Category: ท่องเที่ยว

  • ตร.ท่องเที่ยวสนธิกำลังกว่า 6 หน่วย บุกรวบหนุ่มอิสราเอลวัย 57 ปี | TOPNEWS

    ตร.ท่องเที่ยวสนธิกำลังกว่า 6 หน่วย บุกรวบหนุ่มอิสราเอลวัย 57 ปี | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 21/11/2025 19:35

    ปก web มอบทุนการศึกษาพระราชทาน 2

    ascacwx

    ปกครอง ตำรวจ บุกจับบ่อนไก่ชน รวบเซียนไก่นับร้อยราย

    “ซาบีดา” ลงพื้นที่เยี่ยมชมการเตรียมความพร้อม จัดมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale, Phuket 2025 ณ จังหวัดภูเก็ต จัดพิธีเปิดงาน 29 พ.ย.นี้

    ผู้ว่าฯ นครสวรรค์ เปิดอาคารเรียนใหม่ “อาคารผาสุก” โรงเรียนลาดยาววิทยาคม อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์

    กาญจนบุรี/// งานสัปดาห์สะพานข้ามแม่น้ำแควฯ ครั้งที่ 46 ย้อนรอยประวัติศาสตร์ ชมฟรีแสง-เสียงฯ 27 พ.ย. – 7 ธ.ค. 68 นี้

    วธ.จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์–ทำบุญตักบาตร วางพวงมาลา ถวายราชสักการะน้อมรำลึกครบ 100 ปี วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า

    ผู้ว่าฯ นครสวรรค์ ลงพื้นที่สำรวจสะพานข้ามคลองวังม้า ชำรุด หลังน้ำลดลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1398722&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ruL64WvmvpaHHG6FXMbGm

  • “อรรถกร” มอบนโยบายเร่งขับเคลื่อนท่องเที่ยวไทยยั่งยืน เดินหน้ายกระดับมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวและดึงกองถ่ายต่างชาติสู่ไทย

    “อรรถกร” มอบนโยบายเร่งขับเคลื่อนท่องเที่ยวไทยยั่งยืน เดินหน้ายกระดับมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวและดึงกองถ่ายต่างชาติสู่ไทย

    การเมือง

    “อรรถกร” มอบนโยบายเร่งขับเคลื่อนท่องเที่ยวไทยยั่งยืน เดินหน้ายกระดับมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวและดึงกองถ่ายต่างชาติสู่ไทย

    วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.11 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย นายนรพล ตันติมนตรี เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ และ นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินทางตรวจเยี่ยมกรมการท่องเที่ยว เพื่อรับฟังการดำเนินงานและมอบนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของประเทศ โดยมี นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว พร้อมผู้บริหารระดับสูงของกรมการท่องเที่ยวร่วมให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุม 5 ชั้น 2 กรมการท่องเที่ยว

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้กล่าวถึงภาพรวมการพัฒนาการท่องเที่ยวไทยในปัจจุบัน พร้อมเน้นย้ำให้กรมการท่องเที่ยวเร่งดำเนินงานเชิงรุก เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล โดยได้มอบนโยบายสำคัญหลายด้าน อาทิ

    1. ยกระดับมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยว

    ผลักดันการพัฒนาและปรับปรุงมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ ให้มีความสะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล เพื่อสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นแก่ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ และสนับสนุนให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางคุณภาพ

    2. พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการท่องเที่ยว

    เร่งรัดโครงการพัฒนาป้ายสื่อความหมาย ป้ายบอกทาง ห้องน้ำสาธารณะ และสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน พร้อมยกระดับคุณภาพให้รองรับนักท่องเที่ยวในทุกพื้นที่อย่างครบถ้วนและสะดวกสบาย

    3. ส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทย

    สนับสนุนมาตรการจูงใจและบริการแบบ One Stop Service เพื่อดึงดูดกองถ่ายทำต่างชาติให้เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยมากขึ้น พร้อมผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมถ่ายทำระดับนานาชาติ (International Film Hub)

    4. เตรียมความพร้อมรองรับการท่องเที่ยวตลอดปี

    สั่งการให้กรมการท่องเที่ยววางแผนรองรับนักท่องเที่ยวทั้งช่วง High Season และ Low Season อย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อมโยงข้อมูลสถานการณ์จริงและความต้องการของผู้ประกอบการ เพื่อให้การบริการมีความพร้อมสูงสุด

    นายอรรถกรย้ำว่า การท่องเที่ยวเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย กรมการท่องเที่ยวต้องทำงานเชิงรุก บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน และขับเคลื่อนนโยบายด้วยความคล่องตัว เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม สร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    กรมการท่องเที่ยวได้ขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและคณะผู้บริหารกระทรวงฯ ที่ให้เกียรติในการตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายครั้งสำคัญ พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการดำเนินงานเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/455366&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vsg68GxEtd2RuwnQpfzWr

  • เจ้าท่าตราดคุมเข้มเรือท่องเที่ยวหลังเรือล่ม ชี้คลื่นแรงทำท้องเรือแตก บริษัทเรือขอโทษเหตุสุดวิสัย

    เจ้าท่าตราดคุมเข้มเรือท่องเที่ยวหลังเรือล่ม ชี้คลื่นแรงทำท้องเรือแตก บริษัทเรือขอโทษเหตุสุดวิสัย

