Category: ท่องเที่ยว

  • ท่องเที่ยวทำพิษ นักวิจัยชี้ เชียงใหม่แบกผลกระทบการท่องเที่ยว

    ท่องเที่ยวทำพิษ นักวิจัยชี้ เชียงใหม่แบกผลกระทบการท่องเที่ยว

    ในปัจจุบันจังหวัดเชียงใหม่ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งจังหวัด ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ว่าเป็นจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นภูเขา ดอย น้ำตก หรือวัดวาอารามต่าง ๆ และยังเป็นอีกหนึ่งในจังหวัด ที่มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมความสวยงามมากที่สุด ซึ่งสามารถสร้างรายได้และทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศดีขึ้น นอกจากนั้น ยังเป็นการช่วยอนุรักษ์ด้านวัฒนธรรมอีกด้วย แต่ในทางกลับกันก็ส่งผลกระทบในหลาย ๆ ด้านต่อชุมชน 

    เมื่อจังหวัดเชียงใหม่ได้ยื่นเสนอการเป็นแหล่งมรดกโลกต่อองค์การ UNESCO จึงมีการประชาสัมพันธ์ทำให้มีผู้คนมาท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงผู้คนจากต่างแดนย้ายถิ่นฐานเข้ามาเพื่ออยู่ในระยะยาว ซึ่งทำให้ปริมาณการใช้ทรัพยากรด้านต่าง ๆ ในจังหวัดเชียงใหม่มีเพิ่มมากขึ้น จนส่งผลกระทบโดยตรงต่อชุมชม ทั้งในแง่สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม จากงานวิจัยของสุประภา สมนึกพงศ์ และณัฐพล เจียรสำราญ เผยว่าปริมาณนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น สร้างแรงกดดันต่อแหล่งน้ำ ขยะ การใช้พลังงาน และการจัดการโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะในพื้นที่ธรรมชาติและชุมชนภูเขา รวมไปถึงการที่วัฒนธรรมกลายเป็นสินค้าเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว อาจเกิดการปรับเปลี่ยนประเพณีให้เข้ากับรสนิยมการท่องเที่ยว ส่งผลต่อความเป็นเอกลักษณ์และคุณค่าที่แท้จริงของชุมชน และบางครั้งทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนท้องถิ่นเปลี่ยนไปจนรู้สึกถูกกดดัน 

    ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีนักวิชาการและองค์กรบางแห่ง ได้เสนอแนะเกี่ยวกับวิธีการจัดการ เพื่อลดปัญหาให้กับชุมชนอย่างมากที่สุด ในงานวิจัยของวันโชค หุ่นพดุงรัตน์ กล่าวว่าควรส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนอย่างมีส่วนร่วม เพื่อให้ชุมชนมีบทบาทในการตัดสินใจ การจัดสรรรายได้ และการกำหนดกรอบการท่องเที่ยวของตนเอง ดังเช่น หมู่บ้านแม่กำปองที่มีการจัดการ การวางแผนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและรักษาวัฒนธรรม ก็สามารถสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตได้ ส่วนเว็บไซต์ Tourism.co.th คือผู้นําการเปลี่ยนแปลงของการท่องเที่ยวในประเทศไทย ได้เสนอว่าควรกระจายการท่องเที่ยวเพื่อลดความหนาแน่น โดยการพัฒนาระบบโพรโมตแหล่งท่องเที่ยวนอกฤดูกาล ท่องเที่ยวเชิงพื้นที่รอง เพื่อกระจายรายได้และลดผลกระทบต่อแหล่งท่องเที่ยวหลัก และในด้านสิ่งแวดล้อม งานวิจัยของสุประภา สมนึกพงศ์ และณัฐพล เจียรสำราญ เสนอว่าควรมีมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม โดยการกำหนดขีดจำกัดการเข้าใช้พื้นที่ธรรมชาติ รวมไปถึงระบบการจัดการขยะ และมาตรฐานการดำเนินกิจกรรมท่องเที่ยว 

    ถึงแม้ว่าจังหวัดเชียงใหม่ จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม และสามารถสร้างรายได้ภายในประเทศแล้ว แต่ก็ยังสร้างผลกระทบเชิงลบให้กับชุมชมเป็นจำนวนมาก ต่อให้จะมีนักวิชาการและองค์กรเสนอวิธีการแก้ปัญหา แต่ถ้าหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนไม่ร่วมด้วยช่วยกัน ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็จะไม่มีทางแก้ไขได้ ดังนั้น ถ้าอยากให้จังหวัดเชียงใหม่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดีและสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่นอย่างทั่วถึง ประชานชนจึงต้องร่วมช่วยกัน เพื่อให้ “เชียงใหม่” เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีทั้งความสวยงาม และเห็นคุณค่าต่อชุมชนต่อไป 

    รายการอ้างอิง :

    คมชัดลึก , Hapres , DR.KEN Institute of Academic Development and Promotion , Tourism.co.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3833704/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TgiANfJAGo-9S_yCy4nRt

  • ก.ท่องเที่ยวฯ สรุปสถานการณ์ท่องเที่ยวภาคใต้หลังเกิดอุทกภัย มีแนวโน้มดีขึ้น-น้ำลดหลายจุด

    ก.ท่องเที่ยวฯ สรุปสถานการณ์ท่องเที่ยวภาคใต้หลังเกิดอุทกภัย มีแนวโน้มดีขึ้น-น้ำลดหลายจุด

    ก.ท่องเที่ยวฯ สรุปสถานการณ์ท่องเที่ยวภาคใต้หลังเกิดอุทกภัย มีแนวโน้มดีขึ้น-น้ำลดหลายจุด

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สรุปสถานการณ์นักท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยก่อนหน้านี้ โดยภาพรวมหลายจังหวัดมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน น้ำลดลงหลายจุด การคมนาคมกลับมาใช้การได้เกือบทั้งหมด และไม่มีรายงานนักท่องเที่ยวตกค้างเพิ่มเติม

    สงขลา : น้ำลดลงต่อเนื่อง ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วรวม 10 ราย

    สถานการณ์ในจังหวัดสงขลาคลี่คลายอย่างมาก น้ำลดลงเกือบหมด เหลือน้ำท่วมขังเพียงบางจุดเท่านั้น

    เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 กระทรวงฯ รายงานการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวม 10 ราย แบ่งเป็น ชาวจีน 4 คน, ชาวแอฟริกาใต้ 2 คน, ชาวมาเลเซีย 1 คน, ชาวออสเตรเลีย 1 คน, ชาวสกอตแลนด์ 1 คน, ชาวสิงคโปร์ 1 คน ยอดการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวสะสมตลอด 6 วัน อยู่ที่ 1,812 คน

