Category: ท่องเที่ยว

  • ท่องเที่ยวญี่ปุ่นกระทบหนัก! อาจเสียรายได้สูงถึง 3.8 หมื่นล้าน หลังคนจีนแห่ยกเลิกทริป หันไปเที่ยวสิงคโปร์-เกาหลีแทน

    ท่องเที่ยวญี่ปุ่นกระทบหนัก! อาจเสียรายได้สูงถึง 3.8 หมื่นล้าน หลังคนจีนแห่ยกเลิกทริป หันไปเที่ยวสิงคโปร์-เกาหลีแทน

    ญี่ปุ่นอาจ ‘สูญเสีย’ รายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวจีนสูงถึง 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.8 หมื่นล้านบาท) ในระหว่างนี้จนถึงสิ้นปี 2025 เนื่องจากนักท่องเที่ยวจีน ‘ยกเลิก’ การเดินทางไปญี่ปุ่นมากขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียดทางการทูตระหว่างสองประเทศที่ทวีความรุนแรงขึ้น 

    ตามข้อมูลของ ‘China Trading Desk’ บริษัทด้านเทคโนโลยีและตลาดท่องเที่ยวในสิงคโปร์ระบุว่า “การเดินทางจากจีนไปญี่ปุ่น 1.44 ล้านเที่ยวที่ชาวจีนวางแผนไว้จนถึงสิ้นเดือนธันวาคม ถูกยกเลิกไปแล้วราว 30% หลังจากรัฐบาลจีนเตือนให้ประชาชน ‘หลีกเลี่ยง’ การเดินทางไปญี่ปุ่น” 

    ขณะที่นักวิเคราะห์ตลาดที่เชี่ยวชาญด้านข้อมูลการท่องเที่ยวเผยว่า “ประมาณ 70% ของจำนวนที่ลดลงนี้มาจากการยกเลิก หรือเลื่อนการเดินทางระยะสั้นในทันที ขณะเดียวกัน ก็ยังไม่มีการจองเที่ยวบินใหม่” 

    “นั่นจะทำให้ญี่ปุ่นสูญเสียรายได้อย่างน้อย 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.6 หมื่นล้านบาท) แต่ตัวเลขอาจสูงถึง 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.8 หมื่นล้านบาท)”

    — ซุบรามาเนีย บัตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ China Trading Desk กล่าว 

    การคำนวณดังกล่าวอิงจากการคาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวชาวจีนใช้จ่ายมากกว่า 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.9 หมื่นล้านบาท) ต่อเดือน รวมถึงข้อมูลการใช้จ่ายในต่างประเทศของชาวจีนจากบัตร UnionPay และบริษัทบริการทางการเงินอื่นๆ    

    ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับผลกระทบอย่างหนักในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเปราะบาง หลังจากนายกฯ ซานาเอะ ทาคาอิจิ กล่าวเชื่อมโยงการใช้กำลังทหารในความขัดแย้งที่ช่องแคบไต้หวันกับความเป็นไปได้ในการส่งทหารญี่ปุ่นไปประจำการ ซึ่งนั่นทำให้จีนโต้ตอบอย่างรวดเร็วและรุนแรง โดยเตือนพลเมืองให้หลีกเลี่ยงการไปญี่ปุ่น รวมถึง ‘ระงับ’ การนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่น 

    “เรากำลังเห็นการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงต่อความต้องการของญี่ปุ่นจากจีน” บัตต์ กล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า “ผลกระทบจากความขัดแย้งในปัจจุบันอาจแตกต่างจากความตึงเครียดทางการทูตในอดีต…”  

    คนจีนแห่เที่ยวสิงคโปร์-เกาหลีใต้มากขึ้น 

       (Photo by YASUYOSHI CHIBA / AFP)

    (Photo by YASUYOSHI CHIBA / AFP)

    ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สิงคโปร์และเกาหลีใต้มียอดจองทริปเพิ่มขึ้นถึง 15% ขณะที่ไทย มาเลเซีย และเวียดนามมีแนวโน้มเติบโตสูงถึง 11% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า  

    China Trading Desk ประเมินว่า “ทัวร์แบบกลุ่มและแบบแพ็คเกจทัวร์คิดเป็นสัดส่วนมากถึงครึ่งหนึ่งของปริมาณการเดินทางที่หายไป ส่วนการเดินทางเพื่อพักผ่อนแบบรายบุคคลคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 22%” 

    สายการบินจีนส่วนใหญ่ รวมถึงสายการบินคาเธ่ย์แปซิฟิก ได้งดเว้นค่าธรรมเนียมการยกเลิกตั๋วโดยสารไปญี่ปุ่น ส่งผลให้ยอดยกเลิกตั๋วโดยสารเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว 

    สำนักข่าว Bloomberg รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดกับเรื่องนี้ว่า “บริษัทตัวแทนท่องเที่ยวของรัฐบาลจีนอย่างน้อย 2 แห่งได้ยกเลิกการจองแบบกลุ่มที่จองไว้ล่วงหน้าหลายเดือน ซึ่งเป็นมาตรการที่มุ่งปกป้องพวกเขาจากความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านนโยบายและทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไป” 

    อย่างไรก็ดี ก่อนที่รัฐบาลจีนจะออกคำเตือนให้ ‘หลีกเลี่ยง’ ไปญี่ปุ่นนั้น ยอดจองตั๋วเครื่องบินจีน-ญี่ปุ่นจนถึงสิ้นปี 2025 เพิ่มขึ้นถึง 25% จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2024 แต่หลังจากการยกเลิกเที่ยวบิน ก็ทำให้ตอนนี้จำนวนการจองล่าช้ากว่าปี 2024  

