Category: ท่องเที่ยว

  • กกท. ผนึกพลังมวยไทย เปิดกิจกรรม ‘สวัสดี ซีเกมส์ เชียร์มวยไทยในบ้านเรา

    กกท. ผนึกพลังมวยไทย เปิดกิจกรรม ‘สวัสดี ซีเกมส์ เชียร์มวยไทยในบ้านเรา

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) จัดงานแถลงข่าวกิจกรรม “สวัสดีซีเกมส์ เชียร์มวยไทยในบ้านเรา” มุ่งผลักดันมวยไทยในฐานะศิลปะการต่อสู้ที่เป็นมรดกวัฒนธรรมของชาติ พร้อมตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะเจ้าภาพมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และสร้างบรรยากาศแห่งความสามัคคีทั่วประเทศ

    ในงานนี้ ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย เป็นประธานในพิธี พร้อมกล่าวถึงวิสัยทัศน์ของไทยในการจัดซีเกมส์ และย้ำว่ามวยไทยคือสัญลักษณ์สำคัญที่สะท้อนรากเหง้าความเป็นไทยและมีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในภูมิภาค

    ไฮไลต์ของงานคือการแสดง รำไหว้ครูมวยไทยสุดยิ่งใหญ่โดย บัวขาว บัญชาเมฆ ตำนานนักชกไทยระดับโลก ถ่ายทอดจิตวิญญาณและเอกลักษณ์ของมวยไทยให้สื่อมวลชนและผู้ร่วมงานได้เห็นถึงพลังของศิลปะแห่งชาติที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

    ดร.ก้องศักด กล่าวว่า “กกท. เตรียมความพร้อมเต็มที่ในการเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ ทั้งด้านการต้อนรับนักกีฬา การจัดการแข่งขัน และการสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำให้กับแฟนกีฬา สำหรับมวยไทย นักกีฬาของเรามีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ เรามั่นใจว่าจะคว้าเหรียญทองสร้างเกียรติประวัติให้ชาติไทย”

    การแข่งขันมวยไทยในซีเกมส์จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ มวยไทย และ ไหว้ครูมวยไทย ซึ่งถูกบรรจุเป็นกีฬาชิงเหรียญอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ ผู้ว่าฯ ย้ำว่า “ประเทศไทยคือ Home of Muaythai” และขอให้คนไทยร่วมเชียร์ทัพนักกีฬามวยไทยและนักกีฬาไทยทุกชนิดกีฬาให้สุดพลัง

    กิจกรรม “สวัสดีซีเกมส์ เชียร์มวยไทยในบ้านเรา” จัดขึ้นเพื่อสะท้อนบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางมวยไทยในอาเซียน ส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรม และสร้างภาพลักษณ์ให้กีฬามวยไทยเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ–ท่องเที่ยว พร้อมสร้างแรงเชียร์จากคนไทยทั่วประเทศก่อนเข้าสู่มหกรรมซีเกมส์ปลายปีนี้

    การแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 33 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 ณ กรุงเทพฯ ชลบุรี และสงขลา โดยการแข่งขันมวยไทยจะมีขึ้นวันที่ 13-19 ธันวาคม ณ อาคารโรงยิม 1,000 ที่นั่ง สนามกีฬาเมืองหลักภาคใต้ (พรุค้างคาว)

    แฟนกีฬาไทยสามารถรับชมการแข่งขันได้ทั้งที่สนามและทางการถ่ายทอดสดผ่าน NBT, T-Sports 7 และเครือข่ายสื่อพันธมิตร รวมกว่า 30 ชนิดกีฬา เพื่อร่วมส่งกำลังใจให้ทัพนักกีฬาไทยในทุกวินาทีของการแข่งขัน

    กกท. ผนึกพลังมวยไทย เปิดกิจกรรม ‘สวัสดีซีเกมส์ เชียร์มวยไทยในบ้านเรา 1
    กกท. ผนึกพลังมวยไทย เปิดกิจกรรม ‘สวัสดีซีเกมส์ เชียร์มวยไทยในบ้านเรา 2
    กกท. ผนึกพลังมวยไทย เปิดกิจกรรม ‘สวัสดีซีเกมส์ เชียร์มวยไทยในบ้านเรา 3
    กกท. ผนึกพลังมวยไทย เปิดกิจกรรม ‘สวัสดีซีเกมส์ เชียร์มวยไทยในบ้านเรา 4
    กกท. ผนึกพลังมวยไทย เปิดกิจกรรม ‘สวัสดีซีเกมส์ เชียร์มวยไทยในบ้านเรา 5
    กกท. ผนึกพลังมวยไทย เปิดกิจกรรม ‘สวัสดีซีเกมส์ เชียร์มวยไทยในบ้านเรา 6
    กกท. ผนึกพลังมวยไทย เปิดกิจกรรม ‘สวัสดีซีเกมส์ เชียร์มวยไทยในบ้านเรา 7

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-boxing-sawasdee-sea-games/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uVohY0rU1CIX07ykvtJIQ

  • การท่องเที่ยวฯ ชูแผน “Quick Win” เปิด 6 เส้นทางท่องเที่ยววิถีใหม่ดึงนักท่องเที่ยวจีน

    การท่องเที่ยวฯ ชูแผน “Quick Win” เปิด 6 เส้นทางท่องเที่ยววิถีใหม่ดึงนักท่องเที่ยวจีน

    ​นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงแผนงานเชิงรุกเร่งด่วน “Quick Win” เพื่อตอบรับช่วงไฮซีซั่นการท่องเที่ยว โดยตั้งเป้าหมายสำคัญในการดึงนักท่องเที่ยวชาวจีนกลับมาเยือนประเทศไทยให้ได้ 2 ล้านคน ภายในระยะเวลา 3 เดือน แผนดังกล่าวเป็นการผนึกกำลังจากทุกภาคส่วนเพื่อฟื้นความเชื่อมั่น และตอกย้ำภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยบนเวทีโลกอีกครั้ง

    ​“ขณะนี้ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น จึงเป็นจังหวะสำคัญที่เราจะเดินหน้าแผน ‘Quick Win’ อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ในระยะเวลาอันสั้น” นายอรรถกร กล่าว

    ​กลยุทธ์หลัก: เปิด 6 ประเภทเส้นทางท่องเที่ยววิถีใหม่ใน 27 พื้นที่

    กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้ร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนทั้งไทยและจีน รวมถึงสื่อชั้นนำอย่าง National Geographic และแพลตฟอร์ม OTA ยักษ์ใหญ่อย่าง ฟลิกกี้ (Fliggy) เตี่ยนผิง (Dianping) ทูหนิว(Tuniu) และหม่าเฟิงหว่อ (MaFengWo) เพื่อแนะนำเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของชาวจีนใน 27 พื้นที่ โดยแบ่งเป็น 6 หมวดหลัก ได้แก่:

    1. สำรวจเส้นทางวัฒนธรรม: เน้นการเที่ยวชุมชน วัดวาอาราม เพื่อสัมผัสเสน่ห์ดั้งเดิมของไทย

    2. กินดื่มเที่ยวชิล ๆ: ปักหมุดร้านอาหารท้องถิ่น สร้างโอกาสให้ชุมชนเข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยว

    3. การท่องเที่ยวเชิงกิจกรรมกีฬา: เช่น ปีนผา, ขี่จักรยาน, และการเรียนรู้ศิลปะป้องกันตัว อย่าง มวยไทย

    4. ชมเส้นทางชมธรรมชาติ: นำเสนอแหล่งท่องเที่ยว Unseen เช่น ทะเลหมอกในพะเยา, แพะเมืองผี (แกรนแคนยอนเมืองไทย)

    5. นำเที่ยวแบบครอบครัว: ออกแบบกิจกรรมที่หลากหลาย ปลอดภัย และได้ความรู้สำหรับทุกวัยในครอบครัว

    6. โรดทริป (Road Trip): เจาะกลุ่มนักขับรถด้วยเส้นทางเชื่อมต่อ ไทย-จีน-ลาว ที่ปลอดภัยและได้รับความนิยม

    ​กลยุทธ์การสื่อสารรูปแบบใหม่: สร้างกระแสผ่าน Super App และคอนเทนต์คุณภาพ

    ​แผน Quick Win เน้นการใช้การสื่อสารที่ทันสมัยและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน โดยร่วมมือกับแพลตฟอร์มชั้นนำของจีน:

    • Meituan-Dianping (เหม่ยถวน เตรี่ยนผิง): จัดงานประกาศรางวัลร่วมกับ Meituan–Dianping ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มบริการอาหารและไลฟ์สไตล์ครบวงจรของจีน เพื่อโปรโมทจุดหมายปลายทางและบริการด้านการท่องเที่ยว

    • Xiaohongshu: สร้างกระแสผ่านแคมเปญและแฮชแท็ก #泰好了放假游 (ออกเสียงว่า “ไท่ห่าวเลอ ฟ่างเจี้ย โหยว” แปลว่า ไทยดีมาก เที่ยววันหยุด) เพื่อสร้างคอนเทนต์ด้านความปลอดภัย สนุก เป็นมิตร และสร้างจุดเช็กอินพร้อม Art Decoration ในเมืองท่องเที่ยวหลัก

    • WeTV: ร่วมมือกับรายการเรียลิตี้ที่ถ่ายทำในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเข้าถึงผู้ชมกว่า 100 ล้านวิว เพื่อสร้างอิมแพคการท่องเที่ยวไทยในระดับภูมิภาค

    ​นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ยังได้เซ็น MOU 2 มณฑล 6 เมือง สำคัญของจีน ได้แก่ มณฑลไห่หนาน เมือง Sanya (ซานย่า), Haikou (ไห่โข่ว) Wenchang (เหวินชาง) มณฑลเจียงซู (Jiangsu Province) เมือง Nanjing (หนานจิง), Suzhou (ซูโจว) และ เมือง Hangzhou (หางโจว) เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวโดยตรง”

    ​กลยุทธ์สุดท้าย: เดินหน้าสร้าง Green Zones และยกระดับความปลอดภัยอัจฉริยะ

    ​สิ่งสำคัญที่สุดที่จะขาดไม่ได้ คือการสร้างความอุ่นใจเสมือนบ้านหลังที่สอง เราจึงเดินหน้าสร้าง Green Zones เพื่อตอกย้ำความไว้วางใจและความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยวชาวจีน โดยเราได้นำเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงมาใช้ ผ่านความร่วมมือกับแพลตฟอร์ม เหวยไท่กว๋อ (Wei! Taiguo) ในการวางระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน หรือ SOS System ซึ่งมีจุดเด่นสำคัญคือ สามารถติดตามสถานะการช่วยเหลือได้แบบเรียลไทม์ (Real-time Tracking) ทำให้นักท่องเที่ยวทราบทันทีว่าความช่วยเหลืออยู่ที่ไหนและจะมาถึงเมื่อไหร่ ซึ่งระบบนี้จะเริ่มใช้งานใน 27 เมืองท่องเที่ยว ที่เราได้นำเสนอไปข้างต้น เพื่อการันตีว่า ไม่ว่านักท่องเที่ยวจะเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ที่ไหน ความปลอดภัยจะครอบคลุมไปถึงทุกที่อย่างทั่วถึงครับ

    ​”การดำเนินการทั้งหมดนี้ มีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างแคมเปญสื่อสารคุณภาพ ที่จะดึงเสน่ห์ดั้งเดิมของไทย ทั้งความงดงาม รอยยิ้ม น้ำใจ และการต้อนรับแบบไทย กลับคืนสู่สายตานักท่องเที่ยวชาวจีน และบรรลุเป้าหมาย 2 ล้านคน ตามที่ตั้งไว้” นายอรรถกร กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/NfVP5ZxXs&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sMq1udC8XXotYB1UYI1hR

  • เซ็นทาราตั้งเป้ารายได้ปี 69 โต 15% ลุยเปิด 8 โรงแรมใหม่เอเชีย-ตอ.กลาง

    เซ็นทาราตั้งเป้ารายได้ปี 69 โต 15% ลุยเปิด 8 โรงแรมใหม่เอเชีย-ตอ.กลาง

    เครือโรงแรมและรีสอร์ทเซ็นทารา เปิดเผยถึงแผนกลยุทธ์และผลประกอบการธุรกิจโรงแรม โดย ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คาดการณ์ว่า รายได้ของเครือเซ็นทาราในปี 2569 จะเติบโตที่ 10-15% เมื่อเทียบกับปี 2568 ที่คาดว่ารายได้จะเติบโตราว 8%

    ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา เผยว่า “โดยภาพรวมแล้ว ผลประกอบการของเราในปีนี้ (ประมาณปี 2559) คาดว่าจะเติบโตประมาณ 7-8% ซึ่งถือว่าดีกว่าปีที่ผ่านมา แม้ในช่วงแรกจะมีเหตุการณ์ไม่แน่นอนจากการสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 แต่ภาพรวมถือว่าโอเค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซัน ทำให้ตัวเลขมีแนวโน้มที่ดีมาก
     

    ปัจจัยบวกสำคัญคือโครงสร้างตลาดของเรา เราไม่ได้พึ่งพานักท่องเที่ยวจีนมากนัก คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 10% ของตลาดรวม ทำให้เราไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากการชะลอตัวของตลาดนี้ ในทางกลับกัน นักท่องเที่ยวจาก ยุโรป ยังคงเติบโตได้ดี โดยเฉพาะในช่วงไฮซีซัน และตลาด อินเดีย ก็มีการเติบโตที่น่าพอใจ ขณะที่จุดหมายปลายทางสำคัญอย่างสมุยและภูเก็ตกลับมาดีขึ้น ส่วนกรุงเทพฯ ก็มีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อย ๆ

    สำหรับประเด็นที่ต้องจับตาคือหาดใหญ่มีปัญหาบางอย่าง แต่สัดส่วนรายได้ของโรงแรมในหาดใหญ่มีไม่ถึง 1% ของกลุ่มโรงแรมทั้งหมด เราคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือนในการฟื้นตัว ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผลประกอบการปลายปี

    การคาดการณ์เชิงบวกนี้เกิดขึ้นแม้จะมีปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผลกระทบ เช่น แผ่นดินไหว หรือความขัดแย้ง/การสู้รบในพื้นที่ต่างๆ ที่บริษัทไม่สามารถควบคุมได้ อย่างไรก็ตาม เซ็นทารามีแนวทางในการหาช่องทางและตลาดอื่น ๆ เพื่อเอาชนะอุปสรรคเหล่านี้

    กลยุทธ์รับมือตลาดผันผวนและการฟื้นตัว

    ในปี 2568 สถานการณ์ภาพรวมของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยลดลงประมาณ 7% และจำนวนนักท่องเที่ยวจีนหายไปในภาพรวมกว่า 30% ทว่า เครือเซ็นทาราไม่ได้พึ่งพานักท่องเที่ยวจีนมากนัก โดยสัดส่วนลูกค้าชาวจีนอยู่ที่ประมาณ 8-9% ของลูกค้าทั้งหมด ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

    เซ็นทาราจึงปรับกลยุทธ์ด้วยการเจาะตลาดอื่น ๆ เพื่อชดเชย โดยพบว่า นักท่องเที่ยวจากยุโรปยังคงเติบโต โดยเฉพาะในช่วงไฮซีซัน (ไตรมาส 4 และไตรมาส 1) และ ตลาดอินเดียมีการเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จุดหมายปลายทางสำคัญอย่างสมุยและภูเก็ตกลับมามีแนวโน้มที่ดี ขณะที่กรุงเทพฯ เริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ หากตลาดจีนฟื้นตัว ก็จะถือเป็นผลดีเพิ่มเติมสำหรับบริษัท เซ็นทาราตั้งเป้ารายได้ปี 69 โต 15% ลุยเปิด 8 โรงแรมใหม่เอเชีย-ตอ.กลาง

    สำหรับกรณีสถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ โรงแรมเซ็นทารา หาดใหญ่ ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ไม่ถึง 1% ของกลุ่มโรงแรมทั้งหมด คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือนในการฟื้นตัว และไม่ส่งผลกระทบมากนักในช่วงปลายปี

    แผนขยายธุรกิจ: เปิด 8 แห่ง พร้อมปักธง 6 ดาวที่กระบี่

    เซ็นทารามีแผนขยายธุรกิจในปี 2569 โดยเตรียมเปิดโรงแรมใหม่รวมประมาณ 8 แห่งในเอเชียและตะวันออกกลาง และบริษัทเน้นการขยายโรงแรมแบบบริหารจัดการ (manage hotel) มากกว่าการเป็นเจ้าของเอง

    โรงแรมที่เป็นของบริษัทเอง/ร่วมทุน (2 แห่ง)

    1. โรงแรม เซ็นทารา ไลฟ์ โอซาก้า: เป็นแบรนด์ระดับ 3 ดาว ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับบริษัท ไทเซอิ คอร์ปอเรชั่น โดยจะเป็นโรงแรมแห่งที่สองในญี่ปุ่น และคาดว่าจะเปิดในช่วงไตรมาส 2

    2. โรงแรม เซ็นทารา รีเซิร์ฟ กระบี่: เป็นแบรนด์ระดับ 6 ดาว ซึ่งเป็นการรีโนเวตใหญ่และรีแบรนด์จากโรงแรมเดิม และคาดว่าจะสามารถเปิดได้ในช่วงปลายปีหน้า

    โรงแรมที่เข้ารับบริหาร (ประมาณ 6 แห่ง)

    • ประเทศที่มีแผนเปิดโรงแรมใหม่ในปี 2569 ได้แก่ เนปาล, กาตาร์, ซาอุดีอาระเบีย และ เวียดนาม

    • นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการเจรจา/พัฒนาโรงแรมในประเทศจีนด้วย และซาอุดีอาระเบียอยู่ระหว่างการพูดคุยและเซ็น MOU

    ในช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เซ็นทาราได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับบริษัท NUO International Hotel Management Co., Ltd. เพื่อพัฒนาศักยภาพแบรนด์ในระดับนานาชาติ ความร่วมมือนี้เป็นโมเดลการแลกเปลี่ยนแบรนด์แบบสองทาง (Two-Way Brand Licensing) โดยเซ็นทาราจะนำแบรนด์ เช่น “เซ็นทารา” และ “เซ็นทารา แกรนด์” สู่ตลาดจีน ขณะที่ NUO International จะนำแบรนด์ที่สะท้อนเสน่ห์วัฒนธรรมจีน เช่น “Jianguo” และ “Brilliant” สู่ประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เซ็นทาราตั้งเป้ารายได้ปี 69 โต 15% ลุยเปิด 8 โรงแรมใหม่เอเชีย-ตอ.กลาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/real-estate/734084&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kSFKCXth0HAJo84h15WXr

  • สาวขับเก๋ง พุ่งชนรถจอดข้าง เสียหลักพลิกคว่ำหงายท้อง ใจกลางเมืองท่องเที่ยวสำคัญพะเยา

    สาวขับเก๋ง พุ่งชนรถจอดข้าง เสียหลักพลิกคว่ำหงายท้อง ใจกลางเมืองท่องเที่ยวสำคัญพะเยา

    วันที่ 27 พ.ย.2568 เมื่อเวลา 22.40 น.ของวันที่ 26 พ.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพะเยา ได้รับแจ้งเหตุรถเก๋งพลิกคว่ำ บนถนนรอบเวียงริมชายกว๊านพะเยา หน้าบริเวณเรือนโบราณ จุดท่องเที่ยวสำคัญของ จ.พะเยา จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมกู้ภัยสยามรวมใจพะเยา

    ที่เกิดเหตุพบรถยนต์ ยี่ห้อมิตซูบิชิ ทะเบียน เชียงราย สภาพจอดอยู่ริมถนนถูกชนแรงจนด้านหน้าซ้ายพังยุบเสียหาย ห่างไปพบรถเก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า ทะเบียน กรุงเทพมหานคร สภาพพลิกหงายท้องล้อชี้ฟ้าอยู่กลางถนน ตรวจสอบภายในรถพบคนขับเป็นหญิงสาว สภาพได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่เร่งงัดประตูให้การช่วยเหลือนำร่างออกมา แล้วนำส่งโรงพยาบาลพะเยา

    เบื้องต้นสันนิษฐานว่า ผู้บาดเจ็บอาจขับมาด้วยความเร็วและไม่ทันมองเห็นรถที่จอดอยู่ริมทาง ทำให้ชนเข้าอย่างจัง ส่งผลให้รถเสียหลักหมุนพลิกคว่ำหงายท้องกลางถนนเสียงดังสนั่น ขณะที่ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงต่างออกมาดูเหตุการณ์ด้วยความตกใจ ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด และสอบปากคำพยาน เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุครั้งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamnews.com/news/regional/32675&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2grP90CYGtLApTyMHlvENW

  • หอการค้าสงขลา มอง น้ำท่วม ศก.-ท่องเที่ยว ฟื้นตัวยาก | เที่ยงทันข่าว | 27 พ.ย. 68

    หอการค้าสงขลา มอง น้ำท่วม ศก.-ท่องเที่ยว ฟื้นตัวยาก | เที่ยงทันข่าว | 27 พ.ย. 68

    วันนี้ ทางกระทรวงการคลังจะนัดประชุมหารือกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อหามาตรการในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้