    สตูล : สถานการณ์ปกติ ไม่มีนักท่องเที่ยวตกค้าง

    จังหวัดสตูลกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ไม่มีนักท่องเที่ยวตกค้าง
    – การเดินทางทางเรือเส้นทางปากบารา–หลีเป๊ะ ยังให้บริการตามปกติ ทั้งขาออกและขาเข้า
    – บริษัททัวร์ในพื้นที่ยังคงอำนวยความสะดวกในการเดินทางต่อไปยังสนามบินหาดใหญ่

    ยะลา : สถานการณ์ดีขึ้น แหล่งท่องเที่ยวเปิดตามปกติ
    ระดับน้ำในจังหวัดยะลาลดลงต่อเนื่อง การเดินทางจากยะลาไปเบตงยังสามารถทำได้ โดยต้องใช้ความระมัดระวังในบางพื้นที่ลาดชัน
    แหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่เปิดให้บริการตามปกติ ยกเว้นวัดหน้าถ้ำที่อยู่ระหว่างฟื้นฟู
    – ไม่มีนักท่องเที่ยวติดค้าง

    ปัตตานี : ยังมีฝนและน้ำท่วมขังในบางพื้นที่
    ปัตตานียังคงมีฝนตกและน้ำท่วมขังบางจุด
    – ยังไม่มีรายงานนักท่องเที่ยวได้รับผลกระทบโดยตรง

    สุราษฎร์ธานี : สภาวะปกติ นักท่องเที่ยวเดินทางได้ตามปกติ
    สถานการณ์ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีกลับสู่ภาวะปกติ
    – ไม่มีรายงานนักท่องเที่ยวได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
    – การเดินเรือไปยังเกาะต่าง ๆ ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ แม้จะมีคลื่นลมเล็กน้อย

    ตรัง : น้ำลดลงแล้ว ไม่มีนักท่องเที่ยวตกค้าง
    ตรังรายงานว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย เหลือน้ำท่วมขังเพียงบางพื้นที่
    – ไม่มีนักท่องเที่ยวตกค้างหรือเสียชีวิต

    นครศรีธรรมราช : เข้าสู่ภาวะปกติ
    จังหวัดนครศรีธรรมราชน้ำลดลงแล้วและเข้าสู่ภาวะปกติ
    – ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือผลกระทบต่อนักท่องเที่ยว

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยังคงติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง ประสานงานใกล้ชิดกับทุกจังหวัด เพื่อให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวและประชาชนอย่างทันท่วงที พร้อมขอให้ผู้เดินทางติดตามประกาศจากหน่วยงานรัฐอย่างสม่ำเสมอเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000114612&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JmLZ-ltUz_00TCw6Dn0cK

  • การรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดทริปท่องเที่ยวปลายปี 2568 พิเศษกับ 2 ขบวนที่ทุกคนรอคอย 💙💛

    การรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดทริปท่องเที่ยวปลายปี 2568 พิเศษกับ 2 ขบวนที่ทุกคนรอคอย 💙💛

    การรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดทริปท่องเที่ยวปลายปี 2568 พิเศษกับ 2 ขบวนที่ทุกคนรอคอย 💙💛

    🌸 SRT ROYAL BLOSSOM – One Day Trip
    “เที่ยวทุ่งทานตะวัน นั่งรถไฟลอยน้ำ เขื่อนป่าสักฯ ชมพระอาทิตย์ตกดิน” 💰 2,399 บาท

    🚆 KIHA 183 – เที่ยว 2 วัน 1 คืน
    📍 กาญจนบุรี : 6–7 ธ.ค. 68 💰 4,299 บาท
    📍 ประจวบคีรีขันธ์ : 13–14 ธ.ค. 68 💰 4,299 บาท

    📌 สอบถามเพิ่มเติม
    👉 เพจ: ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย
    ☎ ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ 1690

    #เที่ยว #นั่งรถไฟเที่ยว #รถไฟคิฮะ #KIHA183 #ROYALBLOSSOM #รอยัลบลอสซั่ม #รถไฟไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/977147&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UpaiZBPdmECAudPeqM_Zl

  • ททท.โคราช ปลุกพลังท่องเที่ยว ช่วงไฮซีซั่น จัดโปร ลด-แถม เปิดเส้นทางท่องเที่ยวสายวัฒนธรรมใหม่

    ททท.โคราช ปลุกพลังท่องเที่ยว ช่วงไฮซีซั่น จัดโปร ลด-แถม เปิดเส้นทางท่องเที่ยวสายวัฒนธรรมใหม่

    เมื่อวันที่ 29 พ.ย.68 นางสาวเกตน์สิรี  สมบูรณ์ศิลป์ รองผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครราชสีมา จัดกิจกรรมเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสายใหม่ จักราช-ห้วยแถลง ตลอดเส้นทางมีทั้งวัด ปราสาท โบสถ์ศริสต์ชมอาหารพื้นถิ่นหลากหลาย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยนำคณะนักท่องเที่ยวแสวงบุญ 90 คน นั่งรถบัส 2 ชั้น จำนวน 2 คัน เดินทางมาที่วัดป่าจักราช อ.จักราช จ.นครราชสีมา โดยมีพ.อ.ท.สมพงศ์  หมั่นสาน นายอำเภอจักราชพร้อมนายถวิล บาทขุนทด ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอจักราช ผู้นำชุมชนและชาวบ้านให้การต้อนรับด้วยบรรยากาศเป็นกันเอง

    โดยไกด์ท้องถิ่นนำชมเจดีย์สแตนเลสที่มีความสูงที่สุดในประเทศไทย ขนาดความกว้าง 8 เมตร สูงจากพื้นดิน 32 เมตร ด้านในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระอัฐิธาตุของหลวงตามหาบัวและบูรพาคณาจารย์ รูปปั้นพระอรหันต์ 80 พระองค์ อยู่รายล้อมรอบองค์พระเจดีย์ รวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับพุทธศาสนาและสถานที่ปฏิบัติธรรมของพุทธศาสนิกชน จากนั้นพาเที่ยววัดโคกพระ ต.หนองพลวง ชมอุโบสถเก่าอายุกว่า 200 ปี สร้างสมัยในกรุงรัตนโกสินทร์และกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียน ของกรมศิลปากรและชมสักการสถานวัดนักบุญเทเรซา โบสถ์คริสต์เก่าแก่อายุ 94 ปี ที่บ้านโนนแก้ว ต.ตะโก และปราสาทห้วยแคน อโรคยศาล สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งอยู่ในเส้นทางราชมรรคาหรือที่พักคนเดินทางสมัยก่อน      