    จุดหมายปลายทางยอดนิยมบางแห่งของญี่ปุ่นกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเส้นทางจากเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง และกว่างโจว ไปยังโตเกียวและโอซาก้า เป็นเส้นทางที่มีการยกเลิกเที่ยวบินและแผนการเดินทางมากที่สุด 

    “หากไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าความตึงเครียดจะคลี่คลายลง ก็มีแนวโน้มว่าความเสี่ยงที่ความขัดแย้งทางการทูตจะยืดเยื้อไปจนถึงปีใหม่ และนั่นอาจทำให้ญี่ปุ่นได้รับผลกระทบอย่างหนักมากขึ้น…หากนักท่องเที่ยวจีนแผ่นดินใหญ่ยังคงไม่เดินทางมาเยือนญี่ปุ่นในปี 2026 รายได้สะสมที่ญี่ปุ่นอาจสูญเสียไปอาจสูงถึง 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.9 แสนล้านบาท)”

    — บัตต์ กล่าว 

    อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การยกเลิกทริปส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี 2025 ขณะที่การจองทริปในเดือนมกราคมยังคงทรงตัว ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักท่องเที่ยวยังหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลงในช่วงเวลานั้น 

    (Photo by : GREG BAKER / AFP) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/japan-faces-12b-dollar-tourism-hit-amid-china-row-trip-bookings-to-spore-skorea-see-rise&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IZFngksO31bWdSUM9zhPt

  • คกก.กองทุนกีฬา อนุมัติงบเก็บตัวซีเกมส์-พาราเกมส์ 280 ล้านบาท เร่งเบิกจ่ายถึงมือนักกีฬาโดยเร็ว

    คกก.กองทุนกีฬา อนุมัติงบเก็บตัวซีเกมส์-พาราเกมส์ 280 ล้านบาท เร่งเบิกจ่ายถึงมือนักกีฬาโดยเร็ว

    เมื่อวันที่ (20 พฤศจิกายน) อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ (NSDF) ครั้งที่ 8/2568 โดยมี ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พร้อมผู้บริหารกระทรวงและ กกท. เข้าร่วมทั้งแบบ onsite และวิดีโอคอนเฟอเรนซ์

    การประชุมครั้งนี้ พิจารณาแผนงานสำคัญเพื่อยกระดับกีฬาไทยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาล อาทิ การสนับสนุนการแข่งขันวิ่งเทรลระดับนานาชาติ Chiang Mai Thailand by UTMB และ Amazean Jungle Thailand by UTMB ที่ตั้งเป้ากระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนภาคใต้

    ที่ประชุมอนุมัติวงเงินรวม 280,739,684 บาท สำหรับการเก็บตัวฝึกซ้อมทีมชาติชุดซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 พร้อมสั่งการให้กองทุนและสมาคมเร่งดำเนินการเบิกจ่ายให้ถึงมือนักกีฬาโดยเร็วที่สุด

    คณะกรรมการยังเห็นชอบหลักการจ่ายเงินรางวัลให้นักกีฬา ผู้ฝึกสอน และสมาคมกีฬา โดยจะจ่ายผ่านระบบ KTB Corporate Online ภายใน 7 วันหลังจบมหกรรม เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่ทัพนักกีฬาไทยอย่างทันที

    นอกจากนี้ ที่ประชุมรับทราบผลเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 ซึ่งดำเนินการไปแล้วกว่า 78% และการนำส่งงบเหลือจ่ายคืนรวมกว่า 705 ล้านบาท สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารกองทุนฯ

    การเข้าร่วมประชุมของ รมว. อรรถกร ในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในการบูรณาการกีฬา-ท่องเที่ยว-เศรษฐกิจ เพื่อผลักดันการพัฒนาประเทศและสร้างความสุขให้ประชาชนอย่างยั่งยืน

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/sports-fund-approves-sea-para/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Nl1Hm8-GFqf99Q45MnJBv

  • “ยอดดอยภูกระดึง” อุณหภูมิลดต่ำสุด 10.5 องศาฯ นักท่องเที่ยวแห่ท้าลมหนาว

    “ยอดดอยภูกระดึง” อุณหภูมิลดต่ำสุด 10.5 องศาฯ นักท่องเที่ยวแห่ท้าลมหนาว

    “ยอดดอยภูกระดึง” เช้านี้อุณหภูมิลดลงต่ำสุด 10.5 องศาฯ นักท่องเที่ยวปักหลักกางเต็นท์ เดินท้าลมหนาวพิชิตยอดภูกว่า 1,300 คน มีเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เตรียมการเฝ้าระวังความปลอดภัย

    เมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 21 พ.ย. 68 ณ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวศรีฐาน อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ต.ศรีฐาน อ.ภูกระดึง จ.เลย นายภูวนัย มูลแวง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึง กล่าวว่า เช้าวันนี้วัดอุณหภูมิต่ำสุดได้ 10.5 องศา นักท่องเที่ยวเริ่มขึ้นพิชิตยอดภู ตั้งแต่ 05.22 น. ประมาน 800 คน มียอดสะสมบนเขาประมาณ 1,300 คน เมื่อนักท่องเที่ยวถึงยอดภูจับจองที่พักและเต็นท์พักแรม

    จากนั้นตื่นเช้าเดินเท้าไปที่ผานกแอ่น ชมแสงอาทิตย์โผล่จากขอบฟ้าแสงแรกของวัน สัมผัสทะเลหมอกขาวโพลนทอดยาวตามหุบเขา ไหว้พระพุทธเมตตา สวนไม้ดอก น้ำตก จุดชมวิว ตกตอนเย็นเดินเท้าไปที่ผาหล่มสัก เพื่อชมแสงอาทิตย์ตกแสงสุดท้ายของวัน ทางอุทยานฯ ได้จัดเจ้าหน้าที่บริการนำเที่ยวทุกเส้นทาง และตามจุดท่องเที่ยวต่างๆ รวมทั้งก่อนท่องเที่ยวแต่ละจุด จะมีการบินโดรนสำรวจว่ามีสัตว์ป่า ช้างป่าอยู่ใกล้หรือไม่

