Category: ท่องเที่ยว

  • ศูนย์ข้อมูล ธอส.คาด Q4/68 ยอดโอนอสังหาฟื้นโตแรง 13% เก็งปี 69 ติดลบน้อยลง : อินโฟเควสท์

    ศูนย์ข้อมูล ธอส.คาด Q4/68 ยอดโอนอสังหาฟื้นโตแรง 13% เก็งปี 69 ติดลบน้อยลง : อินโฟเควสท์

    นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในฐานะรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) กล่าวว่า แนวโน้มของยอดการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศในไตรมาส 4/68 คาดว่าจะฟื้นตัวขึ้น โดยจะมียอดการโอน 95,484 หน่วย เพิ่มขึ้น 13.1% จากไตรมาส 3/68 ที่มีจำนวน 84,397 หน่วย และมีมูลค่า 2.55 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากไตรมาส 3/68 ที่มีจำนวน 226,166 ล้านบาท

    ปัจจัยหนุนต่อการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยจากการจัดทำมาตรการ “Quick Big Win” ของภาครัฐ เช่น มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ ผ่านโครงการคนละครึ่ง พลัส มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวภายในประเทศ ผ่านมาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว การเร่งรัดเบิกจ่ายภาครัฐและโครงการพลังงานสะอาด มาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนผ่านการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) และการปรับโครงสร้างหนี้เสียภาคครัวเรือน รวมถึงมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ และเศรษฐกิจโดยรวม ทำให้ประชาชนมีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศทั้งปี 68 ยังคงติดลบ แต่เป็นการติดลบที่ลดลงกว่าที่เคยคาดการณ์ โดยจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศจำนวน 322,500 หน่วย ลดลง 7.3% เมื่อเทียบกับปี 67 และมีมูลค่าการโอนประมาณ 8.73 แสนล้านบาท ลดลง 10.9% แต่คาดว่าปี 69 สถานการณ์จะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง โดยจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศจำนวน 320,200 หน่วย ลดลงเพียง 0.7% เมื่อเทียบกับปี 68 และมีมูลค่าการโอนราว 8.66 แสนล้านบาท ลดลง 0.8% เมื่อเทียบกับปี 68

    ส่วนสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ ทั่วประเทศ ไตรมาส 4/68 คาดว่าจะมีมูลค่าราว 1.6 แสยล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.5% จากไตรมาส 3/68 ที่มีมูลค่า 1.46 แสนล้านบาท โดยที่ขณะที่สินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ทั่วประเทศในปี 68 จะมีมูลค่าประมาณ 5.51 แสนล้านบาท ลดลง 5.8% เมื่อเทียบกับปี 67 ที่มีมูลค่า 5.84 แสนล้านบาท และคาดว่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ทั่วประเทศในปี 69 จะมีมูลค่ากว่า 5.47 แสนล้านบาท ลดลง 0.6% จากปี 68 ที่มีมูลค่า 5.51 แสนล้านบาท

    “ดีมานด์สะสมในช่วง 9 เดือนแรกของปี 68 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนยังหดตัว จากที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน ซึ่งยังคงต้องรอติดตามดูสถาการณ์ต่อเนื่อง ว่าภาพรวมของที่อยู่อาศัยจะเป็นอย่างไร แม้ว่าผู้ประกอบการจะมีการชะลอเปิดโครงการใหม่ไปกันมากแล้ว แต่ดีมานด์ก็ยังไม่กลับมาดี” นายกมลภพ กล่าว

    สำหรับในปี 69 ยังคงต้องรอติดตามดูภาวะเศรษฐกิจไทย ซึ่งมีผลต่อตาดที่อยู่อาศัยในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในส้วนของปัจจ่ยทางการเมืองที่จะมีการยุบสภา และเลือกตั้งในปีต้นปี 69 จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและภาคธุรกิจอย่างไรบ้าง และหลังจากเลือกตั้งแล้วต้องติดตามในเรื่องของนโยบายด้านเศรษฐกิจที่จะออกมากระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้น รวมทั้งการต่ออายุของมาตรการสนับสนุนการซื้งที่อยู่อาศัยทั้งในส่วนขอจมาตนการการลดค่าธรรมเนียมการโอน และการจดจำนอง รวมทั้งการผ่อนคลายมาตการ LTV ที่จะสิ้นสุดในช่วงกลาปี 69 จะมีการต่อมาตรการหรือไม่ ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย

    อย่างไรก็ตาม REIC มองว่าการชะลอตัวของภาคที่อยู่อาศัยน่าจะใกล้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว หลังจากที่ตลาดเริ่มปรับเข้ากันระหว่างดีมานด์และซัพพลาย ซึ่งในส่วนของผู้ประกอบการก็ได้ทยอยการลดจำนวนการเปิดโครงการใหม่ลงไปมากแล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับดีมานด์ในตลาด ประกอบกับความกังวลในเรื่องของฐานะการเงินของผู้ประกอบการดีขึ้น จะเห็นได้จากปัจจุบันไม่มีข่าวเกี่ยวกับความเสี่ยงไนการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ ประกอบกับกลยุทธ์ของผู้ประกอบการแต่ละรายในการเตรียมตัวให้กับลูกค้าก็ทำได้ดีมากขึ้น เพื่งสร้างความมั่นใจให้กับสถาบันการเงินในการที่จะเชื่อมั่นต่อศักยภาพของลูกค้าได้มากขึ้น ทำให้เป็นปัจจัยที่ส่งเสริมต่อเนื่อง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRAN0IQEB5481RPFACPE1JE2ZC3VX570&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZfMnc4WhEz-kdQJzZ7sG4

  • เที่ยวแบบมีหนี้! ผลสำรวจเผยคนสหรัฐฯ ใช้จ่ายเยอะ 31% ยังจ่ายหนี้บัตรเครดิตจากการเที่ยวปีก่อนไม่หมด

    เที่ยวแบบมีหนี้! ผลสำรวจเผยคนสหรัฐฯ ใช้จ่ายเยอะ 31% ยังจ่ายหนี้บัตรเครดิตจากการเที่ยวปีก่อนไม่หมด

    เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี หลายคนเริ่มวางแผนเดินทางไปพักผ่อนกับเพื่อน ครอบครัว หรือคนรัก ไม่ว่าจะเป็นการออกทริปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ หรือเดินทางเพื่อกลับบ้านไปเจอคนทางไกลที่รอเราอยู่ ซึ่งสิ่งที่ตามมานั้นไม่ใช่แค่ความรู้สึก “ใจฟู” แต่อาจนำมาซึ่ง “กระเป๋าเงินที่ฟีบ” ได้เช่นกัน เพราะระหว่างเดินทางนั้นเราต้องใช้ “เงิน” เป็นตัวขับเคลื่อนให้ไปจนถึงปลายทาง

    ค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวแพง คนเลือกประหยัด แต่ยังไป

    สำหรับชาวอเมริกันจำนวนมาก ช่วงวันหยุดเทศกาลคือการสานสัมพันธ์กับครอบครัวและเพื่อนฝูง ไม่ใช่แค่การเฉลิมฉลอง แต่ในอีกมุมหนึ่ง ดูเหมือนว่าการรวมญาติเหล่านั้นต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วด้วย

    ผลสำรวจของ The Harris Poll for NerdWallet ชี้ให้เห็นตัวเลขที่น่าสนใจว่า ในสหรัฐอเมริกามีชาวอเมริกันถึง 45% ที่เตรียมควักกระเป๋าจ่ายค่าเดินทางและโรงแรมในช่วงเทศกาล เฉลี่ยแล้วตกคนละ 2,586 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 84,000 บาท/คน) ซึ่งเมื่อรวมยอดการใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลแล้วนั้น จะมีมูลค่ามหาศาลแตะระดับ 3.11 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 10 ล้านล้านบาท) 

    แม้ต้นทุนของการออกไปเที่ยวจะมีราคาที่สูง แต่หลายคนก็ยังยืนยันที่จะออกเดินทาง และพยายามหาวิธีที่จะประหยัดเงินไปพร้อมกับออกทริปเที่ยว เพราะนักเดินทางในปีนี้ไม่ยอมให้รายจ่ายมาหยุดการเที่ยวของพวกเขา สอดคล้องกับข้อมูลจากชุดเดียวกันมีการระบุว่า 91% ของผู้ตอบแบบสอบถามกำลังใช้กลยุทธ์เพื่อประหยัดเงิน อาทิ