    นายจิรศักดิ์  อ่วมอุไร ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครราชสีมา เปิดเผยว่า พื้นที่ 32 อำเภอ ของ จ.นครราชสีมา มีสินค้าการท่องเที่ยวที่หลากหลายทั้งระดับคุณภาพไฮเอนด์ การท่องเที่ยวเชิงเกษตรและสุขภาพรวมทั้งสายมู ไหว้พระ-ทำบุญ สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ทุกสถานะ ช่วงไฮซีซั่น ททท.โคราชร่วมกับผู้ประกอบการจัดกิจกรรมเจ้าบ้านที่ดี ปลุกพลังท่องเที่ยวไทย สู่อนาคตยั่งยืน เพื่อสร้างความประทับใจและให้บริการด้วยราคายุติธรรม ทั้งนี้โซนเขาใหญ่-ปากช่อง-วังน้ำเขียว พื้นที่เมือง 3 มรดกโลก ยูเนสโกที่แรกและที่เดียวในไทย ประกอบด้วย ผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ มรดกโลกทางธรรมชาติ สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช พื้นที่สงวนชีวมณฑลโลกและโคราชจีโอพาร์ค หรืออุทยานธรณีโลก ได้จัดทริปเส้นทางท่องเที่ยวมรดกโลกและถ่ายรูปกับทุ่งดอกไม้เมืองหนาวพร้อมจัดโปรโมชั่นส่วนลด 20-50 % ให้นักท่องเที่ยวที่พักค้างคืนและใช้บริการคาเฟ่ ร้านอาหารตั้งแต่บัดนี้ถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ นอกจากนี้ช่วงสุดสัปดาห์ มีกิจกรรมวิ่งสุขภาพที่มีระยะทางฟันรันถึงมาราธอน ชมคอนเสริต์ศิลปินชื่อดังประดับประเทศ เชิญชวนมาเที่ยวพักผ่อนสูดโอโซนอับหนึ่งของเมืองไทยและสัมผัสอากาศปลายฝนหนาว สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ เพจ ททท.โคราช

    #ภูมิภาค-52

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/113815&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YxI4OUF8dYFGje7M3qUHf

  • อบรมยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการการท่องเที่ยวหนองบัวลำภู

    อบรมยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการการท่องเที่ยวหนองบัวลำภู

    ภูมิภาค

    อบรมยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการการท่องเที่ยวหนองบัวลำภู

    วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.21 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 29 พ.ย.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ ห้องประชุมโรงแรมภูฟ้ารีสอร์ท อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู นายกำธร วิเชฏฐพงศ์ ปลัดจังหวัดหนองบัวลำภู ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ จัดอบรมยกระดับพัฒนาเพิ่มมาตรฐานศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยว และการบริการจังหวัดหนองบัวลำภู ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวจังหวัดหนองบัวลำภู ,องค์กรภาคเอกชน เข้าร่วมโดยอบรม รุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 มี ดร.อรรจน์ สีหะอำไพ เป็นวิทยากรในการบรรยาย

    โดยมี นายสุวิทย์ ศรีขันธ์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการหัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาด้านการท่องเที่ยว สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดหนองบัวลำภู เป็นผู้กล่าวรายงาน วัตถุประสงค์เพื่ออบรมยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว เป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยพัฒนาคุณภาพการให้บริการเรื่องท่องเที่ยว การอบรมนี้เน้นเสริมสร้างความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่ดีแก่ผู้ประกอบการ เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวได้อย่างมืออาชีพ นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจแนวทางการบริหารจัดการที่เป็นมาตรฐานสากล เช่น การรักษาสิ่งแวดล้อม การดูแลความปลอดภัย และการส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น การยกระดับมาตรฐานเหล่านี้ไม่เพียงแต่ เพิ่มความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว แต่ยังส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของจังหวัดหนองบัวลำภู และประเทศในวงกว้าง ทำให้การท่องเที่ยวเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างรายได้อย่างมั่นคงในระยะยาว ดังนั้น การอบรมจึงเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาผู้ประกอบการไทย ให้มีความสามารถแข่งขันในตลาดท่องเที่ยวโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ.
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/456588&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kmQ8o7L48SOI0IYcXrW8T

  • การสร้างเสริมจิตใจของผู้สูงวัยด้วยการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    การสร้างเสริมจิตใจของผู้สูงวัยด้วยการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    การสร้างเสริมจิตใจของผู้สูงวัยด้วยการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ได้มีเพื่อนรุ่นน้องท่านหนึ่งมาพบผมที่บริษัท เพื่อมาขอความเห็นว่า เขาอยากจะทำโครงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยนำเอานักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย เขาถามผมว่าผมมีความคิดอย่างไรกับโครงการของเขา ผมจึงตอบไปว่าดีมาก เพราะเป็นนโยบายของประเทศไทยอยู่แล้ว แต่ผมก็แนะนำไปว่า ให้คิดให้รอบคอบ เพราะแม้ว่าจะมีการส่งเสริมจากภาครัฐในโครงการดังกล่าว แต่ก็ยังมีข้อจำกัดอีกไม่น้องที่จะต้องจัดการให้ได้ครับ

    การเปลี่ยนผ่านของสังคมและโอกาสของผู้สูงวัย การดูแลสุขภาพจิตของผู้สูงวัยมีความสำคัญไม่แพ้สุขภาพกาย เพราะความรู้สึกเหงา โดดเดี่ยว หรือมีความเครียด จากความเปลี่ยนแปลงของชีวิต สามารถส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพชีวิต ในขณะเดียวกันประเทศไทยเป็นแหล่งรวมของ “ทรัพยากรบำบัด” ที่ล้ำค่า เพราะมีทั้งมรดกทางวัฒนธรรมที่สงบงาม ภูมิปัญญาดั้งเดิมด้านสุขภาพ และธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ดังนั้นสิ่งที่เพื่อนรุ่นน้องท่านนั้นนำเสนอมา ก็คือ “มิติใหม่ของการท่องเที่ยว” ซึ่งก็คือ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและจิตวิญญาณ (Wellness and Spiritual Tourism) ซึ่งเป็นเครื่องมือในการสร้างเสริม จิตใจให้ผ่องใส (Inner Wellness) และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยในช่วงบั้นปลายของชีวิต

