Category: ท่องเที่ยว

  • ‘เชียงใหม่’ เปิดมุมใหม่การท่องเที่ยว “อาบป่า” เชื่อมคนกับธรรมชาติส่งเสริมสุขภาพกาย-ใจ ช่วยรักษาป่าไม้

    ‘เชียงใหม่’ เปิดมุมใหม่การท่องเที่ยว “อาบป่า” เชื่อมคนกับธรรมชาติส่งเสริมสุขภาพกาย-ใจ ช่วยรักษาป่าไม้

    ในปี 2569 หนึ่งในทิศทางการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นคือ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ-ธรรมชาติ เนื่องจากปัจจุบันนี้นานาชาติให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก สอดคล้องกับกระแสที่นักท่องเที่ยวต้องการที่จะไปสัมผัสกับธรรมชาติในลักษณะของการผ่อนคลาย สบายๆ ไม่เร่งรีบ เพื่อพักกาย พักใจ

    โดยทาง ททท.เชียงใหม่เองก็ได้ตั้งเป้าให้เชียงใหม่ในปี 2569 เป็นปีแห่งการสร้างพลังใหม่ของการท่องเที่ยว มุ่งยกระดับเชียงใหม่ให้เป็นเมืองแห่งชีวิตชีวา เมืองแห่งสุขภาพ และเมืองแห่งเทศกาล หนึ่งในกลยุทธ์หลักคือ เติมเต็ม “รางวัลชีวิต” ให้ผู้ที่ต้องการพักผ่อนและฟื้นฟูสุขภาพกาย–ใจ ด้วยกิจกรรมที่เชื่อมโยงธรรมชาติ ภูมิปัญญาล้านนา และวิถีสุขภาพแบบองค์รวม

    หนึ่งในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติที่กำลังเป็นที่พูดถึงคือ “อาบป่า” ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เริ่มมีคนรู้จักและทำได้ไม่ยาก นอกจากจะช่วยส่งเสริมสุขภาพกายใจของผู้ที่ร่วมงานแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมชุมชนให้ช่วยกันรักษาป่าไม้ เพื่อให้มีพื้นที่สีเขียวให้ลูกหลานต่อไปในอนาคตอีกด้วย 

    Chiang Mai-aims-to-promote-health-and-nature-tourism-in-2026-SPACEBAR-Photo03.jpg

    Chiang Mai-aims-to-promote-health-and-nature-tourism-in-2026-SPACEBAR-Photo04.jpg

    สำหรับการอาบป่าเป็นแนวคิดและเป็นกิจกรรมที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่นโดยเน้นการใช้เวลาในธรรมชาติ เช่นในป่าเน้นการอยู่ในป่าอย่างมีสติ ไม่เร่งรีบ เพื่อส่งเสริมสุขภาพกายและใจ รวมถึงดื่มด่ำกับธรรมชาติผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า เพื่อช่วยให้เชื่อมโยงกับธรรมชาติได้อย่างลึกซึ้งและสร้างสมดุลย์ทั้งกายและจิตใจ

    ธนาพร ตระกูลดิษฐ์ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ สำนักเศรษฐกิจการป่าไม้ กรมป่าไม้ ให้ข้อมูลว่า การอาบป่าไม่ต้องคิดอะไรมาก เราแค่ไปอยู่ตรงนั้นแล้วให้เกิดความสงบ ผ่อนคลาย เป็นการใช้ธรรมชาติในการดูแลจิตใจ เพราะเราจะอยู่กับตัวเองจะไปนั่ง เดินยืนนอนในป่าก็ไม่ต้องไปสนใจว่าใครจะมองเราอย่างไร 

    Chiang Mai-aims-to-promote-health-and-nature-tourism-in-2026-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ข้อดีของการอาบป่า สามารถช่วยลดความเครียดจากการได้สัมผัสกับธรรมชาติทั้งร่างกายและจิตใจเนื่องจากอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่สงบ เสริมสร้างระบบคุมคุ้มกันจากการสูดอากาศบริสุทธิ์ ช่วยในการปรับปรุงอารมณ์สมดุลย์ทางอารมณ์ลดความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า นอกจากนี้ยังสามารถปรับปรุงการนอนหลับจากการสัมผัสธรรมชาติช่วยให้ร่างกายลดความตึงเครียดและลดการกระตุ้นจากเทคโนโลยี กิจกรรมที่มีความเครียด

