาร์ทีฯ ไปดำเนินการก่อนเป็นอันดับแรก

    อย่างไรก็ดีรฟท.ได้มอบหมายให้บริษัทเอสอาร์ทีฯ ไปหารือกับผู้แทนกระทรวงการคลังในเรื่องนี้ คาดว่าคณะกรรมการบริษัทเอสอาร์ทีฯ ชุดใหม่จะเริ่มทำงานได้ภายในปลายเดือนพฤศจิกายน 2568

    ดันศึกษาที่ดินเพิ่ม 28 แปลง

    ที่ผ่านมารฟท.ได้มอบให้ SRTA ศึกษาความเหมาะสมการพัฒนาที่ดินแปลงใหญ่ที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ จำนวน 28 แปลง เช่น โครงการบางซื่อ-คลองตัน (RCA) ,โครงการศิลาอาสน์แปลงย่อย

    รฟท.ลุยล้างหนี้ 2.8 แสนล้าน เดินรถเพิ่มรายได้-งัดที่ดินพัฒนา

    โครงการตลาดคลองสาน , โครงการสถานีราชปรารภ(แปลง OA),โครงการย่านบางซื่อ (แปลง A2) สถานีขนส่ง, โครงการย่านสถานีหนองคาย (แปลง 5) เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/644354&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10rplHklGnCz8wlXHa1gnF