    ต้องพูดว่าการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ น่าจะเป็นยาขนานเอกสำหรับจิตใจของผู้สูงวัยที่สำคัญ เพราะการท่องเที่ยวแบบดั้งเดิม มักจะเน้นความรวดเร็วและจำนวนสถานที่ ถ้าพวกเราเคยไปท่องเที่ยวกับกลุ่มทัวร์ เรามักจะพบกับการนัด 6,7,8 จากไกด์ทัวร์เสมอ นั่นก็คือ ตื่นนอน 6 โมงเช้า ทานข้าวเช้า 7 โมงทานข้าวเช้า 8 โมงล้อหมุน ซึ่งทุกอย่างดูเหมือนจะเร่งรีบไปหมด นี่ก็คือการเดินทางท่องเที่ยวกับทัวร์นั่นแหละครับ แต่สำหรับผู้สูงวัยอย่างพวกเรา การเดินทางน่าจะต้องเปลี่ยนเป็น “การเดินทางเพื่อการบำบัด” ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการฟื้นฟูจิตใจ ดังนั้นควรจะต้องมีการสร้างเสริมสุขภาพจิตและสุขภาพกายเป็นหลักนั่นเอง

    การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ควรเป็นการลดความเครียดและความเหงา (Stress and Loneliness Reduction) โดยไม่ต้องมีการ “บังคับหรือกำหนดเวลา” ที่เป็นการเร่งรีบจนเกินไป แต่เป็นการกระตุ้นประสาทสัมผัส จากการได้ออกไปสัมผัสสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียงน้ำไหล กลิ่นธูปควันเทียนในวัดวาอาราม หรือสีสันของตลาดในสถานที่แปลกใหม่ เพื่อช่วยกระตุ้นสมองให้ทำงานและรับกับสิ่งที่สร้างความสดใสให้แก่ชีวิต เพื่อช่วยในการคลายความซึมเศร้าได้นั่นเอง

    ในการจัดทำทริปการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ควรจะจัดเป็นกลุ่มเล็กๆ ที่สามารถทำให้ผู้สูงวัยมีโอกาสสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมใหม่ๆ อีกทั้งยังสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตกับเพื่อนๆร่วมกลุ่มทัวร์ ผมเชื่อว่าจะสามารถลดความรู้สึกโดดเดี่ยวลงได้มาก นอกจากนี้ยังสามารถค้นพบความสงบภายใน (Inner Peace Discovery) ได้อีกด้วย ดังนั้นการเลือกโปรแกรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ควรจะมีทั้งการได้ฝึกฝนวิธีการดูแลสุขภาพกาย ที่มีผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ให้คำแนะนำ การทำกายภาพที่เหมาะกับกลุ่มผู้สูงวัยที่ง่ายๆ เช่น การทำโยคะแบบพื้นฐาน การออกกำลังกายด้วยไทเก๊ก เป็นต้น นอกจากนี้ อาจจะมีการสร้างบรรยากาศที่เหมาะสมอย่างยิ่ง สำหรับการปฏิบัติสมาธิ (Meditation) และการทบทวนตนเอง (Self-Reflection) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการมีจิตใจที่ผ่องใส หรือการบำบัดทางจิตวิญญาณของผู้สูงวัย

    โปรแกรมดังกล่าว เราอาจจะนำการบูรณาการวัฒนธรรม เพื่อการเยียวยาสุขภาพจิตและสุขภาพกายของผู้สูงวัย เราสามารถนำเอาความโดดเด่นของไทยเรา เช่น ภูมิปัญญาดั้งเดิม ที่มีทั้งแพทย์แผนไทยด้านสุขภาพ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยสำหรับผู้สูงวัย ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์แห่งการบำบัดแบบช้า (The Slow Healing Arts) โภชนาการบำบัด (Therapeutic Cuisine) เพราะอาหารพื้นเมืองในหลากหลายพื้นที่ของไทยเรา ซึ่งส่วนใหญ่เน้นวัตถุดิบสดใหม่ ปรุงแต่งน้อย และมีสมุนไพรธรรมชาติเป็นส่วนประกอบ เช่น อาหารที่มุ่งเน้นผักและสมุนไพร หรืออาหารที่เน้นเครื่องเทศต้านอนุมูลอิสระ การได้เรียนรู้และลิ้มรสอาหารเหล่านี้ ก็คือส่วนหนึ่งของการบำบัด นอกจากนี้เรายังสามารถทำกายบริหารแบบไทยๆ ด้วยการเคลื่อนไหวแบบเบาๆ การผสมผสานกับการเคลื่อนไหวแบบดั้งเดิม เช่น มวยไทยไชยาแบบประยุกต์ การฟ้อนรำแบบง่ายๆตามจังหวะที่สนุกสนาน หรือการออกกำลังกายเบา ๆ กลางแจ้งในที่ที่มีทัศนียภาพสวยงาม

    นอกจากที่กล่าวมา ไทยเรายังมีมรดกด้านสัมผัส (The Heritage of Touch) เช่นการนวดแผนไทยและนวดสมุนไพร ซึ่งการนวดที่เป็นการบำบัดทางกาย ที่ส่งผลดีต่อจิตใจอย่างมาก การใช้สมุนไพรและน้ำพุร้อนธรรมชาติ ที่มีอยู่มากมายในภูมิภาคของไทย เป็นการพักผ่อนกล้ามเนื้อและลดความตึงเครียดทางอารมณ์ไปพร้อมกัน

    สิ่งหนึ่งที่ผมอยากนำเสนอในโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพดังกล่าว นั่นคือการสร้างเส้นทางเชื่อมโยง “สุขภาวะ” เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพผู้สูงวัย จำเป็นต้องมีการดำเนินการในเชิงนโยบาย และปฏิบัติการร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน หรืออาจจะเป็นระดับจังหวัดต่อจังหวัด ให้มีการนำจุดเด่นแต่ละสถานที่มาผสมผสานกัน เพื่อสร้างเส้นทางใหม่ๆให้แก่ผู้สูงวัยได้เปลี่ยนบรรยากาศ ในการเดินทางไปเยือน ซึ่งอาจจะเป็นการพัฒนาเส้นทางสายสโลว์ไลฟ์ (Developing Slow-Travel Routes) การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวข้ามจังหวัด ที่เน้นความสะดวกสบายและ “ความช้า” (Slow Travel) ไม่เร่งรีบ เช่น “เส้นทางสายบุญและธรรมชาติลุ่มน้ำโขง” (เชียงราย -เชียงใหม่) ที่ใช้เวลาเดินทางแบบสั้นๆ และเน้นกิจกรรมพักผ่อนเป็นหลัก อีกทั้งต้องมีการสร้างจุดพัก และบริการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน ซึ่งสามารถเข้าถึงได้ง่ายตามเส้นทางของการเดินทางนั่นเองครับ