    ในส่วนของข้อจำกัดจะเป็นการเข้าถึงป่าเป็นเรื่องยากสำหรับคนที่อาศัยในเขตเมือง หรือคนที่มีปัญหาในการเคลื่อนไหวอาจจะไม่สามารถทำกิจกรรมได้อย่างเต็มที่ อาจเจอกับสัตว์ป่าหรือ แมลงภายในป่าหรือพื้นที่สีเขียว ซึ่งก็ต้องระมัดระวังสำหรับคนที่แพ้ รวมบางครั้งสภาพอากาศอาจจะไม่เอื้ออำนวยอย่างเช่นฝนตกหนัก

    อย่างไรก็ตามก็สามารถประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างการใช้เวลาในสวนสาธารณะหรือพื้นที่สีเขียวใกล้บ้านหากไม่สามารถหาโอกาสไปป่าได้จริงๆ สร้างมุมธรรมชาติภายในที่พัก รวมถึงการฝึกสติให้อยู่กับตัวเองไม่ฟุ้งซ่าน

    วิธีการอาบป่าจะใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า เพื่อช่วยให้เราเชื่อมโยงกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง เลือกสถานที่ที่สงบ ควรปิดโทรศัพท์และอุปกรณ์สื่อสาร การมองเห็นมองดูความเขียวขจีของต้นไม้ใบหญ้าชื่นชมความสวยงามของธรรมชาติ

    การได้ยิน-ฟังเสียงธรรมชาติ ลม น้ำ สัตว์ แล้วลองปิดตาและตั้งใจฟังเพื่อเพิ่มความไวของประสาทการได้ยิน

    การดมกลิ่นสูดดมกลิ่นของต้นไม้ใบหญ้าและดอกไม้ หรือแม้กระทั่งกลิ่นดินกลิ่นฝน ก็จะเป็นการให้ธรรมชาติช่วยบำบัดจิตใจ การสัมผัสลองสัมผัสผิวของต้นไม้ใบไม้หรือน้ำค้าง เดินเท้าเปล่าสัมผัสกับพื้นดินหรือสัมผัสกับสายลมและแสงแดดที่กระทบผิวหนัง

    การรับรสหากเหมาะสมและปลอดภัย ลองลิ้มรสผลไม้ป่าหรือสมุนไพรที่สามารถรับประทานได้ หรือดื่มน้ำสะอาดหรือชาสมุนไพร ในขณะที่อยู่ในธรรมชาติ หากไม่สามารถชิมอาหารได้โดยตรง ต่อมาปล่อยใจให้สงบอยู่กับปัจจุบันโดยไม่เร่งรีบ ปล่อยให้ความคิดและอารมณ์เคลื่อนผ่านโดยไม่ตัดสินใช้เวลาประมาณ 20 ถึง 30 นาที

    Chiang Mai-aims-to-promote-health-and-nature-tourism-in-2026-SPACEBAR-Photo05.jpg

    “จังหวัดเชียงใหม่ และภาคเหนือก็เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มีความโดดเด่นในเรื่องของธรรมชาติและสามารถให้ประชาชนหรือนักท่องเที่ยวทำกิจกรรมนี้ได้ ซึ่งการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพชาวชาวต่างชาติก็ให้ความนิยมมากในปัจจุบันนี้ เช่นเดียวกันในภาคอื่นๆ ของประเทศไทยก็มีเอกลักษณ์และความเป็นตัวเองที่แตกต่างกันออกไป ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญและสนับสนุนชูเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการนำเสนอสิ่งเหล่านี้ให้กับสายตาชาวโลกเพราะเป็นอีกสิ่งที่ถือว่ามีคุณค่าและสามารถต่อยอดได้อีกมาก” ธนาพร กล่าว

    ด้านณรงค์ฤทธิ์ สุขไชยปราการ ประธานวิสาหกิจชุมชนแม่ริม ออร์อกนิกส์ บ้านแม่แอน ต.ห้วยทราย อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า กิจกรรมการอาบป่าถือว่าสามารถเชื่อมต่อกับชุมชนได้อย่างมาก ยิ่งชุมชนที่อยู่ติดกับป่า ในส่วนของการท่องเที่ยวชุมชนก็มีความสำคัญมาก เพราะชุมชนก็จะมีการอนุรักษ์และรักษาธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับในแต่ละพื้นที่ของตนเองต่อไปในอนาคต เพราะปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ธรรมชาติเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่นานาชาติให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