    ขณะที่ ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา เผย น้ำท่วมหาดใหญ่ จมทั้งเมือง เศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวฟื้นตัวได้ยาก อยู่ในภาวะฉุกเฉิน ส่วนภาคอุตสาหกรรมส่อแววกระทบด้านวัตถุดิบที่ใช้ผลิตสินค้า ชี้ ภาครัฐควรคิดมาตรการเยียวยาหลังจากนี้

    #หอการค้า #น้ำท่วม #น้ำท่วมภาคใต้ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #เที่ยงทันข่าว
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/206067&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LNeqJFhVd4UZGIkVVQUoc

  • “หุ้นท่องเที่ยว” เจอศึกหนัก รัฐบาลต่างชาติ เตือนน้ำท่วมใต้ ซ้ำเติมกลุ่มจีนยังฟื้นไม่เต็มที่

    “หุ้นท่องเที่ยว” เจอศึกหนัก รัฐบาลต่างชาติ เตือนน้ำท่วมใต้ ซ้ำเติมกลุ่มจีนยังฟื้นไม่เต็มที่

    ภาคการท่องเที่ยวไทยซึ่งถือเป็น “เครื่องยนต์หลัก” ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะประเด็นหลักคือ นักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ ยังคงฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่

    และล่าสุดคือสถานการณ์ วิกฤติน้ำท่วมรุนแรง ที่เกิดขึ้นในภาคใต้ของไทย ซึ่งอาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในระดับหมื่นล้านบาท และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยว ซึ่งล่าสุดรัฐบาลแคนาดา ได้ออกคำเตือนให้พลเมืองของตนเอง “เพิ่มความระมัดระวัง” ในการเดินทางมายังประเทศไทย

    อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางแรงกดดันเหล่านี้ นักวิเคราะห์ฯ ยังเห็นสัญญาณเชิงบวกจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงอย่างรัสเซีย และโอกาสที่นักท่องเที่ยวจีนจะกลับมาเติบโตได้ในช่วงปีหน้า

    แรงฉุดเศรษฐกิจหลัก การท่องเที่ยว-เบิกจ่ายภาครัฐ

    ฝ่ายวิจัยฯ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) ระบุว่า หาดใหญ่ เป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของภาคใต้ และอันดับ 14 ของประเทศ มีมูลค่า GDP ราว 2.51 แสนล้านบาท โดยหากสถานการณ์ยืดเยื้อ 1 เดือน คาดว่าจะเกิด ความเสียหายราว 10,000-15,000 ล้านบาท

    ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วง High Season ของการท่องเที่ยวภาคใต้ ซึ่งเป็นช่วงที่ควรจะโกยรายได้เข้าประเทศ ทำให้เสียโอกาสในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในงวดไตรมาส 4/2568

    อย่างไรก็ตาม ในมุมมองเปรียบเทียบ แม้มีโอกาสจะเสียหายหลักหมื่นล้าน แต่เมื่อเทียบกับน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ที่ World Bank ประเมินไว้ถึง 1.44 ล้านล้านบาท ถือว่าสเกลความเสียหายครั้งนี้ ยังจำกัดอยู่ในระดับภูมิภาค ไม่ใช่ระดับประเทศ

    ด้านบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า แรงกดดันหลักต่อภาพรวมเศรษฐกิจมาจากสองส่วนคือ ภาคการท่องเที่ยวที่ลดลงถึง 10.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากความกังวลเรื่องความปลอดภัยในไทย

    และการใช้จ่ายภาครัฐที่ลดลง 3.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน รวมถึงการลงทุนภาครัฐที่ลดลง 5.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งมีสาเหตุจากการเปลี่ยนฝ่ายบริหารของรัฐบาลที่กระทบต่อการเบิกจ่าย

    สัญญาณฟื้นตัว “หุ้นโรงแรม” เริ่มชัด แม้เผชิญแรงกดดัน

    ต้องยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมาภาคการท่องเที่ยวไทย ต้องเผชิญบททดสอบต่อเนื่อง ตั้งแต่ความกังวลด้านความปลอดภัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนลังเลในการเดินทาง จนถึงเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคใต้ ที่ซ้ำเติมบรรยากาศท่องเที่ยวให้ยิ่งอึมครึมไปอีก

    ล่าสุด ยังมีแรงกดดันเพิ่มเข้ามาเมื่อรัฐบาลแคนาดาออกประกาศเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังในการเดินทางมายังไทยด้วย

    นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ชี้ว่า รัฐบาลแคนาดาได้อัปเดตคำเตือนการเดินทางให้ “เพิ่มความระมัดระวัง” จากเหตุน้ำท่วมรุนแรงในภาคใต้ของไทย ซึ่งเป็น Sentiment เชิงลบต่อกลุ่มท่องเที่ยว

    อย่างไรก็ตาม สัดส่วนนักท่องเที่ยวแคนาดาคิดเป็น 0.8% ของจำนวนนักท่องเที่ยวรวม ทั้งนี้ หุ้นที่ได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศที่จะลดลงเรียงลำดับจากมากไปน้อยตามสัดส่วนรายได้ในประเทศไทย ได้แก่ ERW, CENTEL, MINT, SHR

    โดย ERW มีสัดส่วนรายได้จากโรงแรมที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเพียงประมาณ 1% ของรายได้รวม และมีประกันภัยครอบคลุมความเสียหายด้วย

    ด้าน ฝ่ายวิจัยฯ บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่า การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนเริ่มยืนระดับได้ที่ 7.5 หมื่นคนต่อสัปดาห์ และมีโอกาสกลับมาเติบโตเป็นครั้งแรกในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งมีปัจจัยหนุนจากฐานที่ต่ำและเทศกาลตรุษจีน

    ขณะที่เริ่มเห็นสัญญาณการขยายตัวของกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงอย่างรัสเซีย ซึ่งมองว่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มโรงแรม มากกว่ากลุ่มการบิน

    ทั้งนี้ คงให้น้ำหนัก Outperform และเลือก CENTEL เป็น Top pick และ ERW จากการเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยวไทย สำหรับ MINT มองว่าราคาน่าสนใจ ภายใต้ทิศทางกำไรไตรมาส 4/2568 ที่ดีขึ้น จากปัจจัยหนุนเรื่องเสถียรภาพของค่าเงินยูโรเทียบบาท และต้นทุนค่าไฟในยุโรปที่ปรับลดลง

    “หุ้นการบิน” ยังท้าทาย

    แม้ว่ากลุ่มโรงแรมจะยังมีปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัวในระยะถัดไป แต่ในส่วนของธุรกิจการบินนั้น ถือเป็นอีกกลุ่มที่นักลงทุนต้องติดตามความท้าทายอย่างใกล้ชิด

    บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ระบุถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมด้านการบินในปี 2569 ว่าจะเป็นปีที่ท้าทายอย่างมากสำหรับผู้ประกอบการอย่าง AAV, BA, และ THAI

    เนื่องจากแรงกดดันจากทั้งจำนวนนักท่องเที่ยว ค่าโดยสาร รวมถึงต้นทุนหลักอย่างราคาน้ำมัน หลังจากที่เคยได้รับผลดีจากปัจจัยเหล่านี้ในช่วงสองปีที่ผ่านมา