    พร้อมทั้งเตรียมบ้านพักเรือนไม้ของทางราชการ หน่วยพยาบาลเบื้องต้น หน่วยรักษาความปลอดภัย เต็นท์พักแรมรองรับ ตลอดจนร้านค้าร้านอาหาร น้ำดื่ม ห้องน้ำ ห้องสุขา พร้อมสรรพ ทำให้เกิดความมั่นใจกับการบริการและภาคภูมิใจสมใจกับการได้ขึ้นพิชิตยอดภูกระดึงสูดอากาศอันบริสุทธิ์ ท่องเที่ยวได้อย่างสนุกและมีความปลอดภัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/northeast/2896942&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_4qZD6qVrBKLTVEnlzlEs

  • รัฐบาลชวนคนไทยเที่ยว

    รัฐบาลชวนคนไทยเที่ยว

    วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.39 น.

    รัฐบาลชวนคนไทยเที่ยว “Songwat Week” 20–23 นี้ ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์–ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กระตุ้นรายได้ผู้ประกอบการในย่านเก่า

    นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 20–23 นี้ รัฐบาลร่วมกับภาคเอกชนและผู้ประกอบการท้องถิ่น จัดงาน “Songwat Week” เพื่อฟื้นย่านทรงวาด–ตลาดน้อยในฐานะพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative District) และดึงดูดนักท่องเที่ยวไทย–ต่างชาติให้มาใช้จ่าย สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านอาหารท้องถิ่น และธุรกิจสร้างสรรค์ในพื้นที่ 

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า การจัดงาน Songwat Week เป็นส่วนหนึ่งของแนวนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรม (Cultural Economy) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยเฉพาะในย่านเมืองเก่าที่มีศักยภาพด้านประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้

    ไฮไลต์ของงาน Songwat Week
    • เส้นทางเดินเท้าสำรวจย่านเก่า “ทรงวาด–ตลาดน้อย”
    • นิทรรศการศิลปะ–การออกแบบจากศิลปินรุ่นใหม่
    • ตลาดรวมร้านเด็ด–คาเฟ่–ร้านอาหารเก่าแก่ประจำย่าน
    • เวิร์กช็อปงานคราฟต์ แฟชั่น และของทำมือ
    • ดนตรีสด ศิลปะการแสดง และกิจกรรมสร้างสรรค์ตลอดวัน

    กิจกรรมจำนวนมากเปิดให้ร่วมฟรี เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงประสบการณ์วัฒนธรรมร่วมสมัยได้ง่ายขึ้น ดึงคนรุ่นใหม่–นักท่องเที่ยวต่างชาติ–ครอบครัว ให้กลับมาเดินย่านเก่า

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลต้องการให้ย่านทรงวาด–ตลาดน้อยเป็น “ต้นแบบการฟื้นเมืองเก่า” ที่ผสานระหว่างมรดกวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวสมัยใหม่ พร้อมเชื่อมต่อย่านใกล้เคียง เช่น เยาวราช สัมพันธวงศ์ รัตนโกสินทร์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเมืองโดยรวม จากข้อมูลผู้ประกอบการในพื้นที่ คาดว่าช่วงกิจกรรมจะมีผู้ร่วมงานหลายหมื่นคน และช่วยเพิ่มยอดขายให้ร้านค้า–คาเฟ่–ร้านอาหารในพื้นที่ได้อย่างมีนัยสำคัญ รัฐบาลยืนยันเดินหน้าหนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า นโยบายด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็น “ยุทธศาสตร์สำคัญ” ของรัฐบาลในการดึงศักยภาพเมืองเก่าและชุมชนท้องถิ่นให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง พร้อมส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยให้เติบโตไปกับภาคท่องเที่ยวคุณภาพ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/929443&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mgQhq01pn7OKp8drFrDVH

  • ล็อก 6 เมียนมา! ตร.ท่องเที่ยว-ตม.เกาะพะงัน ลุยจับเครือข่ายค้ายาบ้าคาห้องพัก

    ล็อก 6 เมียนมา! ตร.ท่องเที่ยว-ตม.เกาะพะงัน ลุยจับเครือข่ายค้ายาบ้าคาห้องพัก

    วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.05 น.

    ล็อก 6 เมียนมา! ตร.ท่องเที่ยว-ตม.เกาะพะงัน ลุยจับเครือข่ายค้ายาบ้าคาห้องพัก

    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สารวัตรตำรวจท่องเที่ยว 5 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 3 (สว.ทท.5 กก.2 บก.ทท.3) พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงัน ได้บูรณาการกำลังร่วมกับตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเกาะพะงัน เข้าทำการจับกุมผู้ต้องหาชาวเมียนมารวม 6 ราย ในพื้นที่อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

    โดยปฏิบัติการเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่ได้จับกุม นายฮนิน อายุ 27 ปี สัญชาติเมียนมา พร้อมของกลางยาบ้า 2 เม็ด ซึ่งให้การซัดทอดว่าซื้อยามาจาก นายซีตู อายุ 23 ปี สัญชาติเมียนมา เจ้าหน้าที่จึงได้วางแผนล่อซื้อยาเสพติดจากนายซีตู โดยนัดส่งมอบยาบริเวณหน้าห้างโลตัส แต่นายซีตูไหวตัวทันและขับรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์หลบหนีไปได้

