Category: ท่องเที่ยว

  • คณะการท่องเที่ยวฯ DPU ผนึกเชฟเอียน เปิดครัวจริงเสิร์ฟความรู้ ปั้นเชฟรุ่นใหม่สู่มืออาชีพ

    คณะการท่องเที่ยวฯ DPU ผนึกเชฟเอียน เปิดครัวจริงเสิร์ฟความรู้ ปั้นเชฟรุ่นใหม่สู่มืออาชีพ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/quality-of-life/education/112547&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00uxk3cEdggiLGEtQEojce

  • (เพิ่มเติม)กลยุทธ์การลงทุนรอบบ่ายวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568

    (เพิ่มเติม)กลยุทธ์การลงทุนรอบบ่ายวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568

              กลยุทธ์การลงทุนรอบบ่าย รวบรวมจากบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ประจำวันนี้     โบรกเกอร์       แนวรับ              แนวต้าน          กลยุทธ์                                                                        จากบทวิเคราะห์     ASL            1,250-1,248        1,263           ดัชนีแกว่งตัวออกด้านข้าง ระหว่างวันให้เน้นยืนที่แนวรับ 1,250-1,248 จุด ไม่ควรต่ำกว่า           Afternoon Trade                                         1,270           แนวต้าน 1,263/1,270 จุด      CGSI           1,250              1,265           แนวโน้มลงทดสอบ 1,235 จุด แนวต้าน 1,270 จุด                                       Trading Picks (PM)                   1,235              1,270             GLOBLEX        1,250              1,260           คาดดัชนีในภาคบ่ายยังแกว่งตัวผันผวนระหว่างวัน โดยมีแรงกดดันจาก Rebalance                 Afternoon Call Action Notes                                                        ของดัชนี MSCI เย็นนี้ มองกรอบดัชนีภาคบ่าย 1,250-1,260 จุด       KINGSFORD      1,250-1,255        1,260-1,265     ภาคบ่ายวางแนวรับดัชนี SET ที่ 1,250-1,255 จุด แนวต้าน 1,260-1,265 จุด                 Stock Forecast     KSS            1,253              1,265           คาด SET Index บ่ายนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 1,253-1,265 จุด ให้น้ำหนักฝั่งบวก                 Stock of the town PM                                                         คาดหวังดัชนีกลับไปเล่นเหนือโซน 1,260 จุด ได้ ธีมดอกเบี้ยขาลงกลับมาเป็นความหวังให้กับตลาด                                                                                     ผสานภาคท่องเที่ยวฟื้นตัว และรัฐบาลทยอยออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง                                                                                                     บ่ายนี้ยังอิงกลุ่มได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยลงและภาคท่องเที่ยวฟื้นตัว

    โดย พัชรี มัยด้อหล้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRAN0IQ61WH2HWWXFF7IO9TFDF22WASI&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kzgixkW8L_UoXCPEXUMiy

  • นักท่องเที่ยวตกค้างในรร.นับพัน

    นักท่องเที่ยวตกค้างในรร.นับพัน

    วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    นักท่องเที่ยวตกค้างในรร.นับพัน

    ‘หาดใหญ่’จมบาดาล

    มรสุมพัดถล่มหนักถึง25พ.ย.นี้

    16อำเภอสงขลาท่วมหนัก

    3จังหวัดชายแดนใต้อ่วม

    หาดใหญ่อ่วม! น้ำล้อมสนามบิน นักท่องเที่ยวตกค้างนับพัน ยันยังเปิดให้บริการปกติ ผู้ว่าฯสงขลาประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัย สั่งเร่งอพยพ-ระดมกำลังทุกหน่วยรับมือ หลัง 16 อำเภอท่วมหนัก 4.6 แสนคน เดือดร้อน  อุตุฯใต้เตือนร่องมรสุมและมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพาดผ่าน ฝนยังตกหนักต่อเนื่องถึง25พ.ย.ปัตตานีฝนไม่พัก ถนนย่านเศรษฐกิจจม ท่วมสูง40ซม.บางแห่งรถเล็กวิ่งไม่ได้ เขื่อนเร่งระบายเตรียมรับมวลน้ำจากยะลา‘สตูล’วิกฤตน้ำท่วม-ดินสไลด์ เด็ก9ขวบดับ ประกาศ‘เขตภัยพิบัติ’ทั้งจังหวัด ‘ยะลา’วิกฤติขยายวงกว้าง ฝนตกหนักต่อเนื่อง4วัน มวลน้ำทะลักเข้าเขตเทศบาล สั่งเตือน10ชุมชนเสี่ยงภัยอพยพด่วน ด้านแม่น้ำสายบุรียังเอ่อท่วมหลายหมู่บ้านในอ.รามัน‘พัทลุง’ยังท่วมสูง5อำเภอเขตภัยพิบัติ

    เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่เทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา พร้อมทั้งหารือกับนายกฤษฎา พุกะทรัพย์ ผอ.ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่น.ส.จิราวดี อ่อนวงศ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสงขลาน.ส.อุไรวรรณ จันลาภ ผู้อำนวยการการกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดสงขลา รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

    นายอรรถกรได้ประสานหน่วยที่เกี่ยวข้องในการจัดการส่งอาหารและน้ำดื่มให้นักท่องเที่ยวที่ติดค้างในโรงแรมที่พัก และช่วยเหลือนักท่องเที่ยวตามคำร้องขอของกงสุล ส่วนการบริหารจัดการภายในสนามบินหาดใหญ่ ให้ทางสนามบินจัดตั้งจุดขอความช่วยเหลือ และให้ตำรวจท่องเที่ยวร่วมกับเจ้าหน้าที่ TAC ในการรับเรื่อง

    นทท.นับพันตกค้างน้ำล้อมสนามบิน

    นายอรรถกรเปิดเผยว่า ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวหลายร้อยคนติดค้างกระจายตามโรงแรม เนื่องจากระดับน้ำสูงเกินกว่ารถทั่วไปจะเข้าถึงได้ ซึ่งร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้เร่งดูแลนักท่องเที่ยวทุกคนอย่างใกล้ชิด และสั่งการให้กรมชลประทานจัดบรรทุก 10 ล้อในการอำนวยความสะดวกส่งอาหาร น้ำดื่ม และรับนักท่องเที่ยวที่ติดค้างในโรงแรมที่พักออกมายังศูนย์พักพิง หรือสนามบิน โดยประสานปฏิบัติกับตำรวจท่องเที่ยวตลอด 24 ชั่วโมง

    นายอรรถกรกล่าวว่า ภายใน 2-3 วันนี้จะมีผู้โดยสายตกค้างประมาณ 800-1,000 คน เนื่องจากการเดินทางเข้าตัวเมืองทำได้ลำบาก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจึงได้ประสานให้สนามบินจัดจุดช่วยเหลือ พร้อมจัดเตรียมน้ำดื่ม อาหาร แปรงสีฟัน ยาสีฟัน และของใช้จำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องพักค้าง โดยเฉพาะจุดปฐมพยาบาลและโซนห้องน้ำต้องเพียงพอต่อความต้องการ โดยตนกำชับตำรวจท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่ TAC ได้จัดเวรผลัดเปลี่ยนให้การดูแลตลอด 24 ชั่วโมงทุกหน่วยงานได้เร่งปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มกำลัง ทั้งจังหวัดสงขลา เทศบาลนครหาดใหญ่ ตำรวจท่องเที่ยว หน่วยงานท้องถิ่น รวมถึงภาคเอกชนที่ร่วมสนับสนุนอาหารและน้ำดื่ม เพื่อช่วยเหลือประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ ประเมินว่าสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายช่วง 2-3 วันนี้ หากไม่มีฝนตกหนักลงมาเพิ่มเติม ก็จะทำให้การระบายน้ำสามารถดำเนินได้เต็มประสิทธิภาพ” นายอรรถกรกล่าว