    นายมานพ เหลืองอ่อน เจ้าท่าตราด เปิดเผยว่า หลังจากเกอดเหตุได้เข้าไปติดตาม สถานการณ์ในพื้นที่และติดตามหาสาเหตุที่เกิดขึ้น และได้สอบถามทางผู้บริหารเบี้องต้น ถึงสาเหตุทราบว่า ทางกัปตันเรือได้นำเรือออกจากท่าเรือในเกาะกูดระหว่างทางมีคลื่นลมแรง และกระแทกมาที่ท้องเรือตลอดเวลากระทั่งท้องเรือแตกและน้ำทะเลไหลเข้าห้องโดยสารและทำให้เรือเอียงจนต้องจอดอยู่หน้าทะเลเกาะกระดาด ซึ่งสภาพเรือโดยสารอยู่ในสภาพดีและมีการตรวจแล้วว่าอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ แต่จากสภาพคลื่นลมแรงและมีความรุนเเรงต่อเนื่องจึงทำให้ท้องเรือได้รับความเสียหาย อย่างไรก็ตาม ได้เรียกผู้บริหารบริษัทเพื่อมาสอบสวนถึงปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว และตักเตือนให้ระมัดระวังในเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นด้วย 

    นายมานพ กล่าวอีกว่า หลังจากนี้ทางเจ้าท่าตราดได้สั่งการให้ผู้บริหารเรือโดยสารทุกแห่งทั้งที่เป็นเรือสปีดโบ๊ทที่มี 50-60 ลำ ที่เดินทางไปยังเกาะกูดและเกาะหมาก เรื่องโดยสารที่เดินทางไปเกาะหมากและเกาะกูด 4 บริษัท ที่มีเรืออยู่ 10-14 ลำ และเรือเฟอร์รี่ไปเกาะช้าง 3-5 ลำต้องระมัดระวังในเรื่องการเดินทางไปยังเกาะต่างๆ หากภาวะอากาศไม่เอื้ออำนวยกับการเดินทางไม่ควร ออกไปเด็ดขาด และหากยังไม่ฝ่าฝืนหากเกินอุบัติเหตุขึ้นทางสำนักงานเจ้าท่าตราดจะดำเนินการตามกฏหมายเด็ดขาด ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจ.ตราดได้สั่งการให้ควบคุมการเดินทางของเรือโดยสารท่องเที่ยวให้เข้มงวดเนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงฤดูการท่องเที่ยวของจังหวัดตราด 

    ขณะที่นายเจริญ รัตนบรรณสกุล หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจ.ตราด กล่าวว่า ทางสำนักงานฯได้แจ้งเตือนให้ผู้บริหารเรือโดยสารและเรือเฟอร์รี่ทุกแห่งในจังหวัดตราด ต้องระมัดระวังในเรื่องการเกิดอุบัติเหตุ และต้องติดตามคำเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยาถึงสถานการณ์ภูมิอากาศของจังหวัดตราด ซึ่งผู้ว่าราชการจ.ตราดก็ย้ำในทุกหน่วยงานที่เกี่ยวตรวจสอบและดูแลด้วย 

    ส่วนผู้บริหาร บริษัท เสือดำโกร จำกัด ได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเนื่องจากสภาพอากาศที่รุนแรงและคลื่นลมที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ทางบริษัทขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง พร้อมขออภัยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางบริษัทขอยืนยันว่า ผู้โดยสารและลูกเรือทุกท่านปลอดภัยทั้งหมดไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บรุนแรงหรือผู้สูญหายแต่อย่างใด ขณะนี้ทางบริษัทได้ดำเนินการเร่งด่วนเพื่อเสริมมาตรการด้านความปลอดภัยและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคตบริษัทขอขอบคุณหน่วยงานภาครัฐเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางทะเล และผู้แทนจังหวัดตราดรวมถึง หน่วยงานช่วยเหลือกลางทะเล บริษัท เกาะกูด เอ็กเพลส, บริษัท ชลธีเรือเร็ว, เรือประมงและหน่วยงานกู้ภัยสว่างบุญช่วยเหลือ ที่ให้การช่วยเหลือและตอบสนองต่อเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างรวดเร็ว และขออภัยกับสิ่บที่เกิดขึ้นด้วย 

    #ภูมิภาค-24 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/111914&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_yixEvziQDj9WSMoPjO9d

  • ‘ศูนย์วิจัยกสิกร’ ชี้พฤติกรรม นทท.เปลี่ยน แนะเร่งสร้างความเชื่อมั่นดึงตลาดจีน

    ‘ศูนย์วิจัยกสิกร’ ชี้พฤติกรรม นทท.เปลี่ยน แนะเร่งสร้างความเชื่อมั่นดึงตลาดจีน

    ‘ศูนย์วิจัยกสิกร’ เผยแนวโน้มท่องเที่ยวไทยปีนี้อยู่ที่ 32.9 ล้านคน หดตัว 7% คาดเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวช่วงไฮซีซัน ส่วนปี 69 อยู่ที่ 34.1 ล้านคน แนะเร่งฟื้นความเชื่อมั่นตลาดจีน พ่วงจัดกิจกรรมประชุมสัมมนาและนิทรรศการ และการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์-สุขภาพเพื่อกระตุ้นดึงดูดนักท่องเที่ยว

    21 พ.ย. 2568 – นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่าศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ปรับเพิ่มประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2568 อยู่ที่ 32.9 ล้านคน จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 32.2 ล้านคน แม้เป็นการปรับขึ้น แต่จำนวนดังกล่าวยังคงหดตัวราว 7% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าในช่วงเดือนพฤศจิกายน–ธันวาคม ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี (High Season) จะช่วยสนับสนุนให้ตัวเลขกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง และมีแนวโน้มต่อเนื่องไปถึงต้นปีหน้า ส่วนปี 2569 คาดว่าอยู่ที่ 34.1 ล้านคน

