เหตผลที่ใช้ทองแดงบริสุทธิ์เป็นพื้นผิว เพราะเป็นวัสดุที่มีความคงทน ระบายความร้อนได้ดี สามารถเคาะขึ้นรูปได้ง่าย นานวันไปจะเกิดสนิมสีเขียว ช่วยให้ผิวช้างมีลวดลายงดงามขึ้น
โครงสร้างลำตัวและเศียรช้างเป็นเหล็กเส้นรูปตัว H และ I เชื่อมต่อกัน ส่วนขาทั้งสี่เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กเพื่อรับน้ำหนักตัวช้าง
แบ่งพื้นที่เป็นสามส่วน ตามแนวคิดคัมภีร์ไตรภูมิกถา ที่แบ่งภพภูมิออกเป็นสามส่วน
ชั้นสุวรรณภูมิ
ชั้นล่างสุด ใต้ดิน (ชั้นนี้ห้ามถ่ายรูป) เป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ ความเชื่อ วัฒนธรรม จัดแสดง มนุษยนาค ตัวแทนของชาวเอเชีย และเทวรูป พระนารายณ์, พระศิวะ, พระพรหม
ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เทพทั้งสามมีหน้าที่ต่างกัน พระพรหม เป็นผู้สร้างโลก, พระนารายณ์ เป็นผู้ดูแลรักษาโลก, พระศิวะ เป็นผู้ทำลายล้างโลก เมื่อมีมนุษย์ผู้ชั่วร้ายเกิดขึ้นมามากเกินไป จึงต้องมีการทำลายล้างโลกแล้วสร้างใหม่
Cr. Kanok Shokjaratkul
ต่อด้วย เครื่องปั้นดินเผา ของชาวเอเขีย ตามวิวัฒนาการและการพัฒนา 1.Earthenware เครื่องถ้วยบ้านเชียง เป็นดินสีแดง 2.Stoneware เครื่องปั้นดินเผาที่มีความแข็งแกร่งขึ้น 3.Porcelain กระเบื้อง ที่มีความสวยงามและบางมากขึ้น
ประเทศจีนสามารถผลิตเครื่องถ้วยได้เป็นอันดับแรกในเอเชีย มีช่วงหนึ่งชะลอการผลิตลง สุโขทัยก็ผลิตเครื่องถ้วยสังคโลกโด่งดังขึ้นมา แต่ไม่สามารถส่งออกไปยังยุโรปได้เหมือนจีน ส่งออกได้แค่ในเอเชีย
มีการใช้เครื่องถ้วยบางประเภทสำหรับพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น แถบลุ่มน้ำโขงจะมี ไห แสดงว่ามีสมัยนั้นมีเครื่องจักรมาช่วยปั้นแล้ว
Cr. Kanok Shokjaratkul
ต่อด้วย เครื่องถ้วยเบญจรงค์ 5 สี ผลิตในสมัยอยุธยา และผลิตฝรั่งเศสสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นแบบครบชุด 7 สี ตามวัน (จันทร์-สีเหลือง, อังคาร สีชมพู, พุธ สีเขียว, พฤหัสบดี สีขาว, ศุกร์ สีฟ้า, เสาร์ สีดำ อาทิตย์ สีแดง) มีการใช้กะไหล่เงินกะไหล่ทองประดับด้วย
ในสมัยรัตนโกสินทร์ ไทยสามารถผลิตเครื่องเบญจรงค์ได้เอง โดยนำถ้วยสีขาวที่ผลิตจากจีนมาวาดลวดลายเป็นลายไทย ลายมงคลต่าง ๆ หนึ่งในลายที่หาได้ยากคือ ลายช้างเอราวัณ 33 เศียร
เครื่องถ้วยประดับทอง เครื่องถ้วยทรงกรวยสูง เรียกว่า เครื่องราชูปโภค ใช้บอกฐานะของข้าราชการในสมัยอยุธยา ก่อนที่จะมีเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ใช้ในสมัยรัชกาลที่ 5
Cr. Kanok Shokjaratkul