    ด้วยปัจจัยความผันผวนที่สูงนี้ ให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มธุรกิจการบินไว้ที่เพียง “เท่าตลาด” เนื่องจากมองว่าแนวโน้มผลประกอบการในปี 2569 คาดว่าจะออกมาทรงตัว

    โดยให้คำแนะนำหุ้น Top Picks ของกลุ่ม คือ BA เนื่องจากมีจุดเด่นตรงที่รายได้หลักมาจากสนามบินสมุย ซึ่งมีการแข่งขันค่อนข้างต่ำ ทำให้ได้รับผลกระทบจำกัดจากการแข่งขันของตลาดในประเทศ

    อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/investment/capital_market/2898309&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Uu2Nj0ANd8_W5scm7AQPV

  • เกาะพีพีต้นแบบโลก! ศูนย์บริหารจัดการคุณภาพน้ำ ชูความยั่งยืนคู่การท่องเที่ยว

    เกาะพีพีต้นแบบโลก! ศูนย์บริหารจัดการคุณภาพน้ำ ชูความยั่งยืนคู่การท่องเที่ยว

    เกาะพีพีต้นแบบโลก! ศูนย์บริหารจัดการคุณภาพน้ำ ชูความยั่งยืนคู่การท่องเที่ยว

    วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.21 น.

    เกาะพีพีต้นแบบโลก! รมช.มท. เปิดศูนย์บริหารจัดการคุณภาพน้ำ บำบัด 2,000 คิว/วัน นำกลับมาใช้ใหม่ ชูความยั่งยืนคู่การท่องเที่ยว

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ‘เปลี่ยนน้ำเสีย คืนน้ำใส ให้พีพี’ ที่จัดขึ้นโดยองค์การจัดการน้ำเสีย กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวนาง จังหวัดกระบี่ ณ ศูนย์บริหารจัดการคุณภาพน้ำ องค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวนาง (เกาะพีพี)

    รมช.มท. ได้ประกาศให้ศูนย์บริหารจัดการคุณภาพน้ำแห่งนี้เป็น ‘ต้นแบบ’ ในการสร้างสมดุลของระบบนิเวศ เพื่อช่วยยกระดับให้เกาะพีพีเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก และเป็นหมุดหมายที่ตอกย้ำนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวและความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม

    ศูนย์บริหารจัดการคุณภาพน้ำ (เกาะพีพี) ซึ่งเป็นระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนที่ออกแบบและบริหารจัดการโดยองค์การจัดการน้ำเสีย ได้รับรางวัล Winner in Landscape Architecture – Park and Garden Landscape จากการประกวด Built Design Awards (BLT) 2025 ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

    ศูนย์ฯดังกล่าว มีความสามารถในการรองรับและบำบัดน้ำเสีย 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน น้ำที่ผ่านการบำบัดมีคุณภาพตามมาตรฐานและสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ ช่วยลดปัญหาการขาดแคลนน้ำใช้ของประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่

    การออกแบบของศูนย์ฯ เป็นลักษณะโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กแบบ ก่อสร้างใต้ดิน พร้อมติดตั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์บำบัดน้ำเสีย ทำให้สามารถใช้ประโยชน์พื้นที่ด้านบนให้เป็น แหล่งนันทนาการสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว รวมถึงใช้เป็นสถานที่จัดงานในครั้งนี้ด้วย

    ภายในงานยังจัดกิจกรรมสำคัญ คือ ฟุตซอลกระชับมิตรนัดพิเศษ ‘รวมพลังคนดัง ปลุกกระแส เปลี่ยนน้ำเสีย คืนน้ำใส ให้พีพี’ ระหว่างทีม VIP จังหวัดกระบี่ พบกับ ทีมอดีตนักฟุตซอลทีมชาติไทย และทีมดาราช่อง One 31 พบกับทีมอดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย เพื่อเป็นการปลุกกระแสให้ประชาชนทุกภาคส่วนตระหนักและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะเรื่องการจัดการปัญหาน้ำเสีย และตอกย้ำภาพลักษณ์ ‘เมืองกระบี่ยั่งยืน สะอาด สวยงาม ปลอดภัย’

    //////-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/930803&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-VeMgPYNgnPIcC2-GshBQ

  • ZoomIn: สัญญาณบวก!! จีนเที่ยวไทยฟื้นโค้งสุดท้าย คาดนทท.ปีนี้ 4.5-5 ล้านคน ลุ้นปีหน้าทะยานแตะ 8 ล้าน : อินโฟเควสท์

    ZoomIn: สัญญาณบวก!! จีนเที่ยวไทยฟื้นโค้งสุดท้าย คาดนทท.ปีนี้ 4.5-5 ล้านคน ลุ้นปีหน้าทะยานแตะ 8 ล้าน : อินโฟเควสท์

    ใกล้เข้าสู่โค้งสุดท้ายช่วงปลายปีแล้ว ตลาดนักท่องเที่ยวจีนเริ่มมีความหวังกลับมาฟื้นอย่างเห็นได้ชัด หลังล่าสุดตัวเลขชาวจีนที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวไทยสะสมแล้วกว่า 4 ล้านคน เป็นผลจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างจีน-ญี่ปุ่นที่บานปลาย และการเสด็จฯ เยือนจีนของในหลวงรัชกาลที่ 10 เป็นปัจจัยหนุน นอกจากนี้ ททท.เองยังมีการเร่งสร้างความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ ทำให้คาดว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนทั้งปีน่าจะแตะ 4.5-5 ล้านคน ขณะที่ปี 69 ตั้งเป้าว่าอาจจะถึง 8 ล้านคนหลังผ่านจุดต่ำสุดปีนี้ไปแล้ว

    นายชนะพันธ์ แก้วกล้าไชยวุฒิ นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวสัมพันธ์ไทย-จีน เปิดเผยว่า ตัวเลขสะสมนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าไทยจนถึงปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 3.9 ล้านคน และคาดการณ์ว่าเมื่อสิ้นสุดปี 68 ตัวเลขรวมน่าจะอยู่ที่ประมาณเกือบ 5 ล้านคน

    “ช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค. 68 รวม ๆ แล้ว 2 เดือนประเมินว่า นักท่องเที่ยวจีนน่าจะเข้ามาไม่เกิน 700,000 คน ก็น่าจะเป็น 4 ล้านกว่า เฉียด ๆ 5 ล้านคน” นายชนะพันธ์ กล่าว

    โดยมีปัจจัยหนุนจากความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างไทย-จีน จากการเสด็จฯ เยือนจีนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ถือเป็นผลเชิงบวกอย่างมาก ซึ่งครอบคลุมความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นในทุกมิติ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ด้านการท่องเที่ยวเท่านั้น

    2. ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ก็เป็นปัจจัยที่ต้องจับตา โดยมีรายงานการยกเลิกการเดินทางไปญี่ปุ่น ของนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเป็นผลพวงจากความขัดแย้งที่มีมาแต่อดีต คาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวบางส่วนที่กำลังตัดสินใจไปเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งอาจจะเปลี่ยนเส้นทางมาเที่ยวประเทศไทยแทนได้ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยนี้เป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ จึงยากที่จะประเมินตัวเลขการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวที่ชัดเจน