    ต่อมาในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่ได้ประสานนายกเทศมนตรีเกาะพะงันเพื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่ จนทราบที่พักของนายซีตู พักอยู่ที่รีสอร์ทแห่งหนึ่ง หมู่ 1 ตำบลบ้านใต้ เมื่อเข้าตรวจสอบที่รีสอร์ท เจ้าหน้าที่พบรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ที่ใช้ในการส่งยาเสพติดจอดอยู่

    ภายในห้องพักพบ นายซีตู กำลังนอนหลับอยู่หน้าบ้าน และภายในบ้านพบผู้ต้องหาอีก 3 ราย ได้แก่ นายมิน (26 ปี), นางสาวเละ (23 ปี) และ นายจอ (19 ปี) กำลังนั่งเสพยาเสพติดและบรรจุยาบ้าลงในถุง เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ ทั้งหมดแสดงอาการตกใจและพยายามซ่อนยาเสพติดและหลบหนี

    จากการตรวจค้นภายในห้องพบของกลางเป็น ยาบ้า 116 เม็ด และ ยาไอซ์ 0.22 กรัม ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าสะพายข้างสีดำ ผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย ยอมรับสารภาพว่ายาเสพติดดังกล่าวเป็นของพวกตนจริง โดยสั่งซื้อมาจากชายชาวเมียนมาที่เกาะสมุยในราคามัดละ 3,000 บาท (ซื้อครั้งละ 100 เม็ด)

    จากการสืบสวนพบว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจนโดย นายซีตู มีหน้าที่ติดต่อลูกค้าชาวเมียนมาและคนไทย รวมถึงขับรถไปส่งยาเสพติด (จำหน่ายยาบ้าเม็ดละ 100 บาท) นายมิน และ นายจอ มีหน้าที่บรรจุยาบ้าลงในถุงพลาสติกใส นางสาวเละ มีหน้าที่ในการเก็บและรวบรวมเงินจากการค้าขายยาเสพติด นอกจากนี้พบว่า นายซีตู เคยถูกตำรวจท่องเที่ยวชุดนี้จับมาแล้วเมื่อปี 2566 และพึ่งพ้นโทษออกมาได้เพียง 2 เดือน  

    เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าและยาไอซ์) โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายฯ, เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยผิดกฎหมาย พร้อมนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่ง สภ.เกาะพะงัน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    /////-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/929434&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rBxfv_NWAt760FAM_y6X7

  • TECH สะดุดแรง เงินอาจไหลท่องเที่ยวไทย

    TECH สะดุดแรง เงินอาจไหลท่องเที่ยวไทย

    บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) เปิดเผยมุมมองตลาดหุ้นวันนี้ว่า บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกกลับมาเผชิญแรงกดดันหนัก หลังเกิดแรงเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (TECH) ต่อเนื่อง จากความกังวลว่า “ธุรกิจ AI อาจยังสร้างรายได้จริงไม่ทันกับเม็ดเงินลงทุนมหาศาล” ประกอบกับโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะลดดอกเบี้ยปลายปีนี้เริ่มลดน้อยลง เมื่อข้อมูลแรงงานยังแข็งแกร่ง ส่งผลให้ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ร่วง -0.8% ถึง -2.1% หนักสุดในรอบกว่า 2 เดือน

    ตลาดเอเชียเช้าวันนี้เปิดติดลบถ้วนหน้า เกาหลีใต้ -3.3% ญี่ปุ่น -2.2% สะท้อนแรงขายที่ลุกลามทั่วภูมิภาค

    สัญญาณต่างประเทศที่ต้องติดตาม

    แม้ภาพรวมตลาดโลกจะกดดัน แต่ยังเห็นหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งบางกลุ่มโดดเด่น ได้แก่ Walmart ทำกำไรและรายได้ดีกว่าคาด พร้อมปรับประมาณการขึ้น ขณะที่ AstraZeneca มองตลาดจีนยังเติบโตระยะยาว เป็นสัญญาณบวกเล็กน้อยท่ามกลางความผันผวน

    ไทย – ภาพเศรษฐกิจฟื้นตัวจำกัด จับตาแนวคิดขึ้น VAT

    ด้านเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวแบบ ‘จำกัด’ โดยภาครัฐมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ต่อเนื่อง ทำให้ต้องกู้เงินอุดงบทุกปี หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงเชิงทฤษฎี คือ ‘การขึ้น VAT’ แม้ภาครัฐยังไม่ดำเนินการจริง แต่เป็นสัญญาณที่ต้องจับตา เพราะอาจกระทบค่าครองชีพอย่างชัดเจนหากมีความคืบหน้า

    กลยุทธ์การลงทุน – TECH เสี่ยงสูง เงินอาจหมุนสู่หุ้นท่องเที่ยว

    ASPS ชี้ว่า หุ้น TECH เป็นกลุ่มที่เผชิญแรง Take Profit ชัดเจน ขณะที่หุ้นไทยบางกลุ่มอาจได้รับประโยชน์จากบรรยากาศพิพาทระหว่างจีน-ญี่ปุ่น โดยเฉพาะ ‘กลุ่มท่องเที่ยว’ ซึ่งเคย Outperform ตลาดในเหตุการณ์คล้ายกันปี 2005 และ 2012 โดย SET Tourism Index เคยพุ่ง +55% เทียบกับ SET เพียง +12.5% ในช่วง 5–7 เดือนของความขัดแย้ง