    สำหรับตัวเลขนักท่องเที่ยวสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมที่ชัดเจนขึ้น โดยจากเดิมนักท่องเที่ยวจำนวนมากเน้นซื้อสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่มีราคาสูง ปัจจุบันแนวโน้มดังกล่าวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ พบว่าส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับที่พัก ร้านอาหาร การใช้บริการขนส่ง หรือกิจกรรมที่สะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่น ส่งผลให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในขณะนี้กระจุกตัวอยู่ในภาคโรงแรม ร้านอาหาร และบริการขนส่งเป็นหลัก ขณะเดียวกัน สัดส่วนนักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางอิสระ ขณะที่กลุ่มแบ็คแพ็คเกอร์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ สถานการณ์การท่องเที่ยวไทยมาถึงจุดเปลี่ยน โดยการที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยจะกลับไปสู่ระดับก่อนโควิดเป็นเรื่องยากขึ้น และหากไม่ทำอะไร แรงส่งต่อเศรษฐกิจคงแผ่วลง ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดการท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่รุนแรง คาดปี 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยอยู่ที่ 34.1 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4% แต่ค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายต่อทริปยังต่ำ โดยมองการท่องเที่ยวไทยต้องปรับตัวสู่สมดุลใหม่ เน้นเร่งนักท่องเที่ยวเพิ่มการใช้จ่ายต่อทริปให้มากขึ้น ผ่านผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่ไทยมีจุดเด่น ทั้งการจัดกิจกรรมประชุมสัมมนาและนิทรรศการ (MICE) รวมทั้งบริการด้านการแพทย์และส่งเสริมสุขภาพ (Medical & Wellness)

    สำหรับตลาดนักท่องเที่ยวจีนยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ ในการสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นให้กับภาคการท่องเที่ยวในปีหน้า หากดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนให้กลับมาในปริมาณมากและมีคุณภาพได้ จะส่งผลบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจ โดยต้องสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวตลอดการเดินทางในประเทศไทย รวมถึงการสื่อสารเชิงรุกโดยตรงไปยังตลาดจีนผ่านช่องทางและแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ชาวจีนนิยม เพื่อประชาสัมพันธ์มาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างจริงจังและสร้างภาพลักษณ์เชิงบวก ขณะเดียวกันต้องรักษาคุณภาพและราคามาตรฐานสินค้าและบริการให้มีคุณภาพ เพื่อสร้างความรู้สึกคุ้มค่าในสายตาของนักท่องเที่ยวทุกชาติ

    นอกจากนี้ มองว่าควรยกระดับสู่ตลาดที่มีศักยภาพสูง เช่น MICE และการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์-สุขภาพ ซึ่งสอดคล้องกับศักยภาพและจุดแข็งของไทย ทั้งด้านบุคลากร การบริการ และวัฒนธรรม พร้อมเตือนว่าควรหลีกเลี่ยงประเด็นสีเทา เพื่อให้ทิศทางใหม่เติบโตอย่างยั่งยืน แม้กระนั้น ปัญหาเชิงโครงสร้างยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะ การกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวในเมืองหลัก เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ หรือภูเก็ต ซึ่งคล้ายกับปัญหาที่เมืองท่องเที่ยวใหญ่ทั่วโลกเผชิญ เช่น บาร์เซโลนา หรือโตเกียว สาเหตุหลักเกิดจากการพัฒนาเมืองรองยังไม่ชัดเจน ทั้งในแง่แหล่งท่องเที่ยวใหม่ การประชาสัมพันธ์ และโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมต่อจากเมืองหลัก เช่น ระบบขนส่งสาธารณะหรือคมนาคมข้ามภูมิภาค ทำให้เกิดภาวะที่พูดมานานแต่ยังทำไม่สำเร็จจริง

    นางสาววาริธร ศิริสัตยะวงศ์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ในปี 2569 ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยน่าจะฟื้นตัวจากการกลับมาของตลาดนักท่องเที่ยวจีน โดยคาดว่าจะมีจำนวน 34.1 ล้านคน หรือโต 4% จากที่หดตัว 7% ในปี 2568 แม้ตัวเลขจะเพิ่มขึ้น แต่ยังเป็นระดับที่ต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่งส่งผลต่อการฟื้นตัวของรายได้การท่องเที่ยว และค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายต่อทริปที่ยังต่ำกว่าช่วงก่อน  โควิด-19 เมื่อมาถึงจุดที่การเพิ่มจำนวนทำได้ยาก

    ดังนั้น การเพิ่มรายได้คงต้องหาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวใหม่ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่อทริปสูงอย่างการเจาะตลาดกลุ่มกิจกรรมบันเทิง การจัดประชุมสัมมนาและนิทรรศการ (MICE) เช่น การจัดคอนเสิร์ตศิลปินระดับโลก เป็นต้น รวมถึงการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาระดับโลก หรือการดึงสวนสนุกระดับโลกมาลงทุนในไทย ตลอดจนตลาดกลุ่มเดินทางเพื่อสุขภาพและรักษาพยาบาล แม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากทำตลาดได้ดีนักท่องเที่ยวจะกลับมาเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า