    Chiang Mai-aims-to-promote-health-and-nature-tourism-in-2026-SPACEBAR-Photo01.jpg

    หากหลายๆ ชุมชนสามารถผลักดันให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางสุขภาพและธรรมชาติได้คนในชุมชนก็จะมาช่วยกันทำกิจกรรมให้ดีที่สุดและยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนอีก ซึ่งสิริน วิลล์ เรานำแนวคิดนี้มาประยุกต์กับป่าเขาและสวนอินทรีย์ดั้งเดิม ป่าต้นน้ำของแม่ริม ทำให้เกิดพื้นที่อาบป่าที่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีล้านนาอย่างแท้จริง ผู้มาเยือนสามารถเดินช้าๆ ให้ร่างกายปรับสู่จังหวะของธรรมชาติ สูดลมหายใจลึกๆ พร้อมฟังเสียงลม น้ำ และใบไม้สัมผัสเปลือกไม้ กลิ่นดิน กลิ่นสมุนไพรในสวนครัวบำบัด ให้ธรรมชาติค่อยๆ คุยกับเรา

    “ลมหายใจของผู้คนในเมืองใหญ่เริ่มหนักขึ้นจากความเร่งรีบ เสียงการแจ้งเตือนและแสงสีที่ไม่เคยหยุดพัก หลายคนเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ยังมีที่ใดบ้างที่มนุษย์จะได้ ใช้ชีวิตแบบช้า ๆอย่างที่ใจต้องการ ดังนั้นการอาบป่า ก็จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ควรจะได้ทดลองทำ ซึ่งอาจเป็นทางออกหนึ่งของชีวิตที่เร่งรีบและเคร่งเครียดในปัจจุบันนี้” ณรงค์ฤทธิ์ กล่าว

    Chiang Mai-aims-to-promote-health-and-nature-tourism-in-2026-SPACEBAR-Photo06.jpg

    Chiang Mai-aims-to-promote-health-and-nature-tourism-in-2026-SPACEBAR-Photo07.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/chiang-mai-aims-to-promote-health-and-nature-tourism-in-2026&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LTdBzc4Exi4SV-n8gSL4y

  • ‘หอการค้าไทยในจีน’ สับไทยเสียเวลา 10 ปี สินค้าล้าสมัย-ท่องเที่ยวไม่ปลอดภัย

    ‘หอการค้าไทยในจีน’ สับไทยเสียเวลา 10 ปี สินค้าล้าสมัย-ท่องเที่ยวไม่ปลอดภัย

    “ดร.ไพจิต วิบูลย์ธนสาร” หอการค้าไทยในจีน เตือนไทยเสียเวลา 10 ปี พลาดโอกาสตลาดจีน ชี้สินค้าถูกมอง “ล้าสมัย” ท่องเที่ยวเสียภาพลักษณ์ “ไม่ปลอดภัย” เร่งรัฐ-เอกชนเปลี่ยนทัศนคติก่อนถูกทิ้งห่าง

    • ดร.ไพจิต วิบูลย์ธนสาร รองประธานหอการค้าไทยในจีน ชี้ว่าไทยสูญเสีย “โอกาสเชิงยุทธศาสตร์” มากว่า 10 ปี เพราะปรับตัวเข้าสู่ตลาดออนไลน์จีนที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วได้ล่าช้า ทำให้สินค้าไทยถูกมองว่า “ล้าสมัย” และ “ไม่ทันเกม”
    • สินค้าไทยขาดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง และขาดภาพลักษณ์กับอัตลักษณ์แบรนด์ที่แข็งแกร่ง ทำให้ไม่สามารถเจาะตลาดชนชั้นกลางของจีนได้ แม้จะมีศักยภาพก็ตาม
    • ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยในสายตานักท่องเที่ยวจีนย่ำแย่จากปัญหาความปลอดภัยหลายกรณี ทั้งการฉ้อโกง การกักขัง และอาชญากรรมออนไลน์ ส่งผลให้ยอดนักท่องเที่ยวอาจต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้
    • ดร.ไพจิต สรุปว่า 10 ปีที่ผ่านมาเป็น “ช่วงเวลาที่สูญเปล่า” เพราะไทยไม่สามารถพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้แข็งแกร่งขึ้นได้เลย ทำให้เข้าถึงตลาดจีนซึ่งใหญ่กว่าไทย 35 เท่า ได้เพียง “เสี้ยวเดียว”