    หุ้นเด่นตามธีมท่องเที่ยว

    ASPS ยังชี้ หุ้นเด่นตามธีมการท่องเที่ยว ได้แก่ ERW, CENTEL, MINT, CPN, AOT, BA, BEM, AAV รวมถึงหุ้นอาหาร–ส่งออกอย่าง TU, CPF
     แนะนำให้ถือเงินสดในพอร์ต 20–30% และเลือกลงทุนหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการหมุนเงินจากต่างชาติเป็นหลัก

    สรุปหุ้นเด่นประจำวัน

    GLOBAL GEM :  BRKB80 / WMT US
    PRIME PICK :  ERW / BEM / CPF

    asiaplus-analysis-stocks-tech-stuttering-money-flow-thai-tourism-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/asiaplus-analysis-stocks-tech-stuttering-money-flow-thai-tourism&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1outu4s3_W5oxUKRq2KP3c

  • ผวจ.แม่ฮ่องสอน เป็นประธานงานแถลงข่าวการจัดกิจกรรมท่องเที่ยว

    ผวจ.แม่ฮ่องสอน เป็นประธานงานแถลงข่าวการจัดกิจกรรมท่องเที่ยว

    ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานในงานแถลงข่าวการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเทศกาลดนตรีและศิลปะแห่งล้านนา ภายใต้ชื่อ “Lanna Art & Music Festival” และงานเทศกาลดนตรีและศิลปะแห่งแม่ฮ่องสอน “Mae Hong Son Art & Music Festival” เพื่อเป็นการส่งเสริม Soft Power ด้านศิลปะ ดนตรี และอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ของภาคเหนือ ให้เป็นเวทีสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงผู้คนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ให้ก้าวไปด้วยกันอย่างงดงาม

    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15.00 น. ที่ หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานในงานแถลงข่าวการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเทศกาลดนตรีและศิลปะแห่งล้านนา ภายใต้ชื่อ “Lanna Art & Music Festival” และงานเทศกาลดนตรีและศิลปะแห่งแม่ฮ่องสอน “Mae Hong Son Art & Music Festival” เพื่อเป็นการส่งเสริม Soft Power ด้านศิลปะ ดนตรี และอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ของภาคเหนือ ให้เป็นเวทีสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงผู้คนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ให้ก้าวไปด้วยกันอย่างงดงาม ผ่านคอนเซ็ปต์ “หนึ่งศิลปะ หนึ่งดนตรี เพื่อทุกคน เพื่อทุกชาติพันธุ์” และเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์รายละเอียดการจัดงานและเชิญชวนนักท่องเที่ยว ประชาชนผู้สนใจ ร่วมงานดังกล่าวฯ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ คณะทำงานสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 และประชาชนในพื้นที่ร่วมกิจกรรม

    โดยภายในงานมีการนำเสนอรายละเอียดกิจกรรม ประกอบด้วย กิจกรรมการสาธิตอัตลักษณ์เครื่องดนตรี และศิลปะ กิจกรรมจำหน่ายของดีของชุมชนที่มีความเป็นอัตลักษณ์โดดเด่นของจังหวัด ผลิตภัตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมไทย หรือสินค้าชุมชน (CPOT/OTOP) โดยภูมิปัญญาจากชุมชน กิจกรรมการแสดงศิลปะ วัฒนธรรม และการแสดงพื้นบ้าน กิจกรรมแฟชั่นโชว์เครื่องดนตรีและอาภรณ์อัตลักษณ์จังหวัด “เสน่ห์ศิลป์ ดนตรีล้านนา” กิจกรรมเวทีเสวนาวิชาการ Lanna Soft Power Music & Art กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ Work Shop & DIY เสน่ห์ศิลป์ภาพระบายสีไม้ ศิลปะบนผืนผ้า ศิลปะสถาปัตยกรรม ศิลปะร่วมสมัย กิจกรรมยกระดับการแสดงดนตรีล้านนาให้สร้างเศรษฐกิจอย่างสร้างสรรค์ กิจกรรมคอนเสิร์ต “เสน่ห์ศิลป์ ดนตรีล้านนา” โดยศิลปินที่มีชื่อเสียง

    ทั้งนี้ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ดำเนินโครงการตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โครงการพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว กิจกรรมการท่องเที่ยวเทศกาลดนตรีและศิลปะล้านนา Mae Hong Son Art & Music Festival งาน “One art, One music – unity for all ethnicies” “หนึ่งศิลปะ หนึ่งดนตรี เพื่อทุกคน เพื่อทุกชาติพันธุ์” ซึ่งมีกำหนดจัดงานขึ้นในระหว่างวันที่ 16 – 17 ธันวาคม 2568 ณ สวนสาธารณะโพธิ์ร่มรื่น ตำบลเวียงใต้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อเป็นการส่งเสริม Soft Power ด้านศิลปะ ดนตรี และอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ของภาคเหนือ ให้เป็นเวทีสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงผู้คนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ให้ก้าวไปด้วยกันอย่างงดงาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3826253/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mcVdjFyICqnYj1xByqTnZ

  • เสาหลักเศรษฐกิจ : ท่องเที่ยวและสินค้าเกษตร

    เสาหลักเศรษฐกิจ : ท่องเที่ยวและสินค้าเกษตร

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    เสาหลักเศรษฐกิจ : ท่องเที่ยวและสินค้าเกษตร

    เสาหลักเศรษฐกิจ : ท่องเที่ยวและสินค้าเกษตร

    21 พ.ย. 2568 04:36 น.