    • เลือกบินในวันที่คนเดินทางน้อย (30%)
    • เลือกพักกับญาติหรือเพื่อนแทนการจองโรงแรม (26%)
    • การใช้คะแนนสะสมหรือรางวัลเพื่อลดค่าใช้จ่าย (25%)

    นอกจากนี้ เทคโนโลยีก็กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการควบคุมงบประมาณการท่องเที่ยว โดยเกือบ 29% ของผู้ตอบแบบสำรวจ ระบุว่า พวกเขามีแผนจะใช้เครื่องมือ AI เพื่อช่วยวางแผนและจัดทำงบประมาณการเดินทาง และ 16% จะใช้แอปพลิเคชันเพื่อค้นหาดีลต่าง ๆ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย

    ในขณะเดียวกัน ข้อมูลจากผลสำรวจก็ยังมีสิ่งที่น่ากังวลอยู่เช่นกัน คือ 31% ของคนที่รูดบัตรเครดิตเพื่อเที่ยวช่วงวันหยุดในปีก่อน (ปี 2024) ยังคงชำระหนี้ก้อนนั้นไม่หมด และอีก 17% ยอมรับว่ายังมีหนี้สะสมค้างคามาจากเทศกาลวันหยุดในหลายฤดูกาลก่อนหน้านี้ด้วย

    พฤติกรรมเหล่านี้สะท้อนว่าเหล่านักเดินทางในปัจจุบัน มีการผสมผสานความสะดวกสบายทางดิจิทัลเข้ากับวินัยทางการเงินเพื่อให้ได้แผนการท่องเที่ยวที่ดีที่สุด แต่ทั้งนี้ ตัวเลขหนี้ค้างเก่าและค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่สูงลิ่วที่ผลสำรวจชี้ให้เราเห็นนั้นก็เป็นเครื่องเตือนใจให้ตระหนักว่า การออกเดินทางไม่ควรมีแค่แผนเที่ยว แต่ต้องมี “แผนการเงิน” ติดตัวไปด้วย เพื่อให้การออกทริปนั้นสนุกสนานโดยไม่ต้องกังวลกับภาระหนี้สินในภายหลัง

    8 แนวทางการเงินที่ต้องเตรียมก่อนออกทริปช่วงเทศกาล

    อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงเห็นแล้วว่า “แผนการเงิน” คือสิ่งจำเป็นที่เราต้องเตรียมไปเที่ยวในช่วงเทศกาล เพื่อป้องกันปัญหาหนี้สินหรือค่าใช้จ่ายบานปลาย โดยสิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมนั้น มีดังนี้

    • กำหนดงบเที่ยวให้ชัดเจน ไม่ให้เกินตัว : หลักการสำคัญคือการตั้งงบประมาณไว้เท่าไหร่ ให้ใช้จ่ายอยู่ภายใต้กรอบนั้น เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย ควรวางแผนและมีสติในการใช้เงินเสมอ
    • วางแผนล่วงหน้าและรีบจองเพื่อราคาที่คุ้มค่า : เมื่อตั้งงบได้แล้ว ให้เริ่มวางแผนประหยัดตั้งแต่ก่อนเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการจองที่พัก, ตั๋วเดินทาง หรือบริการต่าง ๆ เพราะการจองก่อนมักจะได้ราคาที่ดีกว่า และการวางแผนไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้จัดการงบได้ง่ายมากขึ้น
    • เลือกรูปแบบการเดินทางที่มีโปรโมชัน : แม้ใจเราอยากจะกดจองตั๋วไปเที่ยวทันที แต่จริง ๆ แล้วเราควรรอก่อนเพื่อเปรียบเทียบราคากับเจ้าอื่น ๆ ที่มีโปรโมชันหรือส่วนลด เพราะนี่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้เบาลงไปได้มาก
    • เตรียมของใช้ส่วนตัวให้พร้อม : อุปกรณ์และของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน ควรเตรียมไปให้ครบ หากเราเอาไปเองทั้งหมดก็จะช่วยประหยัดได้เพราะไม่ต้องซื้อใหม่
    • เปลี่ยนบรรยากาศ พัก Hostel เพื่อประหยัด : แทนที่จะพักในโรงแรมหรูหราซึ่งมีราคาสูง ลองเปลี่ยนมาเลือกที่พักแบบ Hostel สไตล์คนรุ่นใหม่ที่มีราคาถูกลง แถมยังได้พบปะผู้คน และเพิ่มประสบการณ์การท่องเที่ยวให้น่าตื่นเต้นมากขึ้นด้วย
    • หลีกเลี่ยง High Season ไปช่วง Low Season เพื่อความคุ้มค่า : ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางในช่วงที่มีคนจำนวนแห่ไปเที่ยวเยอะ ๆ เพราะค่าเดินทางและที่พักมักจะแพงขึ้น อาจเปลี่ยนไปเที่ยวช่วง Low Season แทน เพราะแม้บรรยากาศอาจจะไม่คึกคักมากนัก แต่ค่าใช้จ่ายจะถูกลงอย่างมาก เหมาะสำหรับคนที่ต้องการไปเที่ยวแต่ประหยัดไปในตัว
    • เปิดประสบการณ์ ลองลิ้มรสอาหารท้องถิ่น: ลดจำนวนมื้ออาหารในภัตตาคารหรูหรา แล้วหันมาลองลิ้มรสชาติอาหารท้องถิ่นดูบ้าง นอกจากจะช่วยประหยัดเงินแล้ว ยังได้ซึมซับบรรยากาศ และสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าประทับใจมากขึ้น
    • เพิ่มเพื่อนร่วมทริป ช่วยกันหารยิ่งประหยัด : การเดินทางคนเดียวอาจทำให้ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่ถ้าไปกันหลายคน จะช่วยกันหารค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และประหยัดได้มากขึ้น ทั้งยังไม่ต้องเที่ยวแบบเหงา ๆ เพราะเรามีคนไปด้วย

    สุดท้ายนี้ การไปเที่ยวของเราควรตามมาด้วยความสุข และเพื่อหลีกเลี่ยงความทุกข์ที่เกิดจากการใช้จ่ายมากเกินไปหลังจบทริป ผู้อ่านสามารถนำเอา 8 แนวทางนี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยเฉพาะเมื่อใกล้จะถึงช่วงท่องเที่ยวท้ายปีที่อาจนำมาซึ่งรายจ่ายพุ่งสูงเช่นนี้

    หมายเหตุ: อัตราแลกเปลี่ยนที่ 32.47 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/personal_finance/financial_planning/2896536&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Pif5k9BJ1At9i1wykf1q5

  • เอกอัครราชทูตจีนเผยชาวจีนปลาบปลื้มการเสด็จเยือนของในหลวง-พระราชินี จุดกระแส “การท่องเที่ยวไทยบูม” ในจีน 

    เอกอัครราชทูตจีนเผยชาวจีนปลาบปลื้มการเสด็จเยือนของในหลวง-พระราชินี จุดกระแส “การท่องเที่ยวไทยบูม” ในจีน 


     “ในหลวงทรงยกย่องทั้งสองประเทศว่าเป็น “ญาติสนิท”  ขณะที่ชาวจีนต่างก็รู้สึกว่า “หัวใจของประชาชนทั้งสองประเทศมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น”

    การเสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี คือ ปรากฏการณ์ทื่สร้างบทใหม่ให้กับความสัมพันธ์ไทยจีน แม้ว่าการเสด็จเยือนจะเสร็จสิ้นแล้วอย่างงดงาม แต่ผลสะเทือนต่อทั้งสองประเทศจะยืนยงและมั่นคงยาวนานสืบไป

    วันนี้ สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยจัดการบรรยายสรุปเกี่ยวกับการเสด็จฯ เยือนจีนของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเอกอัครราชทูต จางเจี้ยนเว่ย ซึ่งได้ติดตามการเสด็จครั้งนี้อย่างใกล้ชิด ได้ถ่ายทอดผลสรุปและความสำเร็จจากการเสด็จครั้งประวัติศาสตร์ รวมถึงแง่มุมอันมีค่าจากการสานสัมพันธ์อันล้ำค่าของทั้งสองประเทศในครั้งนี้

    เอกอัครราชทูต จางเจี้ยนเว่ย กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายน 2568 ตามคำทูลเชิญของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง การเสด็จฯเยือนครั้งนี้ตรงกับวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย และ “50 ปีทองแห่งมิตรภาพจีน-ไทย” นับเป็นการเสด็จฯ เยือนประเทศจีนครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ไทย นับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ระหว่างจีนและไทยและประเทศจีนยังเป็นประเทศใหญ่ประเทศแรกที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯเยือนนับตั้งแต่ทรงขึ้นครองราชย์ นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทย  ระหว่างการเสด็จฯเยือนจีน ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้พบปะหารือกับพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และบรรลุฉันทามติสำคัญเพื่อการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทย

    เอกอัครราชทูต จางเจี้ยนเว่ย กล่าวว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการเตรียมการและตามเสด็จฯ ตลอดการเสด็จฯเยือนประเทศจีน ในโอกาสนี้ ผมขอแบ่งปันประสบการณ์และความรู้สึกบางประการกับสื่อมวลชน ประการแรก  ความเข้าใจสำคัญที่สุดจากการเสด็จฯเยือนครั้งนี้คือ การนำของประมุขแห่งรัฐเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดและเป็นหลักประกันพื้นฐานสำหรับการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทย ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2565 ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้เยือนประเทศไทยครั้งประวัติศาสตร์ โดยได้บรรลุฉันทามติสำคัญกับพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันซึ่งเป็นการขับเคลื่อนความสัมพันธ์จีน-ไทยสู่ขั้นใหม่และทำให้รากฐานมิตรภาพระหว่างสองประเทศมีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น และงแรงผลักดันความร่วมมือมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ไทยทรงใส่พระทัยและสนับสนุนมิตรภาพจีน-ไทยมาอย่างยาวนาน โดยมีบทบาทชี้นำพิเศษในการส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคี สิ่งที่ประทับใจฝ่ายจีนเป็นพิเศษคือ หลังจากการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงและอยู่ในช่วงน้อมถวายความอาลัยทั่วประเทศในประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยืนยันที่จะเสด็จฯเยือนจีนตามหมายกำหนดการ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและฝ่ายไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์จีน-ไทย”

    ทั้งสองเห็นพ้องที่จะร่วมกันนำการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันให้มีความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่กว่าในอีก 50 ปีข้างหน้า และร่วมกันเขียนบทใหม่ของมิตรภาพจีน-ไทย ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงยังได้จัดพิธีถวายการต้อนรับและงานเลี้ยงพระกระยาหารอย่างยิ่งใหญ่แด่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีนก็ได้พบปะหารือกับพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ระหว่างการเสด็จฯเยือนจีน พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ได้ทรงวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชน และทรงเยี่ยมชมสถานที่สำคัญในกรุงปักกิ่ง เพื่อทรงเข้าใจถึงความสำเร็จในการพัฒนาประเทศให้ทันสมัยของจีนอย่างใกล้ชิดและส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างจีนและไทยในด้านวิทยาศาสตร์ การศึกษา และวัฒนธรรมการเสด็จฯเยือนครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากทุกภาคส่วนของสังคมทั้งจีนและไทย ตอกย้ำความสัมพันธ์ที่ว่า “จีน ไทยครอบครัวเดียวกัน” อย่างต่อเนื่อง เสริมสร้างไมตรีจิตระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความกระตือรือร้นในการกระชับความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน และสร้างแรงผลักดันที่แข็งแกร่งให้กับการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีในอนาคต การเสด็จฯเยือนครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงามและเหนือความคาดหมายอย่างมาก ในฐานะเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย 

    เอกอัครราชทูต จางเจี้ยนเว่ย กล่าวว่า ระหว่างการเสด็จฯเยือน ประมุขแห่งรัฐทั้งสองได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงลึกเกี่ยวกับประเด็นโดยภาพรวมและประเด็นเชิงยุทธศาสตร์เกี่ยวกับความสัมพันธ์จีน-ไทย ทั้งสองเห็นพ้องกันว่า นับตั้งแต่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อครึ่งศตวรรษก่อน ท่ามกลางสถานการณ์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป จีนและไทยยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ ช่วยเหลือและสนับสนุนซึ่งกันและกัน และเป็นญาติมิตรที่ดี มิตรสหายที่ดี และหุ้นส่วนที่ดีอย่างแท้จริง ประมุขแห่งรัฐทั้งสองเห็นพ้องกันว่า ในช่วงเวลาสำคัญของการพัฒนาประเทศ ทั้งสองฝ่ายควรเสริมสร้างความสอดคล้องเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อให้ประชาชนของทั้งสองประเทศได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นจากความร่วมมือระหว่างจีน-ไทย นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนสังคม วัฒนธรรม เพื่อให้ประชาชนของทั้งสองประเทศมีความใกล้ชิดและผูกพันกันมากยิ่งขึ้น

    “การทูตประมุขแห่งรัฐได้นำพาความสัมพันธ์จีน-ไทยสู่ยุคสมัยใหม่ ณ จุดเริ่มต้นทางประวัติศาสตร์ครั้งใหม่นี้ จีนยินดีที่จะร่วมมือกับไทยเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์จีน-ไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และเพื่อนำไปสู่ ​​“50 ปีทอง” อันรุ่งโรจน์ยิ่งขึ้นอีกวาระหนึ่ง” เอกอัครราชทูต จางเจี้ยนเว่ย กล่าว

    ประการที่สอง เอกอัครราชทูต จางเจี้ยนเว่ย กล่าวว่าผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดของการเสด็จฯเยือนครั้งนี้คือการกำหนดแนวทางและแผนพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีในอนาคต ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงกล่าวว่า การประชุมเต็มคณะครั้งที่ 4 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 20 ได้พิจารณาและอนุมัติข้อเสนอ “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี ฉบับที่ 15” ซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงและการขยายการเปิดประเทศกว้างในระดับสูง จีนยินดีที่จะเสริมสร้างการประสานยุทธศาสตร์กับไทย ส่งเสริมความร่วมมือในโครงการสำคัญๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการรถไฟจีน-ไทย ขยายการนำเข้าสินค้าเกษตรคุณภาพสูงของไทย และขยายความร่วมมือในสาขาใหม่ๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ เศรษฐกิจดิจิทัล และการบินและอวกาศ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสว่า ไทยและจีนมีมิตรภาพที่ใกล้ชิด มีการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนอย่างสม่ำเสมอ และมีความร่วมมือที่กว้างขวางและลึกซึ้งซึ่งเป็นประโยชน์ร่วมกัน ความร่วมมือไทย-จีนเป็นความร่วมมือแบบพี่น้อง ไทยยินดีที่จะเรียนรู้จากประสบการณ์การพัฒนาของจีน ขยายความร่วมมือกับจีนในหลากหลายสาขา เสริมสร้างการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน และกระชับมิตรภาพระหว่างไทย-จีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    ประมุขแห่งรัฐทั้งสองประเทศได้กำหนดแนวทางการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทย ผลักดันความร่วมมือฉันมิตรระหว่างสองประเทศให้ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ฝ่ายจีนรับทราบว่าเมื่อกลับจากการตามเสด็จฯ เยือนจีน นายอนุทิน ชาญวีรกูล  นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสริมสร้างการประสานงานกับฝ่ายจีนและผลักดันความร่วมมือในด้านต่างๆ จีนขอชื่นชมในการปฏิบัติการนี้เป็นอย่างยิ่ง เรายินดีที่จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับไทยเพื่อปฏิบัติตามฉันทามติสำคัญที่ประมุขแห่งรัฐทั้งสองได้บรรลุร่วมกันอย่างจริงจัง และยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมระหว่างสองประเทศให้ดียิ่งขึ้น

    ประการที่สาม ช่วงเวลาที่น่าประทับใจที่สุดของการเสด็จฯเยือนครั้งนี้คือปฏิสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างประมุขแห่งรัฐทั้งสอง ในพิธีถวายการต้อนรับ การพบปะอย่างเป็นทางการ และงานเลี้ยงต้อนรับ ประมุขแห่งรัฐทั้งสองได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างลึกซึ้งในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นมิตร ต่างมีความสุขที่ได้อยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่น วลีที่ว่า “จีน ไทยครอบครัวเดียวกัน” กลายเป็นคำที่มักถูกกล่าวถึงบ่อยครั้ง ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์อันลึกซึ้งระหว่างราชวงศ์ไทยและรัฐบาลจีน พร้อมยกย่องบทบาทสำคัญของราชวงศ์ไทยในการส่งเสริมมิตรภาพระหว่างจีนและไทย ประธานาธิบดีกล่าวว่าทั้งสองฝ่ายควรรักษาการแลกเปลี่ยนเยือนกันอย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกับสมาชิกในครอบครัว และยินดีต้อนรับพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ให้เสด็จฯเยือนจีนบ่อยขึ้น ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงยังได้ชื่นชมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริของราชวงศ์ไทย โดยแสดงความตั้งใจของฝ่ายจีนที่จะให้การสนับสนุนอย่างแข็งขันและเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การบรรเทาความยากจนกับไทย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศไทย ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงยังได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งและน้อมถวายความอาลัยการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแสดงความยินดีกับจีนในความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม พร้อมทั้งทรงยกย่องทั้งสองประเทศว่าเป็น “ญาติสนิท” และทรงแสดงความยินดีและภาคภูมิใจอย่างจริงใจในความสัมพันธ์จีน-ไทยที่พัฒนาอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