    ยันสนามบินยังเปิดให้บริการปกติ

    นายกฤษฎา พุกะทรัพย์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานหาดใหญ่ พร้อมด้วยผู้บริหาร และสายการบินที่ให้บริการ อาทิ สายการบินไทย สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส สายการบินไทยเวียตเจ็ทแอร์ และสายการบินไทย แอร์เอเชีย ร่วมกันจัดหาอาหารและน้ำดื่มไว้คอยอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารตกค้างในสนามบินทั้งนี้ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ยังคงเปิดให้บริการสนามบินทั้งขาเข้าและขาออก สำหรับผู้โดยสารที่มีความประสงค์จะเดินทางเข้าออกระหว่างตัวเมืองหาดใหญ่ และท่าอากาศยานหาดใหญ่ กองบิน 56 และ มทบ.42 ได้จัดรถให้บริการรับส่งสนามบิน ‘หาดใหญ่-แยกสนามบินใน-เซ็นทรัลเฟสติวัล หาดใหญ่’ เพื่อรับส่งผู้โดยสารเข้าตัวเมือง โดยผู้โดยสารสามารถติดต่อใช้บริการได้ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ของท่าอากาศยาน

    สงขลาเร่งอพยพคนติดค้างในโรงแรม

    ศาลากลางจังหวัดสงขลา นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานประชุมศูนย์บัญชาการเหตุการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินถล่ม จังหวัดสงขลา ประจำปี 2568 เพื่อประเมินสถานการณ์อุทกภัยที่กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมวางมาตรการช่วยเหลือและอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง โดยมีคณะผู้บริหารจังหวัด ทหาร ตำรวจ ส่วนราชการ อปท. และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม

    นายรัฐศาสตร์เผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยเน้นย้ำความห่วงใยถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมสั่งให้ทุกหน่วยเร่งตั้งศูนย์อพยพเพิ่มเติม และสนับสนุนเครื่องมือยานพาหนะที่จำเป็น เช่น รถยกสูงของทหาร รถ ปภ. เรือท้องแบน รวมทั้งร้องขอให้ทุกหน่วยงานที่มีเรือเตรียมสนับสนุนทันที เพื่อเร่งเข้าช่วยเหลือเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยและกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก นอกจากนี้ ได้ประสานฝ่ายทหารเร่งอพยพประชาชนที่ยังติดค้างตามโรงแรมต่างๆ หลังมีประกาศตัดไฟในบางพื้นที่

    สำหรับการช่วยเหลือเบื้องต้น เหล่ากาชาดจังหวัดสงขลาและองค์การบริหารส่วนจังหวัด ได้จัดทำข้าวกล่องวันละ 20,000 กล่องเพื่อกระจายสู่ทุกอำเภอ ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดกำชับทุกฝ่ายให้ประสานงานใกล้ชิด รับโทรศัพท์ทุกสายเพื่อให้การสั่งการของนายกรัฐมนตรีเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในส่วนของการเยียวยาหลังน้ำลดที่ต้องดำเนินการทันที

    มรสุมถล่มใต้ตอนล่างถึ25พย.

    ขณะเดียวกัน ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก รายงานว่า ร่องมรสุมกำลังแรงพาดผ่านอ่าวไทยตอนล่างเข้าสู่ภาคใต้ตอนล่าง ระหว่างวันที่ 23-25 พฤศจิกายน ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่ยังคงมีกำลังแรง ทำให้พื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง รวมถึงจังหวัดสงขลา มีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายแห่ง โดยอำเภอเทพา นาทวี สะบ้าย้อย ระโนด กระแสสินธุ์ และ คาบสมุทรสทิงพระ เป็นพื้นที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษ

    16อภ.สงขลาอ่วม-4.6แสนคนเดือดร้อน

    สำหรับสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดสงขลา ยังคงรุนแรงต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 19-23 พฤศจิกายน ส่งผลให้ 16 อำเภอ 100 ตำบล 637 หมู่บ้านได้รับน้ำท่วม กระทบประชาชนกว่า 465,000 คน ต้องอพยพ 235 คน แต่ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต โดยอำเภอหาดใหญ่ รัตภูมิ และนาหม่อม ถูกจัดเป็นพื้นที่รุนแรง “ระดับหนักมาก” โดยเฉพาะหาดใหญ่ซึ่งมีผู้ได้รับผลกระทบกว่า 243,000 คน น้ำท่วมขังหลายจุดในเขตเมือง และคลองสายหลักอย่างคลองอู่ตะเภาเริ่มมีระดับน้ำสูงใกล้ล้นตลิ่ง ขณะที่อำเภอระโนดยังเผชิญวาตภัยกระทบกว่า 700ครัวเรือน เพื่อเร่งแก้ไขสถานการณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา สั่งตั้ง “ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ส่วนหน้าอำเภอหาดใหญ่” พร้อมมอบหมายให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ เพื่อกำกับการอพยพ จัดกำลังเจ้าหน้าที่ และประสานอุปกรณ์ช่วยเหลือทุกหน่วยงาน โดยหน่วยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเพิ่มกำลังสนับสนุนเต็มที่ โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำกว่า 80 เครื่องใน 68 จุด เพื่อระบายน้ำออกจากชุมชน พร้อมส่งเรือท้องแบนจำนวนมากเข้าสนับสนุนการช่วยเหลือ

    หาดใหญ่-เทพาจุดวิกฤติสำคัญ

    ขณะเดียวกัน ทหาร ตำรวจ ตชด. อปพร. และจิตอาสา เข้าช่วยอพยพประชาชนและอำนวยความสะดวกด้านการจราจรกว่า 40 คัน ในอ.หาดใหญ่และอ.เทพา ซึ่งเป็นจุดวิกฤตสำคัญด้านความเสียหายเบื้องต้นพบว่ามีบ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 1 หลัง บางส่วน 3 หลัง ร้านค้า โรงเรียน และวัดได้รับผลกระทบหลายแห่ง ถนนหลายสายถูกน้ำท่วมรวมถึงพื้นที่เกษตรกว่า 4,000 ไร่ ทั้งนาข้าว พืชไร่ สวนผลไม้ และบ่อปลา สร้างความเดือดร้อนแก่เกษตรกรจำนวนมากในพื้นที่เสี่ยง เช่น รัตภูมิ กระแสสินธุ์ และสทิงพระ

    ผู้ว่าฯสงขลากล่าวอีกว่า แม้ร่องมรสุมมีแนวโน้มเคลื่อนตัวออกสู่ทะเลอันดามันหลังวันที่ 24 พฤศจิกายน แต่ระดับน้ำในลำคลองหลายสายยังคงสูงและต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยยังคงจัดเวรเฝ้าติดตามตลอด 24 ชั่วโมง โดยเน้นพื้นที่เสี่ยง ได้แก่ หาดใหญ่ นาหม่อม รัตภูมิ และระโนด พร้อมขอให้ประชาชนติดตามประกาศเตือนภัยจากหน่วยงานรัฐต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

    ปัตตานี12อภ.ท่วมขังวงกว้าง

    ที่จ.ปัตตานี สภาพอากาศในพื้นที่ยังมีเมฆปกคลุมหนาแน่นทั้ง 12 อำเภอ และมีฝนตกหนักต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันหลายจุด โดยเฉพาะพื้นที่ติดกับภูเขา พื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ที่มีปัญหาระบายน้ำไม่ทัน ขณะนี้พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่ อำเภอทุ่งยางแดงมายอยะรังปะนาเระยะหริ่งสายบุรีหนองจิก และอำเภอเมืองปัตตานี ซึ่งต่างประสบปัญหาน้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และน้ำท่วมขังเป็นวงกว้าง

    เขื่อนแม่ลานเร่งระบายน้ำรอมวลน้ำจากยะลา

    ด้านเขื่อนแม่ลาน อ.แม่ลาน จังหวัดปัตตานี ได้เปิดประตูระบายน้ำทุกบานเพื่อเร่งระบายน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำ ป้องกันปริมาณน้ำล้นอ่าง โดยเตรียมรับมวลน้ำก้อนใหญ่จากจังหวัดยะลาที่กำลังไหลบ่าสมทบ ก่อนน้ำทั้งหมดจะเข้าสู่พื้นที่อำเภอเมืองปัตตานีและไหลออกสู่ทะเล ขณะเดียวกันบางพื้นที่ริมน้ำในจังหวัดปัตตานีเริ่มพบว่าน้ำเอ่อล้นตลิ่งแล้ว

    ถนนย่านศก.น้ำสูง40ซม.

