Category: ท่องเที่ยว

  • โกลด์แมนแซคส์คาด ความขัดแย้งกับจีนจะกระทบ GDP ญี่ปุ่น เหตุท่องเที่ยว-ส่งออกลด : อินโฟเควสท์

    โกลด์แมนแซคส์คาด ความขัดแย้งกับจีนจะกระทบ GDP ญี่ปุ่น เหตุท่องเที่ยว-ส่งออกลด : อินโฟเควสท์

    นักเศรษฐศาสตร์ของโกลด์แมน แซคส์ วิเคราะห์ว่า ความตึงเครียดระหว่างจีนกับญี่ปุ่นอาจทำให้การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของญี่ปุ่นลดลงประมาณ 0.2% หากการท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคไปจีนลดลง

    ตัวเลขดังกล่าวอ้างอิงจากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งที่จีนและเกาหลีใต้ขัดแย้งกันเกี่ยวกับการติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธ Thaad ในช่วงปี 2559-2560 และอ้างอิงจากความเป็นไปได้ที่ความตึงเครียดระหว่างจีนกับญี่ปุ่นในปัจจุบันจะยืดเยื้อ

    นักเศรษฐศาสตร์ญี่ปุ่นของโกลด์แมน แซคส์ระบุว่า หากนักท่องเที่ยวจากจีนและฮ่องกงลดลงครึ่งหนึ่ง จะถ่วงการเติบโตทางเศรษฐกิจ 0.2% อย่างไรก็ดี ผลกระทบนี้อาจลดลงเหลือ 0.1% หากมีนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นเพิ่มขึ้น และการท่องเที่ยวภายในประเทศขยายตัว

    ส่วนข้อจำกัดในการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคบางรายการจากญี่ปุ่นอาจเพิ่มแรงกดดันต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอีก 0.1% และนักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า หากข้อจำกัดขยายครอบคลุมถึงสินค้าอุตสาหกรรม ผลกระทบต่อ GDP อาจเพิ่มขึ้นหลายเท่า ขณะเดียวกัน หากจีนจำกัดการส่งออกแร่หายากไปยังญี่ปุ่นด้วย ผลกระทบก็จะรุนแรงยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ ความตึงเครียดระหว่างจีนกับญี่ปุ่นปะทุขึ้นหลังจาก ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวเมื่อต้นเดือนนี้ว่า หากจีนพยายามควบคุมไต้หวัน สถานการณ์อาจกลายเป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น ซึ่งจะทำให้ญี่ปุ่นสามารถใช้ข้อกฎหมายดำเนินการทางทหารร่วมกับสหรัฐฯ ได้ ส่งผลให้รัฐบาลจีนกล่าวหาทาคาอิจิว่า ก้าวก่ายกิจการภายในของจีน และเรียกร้องให้นายกฯ ญี่ปุ่นถอนคำพูดดังกล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/549711&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oRKaGQQQf0kNzDcTAHkXz

  • มท.4 ศศิธร ลงพื้นที่เกาะพีพี มอบถังดักไขมัน – ตรวจศูนย์บริหารจัดการคุณภาพน้ำ ยกระดับสิ่งแวดล้อมรองรับท่องเที่ยวยั่งยืน

    มท.4 ศศิธร ลงพื้นที่เกาะพีพี มอบถังดักไขมัน – ตรวจศูนย์บริหารจัดการคุณภาพน้ำ ยกระดับสิ่งแวดล้อมรองรับท่องเที่ยวยั่งยืน

    มท.4 ศศิธร ลงพื้นที่เกาะพีพี มอบถังดักไขมัน – ตรวจศูนย์บริหารจัดการคุณภาพน้ำ ยกระดับสิ่งแวดล้อมรองรับท่องเที่ยวยั่งยืน

    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568  นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่เกาะพีพี อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ เพื่อพบปะประชาชนและร่วมกิจกรรมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน ภายใต้กิจกรรม “การสาธิตและมอบถังดักไขมันให้กับชุมชนและผู้ประกอบการ” จัดโดย องค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.) ร่วมกับศูนย์บริหารจัดการคุณภาพน้ำ อบต.อ่าวนาง (เกาะพีพี) ซึ่งมีประชาชน ผู้ประกอบการ และหน่วยงานท้องถิ่นให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

    รมช.ศศิธร กล่าวว่า “ถังดักไขมัน” เป็นมาตรการสำคัญในการลดปัญหาน้ำเสียจากครัวเรือนและร้านอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการปนเปื้อนในระบบระบายน้ำและในทะเล การส่งเสริมให้ชุมชนและผู้ประกอบการใช้อุปกรณ์อย่างถูกต้อง จะช่วยให้เกาะพีพีสามารถรักษาคุณภาพน้ำ ระบบนิเวศ และสร้างภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมในฐานะแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกได้อย่างยั่งยืน

    จากนั้น รมช.ศศิธร ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยม ศูนย์บริหารจัดการคุณภาพน้ำ อบต.อ่าวนาง (เกาะพีพี) โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ อจน. (องค์การจัดการน้ำเสีย) ให้การต้อนรับ พร้อมนำเสนอการดำเนินงานในด้านต่างๆ ได้แก่

    1. ระบบบำบัดน้ำเสีย
    เจ้าหน้าที่ได้อธิบายขั้นตอนการบำบัดตั้งแต่รับน้ำเข้าระบบ การกรอง เติมอากาศ และการควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาคุณภาพน้ำบนเกาะพีพี
    2. ผลตรวจวัดคุณภาพน้ำ
    มีการนำเสนอข้อมูลการตรวจวัดน้ำในจุดสำคัญรอบเกาะ ทั้งก่อนและหลังการบำบัด ผลพบว่า คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานและดีขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนถึงประสิทธิภาพของระบบและความร่วมมือของประชาชน
    3. การนำน้ำบำบัดกลับมาใช้ประโยชน์
    ศูนย์ฯ ได้นำเสนอตัวอย่างการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ เช่น
    – ใช้อุปโภค
    – ใช้ในกิจกรรมเลี้ยงปลา
    – รดน้ำต้นไม้และพื้นที่สีเขียว
    – ทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะ
    – ใช้ในกิจกรรมของชุมชน

    แนวทางดังกล่าวช่วยลดการใช้น้ำจืดบนเกาะ และสร้างระบบนิเวศการใช้น้ำแบบหมุนเวียนที่ยั่งยืน

    รมช.ศศิธรได้ชื่นชมการทำงานของ อจน. และ อบต.อ่าวนาง ที่ร่วมกันพัฒนาระบบจัดการน้ำเสียบนเกาะพีพีอย่างต่อเนื่อง พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเล และการสร้างจิตสำนึกให้ทุกภาคส่วนร่วมดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวคุณภาพในอนาคต 


     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/62143&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OiyQ_7v8_Z6-61HZO0FB_

  • “เช็คดวงวันนี้” วันเสาร์ 29 พ.ย. 2568 เลขมงคล การงาน ความรัก มีโชคลาภดวงดี

    “เช็คดวงวันนี้” วันเสาร์ 29 พ.ย. 2568 เลขมงคล การงาน ความรัก มีโชคลาภดวงดี

    “เช็คดวงวันนี้” วันเสาร์ 29 พ.ย. 2568 เลขมงคล การงาน ความรัก มีโชคลาภดวงดี

    ดวงประจำวันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ.2568

    • ฤกษ์ดีประจำวันเสาร์เวลา 11.09 – 13.09 น.
    • สีมงคล  สีขาว สิดำ  สีม่วง
    • เลขไพ่ที่ได้ทั้งหมด  21609
    • เลขมงคล  2  1  6
    • เลขเด่น   2