    หลังพิธีถวายการต้อนรับเสร็จสิ้น ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้กราบบังคมทูลถึงประวัติและรูปแบบสถาปัตยกรรมของจัตุรัสเทียนอันเหมิน ณ จัตุรัสประตูตะวันออกของมหาศาลาประชาชน ก่อนการประชุมอย่างเป็นทางการ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงยังได้กราบบังคมทูลภาพจิตรกรรมฝาผนังขนาดใหญ่ที่แสดงถึงแกนกลางของกรุงปักกิ่งในห้องประชุม สร้างบรรยากาศที่อบอุ่น เป็นกันเอง และผ่อนคลาย ในงานเลี้ยงต้อนรับที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงถวายแด่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว บทเพลง “ใกล้รุ่ง” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรทรงประพันธ์ ได้บรรเลงอย่างกึกก้องไปทั่วห้อง สื่อถึงความรักใคร่และเครือญาติอันใกล้ชิดระหว่างจีนและไทย ปฏิสัมพันธ์ฉันมิตรเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นและความไว้วางใจอันลึกซึ้งระหว่างประมุขแห่งรัฐทั้งสอง และจะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงพัฒนาการเชิงบวกของความสัมพันธ์จีน-ไทย อันจะนำไปสู่ความเข้มแข็งและการเติบโตอย่างต่อเนื่องของสายสัมพันธ์ “จีน-ไทยครอบครัวกัน”ที่มีมายาวนาน

    ประการที่สี่ การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้เต็มไปด้วยกิจกรรมและเนื้อหาอันเข้มข้น ไม่เพียงแต่เป็นการเสด็จฯเยือนแห่งมิตรภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสด็จฯเยือนแห่งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เสด็จฯเยือนแห่งวัฒนธรรม และเสด็จฯเยือนแห่งการศึกษา ด้วยการเตรียมการอย่างพิถีพิถันของฝ่ายจีน พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเยี่ยมชมศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์อัจฉริยะ เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้หุ่นยนต์อัจฉริยะในอุตสาหกรรมการผลิต การแพทย์และการดูแลผู้สูงอายุแบบบูรณาการ ไบโอนิก การปฏิบัติงานระยะไกล และการใช้ชีวิตในบ้าน พระองค์ยังทรงเยี่ยมชมสถาบันเทคโนโลยีอวกาศแห่งประเทศจีนและศูนย์ฝึกอบรมนักบินอวกาศแห่งประเทศจีน และทรงสนทนาแบบเรียลไทม์จากพื้นดินสู่อวกาศกับนักบินอวกาศเสินโจว-21 ซึ่งกำลังปฏิบัติภารกิจในอวกาศ ณ ศูนย์ควบคุมการบินอวกาศปักกิ่ง นับเป็นการจัดเตรียมพิเศษที่ฝ่ายจีนได้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมมิตรภาพระหว่างจีนและไทยในระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือน พระองค์ได้ทรงแสดงความยินดีกับจีนในความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ด้านเทคโนโลยีอวกาศ และทรงซักถามด้วยสนพระทัยยิ่งเกี่ยวกับสภาพการทำงานและที่พักอาศัยของนักบินอวกาศ การประชุมทางวิดีโอที่วางแผนไว้เดิมใช้เวลาเจ็ดหรือแปดนาที แต่กลับใช้เวลาเกือบ 20 นาที ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านและยกระดับเศรษฐกิจอย่างแข็งขัน การเสด็จพระราชดำเนินเยือนของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทอดพระเนตรเห็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอันล้ำสมัยของจีน รวมถึงความสำเร็จด้านนวัตกรรมอันล้ำสมัย ผมเชื่อว่าปัญญาประดิษฐ์ การสำรวจอวกาศลึก และการบินอวกาศ มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นไฮไลท์สำหรับความร่วมมือเชิงปฏิบัติระหว่างจีนและไทย

    พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใส่พระทัยอย่างยิ่งต่อการศึกษา ในระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีน พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการจีน และทอดพระเนตรชั้นเรียนภาษาอังกฤษแบบโต้ตอบแบบเรียลไทม์ทางไกล ซึ่งจัดโดยโรงเรียนประถมศึกษาสองแห่งในกรุงปักกิ่งและไหหลำ ผ่านแพลตฟอร์มการศึกษาอัจฉริยะ การดำเนินการเช่นนี้จะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือด้านการศึกษาอัจฉริยะระหว่างสองประเทศ และส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในประเทศไทย พระองค์ยังเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมวัดหลิงกวงเป็นพิเศษเพื่อสักการะพระบรมสารีริกธาตุพระเขี้ยวแก้ว และเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรพิธีเปิดนิทรรศการโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมจีน-ไทย ณ พิพิธภัณฑ์พระราชวังโบราณ กิจกรรมเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความผูกพันทางวัฒนธรรมและการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างจีนและไทย และเสริมสร้างความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างประชาชนทั้งสอง

    ประการที่ห้า ประโยชน์สำคัญที่ไม่คาดคิดจากการเสด็จพระราชดำเนินเยือนครั้งนี้คือ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินีทรงได้รับความชื่นชมอย่างล้นหลามในประเทศจีน การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างสูงจากทุกภาคส่วนของสังคมจีน พระบารมีและพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว  พระสิริโฉมและพระจริยวัตรอันอันงดงามสง่าของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินีสร้างความประทับใจให้กับชาวเน็ตชาวจีนเป็นอย่างมาก ดึงดูดแฟนๆ จำนวนมาก และจุดประกายให้เกิด “กระแสการท่องเที่ยวไทยบูม” ในประเทศจีน เราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าการเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่งผลให้ชาวจีนมีความประทับใจในไทยมากขึ้น หัวใจของประชาชนทั้งสองประเทศมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น และความสัมพันธ์ “จีน ไทยครอบครัวเดียวกัน” ได้หยั่งรากลึกลงในจิตใจของประชาชนมากยิ่งขึ้น

    เป็นที่น่าสังเกตว่าการเสด็จฯเยือนครั้งนี้อยู่ในช่วงเวลาแห่งการถวายความอาลัยการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อให้การเสด็จฯเยือนครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ ทั้งจีนและไทยได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดตลอดมา โดยคำนึงถึงความสะดวกสบายของทั้งสองฝ่าย พร้อมทั้งเคารพขนบธรรมเนียมประเพณีทางวัฒนธรรมของทั้งสองฝ่าย เพื่อแสดงความเสียใจและถวายความอาลัยต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ฝ่ายจีนได้จัดเตรียมสถานที่อย่างพิถีพิถัน โดยตกแต่งสถานที่อย่างเรียบง่ายแต่สง่างาม สะท้อนบรรยากาศที่เคร่งขรึมและสง่างาม พนักงานต้อนรับชาวจีนทุกคนสวมชุดสีเข้มเพื่อแสดงความเคารพต่อพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและฝ่ายไทย ผมขอแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อสำนักพระราชวัง สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ความร่วมมืออย่างจริงใจระหว่างหน่วยงานต่างๆ ของทั้งจีนและไทยทำให้การเสด็จฯเยือนครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์