    อย่างที่กล่าวไว้ตั้งแต่ตอนต้นของบทความ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและจิตวิญญาณสำหรับผู้สูงวัย ไม่ใช่แค่การเดินทางพักผ่อนเท่านั้น แต่คือ การลงทุนด้านคุณภาพชีวิต ที่ให้ผลตอบแทนเป็นความสุข ความสงบ และความรู้สึกมีคุณค่า ซึ่งจะเป็น “ศูนย์กลางการเยียวยาจิตวิญญาณ” ( Spiritual Healing Hub) ด้วยการผนวกเอาความมั่งคั่งทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาดั้งเดิม และธรรมชาติที่เอื้อต่อการพักผ่อนเข้าด้วยกัน ไม่เพียงเป็นการสร้างเสริมจิตใจของผู้สูงวัยเฉพาะชาวต่างชาติเท่านั้นผู้สูงวัยในประเทศ ก็ยังสามารถมาใช้บริการได้เช่นกัน และยังเป็นมิติใหม่ของการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและสร้างสรรค์ได้อีกด้วยครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/oldman/645249&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0juumYm66tFmhreJ4NmBSm

  • หุ้นไทยปิดเช้าบวก 2.08 จุดวอลุ่มบาง แรงซื้อไฟแนนซ์-ท่องเที่ยว-ค้าปลีกรับงบฟื้นฟูน้ำท่วม แนะเกาะติดการเมือง : อินโฟเควสท์

    หุ้นไทยปิดเช้าบวก 2.08 จุดวอลุ่มบาง แรงซื้อไฟแนนซ์-ท่องเที่ยว-ค้าปลีกรับงบฟื้นฟูน้ำท่วม แนะเกาะติดการเมือง : อินโฟเควสท์

    SET ปิดเช้าวันนี้ที่ระดับปิดช่วงเช้าวันนี้ 1,254.79 จุด เพิ่มขึ้น 2.08 จุด (+0.17%) มูลค่าซื้อขายราว 15,704.28 ล้านบาท นักวิเคราะห์ฯ เผยตลาดหุ้นไทยเช้านี้แกว่งไซด์เวย์วอลุ่มบาง เนื่องจากตลาดหุ้นสหรัฐปิดทำการขาดปัจจัยชี้นำ ได้รับแรงซื้อกลับกลุ่มไฟแนนซ์-ท่องเที่ยว-ค้าปลีกหนุนจากอานิสงส์นโยบายฟื้นฟูน้ำท่วมภาคใต้ แนวโน้มช่วงบ่ายคาดตตลาดแกว่งคล้ายภาคเช้า ให้กรอบแนวรับ 1,240 จุด และแนวต้าน 1,260 จุด

    ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปิดช่วงเช้าวันนี้ 1,254.79 จุด เพิ่มขึ้น 2.08 จุด (+0.17%) มูลค่าซื้อขายราว 15,704.28 ล้านบาท

    การซื้อขายช่วงเช้าดัชนีแกว่งออกข้าง โดยทำระดับสูงสุด 1,264.11 จุด และต่ำสุด 1,252.97 จุด

    นายภูวดล ภูสอดเงิน ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้แกว่งไซด์เวย์สอดคล้องตลาดโลก ไร้ประเด็นใหม่ขับเคลื่อนเนื่องจากตลาดหุ้นสหรัฐปิดทำการ ทำให้ปริมาณการซื้อขายเบาบาง และสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ทำให้ บล.ที่มีสาขาในพื้นที่ปิดทำการชั่วคราวด้วย

    อย่างไรก็ตาม เช้านี้มีแรงซื้อกลับกลุ่มไฟแนนซ์ ท่องเที่ยว ค้าปลีก หลังจากก่อนหน้านี้ปรับตัวลงไป เนื่องจากคาดหวังจะได้รับอานิสงส์เม็ดเงินเยียวยาสถานการณ์น้ำท่วมจากภาครัฐราว 3 หมื่นล้านบาท อีกทั้งเริ่มเห็นผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวที่ไม่มากอย่างที่กังวลก่อนหน้านี้

    แนวโน้มช่วงบ่ายคาดตลาดเคลื่อนไหวทิศทางไซด์เวย์ นักลงทุนสลับเล่นหุ้นรายตัว ระยะถัดไปแนะติดตามสถานการณ์การ

    เมืองจะเริ่มมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศติดตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

    โดยให้กรอบแนวรับ 1,240 จุด และแนวต้าน 1,260 จุด

    ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์

    TRUE มูลค่าการซื้อขาย 1,432.22 ล้านบาท ปิดที่ 10.70 บาท ลดลง 0.10 บาท

    DELTA มูลค่าการซื้อขาย 874.61 ล้านบาท ปิดที่ 200.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท

    SCB มูลค่าการซื้อขาย 834.44 ล้านบาท ปิดที่ 130.50 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง

    KTB มูลค่าการซื้อขาย 752.91 ล้านบาท ปิดที่ 27.50 บาท ลดลง 0.50 บาท

    KBANK มูลค่าการซื้อขาย 664.06 ล้านบาท ปิดที่ 187.00 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/549780&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1teHwXyr-1EOpdBURkPHPz

  • ท่องเที่ยว ปาย-แม่ฮ่องสอน เฮลั่น หลัง “Ezy” เตรียมเปิดเส้นบินเพิ่ม

    ท่องเที่ยว ปาย-แม่ฮ่องสอน เฮลั่น หลัง “Ezy” เตรียมเปิดเส้นบินเพิ่ม

    วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางศิริอร รังศิริตานนท์ เลขาณุการสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้รับแจ้งจาก บริษัท เอ็ม แลนตาร์ช จำกัด เป็นผู้ดำเนินการสายการบิน Ezy Airlines  ว่าบริษัทฯ มีความประสงค์ จะขยายเส้นทางการบินเพิ่มเติม เพื่อเชื่อมต่อเมืองสำคัญในภูมิภาคภาคเหนือ โดยเฉพาะเส้นทาง เชียงใหม่ –  แม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นเส้นทางที่มีศักยภาพสูงในการส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในพื้นที่ เนื่องจากแม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ธรรมชาติ และแหล่งทองเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากทั้งนักท่องเที่ยว ชาวไทยและต่างประเทศ โดยก่อนหน้านั้น นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาเส้นทางบิน เชียงใหม่ – ปาย และ เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน  โดยมี นายปกรณ์ จีนาคำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 1 จังหวัดแม่ฮ่องสอน นายธานี ธราภาค กรรมผู้จัดการ และคณะ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้ประกอบการในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมกับ บริษัท เอ็ม แลนดาร์ช จำกัด ผู้ดำเนินการ สายการบิน Ezy Airlines เพื่อร่วมกันจัดทำแพ็คเกจการท่องเที่ยว แบบ “Bundle package”  สายการบิน – โรงแรม  – สถานที่ท่องเที่ยว -รถ รับ-ส่ง  เพื่อสนับสนุนสายการบิน Ezy Airline ทำการบิน เชียงใหม่ – ปาย และ เชียงใหม่ – แม่ฮ่องสอน ซึ่งในการประชุมดังกล่าว ได้มีผู้แทนส่วนราชการ และผู้แทนผู้ประกอบการ ในพื้นที่อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ร่วมหารือแนวทางการพัฒนาเส้นทางบิน การแลกเปลี่ยนข้อมูล และหารือแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาเส้นทางบินดังกล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/931288&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xkfMENrb_ffuofD8Wi1Ew