    นางสาววรรณวิษา ศรีรัตนะ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจด้านการแพทย์และส่งเสริมสุขภาพ แม้จะเป็น 1 ในเครื่องมือที่ช่วยดันรายได้ท่องเที่ยว แต่ยังมีโจทย์ที่ต้องแก้ โดยเฉพาะเรื่องตลาดคนไข้หลักที่ลดลง การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีอยู่ ทำให้ปี 2569 คาดว่าจำนวนและรายได้คนไข้ต่างชาติโตชะลอที่ 0.4% และ 3.7% ตามลำดับ ซึ่งหากต้องการเพิ่มรายได้ท่องเที่ยว ไทยต้องโฟกัสไปที่การแพทย์เฉพาะทางที่มีระยะเวลาในการรักษาและพักฟื้นนานขึ้น รวมถึงขยายบริการสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และการส่งเสริมสุขภาพ ที่สอดรับกับเทรนด์โลก เช่น Longevity และแนวโน้มการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เพิ่มขึ้น 

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/900186/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IZL7h3AZxSgq2q_gkKU84

  • ศูนย์วิจัยกสิกรฯ ชู 4 ข้อเสนอ ฟื้นเที่ยวไทย ลุ้นปี 69 ต่างชาติพุ่ง 34.1 ล้านคน

    ศูนย์วิจัยกสิกรฯ ชู 4 ข้อเสนอ ฟื้นเที่ยวไทย ลุ้นปี 69 ต่างชาติพุ่ง 34.1 ล้านคน

    สถานการณ์การท่องเที่ยวไทยมาถึงจุดเปลี่ยน โดยการที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยจะกลับไปสู่ระดับก่อนโควิด เป็นเรื่องยากขึ้น และหากไม่ทำอะไร แรงส่งต่อเศรษฐกิจคงแผ่วลง ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดการท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่รุนแรง 

    “เกวลิน หวังพิชญสุข” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มการท่องเที่ยวของประเทศไทย พบ 4 ข้อสังเกต ได้แก่ 1.ผลต่างระหว่างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยกับค่าใช้จ่ายของคนไทยเที่ยวต่างประเทศ มีแนวโน้มลดลงเกือบเท่าตัว 2.สัญญาณการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันชัดเจนขึ้น 3.ตลาดนักท่องเที่ยวยุโรปและอินเดียยังทดแทนจีนและอาเซียนไม่ได้ทั้งหมด และ 4.การกระจายความหนาแน่นจากเมืองท่องเที่ยวหลักไปสู่เมืองรอง ยังต้องทำอีกมาก

    เกวลิน หวังพิชญสุข

    “วาริธร ศิริสัตยะวงศ์” ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ในปี 2569 ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยน่าจะฟื้นตัวจากการกลับมาของตลาดนักท่องเที่ยวจีน โดยคาดว่าจะมีจำนวน 34.1 ล้านคน หรือโต 4% จากที่หดตัว 7% ในปี 2568 แม้ตัวเลขจะเพิ่มขึ้น แต่ยังเป็นระดับที่ต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่งส่งผลต่อการฟื้นตัวของรายได้การท่องเที่ยว และค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายต่อทริปที่ยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด 

    เมื่อมาถึงจุดที่การเพิ่มจำนวนทำได้ยาก ดังนั้น การเพิ่มรายได้คงต้องหาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวใหม่ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่อทริปสูง อย่างการเจาะตลาดกลุ่มกิจกรรมบันเทิง การจัดประชุมสัมมนาและนิทรรศการ (MICE) เช่น การจัดคอนเสิร์ตศิลปินระดับโลก เป็นต้น รวมถึงการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาระดับโลก หรือการดึงสวนสนุกระดับโลกมาลงทุนในไทย ตลอดจนตลาดกลุ่มเดินทางเพื่อสุขภาพและรักษาพยาบาล แม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากทำตลาดได้ดีนักท่องเที่ยวจะกลับมาเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า

    วาริธร ศิริสัตยะวงศ์

    “วรรณวิษา ศรีรัตนะ” ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจด้านการแพทย์และส่งเสริมสุขภาพ (Medical & Wellness) แม้จะเป็น 1 ในเครื่องมือที่ช่วยดันรายได้ท่องเที่ยว แต่ยังมีโจทย์ที่ต้องแก้ โดยเฉพาะเรื่องตลาดคนไข้หลักที่ลดลง การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีอยู่ ทำให้ปี 2569 คาดว่าจำนวนและรายได้คนไข้ต่างชาติโตชะลอที่ 0.4% และ 3.7% ตามลำดับ 

    หากต้องการเพิ่มรายได้ท่องเที่ยว ไทยต้องโฟกัสไปที่การแพทย์เฉพาะทางที่มีระยะเวลาในการรักษาและพักฟื้นนานขึ้น รวมถึงขยายบริการสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Care) และการส่งเสริมสุขภาพ (Wellness) ที่สอดรับกับเทรนด์โลก เช่น Longevity และแนวโน้มการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เพิ่มขึ้น  

    วรรณวิษา ศรีรัตนะ

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มี 4 ข้อเสนอ เพื่อให้การท่องเที่ยวไทยไปต่อ ได้แก่ 1.การฟื้นความเชื่อมั่น ซึ่งตลาดระยะใกล้ยังสำคัญ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน หลังสัดส่วนลดลงเท่าตัวจากก่อนโควิดมาอยู่ที่ราว 14% 2.เน้นเร่งเพิ่มการใช้จ่ายต่อทริปผ่านผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่ไทยมีจุดเด่น ผ่านการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและการเติมเต็ม Ecosystem 3.จูงใจคนไทยเที่ยวในประเทศ และ 4.ผลักดันเมืองท่องเที่ยวรองด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่น เช่น Geographical Indications เป็นต้น
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/733805&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AIDvqzrUJNVOsidTVQc0r