    สำหรับเขตเทศบาลเมืองปัตตานี หลังจากมีฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันหลายจุด โดยเฉพาะย่านเศรษฐกิจถนนยะรังถนนพิพิธถนนฤาดีถนนรามโกมุทถนนนาเกลือ และถนนเจริญประดิษฐ์ ซึ่งมีระดับน้ำสูงประมาณ 20–30 เซนติเมตร บางจุดสูงถึง 40 เซนติเมตร ส่งผลให้ถนนจมอยู่ใต้น้ำ บ้านเรือนและร้านค้าหลายแห่งถูกน้ำไหลเข้าท่วม ขณะที่รถขนาดเล็กบางเส้นทางไม่สามารถสัญจรได้ อีกทั้งพบรถจักรยานยนต์หลายคันเสียหาย ถูกจอดทิ้งไว้บนเกาะกลางถนนเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ปภ.จ.ปัตตานีแจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำปัตตานียกของขึ้นที่สูงเพื่อความปลอดภัยจากสถานการณ์น้ำล้นตลิ่ง พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือและเคลื่อนย้ายประชาชนในจุดที่น้ำท่วมสูงไปยังพื้นที่ปลอดภัย

    สตูลอพยพปชช.พ้นพื้นที่เสี่ยงโคลนถล่ม

    ผู้สื่อข่าว จ.สตูล รายงานว่าหลังเกิดเหตุสลดจากอุทกภัยใน จ.สตูล เมื่อดินสไลด์จากเชิงเขาถล่มทับบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ ต.ควนกาหลง ทำให้เด็กหญิงวัย 9 ขวบเสียชีวิตขณะกำลังนอนอยู่ในห้องนอน เมื่อเวลาประมาณ 10.00น.วันที่ 22พฤศจิกายนที่ผ่านมา ส่วนพี่ชายได้รับบาดเจ็บและนำส่งโรงพยาบาลควนกาหลงนั้น นายคณิต คงช่วย รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล พร้อมนายธนภัทร เด่นบูรณะ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสตูล นายอำเภอควนกาหลง ปภ.สตูล นายก อบต.ควนกาหลง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ให้กำลังใจและแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมมอบปัจจัยช่วยเหลือเบื้องต้น และร่วมสวดอภิธรรมศพ โดยศพตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดเหนือคลอง หมู่ 11 ต.ควนกาหลง

    นายคณิต ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ สั่งการด่วนให้อพยพชาวบ้านที่อาศัยอยู่พื้นที่เสี่ยงดินโคลนถล่มซ้ำซากบริเวณเชิงเขาจำนวน 30 ครัวเรือน ให้ย้ายไปยังศูนย์อพยพที่ทางจังหวัดจัดเตรียมไว้ หรือไปพักอาศัยกับญาติชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยและป้องกันการสูญเสียซ้ำรอย

    ขณะที่นายจตุพล แคล้วคลาด ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 11 เล่าว่า การเข้าช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากดินทับถมจนไม่สามารถระบุจุดที่เด็กติดอยู่ ใช้เวลากว่า 30 นาทีจึงนำร่างขึ้นมาได้ มวลน้ำจากเชิงเขายังคงไหลหลากต่อเนื่อง ทำให้หลายพื้นที่ของ จ.สตูล เผชิญน้ำท่วมฉับพลัน หลายหมู่บ้านต้องเร่งอพยพผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และกลุ่มเปราะบาง บางจุดระดับน้ำสูงเกือบมิดศีรษะ

    ทหารลุยควนโดน-ละงูย้ายผุ้ป่วยติดเตียง

    ล่าสุด กองบัญชาการกองทัพไทย โดยหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา สั่งการให้ พ.อ.สุรการณ์ ฉิมกูล ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 45 ระดมกำลังพล 20 นาย พร้อมยุทโธปกรณ์ลงพื้นที่ อ.ควนโดน และอ.ละงู ซึ่งเป็นพื้นที่วิกฤติ ภารกิจเร่งด่วนคืออพยพประชาชนจากพื้นที่เสี่ยง เคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุ รวมถึงผลิตและแจกจ่ายน้ำสะอาดให้ชาวบ้านที่ขาดแคลนน้ำใช้

    พ.อ.สุรการณ์ ระบุว่า กองทัพไทยจะอยู่เคียงข้างประชาชนจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย เราพร้อมช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง อุทกภัยครั้งนี้ส่งผลกระทบ 7 อำเภอ 16 ตำบล 92 หมู่บ้าน รวม 3,309 ครัวเรือน มีผู้ได้รับผลกระทบ 8,544 คน เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 1 รายจากเหตุดินโคลนถล่ม

    ปภ.ประกาศสตูลทั้งจวพื้นที่ภัยฉุกเฉิน

    ขณะที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสตูลประกาศให้ทั้งจังหวัดเป็น พื้นที่ประสบภัยพิบัติฉุกเฉินเส้นทางสัญจรสายหลัก ถนนยนตรการกำธร ซึ่งเชื่อมพื้นที่ตำบลฉลุง–ควนโดน บริเวณบ้านย่านซื่อ ถูกน้ำท่วมหลายช่วงจนไม่สามารถสัญจรได้ตามปกติ ต้องปรับลดเหลือเพียง 1 ช่องทางจราจร ทำให้การเดินทางติดขัดหนัก ขณะที่ถนนสายหลุมไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ในอำเภอละงู ก็ถูกน้ำตัดขาดเป็นบางช่วงเช่นกัน ส่งผลให้ประชาชนได้รับผลกระทบอย่างกว้างขวาง

    ด้านเขตพื้นที่ประถมศึกษาจังหวัดสตูลแจ้งว่า มีรายงานโรงเรียนในจังหวัดสตูล 12 แห่ง ถูกน้ำท่วมจนต้องหยุดการเรียนการสอนชั่วคราว เจ้าหน้าที่เร่งเคลื่อนย้ายอุปกรณ์และสิ่งของจำเป็นออกจากพื้นที่เสี่ยง

    ยะลาฝนถล่มต่อเนื่องท่วมขยายวงกว้าง

    สถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องเป็นวันที่สี่ ทำให้หลายพื้นที่ในจังหวัดยะลาเผชิญภาวะน้ำท่วมขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว น้ำท่วมขังหลายจุดมีระดับสูง ชาวบ้านจำนวนมากเริ่มทยอยอพยพและขนย้ายทรัพย์สิน รวมถึงรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ไปไว้ในพื้นที่ปลอดภัย โดยเฉพาะในเขตอำเภอเมืองยะลา ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนัก เทศบาลนครยะลาออกประกาศแจ้งเตือนภัยน้ำท่วม ฉบับที่ 2 โดยระบุว่าปริมาณน้ำฝนสะสมตลอด 3–4 วันที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายพื้นที่นอกเขตเทศบาล เช่น ตำบลท่าสาป ตำบลยุโป ตำบลสะเตงนอก และตำบลบุดี ถูกน้ำท่วมตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน และสถานการณ์เช้าวันที่ 23 พฤศจิกายนทวีความรุนแรงจนเริ่มมีน้ำหลากเข้าสู่เขตเมืองแล้ว

    เทศบาลฯ จึงขอให้ประชาชนใน 10 ชุมชนลุ่มต่ำที่มีประวัติน้ำท่วมซ้ำซาก เร่งขนย้ายสิ่งของและเตรียมอพยพทันที ได้แก่ ชุมชนหลังวัดยะลาธรรมาราม, ชุมชนวิฑูรอุทิศสัมพันธ์ (ซอย 10), ชุมชนหลังโรงเรียนเทศบาล 5, ชุมชนดารุสลาม, ชุมชนจารูนอก, ชุมชนเมืองทอง, ชุมชนเสรี, ชุมชนธนวิถี, ชุมชนหลังโรงเรียนจีน, ชุมชนมะลิสัมพันธ์