    22   11   66

    21 12 26 62 16 61

    • เลขแปลง

    00 09 90 20 02 19 91

    96 69 92 29

    คนเกิดวันอาทิตย์   

    • การงาน      เกี่ยวข้องกับคนอายุน้อยและการงานที่เราถนัด  หรือการค้าขายจะเป็นสิ่งที่ดีมีลูกค้าเข้ามาตลอด     อาหารของกินเครื่องดื่มรวมถึงการท่องเที่ยว   จะได้ดี  มีลูกค้าปากต่อปาก   แวะเข้ามาในโลกโซเชียล  แชร์กระหน่ำ  มีชื่อเสียงโด่งดัง  
    • การเงิน      รู้จักค่าของการเงินพยายามสะสมออมทรัพย์เพื่อให้มีมากขึ้นในวันข้างหน้า  เคลียร์หนี้เคลียร์สินให้หมด  มีโชคลาภกับอายุลูกหลานให้โชค
    • ความรัก     ซ่อมแซมปรับปรุงในส่วนเสียของตนเองและคนรักให้ดีขึ้น    คนโสดจะพบรักกับคนที่เคยรู้จักและสนิทสนมกันมาแล้วในอดีตจะกลับเข้ามาอีกครั้ง
    • สุขภาพ     เอาใจใส่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อแขนขารวมถึงการปวดเมื่อยหรือการออกกำลังกายมากเกิน

    คนเกิดวันจันทร์ 

    • การงาน      ทำทุกๆหน้าที่เพื่อให้ออกมาดี  จะดีมากสำหรับคนที่ชอบการสอนหรือการเรียนรู้  จะมีผู้ใหญ่คอยสนับสนุน  บางคนเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยก็ได้ดี  
    • การเงิน      ใช้จ่ายซื้อความสุขให้กับคนในบ้านและคนในครอบครัวโดยเฉพาะการท่องเที่ยว   จองตั๋วล่วงหน้ามีโชคลาภดวงดีกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้โชค
    • ความรัก      จะมีความสุขกับครอบครัวที่คอยดูแลดูแลกันอยู่เสมอ    คนโสดจะมีโอกาสพบรักกับคนในที่ทำงานโดยมีพ่อสื่อแม่สื่อเป็นผู้ใหญ่หรือหัวหน้า
    • สุขภาพ      การดูแลเอาใจใส่ตัวเองเป็นที่สุด  คนเจ็บป่วยจะมีอาการดีขึ้น

    คนเกิดวันอังคาร       

    • การงาน     ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษในเรื่องของอารมณ์อ่อนไหวการคิดเล็กคิดน้อยโดยเฉพาะการขี้บ่น   ต้องแก้ไขเพราะบางทีจะทำให้คนนำปัญหาตรงจุดนี้มาโจมตีโดยเฉพาะคู่แข่ง  ต้องยิ้มตลอดห้ามคิดเล็กคิดน้อย
    • การเงิน       ใช้เงินเก่งมาก โดยเฉพาะในเรื่องของความอยากจะได้  จะซื้อตุนทุกสิ่งทุกอย่างที่ชอบ    จะมีโชคลาภจากการพนันหรือการเสี่ยงโชคโดยเฉพาะตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับใบบิลใบเสร็จจากเซเว่นให้โชค
    • ความรัก      ระวังการนอกใจ และถูกจับได้  มีปัญหาการขัดแย้งกันระหว่างคนรัก    คนโสดมีโอกาสพบรักคนมีเจ้าของเหนื่อยใจและว้าวุ่น
    • สุขภาพ      ไม่พึงพอใจในร่างกายมีโอกาสทำศัลยกรรมความงามหรือเสริมเติมแต่งบางสิ่งบางอย่างพบแพทย์พบหมอเฉพาะทาง

    คนเกิดวันพุธกลางวัน

    • การงาน    พยายามแก้ไขทุกสิ่งทุกอย่างและมองหาที่เหมาะสมในเรื่องของการ  การค้าขายหรือการพยายามเดินทางไปต่างประเทศเพื่อค้นหาในสิ่งที่อยากจะทำ  การลองผิดลองถูกแต่ต้องอาศัยผู้ใหญ่และบริวารคอยช่วยเหลือ
    • การเงิน     ใช้จ่ายทุกอย่างเปรียบเสมือนการ ลงทุน  แต่ต้องใจเย็นอย่ารีบร้อน   เพราะเรื่องเงินเป็นสิ่งสำคัญเดินผิดนิดเดียวถึงกับเสียหายได้   จะมีโชคลาภดวงดีกับเลขทะเบียนรถให้โชค
    • ความรัก      มีปากเสียงกันบ้างทำทุกสิ่งทุกอย่างก็ยังไม่ถูกใจ  คงจะต้องพากันไปทำบุญบ้างแล้ว    คนโสดมีโอกาสพบรักกับชาวต่างชาติพยายามเลือกให้ดีที่สุด  ไม่อยากมีความผิดพลาดภายหลัง
    • สุขภาพ      เกี่ยวข้องกับโรคประจำตัว  การเดินทางไปตรวจสุขภาพ  หรือการไปงานศพ  ให้ทำบุญกับมูลนิธิต่างๆที่ใกล้บ้านจะดีมาก

    คนเกิดวันพุธกลางคืน

    • การงาน       การปรับตัวเข้าหากับทุกๆคนทั้งที่ที่ผ่านมารู้สึกรักอิสระ  แต่ถึงเวลาที่จะต้องรู้จักเอาใจคน  เพื่อทำธุรกิจที่ดีและต่อยอดในวันข้างหน้าได้   ใครที่คาดหวังตำแหน่งการงานจะมีผู้ใหญ่คอยสนับสนุน
    • การเงิน     รู้จักค่าของการเงินแต่มีเหตุให้ต้องซื้อข้าวของเครื่องใช้  เพราะมันเริ่มพังและชำรุด  การซื้อรถใหม่ตัดสินใจอยู่เพราะกลัวเป็นหนี้แต่ถ้าไม่เป็นหนี้สินก็จะไม่มีทรัพย์สินเป็นของตนเอง    มีโชคลาภกับสามตัวท้ายหมายเลขโทรศัพท์ให้โชค
    • ความรัก      คนโสดมีโอกาสพบรักกับคนที่ติดต่อกันมานานจะได้พบเจอกัน  เพราะส่วนใหญ่ใช้โทรศัพท์และโลกโซเชียล    คนมีครอบครัวแล้วมีโอกาสมีลูกเพิ่ม  หรือได้รับข่าวดีกับสมาชิกใหม่ลูกหลานแต่งงาน
    • สุขภาพ     ระวังฟกช้ำดำเขียวโดยเฉพาะการประมาทลื่นล้มต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ  จะได้เดินทางไปสถานที่ปฎิบัติธรรมเพราะมีคนชวน 

    คนเกิดวันพฤหัสบดี 

    • การงาน     ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษในเรื่องของอารมณ์อ่อนไหวการคิดเล็กคิดน้อยโดยเฉพาะการขี้บ่น   ต้องแก้ไขเพราะบางทีจะทำให้คนนำปัญหาตรงจุดนี้มาโจมตีโดยเฉพาะคู่แข่ง  ต้องยิ้มตลอดห้ามคิดเล็กคิดน้อย
    • การเงิน       ใช้เงินเก่งมาก โดยเฉพาะในเรื่องของความอยากจะได้  จะซื้อตุนทุกสิ่งทุกอย่างที่ชอบ    จะมีโชคลาภจากการพนันหรือการเสี่ยงโชคโดยเฉพาะตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับใบบิลใบเสร็จจากเซเว่นให้โชค
    • ความรัก      ระวังการนอกใจ และถูกจับได้  มีปัญหาการขัดแย้งกันระหว่างคนรัก    คนโสดมีโอกาสพบรักคนมีเจ้าของเหนื่อยใจและว้าวุ่น
    • สุขภาพ      ไม่พึงพอใจในร่างกายมีโอกาสทำศัลยกรรมความงามหรือเสริมเติมแต่งบางสิ่งบางอย่างพบแพทย์พบหมอเฉพาะทาง

    คนเกิดวันศุกร์ 

    • การงาน     มีความขยันลองผิดลองถูกหรือการเรียนรู้ทำควบคู่กับงานประจำ   ใช้เวลาสักนิดจะเก่งและชำนาญได้  แต่ต้องรู้จักพักพักผ่อนด้วยเพราะเวลาเครียดเกิดจากการจริงจังมากเกินไป   หากใครเป็นอยู่หาทริปทัวร์เพื่อยืดหยุ่นอารมณ์ให้มีความสุข
    • การเงิน     ต้องมีสาเหตุให้ใช้เงินอยู่ตลอดโดยเฉพาะช่วงปลายเดือน  การคาดหวังเงินในอนาคตจะดีขึ้นกว่าเดิม  และก็เป็นจริงเพราะความขยัน   มีโชคลาภดวงดีกับคนพิการ
    • ความรัก      ต้องระวังคำพูดและการเอาแต่ใจตัวเอง  จะทำให้ความรักมีปัญหา   คนโสดยังช่างเลือกถูกใจใครยาก  บางครั้งรักแต่ใจไม่กล้าปล่อยผ่านมานั่งเสียดายภายหลัง
    • สุขภาพ      เอาใจใส่เป็นพิเศษกับเรื่องของผื่นคันแพ้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นฝุ่นละออง   การทานยาแก้แพ้