    “ผมยังต้องขอขอบคุณสื่อมวลชนทั้งจีนและไทยสำหรับความร่วมมืออย่างดียิ่งและการรายงานข่าวอย่างเข้มข้นทั้งก่อนและหลังการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศจีน ภาพของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวร่วมตรวจแถวกองเกียรติยศ เดินเคียงข้างกันเข้าสู่สถานที่จัดงาน และสนทนาอย่างเป็นกันเอง เป็นที่กล่าวขวัญอย่างกว้างขวาง การจัดขบวนรถจีน เครื่องแบบของเจ้าหน้าที่ และมาตรการรักษาความปลอดภัยที่พิถีพิถัน ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวาง ชาวเน็ตไทยต่างยกย่องความสมพระเกียรติอย่างยิ่งที่ฝ่ายจีนถวายต่อพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว การต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ สมพระเกียรติ  ชาวเน็ตแสดงความคิดเห็นด้วยวลีที่ซาบซึ้งใจ เช่น “ขอบคุณประเทศจีนสำหรับการถวายการต้อนรับพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างสมพระเกียรติ” “ขอบคุณประเทศจีนให้ความเคารพและนับถืออย่างสูงสุดต่อพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและระบบการเมืองไทย” และ “ไทย จีน ครอบครัวเดียวกัน” เมื่อรายงานข่าวเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชน สื่อมวลชนไทยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญพิเศษของการทรงวางพวงมาลา และยกย่องความไว้วางใจและการสนับสนุนซึ่งกันและกันระหว่างจีนและไทย นี่เป็นเครื่องพิสูจน์ที่ดีที่สุดถึงมิตรภาพอันใกล้ชิดและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนจีนและไทย” เอกอัครราชทูต จางเจี้ยนเว่ย กล่าว

    เอกอัครราชทูต จางเจี้ยนเว่ย กล่าวโดยสรุปว่า การเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนครั้งแรกของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินีได้เติมเต็มช่องว่างทางประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์จีน-ไทย และเป็นหมุดหมายที่มีความสำคัญยิ่งยวด การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้ได้สานต่อมิตรภาพอันดีงามระหว่างจีนและไทย เสริมสร้างความไว้วางใจทางการเมือง ส่งเสริมความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน กระชับการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และทำให้แนวคิด “จีน ไทยครอบครัวเดียวกัน” ฝังรากลึกในจิตใจประชาชนมากยิ่งขึ้น การส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน และสร้างรากฐานที่มั่นคงยิ่งขึ้นสำหรับความสัมพันธ์จีน-ไทยในอีก 50 ปีข้างหน้า สื่อมวลชนไทยและผมเชื่อว่าอนาคตของความสัมพันธ์จีน-ไทยจะยิ่งสดใสยิ่งขึ้น

    การทูตประมุขแห่งรัฐได้เปิดบทใหม่ในมิตรภาพอันดีงามระหว่างจีนและไทย และการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน ณ จุดเริ่มต้นใหม่นี้ จีนยินดีที่จะเป็นหุ้นส่วนที่น่าเชื่อถือและไว้วางใจได้ของไทยตลอดไป เสริมสร้างความไว้วางใจเชิงยุทธศาสตร์กับไทย สนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างมั่นคง และส่งเสริมความสัมพันธ์จีน-ไทยให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น สามารถปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น และยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อสร้างประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้นแก่ทั้งสองประเทศและประชาชน

    “ในทางการเมือง เราควรจะเสริมสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันเชิงยุทธศาสตร์ เรายินดีต้อนรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินี  สมเด็จพระกษิฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี และพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศจีนบ่อยยิ่งขึ้น เรายินดีที่จะเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนในทุกระดับกับประเทศไทย รักษาทิศทางความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ถูกต้อง เคารพผลประโยชน์หลักและข้อกังวลสำคัญของกันและกัน ส่งเสริมการสานต่อมิตรภาพระหว่างสองประเทศ และบูรณาการการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน เข้ากับทุกมิติของความร่วมมือของเรา” เอกอัครราชทูต จางเจี้ยนเว่ย กล่าว

    ในด้านเศรษฐกิจการค้า เอกอัครราชทูต จางเจี้ยนเว่ย เสนอแนะว่าทั้งสองประเทศควรขยายผลประโยชน์ร่วมกัน ส่งเสริมการประสานความร่วมมือระหว่างโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางกับยุทธศาสตร์การพัฒนาต่างๆ เช่น โครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เร่งรัดการก่อสร้างโครงการรถไฟจีน-ไทย เสริมสร้างความร่วมมือในด้านต่างๆ เช่น การค้าและการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานและกำลังการผลิต และนิคมอุตสาหกรรม ตลอดจนแสวงหาแนวทางใหม่ๆ สำหรับความร่วมมือในสาขานวัตกรรม เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว รถยนต์พลังงานใหม่ การปล่อยดาวเทียม และการสำรวจดวงจันทร์ เพื่อสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่มากขึ้น จีนยินดีต้อนรับสินค้าคุณภาพสูงจากไทยเข้าสู่ตลาดจีนมากขึ้น

    ในด้านการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน ทั้งสองฝ่ายควรส่งเสริมความเข้าใจและมิตรภาพซึ่งกันและกัน จีนยินดีที่จะเสริมสร้างความร่วมมือกับไทยในด้านต่างๆ เช่น การศึกษา กีฬา การดูแลสุขภาพ และการบรรเทาความยากจน เพื่อเสริมสร้างความผูกพันระหว่างชาวจีนและชาวไทยอย่างต่อเนื่อง เรามีความยินดีที่ได้เห็นการเสด็จพระราชดำเนินครั้งประวัติศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้จุดประกายให้เกิดกระแส “การท่องเที่ยวไทยบูม” ระลอกใหม่ในประเทศจีน จีนสนับสนุนและยินดีที่ได้เห็นมีนักท่องเที่ยวให้มาเยือนประเทศไทยมากขึ้น เพื่อสัมผัสวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ ทัศนียภาพอันงดงาม และการต้อนรับที่อบอุ่น

    “ในเรื่องพหุภาคี เราควรจะเสริมสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและความร่วมมือ จีนและไทยมีจุดร่วมหลายประการในการแสวงหาสันติภาพ ส่งเสริมการพัฒนา และแสวงหาความร่วมมือ ทั้งสองประเทศต่อต้านลัทธิอำนาจนิยมและการเมืองแบบอำนาจนิยม และทั้งสองประเทศมุ่งมั่นที่จะธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมและความเป็นธรรมระหว่างประเทศ รวมถึงผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศกำลังพัฒนา จีนยินดีที่จะเสริมสร้างการประสานงานและความร่วมมือกับไทยในเวทีพหุภาคีทั้งใน ระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ สนับสนุนโลกหลายขั้วที่เท่าเทียมและเป็นระเบียบ รวมถึงโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม เร่งดำเนินการตามความริเริ่มว่าด้วยการพัฒนาโลก ความริเริ่มว่าด้วยความมั่นคงโลก ความริเริ่มอารยธรรมโลก และความริเริ่มว่าด้วยธรรมาภิบาลโลก และร่วมกันสร้างบ้านแห่งเอเชียที่สงบสุข มั่งคั่ง สวยงาม และปรองดอง” เอกอัครราชทูต จางเจี้ยนเว่ย กล่าว

    รายงานโดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

    Photo – สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/37847&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rCYlYtBMXDsaxzAiJVs7w

  • กรมการท่องเที่ยวลงพื้นที่ตรวจประเมินมาตรฐานที่พัก รับ “ซีเกมส์-พาราเกมส์ 2568” เตรียมพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวร่วมมหกรรมกีฬาชาวอาเซียน | TOPNEWS

    กรมการท่องเที่ยวลงพื้นที่ตรวจประเมินมาตรฐานที่พัก รับ “ซีเกมส์-พาราเกมส์ 2568” เตรียมพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวร่วมมหกรรมกีฬาชาวอาเซียน | TOPNEWS

    กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้าเตรียมความพร้อมสนับสนุนการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 9 – 20 ธันวาคม 2568 และอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 20 – 26 มกราคม 2569 โดยดำเนินการตรวจประเมินและรับรองมาตรฐานที่พักในจังหวัดเจ้าภาพหลักและพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อยกระดับคุณภาพบริการและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักกีฬา เจ้าหน้าที่ และนักท่องเที่ยวที่ร่วมชมและเชียร์กีฬาซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ครั้งนี้

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า การแข่งขันกีฬาซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ในครั้งนี้จะจัดขึ้นในหลายจังหวัดสำคัญ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี สงขลา และนครราชสีมา ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมจากประเทศสมาชิกอาเซียนจำนวนมาก การเตรียมความพร้อมด้านที่พักจึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะส่งเสริมภาพลักษณ์ในสายตานักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเชียร์กีฬา และยังสามารถต่อยอดการเดินทางไปสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทยได้อีกด้วย กรมการท่องเที่ยวจึงจัดทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจประเมินมาตรฐานโรงแรมและรีสอร์ท รวม 25 แห่ง ใน 4 จังหวัด เพื่อส่งเสริมให้สถานประกอบการเข้าสู่ระบบการรับรองมาตรฐานที่พักเพื่อการท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว ทั้งในด้านความปลอดภัย ความสะอาด การบริการ และความพร้อมของบุคลากรในการรองรับนักท่องเที่ยวที่มาร่วมชมและเชียร์กีฬาครั้งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1401893&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RXa35cBf0fHpTFRpeH6If