  • มาเลเซียเป็นผู้นำการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล

    มาเลเซียเป็นผู้นำการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล

    ที่มา : สำนักข่าว Bernama

              ปัจจุบันมาเลเซียเป็นเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีอัตราการเติบโตของมูลค่าสินค้ารวม (GMV) ร้อยละ 19 เมื่อเทียบกับปีก่อน นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีแนวโน้มที่จะบรรลุ GMV ที่ 39 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 161 พันล้านริงกิตในปีนี้ ตามรายงาน e-Conomy South-East Asia (SEA) ฉบับที่ 10 ปี 2025 ซึ่งจัดทำโดย Google, Temasek และ Bain & Co การเติบโตนี้ได้รับการสนับสนุนจากการยอมรับของผู้บริโภคที่ยั่งยืนและสภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่มั่นคง รวมถึงภาวะเงินเฟ้อที่ควบคุมได้ ซึ่งในระดับภูมิภาค คาดการณ์ว่ามูลค่า GMV ของเศรษฐกิจดิจิทัลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะทะลุ 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปีนี้ โดยเติบโตขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน และสูงกว่าการคาดการณ์ครั้งแรกของภูมิภาค 1.5 เท่า

    ในฐานะเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก มีประชากรมากกว่า 680 ล้านคน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและศักยภาพในการสร้างเงินที่แข็งแกร่ง แม้จะเผชิญกับอุปสรรคระดับโลก เช่น โควิด-19 อัตราเงินเฟ้อ และแรงกดดันด้านห่วงโซ่อุปทาน” 

    ในขณะเดียวกัน Ms. Amanda Chin หุ้นส่วนของ Bain & Co กล่าวว่า อีคอมเมิร์ซซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจดิจิทัลของมาเลเซียยังคงขยายตัวในอัตราที่ดี และคาดว่าจะสูงถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้

    เธอกล่าวว่าภาคส่วนนี้เติบโตขึ้นร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับปีก่อนใน GMV ซึ่งเป็นอัตราที่เร็วเป็นอันดับสองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้รับการสนับสนุนจากการรวมแพลตฟอร์มที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากผู้เล่นรายใหญ่ในภูมิภาคใช้ประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาดอย่างมีนัยสำคัญ เช่นเดียวกับการเพิ่มขึ้นของการพาณิชย์วิดีโอ ซึ่งเปลี่ยนความสนใจของผู้บริโภคให้กลายเป็นยอดขายโดยแทบไม่มีอุปสรรคเลย

    ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังมีบทบาทสำคัญในการที่ผู้ใช้ค้นคว้าและตัดสินใจ รวมถึงวิธีที่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซใช้ประโยชน์จาก AI เพื่อแนะนำสินค้า ปัญญาประดิษฐ์กำลังเติบโตและมีความหลากหลายมากขึ้น และเราเห็นว่าปัญญาประดิษฐ์มีบทบาทสำคัญในการสร้างความไว้วางใจและให้คำแนะนำที่น่าเชื่อถือมากขึ้น” เธอกล่าวในระหว่างการนำเสนอรายงาน e-Conomy SEA ปี 2025 

    ในส่วนของการท่องเที่ยวออนไลน์ Chin กล่าวว่าภาคส่วนนี้มีอัตรา GMV เติบโตร้อยละ 19 ซึ่งสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้รับแรงหนุนจากการเชื่อมต่อทางอากาศที่ดีขึ้น มาตรการเปิดเสรีวีซ่า และแคมเปญการท่องเที่ยวดิจิทัลขนาดใหญ่ที่กำลังได้รับความนิยมก่อนงาน Visit Malaysia 2026 

    เธอกล่าวว่าจำนวนผู้โดยสารทั้งหมดที่เดินทางมาถึงมาเลเซียได้กลับมาอยู่ที่ระดับใกล้เคียงกับก่อนเกิดโรคระบาด ในขณะที่ทั้งจำนวนผู้โดยสารที่เดินทางมาถึงจากต่างประเทศและการเดินทางออกนอกประเทศต่างก็ช่วยรักษาอำนาจกำหนดราคาให้แข็งแกร่งเอาไว้ได้

    เมื่อคุณมองไปที่ผู้ประกอบการโรงแรมในตลาดที่มีความต้องการสูง เช่น สิงคโปร์และมาเลเซีย พวกเขาสามารถปรับราคาเฉลี่ยขึ้นได้มากกว่า 20% ส่งผลให้มีอัตรากำไรที่ดีขึ้น และมีส่วนสนับสนุนต่อมูลค่าโดยรวมของภาคส่วนนี้” เธอกล่าว

    ขณะที่เรากำลังก้าวเข้าสู่ปี 2569 ซึ่งตรงกับแคมเปญ Visit Malaysia 2026 เรามีโครงการริเริ่มมากมายที่กำลังดำเนินการอยู่ รวมถึงการร่วมมือกับแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวออนไลน์รายใหญ่ เราตั้งเป้าไว้ที่จำนวนนักท่องเที่ยว 45 ล้านคน ดังนั้นเราจึงมีมุมมองเชิงบวกอย่างมากต่อแนวโน้มการท่องเที่ยวออนไลน์” เธอกล่าว

    สำหรับบริการทางการเงินดิจิทัล ชินกล่าวว่ากลุ่มบริการดังกล่าวยังคงมีการเติบโตสองหลักอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าการชำระเงินดิจิทัลจะสูงถึง 213 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 16 เมื่อเทียบกับปีก่อนในมูลค่าธุรกรรมรวมในปีนี้

    เธอกล่าวว่าแรงผลักดันนี้มาจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของมาเลเซียไปสู่การชำระเงินแบบไร้เงินสด โดยธนาคารกลางมาเลเซียรายงานว่ามีการใช้งานการชำระเงินดิจิทัลเพิ่มขึ้นร้อยละ 28 ขณะเดียวกัน การยอมรับการชำระเงินข้ามพรมแดนก็ขยายตัวอย่างมากเช่นกัน โดยมาตรฐาน DuitNow QR สามารถใช้งานร่วมกันได้ในตลาดภูมิภาคต่างๆ เพิ่มมากขึ้น