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2896765&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39BKfQ0qRL5vPXUWNUk_5a

  • จับตา 2 ธุรกิจ Wellness ดาวรุ่ง SME กลุ่มไหนได้อานิสงส์บ้าง

    จับตา 2 ธุรกิจ Wellness ดาวรุ่ง SME กลุ่มไหนได้อานิสงส์บ้าง

    จับตา 2 กลุ่มธุรกิจ Wellness ดาวรุ่ง! เครื่องยนต์ใหม่ดันเศรษฐกิจไทยโตแรง ทั้ง Future Food–ท่องเที่ยวสุขภาพ SME หลายกลุ่มได้อานิสงส์

    Wellness กำลังเป็นเครื่องยนตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ศูนย์วิจัย SME D Bank ได้เผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ “Wellness Business” ซึ่งระบุว่าเป็นเมกะเทรนด์สำคัญที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นย้ำถึง 2 กลุ่มธุรกิจหลักที่มีศักยภาพสูงสำหรับผู้ประกอบการ SME ไทย ได้แก่ ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ (Health & Wellness Food) และธุรกิจการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ (Wellness Tourism)

    ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ (Health & Wellness Food)

    เทรนด์รักสุขภาพมีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพอย่างมาก รวมถึงการเข้าสู่สังคมสูงวัยและการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ผู้บริโภคทุกกลุ่มให้ความสำคัญในการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เสริมสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันโรค โดยเฉพาะ Future Food ที่เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยและการเปลี่ยนแปลงการบริโภคของโลก

    ตลาด Future Food ในไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และคาดว่าในปี 2570 จะมีมูลค่ารวมกว่า 500,000 ล้านบาท และมีมูลค่าส่งออกกว่า 220,000 ล้านบาท ซึ่ง Future Food แบ่งออกได้หลายประเภท

    Functional Food (อาหารฟังก์ชัน) 

    • อาหารและเครื่องดื่มฟังก์ชัน เช่น ปลาไขมันสูงที่มีส่วนช่วยบำรุงหัวใจและสมอง ข้าวโอ๊ตหรือข้าวบาร์เลย์ที่มีใยอาหารชนิดเบต้ากลูแคน ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล เป็นต้น
    • โพรไบโอติก พรีไบโอติก เช่น โยเกิร์ตผสมพรีไบโอติกส์ หรือ ผลิตภัณฑ์นมที่มีจุลินทรีย์มีชีวิต เป็นต้น
    • อาหารเสริม เช่น วิตามิน แร่ธาตุ โปรตีน หรือสารสกัดจากธรรมชาติ เพื่อบำรุงร่างกายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

    Medical & Personalized (อาหารทางการแพทย์)

    • อาหารที่พัฒนาเพื่อช่วยดูแลภาวะสุขภาพเฉพาะบุคคล 

    Alternative Protein Food (อาหารโปรตีนทางเลือก) 

    • เต้าหู้ นมถั่วเหลือง นมพืชอื่น ๆ
    • เนื้อจากพืช
    • สาหร่ายโปรตีนสูง
    • กลุ่มแมลงกินได้ จิ้งหรีด หนอนนก หรือ ตั๊กแตน 

    Organic Food (อาหารออร์แกนิก)

    • อาหารที่ได้จากกระบวนการเกษตรอินทรีย์ หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี ปุ๋ยสังเคราะห์ และยาฆ่าแมลง เช่น ข้าวอินทรีย์ ผักและผลไม้อินทรีย์ ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปที่ใช้วัตถุดิบออร์แกนิก

    ธุรกิจการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ (Wellness Tourism)

    มูลค่าตลาดธุรกิจ Wellness Tourism ทั่วโลก ปี 2566 อยู่ที่ 8.17แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ 2568 คาดขยายตัว 8.1% ต่อปี ส่วนในไทย ปี 2565 พบว่ามีมูลค่า 7.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นอันดับ 15 ของโลกอันดับ 4 ของเอเชียแปซิฟิก และในปี 2570 เป้าหมาย 1 ใน 5 อันดับของโลก

    โอกาส SME ในธุรกิจ Wellness Tourism

    โอกาสทางธุรกิจนี้ครอบคลุมหลากหลายบริการ โดยมีค่าใช้จ่ายต่อหัวประมาณ 80,000 – 120,000 บาท ซึ่งสูงกว่าการท่องเที่ยวทั่วไป ธุรกิจ SME ที่เกี่ยวข้องได้แก่ 

    • การเตรียมการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจนำเที่ยว,บริการข้อมูลการท่องเที่ยว, บริการจองห้องพัก, การเดินทาง และสถานที่ท่องเที่ยว
    • การเดินทางเข้าประเทศเป้าหมาย รถทัวร์, เรือโดยสาร, เรือสำราญ, เรือยอร์ช
    • ที่พักอาหารเครื่องดื่ม โรงแรม, รีสอร์ท, คอนโดมิเนียม, สถานพยาบาล, สถานพักฟื้น, ร้านอาหาร, ภัตตาคาร
    • การเดินทางภายในประเทศ รถแท็กซี่, รถเช่า, บริการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย, ขนส่งทางการแพทย์ 
    • กิจกรรม การบำบัด,รักษา, สปา, นวดไทย, น้ำแร่, น้ำพุร้อน, เสริมสวย, สินค้าเพื่อความงาม, ยิม, ฟิตเนส, สมาธิ, โยคะ, อาหารและเครื่องดื่มสุขภาพ, เภสัชภัณฑ์, ร้านค้าปลีกของที่ระลึก

    ปัจจัยสนับสนุนหลักของอุตสาหกรรม Wellness

    นวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านสุขภาพเติบโตเร็ว ทำให้การพัฒนาสินค้า–บริการสุขภาพมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ รวมถึงจุดแข็งด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร ช่วยสร้างความแตกต่างและมูลค่าเพิ่มให้สินค้าไทยในตลาดโลก ตลอดจนแรงหนุนจากภาครัฐ ทั้งมาตรการส่งเสริมการใช้จ่ายและนโยบายสนับสนุนธุรกิจ Health & Wellness