  • อบต.แม่สามแลบ เปิดการท่องเที่ยวตำบลแม่สามแลบสู่ดินแดนกลอเซโล | TOPNEWS

    อบต.แม่สามแลบ เปิดการท่องเที่ยวตำบลแม่สามแลบสู่ดินแดนกลอเซโล | TOPNEWS

    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ที่ ม่อนกะละโกะโจ หมู่ 10 บ้านห้วยแห้ง ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน นายคำผัน โมกไธสง นายอำเภอสบเมย เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการเปิดการท่องเที่ยว ตำบลแม่สามแลบ ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมี นายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ เป็นผู้กล่าวรายงาน และมีหัวหน้าส่วนราชการ คณะผู้บริหาร อบต.แม่สามแลบ ผู้นำชุมชน โรงเรียนในพื้นที่ ประชาชน ผู้ให้บริการลานกางเต็นท์ ฯลฯ เข้าร่วมกิจกรรม

    นายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมุ่งสู่เส้นทางกลอเซโช ขอเน้นย้ำ เรื่องระมัดระวังในเรื่องความปลอดภัย ในการใช้เส้นทางสัญจร เนื่องจากเป็นถนนลูกรัง มีความสูงชันเป็นบางช่วง บางช่วงจะแคบ และ ยังมีความชื้น ทำให้ถนนยังลื่นได้ ประกอบกับนักท่องเที่ยวไม่ชำนาญเส้นทาง ขอให้เพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ นอกจากนี้ยังขอให้ช่วยกันรักษาความสะอาด ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ช่วยกันแยกขยะ และ ห้ามทิ้งขยะในป่า หรือไหล่ทาง

    สำหรับการท่องเที่ยวในพื้นที่ตำบลแม่สามแลบ รวม 24 พิกัดรวมม่อนแห่งขุนเขากลอเซโล ชื่อที่ถูกเรียกขานให้เข้าใจตรงกันของจุดชมวิวบนเทือกเขาชายแดนไทย-เมียนมา ฝั่งแม่น้ำสาละวิน ของอำเภอสบเมย โดยมีกำเนิดมาจากชื่อของผู้เฒ่า นาม “กลอเซ” ผู้ค้นพบและตั้งรกรากของกลุ่มชาวปกาเกอะญอ หมู่บ้านสุดห่างไกลที่ถูกล้อมไว้ด้วยขุนเขา ด้วยตำแหน่งในลักษณะของหุบเขาและติดริมแม่น้ำสาละวินที่กว้างใหญ่ โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเดินทาง : ปลายตุลาคม – กุมภาพันธ์ ของทุกปี

    ในแต่ละม่อนมีจุดบริการกางเต็นท์ นักท่องเที่ยวสามารถชื่นชมแต่ละม่อนดอยตามหมู่บ้านโดยแต่ละจุดจะมีความสวยงามและลักษณะเด่นแตกต่างกันออกไป อาทิ หมู่บ้านห้วยแห้ง จุดสูงสุดของกลอเซโล ที่สามารถชมวิวได้ทั้งพระอาทิตย์ขึ้น เหมือนอยู่บนมวลหมู่เมฆ และพระอาทิตย์ตก มีจุดบริการกางเต็นท์ ประมาณ 2 จุด ได้แก่ ม่อนกะละโกะโจ ม่อนดอยสามหมอก หมู่บ้านปู่คำ จุดชมวิวทะเลหมอกกลางหมู่บ้าน สามารถสัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวปะกาเกอะญอได้อย่างใกล้ชิด ให้บริการ 1 จุด

    ม่อนพอตะมีโจ หมู่บ้านบุญเลอ เป็นจุดชมวิว เห็นฝั่งวิวของแม่น้ำสาละวินซึ่งเป็นแม่น้ำกั้นพรมแดนไทย-เมียนมาและบางแห่งสามารถเห็นจุดบรรจบของแม่น้ำเมยและแม่น้ำสาละวินได้อย่างชัดเจนอีกด้วย ซึ่งมีจุดบริการกางเต็นท์ ประมาณ 8 จุด ได้แก่ ม่อนโจโค๊ะ ม่อนหมอกกลางดอย แค้มป์ปิ้ง ม่อนหมอกริมทางแคมป์ปิ้ง ม่อนคีรีวงศ์ ม่อนเดียวดายแคมป์ปิ้ง ม่อนชมดาว ม่อนเลเหง่โก๊ะ-ผาแดง ม่อนทะเลหมอกสองแผ่นดิน

    และหมู่บ้านกลอเซโล เป็นจุดที่อยู่ต่ำระดับกว่าลงมา เห็นทะเลหมอกยามเช้าตัดกับวิวทิวทัศน์ของหมู่บ้านอย่างชัดเจน ซึ่งมีจุดบริการกางเต็นท์ ประมาณ 9 จุด ได้แก่ ม่อนอิงดอย ม่อนพระอาทิตย์ตกดิน ขุนกลอเซโล ม่อนระบุโจ ม่อนกองโกยเดม่อนกลอเซโล (จุดแรกของกลอเซโล) ม่อนบลอโจ ม่อนชมเดือน ม่อนภพฟ้า ซึ่งจากเดิมมีอยู่ 20 ม่อน และ มีม่อนเพิ่มใหม่อีก 4 ม่อน เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1401618&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nYsVlbWu6fDTqeHezAGeQ

  • น่านยกระดับท่องเที่ยวปั๊มรายได้กว่า 200 ล้าน ปูพรหมเจ้าภาพระดับภูมิภาค

    น่านยกระดับท่องเที่ยวปั๊มรายได้กว่า 200 ล้าน ปูพรหมเจ้าภาพระดับภูมิภาค

    นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการผลักดันการท่องเที่ยว ผ่านงาน NAN : THE LEGACY OF LOVE ศรีนคราฟื้นฟ้า สิเนหาสถิตในแผ่นดิน งานสืบสานประเพณี วัฒนธรรม และเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นแรงบันดาลใจแห่งความรักของผืนแผ่นดินไทย ผ่านแสง สี เสียง และศิลปะร่วมสมัย

    ทั้งนี้ ตั้งเป้าดึงดูดผู้เข้าร่วมงาน ประมาณ 100,000 คน แบ่งเป็น ชาวจังหวัดน่านและพื้นที่ใกล้เคียง 70% นักท่องเที่ยวจากต่างจังหวัด 30% โดยคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าเศรษฐกิจหมุนเวียนไม่น้อยกว่า 150–200 ล้านบาท

    นอกจากนี้ การดำเนินการจัดงานดังกล่าวยังเป็นการต่อยอดยกระดับศักยภาพสู่การเป็นเจ้าภาพจัดงานใหญ่ระดับภูมิภาคในอนาคต

    น่านยกระดับท่องเที่ยวปั๊มรายได้กว่า 200 ล้าน ปูพรหมเจ้าภาพระดับภูมิภาค

    สำหรับงานดังกล่าวนี้ จะมีนิทรรศการจากรอยพระบาทแรก สู่รอยรักนิรันดร์ ถ่ายทอดพระราชกรณียกิจเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินจังหวัดน่าน รวมถึงแกลเลอรีรักน่านที่บอกเล่าความงามของผืนล้านนา ผ่านสายตาของช่างภาพและศิลปิน 

    และร่วมสวมใส่ผ้าไทยที่แม่รัก แต่งกายด้วยผ้าไทย เพื่อเทิดพระเกียรติในฐานะองค์อุปถัมภ์ผ้าไทยของแผ่นดิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/644792&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BYk-fvo9pc9NQITQyZl_9

  • รวบ “จีนเทา” แตกทัพสแกมเมอร์จากกัมพูชา แอบค้ายาเสพติด-เห็ดขี้ควาย บนเกาะพะงัน

    รวบ “จีนเทา” แตกทัพสแกมเมอร์จากกัมพูชา แอบค้ายาเสพติด-เห็ดขี้ควาย บนเกาะพะงัน

    ตำรวจรวบ “จีนเทา” แตกทัพจากการปราบสแกมเมอร์ที่กัมพูชา ลักลอบเข้ามาค้ายาบนเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี พบของกลางทั้งยาเสพติดและเห็ดขี้ควาย เจ้าตัวรับสารภาพหาเงินมาใช้จ่าย