    บทวิเคราะห์ผลกระทบ

              การที่มาเลเซียได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มี เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการเพิ่มขึ้นของ Gross Merchandise Value (GMV) ถึง 19% ต่อปี (ตามรายงาน e-Conomy SEA Report 2025) ย่อมส่งผลกระทบและสร้างพลวัตใหม่ต่อประเทศไทยในฐานะคู่แข่งและคู่ค้าที่สำคัญในภูมิภาค

    1. ผลกระทบเชิงท้าทายและการแข่งขัน (Challenges and Competition)

    การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของมาเลเซียเป็นสัญญาณเตือนที่ประเทศไทยควรให้ความสนใจ โดยเฉพาะในด้านการแข่งขันทางเศรษฐกิจดิจิทัล

    1.1 การแข่งขันในการดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยี (FDI Competition)

    การดึงดูดเม็ดเงิน: การเป็นผู้นำด้านการเติบโตย่อมทำให้มาเลเซียมีศักยภาพสูงในการดึงดูด การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลและสตาร์ทอัพ ซึ่งอาจทำให้ไทยสูญเสียโอกาสในการเป็นฐานการลงทุนหลักในภูมิภาค

    การพัฒนาบุคลากร: ความต้องการบุคลากรด้านเทคโนโลยีของมาเลเซียจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งอาจนำไปสู่การแข่งขันด้านค่าตอบแทนและการดึงดูด บุคลากรดิจิทัลที่มีความสามารถ (Digital Talent) จากประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงประเทศไทย

    1.2 การสูญเสียส่วนแบ่งตลาดการท่องเที่ยว (Tourism Market Share)

    การแข่งขันด้านออนไลน์ ทราเวล: การที่ตลาดการท่องเที่ยวออนไลน์ของมาเลเซียมีการเติบโตสูงสุดในภูมิภาค (19% GMV growth) และการผลักดันแคมเปญ Visit Malaysia 2026 พร้อมเป้าหมายนักท่องเที่ยวที่สูงมาก อาจทำให้มาเลเซียแย่งส่วนแบ่งตลาดนักท่องเที่ยวจากประเทศไทยได้

    การอำนวยความสะดวก: การปรับปรุงการเชื่อมต่อทางอากาศและการ ยกเว้นวีซ่า ของมาเลเซียเป็นกลยุทธ์ที่ส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว ซึ่งประเทศไทยอาจต้องยกระดับมาตรการอำนวยความสะดวกและส่งเสริมการท่องเที่ยวออนไลน์ของตนเองเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน

    1.3 การยกระดับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce Platform Advancement)

    นวัตกรรมดิจิทัล: การที่มาเลเซียมีการเติบโตในอีคอมเมิร์ซสูง (21% y-o-y) และมีการใช้ AI ในการแนะนำสินค้าและ Video Commerce อย่างจริงจัง แสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมที่ล้ำหน้า ซึ่งแพลตฟอร์มไทยและผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัวตามเพื่อให้สามารถแข่งขันกับแพลตฟอร์มระดับภูมิภาคที่มาเลเซียเป็นฐานสำคัญได้

    2. โอกาสและความร่วมมือ (Opportunities and Collaboration)

    ในขณะเดียวกัน ความก้าวหน้าของมาเลเซียก็เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ สำหรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศไทย

    2.1 โอกาสในการค้าขายข้ามพรมแดน (Cross-Border E-Commerce)

    ตลาดส่งออกดิจิทัล: เมื่อเศรษฐกิจดิจิทัลของมาเลเซียเติบโตอย่างรวดเร็ว ย่อมหมายถึงกำลังซื้อและความต้องการสินค้าและบริการที่สูงขึ้น ทำให้ตลาดมาเลเซียกลายเป็น ตลาดส่งออกดิจิทัล (Digital Export Market) ที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มที่ไทยมีความแข็งแกร่ง เช่น สินค้าฮาลาล อาหาร เครื่องสำอาง และสินค้าสุขภาพ

    2.2 ความเชื่อมโยงด้านการเงินดิจิทัล (Digital Financial Connectivity)

    การชำระเงินข้ามพรมแดน: การขยายมาตรฐาน DuitNow QR ของมาเลเซีย และการที่ไทยมีระบบ PromptPay QR ที่เชื่อมโยงกันอยู่แล้ว (Cross-Border QR Payment) จะช่วยเสริมให้ระบบนิเวศการชำระเงินดิจิทัลระหว่างสองประเทศมีความราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    2.3 การเรียนรู้และยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน (Learning and Infrastructure Uplift)

    กรณีศึกษาการเติบโต: ไทยสามารถใช้มาเลเซียเป็นกรณีศึกษาเพื่อเรียนรู้ถึงปัจจัยความสำเร็จและนโยบายที่ขับเคลื่อนการเติบโตที่ 19% เพื่อนำมาปรับปรุงนโยบายและกลยุทธ์ด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยเอง

    ความคิดเห็น สคต.

    การที่ประเทศมาเลเซียได้รับการประเมินให้เป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจดิจิทัลเร็วที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยมูลค่าการค้า (GMV) ที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 19 ต่อปี (ตามรายงาน e-Conomy SEA Report 2025) ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทยในฐานะคู่ค้าและคู่แข่งสำคัญในประชาคมอาเซียน โดยสามารถวิเคราะห์ผลกระทบดังกล่าวออกเป็นสองมิติหลัก คือ ความท้าทายด้านการแข่งขัน และ โอกาสทางความร่วมมือและการขยายตลาด

    ความท้าทายด้านการแข่งขันที่ประเทศไทยต้องเผชิญ

    ประการแรกความเป็นผู้นำด้านการเติบโตทางดิจิทัลของมาเลเซียได้เพิ่มแรงกดดันด้านการแข่งขันในการดึงดูด การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี การเป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดย่อมดึงดูดเงินทุนและทรัพยากรบุคคลด้านเทคโนโลยี (Digital Talent) ที่มีคุณภาพสูงจากทั่วโลกให้หลั่งไหลเข้าสู่มาเลเซีย ซึ่งทำให้ประเทศไทยต้องเร่งยกระดับมาตรการจูงใจและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน

    ประการที่สองการแข่งขันในภาคการท่องเที่ยวออนไลน์ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน เนื่องจากรายงานระบุว่าตลาดการท่องเที่ยวออนไลน์ของมาเลเซียมีการเติบโตสูงสุดในภูมิภาค โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและการผลักดันแคมเปญ Visit Malaysia 2026 ที่มุ่งเป้าหมายดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก หากประเทศไทยไม่เร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ให้รวดเร็วทันสถานการณ์ อาจทำให้สูญเสียส่วนแบ่งตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มดิจิทัลให้กับมาเลเซียได้