    ผลต่อการเติบโตของ SME ไทย

    ธุรกิจ Wellness กลายเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการไทย โดยช่วยให้ขยายตลาดใหม่ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวสุขภาพที่มีกำลังซื้อสูง เพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ ผ่านการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรมไทย และเทคโนโลยี และได้อานิสงส์จากนโยบายรัฐ ทั้งการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสุขภาพ (Care & Wellness Economy) และการผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการแพทย์ (Medical Hub)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/733735&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29giKJ-i3201tIMgiYzdAa

  • สารพัดปัจจัยรุมเร้า ต่างชาติเที่ยวไทยปี 2568 ติดลบ 7% ชง 3 มาตรการปั้มท่องเที่ยว

    สารพัดปัจจัยรุมเร้า ต่างชาติเที่ยวไทยปี 2568 ติดลบ 7% ชง 3 มาตรการปั้มท่องเที่ยว

    ททท.คาดต่างชาติเที่ยวไทยปี 2568 อยู่ที่ 33 ล้านคน ติดลบ 7%

    การท่องเที่ยวของไทยในปีนี้ ถือว่ามีปัจจัยท้าทายมากมายตั้งแต่ต้นปี โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ที่หดตัวอย่างหนัก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนและนักท่องเที่ยวอาเซียน ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวตลอดปี 2568 อาจลดลงราว 7 % โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 33.16 ล้านคน เมื่อเทียบกับปีก่อน

    เมื่อดูเป็นรายตลาด จะพบว่าในปีนี้ ตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ มีแนวโน้มติดลบสูงมาก ได้แก่ นักท่องเที่ยวจีน ติดลบ 33% นักท่องเที่ยวฮ่องกง ติดลบ 29% นักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ ติดลบ 16% นักท่องเที่ยวไต้หวัน ติดลบ 11%

    นักท่องเที่ยวเวียดนาม ติดลบ 33% นักท่องเที่ยวลาว ติดลบ 19% นักท่องเที่ยวกัมพูชา ติดลบ 55% มีเพียงนักท่องเที่ยวฟิลิปินส์ เพิ่มขึ้น 19.51% นักท่องเที่ยวอินเดีย เพิ่มขึ้น 16% และนักท่องเที่ยวเมียนมาร์ เพิ่มขึ้น 17%

    การหดตัวของนักท่องเที่ยวจากจีนและอาเซียน สวนทางกับการตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล ที่เติบโตต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี ได้แก่ นักท่องเที่ยวรัสเซีย เพิ่มขึ้น 12% นักท่องเที่ยวประเทศในกลุ่ม CIS เพิ่มขึ้น 9% นักท่องเที่ยวสหราชอาณาจักร เพิ่มขึ้น 13%

    นักท่องเที่ยวเยอรมนี เพิ่มขึ้น 11% นักท่องเที่ยวฝรั่งเศส เพิ่มขึ้น 14.3% นักท่องเที่ยวสวีเดน เพิ่มขึ้น 9% นักท่องเที่ยวออสเตรเลีย เพิ่มขึ้น 5%  นักท่องเที่ยวสหรัฐอเมริกา เพิ่มขึ้น 5% นักท่องเที่ยวอิสราเอล เพิ่มขึ้น 49.62% ขณะที่นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง ติดลบ 0.84%

    ต่างชาติเที่ยวไทยปี 2568

    อย่างไรก็ตามแม้ไทยจะมีนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกลเพิ่มมากขึ้น แต่ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวตลาดระยะใกล้ที่มีมากกว่า โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนซึ่งเป็นตลาดหลักของไทย คิดเป็นสัดส่วนกว่า 28 % ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมดที่เดินทางเข้าไทย จึงส่งผลการท่องเที่ยวของไทยในปีนี้ จึงมีแนวโน้มติดลบหากเทียบกับปีที่ผ่านมา

    ล่าสุดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย (1 ม.ค.-16 พ.ย.2568) อยู่ที่ 28.2 ล้านคน สร้างรายได้ 1,308,132 ล้านบาท ทำให้ตลอดทั้งปีนี้คาดว่า ไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 33.16 ล้านคน ลดลง 7% สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.53 ล้านล้านบาท ลดลง 5% เมื่อเทียบกับปี 2567 และต่ำกว่าเป้าหมายที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) วางไว้ตั้งแต่ต้นปี ที่อยากจะดึงต่างชาติเที่ยวไทย 39 ล้านคน สร้างรายได้ 2.23 ล้านล้านบาท 

    ทั้งนี้หากเทียบนักท่องเที่ยวรายภูมิภาค เปรียบเทียบกับปีก่อนเกิดโควิด-19 (ปี 2562) จะพบว่าในปีนี้ ไทยมีนักท่องเที่ยวจากตลาดอาเซียน ฟื้นกลับมาคิดเป็นสัดส่วน 91%  นักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ฟื้นกลับมาคิดเป็นสัดส่วน 52% นักท่องเที่ยวยุโรป เพิ่มขึ้นกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด 129%

    นักท่องเที่ยวสหรัฐอเมริกา เพิ่มขึ้นกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด 103% นักท่องเที่ยวจากเอเชียใต้ เพิ่มขึ้นกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด 122% นักท่องเที่ยวจากโอเชียเนีย (ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์) เพิ่มขึ้นกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด 108% นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง เพิ่มขึ้นกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด 115% และนักท่องเที่ยวจากแอฟริกา เพิ่มขึ้นกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด 105%