    คนเกิดวันเสาร์ 

    • การงาน     จะมีผู้ใหญ่คอยสนับสนุนทุกสิ่งทุกอย่าง  การเรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้น   จะได้ดีเป็นพิเศษ  หลังจากปรับปรุงและแก้ไขเพื่อเรียนรู้ข้อผิดพลาดในเรื่องของการงาน   การเกี่ยวข้องกับออนไลน์   
    • การเงิน     มีทั้งรายจ่ายและรายรับและความโชคดีจากการติดต่อสื่อสาร   มีโชคลาภดวงดีกับหมายเลขโทรศัพท์ให้โชค
    • ความรัก     การได้คนรักคอยช่วยเหลือและสนับสนุนทุกสิ่งทุกอย่างรวมถึงลูกหลานพึ่งพาอาศัยได้    คนโสดจะมีคนเข้ามารู้จักโดยบังเอิญ  และเกิดเป็นความผูกพันช่วยเหลือกัน
    • สุขภาพ     การดูแลเอาใจใส่ตัวเองมากขึ้นหลังจากประสบปัญหามาสักระยะหนึ่ง    เกี่ยวข้องกับการรักษาตัว  การพักฟื้น

    #อาจารย์มงคลรอดเที่ยงธรรม รับงานอีเว้นท์ทั่วประเทศ นักพยากรณ์ไพ่ยิปซี  ลายมือ ศาสตร์แห่งตัวเลข ฮวงจุ้ย โหงวเฮ้ง ในสไตล์ธรรมชาติของชีวิตจริง สอนสักลายมือเศรษฐีมงคลพร้อมรับสักลายมือเศรษฐีมงคล   การเปิดดูดวงแล้วแต่ศรัทธา     

    โทรศัพท์ 0878285222 โทรศัพท์ 0871084664

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/horoscope/daily-horoscope/610476&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EAdg8zk2O4E9L6MIhF_S7

  • สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เผยส่งออก-ท่องเที่ยวในประเทศยังเป็นแรงหนุนเศรษฐกิจตุลาคม

    สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เผยส่งออก-ท่องเที่ยวในประเทศยังเป็นแรงหนุนเศรษฐกิจตุลาคม

    สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เผยส่งออก-ท่องเที่ยวในประเทศยังเป็นแรงหนุนเศรษฐกิจตุลาคม

    28 พฤศจิกายน 2568, 08:30น.

              สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนตุลาคม 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 และการขยายตัวของการท่องเที่ยวภายในประเทศ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงชะลอตัว ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ สถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ของภาคใต้ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ในเดือนตุลาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 18.1% แต่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -1.4% ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนตุลาคม 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 51.9 จากระดับ 50.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่ง พลัส”

              อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคยังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางการค้าจากนโยบายภาษีสหรัฐฯ และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนตุลาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -5.3% และ -13.7% ตามลำดับ

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณชะลอตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน ในเดือนตุลาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -1.2% และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -5.3% ขณะที่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนตุลาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -1.7% แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 4.8%

    – มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ 28,835.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 ที่ 5.7% ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่ 15.7% ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ โดยขยายตัว 67.8% 21.5% และ 16.3% ตามลำดับ

              นอกจากนี้ การส่งออกไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ กุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง และผลไม้กระป๋องและแปรรูป ขยายตัว 168.9% 24.3% และ 15.0% ตามลำดับ ในขณะที่การส่งออกข้าว ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และเครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์ และส่วนประกอบปรับตัวลดลง

              เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นในตลาดสหรัฐฯ อินเดีย ตะวันออกกลาง และจีน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 32.9% 29.% 9.4% และ 9.3% ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ตลาดอินโดจีน -4% และทวีปออสเตรเลีย ลดลง -15.6% และ -0.2% ตามลำดับ

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนตุลาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 2.57 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -3.9% แต่เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 8.3%

              ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย ในเดือนตุลาคม 2568 จำนวน 23.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 2.0% ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนตุลาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 1.1% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 3.6% ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด เป็นต้น อย่างไรก็ดี ผลผลิตมันสำปะหลัง และกลุ่มไม้ผลลดลงจากเดือนก่อน

              สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนตุลาคม 2568 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 87.3 จากระดับ 87.8 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความกังวลต่อสถานการณ์น้ำและอุทกภัยในหลายพื้นที่ และมูลค่าการค้าชายแดนหดตัวต่อเนื่อง ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ในเดือนตุลาคม 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 56.6 จากระดับ 54.6 ในเดือนก่อนหน้า

    – เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ร้อ -0.76% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.61% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ 64.8% ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2568 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 272.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    – สถานการณ์เศรษฐกิจการเงินโลกปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนจาก ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลก (Global Composite PMI) ในเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 52.9 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 52.5 จุด โดยดัชนีอยู่สูงกว่าระดับ 50.0 จุด บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกยังมีทิศทางขยายตัว ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคการผลิต (Global Manufacturing PMI) ในเดือนตุลาคม 2568 ปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 50.8 จุด จากระดับ 50.7 จุด ในเดือนก่อนหน้า สะท้อนการขยายตัวเล็กน้อยของการผลิตและคำสั่งซื้อใหม่เป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน

              ขณะที่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคบริการ (Global Service PMI) ในเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 53.4 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 52.9 จุด บ่งชี้ทิศทางการขยายตัวต่อเนื่องของภาคบริการเป็นเดือนที่ 34 ติดต่อกัน ด้านสถานการณ์การท่องเที่ยวทั่วโลกและการส่งออกยังคงขยายตัวดี สำหรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศต่าง ๆ มีทิศทางปรับลดลงตามอัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งทิศทางการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในส่วนของสถานการณ์ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์พบว่า ขณะที่สถานการณ์ช่องแคบไต้หวันมีแนวโน้มตึงเครียดมากขึ้นจากท่าทีของจีนและไต้หวันที่มีความแข็งกร้าวมากกว่าเดิม

              ภาพรวมภาวะตลาดการเงินไทยล่าสุด เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวบางส่วน โดยเฉพาะในตลาดทุน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มนักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศ แม้จะเริ่มมีแรงซื้อสุทธิกลับเข้ามาบ้างในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 (มูลค่า 1,251.61 ล้านบาท) แต่ยังคงสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนในประเทศต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยในเดือนพฤศจิกายน (ข้อมูลสะสมถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568) นักลงทุนกลุ่มนี้ ซื้อสุทธิรวม 21,416.10 ล้านบาท ซึ่งเป็นการซื้อต่อเนื่องหลังจากที่ในเดือนตุลาคม ซื้อสุทธิ 13,417.37 ล้านิบาท และส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปี (YTD) ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 154,580.98 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องของนักลงทุนรายย่อย แม้จะมีแรงขายบางส่วนเพื่อทำกำไรระยะสั้น ขณะที่กลุ่มนักลงทุนต่างชาติ มีการขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 มูลค่า -1,134.79 ล้านบาท แต่ภาพรวมยอดสะสมทั้งเดือน (ถึงวันที่ 24 พ.ย. 2568) กลับเป็นยอดขายสุทธิ รวมทั้งสิ้น -12,503.51 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงแรงขายที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนต่างชาติในช่วงเดือนพฤศจิกายน หลังจากที่ในเดือนตุลาคม ขายสุทธิ -4,388.30 ล้านบาท โดยเป็นการปรับพอร์ตบางส่วนภายใต้ภาวะการคาดการณ์เสถียรภาพของเศรษฐกิจและตลาดเงินที่ดีขึ้น สำหรับตลาดตราสารหนี้ พบว่า ยอดซื้อสุทธิสะสมทั้งเดือน 15,150.60 ล้านบาท ชะลอลงจากเดือนตุลาคมที่มียอดซื้อสุทธิ 37,159 ล้านบาท อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณายอดสะสมตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนในตลาดตราสารหนี้ยังคงถือสถานะ ซื้อสุทธิรวม 78,905.75 ล้านบาท ซึ่งบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพด้านการคลังและพันธบัตรรัฐบาลไทยในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอน และแนวนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักที่ยังคงอยู่ในระดับตึงตัว

    ….