    ดร.ไพจิต วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน และอดีตอัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) ณ กรุงปักกิ่ง เปิดเผยถึงสถานการณ์ของผู้ประกอบการไทยในตลาดจีนว่า ขณะนี้ไทยกำลังสูญเสีย “โอกาสเชิงยุทธศาสตร์” ต่อเนื่องยาวนานกว่า 10 ปี โดยเฉพาะในยุคที่จีนเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคเข้าสู่ช่องทางออนไลน์เต็มรูปแบบ แต่ไทยกลับปรับตัวยุ่งยากและล่าช้า ส่งผลให้สินค้าไทย “ไม่ทันเกม” และถูกมองว่า “ล้าสมัย” ในสายตาผู้บริโภคจีน

    ดร.ไพจิต กล่าวว่า ไทยขาดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง ขาดภาพลักษณ์และอัตลักษณ์แบรนด์ที่แข็งแรง แม้สินค้าหมวดอาหารไทยจะมีศักยภาพด้านสุขภาพ แต่ยังขาดงานวิจัยรองรับเพื่อนำไปสื่อสารในจีนอย่างเป็นระบบ ทำให้ไม่สามารถเจาะตลาดชนชั้นกลางที่ขยายตัวรวดเร็ว

    “10 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่สูญเปล่า เพราะเราไม่สามารถพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้แข็งแรงขึ้นได้เลย ตลาดจีนแม้ใหญ่กว่าไทยถึง 35 เท่า แต่ไทยกลับเข้าถึงได้เพียง “เสี้ยวเดียว” เนื่องจากขาดความพร้อมด้านสินค้า กลยุทธ์ และบุคลากร

    ท่องเที่ยวไทยทรุด ถูกมอง ‘ไม่ปลอดภัย’

    ด้านการท่องเที่ยวนั้น ภาพลักษณ์ไทยในหมู่นักท่องเที่ยวจีนย่ำแย่จากเหตุการณ์ความปลอดภัยหลายกรณี ทั้งการฉ้อโกง การกักขัง และอาชญากรรมออนไลน์ ทำให้ยอดนักท่องเที่ยวจีนปีนี้อาจทำได้เพียง 4 ล้านคน ต่ำกว่าเป้าหมายการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งไว้ 5 ล้านคน และห่างไกลจากระดับ 7-8 ล้านคนก่อนเกิดโควิด

    ดร.ไพจิต เสนอให้รัฐใช้กลยุทธ์ “1 ข่าวลบ ต้องมี 3 ข่าวบวก” เพื่อรีเซ็ตความเชื่อมั่น พร้อมมองว่า พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาพัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินีเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 13-17 พ.ย. 2568  ช่วยฟื้นบรรยากาศด้านบวกได้อย่างมากในสื่อจีน

    'หอการค้าไทยในจีน' สับไทยเสียเวลา 10 ปี สินค้าล้าสมัย-ท่องเที่ยวไม่ปลอดภัย

    แข่งขันดุเดือด-จีนพัฒนาเร็วและเป็นระบบ

    ตลาดจีนปัจจุบันมีผู้ประกอบการ SME และ Micro-enterprise มากกว่า 80 ล้านราย แข่งขันกันรุนแรง ขณะที่สินค้าจีนถูกมองว่า “ถูกและดี” ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด ทั้งรถ EV เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค

    ทั้งนี้ จีนมีทิศทางพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน โดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นผู้กำหนดแผนระดับชาติ เช่น

    1. แผน 5 ปี ฉบับที่ 15 เน้นขับเคลื่อนด้วยการบริโภคภายในประเทศ สัดส่วนเป้าหมาย 60% ของ GDP