    ท่องเที่ยวไทยเผชิญสารพัดปัจจัยรุมเร้า

    อย่างไรก็ตามชลอตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยในปีนี้ เกิดจากหลายปัจจัย ที่ส่งผลกระทบตั้งแต่ต้นปี โดยเฉพาะกรณีของหวัง ซิง ที่ถูกสแกมเมอร์จากประเทศเพื่อนบ้านหลอกลวงพาตัวไป หลังจากเดินทางเข้าไทย ปัญหาแผ่นดินไหว

    ปัญหาเศรษฐกิจโลกชลอตัว มาตรการภาษีตอบโต้ทรัมป์ สงครามอิสราเอล-อิหร่าน ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้น 8% ตั้งแต่เดือนพ.ค.-ก.ย. ทำให้ค่าใช้จ่ายนักท่องเที่ยวสูงขึ้นหากเทียบกับประเทศคู่แข่ง

    ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา  การบังคับใช้กฏหมายของไทยที่หย่อนยาน ภาพลักษณ์ด้านลบของประเทศไทย จากวิกฤตความไม่ปลอดภัยของปัญหาสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ และค้ามนุษย์

    การต้องเผชิญกับคู่แข่งหน้าใหม่ที่มีความพร้อม และความสดใหม่ของแหล่งท่องเที่ยว อาทิ เวียดนาม จีน ปัญหาภัยธรรมชาติ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสิ่งอำนวยความสะดวก ผลิตภัณฑ์ บริการและบุคคลากรมีข้อจำกัด 

    สารพัดปัจจัยรุมเร้า ต่างชาติเที่ยวไทยปี 2568 ติดลบ 7% ชง 3 มาตรการปั้มท่องเที่ยว

    ชง 3 มาตรการเร่งด่วนปั้มท่องเที่ยว

    ดังนั้นเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงที่เหลือของปีนี้ต่อเนื่องถึงปี 2569 ที่ททท.วางเป้าหมายการเติบโตด้านรายได้ท่องเที่ยว 7%  ประมาณ 2.8 ล้านล้านบาท (รายได้จากตลาดต่างประเทศและไทยเที่ยวไทย) และคาดว่าอาจจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาใกล้เคียง 38 ล้านคน

    ทำให้ททท.และภาคเอกชนท่องเที่ยว จึงบูรณาการความร่วมมือเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว และได้หารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อให้รัฐบาลขับเคลื่อนท่องเที่ยวต่อเนื่องถึงปีหน้า ใน 3 มาตรการ ที่จะให้เร่งดำเนินการภายใน 3 เดือน ดังนี้

    1.การประชาสัมพันธ์และฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศไทย โดยเน้นการสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่น และการสื่อสารเชิงรุกเพื่อจัดการข่าวลบในสื่อสังคมออนไลน์ การออกมาตรการสนับสนุนการถ่ายทำภาพยนตร์ในไทย การสร้างความมั่นใจในการปราบปรามสแกมเมอร์ และคอลเซ็นเตอร์

    การโปรโมทท่องเที่ยวไทยโดย ลิซ่า ซึ่งเป็น Amazing Thailand Brand Ambassador ของททท. การจัดอีเว้นท์ระดับนานาชาติ ทั้งคอนเสิร์ตระดับโลกและกีฬา  รวมถึงบิ๊กอีเว้นท์ อย่าง วิจิตรเจ้าพระยา 2568 ซีเกมส์ อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ เคาท์ดาวน์

    2. การใช้ Tactical Campaign นำจุดเด่นด้านความคุ้มค่า กระตุ้นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เช่น การผลักดันโครงการ Inter-Dom Fight นักท่องเที่ยวต่างชาติซื้อตั๋วบัตรโดยสารเข้ามาประเทศไทย  จะได้รับบัตรโดยสารเส้นทางภายในประเทศ  การสนับสนุน Mice Incentive / Thailand Summer Blast  เป็นต้น

    สารพัดปัจจัยรุมเร้า ต่างชาติเที่ยวไทยปี 2568 ติดลบ 7% ชง 3 มาตรการปั้มท่องเที่ยว

    3.การใช้มาตรการภาษี เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ อาทิ มาตรการคนละครึ่ง มาตรการภาษีเที่ยวลดหย่อนภาษี สำหรับชาวไทยและการจัดประชุมสัมมนา มาตรการลดภาษีสรรพสามิตนั้นเครื่องบิน เพื่อนำไปลดราคาบัตรโดยสารและเพิ่มเที่ยวบินเส้นทางบินในประเทศ

    การจัดทำโครงการ “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” โดยสนับสนุนผู้ประกอบการนำเที่ยว อาทิ ไกด์ ทัวร์ สายการบิน รถรางเรือ นำเที่ยว ที่จะเป็น Co-pay ภาครัฐ+สถานประกอบการ สนับสนุนไม่เกิน 3,000 บาท คน/ ทริป เพื่อกระตุ้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศผ่านผู้ประกอบการ

    ในส่วนของข้อเสนอระยะกลางและระยะยาว ภาคเอกชนแนะนำให้คณะกรรมการท่องเที่ยวแห่งชาติขับเคลื่อน 6 แผนงานสำคัญ ได้แก่ ปรับปรุงกฎหมายท่องเที่ยว ยกระดับมาตรฐานบริการ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะเมืองรอง ส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างสินค้าท่องเที่ยวใหม่ที่แข่งขันได้ในระดับโลก และสร้างภาพจำใหม่ของประเทศไทย

    พร้อมเตือนว่าหากรัฐบาลไม่ดำเนินการทันเวลา ไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกลดบทบาทจาก “จุดหมายปลายทางหลัก” เหลือเพียง “หนึ่งในตัวเลือก” ของนักท่องเที่ยวในอนาคต

    หน้า 10 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,151 วันที่ 23 – 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/644525&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ksh8vmgKp-NHrzPde3sdn