    เทศบาลนครยะลาย้ำให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษเกี่ยวกับปลั๊กไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อป้องกันอันตราย และขอให้ดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ป่วย อย่างใกล้ชิด ประชาชนสามารถอพยพไปยังศูนย์พักพิงของเทศบาลได้ทันที หากต้องการความช่วยเหลือสามารถติดต่อ งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลนครยะลา โทร. 073-212-345, สายด่วน 199 หรือศูนย์ประสานงาน ศอ.บต.1880 ตลอด 24 ชั่วโมง

    แม่น้ำสายบุรีทะลักท่วมหมู่บ้านอ.รามัน

    ด้านน้ำในแม่น้ำสายบุรีซึ่งไหลผ่านพื้นที่ อำเภอรามัน ได้เอ่อล้นเข้าท่วมหมู่บ้านหลายแห่ง เช่น หมู่ 6 บ้านตลาดล่าง หมู่ 3 บ้านปายอยือนิ หมู่ 4 บ้านพอเม็ง หมู่ 5 บ้านอูยงบาโร๊ะ ตลอดจนพื้นที่ ต.ตะโละหะลอ ทำให้บ้านเรือนบางส่วนจมน้ำ ชาวบ้านต้องอพยพไปอยู่กับญาติในพื้นที่ปลอดภัย โดยบางหมู่บ้านต้องใช้เรือท้องแบนในการเดินทางเนื่องจากถนนถูกน้ำท่วมสูงขณะเดียวกัน ถนนสายรามัน–ยะลา มีมวลน้ำจากภูเขาในต.กายูบอเกาะ ต.กาลูปัง และต.โกตาบารู ไหลหลากเข้าท่วมหลายจุด ส่งผลให้รถยนต์ขนาดเล็กไม่สามารถสัญจรได้ เจ้าหน้าที่จึงประกาศงดใช้เส้นทางชั่วคราว และจัดเส้นทางสำรองให้ประชาชนใช้แทน สถานการณ์ยังคงน่ากังวลและอาจทวีความรุนแรง หากฝนยังตกต่อเนื่อง ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรติดตามประกาศจากหน่วยงานรัฐอย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมอพยพตามคำสั่งทันที

    ‘พัทลุง’ บางพื้นที่ยังท่วมสูง

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดพัทลุงเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น โดยพื้นที่ริมเทือกเขาบรรทัด ได้แก่ อำเภอกงหรา ป่าบอน ป่าพะยอม และศรีนครินทร์ ระดับน้ำลดลงต่อเนื่อง หลายหมู่บ้านกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว อย่างไรก็ตาม พื้นที่ลุ่มริมฝั่งยังคงเผชิญน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะอำเภอเมืองพัทลุง ควนขนุน เขาชัยสน ปากพะยูน และระดับน้ำหลายจุดยังสูง น้ำทรงตัว ชาวบ้านยังต้องอพยพข้าวของขึ้นที่สูงต่อเนื่องสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพัทลุงรายงานภาพรวมตั้งแต่วันที่ 19-23 พฤศจิกายน พบว่ามีผู้ได้รับผลกระทบแล้ว 11 อำเภอ 64 ตำบล 597 หมู่บ้าน รวม 75,723 ครัวเรือน เสียชีวิต 1 ราย และสูญหายอีก 1ราย ขณะที่พื้นที่การเกษตรเสียหายกว่า 30,000ไร่

    ประกาศ5อำเภอแขตภัยพิบัติ

    จังหวัดพัทลุงประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติแล้ว 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองพัทลุง อำเภอกงหรา อำเภอเขาชัยสน อำเภอป่าพะยอม อำเภอศรีนครินทร์โดยเส้นทางสัญจรสำคัญ เริ่มกลับมาใช้งานได้ตามปกติ โดยบริเวณสี่แยกโพธิ์ทอง อ.ควนขนุน และบ้านโคกยา อ.เขาชัยสน ระดับน้ำที่เคยท่วมสูงเมื่อวานนี้ได้ลดลงแล้ว เจ้าหน้าที่เปิดการจราจรทั้งสองฝั่งเป็นที่เรียบร้อย คาดว่าหากไม่มีฝนตกลงมาซ้ำ สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดพัทลุงจะคลี่คลายลงภายใน 2-3 วันข้างหน้า

    9อภ.ประสบภัย-6.8พันครัวเดือดร้อน

    สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้เกิดจากคลองมวนที่เอ่อล้นเข้าท่วมหลายพื้นที่อย่างรวดเร็ว มีชาวบ้านได้รับผลกระทบจำนวนมาก ขณะที่ฝ่ายปกครองท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งเข้าช่วยเหลือและจัดตั้งเต็นท์บริการ อาหาร น้ำดื่ม สำหรับประชาชนที่ยังไม่สามารถกลับเข้าบ้านได้

    ด้านเจ้าหน้าที่กู้ภัยเผยว่า ติดตามระดับน้ำใกล้ชิด และเตรียมพร้อมกำลังพลและอุปกรณ์ หากมีการร้องขอความช่วยเหลือเพิ่มเติมขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานเสริมว่า ข้อมูล ณ วันที่ 22 พฤศจิกายน เวลา 16.00 น. ระบุว่า จังหวัดตรังมีพื้นที่ประสบภัยแล้ว 9 อำเภอ 36 ตำบล 3 เทศบาล รวม 132 หมู่บ้าน คิดเป็น 6,890 ครัวเรือน คาดว่าสถานการณ์วันนี้จะขยายผลกระทบเพิ่มขึ้นในอีกหลายพื้นที่ แม้ขณะนี้ปริมาณฝนจะเริ่มมีช่วงหนัก–เบาสลับกันแล้วก็ตาม

    รับใต้ท่วมหนัก-หาดใหญ่วิกฤติ

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ว่า ขณะนี้มีสถานการณ์น้ำท่วมหนักคือ พัทลุง และสงขลา แต่อาจมีสถานการณ์เพิ่มขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ท่วมหนักเป็นพิเศษ เพราะเป็นพื้นที่ต่ำและมีปริมาณน้ำหลาก เวลานี้มีรัฐมนตรีหลายคนลงพื้นที่ไปช่วยเหลือ ส่วนตนลงไปติดตามสถานการณ์เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สั่งจัดเตรียมศูนย์อพยพเพื่อดูแลผู้ประสบภัย ซึ่งสถานการณ์ภาคใต้จะไม่เหมือนกับที่อื่น เนื่องจากสามารถระบายน้ำลงสู่ทะเลได้หากไม่มีฝนเข้ามาเติม ประมาณ 3-4 วันในการระบาย โดยประเมินว่าอาจจะมีพายุลูกใหญ่ช่วง 1-2วันนี้ จากนั้นก็จะหมด ได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดสำรวจจำนวนครอบครัวผู้ประสบภัยเพื่อช่วยเหลือในทันที เรื่องนี้เตรียมการไว้แล้ว รู้ว่าจะมีสภาวะน้ำท่วมแบบนี้เกิดขึ้น

    ยันเยียวยา9พันได้ทันทีไม่ต้องสำรวจ

    ทั้งนี้ รัฐบาลจะเร่งจ่ายเงินเยียวยาต่อไป เพราะเข้าหลักเกณฑ์ทั้งหมดที่จะได้รับเงินเยียวยาครัวเรือนละ 9 พันบาท ไม่ต้องรอให้สำรวจเสร็จแล้วค่อยจ่าย สิ่งสำคัญที่ต้องเร่งทำคือเติมวัตถุดิบเพื่อใช้ประกอบอาหารในการแจกจ่ายให้กับทุกคนที่ตกค้าง ทั้งในโรงแรม อย่างสภาหอการค้าที่ไปประชุมกัน มีคนตกค้างนับพัน รวมถึงนักท่องเที่ยว และประชาชนที่ไม่สามารถออกมาได้ จึงต้องเร่งนำอาหารเข้าไปแจกจ่าย