    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ภายใต้การสั่งการของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. ที่เน้นย้ำให้สถานีตำรวจท่องเที่ยวทุกพื้น ที่กวดขันพฤติกรรมชาวต่างชาติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในช่วงฤดูท่องเที่ยว ช่วงไฮซีซั่น จึงได้มอบหมายสั่งการให้ พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สว.ส.ทท.5 กก.2 บก.ทท.3 พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม บูรณาการร่วม ภายใต้การอำนวยการสั่งการของ นายไพสิฐ ทองเจิม ปลัดอาวุโสอำเภอเกาะพะงัน พ.ต.อ.อภิชาต จันทร์สำเร็จ ผกก.สภ.เกาะพะงัน พ.ต.ท.หญิง สงวนทรัพย์ ลาภสนอง สว.ตม.จว.สุราษฎร์ธานี นำโดย พ.ต.ต.อภิภัทร เพชรรักษ์ สวป.สภ.เกาะพะงัน ร.ต.อ.สิริวัฒน์ สมหวัง รอง สว.ตม.จว.สุราษฏร์ธานี

    ได้ร่วมเข้าทำการจับกุม นายหยุนหลง พู่ Mr.Yunlong Pu สัญชาติจีน อายุ 40 ปี ที่บ้านพักไม่มีบ้านเลขที่ หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านใต้ อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ตำรวจท่องเที่ยว ได้สืบทราบว่ามีบุคคลสัญชาติจีน แอบลักลอบเข้าประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย และมีพฤติกรรมลอบจำหน่ายยาเสพติดให้กับนักท่องเที่ยว จึงได้เฝ้าติดตามพฤติกรรม สังเกตการณ์ จนพบบุคคลต้องสงสัย เดินเข้าออกที่บ้านพักดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และพูดคุยกับชายลักษณะคล้ายคนจีน ที่สวมเสื้อยืดสีดำ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องด้วยกัน

    จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว ได้ร่วมกันวางแผนร่วมกับ ตม.และกำลังเจ้าหน้าที่ ได้แสดงตัวเข้าตรวจสอบ เมื่อนายหยุนหลง เห็นเจ้าหน้าที่ เกิดตกใจ และได้พยายามวิ่งหลบหนี และ ปิดประตูบ้านพักไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าจับกุม แต่เจ้าหน้าที่สามารถติดตาม และ เข้าควบคุมตัวไว้ได้ในทันที จากการตรวจสอบ และ ตรวจค้นห้องพักของ นายหยุนหลง เจ้าหน้าที่แทบอึ้ง พบยาเสพติดจำนวนมาก และ ยังอุปกรณ์การเสพยาวางอยู่บนโต๊ะกลางบ้าน

    และพบ ยาอี (Ecstasy) (ประเภท 1) จำนวน 96 เม็ด MDMA (ประเภท 1) น้ำหนักเฉพาะยา 4.8 กรัม เห็ดขี้ควาย (ประเภท 5) จำนวน 285.2 กรัม และ ยาเสพติดชนิดอื่น ๆ (LSD) อุปกรณ์การเสพ เจ้าหน้าที่จึงได้บันทึกภาพไวเป็นหลักฐาน พร้อมทำการตรวจยึดไว้เป็นของกลาง พร้อมควบคุมตัว นายหยุนหลง ไปทำการสอบปากคำที่ หน่วยบริการตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงัน

    ในเบื้องต้น จากการสอบสวน นายหยุนหลง ให้การยอมรับสารภาพว่า ตน ได้ลักลอบเข้าประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย โดยจ่ายเงินจำนวน 20,000 บาท ให้กับชาย “ชาวกัมพูชา” ไม่ทราบชื่อ เพื่ออำนวยความสะดวกในการลักลอบข้ามแดน และ ยอมรับว่าได้สั่งซื้อยาเสพติดทั้งหมด มาจากชายชาวรัสเซียผ่านแอปพลิเคชัน โดยสั่งมาในปริมาณมากเพื่อนำมาแบ่งจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอเกาะพะงัน

    ทางเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม จึงได้แจ้งข้อกล่าวหา นายหยุนหลง พู่ Mr.Yunlong Pu หนุ่มจีนรายนี้ จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาอี) และประเภท 5 (เห็ดขี้ควาย) โดยมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจาย มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (LSD และ MDMA) ไว้ในครอบครองเพื่อเสพโดยผิดกฎหมาย ซ่อนเร้น จำหน่าย พาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่เข้ามาในราชอาณาจักร โดยยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้อง เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่ได้นำตัว นายหยุนหลง พู่ พร้อมของกลางทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

    ด้าน พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สว.ส.ทท.5 กก.2 บก.ทท.3 กล่าวว่า สำหรับเคสนี้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมเฝ้าติดตาม พฤติกรรมกลุ่มชาวต่างชาติเป้าหมายชาวจีน เข้ามาอยู่ในพื้นที่เกาะพะงัน จนทราบว่า มีชาวจีนหลบหนีการกวาดล้าง กลุ่มสแกมเมอร์จากประเทศกัมพูชา หลบหนีเข้ามาแอบพักอาศัย ในพื้นที่ตำรวจท่องเที่ยวเฝ้าติดตามสืบสวนจนแน่ชัด บุคคลดังกล่าวได้หลบหนีเข้ามาซ่อนตัวในพื้นที่ และรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จึงสั่งการให้วางแผนเข้าจับกุมตัวได้ในครั้งนี้ พร้อมยาเสพติดจำนวนมาก ซึ่งผู้ต้องหารับสารภาพว่าตนเองรับยาจากชาวต่างชาติรัสเซียจริง นำมาขายเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายเนื่องจากตนเอง หลบหนีเข้าเมืองเข้ามาแอบในประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/category/452086&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TumQfcsw1noTmLCQQxLGP

  • แก๊งขนปุย หมาวัดขวัญใจนักท่องเที่ยว สร้างสีสันบรรยากาศท่องเที่ยวด้วยความน่าเอ็นดู

    แก๊งขนปุย หมาวัดขวัญใจนักท่องเที่ยว สร้างสีสันบรรยากาศท่องเที่ยวด้วยความน่าเอ็นดู

    แก๊งขนปุย หมาวัดขวัญใจนักท่องเที่ยว ฝรั่งหลงความน่ารักขี้อ้อนโดนตกไปหลายคน สร้างสีสันบรรยากาศท่องเที่ยวด้วยความน่าเอ็นดู

    ผู้สื่อข่าวพาไปชมความน่ารักน่าเอ็นดูของสุนัขที่อาศัยอยู่ภายในวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร อ.เมืองเชียงใหม่ ที่ไม่เพียงแค่มาอาศัยอยู่กินเฉยๆ แต่ยังทำหน้าที่เป็นพนักงานคอยต้อนรับประชาชนและนักท่องเที่ยวผู้มาเยือนด้วยการแจกความน่ารักสดใส จนทำให้แก๊งน้องหมาวัดเจดีย์หลวงกลายเป็นขวัญใจนักท่องเที่ยวไปแล้ว

    นักท่องเที่ยวที่มีทั้งคนไทยและต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวชมวัดเจดีย์หลวง แวะเข้าไปเล่นกับหมาวัดนับสิบตัวที่มาประจำการแจกความน่ารักที่บริเวณลานเจดีย์หลวง ทุกตัวมีนิสัยใจดีขี้อ้อน เป็นมิตรกับทุกคนที่แวะเวียนมาหา นักท่องเที่ยวหลายคนเล่นและถ่ายภาพกับแก๊งหมาจนลืมเวลากลับ ขณะที่คนรักแมวรักหมาต่างหาเวลามาเที่ยวหาหมาวัดแก๊งนี้เป็นประจำ

    สมาชิกแก๊งหมาวัดเจดีย์หลวงทั้งหมดเป็นสุนัขที่ตกทุกข์ได้ยาก ทั้ง สุนัขถูกทิ้ง สุนัขป่วย ถูกทำร้าย รวมไปถึงสุนัขที่ญาติโยมนำมามอบให้ โดยตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา พระครูอ๊อดวัดเจดีย์หลวง ได้อุปการะช่วยเหลือสุนัขเหล่านี้จำนวนมาก หลายตัวจากไปตามอายุไข ปัจจุบันยังมีมากกว่า 17 ตัวอาศัยอยู่ภายในวัด