  • ส่องรายชื่อหุ้นเด่น รับอานิสงส์ความสัมพันธ์ร้าว จีน-ญี่ปุ่น

    ส่องรายชื่อหุ้นเด่น รับอานิสงส์ความสัมพันธ์ร้าว จีน-ญี่ปุ่น

    ส่องรายชื่อหุ้นเด่น รับอานิสงส์ความสัมพันธ์ร้าว จีน-ญี่ปุ่น

    จากกรณี “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” นายกญี่ปุ่น ให้สัมภาษณ์ในรัฐสภาว่า หากจีนโจมตีไต้หวัน ญี่ปุ่นอาจดำเนิน “ปฏิบัติการทางทหาร” จุดชนวนความสัมพันธ์ทางการทูตของจีนกับญี่ปุ่นตึงเครียด ส่งผลให้จีนยกระดับตอบโต้ต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ สั่งเตือนพลเรือนให้ระวังในการไปเที่ยวญี่ปุ่น กระทบฝั่งท่องเที่ยว จีนยกเลิกเดินทางไปญี่ปุ่นเฉียด 5 แสนคน และมีการเร่งยกเลิกวงกว้างขึ้น 

    โดยข้อมูลของ Qunar บริษัทท่องเที่ยวออนไลน์ (Qunar เป็น OTA ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในตลาดจีน รองจาก Ctrip (ปัจจุบัน คือ Trip.com Group) โดยเคยมีส่วนแบ่งประมาณ 16.5%) ระบุว่า นักท่องเที่ยวจีนยังมีความต้องการเดินทางไปยังไทย ฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม

    ขณะที่ Tuniu Corp บริษัทรับจัดทัวร์ ทั้งแบบมีไกด์นำเที่ยว (organized tours) และแบบเดินทางด้วยตัวเอง (self-guided tours) เมืองเอกของมณฑลเจียงซู ระบุว่า นักท่องเที่ยวจีนได้ยกเลิกกรุ๊ปทัวร์ไปญี่ปุ่นมากกว่าปกติ ส่วน Spring Airlines ที่มีเที่ยวบินระหว่างเซี่ยงไฮ้กับหลายเมืองในญี่ปุ่น ก็ได้ยกเลิกเที่ยวบินบางส่วน

    นอกจากนี้ จีนยังสั่งห้ามนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่นทั้งหมด รวมทั้งยังประกาศให้ภาพยนตร์จากญี่ปุ่นอย่างน้อย 6 เรื่อง ถูกระงับไม่ให้เข้าฉาย

    บล.กรุงศรี ให้มุมมองว่า ความขัดแย้งดังกล่าวจะยังกดดันจิตวิทยาการลงทุนในตลาดหุ้นจีนและญี่ปุ่น โดยเฉพาะญี่ปุ่นคาดว่าจะได้รับผลกระทบมากกว่า เนื่องจากมีภาคการท่องเที่ยวคิดเป็น 7% ของ GDP โดย 20% เป็นนักท่องเที่ยวจีนและฮ่องกง 

    อย่างไรก็ดี ผลกระทบกับไทยคาดว่าจะเป็นบวกโดยเฉพาะหุ้นในภาคการท่องเที่ยว คาดหวังนักท่องเที่ยวจีนเปลี่ยนเป้าหมายการเดินทางมี “ไทย” เป็น 1 ในตัวเลือกหลัก Top pick กลุ่มท่องเที่ยว คือ CENTEL, ERW, AOT 

    ส่วนอีกกลุ่มธุรกิจที่คาดว่าจะได้ประโยชน์ คือ กลุ่มส่งออกอาหารทะเล คำสั่งห้ามนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่น จะทำให้ผู้ประกอบการไทยบุกเข้าทำตลาดช่วยเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ในช่วงที่ญี่ปุ่นเสียความสามารถในการแข่งขัน เป็นจิตวิทยาบวกกับ ASIAN และ TU

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/733802&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bBXTFVima1HwkavJM_exj

  • “แอร์เอเชีย” มั่นใจปีหน้าเติบโต ตลาดจีนกลับมา-ท่องเที่ยวไทยฟื้น พร้อมลุยขยายคาร์โก้-MRO : อินโฟเควสท์

    “แอร์เอเชีย” มั่นใจปีหน้าเติบโต ตลาดจีนกลับมา-ท่องเที่ยวไทยฟื้น พร้อมลุยขยายคาร์โก้-MRO : อินโฟเควสท์

    นายโทนี่ เฟอร์นานเดส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มแคปปิตอล เอ (Capital A) เปิดเผยว่าในปี 69 จะเป็นการเติบโตของจะเป็นการเติบโตของ Capital A และ กลุ่มแอร์เอเชีย ภายหลังการปรับโครงสร้างของกลุ่มสำเร็จในสิ้นปีนี้ โดยในปีหน้าจะเน้นการลงทุนขยายธุรกิจในทุกตลาด

    สำหรับผลการดำเนินงานของไทยแอร์เอเชียในไตรมาสล่าสุดที่ชะลอตัวลง จากทั้งเหตุการณ์สแกมเมอร์ ลักพาตัว รวมทั้งเหตุการณ์แผ่นดินไหวแม้จะเกิดขึ้นที่เมียนมาร์แต่ก็ไทยก็ได้รับผลประทบด้วยเช่นกัน ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนปรับตัวลดลง ซึ่งบริษัทได้ปรับเส้นทางการบินบางส่วนตามดีมานด์ในแต่ละพื้นที่ตามสถานการณ์ อย่างไรก็ตามมองว่าในไตรมาส 4/68 และปี 69 จะกลับมาฟื้นตัว