    ลงพื้นที่อีกรอบบัญชาการระบายน้ำ

    นายกฯ กล่าวว่า ได้สอบถามอธิบดีกรมชลประทานถึงสถานการณ์เมื่อคืนที่ผ่านมา โดยระบุว่าสถานการณ์เมื่อคืนหนักสุดแล้ว และค่อยๆ ระบาย ส่วนน้ำหลากที่จะมาจากที่อื่น คาดว่าสามารถบริหารจัดการได้ถ้าฝนไม่ตกเพิ่ม และเตรียมตัวเผื่อต้องลงไปติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อีกครั้งในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ (23 พ.ย.) ต้องลงไปดูให้เห็นกับตา เพื่อจะได้สั่งการถูกต้อง ขอบคุณรัฐมนตรีทุกคนที่ลงพื้นที่ไปช่วยเหลือ ส่วนคำถามที่ว่าต้องปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการในพื้นที่หรือไม่นั้น ที่จริงเรามีคลอง ร.1 ที่ช่วยระบายน้ำออกสู่ทะเล แต่น้ำมีปริมาณมากจึงเกิดการท่วมหนัก ซึ่งการบริหารจัดการน้ำอยู่ในแผนของกรมชลประทานอยู่แล้ว ที่ต้องหาวิธีทำให้ระบายน้ำมีประสิทธิภาพ เนื่องจากทางออกทะเลมีมาก อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมต่างๆ ของกระทรวงมหาดไทยได้อยู่ในพื้นที่แล้ว สามารถสั่งการ บูรณาการได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/929874&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2I2-D59wZFSTE6twVoEMsS

  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดปี’69 ต่างชาติเที่ยวไทย 34.1 ล้านคนเพิ่มขึ้น4%

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดปี’69 ต่างชาติเที่ยวไทย 34.1 ล้านคนเพิ่มขึ้น4%

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุสถานการณ์การท่องเที่ยวไทยถึงจุดเปลี่ยน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยกลับไปสู่ระดับก่อนโควิดเป็นเรื่องยาก ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดการท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่รุนแรง คาดปี 2569 จำนวนต่างชาติเที่ยวไทยอยู่ที่ 34.1 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4% แต่ค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายต่อทริปยังต่ำ ชี้ท่องเที่ยวไทยต้องปรับตัวสู่สมดุลใหม่ ผ่านผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่ไทยมีจุดเด่น ทั้ง MICE และ Medical & Wellness  

    เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวถึงแนวโน้มการท่องเที่ยวของประเทศไทยว่า  ผลต่างระหว่างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยกับค่าใช้จ่ายของคนไทยเที่ยวต่างประเทศ มีแนวโน้มลดลงเกือบเท่าตัว ขณะเดียวกันสัญญาณการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยชัดเจนขึ้น ส่วนตลาดนักท่องเที่ยวยุโรปและอินเดียยังไม่สามารถเข้ามาทดแทนกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนและอาเซียนไม่ได้ทั้งหมด และการกระจายความหนาแน่นจากเมืองท่องเที่ยวหลักไปสู่เมืองรองยังต้องทำอีกมาก

    วาริธร ศิริสัตยะวงศ์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ในปี 2569 ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยน่าจะฟื้นตัวจากการกลับมาของตลาดนักท่องเที่ยวจีน โดยคาดว่าจะมีจำนวน 34.1 ล้านคน หรือเติบโต 4% หลังจากที่ตลาดหดตัว 7% ในปี 2568 แม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้น แต่ยังเป็นระดับที่ต่ำกว่าศักยภาพและการเพิ่มจำนวนทำได้ยาก ซึ่งส่งผลต่อการฟื้นตัวของรายได้จากการท่องเที่ยว และค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายต่อทริปที่ยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด

    ดังนั้นการเพิ่มรายได้คงต้องหาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวใหม่ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่อทริปสูงทั้งการเจาะตลาดกลุ่มกิจกรรมบันเทิง การจัดประชุมสัมมนาและนิทรรศการ (MICE) เช่น การจัดคอนเสิร์ตศิลปินระดับโลก เป็นต้น รวมถึงการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาระดับโลก หรือการดึงสวนสนุกระดับโลกมาลงทุนในไทย ตลอดจนตลาดกลุ่มเดินทางเพื่อสุขภาพและรักษาพยาบาล แม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากทำตลาดได้ดีนักท่องเที่ยวจะกลับมาเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า

    วรรณวิษา ศรีรัตนะ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจด้านการแพทย์และส่งเสริมสุขภาพ (Medical & Wellness) แม้จะเป็น 1 ในเครื่องมือที่ช่วยดันรายได้ท่องเที่ยว แต่ยังมีโจทย์ที่ต้องแก้ โดยเฉพาะเรื่องตลาดคนไข้หลักที่ลดลง การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีอยู่ ทำให้ปี 2569 คาดว่าจำนวนและรายได้คนไข้ต่างชาติจะเติบโตแบบชะลอตัวที่ 0.4% และ 3.7% ตามลำดับ ซึ่งหากต้องการเพิ่มรายได้ท่องเที่ยว ประเทศไทยต้องโฟกัสไปที่การแพทย์เฉพาะทางที่มีระยะเวลาในการรักษาและพักฟื้นนานขึ้น รวมถึงขยายบริการสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Care) และการส่งเสริมสุขภาพ (Wellness) ที่สอดรับกับเทรนด์โลก เช่น Longevity และแนวโน้มการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เพิ่มขึ้น

    ทั้งนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้เสนอ 4 ข้อเพื่อทำให้การท่องเที่ยวไทยไปต่อ ได้แก่ 1.การฟื้นความเชื่อมั่น ซึ่งตลาดระยะใกล้ยังสำคัญ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน หลังสัดส่วนลดลงเท่าตัวจากก่อนโควิดมาอยู่ที่ 14% 2.เน้นเร่งเพิ่มการใช้จ่ายต่อทริปผ่านผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่ไทยมีจุดเด่น ผ่านการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและการเติมเต็ม Ecosystem 3.จูงใจคนไทยเที่ยวในประเทศ และ 4.ผลักดันเมืองท่องเที่ยวรองด้วย
    อัตลักษณ์ท้องถิ่น เช่น Geographical Indications เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://prop2morrow.com/861582/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ribi4VZMBQ4DwbzoHOy7q

  • (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) นักท่องเที่ยวไทยเปิดประสบการณ์นั่ง ‘รถไฟแพนด้าเฉิงตู’ | TOPNEWS

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) นักท่องเที่ยวไทยเปิดประสบการณ์นั่ง ‘รถไฟแพนด้าเฉิงตู’ | TOPNEWS

    เฉิงตู, 20 พ.ย. (ซินหัว) — “สุพินดา สมิทธินันต์” นักท่องเที่ยวชาวไทยเปิดประสบการณ์เดินทางด้วย “รถไฟพิเศษขบวนแพนด้าเฉิงตู” จากสถานีอันจิ้ง เมืองเฉิงตู มณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เพื่อเดินทางท่องเที่ยวทั่วจีนตะวันตกเฉียงใต้เป็นเวลา 6 วัน พร้อมกรุ๊ปทัวร์ชาวไทยอีก 20 คน

    ระหว่างการเดินทางก็มีการแสดงทางวัฒนธรรม เช่น งิ้วซื่อชวน คอนเสิร์ตไวโอลิน และดนตรีสด สร้างความเพลิดเพลินให้กับผู้โดยสาร

    “รถไฟขบวนแพนด้าเฉิงตู” มีตู้โดยสารมากถึง 18 ตู้ รวมทั้งตู้โดยสารห้องนั่งเล่น, ตู้โดยสารเพื่อความบันเทิง,และห้องโดยสารแฝดอัจฉริยะสุดหรู สามารถรับรองผู้โดยสารได้สูงสุด 132 คน

    รถไฟพิเศษขบวนแพนด้าเฉิงตูเป็นรถไฟท่องเที่ยวคุณภาพสูง ซึ่งร่วมบริหารจัดการโดยบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน และบริษัท เฉิงตู คัลเจอร์ แอนด์ ทัวริสต์ ดีเวลลอปเมนต์ กรุ๊ป มีการเดินรถเป็นวงกลมตามวงแหวน “ต้าซีหนาน” (“ต้า”แปลว่าใหญ่ “ซีหนาน”แปลว่าตะวันตกเฉียงใต้) โดยผู้โดยสารจะได้เยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมตลอดเส้นทาง ทั้งนี้เที่ยวปฐมฤกษ์มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากถึงร้อยละ 94 ของผู้โดยสารทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่มาจากไทย สิงคโปร์ และฮ่องกง