    ประการที่สามในภาคอีคอมเมิร์ซซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนหลักของมาเลเซีย การใช้เทคโนโลยีล้ำหน้าอย่าง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการแนะนำสินค้าและการเติบโตของ Video Commerce ได้สร้างมาตรฐานใหม่ในการซื้อขาย หากผู้ประกอบการไทยไม่เร่งปรับตัวและใช้เครื่องมือดิจิทัลเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจไม่สามารถแข่งขันกับแพลตฟอร์มและผู้ค้าชาวมาเลเซียที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีได้

    โอกาสทางความร่วมมือและการขยายตลาดสำหรับประเทศไทย

    ในทางกลับกัน ความรุ่งเรืองทางดิจิทัลของมาเลเซียก็เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ สำหรับประเทศไทย ประการแรกโอกาสที่ชัดเจนคือการขยายตลาด การส่งออกดิจิทัล เมื่อเศรษฐกิจดิจิทัลเติบโต ย่อมหมายถึงกำลังซื้อและความต้องการสินค้าและบริการคุณภาพสูงที่เพิ่มขึ้นในมาเลเซีย ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะกลุ่มอาหาร สินค้าฮาลาล และสินค้าอุปโภคบริโภค สามารถใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่เติบโตอย่างรวดเร็วของมาเลเซียในการเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง (Cross-Border E-Commerce)

    ประการที่สองความร่วมมือด้านการเงินดิจิทัลจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น การขยายตัวของระบบการชำระเงิน DuitNow QR ของมาเลเซีย ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับระบบ PromptPay QR ของไทยได้โดยตรง จะช่วยเสริมให้การค้าขาย การลงทุน และการท่องเที่ยวข้ามพรมแดนมีความสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น ถือเป็นการวางรากฐานสำคัญสำหรับการรวมตัวทางเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค

    ประการที่สามมาเลเซียสามารถเป็น “กรณีศึกษา” และ “พันธมิตร” ในการพัฒนาเทคโนโลยีได้ รัฐบาลไทยและภาคเอกชนสามารถศึกษาโมเดลความสำเร็จของมาเลเซียในการใช้ AI และนโยบายส่งเสริม Video Commerce มาปรับใช้ ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างความร่วมมือในการลงทุนและพัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยีร่วมกัน โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน เพื่อสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันในระยะยาว

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/le2em522c5vlu03o29p3vsao&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZhwBliBkqP9IbdNsaiaJq

  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ดีขึ้นต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าช่วยเหลือนักท่องเที่ยวและประชาชนอย่างเต็มกำลัง

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ดีขึ้นต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าช่วยเหลือนักท่องเที่ยวและประชาชนอย่างเต็มกำลัง

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ดีขึ้นต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าช่วยเหลือนักท่องเที่ยวและประชาชนอย่างเต็มกำลัง

    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 – กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยเฉพาะในเขตเมืองหาดใหญ่ว่า ขณะนี้ภาพรวมดีขึ้นอย่างมาก ระดับน้ำในหลายจุดลดลงจนแห้ง สามารถสัญจรได้ตามปกติ และมีการเปิดกระแสไฟฟ้าในบางพื้นที่ที่อยู่ในเขตความปลอดภัย (Safety Zone) แล้ว อย่างไรก็ตาม ในเขตเมืองหาดใหญ่บางส่วนยังไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของประชาชน

    ด้านสถานการณ์ในเขต 8 หาดใหญ่ ซึ่งเคยเป็นจุดวิกฤตของน้ำท่วม กระทรวงฯ ได้รับรายงานว่าน้ำลดระดับลงมากแล้ว และคาดว่าจะกลับสู่ภาวะปกติในเร็วๆ นี้ ทำให้การเข้าถึงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือเป็นไปได้อย่างสะดวกขึ้น

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยังคงเดินหน้าช่วยเหลือประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างเข้มข้น โดยได้ส่งมอบอาหารอุ่นร้อน เบเกอรี่ เครื่องดื่ม และขนมหวาน ให้แก่ศูนย์พักพิงหลัก 3 แห่ง ได้แก่ ศูนย์พักพิงเทศบาลควนลัง/ ศูนย์พักพิงโรงเรียนหาดใหญ่รัชประชาสรรค์/ ศูนย์พักพิง Signature เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและดูแลผู้ประสบภัยอย่างทั่วถึง
    นอกจากนี้ กองมาตรฐานและกำกับความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว สำนักงานปลัดกระทรวงฯ ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยประสานงานหลักในการรับมอบสิ่งของบริจาคจากองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้ส่งมอบสิ่งของบริจาคจากกรุงเทพมหานคร รวมกว่า 13 ตัน เพื่อจัดสรรและกระจายไปยังพื้นที่ที่ยังต้องการความช่วยเหลือต่อไป

    ในส่วนของการดูแลและช่วยเหลือนักท่องเที่ยว กระทรวงฯ ได้มอบหมายให้สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสงขลา บูรณาการร่วมกับกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ทั้งในด้านการติดตามพิกัดนักท่องเที่ยว การอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง การช่วยเหลือการเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่เสี่ยง ตลอดจนการจัดส่งอาหารและสิ่งจำเป็นให้แก่นักท่องเที่ยวในจุดที่ยังเข้าถึงได้ยาก

    พร้อมกันนี้ ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวฯ (Tourist Assistance Center: TAC) ยังมีภารกิจสนับสนุนการอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางให้กับนักกีฬาปันจักสีลัตทีมชาติไทย และทีมชาติฟิลิปปินส์ ซึ่งเดินทางมาเตรียมพร้อมก่อนร่วมแข่งขันกีฬาซีเกมส์ โดยได้ประสานจัดรถเพื่อเดินทางต่อไปยังจังหวัดยะลา ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่กระทรวงฯ ให้ความสำคัญในการสนับสนุนวงการกีฬาและดูแลบุคลากรด้านกีฬาของประเทศควบคู่ไปกับการช่วยเหลือประชาชนและนักท่องเที่ยวทั่วไป

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมบูรณาการ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายอาสาสมัคร ที่ร่วมกันทำงานอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้รับความปลอดภัยและสามารถกลับสู่สภาวะปกติได้โดยเร็วที่สุด พร้อมยืนยันว่ากระทรวงฯ จะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมดำเนินการช่วยเหลือจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลงโดยสมบูรณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/976564&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fwQepcr0rfckMk11EKqHT