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/156931&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gS4aBmN68Um0k6FaMbzJ0

  • คาด น้ำท่วม ใต้กระทบเศรษฐกิจ 1-2.5 หมื่นล้าน ส่งผลต่อค้าปลีกและโรงแรมหาดใหญ่ นักท่องเที่ยวมาเลเซีย-สิงคโปร์อาจชะลอตัวจนถึงสิ้นปี

    คาด น้ำท่วม ใต้กระทบเศรษฐกิจ 1-2.5 หมื่นล้าน ส่งผลต่อค้าปลีกและโรงแรมหาดใหญ่ นักท่องเที่ยวมาเลเซีย-สิงคโปร์อาจชะลอตัวจนถึงสิ้นปี

    จากเหตุอุทกภัยที่สงขลาและหลายจังหวัดภาคใต้ นอกเหนือจากผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่แล้ว ในมิติเศรษฐกิจ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยและวิจัยกรุงศรี ประเมินมูลค่าความเสียหายอยู่ที่ประมาณ 1.18-2.5 หมื่นล้านบา ซึ่งผลกระทบดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อภาคธุรกิจในพื้นที่ โดยเฉพาะภาคค้าปลีกและการท่องเที่ยว

    ปิยวรรณ ลีละสมภพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ให้ความเห็นกับ THE STANDARD WEALTH ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้คาดว่าจะส่งผลต่อกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงปลายปีซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียและสิงคโปร์เดินทางเข้ามาหาดใหญ่เป็นจำนวนมาก

    แม้ว่าสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายจากระดับน้ำที่ลดลง แต่ด้วยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับร้านค้า คาดว่าจะใช้เวลาในการปรับสภาพและเปิดดำเนินการอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ซึ่งจะครอบคลุมเกือบครึ่งหนึ่งของเดือนธันวาคม หรืออาจจะยาวนานถึงสิ้นปี เนื่องจากต้องดำเนินการทำความสะอาดและสำรวจความเสียหายอย่างละเอียด


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


    “เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของทั้งประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว นอกจากการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและธุรกิจแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการดูแลสภาพจิตใจของผู้ที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากหลายคนสูญเสียทรัพย์สินและคนในครอบครัว”

    สำหรับ CRC นอกเหนือจากการให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นแล้ว ในแง่ธุรกิจจะเร่งซ่อมแซมและเปิดดำเนินการร้านค้า เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถเข้ามาซื้อสินค้าที่จำเป็นได้ ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับการดูแลสภาพจิตใจของพนักงานในหาดใหญ่ประมาณ 800 คนด้วย

    ด้านธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL เปิดเผยว่า สำหรับโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารานั้นได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ 1 แห่ง คือ โรงแรมเซ็นทารา หาดใหญ่ ซึ่งเป็นโรงแรมแบบ 4 ดาวที่มีห้องพัก ห้องสวีท และอะพาร์ตเมนต์แบบบริการตนเองจำนวน 248 ห้อง

    “โรงแรมในหาดใหญ่คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ของพอร์ตโรงแรมทั้งหมดของกลุ่ม โดยปกติแล้วหาดใหญ่มีอัตราการเติบโตที่ดีทุกปี โดยมีแขกชาวมาเลเซียเป็นกลุ่มหลัก อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำท่วมในช่วงนี้จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานชั่วคราวประมาณหนึ่งเดือน ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากภาพรวมของกลุ่มทั้งหมด คาดว่าผลกระทบต่อผลประกอบการในช่วงปลายปีจะอยู่ในระดับจำกัด”

    ขณะที่ พุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยรวมอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากพื้นที่ท่องเที่ยวหลักของภาคใต้อย่างภูเก็ต, กระบี่ และสมุยไม่ได้รับผลกระทบ

    “โดยปกติแล้ว นักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่มักเดินทางบินตรงจากกรุงเทพฯ หรือเที่ยวบินตรงสู่ภูเก็ต ก่อนเดินทางต่อไปยังสมุยหรือเชียงใหม่ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ฤดูกาลท่องเที่ยวของภาคใต้จึงยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ และยังไม่พบสัญญาณว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลง”

    อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือชาวมาเลเซีย ซึ่งมักเดินทางเข้ามายังพื้นที่อย่างหาดใหญ่ ,ยะลา และเบตง ในขณะที่นักท่องเที่ยวจากยุโรปและจีนมักไม่ได้มีหาดใหญ่เป็นจุดหมายหลัก โดยในภาคใต้มักเลือกเดินทางไปยังภูเก็ต, กระบี่, สมุย หรือหลีเป๊ะแทน

    ล่าสุดในส่วนของกลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือได้ออกมาให้ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินการร่วมกับมูลนิธิเตียง จิราธิวัฒน์ ภายใต้โครงการกลุ่มเซ็นทรัลร่วมใจต้านภัยธรรมชาติมอบเงินบริจาค 2 ล้านบาท พร้อมเปิดศูนย์รับบริจาคสิ่งของอุปโภคบริโภคที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทุกสาขา ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน และไทวัสดุ เพื่อส่งมอบความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยใน 10 จังหวัดภาคใต้

    ในระยะต่อไป กลุ่มเซ็นทรัลให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด โดยเตรียมมาตรการดูแลทั้งด้านสาธารณสุข การซ่อมแซมอุปกรณ์สำคัญของประชาชน และการฟื้นฟูบ้านเรือน อาทิ การประสานความร่วมมือกับวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่และหน่วยราชการให้บริการซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้าและรถมอเตอร์ไซค์ รวมถึงการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตและประเมินภาวะสุขภาพของพนักงานและประชาชนร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด

    พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “การมอบเงินบริจาค 2 ล้านบาท รวมถึงการเปิดศูนย์อำนวยการภัยพิบัติน้ำท่วมที่เซ็นทรัลหาดใหญ่ โรงครัวกลาง และศูนย์รับบริจาคทั่วประเทศ เป็นความตั้งใจของเราที่จะเร่งส่งต่อความช่วยเหลือให้เร็วที่สุด พร้อมมาตรการฟื้นฟูหลังน้ำลดร่วมกับภาคีและหน่วยงานในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมแซมบ้านเรือน การดูแลด้านสาธารณสุข และการสนับสนุนอุปกรณ์ที่จำเป็น”

    ภาพ : REUTERS/Roylee Suriyaworakul

    ABOUT THE AUTHOR

    ถนัดกิจ จันกิเสน

    Content Creator ประจำกองบรรณาธิการ THE STANDARD WEALTH ผู้เสพติดโลกธุรกิจ การตลาด เทคโนโลยี และชอบสำรวจโลกออฟไลน์และออนไลน์มาถอดรหัสความเคลื่อนไหวให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย สนุก และได้ไอเดียใหม่ๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/southern-floods-impact-economy-tourism/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HhxNgE8qlgVxPYg012hAE

  • สทท. คาด ‘น้ำท่วมภาคใต้’ กระทบหนักหมื่นล้าน ชง 5 ยุทธศาสตร์ฟื้นท่องเที่ยว

    สทท. คาด ‘น้ำท่วมภาคใต้’ กระทบหนักหมื่นล้าน ชง 5 ยุทธศาสตร์ฟื้นท่องเที่ยว

    ธุรกิจ

    28 พ.ย. 2025 เวลา 6:06 น.