    ขณะที่ตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของแอร์เอเชีย แม้ว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวจะลดลง แต่บริษัทยังคงเที่ยวบินส่วนใหญ่ไว้ โดยตัวเลขท่องเที่ยวจีนฟื้นตัวเล็กน้อยจากประเด็นความขัดแย้งระหว่างจีนและญี่ปุ่น ขณะเดียวกันตลาดหลักอย่าง อินเดีย และอาเซียน ยังมีการเติบโตอย่างดี

    “เราไม่เคยยอมแพ้ในตลาดจีน เพราะเป็นตลาดที่สำคัญของแอร์เอเชีย เราต้องช่วยกันฟื้นความเชื่อมั่นของประเทศให้กลับมา ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม หากเปรียบเทียบกับที่อื่นๆ ขณะเดียวกันหวังว่าปัจจัยภายนอกอย่างการเมือง ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ จะอยู่ในสถานการณ์ที่ดีขึ้น เพื่อที่เราจะได้หาโอกาสเปิดเส้นทางบินใหม่ๆ ที่น่าสนใจ เพิ่มมากขึ้น เช่น กรุงเทพ-มอสโก” นายโทนี่ เฟอร์นานเดส กล่าว

    โดยดีมานด์ในอาเซียนที่ค่อนข้างดี ทำให้บริษัทพิจารณาเพิ่มเที่ยวบินระหว่างอาเซียนมากขึ้น รวมทั้งในเที่ยวบินในไทย จากกรุงเทพไปจังหวัดอื่นในประเทศ พร้อมตั้งเป้าเพิ่มจำนวนเครื่องบินของทั้งกลุ่ม 110 ลำใน 5 ปีข้างหน้า ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจาผู้ผลิตเครื่องบิน 3 รายเพื่อสั่งซื้อเครื่องบินใหม่ คาดว่าจะได้ข้อสรุปช่วงสิ้นปีนี้ถึงต้นปีหน้า

    สำหรับในประเทศไทย โทนี่มองว่าเป็นโอกาสของสายการบินไทยแอร์เอเชีย ที่การท่องเที่ยวไทยจะฟื้นตัวกลับมาอย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง พร้อมแนะรัฐบาลเร่งฟื้นความเชื่อมั่น สร้างประเทศไทยให้แข่งขันได้ในตลาดการท่องเที่ยว

    นอกจากนี้ นายโทนี่ยังเสนอให้รัฐบาลพิจารณาเรื่องการปรับอัตราภาษีให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ทั้งภาษีสรรพสามิต ค่าวิทยุการบิน ภาษีสนามบิน เพื่อให้ประเทศไทยแข่งขันได้กับประเทศอื่นๆ ได้

    สำหรับการลงทุนเพิ่มเติม capital A สนใจที่จะร่วมมือพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ให้เป็นฐานปฎิบัติการบินอย่างเต็มรูปแบบ นอกจากธุรกิจการบินแล้ว เราสนใจในเรื่องการลงทุนด้านธุรกิจคาร์โก้ ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาและหารือบมจ.ท่าอากาศยานไทย [AOT]

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/547903&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BwFAPkCiL0PuIoAlIGfxK

  • 15 อันดับ “ประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในโลก” ปี 2026 สำหรับการเดินทางท่องเที่ยว

    15 อันดับ “ประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในโลก” ปี 2026 สำหรับการเดินทางท่องเที่ยว

    เผยผลจัดอันดับ “ประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในโลก” ปี 2026 สำหรับการเดินทางท่องเที่ยว เนเธอร์แลนด์คว้าแชมป์

    ในช่วงฤดูท่องเที่ยวที่กำลังจะมาถึง บริษัทประกันการเดินทาง Berkshire Hathaway Travel Protection (BHTP) ได้ประกาศรายชื่อประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในโลกประจำปี 2026 โดยพบว่า เนเธอร์แลนด์ คว้าอันดับ 1 ในด้านความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวไปครอง

    ในขณะเดียวกัน สหรัฐอเมริกา กลับไม่ติดอันดับในรายชื่อนี้เลย แม้ว่าสถิติอาชญากรรมทั่วประเทศจะลดลงก็ตาม

    เกณฑ์ใหม่: ความปลอดภัยที่รวม “สุขภาพและความครอบคลุม”

    BHTP ได้ทำการสำรวจนักเดินทางชาวอเมริกัน 1,800 คนโดยตรง เพื่อจัดอันดับประเทศที่พวกเขาเคยไปเยือนตามเกณฑ์ความปลอดภัย จากนั้นจึงนำคำตอบมารวมกับข้อมูลจาก Global Peace Index, Numbeo และแหล่งข้อมูลอื่นๆ

    ปัจจัยที่ใช้ในการประเมินครอบคลุมถึงการก่อการร้าย, ภัยพิบัติทางสภาพอากาศ, ข้อกังวลด้านสุขภาพ และความปลอดภัยของกลุ่มที่ถูกเลือกปฏิบัติ (เช่น LGBTQIA+, สตรี, ผู้มีสีผิว) ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่านิยามของ “ความปลอดภัย” ได้เปลี่ยนไป โดยรวมถึง การเข้าถึงการรักษาพยาบาล, เสถียรภาพทางภูมิอากาศ และการยอมรับความหลากหลาย ด้วย