    เครดิต: สำนักข่าวซินหัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1402145&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aDY3fgCoaJkYMLtkCh0MP

  • ททท. เร่งติดตามสถานการณ์พร้อมประสานให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมเตรียมหารือมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการและส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยวช่วงปลายปี

    ททท. เร่งติดตามสถานการณ์พร้อมประสานให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมเตรียมหารือมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการและส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยวช่วงปลายปี

    ททท. เร่งติดตามสถานการณ์พร้อมประสานให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมเตรียมหารือมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการและส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยวช่วงปลายปี


    24/11/2568 | 87 |

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เร่งติดตามสถานการณ์และประสานการให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของการท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย พร้อมติดตามประเมินสถานการณ์ผลกระทบทางการท่องเที่ยว และสื่อสารมาตรการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้เตรียมหารือมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการในพื้นที่ ชงมาตรการส่งเสริมการขายและและส่งเสริมตลาดจัดกิจกรรม เพื่อกระตุ้นการเดินทางเข้าพื้นที่ช่วงปลายปี

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานของ ททท. ติดตามสถานการณ์และประสานการให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบร่วมกับหน่วยงานต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลาที่เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวและได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยทุกพื้นที่เร่งจัดทำรายงานสถานการณ์ ติดตามและประเมินผลกระทบของแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ เพื่ออัปเดตสถานการณ์การเดินทางและแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ ในส่วนสำนักงานต่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดมาเลเซีย อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดหลักที่เดินทางเข้าหาดใหญ่ ได้เร่งสื่อสารสถานการณ์ไปยังพันธมิตรบริษัทนำเที่ยวในพื้นที่ เพื่อให้ทราบข้อมูลรายวัน ทั้งการช่วยเหลือนักท่องเที่ยว และอัปเดตแหล่งท่องเที่ยวที่ยังคงเดินทางได้ตามปกติ เพื่อลดผลกระทบให้อยู่ในวงจำกัด  และรวมถึงเร่งประเมินผลกระทบทางด้านการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งในตลาดระยะใกล้และไกล นอกจากนี้ ททท. ยังได้ดำเนินการสื่อสารมาตรการให้ความช่วยเหลือทางด้านการเดินทางของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ท่าอากาศยาน สายการบิน การรถไฟแห่งประเทศไทย โดยระยะต่อไป เมื่อสถานการณ์ในพื้นที่คลี่คลาย ททท. จะเร่งสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทาง และส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ           ซึ่งปัจจุบันได้เตรียมหารือมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการในพื้นที่ และส่งเสริมตลาดจัดกิจกรรมในช่วงปลายปี อาทิ เทศกาล Countdown หาดใหญ่ เทศกาลตรุษจีน และอีเวนต์อื่นๆ อื่นๆ รวมถึงชงมาตรการส่งเสริมการขายหรือ มาตรการฟื้นฟูด้านการเงินสำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบหนัก ที่จะช่วยกระตุ้นนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ และช่วยเหลือผู้ประกอบการและฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่

    ทั้งนี้ จากสถานการณ์อุทกภัยในหลายจังหวัดของพื้นที่ภาคใต้ ท่าอากาศยานในพื้นที่ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ  โดยนักท่องเที่ยวสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลการให้บริการได้ ดังนี้ ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ หมายเลขโทรศัพท์ 074-227-000, 074-227001-3,  ท่าอากาศยานนานาชาตินครศรีธรรมราช หมายเลขโทรศัพท์ 075-450-545, ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี หมายเลขโทรศัพท์ 077-441-230, ท่าอากาศยานตรัง หมายเลขโทรศัพท์ 075-572-152-4, ท่าอากาศยานนราธิวาส หมายเลขโทรศัพท์ 073-511-161 โดยสำหรับพื้นที่หาดใหญ่ จ.สงขลา สายการบินต่าง ๆ ได้มีมาตรการให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบในการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินได้ ทั้งนี้สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook ของสายการบิน หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  สายการบินไทย หมายเลขโทรศัพท์ 023-561-111 หรือ ตัวแทนจำหน่ายของการบินไทย สายการบินนกแอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 1318 สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส หมายเลขโทรศัพท์ 1771 หรือ 02-270-6699 (8.00-20.00 น.) สายการบินไทย ไลอ้อน แอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02 – 529 – 9999

    ขณะที่การเดินทางเส้นทางรถไฟ นักท่องเที่ยวและประชาชนสามารถติดตามข้อมูลการเดินรถได้แบบเรียลไทม์ผ่านเว็บไซต์การรถไฟแห่งประเทศไทย https://ttsview.railway.co.th/v3/floodingNST/ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สถานีรถไฟทั่วประเทศ และศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถสอบถามข้อมูลอัปเดตการเดินทางและเส้นทางที่ได้รับผลกระทบ ตลอดจนประสานงานกรณีเร่งด่วน ผ่านช่องทาง TAT Call Center:  1672 Travel Buddy และสามารถขอรับความช่วยเหลือผ่านสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว หมายเลขโทรศัพท์ 1155 รวมถึงศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว จังหวัดสงขลา หมายเลขโทรศัพท์ 074-311573 


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/446965&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZrlbRX83C5p3htCPolz2B

  • นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย เปลี่ยนโปรแกรมเที่ยว อ.เบตง หลังไม่สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวใน อ.หาดใหญ่ จากสถานการณ์น้ำท่วมหนัก พร้อมร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้

    นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย เปลี่ยนโปรแกรมเที่ยว อ.เบตง หลังไม่สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวใน อ.หาดใหญ่ จากสถานการณ์น้ำท่วมหนัก พร้อมร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้

    นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย เปลี่ยนโปรแกรมเที่ยว อ.เบตง หลังไม่สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวใน อ.หาดใหญ่ จากสถานการณ์น้ำท่วมหนัก พร้อมร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้


    24/11/2568 | 101 |

    วันนี้ (24 พ.ย.68)  ที่เต็นท์บริเวณหน้าศูนย์ ตส.เบตง (ศูนย์ตาสัปปะรด) อ.เบตง จ.ยะลา  ชาวอำเภอเบตง และนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย เดินทางมามอบถุงยังชีพ ข้าวสารอาหารแห้ง เครื่องอุปโภค บริโภค ตลอดจนอาหารปรุงสำเร็จ ขนมปังกรอบ แครกเกอร์ ยาสามัญ ยาแก้น้ำกัดเท้า และ เงินสด บริจาคช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย  ซึ่งทางเทศบาลเมืองเบตง  ร่วมกับ  มูลนิธิกวนอิมเมตตาธรรมเบตง – สว่างเบตงธรรมสถาน ได้เปิดรับบริจาค ” ชาวเบตงส่งน้ำใจ  สู้ภัยน้ำท่วม” ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ระหว่างวันที่ 23 – 28 พฤศจิกายน 2568  ตั้งแต่เวลา 09.00 น. – 18.00 น.  ทั้งนี้ สะท้อนถึงน้ำใจ ความเอื้ออาทร และพลังความสามัคคีของคนไทยในการช่วยเหลือกันในยามวิกฤต 
     