เหล่านี้เป็นทรัพย์สินของผู้ก่อตั้ง คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ ที่ศึกษาเรื่องราวอดีตมาตั้งแต่พ.ศ. 2506 ผู้สร้าง เมืองโบราณ สมุทรปราการ บนเนื้อที่กว่า 800 ไร่ มีสถานที่ที่เข้าชมได้กว่า 120 แห่ง
มีความประสงค์ให้คนรุ่นหลังได้รู้จัก อดีต ซึ่งไม่ได้หมายถึงประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่รวมถึงความเชื่อ ประเพณี วัฒนธรรม ศิลปะ และได้สร้าง พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ ขึ้น เพื่อสื่อสารเรื่องความเชื่อ ศาสนา เรื่องราวของมนุษย์ในดินแดนสุวรรณภูมิ
ส่วนการสะสมเครื่องถ้วยโบราณและวัตถุทางประวัติศาสตร์ เปรียบเสมือนตำราเรียนที่ทำจากดินและทอง ที่ไม่ได้บอกแค่ลำดับเวลา แต่บอกเล่าถึงความเชื่อ ฐานะทางสังคม และความสามารถเชิงศิลปะของผู้คนในอดีต
Cr. Kanok Shokjaratkul
ชั้นโลกมนุษย์
เป็นอาคารสีชมพูที่รองรับตัวช้าง (ต้องถอดรองเท้าก่อนเข้า) ภายในมี ศิลปะ สถาปัตยกรรม ของ 4 ศาสนา คือ ศาสนาพุทธแบบเถรวาท, ศาสนาพุทธแบบมหายาน, ศาสนาฮินดู และศาสนาคริสต์
เล่าเรื่องราวผ่านเสาต่าง ๆ เช่น เสาของศาสนาพุทธแบบเถวรวาท เล่าเรื่องราวพุทธประวัติของพระพุทธเจ้า หรือ ชาดกทั้ง 10 ชาติ (ห้ามจับเสา เพราะทำจากดีบุกตอกลาย มีความนุ่มและบุบง่าย) เสาของศาสนาของฮินดู เล่าเรื่องราวของพระนารายณ์อวตาร, เสาของศาสนาพุทธแบบมหายาน เล่าเรื่องราวของเจ้าแม่กวนอิม
รอบ ๆ อาคารเต็มไปด้วยลวดลายปูนปั้น โดยฝีมือช่างชั้นสูง ใช้เทคนิคแบบโบราณ นำปูนมาผสมกับ กาวหนังควาย, น้ำตาลทราย, กระดาษสาแช่น้ำ, ข้าวที่หมักมาแล้ว ประดับตกแต่งด้วยชิ้นส่วนเครื่องถ้วยกระเบื้องเคลือบ สื่อถึง เขาพระสุเมรุ ที่มี ปลาอานนท์ หนุนโลกอยู่
Cr. Kanok Shokjaratkul
ชั้นดาวดึงส์
เดินขึ้นบันไดไปด้านบน เสมือนการเดินขึ้นสู่สวรรค์ ตรงกลางเป็นที่ประทับของ พระอินทร์ มีเหล่าเทพเทวดาอยู่รายรอบ แบ่งเป็นชั้นสวรรค์ต่าง ๆ
1. ชั้นจาตุมหาราชิกา มีเทวดา 4 องค์คอยดูแล เรียกว่า ท้าวจตุโลกบาล หนึ่งในนั้นคือ ท้าวเวสสุวรรณ
2. ชั้นดาวดึงส์ เป็นที่ประทับของพระอินทร์
3. ชั้นจักรวาล (บริเวณท้องช้าง) ต้องขึ้นลิฟท์ไป จำลองการเสด็จลงมาของพระพุทธเจ้าจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ โดยมีบันไดเงิน บันไดทอง บันไดแก้ว ขึ้นไป 3 ทาง พระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ด้านบนสุดคือ พระพุทธสิหิงค์ ปางสมาธิ ส่วนด้านหน้าเป็น พระปางลีลา แบบสุโขทัย กำลังย่างก้าวเสด็จลงมาจากสวรรค์
มองไปบนเพดาน จะเป็นงาน ศิลปะกระจกสี (Stained Glass) ตามความเชื่อของศาสนาคริสต์ (คัมภีร์ไบเบิล) กล่าวถึง พระเจ้าทรงแยกความมืดออกจากแสงสว่าง หรือแยกความดีออกจากความชั่ว การที่แสงสว่างส่องผ่านกระจกเข้ามา จึงเปรียบเสมือนการ ขจัดความชั่ว ออกจากโลก