    Kayla Ihrig

    เนเธอร์แลนด์ แชมป์ใหม่ที่ต้องระวัง “จักรยานเร็ว”

    เนเธอร์แลนด์ คว้าอันดับหนึ่ง โดยพุ่งขึ้นถึง 13 อันดับจากปี 2024 ผู้เดินทางที่ตอบแบบสำรวจให้คะแนนประเทศที่รักสงบแห่งนี้ว่า “เกือบจะสูงสุด” ในด้านมาตรการด้านสุขภาพ, ความปลอดภัยโดยรวม, และความปลอดภัยสำหรับกลุ่มผู้หญิง LGBTQIA+ และผู้ที่มีสีผิว

    สิ่งที่ถือเป็นอันตรายหลักในเนเธอร์แลนด์ คือ “จักรยานที่เคลื่อนที่เร็ว” ซึ่งมีเลนเฉพาะในเมืองต่างๆ ทำให้นักเดินทางต้องมองซ้ายมองขวาก่อนข้ามถนน อันดับสองคือ ออสเตรเลีย ซึ่งได้รับคะแนนสูงสุดด้านมาตรการด้านสุขภาพ

    ออสเตรียเข้ามาในอันดับที่ 3 ในขณะที่ไอซ์แลนด์ ซึ่งเป็นแชมป์เก่าของปีที่แล้ว หล่นไปอยู่อันดับ 4 แม้ว่าไอซ์แลนด์จะถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่สงบสุขที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลกตาม Global Peace Index ก็ตาม

    BHTP เตือนว่า นักเดินทางที่ไปไอซ์แลนด์จะต้องระวังการปะทุของภูเขาไฟ ซึ่งอาจทำให้ลาวาไหลกระทบต่อถนนสายหลักเพียงสายเดียวที่ล้อมรอบประเทศ ทำให้ผู้เดินทางติดค้างได้

    Pixabay

    สหรัฐฯ ไม่ติด Top 5

    แคนาดาเข้ามาอยู่ในอันดับที่ 5 ปิดท้ายใน Top 5 โดยไม่มีประเทศในอเมริกาเหนืออื่นใดติดอันดับในรายชื่อหลัก มีเพียงกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามที่มีรายได้ครัวเรือนเกิน 350,000 ดอลลาร์ต่อปีเท่านั้น ที่จัดให้สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ปลอดภัยเป็นอันดับ 7

    เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยขณะเดินทางไปต่างประเทศ BHTP แนะนำให้นักเดินทางลงทะเบียนในโปรแกรมของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งช่วยให้ทางการสามารถแจ้งเตือนและติดตามนักเดินทางชาวอเมริกันในระหว่างเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

    15 อันดับ “ประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในโลก” สำหรับนักท่องเที่ยว

    นี่คือรายชื่อ 15 ประเทศที่ได้รับการจัดอันดับว่าปลอดภัยที่สุดสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว

    • เนเธอร์แลนด์ (Netherlands)
    • ออสเตรเลีย (Australia)
    • ออสเตรีย (Austria)
    • ไอซ์แลนด์ (Iceland)
    • แคนาดา (Canada)
    • นิวซีแลนด์ (New Zealand)
    • สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates)
    • สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland)
    • ญี่ปุ่น (Japan)
    • ไอร์แลนด์ (Ireland)
    • เบลเยียม (Belgium)
    • โปรตุเกส (Portugal)
    • ฝรั่งเศส (France)
    • สหราชอาณาจักร (United Kingdom)
    • เดนมาร์ก (Denmark)
    1. New York Post

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9857854/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mFtWEjZwmPIQSGpIDV8Lk

  • ตลาดท่องเที่ยวไทยปี

    ตลาดท่องเที่ยวไทยปี


    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ การเพิ่มรายได้ท่องเที่ยวต้องเน้นผลิตภัณฑ์ใหม่-ดึงเมืองรองและคนไทยเที่ยวในประเทศ พร้อมฟื้นความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีน

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินแนวโน้มตลาดท่องเที่ยวไทยปี 2569 พบการแข่งขันสูง และคาดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 34.1 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4% จากปี 2568 ที่หดตัว 7% แม้ตัวเลขฟื้นตัว แต่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปยังต่ำกว่าก่อนโควิด

    นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุ 4 ข้อสังเกตสำคัญ ได้แก่

    1. ความต่างระหว่างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติและค่าใช้จ่ายของคนไทยเที่ยวต่างประเทศลดลงเกือบครึ่ง

    2. ความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลงชัดเจน

    3. ตลาดยุโรปและอินเดียยังทดแทนนักท่องเที่ยวจีนและอาเซียนไม่ได้ทั้งหมด

    4. การกระจายความหนาแน่นจากเมืองท่องเที่ยวหลักไปสู่เมืองรองยังต้องเร่งทำ

    นางสาววาริธร ศิริสัตยะวงศ์ ผู้บริหารงานวิจัย กล่าวว่า การฟื้นตัวของตลาดปี 2569 จะได้รับแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวจีน แม้ตัวเลขเพิ่มขึ้น แต่รายได้จากการท่องเที่ยวและค่าใช้จ่ายต่อทริปยังต่ำกว่าศักยภาพ ทำให้ต้องเน้นผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวใหม่ที่สร้างรายได้สูง เช่น กิจกรรมบันเทิง, MICE, การแข่งขันกีฬาระดับโลก, สวนสนุกระดับโลก, และตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    นางสาววรรณวิษา ศรีรัตนะ ผู้บริหารงานวิจัย กล่าวเสริมว่า ธุรกิจการแพทย์และสุขภาพ (Medical & Wellness) แม้เป็นโอกาสสร้างรายได้ แต่ยังเผชิญปัญหาตลาดผู้ป่วยหลักลดลง, การแข่งขันสูง และข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทำให้ปี 2569 คาดว่าจำนวนผู้ป่วยต่างชาติและรายได้โตชะลอที่ 0.4% และ 3.7% ตามลำดับ โดยควรโฟกัสการแพทย์เฉพาะทางที่ใช้เวลารักษายาว และบริการสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Care) และส่งเสริมสุขภาพ (Wellness) ที่ตอบเทรนด์โลก เช่น Longevity และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