    และแทบไม่น่าเชื่อว่าสุนัขแต่ละตัวมีเรื่องราวต่างกัน บางตัวเคยเป็น “แม่พันธุ์ถูกทิ้ง” เมื่ออายุมากจนไม่สร้างประโยชน์ให้เจ้าของ บางตัวเป็นสุนัขวัดที่เกิดและโตมากับสามเณร บางตัวถูกทำร้ายหรือถูกทิ้งไว้ในสภาพย่ำแย่ ก่อนถูกนำมารักษา บางตัวเป็นสุนัขขี้เล่นจนกลายเป็นดาวดังโลกออนไลน์ เช่น “ซูโม่” อเมริกันบูลลี่ตัวอ้วนตุ้ยนุ้ย ที่เคย “วิ่งหนีออกกำแพงวัด” จนเกิดภารกิจตามหาวุ่นวายหลายครั้ง ทำเอาแฟนคลับเอ็นดูจนกลายเป็นไวรัลในโลกโซเชียล

    โดยทางวัดบอกว่า สุนัขมีอายุเฉลี่ยเพียงราว 15 ปี ถ้ารับเขามา ก็ต้องให้เขากิน ให้อยู่ดี ดูแลเวลาเจ็บป่วยและไม่ทอดทิ้งในวาระสุดท้ายของชีวิต ทุกเย็นแก๊งน้องหมาจะถูกปล่อยให้ออกมาวิ่งเล่นบริเวณลานพระเจดีย์หลวง ท่ามกลางนักท่องเที่ยวจำนวนมาก บางคนมองว่าเป็นกิจกรรมฟื้นฟูใจ บางคนเดินทางมาเพราะติดตามเรื่องราวของน้องหมาวัดเจดีย์หลวงจากโซเชียล จนทำให้สุนัขเหล่านี้มีแฟนคลับเฉพาะกลุ่มที่คอยแวะมาเยี่ยมเยียนไม่ขาดสาย

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3828644/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ksRgFXpyPW_us_lW-s23r

  • เชียงใหม่สุดปัง ปี 2568 นักท่องเที่ยวมาเยือนเกือบ 10 ล้านคน เงินสะพัดกว่า 87,000 ล้านบาท

    เชียงใหม่สุดปัง ปี 2568 นักท่องเที่ยวมาเยือนเกือบ 10 ล้านคน เงินสะพัดกว่า 87,000 ล้านบาท

    เชียงใหม่สุดปัง ปี 2568 นักท่องเที่ยวมาเยือนเกือบ 10 ล้านคน เงินสะพัดกว่า 87,000 ล้านบาท เลขาฯ รมต.ท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวเชียงใหม่ รับข้อเสนอของภาคเอกชนไปพิจารณา และตรวจความพร้อมสนามกีฬา 700 ปีเชียงใหม่ เตรียมเปิดสนามฟุตบอลซีเกมส์นัดแรก เข้าชมฟรี 5 ธันวาคมนี้

    วันนี้ (22 พ.ย.68) นายนรพล ตันติมนตรี เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมหารือการเตรียมความพร้อมด้านการท่องเที่ยวและด้านความปลอดภัยในช่วงไฮซีซั่น โดยมีนายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง องค์กรด้านการท่องเที่ยว และผู้ประกอบการท่องเที่ยว เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่

    ที่ประชุมได้รายงานสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยว มาตรการรักษาความปลอดภัย และการเตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่น ของจังหวัดเชียงใหม่ โดยช่วงเดือนมกราคม – ตุลาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวเข้ามายังจังหวัดเชียงใหม่รวมกว่า 9,358,000 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 3.96 สร้างรายได้รวมกว่า 87,738 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 4.02 ในส่วนของภาคเอกชนได้นำเสนอปัญหาและข้อเรียกร้องให้รัฐบาลได้เร่งหาแนวทางแก้ไข เช่น เชียงใหม่ที่เดียว กิน เที่ยว ประชุม ผลักดันการจัดประชุมทั้งของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน การจัดกิจกรรมอีเวนท์ระดับประเทศหรือระดับโลก การจัดแข่งขันกีฬาประเภทแอดเวนเจอร์ระดับโลก การเสนอขอปลดล็อคโซนนิ่งสถานบริการซึ่งใช้บังคับมาเป็นเวลานาน ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของเมืองเชียงใหม่ในปัจจุบัน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้ยื่นขออนุญาตอย่างถูกต้อง ขณะที่ผู้แทนการท่องเที่ยวโดยชุมชน (CBT) ได้ขอสนับสนุนการให้องค์ความรู้แก่สมาชิกและผู้ประกอบการในชุมชน เพื่อให้สามารถรองรับการให้บริการนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาในพื้นที่ชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างความประทับใจ ด้านการคมนาคมโดยเฉพาะการเดินทางโดยเครื่องบินที่มักจะมีความแออัดในช่วงเทศกาล ท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้กำหนดแผนปรับปรุงท่าอากาศยานเชียงใหม่ โดยจะดำเนินการสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2572 และแผนปรับปรุงอาคารผู้โดยสารหลังเดิมคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2576 ซึ่งจะทำให้ท่าอากาศยานเชียงใหม่รองรับผู้โดยสารได้ถึง 20 ล้านคนต่อปี

    ภายหลังการประชุม เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจติดตามการเตรียมความพร้อมสนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี เป็นหนึ่งในสถานที่จัดการแข่งขันฟุตบอลชายรอบแรกในกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ โดยจังหวัดเชียงใหม่มีความพร้อมเป็นอย่างมากสำหรับการแข่งขันรายการดังกล่าว เปิดสนามคู่แรก ในวันที่ 5 ธันวาคม 2568 เวลา 16.00 น. ระหว่างทีมชาติอินโดนีเซียกับทีมชาติสิงคโปร์ และคู่ที่ 2 เวลา 19.00 น. ระหว่างทีมชาติมาเลเซียกับทีมชาติฟิลิปปินส์ และจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าชมการแข่งขันฟรี

    สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่ ข่าว/ภาพ

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/chiangmai/3828512/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1D9YLa6hx658Ftnm53-y1I

  • อช.ดอยอินทนนท์ อุณหภูมิแตะ 4 องศา พบ “เหมยขาบ” ปกคลุมยอดดอย ต้อนรับฤดูท่องเที่ยวหน้าหนาว

    อช.ดอยอินทนนท์ อุณหภูมิแตะ 4 องศา พบ “เหมยขาบ” ปกคลุมยอดดอย ต้อนรับฤดูท่องเที่ยวหน้าหนาว

    เช้าวันนี้ (24 พ.ย. 68) บรรยากาศบนยอดดอยอินทนนท์ “หลังคาของสยาม” หนาวเย็นจัด อุณหภูมิลดต่ำลงต่อเนื่องจนแตะจุดเยือกแข็ง เป็นสัญญาณบ่งชี้การเริ่มต้นของฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ โดยอุณหภูมิต่ำสุดที่ กิ่วแม่ปาน วัดได้ 4 องศาเซลเซียส ขณะที่ ยอดดอยอินทนนท์ อยู่ที่ 5 องศาเซลเซียส

    ไฮไลท์ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักท่องเที่ยว คือการปรากฏตัวของ “เหมยขาบ” หรือน้ำค้างแข็ง ซึ่งปกคลุมพื้นหญ้าบริเวณลานจอดรถยอดดอยอินทนนท์ อย่างหนาแน่นและงดงาม เนื่องจากอุณหภูมิยอดหญ้าลดลงต่ำถึง 0.7 องศาเซลเซียส ทำให้เกิดผลึกน้ำแข็งทอประกายระยิบระยับ ดึงดูดให้ผู้มาเยือนจำนวนมากบันทึกภาพความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่หาชมได้ยากนี้

    นอกจากนี้ คุณภาพอากาศบนยอดดอยยังคงอยู่ในเกณฑ์ “ดีมาก” ถือเป็นโอกาสอันดีเยี่ยมในการพักผ่อนและสูดอากาศบริสุทธิ์ท่ามกลางความสมบูรณ์ของธรรมชาติ
    อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ขอเน้นย้ำให้นักท่องเที่ยวทุกคนเตรียมความพร้อมด้านเครื่องนุ่งห่มกันหนาวให้เพียงพอต่อสภาพอากาศที่หนาวเย็นจัด และขอความร่วมมือ ขับขี่ด้วยความระมัดระวังตลอดเส้นทาง โดยเฉพาะการใช้เกียร์ต่ำ เนื่องจากถนนอาจเปียกชื้นและลื่นจากน้ำค้างหรือเหมยขาบ เพื่อความปลอดภัยและความสุขในการท่องเที่ยวอย่างเต็มที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/61740&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gUqoD9mTP3VX5Kpf9Mu4i