    “สทท.” ชง 5 ยุทธศาสตร์ฟื้นท่องเที่ยวหลังน้ำท่วมภาคใต้ กลับมาเปิดให้บริการได้เต็มรูปแบบภายใน 60 วัน ทันเทศกาลตรุษจีนต้นปี 69 เสนอมาตรการด้านการเงิน อุ้มผู้ประกอบการ พักชำระหนี้ และอัดซอฟต์โลนปรับปรุงสถานประกอบการ เสริมสภาพคล่อง

    นายรัชชพร พูลสวัสดิ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า เหตุการณ์น้ำท่วมในภาคใต้หลายจังหวัดส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจท่องเที่ยวอย่างกว้างขวางหลักหมื่นล้านบาท ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน แหล่งท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก รายได้ในชุมชนลดลง และเกิดภาวะขาดสภาพคล่องของผู้ประกอบการอย่างรุนแรง

    ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงไฮซีซันในไตรมาส 4 ปีนี้และไตรมาส 1 ในปีหน้า โดยเฉพาะเทศกาลตรุษจีนซึ่งเป็นเทศกาลสำคัญในการเดินทางท่องเที่ยวของตลาดต่างประเทศที่มีเชื้อสายจีน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฮ่องกง ไต้หวัน และประเทศจีน จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลจะต้องมีมาตรการฟื้นฟูการท่องเที่ยวให้กลับมาดำเนินการได้อย่างมีมาตรฐานโดยด่วน

    “สทท.จึงขอเสนอแผนยุทธศาสตร์ฟื้นฟูเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ในระยะเร่งด่วน เพื่อให้สามารถเปิดให้บริการได้เต็มรูปแบบภายใน 60 วัน ให้ทันเทศกาลตรุษจีนต้นปีหน้า”

    สำหรับยุทธศาสตร์ที่ 1 มาตรการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน และแหล่งท่องเที่ยว จุดที่ต้องการให้ฟื้นฟูเร่งด่วนภายใน 45 วัน คือการซ่อมแซมถนนหลัก–รองที่ได้รับความเสียหาย ฟื้นฟูระบบไฟฟ้า น้ำประปา อินเทอร์เน็ต ปรับปรุงสภาพแหล่งท่องเที่ยวจุดชมวิว แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ให้พร้อมรับบริการ และทำความสะอาดพื้นที่ท่องเที่ยวแบบบิ๊กคลีนนิ่ง (Big Cleaning) นอกจากนี้ต้องการให้เร่งฟื้นฟูท่าเรือ และระบบขนส่ง ซ่อมแซมท่าเรือโดยสาร และท่าเรือท่องเที่ยว ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างอาคาร และปรับปรุงระบบความปลอดภัยบริเวณท่าเรือ ขณะที่มาตรการด้านความปลอดภัย ต้องการให้ติดตั้งระบบเตือนภัยน้ำท่วม จัดตั้งจุดกู้ชีพ และหน่วยตอบสนองเหตุฉุกเฉิน และจัดอบรมความปลอดภัยสำหรับผู้ประกอบการ

    ยุทธศาสตร์ที่ 2 มาตรการด้านการเงิน และธนาคาร เสนอให้พักชำระหนี้ผู้ประกอบการท่องเที่ยว 12 เดือน โดยพักชำระเงินต้น และดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 12 เดือนทุกธนาคารพาณิชย์ ไม่คิดดอกเบี้ยผิดนัด และไม่ถือเป็นข้อมูลลบในเครดิตบูโร และธนาคารสามารถนับเป็นสินเชื่อพิเศษไม่ถือเป็น NPL ขณะเดียวกันต้องการให้จัดทำโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อการปรับปรุง และสภาพคล่อง ดอกเบี้ยไม่เกิน 2% ต่อปี ระยะเวลาชำระคืน 5 ปี ปลอดชำระเงินต้นปีแรก สำหรับวงเงินสูงสุดต่อราย โรงแรม 20–50 ล้านบาท บริษัททัวร์ ร้านอาหาร 5–10 ล้านบาท และธุรกิจเอสเอ็มอี ชุมชนท่องเที่ยว 1–2 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้สำหรับการซ่อมแซมอาคาร ลงทุนในอุปกรณ์ และเสริมสภาพคล่องหมุนเวียน โดยมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) หรือรัฐร่วมค้ำประกัน 100%

    ยุทธศาสตร์ที่ 3 การฟื้นฟูตลาด และการสื่อสารสร้างความเชื่อมั่น สำหรับตลาดในประเทศ เสนอให้จัดแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยว “เที่ยวใต้ช่วยไทย” รัฐบาลสนับสนุนค่าโรงแรม และค่าเดินทาง โดยใช้หลักการเที่ยวไทยคนละครึ่งมาปฏิบัติตลอดระยะเวลา 6 เดือน รัฐบาลสนับสนุนมาตรการทางด้านภาษีให้บริษัทที่เดินทางประชุม และสัมมนาไปในพื้นที่ประสบภัย โดยให้สิทธิทางภาษี 2 เท่าของค่าใช้จ่ายตลอดระยะเวลา 6 เดือน และส่งเสริมการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวทุกเดือนในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ส่วนตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดจีน เสนอให้จัดแคมเปญ “THAILAND is Ready” ร่วมมือสายการบินเพิ่มเที่ยวบินช่วงตรุษจีน โฆษณาเชิงรุกผ่านสื่อดิจิทัลจีน และจัดเมกะแฟมทริป เชิญสื่อ–KOL จากประเทศกลุ่มเป้าหมายลงพื้นที่ ควบคู่กับแผนฟื้นความเชื่อมั่น จัดทำแดชบอร์ด (Dashboard) รายงานการฟื้นฟูแบบ Real-time และรายงานความพร้อมให้ตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

    ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนาศักยภาพแรงงาน ฝึกอบรมทักษะบริการ ภาษาจีน–อังกฤษ ฝึกอบรมความปลอดภัย และการปฐมพยาบาล และออกมาตรการเยียวยารายได้แรงงานระหว่างฟื้นฟู โดยรัฐบาลประกาศยกเว้นเงินประกันสมทบจากนายจ้างและลูกจ้าง 6 เดือน 

    และยุทธศาสตร์ที่ 5 การบริหารแผนแบบบูรณาการ จัดตั้งศูนย์บัญชาการฟื้นฟูการท่องเที่ยว (TRCC) บูรณาการหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงแรงงาน ธนาคารแห่งประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) การท่าอากาศยาน ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และสมาคมผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยมีระบบติดตาม และประเมินผล เป็นตัวชี้วัดรายสัปดาห์ เช่น การเปิดบริการโรงแรม จำนวนผู้ได้รับ Soft Loan ความคืบหน้าซ่อมโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมรายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทุกสัปดาห์

    “ข้อเสนอของ สทท. ต่อ ครม. ขอให้พิจารณาเห็นชอบในแผนยุทธศาสตร์ หลักๆ แล้วจะครอบคลุมแผนยุทธศาสตร์ฟื้นฟูเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวภายใน 90 วัน อนุมัติมาตรการพักชำระหนี้ 12 เดือนสำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยว อนุมัติโครงการ Soft Loan ดอกเบี้ยไม่เกิน 2% ระยะเวลา 5 ปี อนุมัติงบประมาณในการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน และแคมเปญตลาด และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์บัญชาการฟื้นฟู”

    ทั้งนี้ ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับด้านเศรษฐกิจคือ ธุรกิจท่องเที่ยวกลับมาเปิดไม่น้อยกว่า 80–100% ภายใน 60 วัน รายได้ท่องเที่ยวช่วงตรุษจีนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องเพียงพอ ลดความเสี่ยงล้มละลาย ขณะที่ด้านสังคมและแรงงาน มีแรงงานกลับเข้าสู่การทำงานมากกว่า 90% ชุมชนท่องเที่ยวมีรายได้เพิ่มขึ้น ลดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ และด้านภาพลักษณ์ประเทศ สร้างความมั่นใจแก่ตลาดต่างประเทศ ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยหลังเกิดภัยพิบัติ และสร้างภาพลักษณ์ “Thailand is Ready” พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง 

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1209644&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tuXRn2TtqCVcFFrhtKXuv

  • ‘น้ำท่วมภาคใต้’ ท่องเที่ยวสูญหมื่นล้าน สทท.ชง5 ยุทธศาสตร์ฟื้นท่องเที่ยวหลังน้ำลด

    ‘น้ำท่วมภาคใต้’ ท่องเที่ยวสูญหมื่นล้าน สทท.ชง5 ยุทธศาสตร์ฟื้นท่องเที่ยวหลังน้ำลด

    วันนี้(วันที่ 28 พ.ย.2568) นายรัชชพร พูนสวัสดิ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้หลายจังหวัดส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจท่องเที่ยวอย่างกว้างขวางหลักหมื่นล้านบาท ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน แหล่งท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก รายได้ในชุมชนลดลง และเกิดภาวะขาดสภาพคล่องของผู้ประกอบการอย่างรุนแรง

    ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงไฮซีซันในไตรมาส 4 ปีนี้และไตรมาส 1 ในปีหน้า โดยเฉพาะเทศกาลตรุษจีนซึ่งเป็นเทศกาลสำคัญในการเดินทางท่องเที่ยวของตลาดต่างประเทศที่มีเชื้อสายจีน

    เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฮ่องกง ไต้หวัน และประเทศจีน จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลจะต้องมีมาตรการฟื้นฟูการท่องเที่ยวให้กลับมาดำเนินการได้อย่างมีมาตรฐานโดยด่วน

    สทท.จึงขอเสนอแผนยุทธศาสตร์ฟื้นฟูเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ในระยะเร่งด่วน เพื่อให้สามารถเปิดให้บริการได้เต็มรูปแบบภายใน 60 วัน ให้ทันเทศกาลตรุษจีนต้นปีหน้า

    • ยุทธศาสตร์ที่ 1 มาตรการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน และแหล่งท่องเที่ยว

    จุดที่ต้องการให้ฟื้นฟูเร่งด่วนภายใน 45 วัน คือการซ่อมแซมถนนหลัก–รองที่ได้รับความเสียหาย ฟื้นฟูระบบไฟฟ้า น้ำประปา อินเทอร์เน็ต ปรับปรุงสภาพแหล่งท่องเที่ยวจุดชมวิว แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ให้พร้อมรับบริการ และทำความสะอาดพื้นที่ท่องเที่ยวแบบบิ๊กคลีนนิ่ง (Big Cleaning)

    นอกจากนี้ต้องการให้เร่งฟื้นฟูท่าเรือ และระบบขนส่ง ซ่อมแซมท่าเรือโดยสาร และท่าเรือท่องเที่ยว ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างอาคาร และปรับปรุงระบบความปลอดภัยบริเวณท่าเรือ ขณะที่มาตรการด้านความปลอดภัย ต้องการให้ติดตั้งระบบเตือนภัยน้ำท่วม จัดตั้งจุดกู้ชีพ และหน่วยตอบสนองเหตุฉุกเฉิน และจัดอบรมความปลอดภัยสำหรับผู้ประกอบการ

    • ยุทธศาสตร์ที่ 2 มาตรการด้านการเงิน และธนาคาร

    เสนอให้พักชำระหนี้ผู้ประกอบการท่องเที่ยว 12 เดือน โดยพักชำระเงินต้น และดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 12 เดือนทุกธนาคารพาณิชย์ ไม่คิดดอกเบี้ยผิดนัด และไม่ถือเป็นข้อมูลลบในเครดิตบูโร และธนาคารสามารถนับเป็นสินเชื่อพิเศษไม่ถือเป็น NPL

    ขณะเดียวกันต้องการให้จัดทำโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อการปรับปรุง และสภาพคล่อง ดอกเบี้ยไม่เกิน 2% ต่อปี ระยะเวลาชำระคืน 5 ปี ปลอดชำระเงินต้นปีแรก สำหรับวงเงินสูงสุดต่อราย โรงแรม 20–50 ล้านบาท บริษัททัวร์ ร้านอาหาร 5–10 ล้านบาท และธุรกิจเอสเอ็มอี ชุมชนท่องเที่ยว 1–2 ล้านบาท

    ทั้งนี้เพื่อนำไปใช้สำหรับการซ่อมแซมอาคาร ลงทุนในอุปกรณ์ และเสริมสภาพคล่องหมุนเวียน โดยมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) หรือรัฐร่วมค้ำประกัน 100%

    • ยุทธศาสตร์ที่ 3 การฟื้นฟูตลาด และการสื่อสารสร้างความเชื่อมั่น

    สำหรับตลาดในประเทศ เสนอให้จัดแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยว “เที่ยวใต้ช่วยไทย” รัฐบาลสนับสนุนค่าโรงแรม และค่าเดินทาง โดยใช้หลักการเที่ยวไทยคนละครึ่งมาปฏิบัติตลอดระยะเวลา 6 เดือน

    รัฐบาลสนับสนุนมาตรการทางด้านภาษีให้บริษัทที่เดินทางประชุม และสัมมนาไปในพื้นที่ประสบภัย โดยให้สิทธิทางภาษี 2 เท่าของค่าใช้จ่ายตลอดระยะเวลา 6 เดือน และส่งเสริมการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวทุกเดือนในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569

    ส่วนตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดจีน เสนอให้จัดแคมเปญ “THAILAND is Ready” ร่วมมือสายการบินเพิ่มเที่ยวบินช่วงตรุษจีน โฆษณาเชิงรุกผ่านสื่อดิจิทัลจีน และจัดเมกะแฟมทริป เชิญสื่อ–KOL จากประเทศกลุ่มเป้าหมายลงพื้นที่

    ควบคู่กับแผนฟื้นความเชื่อมั่น จัดทำแดชบอร์ด (Dashboard) รายงานการฟื้นฟูแบบ Real-time และรายงานความพร้อมให้ตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

    • ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนาศักยภาพแรงงาน

    ฝึกอบรมทักษะบริการ ภาษาจีน–อังกฤษ ฝึกอบรมความปลอดภัย และการปฐมพยาบาล และออกมาตรการเยียวยารายได้แรงงานระหว่างฟื้นฟู โดยรัฐบาลประกาศยกเว้นเงินประกันสมทบจากนายจ้างและลูกจ้าง 6 เดือน 

    • ยุทธศาสตร์ที่ 5 การบริหารแผนแบบบูรณาการ

    จัดตั้งศูนย์บัญชาการฟื้นฟูการท่องเที่ยว (TRCC) บูรณาการหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงแรงงาน ธนาคารแห่งประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) การท่าอากาศยาน ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และสมาคมผู้ประกอบการในพื้นที่

    โดยมีระบบติดตาม และประเมินผล เป็นตัวชี้วัดรายสัปดาห์ เช่น การเปิดบริการโรงแรม จำนวนผู้ได้รับ Soft Loan ความคืบหน้าซ่อมโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมรายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทุกสัปดาห์

    ข้อเสนอของ สทท. ต่อ ครม. ขอให้พิจารณาเห็นชอบในแผนยุทธศาสตร์ หลักๆ แล้วจะครอบคลุมแผนยุทธศาสตร์ฟื้นฟูเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวภายใน 90 วัน อนุมัติมาตรการพักชำระหนี้ 12 เดือนสำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยว อนุมัติโครงการ Soft Loan ดอกเบี้ยไม่เกิน 2% ระยะเวลา 5 ปี

    อนุมัติงบประมาณในการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน และแคมเปญตลาด และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์บัญชาการฟื้นฟู

    ทั้งนี้ ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับด้านเศรษฐกิจคือ ธุรกิจท่องเที่ยวกลับมาเปิดไม่น้อยกว่า 80–100% ภายใน 60 วัน รายได้ท่องเที่ยวช่วงตรุษจีนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องเพียงพอ ลดความเสี่ยงล้มละลาย

    ขณะที่ด้านสังคมและแรงงาน มีแรงงานกลับเข้าสู่การทำงานมากกว่า 90% ชุมชนท่องเที่ยวมีรายได้เพิ่มขึ้น ลดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ และด้านภาพลักษณ์ประเทศ สร้างความมั่นใจแก่ตลาดต่างประเทศ ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยหลังเกิดภัยพิบัติ และสร้างภาพลักษณ์ “Thailand is Ready” พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/645224&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KhsnF_-IEdOSSr4-tTKuI

  • รมว.ท่องเที่ยวฯ ชู “กีฬา” เป็นเกราะป้องกันอาชญากรรมเยาวชนอาเซียน – INN News

    รมว.ท่องเที่ยวฯ ชู “กีฬา” เป็นเกราะป้องกันอาชญากรรมเยาวชนอาเซียน – INN News

    ข่าว

    รมว.ท่องเที่ยวฯ ชู “กีฬา” เป็นเกราะป้องกันอาชญากรรมเยาวชนอาเซียน

    28 พฤศจิกายน 2025 – 16:07

    ประธานคณะที่ปรึกษา รมว.ท่องเที่ยวฯ เปิดเวทีนานาชาติ SYCP 2025 ชูพลัง “กีฬา” เป็นเกราะป้องกันอาชญากรรมเยาวชนอาเซียน พร้อมปูทางความเชื่อมั่นสู่เจ้าภาพซีเกมส์ ครั้งที่ 33