    สรุป 4 ข้อเสนอเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวไทย ได้แก่

    1. ฟื้นความเชื่อมั่น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน

    2. เพิ่มการใช้จ่ายต่อทริปผ่านผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวที่มีจุดเด่นและ Ecosystem ที่สมบูรณ์

    3. กระตุ้นคนไทยเที่ยวในประเทศ

    4. ส่งเสริมเมืองรองด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่น เช่น Geographical Indications


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/37764&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Q57hjPL4cXdkdBPwYHlCN

  • ศูนย์วิจัยกสิกรฯ คาดปี 69 ต่างชาติเที่ยวไทยเพิ่ม 4% แต่ใช้จ่ายต่อทริปยังต่ำ

    ศูนย์วิจัยกสิกรฯ คาดปี 69 ต่างชาติเที่ยวไทยเพิ่ม 4% แต่ใช้จ่ายต่อทริปยังต่ำ

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวถึงแนวโน้มการท่องเที่ยวของประเทศไทย พบ 4 ข้อสังเกต ได้แก่ 1. ผลต่างระหว่างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยกับค่าใช้จ่ายของคนไทยเที่ยวต่างประเทศ มีแนวโน้มลดลงเกือบเท่าตัว 2. สัญญาณการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันชัดเจนขึ้น 3. ตลาดนักท่องเที่ยวยุโรปและอินเดียยังทดแทนจีนและอาเซียนไม่ได้ทั้งหมด และ 4. การกระจายความหนาแน่นจากเมืองท่องเที่ยวหลักไปสู่เมืองรอง ยังต้องทำอีกมาก

    นางสาววาริธร ศิริสัตยะวงศ์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ในปี 2569 ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยน่าจะฟื้นตัวจากการกลับมาของตลาดนักท่องเที่ยวจีน โดยคาดว่าจะมีจำนวน 34.1 ล้านคน หรือโต 4%จากที่หดตัว 7% ในปี 2568 แม้ตัวเลขจะเพิ่มขึ้น แต่ยังเป็นระดับที่ต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่งส่งผลต่อการฟื้นตัวของรายได้การท่องเที่ยว และค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายต่อทริปที่ยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด เมื่อมาถึงจุดที่การเพิ่มจำนวนทำได้ยาก ดังนั้น การเพิ่มรายได้คงต้องหาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวใหม่ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่อทริปสูงอย่างการเจาะตลาดกลุ่มกิจกรรมบันเทิง การจัดประชุมสัมมนาและนิทรรศการ (MICE) เช่น การจัดคอนเสิร์ตศิลปินระดับโลก เป็นต้น รวมถึงการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาระดับโลก หรือการดึงสวนสนุกระดับโลกมาลงทุนในไทย ตลอดจนตลาดกลุ่มเดินทางเพื่อสุขภาพและรักษาพยาบาล แม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากทำตลาดได้ดีนักท่องเที่ยวจะกลับมาเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า

    นางสาววรรณวิษา ศรีรัตนะ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจด้านการแพทย์และส่งเสริมสุขภาพ (Medical & Wellness) แม้จะเป็น 1 ในเครื่องมือที่ช่วยดันรายได้ท่องเที่ยว แต่ยังมีโจทย์ที่ต้องแก้ โดยเฉพาะเรื่องตลาดคนไข้หลักที่ลดลง การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีอยู่ ทำให้ปี 2569 คาดว่าจำนวนและรายได้คนไข้ต่างชาติโตชะลอที่ 0.4% และ 3.7% ตามลำดับ ซึ่งหากต้องการเพิ่มรายได้ท่องเที่ยว ไทยต้องโฟกัสไปที่การแพทย์เฉพาะทางที่มีระยะเวลาในการรักษาและพักฟื้นนานขึ้น รวมถึงขยายบริการสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Care) และการส่งเสริมสุขภาพ (Wellness) ที่สอดรับกับเทรนด์โลก เช่น Longevity และแนวโน้มการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เพิ่มขึ้น

    โดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มี 4 ข้อเสนอเพื่อให้การท่องเที่ยวไทยไปต่อ ได้แก่ 1. การฟื้นความเชื่อมั่น ซึ่งตลาดระยะใกล้ยังสำคัญ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน หลังสัดส่วนลดลงเท่าตัวจากก่อนโควิดมาอยู่ที่ราว 14% 2. เน้นเร่งเพิ่มการใช้จ่ายต่อทริปผ่านผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่ไทยมีจุดเด่น ผ่านการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและการเติมเต็ม Ecosystem 3. จูงใจคนไทยเที่ยวในประเทศ และ 4. ผลักดันเมืองท่องเที่ยวรองด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่น เช่น Geographical Indicationsเป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000111454&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24QenQG5iGDP8mLP5Wx2GN