ลวดลายบนกระจกแสดงถึงจักรวาล, ดวงดาว, พระอาทิตย์, พระจันทร์, และการแสดงอารมณ์ต่าง ๆ ของมนุษย์ มีการใช้สีแทนธาตุทั้ง 4 คือ สีน้ำเงินคือน้ำ, สีเหลืองคือดิน, สีขาวคือลม, สีแดงคือไฟ
Cr. Kanok Shokjaratkul
สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล
เมื่อเสร็จสิ้นการชมช้างเอราวัณแล้วก็เดินไปด้านหน้าเป็นสถานที่ไหว้ขอพร ผู้คนมักมาขอพรเรื่องความสำเร็จ อาชีพ หน้าที่การงาน และขอโชคลาภ ขอเลข
สถานที่แห่งนี้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนมาขอพร หลายจุดด้วยกัน 1.ช้างเอราวัณ นิยมขอพรเรื่อง ความสำเร็จ, โชคลาภ, การงาน 2. พระพิฆเนศ 3. เจ้าแม่กวนอิม 4. พระตรีมูรติ 5. เทพต่าง ๆ จากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู 6. เจดีย์จุฬามณี ขอพรด้านการงานและความสำเร็จ
Cr. Kanok Shokjaratkul
พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ เปิดเวลา 9.00-18.00 น. ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 250 บาท เด็ก 125 บาท
การเดินทาง : รถไฟฟ้า BTS ลงสถานีเอราวัณ แล้วเดินมา 1 กิโลเมตร หรือนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้าง
ช่วงเที่ยง แวะไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหาร ระเบียงทะเล ด้วยขนส่งสาธารณะ ต่อด้วยโครงการ สายลม บางปู ปิดท้ายช่วงเย็นด้วย สถานตากอากาศบางปู
Cr. Kanok Shokjaratkul
สถานตากอากาศบางปู
สร้างขึ้นในปีพ.ศ. 2480 สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นที่เที่ยวพักผ่อนหย่อนใจและออกกำลังกายสำหรับชาวสมุทรปราการ
ไฮไลท์ของที่นี่คือ ทุกๆ ปีในช่วงเดือนตุลาคม-มีนาคม จะมี นกนางนวล จำนวนมาก อพยพหนีหนาวมาจากทวีปเอเชียตอนกลาง เช่น จีน, ทิเบต, มองโกเลีย ในช่วงเดือนตุลาคม-พฤษภาคม
และเมื่อถึงฤดูร้อน นกก็อพยพกลับไปยังถิ่นบ้านเกิดตามเดิม เพื่อสร้างรังวางไข่เลี้ยงลูกนกให้เติบโต และจะกลับมาบางปูอีกครั้งในหน้าหนาวถัดไป
นักท่องเที่ยวนิยมให้อาหารนก เพื่อจะได้ถ่ายรูปนกอย่างใกล้ชิด (อาหารนก คือ กากหมู)
Cr. Kanok Shokjaratkul
สถานตากอากาศบางปู : ตั้งอยู่ที่ 164 หมู่ 2 ถนนสุขุมวิท กิโลเมตรที่ 37 ตำบลบางปูใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ เปิดเวลา 10.00-20.00 น.
การเดินทาง : รถไฟฟ้า BTS ลงสถานีเคหะ ต่อรถสองแถวสาย 36 เดินทางมาอีกไม่ไกล
Cr. Kanok Shokjaratkul
Cr. Kanok Shokjaratkul
Cr. Kanok Shokjaratkul
Cr. Kanok Shokjaratkul
Cr. Kanok Shokjaratkul
Cr. Kanok Shokjaratkul
Cr. Kanok Shokjaratkul