    2. เทคโนโลยี โดยตั้งเป้า AI ทาบชั้นสหรัฐฯ ภายในปี 2025

    3. โครงสร้างพื้นฐาน เดินหน้าโครงการ CR450 รถไฟความเร็วสูงพัฒนาใหม่

    4. พลังงานสีเขียว มุ่งสู่ Carbon Peak/Carbon Neutrality 

    ทั้งหมดทำให้ผู้ประกอบการต่างชาติต้องเข้าใจ “ระบบคิดแบบจีน” หากต้องการอยู่รอดในตลาดนี้

    อุปสรรคการลงทุนในไทย “ขาดคน-ระบบราชการอืด”

    แม้ไทยเป็นฐานลงทุนสำคัญภายใต้นโยบาย Go Global และ Belt and Road แต่การลงทุนใหม่จะเกิดขึ้นได้ยาก หากไทยไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ดร.ไพจิตย้ำว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ “ขาดคนเก่ง” เพราะแรงงานไทยที่มีทักษะสอดคล้องกับเทคโนโลยีจีนมีจำนวนน้อยมาก

    ดังนั้น ไทยควรอนุญาตให้ผู้เชี่ยวชาญจีนเข้ามาทำงานชั่วคราว 6 เดือนเพื่อถ่ายทอดความรู้ ก่อนต้องเดินทางกลับตามเงื่อนไข พร้อมชี้ถึงปัญหาคอร์รัปชันและความล่าช้าของระบบราชการที่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญ

    'หอการค้าไทยในจีน' สับไทยเสียเวลา 10 ปี สินค้าล้าสมัย-ท่องเที่ยวไม่ปลอดภัย

    จุดเริ่มต้นคือ ‘ทัศนคติ’ ต้องเลิกมองตัวเองเป็นผู้แพ้

    ทั้งนี้ หากไทยยังติดกับดักทัศนคติ “แข่งขันไม่ได้” จะไม่สามารถก้าวทันจีนได้เลย ไทยต้องปรับเปลี่ยนทั้งระบบ ได้แก่

    1. เร่งปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา ก่อนบุกตลาดจีน

    2. รวมกลุ่มสร้างพลังต่อรอง เหมือนญี่ปุ่น-เกาหลี

    3. เพิ่มความเร็วในการพัฒนา ให้ทันจีน และเลือกสนามที่ไทยได้เปรียบ เช่น อาหาร การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และยานยนต์พลังงานทางเลือก

    อย่างไรก็ตาม จีนยังเดินหน้าเติบโตอีกมาก โดยตั้งเป้าภายในปี 2035 จะก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้วระยะต้น และจำนวนชนชั้นกลางจะพุ่งจาก 400 ล้านคนเป็น 800 ล้านคน ถือเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาลที่ไทยต้องคว้าให้ได้

    “การเข้าตลาดจีนต้องอาศัยความเป็นมืออาชีพเชิงกลยุทธ์ ผู้ประกอบการไทยต้องวางงบประมาณด้านการตลาดออนไลน์-ออฟไลน์อย่างสมดุล มีข้อมูลและงานวิจัยรองรับ พร้อมเข้าใจระบบกฎหมายและธรรมาภิบาลของจีนอย่างลึกซึ้ง มิฉะนั้นความเสี่ยงจะสูงและมีโอกาสถูกเอาเปรียบได้ง่าย”
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1209645&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09smgd1DA1Sh6e4TBk4nkv

  • เปิดลิสต์ลายแทงท่องเที่ยวไทย หมุดหมายที่นักท่องเที่ยวจีนมองหา

    เปิดลิสต์ลายแทงท่องเที่ยวไทย หมุดหมายที่นักท่องเที่ยวจีนมองหา

    ​ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่สมศักดิ์ศรีเวทีความร่วมมือระดับนานาชาติ สำหรับงาน “Thailand Dianping Summit” ซึ่งจัดขึ้นโดย บริษัท ดิจิลิ้งก์ ประเทศไทย จำกัด ผู้ดำเนินงานและบริหารแพลตฟอร์ม “เหวยไท่กว๋อ (Wei! Taiguo)” ร่วมจับมือกับ Meituan (เหมยถวน) – DianPing (เตรี่ยนผิง) แพลตฟอร์มไลฟ์สไตล์ยักษ์ใหญ่ของจีน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) โดยได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐ ภาคเอกชน สื่อมวลชน และพันธมิตรแพลตฟอร์มจีนชั้นนำเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง เมื่อวันก่อน ณ ห้องนภาลัย โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ

    งาน “Thailand Dianping Summit” จัดขึ้นโดย Meituan ภายใต้เครือ Dianping (ต้าจ้งเตรี่ยนผิง) แพลตฟอร์มบริการไลฟ์สไตล์ครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของจีน ซึ่งเป็นเสมือน “ซูเปอร์แอป” ที่รวบรวมบริการด้านอาหาร การท่องเที่ยว การเดินทาง และกิจกรรมในชีวิตประจำวัน โดยมีผู้ใช้งานกว่า 680 ล้านคนทั่วประเทศจีน ทำให้การจัดงานครั้งนี้กลายเป็นเวทีทรงพลังที่ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้รับการมองเห็นในวงกว้าง ทั้งในกลุ่มนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคในประเทศจีน

    ภายในงานยังมีการบรรยายจากผู้บริหารระดับสูงของ Meituan และ Dianping เกี่ยวกับภาพรวมตลาดจีน พฤติกรรมผู้บริโภค และทิศทางการขยายตัวของแพลตฟอร์ม รวมถึงการนำเสนอข้อมูล “พฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีนต่ออาหารไทย”

    ไฮไลท์กับการประกาศสุดยอด ร้านอาหาร- แหล่งท่องเที่ยวไทยคุณภาพ

    “ไท่ห่าวชือ” ร้านเด็ดเมืองไทย เชิดชูร้านอาหารไทยที่โดดเด่นที่สุด ทั้งด้านรสชาติ บรรยากาศ และประสบการณ์การกินที่นักท่องเที่ยวจีนยกให้เป็น “ต้องลองให้ได้สักครั้งในชีวิต” คือมาตรฐานใหม่ของการแนะนำร้านอาหารไทยให้เข้าสู่สายตาชาวจีนในวงกว้าง

    ได้แก่ ร้านเรือนจรุง, แม่ทุมผัดไทยเข่ง, ร้านเฮียตือหูฉลาม (Ar Tue Sharkfin Yaowarat), ร้านเพนนี ป๊อปคอร์น คาเฟ่ , บ้านกุ๊กไก่ ปทุมวัน , ใหม่เอี่ยม (บรรทัดทอง), High tea, ก่วงเฮงข้าวมันไก่ประตูน้ำ, Robert Bake & Brunch, The Old Chiangmai Café, SUKHUM (สุขุม), Albatross Coffee Roasters, กล่องแสนสุข, Uncloud Coffee and Dining, Badasga Beach Club, CAVA BIEN MARCHE, ร้านเพ็ญศิริ เกาะสมุย , ร้านน้องโจ๊ก, ร้าน ส.หน้าวัง, ปรางค์วิวคาเฟ่ อยุธยา, ร้านข้าวหมูแดงป้าลบ, ร้านนายกุ่ยไก่หุบบอน, TAKARA WONG คาเฟ่ บางแสน, ร้านควัน (KWANN) โรงแรมนีสา กรุงเทพฯ, โรงคั่วกาแฟ 23​ Roaster​ ​& Cafe กระบี่, ชาวเกาะ คอฟฟี่เฮ้าส์, โฟลว เชียงแสน, เจริญรัถเป็นพะโล้, โชไทอัน ชาบู, ร้านเผ็ดมาร์ค, ร้านปาท่องโก๋เสวย เยาวราช, กุ้งทองซีฟู้ด เทอร์มินอล 21 พระราม 3, กู่ หลง เปา (Gu Long Bao Artisanal Bun Shop), ร้านข้าวหมกไก่สยาม ตลาดสดธนบุรี, หมูทอดจับกัง, ร้านซีเฟรช ริเวอร์ไซด์ พระราม3, ข้าวมันไก่เจ็กเม้ง, ร้านฮกกีโภชนา, โทสตาโต เจริญกรุง, Arteasia ทรงวาด และ ร้านจิ้นทอดป้าตือ

     

    “ไท่ห่าวหวาน” ลายแทงเที่ยวไทย สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวไทยที่โดดเด่นทั้งด้านความสวยงาม เอกลักษณ์ วัฒนธรรม และประสบการณ์ที่น่าประทับใจ จนกลายเป็นหมุดหมายที่นักท่องเที่ยวจีนมองว่า ไม่ควรพลาด ทำหน้าที่เป็นลิสต์แนะนำที่ช่วยผลักดันจุดเช็กอินไทยสู่ระดับสากล และสนับสนุนชุมชนท่องเที่ยวท้องถิ่นไปพร้อมกัน