    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 – นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มอบหมายให้ นายธันว์ วุฒิธรรม ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม “The Inaugural Southeast Asia Sport and Youth Crime Prevention Conference (SYCP) 2025” เวทีระดับภูมิภาคครั้งแรกที่มุ่งเน้นการใช้กีฬาเพื่อป้องกันอาชญากรรมในเยาวชน ณ โรงแรมเดอะ แกรนด์ โฟร์วิงส์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ โดยมีผู้แทนจากคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC), สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC), เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย และผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

    นายธันว์ วุฒิธรรม ประธานคณะที่ปรึกษาฯ เปิดเผยว่า การประชุมในครั้งนี้ถือเป็น “ปฏิญญาแห่งความตั้งใจ” ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในการผนึกกำลังใช้ “กีฬา” เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์เพื่อแก้ไขปัญหาสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนที่กำลังเผชิญความท้าทายจากการขยายตัวของเมืองและความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกชักจูงเข้าสู่วงจรยาเสพติดและอาชญากรรม

    “กีฬาคือยาวิเศษที่เปลี่ยนชีวิตคนได้ ไม่ใช่เพียงสร้างความเป็นเลิศ แต่สร้างวินัย ความอดทน และความรู้แพ้รู้ชนะ รัฐบาลไทยและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีวิสัยทัศน์ที่จะเปลี่ยนกีฬาจากสิทธิพิเศษ ให้กลายเป็น ‘เครื่องมือความปลอดภัยสาธารณะ’ (Public Safety Tool) ที่เยาวชนทุกคนเข้าถึงได้ เพื่อดึงพวกเขากลับมาจากพื้นที่เสี่ยง สู่ลานกีฬาที่สร้างสรรค์” นายธันว์ กล่าวเน้นย้ำ

    ในเวทีดังกล่าว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้นำเสนอ 4 แนวทางขับเคลื่อนสำคัญ (4 Pillars of Action) ได้แก่:

    การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้: นำโมเดลความสำเร็จ เช่น โครงการมวยไทยต้านภัยยาเสพติด มาขยายผลในระดับภูมิภาค

    การเชื่อมโยงนโยบาย: บูรณาการกระบวนการยุติธรรมเข้ากับยุทธศาสตร์การกีฬาแห่งชาติ

    การระดมทรัพยากร: ผลักดันกองทุน “ASEAN Sport for Prevention Fund” เพื่อสร้างโค้ชและพี่เลี้ยงเยาวชนกว่า 50,000 คน ภายในปี 2030

    การส่งเสริมเสียงเยาวชน: ให้เยาวชนเป็นผู้ร่วมกำหนดอนาคต ไม่ใช่เพียงผู้รับนโยบาย

    นอกจากนี้ นายธันว์ ยังได้เชื่อมโยงถึงมิติด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นภารกิจหลักของกระทรวงฯ ว่า “ความปลอดภัยของเมืองและเยาวชน ส่งผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว เยาวชนที่เติบโตมาอย่างมีคุณภาพในสนามกีฬา จะกลายเป็นเจ้าบ้านที่ดี เป็นทูตการท่องเที่ยวที่น่าประทับใจ การลงทุนในกีฬาเพื่อป้องกันอาชญากรรม จึงเท่ากับการลงทุนสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยไปพร้อมกัน”

    การประชุม SYCP 2025 นี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง IOC, UNODC และหน่วยงานพันธมิตร เพื่อสร้างชุมชนที่เข้มแข็งและปลอดภัย (Building Safer and More Resilient Communities Through Sport) และถือเป็นการเตรียมความพร้อมครั้งสำคัญในการแสดงศักยภาพของประเทศไทย ก่อนที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_970750/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KoIGyw7_XAkz01nl4g9zQ

  • ธปท.เผยศก.ไทยต.ค. ขยายตัวทั้งอุปสงค์-อุปทาน แนวโน้มฟื้นตัวจากแรงส่งภาคท่องเที่ยว-ส่งออก-มาตรการรัฐ : อินโฟเควสท์

    ธปท.เผยศก.ไทยต.ค. ขยายตัวทั้งอุปสงค์-อุปทาน แนวโน้มฟื้นตัวจากแรงส่งภาคท่องเที่ยว-ส่งออก-มาตรการรัฐ : อินโฟเควสท์

    น.ส.ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในเดือนต.ค.68 ขยายตัวจากเดือนก่อนหน้า จากทั้งเครื่องชี้ด้านอุปสงค์ และอุปทาน

    โดยด้านอุปสงค์ปรับตัวดีขึ้นตามการส่งออกที่ขยายตัวได้ต่อเนื่อง จากสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยี รายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับดีขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยว และการบริโภคภาคเอกชนปรับเพิ่มขึ้นในเกือบทุกหมวด ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้องปรับเพิ่มขึ้น

    ส่วนในด้านอุปทาน ปรับดีขึ้นจากภาคบริการเป็นหลัก โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมทรงตัว และการลงทุนภาคเอกชนลดลง ขณะที่ตลาดแรงงานปรับดีขึ้นตามการจ้างงาน โดยเฉพาะในภาคบริการ ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลจากดุลการค้าเป็นสำคัญ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบ จากหมวดพลังงานและอาหาร

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป มีแนวโน้มฟื้นตัวจากการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ทยอยกลับมาผลิต รวมทั้งภาคการท่องเที่ยว และการส่งออกสินค้าหมวดอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อุปสงค์ในประเทศ มีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    อย่างไรก็ดี ในระยะต่อไปมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1) ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม 2) ผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และ 3) ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    *เศรษฐกิจด้านอุปสงค์

    • การบริโภคภาคเอกชน เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน จากการใช้จ่ายใน 1) หมวดบริการ ตามการใช้จ่ายในหมวดโรงแรมและภัตตาคารที่ปรับดีขึ้นจากทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและไทย 2) หมวดสินค้าไม่คงทน ตามยอดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง สอดคล้องกับกิจกรรมการขนส่งผู้โดยสารที่ปรับดีขึ้น และ 3) หมวดสินค้าคงทน ตามยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล โดยเฉพาะรถไฟฟ้า ส่วนการใช้จ่ายในหมวดสินค้ากึ่งคงทนทรงตัว ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 2 จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
    • การลงทุนภาคเอกชน เครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลงจากเดือนก่อนในทุกหมวด โดย 1) หมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ตามการนำเข้าสินค้าทุนสุทธิ (หรือการนำเข้าหักด้วยการส่งออกสินค้าทุน) ในหมวดคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงานที่ลดลง 2) หมวดยานพาหนะ ตามยอดจดทะเบียนรถยนต์ที่ลดลงในเกือบทุกประเภท และ 3) หมวดก่อสร้าง จากหมวดที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยตามมูลค่าการโอนพื้นที่อุตสาหกรรมและอาคารพาณิชย์ที่ลดลง และหมวดที่อยู่อาศัยตามพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างบ้านเดี่ยวที่ลดลง
    • จำนวนและรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน จากจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short-haul) โดยเฉพาะจีน และเกาหลีใต้ ที่มีวันหยุดยาวมากกว่าปกติ รวมถึงนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) โดยเฉพาะยุโรป และรัสเซีย ส่งผลให้รายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้น
    • การส่งออกสินค้า มูลค่าการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาล เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนในหลายหมวด อาทิ 1) อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักร จากการส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ และหม้อแปลงไฟฟ้า (transformer) ไปสหรัฐฯ รวมถึงการส่งออกเครื่องจักรไปญี่ปุ่น และ 2) เครื่องใช้ไฟฟ้า จากการส่งออกชิ้นส่วนอุปกรณ์เซลล์แสงอาทิตย์ (solar cell) ไปสหรัฐฯ และชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าไปญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม การส่งออกหมวดยานยนต์ ปรับลดลงตามการส่งออกรถยนต์นั่ง และรถกระบะไปออสเตรเลีย ตามอุปสงค์ที่ชะลอลง
    • การนำเข้าสินค้า มูลค่าการนำเข้าสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลงจากเดือนก่อน จากหมวดสินค้าอุปโภคและบริโภค ตามการนำเข้าโทรศัพท์มือถือ และรถยนต์ไฟฟ้า หลังจากที่เร่งไปในเดือนก่อนรวมถึงหมวดวัตถุดิบ และสินค้าขั้นกลางที่ไม่รวมเชื้อเพลิง ที่ลดลงตามการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีน และสิงคโปร์
    • การใช้จ่ายภาครัฐ การใช้จ่ายภาครัฐหดตัวเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน จากรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางที่ไม่รวมเงินโอน และรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจ โดยรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลาง หดตัวจากฐานสูงในปีก่อน แต่หากเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต รายจ่ายฯ ขยายตัวตามการเบิกจ่ายค่าจัดการเรียนการสอน เงินบำนาญ และค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ รายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจหดตัวจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง และโทรคมนาคม ขณะที่รายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง ขยายตัวจากเงินงบประมาณเหลื่อมปี