    3. การกลับมาของกรุ๊ปทัวร์ ตั้งแต่เดือนพ.ย. 68 เป็นต้นมา เริ่มมีสัญญาณบวกจากการที่ “กรุ๊ป Incentive” (กรุ๊ปเหมา) ขนาดใหญ่หลักพันคนเดินทางเข้ามาในประเทศไทย 3-4 กรุ๊ป ซึ่งแสดงให้เห็นว่าองค์กรขนาดใหญ่ของจีนเริ่มมีความมั่นใจในสถานการณ์ของไทย จากปัจจัยที่ข่าวเชิงลบเริ่มซาลง

    นายชนะพันธ์ ระบุว่า นักท่องเที่ยวจีนที่หายไปคือ กรุ๊ปทัวร์ ไม่ใช่ FIT (นักเดินทางอิสระ) ซึ่งกรุ๊ปทัวร์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากมีการใช้จ่ายสูงกว่ากลุ่ม FIT

    “นักท่องเที่ยวที่หายไปจริง ๆ คือกรุ๊ปทัวร์ ดังนั้น ภาครัฐควรหันกลับมาดูแลผู้ประกอบการไทยและส่งเสริมกรุ๊ปทัวร์ให้กลับมามีพลัง เพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างมีศักยภาพ” นายชนะพันธ์ กล่าว

    อย่างไรก็ดี ยังมีประเด็นฉุดรั้งการเดินทางของชาวจีนในเรื่องความไม่มั่นใจในความปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกลัวเรื่อง การถูกลักพาตัวไปขายยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยมองว่า ขณะนี้รัฐบาลไทยยังไม่ได้แสดงมาตรการที่เป็น “เชิงประจักษ์” ให้ชาวจีนเห็นอย่างชัดเจนว่ากำลังแก้ปัญหาอย่างเข้มงวด แต่ถือว่าสถานการณ์เริ่มดีขึ้นบ้างจากการที่ข่าวเฟคนิวส์ หรือข่าวเชิงลบที่สร้างความเสียหายเริ่มจางหายไป ประกอบกับการที่ทางการไทยมีการปราบปรามจับกุมกลุ่มอาชญากรรม เช่น การฟอกเงิน ซึ่งพบว่าผู้กระทำความผิดส่วนใหญ่เป็นชาวจีนด้วยกันเอง ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เคยถูกนำเสนอเมื่อช่วงต้นปี 68

    คาดปี 69 นทท.จีนแตะ 8 ล้านคน

    ส่วนในปี 69 คาดว่าสถานการณ์นักท่องเที่ยวจีนจะดีขึ้นกว่าปี 68 เนื่องจากปีนี้เป็นปีที่สถานการณ์การท่องเที่ยวจีนอยู่ในระดับที่แย่ที่สุดแล้ว ดังนั้น ปีหน้าไม่น่าจะน้อยไปกว่า 5 ล้านคน และตั้งเป้าสูงสุดไว้ว่าอาจจะถึง 8 ล้านคนได้ แต่คงต้องรอดูสัญญาณในช่วงเทศกาลสำคัญคือ “ตรุษจีน” ในช่วงปลายเดือนก.พ. 69 ก่อน

    ด้านนายกิตติ พรศิวะกิจ นายกสมาคมการตลาดท่องเที่ยวไทย และคณะกรรมการเฉพาะกิจด้านยุทธศาสตร์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดว่าในช่วง 40 วันสุดท้ายของปี จะมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาอีก 500,000 คน รวมทั้งปี 68 เป็น 4.5 ล้านคน

    ในส่วนของการเยือนจีนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี มองว่า มีผลดีอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจีนในการตัดสินใจเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทย เนื่องจากคนจีนมักจะเชื่อถือรัฐบาลจีน ที่ผ่านมาหากรัฐบาลจีนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับชาติใด ก็จะส่งผลต่อตัวเลขนักท่องเที่ยวไปยังชาตินั้นอย่างมีนัยสำคัญ

    นอกจากนี้ ททท. มีแคมเปญ Joint Promotion ร่วมกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย-จีน และสายการบินในหลายมิติทั้งในกลุ่มทัวร์ อีเวนต์ และนักเดินทางอิสระ (FIT) นอกจากนี้ ยังมีการออกสัญลักษณ์ Trusted Thailand ให้กับโรงแรมที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวจีนอีกด้วย

    ส่วนสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างจีน-ญี่ปุ่นที่บานปลาย ขณะนี้ยังไม่ส่งผลบวกในเชิงจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทยมากนักในระยะ 7 วันที่ผ่านมา แต่มีแนวโน้มดีในช่วงเดือนธ.ค. 68 ในขณะที่มีนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นประมาณ 5-10%

    สำหรับข้อมูลการจองแพ็กเกจทัวร์ การจองเที่ยวบิน และโรงแรมในช่วงนี้ นายกิตติ กล่าวว่า 10 เดือนครึ่งที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทยยังไม่ฟื้นตัวจากการติดลบ 30-35% เทียบกับปีที่แล้ว โดยมีสัญญาณดีขึ้นในช่วงธ.ค.-ม.ค. ที่อาจจะกลับมาถึง 75% เทียบกับปีก่อน

    นายกิตติ กล่าวว่า ตลาดจีนถึงแม้ว่าจะมีจำนวนลดลง แต่มีคุณภาพและสร้างรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อทริปสูงขึ้น เนื่องจากมีสัดส่วนของกลุ่ม FIT MICE และ Small Group สูงขึ้น โดยคนจีนนิยมใช้จ่ายในด้านอาหาร สินค้าของฝาก และ Wellness สูงขึ้น โดนนักท่องเที่ยวที่เป็น Repeat Tourist เริ่มแสวงหาประสบการณ์เชิงลึกและ Content ใหม่ ๆ ในการท่องเที่ยวเมืองรอง และชุมชนใหม่ ๆ ในเมืองหลัก ทำให้มีการเพิ่ม Spending และมีการกระจายรายได้มากขึ้น

    ในส่วนของภาพรวมนักท่องเที่ยวจีนในปี 69 คาดว่า จะมีนักท่องเที่ยวจีนประมาณ 5 ล้านคน + 11% YoY สร้างรายได้ 250,000 ล้านบาท

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/549153&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iB0RsMHojAeki3gp1esKP

  • เปิดฤดูกาลท่องเที่ยว อช.ป่าหินงาม ชวนสัมผัสโอโซนบริสุทธิ์ พิชิตบันไดสวรรค์ ขึ้นชมวิวผาสุดแผ่นดิน

    เปิดฤดูกาลท่องเที่ยว อช.ป่าหินงาม ชวนสัมผัสโอโซนบริสุทธิ์ พิชิตบันไดสวรรค์ ขึ้นชมวิวผาสุดแผ่นดิน

    ภูมิภาค

    เปิดฤดูกาลท่องเที่ยว อช.ป่าหินงาม ชวนสัมผัสโอโซนบริสุทธิ์ พิชิตบันไดสวรรค์ ขึ้นชมวิวผาสุดแผ่นดิน

    วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.56 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 จังหวัดชัยภูมิ ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวรับลมหนาวที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งปี! ในเช้าวันนี้ อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม ได้รายงานอุณหภูมิสุดขั้วที่ลดต่ำลงถึง 12 องศาเซลเซียส ถือเป็นการเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ

    บรรยากาศบริเวณ “ผาสุดแผ่นดิน” เต็มไปด้วยความสดชื่นจาก โอโซนบริสุทธิ์ ที่โอบล้อมระเบียงชมวิว ลานกางเต็นท์ และพื้นที่โดยรอบ ผู้มาเยือนต่างตื่นตาตื่นใจกับทัศนียภาพยามเช้าอันน่าอัศจรรย์ เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นเหนือขอบฟ้าเหนือ ทะเลหมอกจาง ๆ ที่ปกคลุมทิวเขา ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดคือการพิชิต “บันไดสวรรค์” เพื่อขึ้นไปชมวิวสุดแผ่นดิน เป็นจุดเช็กอินที่การันตีความประทับใจและความคุ้มค่าของการเดินทาง

    “การมาเยือนป่าหินงามในฤดูหนาวนี้ ไม่เพียงแต่จะได้รับชมความงามตามธรรมชาติอันน่าทึ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นการเติมพลังกายและใจด้วยอากาศที่บริสุทธิ์ที่สุด” เจ้าหน้าที่อุทยานฯ กล่าว “เราขอเชิญทุกท่านที่กำลังมองหาสถานที่พักผ่อนใกล้กรุงเทพฯ ที่ให้บรรยากาศหนาวจริง หนาวถึงใจ มาร่วมสัมผัสความฟินที่ชัยภูมิ”

    อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม พร้อมแล้วที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกท่านให้มาสัมผัสความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ และเก็บภาพความประทับใจในอ้อมกอดของลมหนาวตลอดช่วงฤดูกาลนี้ นายสมศักดิ์ กาญนคช หัวหน้าอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม กล้าวทิ้งท้าย


     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/456180&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bX4QMxmxOrtcpMt8vF92b

  • วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ น้ำท่วมภาคใต้ ททท.เปิด 2 ซีนาริโอ กระทบนักท่องเที่ยวปี 2568 หด

    วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ น้ำท่วมภาคใต้ ททท.เปิด 2 ซีนาริโอ กระทบนักท่องเที่ยวปี 2568 หด

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยถึงผลกระทบด้านท่องเที่ยวจากน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ระหว่างวันที่ 21-24 พ.ย. 2568 ว่า พบว่ามี 4 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ได้แก่ สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส โดยเฉพาะน้ำท่วมหาดใหญ่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของสงขลา ส่งผลให้ถนนหลายเส้นทางถูกตัดขาด โรงแรมและสถานธุรกิจต่าง ๆ ถูกน้ำท่วมขังและได้รับความเสียหาย

    ส่งผลให้โรงแรมที่พักในหาดใหญ่ทั้งหมดได้ประกาศปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 23 พ.ย. เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

    อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมาพบว่ามีนักท่องเที่ยวประมาณ 8,000 คนติดค้างอยู่ในโรงแรมต่างๆในหาดใหญ่ ในจำนวนนี้ เป็นชาวต่างชาติ 7,300 คน โดย 90% เป็นนักท่องเที่ยวมาเลเซีย และอีก 10% เป็นนักท่องเที่ยวสิงคโปร์และอินโดนีเซีย

    น้ำท่วมหาดใหญ่

    ทั้งยังมีนักท่องเที่ยวประมาณ 600 คนติดค้างอยู่ในสนามบินหาดใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาเพื่อท่องเที่ยว ประชุม หรือเยี่ยมญาติ เนื่องจากการเดินทางเข้า-ออกพื้นที่ได้รับผลกระทบรุนแรง

    ประกอบกับเหตุการณ์อุทกภัยครั้งนี้ยังส่งผลกระทบเชิงจิตวิทยาและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวโดยรวม โดยรัฐบาลมาเลเซีย และสถานกงสุลใหญ่มาเลเซียประจำจังหวัดสงขลา ได้ประกาศเตือนพลเมืองให้ เลื่อนการเดินทางท่องเที่ยวมายังภาคใต้ของไทย ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ย.2568 และสื่อกระแสหลักของมาเลเซีย มีการรายงาน โดยเฉพาะกรณีที่นักท่องเที่ยวมาเลเซียติดค้าง

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    ทำให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวมาเลเซียเกิดความวิตกกังวล และอาจกระทบต่อภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นในการเดินทางมายังภาคใต้โดยรวม ส่งผลกระทบเชิงจิตวิทยาต่อนักท่องเที่ยวตลาดมาเลเซีย ให้ตัดสินใจปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางอื่นแทน หรือมีการยกเลิก/ชะลอการเดินทางออกไปก่อน

    อีกทั้งยังทำให้เกิดการเสียโอกาสในการดึงนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ เนื่องจากนักท่องเที่ยวชะลอการเดินทางไปชมทะเลหมอกอัยเยอร์เวงที่ อ.เบตง จ.ยะลา ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของฤดูกาล

    นอกจากนี้ยังมีการยกเลิกงานเปิดไฟต้นคริสต์มาส Christmas Tree Light Up Celebration ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล หาดใหญ่ และเลื่อนกิจกรรม THAI FIGHT พัทลุง 

    ททท.ยังคาดการณ์ผลกระทบการจากการชลอการเดินทางท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค. 2568 โดยคาดว่าแนวโน้มในเดือนพ.ย. จะมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย ไปเที่ยวสงขลา  243,150 คน-ครั้ง  ติดลบ 6.9 % และมีรายได้ทางการท่องเที่ยว 1,920 ล้านบาท หดตัว 8.5 %

    ส่งผลให้แนวโน้มภาคใต้ มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 2,490,370 คน-ครั้ง เติบโตเล็กน้อยอยู่ที่ 0.92 % และมีรายได้ทางการท่องเที่ยว 16,140 ล้านบาท ติดลบ 1.82 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2567 

    ขณะที่แนวโน้มในเดือนธ.ค.2568 คาดว่ามีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 306,400 คน-ครั้ง หดตัวประมาณ 2% และมีรายได้ทางการท่องเที่ยว 2,410 ล้านบาท หดตัวประมาณ 4 % ส่งผลให้แนวโน้มภาคใต้ มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 2,792,200 คน-ครั้ง เติบโต 1.28 % และมีรายได้ทางการท่องเที่ยว 17,680 ล้านบาท หดตัว 1.6 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2567

    สำหรับตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตลาดนักท่องเที่ยวมาเลเซียถือเป็นตลาดนักท่องเที่ยวหลักอันดับ 1 ของไทย โดยมีสัดส่วน 14 % ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด และส่วนใหญ่กว่า 73% เดินทางเข้าไทยผ่านด่านชายแดนทางบกภาคใต้

    ททท. คาดการณ์ว่าเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2568 จะส่งผลกระทบต่อการเดินทางของตลาดมาเลเซียในระยะสั้น 1-2 สัปดาห์ โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนพ.ย.-ต้นเดือนธ.ค. โดยแบ่งได้เป็น 2 กรณี ดังนี้