    ได้แก่ โลตัส สปา โรงแรมเดอะสุโกศล, อวานีเวลล์, อวานี พลัส หัวหิน, แคทลียา มาสสาจ, ไวท์ วูด กรีน สปา แอนด์ เวลเนส, รีแลกซ์ เพลส เฮลท์ แอนด์ มาสสาจ, เล็กมาสสาจ, พรีม สปา, มายเดย์ ไทย มาสสาจ, บียอนด์ มาสสาจ, สิริ กิริยา สปา, เนเชอรัล ทัช มาสสาจ แอนด์ เนลส์ ราชเทวี, The Akesis Touch, ลม สปา (Lomm Spa) ฮาเวนน่า สปา, Reviv Spa สมุย, บุปผา สปา, ลัคกี้ โรส มาสสาจ นวดเพื่อสุขภาพ, โซนสบาย มาสสาจ, ดินสอ ไทย มาสสาจ, สยาม เวลเนส กรุ๊ป ( เล็ทส์ รีแล็กซ์) , ลีลา ไทย มาสสาจ, ฟ้าลานนาสปา เชียงใหม่, เคฟ ไรรา สปา, เนเจอรัล วิงค์ สปา, สกายไลน์ ฟลายอิ้งกมลา ภูเก็ต, โนว แพลน ภูเก็ต ทราเวลล์, ไร่ภูกลองฮิลล์, เดอะศาลายา เลเชอร์ ปาร์ค, ศูนย์อนุรักษ์ช้างอ่าวนาง, สมุยซิปไลน ลิปะน้อย, สมุย ท็อป กัน, สวนพฤษกศาสตร์, บัวขาว วิลเลจ สมุย, ปางช้างโชคชัย, สนามบินพารามอเตอร์ จ.เชียงใหม่ และ เอราวัณ ป่าตอง ซีวิว ซิปไลน์

    ​งานนี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากผู้ประกอบการจากทั่วประเทศเดินทางมารับประกาศนียบัตรภายในงาน พร้อมเสียงสะท้อนความยินดีที่ได้ก้าวเข้าสู่ ‘ลิสต์แนะนำ’ สำหรับผู้บริโภคจีนอย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างฐานนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และยกระดับมาตรฐานธุรกิจในอนาคต นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากสื่อพันธมิตรและแพลตฟอร์มชื่อดังของจีน อาทิ WeChat, Xiaohongshu และ National Geographic พร้อมทั้ง บุคคลในแวดวงอาหาร อินฟลูเอนเซอร์ และผู้ประกอบการไทยจากทั่วประเทศ ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในวงการอาหารและการท่องเที่ยว ถือเป็นงานใหญ่แห่งปีที่สะท้อนถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นในระดับประเทศระหว่างไทย-จีน

    ไม่เพียงเท่านี้ “ไท่ห่าวชือ” และ “ไท่ห่าวหวาน” ยังจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานร้านอาหารและแหล่งท่องเที่ยวของไทย ให้เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับในระดับสากลอย่างยั่งยืน จึงเป็นโอกาสสำคัญยิ่งสำหรับภาครัฐ ภาคเอกชน และ SMEs ไทย ที่จะก้าวสู่สายตานานาชาติ และสร้างการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างก้าวกระโดด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/NWA990TB0&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vK3W4GV8NZSMY97oP16BC

  • แอสเสท เวิรด์ฯเปิดตัวเครื่องเล่นลอยฟ้า”Skyflyers รองรับผู้เล่น1,000-2,000 คนต่อวันพร้อมเตรียมสร้างพื้นที่ค้าปลีกรูปแบบใหม่เพิ่มไม่เกิน3ปี

    แอสเสท เวิรด์ฯเปิดตัวเครื่องเล่นลอยฟ้า”Skyflyers รองรับผู้เล่น1,000-2,000 คนต่อวันพร้อมเตรียมสร้างพื้นที่ค้าปลีกรูปแบบใหม่เพิ่มไม่เกิน3ปี