    * เศรษฐกิจด้านอุปทาน

    • การผลิตภาคอุตสาหกรรม ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลทรงตัวจากเดือนก่อน โดยกลุ่มผลิตเพื่อส่งออกในสัดส่วนน้อยกว่า 30% ลดลงจากการผลิตปิโตรเลียม เนื่องจากมีการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นตามแผน ขณะที่กลุ่มผลิตเพื่อส่งออก ในสัดส่วน 30-60% เพิ่มขึ้นจากการผลิตรถยนต์นั่ง และรถกระบะ เนื่องจากบางโรงงานที่ปรับกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในไตรมาสก่อนหน้า เริ่มทยอยกลับมาผลิตแล้วบางส่วน ด้านกลุ่มผลิตเพื่อส่งออกในสัดส่วนมากกว่า 60% เพิ่มขึ้นจากการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ สอดคล้องกับการส่งออกที่ปรับดีขึ้น
    • ภาคบริการ เครื่องชี้ภาคบริการที่ไม่รวมการซื้อขายทองคำ และขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ตามกิจกรรมในภาคการท่องเที่ยวที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรม และภัตตาคาร รวมทั้งการขนส่งผู้โดยสาร จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติและไทย ด้านการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้นตามการส่งออก และผลผลิตเกษตร ขณะที่ภาคการค้าทรงตัว
    • รายได้เกษตรกรหดตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน ตามราคาสินค้าเกษตรเป็นสำคัญ โดยราคายางพารา และข้าวลดลงจากปริมาณผลผลิต ของทั้งไทยและตลาดโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับราคาผลไม้ โดยเฉพาะลำไย และทุเรียน ที่ยังได้รับผลกระทบจากความกังวลเกี่ยวกับการตรวจสอบสารตกค้างของจีน และผลผลิตในปีนี้ที่ออกมามาก สำหรับผลผลิตสินค้าเกษตร ขยายตัวจากระยะเดียวกันของปีก่อน ตามข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ตามสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย

    * ภาวะการเงินและเสถียรภาพ

    • ภาวะการเงินการระดมทุนของภาคธุรกิจโดยรวมปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน จากตลาดตราสารหนี้และตลาดทุน โดยการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ปรับเพิ่มขึ้นในธุรกิจการผลิตภาคอุตสาหกรรม และภาคการค้า ด้านการระดมทุนผ่านตลาดทุน เพิ่มขึ้นจากธุรกิจภาคการค้า พลังงาน และการท่องเที่ยว ขณะที่การระดมทุนผ่านสินเชื่อสุทธิ ลดลงตามธุรกิจในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมเป็นสำคัญ

    สำหรับต้นทุนการระดมทุนผ่านตราสารหนี้ ตั้งแต่ 1 ต.ค. ถึง 25 พ.ย. 68 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยทั้งระยะสั้น และระยะยาวเฉลี่ยลดลง ตามการคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย

    • อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือน ต.ค. เงินบาทปรับอ่อนค่าตามการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จากแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ผ่อนคลายช้ากว่าที่ตลาดคาด และความกังวลเรื่องความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่คลี่คลายลง

    สำหรับเดือน พ.ย. (ข้อมูลถึง 25 พ.ย. 68) ค่าเงินบาทเฉลี่ยแข็งค่าเล็กน้อย จากเงินทุนไหลเข้าเพื่อซื้อพันธบัตรระยะยาว ด้านดัชนีค่าเงินบาท (NEER) เฉลี่ยอ่อนค่าในเดือน ต.ค. และกลับมาแข็งค่าในเดือน พ.ย.

    * เสถียรภาพเศรษฐกิจ

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ติดลบใกล้เคียงกับเดือนก่อน โดยหมวดพลังงาน ติดลบมากขึ้นจากราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ ที่ลดลงตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ขณะที่หมวดอาหารสด ติดลบน้อยลงตามราคาผักที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากผลผลิตได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ยังเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน

    ด้านภาวะตลาดแรงงาน การจ้างงานปรับดีขึ้น สะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ที่เพิ่มขึ้นตามการจ้างงานในภาคบริการ ขณะที่การจ้างงานในภาคการผลิตทรงตัว และยังต้องติดตามการจ้างงานที่ยังลดลงในกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันของสินค้านำเข้า สำหรับสัดส่วนผู้ขอรับสิทธิว่างงานรวม และรายใหม่ต่อผู้ประกันตนทรงตัวจากเดือนก่อน ทั้งนี้ ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลจากดุลการค้าเป็นสำคัญ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/549822&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jrrJxJbQcnMjauQE-njzf

  • วาร์ปสู่โลกกว้าง เมื่อการท่องเที่ยวเสมือนจริงเปิดประตูสู่ประสบการณ์ไร้พรมแดน

    วาร์ปสู่โลกกว้าง เมื่อการท่องเที่ยวเสมือนจริงเปิดประตูสู่ประสบการณ์ไร้พรมแดน

    วาร์ปสู่โลกกว้าง เมื่อการท่องเที่ยวเสมือนจริงเปิดประตูสู่ประสบการณ์ไร้พรมแดน


    28/11/2568 | 239 |

    คุณเคยฝันอยากไปเยือนมาชูปิกชู เดินเล่นบนกำแพงเมืองจีน หรือดำดิ่งสู่แนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟ แต่ติดขัดด้วยเวลา งบประมาณ หรือข้อจำกัดในการเดินทางหรือไม่? เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน (Virtual Reality หรือ VR) กำลังเข้ามาทลายกำแพงเหล่านั้น และเปลี่ยนนิยามของการ “ท่องเที่ยว” ไปตลอดกาล

    การท่องเที่ยวเสมือนจริง ไม่ใช่เพียงแค่การนั่งดูวิดีโอ 360 องศา แต่คือการพาตัวคุณ “เข้าไปอยู่” ในสถานที่นั้นจริงๆ ผ่านแว่นตา VR คุณสามารถเดินสำรวจโบราณสถาน สัมผัสบรรยากาศของตลาดพื้นเมืองที่พลุกพล่าน หรือแม้กระทั่งบินอยู่เหนือยอดเขาเอเวอเรสต์ ประสบการณ์ที่ได้รับมีความสมจริงจนสมองของคุณอาจเผลอเชื่อว่าคุณกำลังอยู่ที่นั่นจริงๆ

    เทคโนโลยีนี้ไม่ได้เข้ามาแทนที่การเดินทางจริง แต่เป็น “ส่วนเสริม” ที่ทรงพลัง มันเปิดโอกาสให้ผู้คนเข้าถึงสถานที่ที่ยากจะไปถึง ช่วยในการวางแผนทริปในฝัน หรือแม้แต่เป็นเครื่องมืออนุรักษ์ที่ช่วยลดความแออัดในแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่เปราะบาง ในอนาคต เราอาจได้เห็นการท่องเที่ยวแบบไฮบริด ที่การเดินทางในโลกจริงและโลกเสมือนผสานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อมอบประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดให้กับนักเดินทางทุกคน

    โลกกว้างใหญ่กว่าที่คุณคิด และตอนนี้ ประตูสู่โลกใบนั้นอยู่ใกล้แค่ปลายนิ้วสัมผัส


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/448632&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-lb86iRjqdSGnwFvdoUuk