    • กรณีที่ 1 (กระทบระยะสั้น 1 สัปดาห์)

    คาดการณ์นักท่องเที่ยวมาเลเซียเข้าไทยทั้งปี 2568 ประมาณ 4.60 ล้านคน ลดลง 7 % จากปี 2567

    • กรณี 2 (กระทบมากกว่า 1 สัปดาห์) หากสถานการณ์ยืดเยื้อ คาดการณ์นักท่องเที่ยวมาเลเซียเข้าไทยทั้งปี 2568 ประมาณ 4.55 ล้านคน ลดลง 8 % จากปี 2567

    อย่างไรก็ตามทั้งนี้หากเป็นในกรณีที่ 2  จะทำให้ภาพรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมทั้งปี 2568 คาดว่าจะต่ำกว่า 33 ล้านคน ลดลง 8 % จากปี 2567  

    ผลกระทบท่องเที่ยว

    นอกจากนี้ททท.อยู่ระหว่างการเตรียมแผนในการเยียวผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ และส่งเสริมตลาดจัดกิจกรรมในช่วงปลายปี อาทิ เทศกาล Countdown หาดใหญ่ เทศกาลตรุษจีน และอีเวนต์อื่นๆ อื่นๆ รวมถึงชงมาตรการส่งเสริมการขายหรือ มาตรการฟื้นฟูด้านการเงิน

    สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบหนัก ที่จะช่วยกระตุ้นนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ และช่วยเหลือผู้ประกอบการและฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่     

    ด้านดร.สิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่ สงขลา กล่าวว่าปัจจุบันโรงแรมในหาดใหญ่กว่า 300 แห่ง รวมจำนวนห้องพักกว่า 3 หมื่นห้อง ต้องปิดกิจการจากผลกระทบน้ำท่วม เหลือที่เปิดให้บริการได้ราว 10 แห่งเท่านั้นที่ไม่มีปัญหาเรื่องไฟฟ้า

    ในระยะสั้นมีการประเมินความเสียหายเบื้องต้นไว้ประมาณ ร่วม 100 ล้านบาท ความเสียหายนี้เกิดจากการที่ทุกอย่างถูกยกเลิกหมด และโรงแรมไม่มีเหตุผลที่จะไม่คืนเงินให้ลูกค้าที่ยกเลิกการจอง ขณะที่ร้านนวดและร้านอาหารซึ่งเป็นห่วงโซ่ของระบบก็ต้องหยุดชะงักไปทั้งหมดด้วย

    โดยในช่วงแรกมีรายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวติดค้างที่ได้รับข้อมูลเข้ามาประมาณ 7,000-8,000 คน แต่เมื่อรวมกับผู้ที่อยู่นอกบริเวณหรือยังไม่ได้แจ้งข้อมูลเข้ามา คาดการณ์ว่าอาจมีนักท่องเที่ยวรวมเป็นหมื่นคน เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ (วันเสาร์-อาทิตย์) ซึ่งปกติจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเที่ยวเป็นจำนวนมาก 

    สิ่งเร่งด่วนที่สุดคือการนำนักท่องเที่ยวออกจากพื้นที่ให้ได้ก่อน เพราะหากไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้ การจะเรียกนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวมาเลเซีย ซึ่งหาดใหญ่พึ่งพาอย่างมาก ให้กลับมาเที่ยวอีกครั้งจะไม่ใช่เรื่องง่ายโดยได้ทยอยช่วยเหลือ ทำให้ปัจจุบันเหลืออยู่ประมาณ 1,000 กว่าคน แต่ก็มีปัญหาระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นมาอีก

    โดยผู้ประกอบการเห็นว่าการรับมือและดูแลนักท่องเที่ยวของภาครัฐในวิกฤตนี้ “ทำได้ล้มเหลว” มีความล่าช้า ไม่ทั่วถึง และขาดศูนย์กลางในการบัญชาการ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว และสิ่งที่กังวล คือ การเรียกความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวกลับคืนมา เนื่องจากย่านใจกลางเมืองหาดใหญ่พึ่งพานักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเป็นหลัก เพราะได้มีการยกเลิกการเดินทางทั้งหมดแล้ว 

    ทั้งคาดว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจะนานเกินกว่า 1 สัปดาห์ เพราะกว่าน้ำจะลด ก็ต้องมีการซ่อมแซมสถานประกอบการ และสิ่งที่กังวล คือ การเรียกความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวกลับคืนมา เนื่องจากย่านใจกลางเมืองหาดใหญ่พึ่งพานักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเป็นหลัก เพราะได้มีการยกเลิกการเดินทางทั้งหมดแล้ว และในระยะยาว คาดการณ์ว่าการฟื้นฟูธุรกิจให้กลับมาเป็นปกติอาจใช้เวลาเป็นเดือน

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร เปิดเผยถึงผลกระทบน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่หาดใหญ่และจังหวัดภาคใต้ ว่าเป็นเหตุการณ์รุนแรงสุดในรอบหลายปี และส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจท่องเที่ยว–บริการ โดยประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้น ไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจราว 7,000 ล้านบาท และความเสียหายด้านทรัพย์สิน ทั้งบ้าน อาคาร รถยนต์ ฯลฯ อีกราว 3,000 ล้านบาท

    หากสถานการณ์ยังท่วมต่อเนื่องอีก 5–7 วัน ตัวเลขความเสียหายอาจพุ่งสูงขึ้นพร้อมชี้ว่าน้ำท่วมครั้งนี้สะเทือนต่อภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวสำคัญอย่างสงขลา–หาดใหญ่ ซึ่งเพิ่งเติบโตโดดเด่นในปี 2567 โดยมีนักท่องเที่ยวรวมกว่า 6.6 ล้านคน และในช่วงครึ่งแรกปีนี้ทำได้แล้วกว่า 3 ล้านคน คาดว่าเดิมทั้งปี 2568 ตัวเลขอาจแตะ 7–8 ล้านคน หากไม่เกิดภัยพิบัติครั้งนี้

    เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนปัญหาการประสานงานของรัฐ เนื่องจาก ไม่มีศูนย์บัญชาการภัยพิบัติส่วนกลาง ทำให้การช่วยเหลือกระจัดกระจาย ไม่สามารถเข้าถึงประชาชนได้ทันเวลา แม้เวลาผ่านไป 3–4 วัน ความช่วยเหลือจากรัฐยังเดินหน้าอย่างล่าช้า ส่งผลให้ชุมชน ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ประกอบการได้รับผลกระทบหนัก

    ทั้งนี้ย้ำว่ารัฐควรมีแผน Crisis Management อย่างเป็นระบบ และควรจัดตั้งผู้บัญชาการเหตุการณ์เพื่อสั่งการแบบเบ็ดเสร็จ รวมทั้งเตรียมแนวทางรับมือภัยธรรมชาติที่รุนแรงและถี่ขึ้นจากภาวะ Climate Change ซึ่งกระทบหลายจังหวัด เช่น สงขลา อยุธยา รวมถึงพื้นที่ต้นน้ำที่ยังมีปริมาณน้ำสะสมจำนวนมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/644964&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32qzGM-eL0tmknA_1fcz-A