    นายใช้ วงศ์นิตยลัภย์ นายกเทศมนตรีเมืองเบตง  กล่าวว่า สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ 10 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี กระบี่ นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส รวม 92 อำเภอ 581 ตำบล 4,146 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับความเดือดร้อน 719,858 ครัวเรือน   ซึ่งสถานการณ์น้ำภาพรวมในปัจจุบันระดับน้ำเพิ่มขึ้น ทางเทศบาลเมืองเบตง  จึงได้ร่วมกับ  มูลนิธิกวนอิมเมตตาธรรมเบตง – สว่างเบตงธรรมสถาน ได้เปิดรับบริจาค ” ชาวเบตงส่งน้ำใจ  สู้ภัยน้ำท่วม” ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ระหว่างวันที่ 23 – 28 พฤศจิกายน 2568  จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาที่ประสงค์ร่วมบริจาคสิ่งของ สามารถนำส่งได้ที่ บริเวณหน้าศูนย์ ตส.เบตง เทศบาลเมืองเบตงจะดำเนินการรวบรวมและจัดส่งสิ่งของเพื่อให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ประสบภัยโดยเร็วที่สุด
    นายแพทริค นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย เล่าว่า ตนและกลุ่มเพื่อนมีแพลนจะเดินทางไปเที่ยว อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา แต่พอทราบข่าวว่า อ.หาดใหญ่ ประสบภาวะน้ำท่วมหนักที่สุดในรอบ 25 ปี นับตั้งแต่ปี 2543 จึงได้เปลี่ยนโปรแกรมการเดินทางมาเที่ยว อ.เบตง จ.ยะลา แทน เนื่องจากน้ำไม่ท่วมแม้จะมีฝนตกบ้างก็ตาม พอเห็นมีการตั้งเต็นท์รับบริจาคช่วยน้ำท่วมจึงรีบเดินเข้ามาสอบถามเพื่อบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย ใน อ.หาดใหญ่ เนื่องจากตนก็มีเพื่อนที่เป็นชาวไทยและชาวมาเลย์ที่ทำงานในเมืองหาดใหญ่เช่นกัน จากการติดตามข่าวทราบว่ามีนักท่องเที่ยวชาวมาเลย์และประชาชนติดค้างในโรงแรมและที่พัก จำนวนมาก เนื่องจากถนนถูกตัดขาด ต้องการข้าวกล่องและน้ำดื่มจำนวนมาก ตนและเพื่อนๆขอเป็นกำลังใจเล็ก ให้ทุกคนที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้  ขอให้เชื่อมั่นว่าทุกอย่างจะค่อย ๆ ดีขึ้น และผ่านพ้นไปได้ในไม่ช้า ขอให้ทุกคนปลอดภัย แข็งแรง และไม่ท้อแท้


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/37/iid/446954&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Y771oaEhBEdwI6mYi51o9

  • กรมการท่องเที่ยวดันประจวบฯ สู่เมืองสุขภาพต้นแบบ ยกระดับผู้ประกอบการสู่มาตรฐานโลก

    กรมการท่องเที่ยวดันประจวบฯ สู่เมืองสุขภาพต้นแบบ ยกระดับผู้ประกอบการสู่มาตรฐานโลก

    ภูมิภาค

    กรมการท่องเที่ยวดันประจวบฯ สู่เมืองสุขภาพต้นแบบ ยกระดับผู้ประกอบการสู่มาตรฐานโลก

    วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.35 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    กรมการท่องเที่ยวเดินหน้าพัฒนาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์สู่ “เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพต้นแบบ” ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อผลักดันไทยสู่จุดหมายการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับสากล โดยมุ่งยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการและพื้นที่ท่องเที่ยวใน 5 มิติหลัก ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ การพักผ่อนฟื้นฟูสุขภาพ บริการคุณภาพ และวัฒนธรรมด้านสุขภาพที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด

    เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ที่โรงแรมโลลิโก้ รีสอร์ท หัวหิน นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ เข้าร่วมพิธีมอบรางวัลต้นแบบผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ “Living in Prachuap Khiri Khan : A Holistic Wellness Showcase 2025” โดยมีผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลรวม 7 ราย ครอบคลุมมิติด้าน Physical Wellness, Sensory Wellness, Artistic & Community Wellness, Medical & Scientific Wellness และ Gastronomy Wellness

    นายปรีดากล่าวว่า จังหวัดประจวบฯ ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เนื่องจากตอบโจทย์แนวโน้มผู้บริโภคปัจจุบัน และสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ที่มีแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ สถานบริการมาตรฐาน และวัฒนธรรมสุขภาพที่โดดเด่น พร้อมชื่นชมผู้ประกอบการที่ผ่านการคัดเลือกว่าเป็นกำลังสำคัญในการยกระดับคุณภาพบริการและสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้มาเยือน

    ด้านนางณัฏฐิรา แพงคุณ รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า การคัดเลือกผู้ประกอบการต้นแบบครั้งนี้สะท้อนศักยภาพด้านคุณภาพ ความปลอดภัย ความคิดสร้างสรรค์ การใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน โดยการประเมินร่วมกับจังหวัดประจวบฯ หน่วยงานท้องถิ่น และผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ได้ผลที่โปร่งใสและสะท้อนศักยภาพจริง พร้อมย้ำว่าเป้าหมายคือการผลักดันจังหวัดประจวบฯ ให้เป็นต้นแบบขยายสู่จังหวัดอื่นทั่วประเทศ เพื่อเสริมภาพลักษณ์ไทยสู่การเป็นจุดหมายท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลกอย่างมั่นคง

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/455740&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16JCyirQt5FSOXvwlE9_qa

  • น่านชูภูมิปัญญาสล่าเรือ สร้างเครือข่ายอาเซียน พัฒนาท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและยั่งยืน

    น่านชูภูมิปัญญาสล่าเรือ สร้างเครือข่ายอาเซียน พัฒนาท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและยั่งยืน

    วันที่ 24 พ.ย.68 นายบรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการ การยกระดับองค์ความรู้สล่าเรือ ในเครือข่ายภูมิภาคอาเซียน เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้โครงการเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันและยกระดับการท่องเที่ยวน่านสู่การท่องเที่ยวคุณภาพสูง กิจกรรมยกระดับองค์ความรู้สล่าเรือและเครือข่ายภูมิภาคอาเซียน ซึ่งสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่านได้จัดขึ้น เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมที่ยาวนานระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในมิติของศาสนา ความเชื่อ และวิถีชีวิตที่เกี่ยวพันกับสายน้ำ ซึ่งเป็นทั้งแหล่งชีวิตและเส้นทางแห่งอารยธรรม การศึกษา

    สำหรับการประชุมวิชาการ การยกระดับองค์ความรู้สล่าเรือ ในเครือข่ายภูมิภาคอาเซียน ครั้งนี้เป็นการนำเสนอความสำเร็จของการดำเนินกิจกรรม work shop ในรูปแบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นกิจกรรมการถอดบทเรียนหลังจากที่ได้ทำการจัดกิจกรรม “นานา นาวา อุษาคเนย์” นิทรรศการเรือแข่ง เรือเอกลักษณ์ในภูมิภาคอาเซียน และกิจกรรม work shop การถ่ายทอดองค์ความรู้ของสล่าเรือในภูมิภาคอาเซียน ในช่วงระหว่างวันที่ 14-23 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา โดยมีวิทยากรผู้มีความรู้สล่าเรือ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ประกอบด้วย ประเทศลาว ประเทศเมียนมา และประเทศเวียดนาม โดยมี นางภัทรภร ชัยวัฒนกุล วัฒนธรรมจังหวัดน่าน พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ประชาชน นักท่องเที่ยว และนักเรียน-นักศึกษา เข้าร่วมกิจกรรม

    นายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า กิจกรรมในครั้งนี้นับเป็นการเปิดประตู สู่ความเข้าใจอันลึกซึ้งต่อรากเหง้าร่วมกันของผู้คนในอุษาคเนย์ ถือเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมการอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น และเสริมสร้างความร่วมมือทางวัฒนธรรมในระดับภูมิภาคให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ทั้งยังสนับสนุนแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่ยั่งยืน โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน

    #ภูมิภาค-07

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/112478&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vkneS149FUVl1L17_RGGa

  • หอการค้าไทย มอบ ‘สมุดปกขาว 2568’ เสนอรัฐบาลปลดล็อกเศรษฐกิจ 5 มิติ

    หอการค้าไทย มอบ ‘สมุดปกขาว 2568’ เสนอรัฐบาลปลดล็อกเศรษฐกิจ 5 มิติ

    วันนี้, 17:27น.

              ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้นำ ‘สมุดปกขาว หอการค้าไทย ปี 2568’ ซึ่งเป็นข้อสรุปจากการระดมความคิดเห็นระหว่างการสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 43 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลา ภายใต้แนวคิด “Unlocking New Growth: ศักยภาพใหม่แห่งการเติบโต” เสนอต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อใช้ประกอบการพิจารณากำหนดทิศทางเชิงนโยบายและการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศ

               งานสัมมนาครั้งนี้ต้องยกเลิก หลังจากประชุมไปได้เพียง 1 วัน เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ และพื้นที่ใกล้เคียง หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้น ประชาชนในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย

              สำหรับ สมุดปกขาว ปี 2568  หอการค้าฯ ได้รวบรวมข้อเสนอแนะและเสียงสะท้อนจากเครือข่ายหอการค้าทั่วประเทศ มาก่อนหน้าการสัมมนาแล้ว ซึ่งได้จัดทำเป็นเอกสารส่งมอบให้ท่านนายกรัฐมนตรี ช่วงที่มีการ ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจในวันนี้ เพื่อให้รัฐบาลสามารถนำประเด็นที่ได้รับไปพิจารณาดำเนินการได้ สำหรับประเด็นและข้อเสนอแนะที่หอการค้าฯ บรรจุไว้ในสมุดปกขาวปีนี้ มุ่งเน้นการปลดล็อกการเติบโตใหม่ของประเทศทั้งในระดับโครงสร้างและระดับภูมิภาค ครอบคลุม 5 มิติหลัก ได้แก่

              1. ด้านการค้าและการลงทุน (Trade & Investment) มุ่งยกระดับศักยภาพการค้าการลงทุนของประเทศผ่านการเร่งให้สัตยาบัน FTA (ไทย–ศรีลังกา, ไทย–EFTA) และการสมัครเข้าร่วม OECD พร้อมปรับโครงสร้างกฎหมาย เปิดเสรีโลจิสติกส์ ทบทวน พ.ร.บ.ธุรกิจคนต่างด้าว และจัดตั้งหน่วย Fast Track Reform (Guillotine Unit) เพื่อรื้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรค  ขณะเดียวกันสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ชีวภาพ (Bioplastics) และพลังงานสะอาด ด้านแรงงาน เสนอระบบค่าจ้างตามทักษะ (Pay-by-Skills) ร่วมกับการยกระดับทักษะ แรงงาน (Up/Reskill) จัดตั้งศูนย์บริการแรงงานเบ็ดเสร็จ และคณะกรรมการร่วมรัฐ–เอกชนด้านแรงงาน (กรอ.แรงงาน) ส่วนด้านค้าปลีก เสนอขยายโครงการ “Easy e-Receipt เฟส 2 จัดตั้งเขตปลอดภาษีในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก คืน VAT ทันทีแก่นักท่องเที่ยว และตั้งศูนย์ท่องเที่ยว

              2. ด้านเกษตรและอาหาร (Agriculture & Food) เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร (Value-Based Agriculture) ผ่านการผลักดัน Product Champions ในสินค้าหลัก เช่น ข้าว ยาง ปาล์ม ไก่ หมู กุ้ง และพืชสมุนไพร พร้อมสนับสนุนการแปรรูป การพัฒนาพันธุ์ด้วยเทคโนโลยี Gene Editing และส่งเสริมสินค้า GI–Future Food แผนยุทธศาสตร์มหานครผลไม้เมืองร้อนของประเทศไทย ขับเคลื่อนสู่ศูนย์กลางการค้าและความรู้ผลไม้เมืองร้อนโลก

    รวมถึงพัฒนาโครงสร้างฐานราก เช่น ระบบน้ำ ที่ดิน ฐานข้อมูลเกษตรกร และศูนย์ประสานงานสินค้าเกษตรและอาหาร (AFC) ให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลตลาด นอกจากนี้ยังยกระดับอุตสาหกรรมประมง ด้วยการลดภาษีวัตถุดิบ การพัฒนาแรงงานตามมาตรฐานสากล (GLP) และเร่งปลดล็อกข้อจำกัดการส่งออก One Stop Service อำนวยความสะดวกผู้ค้าปลีก

              3. ด้านการท่องเที่ยวและบริการ (Tourism & Services) เสนอเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและสุขภาพระดับโลก (Global Wellness & Tourism Hub) โดยผลักดันการใช้แนวคิด “Happy Model” เป็นกรอบพัฒนาการท่องเที่ยวคุณภาพสูงมุ่งยกระดับความปลอดภัยและความเชื่อมั่นผ่านโครงการ Trusted Thailand ใช้มาตรการภาษีและการเงินกระตุ้นการท่องเที่ยวหักลดหย่อนภาษีสูงสุด 15,000 บาท และหักภาษี 3 เท่าสำหรับการจัดอบรมต่างจังหวัด) พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์ม TAGTHAi ให้เป็น National Digital Tourism Utility เชื่อมโยงข้อมูลเมืองหลักและเมืองรอง เสริมเส้นทาง ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและทางทะเล (Wellness & Cruise Tourism) รวมถึงจัดสรร Soft Loan ดอกเบี้ยต่ำสำหรับ SME และ Startup ด้านท่องเที่ยว เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

              4. ด้านดิจิทัล เทคโนโลยี และนวัตกรรม (Digital & AI with Innovation) ผลักดันเศรษฐกิจ Digital–Green Economy ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนเศรษฐกิจดิจิทัลต่อ GDP จาก 23.9% เป็น 35% ภายในปี 2579 และสร้างงานคุณภาพกว่า 2 ล้านตำแหน่ง เสนอจัดตั้งศูนย์บัญชาการเศรษฐกิจดิจิทัล (DECC) พร้อมกองทุน Digital–Green Infrastructure เพื่อสนับสนุนการลงทุนใน AI, Cloud, Data Center และพลังงานสะอาด พัฒนาโครงการ Thailand AI Ready ยกระดับทักษะประชาชนกว่า 5 ล้านคน และ ออกมาตรการ Digital Visa ดึงดูดผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ เสริมด้วย Digital Voucher สำหรับ SME และกรอบกฎหมายใหม่ว่าด้วยการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล–กรีน พร้อมมาตรฐาน AI Ethics และ Data Governance การส่งเสริมโครงการพลิกโฉมธุรกิจ สู่ Smart Business ด้วย Automation and Robotics

               5. ด้านความยั่งยืน (Sustainability) เน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ลดการเผาในภาคเกษตรด้วยระบบ Traceability ส่งเสริมมาตรฐานการออกแบบบรรจุภัณฑ์รีไซเคิล การใช้วัสดุหมุนเวียน และแรงจูงใจทางภาษีสำหรับ Green Innovation พร้อมผลักดันตลาดไฟฟ้าเสรี (Open Electricity Market) และขยายความรับผิดชอบผู้ผลิต (EPR) ไปยังอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ยานยนต์ และวัสดุก่อสร้าง และการสนับสนุนโครงการ Platform ซื้อขายคาร์บอนเครดิต (Carbon Neutrality 4 ALL)

              นอกจากนั้น หอการค้าไทย ยังได้ร่วมกับ กกร. จัดตั้ง คณะทำงาน Zero Corruption  กกร. และเพื่อน ไม่ทน ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นใหม่ให้เศรษฐกิจไทย ซึ่งภาคเอกชนลุกขึ้นร่วมกันสร้างระบบที่โปร่งใสตรวจสอบได้ และเป็นธรรมมากขึ้นถือเป็นการวางรากฐานสำคัญให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตอย่างมีคุณภาพ การลดคอร์รัปชันจะช่วยลดต้นทุนแฝง เพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ เปิดโอกาสให้ SMEs แข่งขันได้จริง และทำให้ผู้ประกอบการเชื่อมั่นว่าระบบเศรษฐกิจไทยพร้อมรองรับการลงทุนระยะยาว ดังนั้น Zero Corruption จึงไม่ใช่เพียงโครงการต่อต้านทุจริต แต่คือ แรงส่งใหม่ของเศรษฐกิจไทย ที่จะช่วยให้ประเทศก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมและเดินหน้าในทศวรรษต่อไปด้วยความมั่นคง โปร่งใส และพร้อมแข่งขันในระดับโลก

              ข้อเสนอทั้งหมดเป็นประเด็นที่สามารถดำเนินการได้จริงและมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจไทยในทุกภูมิภาค

    #สมุดปกขาวหอการค้าไทย68

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/156770&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AK2SxB255OH5-HbvFtRQL