    แอสเสท เวิรด์ฯเปิดตัวเครื่องเล่นลอยฟ้า”Skyflyers รองรับผู้เล่น1,000-2,000 คนต่อวันพร้อมเตรียมสร้างพื้นที่ค้าปลีกรูปแบบใหม่เพิ่มไม่เกิน3ปี

    แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น หรือ AWC สนับสนุนประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระดับโลก เปิดตัวสกายฟลาเยอส์ วิงส์ ออฟ การูแดปเทอรัส (Skyflyers: Wings of Garudapterus) ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในโครงการ Asiatique The Riverfront Destination เครื่องเล่น giant swing ride ลอยฟ้าขนาดใหญ่ ซึ่งสูงที่สุดในเอเชีย–แปซิฟิก ด้วยความสูงเทียบเท่าอาคาร 36 ชั้น ที่ได้แรงบันดาลใจจาก “การูแดปเทอรัส” (Garudapterus) เทอโรซอร์หรือสัตว์เลื้อยคลานบินได้สกุลพันธุ์ใหม่ของโลก เปิดตัวครั้งแรกวันที่ 29 พฤศจิกายนนี้ บัตรราคา 320บาท

    ไมเคิล ฮาริท หัวหน้าคณะกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียล แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 บริษัทได้เปิดตัวเครื่องเล่น Skyflyers: Wings of Garudapterus อย่างเป็นทางการ ด้วยความสูง 135 เมตร เทียบเท่ากับตึก 36 ชั้น ทำให้มองเห็นวิวของกรุงเทพฯได้แบบ 360 องศา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาพื้นที่ใหม่รวมกว่า 20,000 ตารางเมตรของ Asiatique The Riverfront Destination ในปีนี้ และเป็นเฟสแรกของโครงการพัฒนา Asiatique District มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท และเป็นการต่อยอดความสำเร็จของ Jurassic World: The Experience ที่ได้ร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง NEON และ Universal Destinations & Experiences นำประสบการณ์ Immersive สู่ประเทศไทย

    ขณะเดียวกันยังเป็นความสำเร็จอีกขั้นในการพัฒนา Asiatique The Riverfront Destination สู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวริมแม่น้ำระดับโลก จากการค้นพบเทอโรซอร์สายพันธุ์ใหม่ครั้งแรกของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยนักบรรพชีวินวิทยาไทย สู่ประสบการณ์ Immersive อย่างเต็มรูปแบบ  ซึ่งไม่ได้แค่นำเสนอเครื่องเล่นระดับโลกเท่านั้น แต่ยังร่วมยังนำเสนอความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์ของประเทศไทยสู่สายตานานาชาติ

    โดยโครงการนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นระยะยาวของ AWC ในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างแรงบันดาลใจ สนับสนุนการเรียนรู้ และตอบโจทย์การท่องเที่ยวแห่งอนาคต พร้อมสนับสนุนการท่องเที่ยวของไทย และร่วมสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน

    Skyflyers ได้รับแรงบันดาลใจจาก “การูแดปเทอรัส” เทอโรซอร์สกุลพันธุ์ใหม่ของโลกที่นักบรรพชีวินวิทยาไทยค้นพบเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งหมายถึงปีกของครุฑ โดยครุฑเป็นสัญลักษณ์ของพลังและความกล้าหาญ  การค้นพบซากดึกดำบรรพ์ครั้งสำคัญนี้ ถือป็นจุดเริ่มต้นของสร้างประสบการณ์ใหม่ให้เกิดขึ้น ซึ่งพื้นที่ต่าง ๆ ของ Skyflyers  ได้ถ่ายทอดบรรยากาศยุคดึกดำบรรพ์ อาทิ หน้าผาหินสูงชัน ชั้นดินเก่าแก่ พื้นที่วางไข่ของสัตว์ดึกดำบรรพ์ ผืนป่าที่มีระบบนิเวศคล้ายโอเอซิส ตลอดจนรอยเท้าฟอสซิลที่หลงเหลือ เป็นเรื่องราวของของการเดินทางที่น่าตื่นตา ปลุกความสนใจให้กับผู้ชมทุกวัย”

    ส่วนการออกแบบดังกล่าวได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการผ่านความร่วมมือกับศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวินวิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  สถาบันผู้อยู่เบื้องหลังการค้นพบครั้งสำคัญ นอกจากนี้ความเชื่อมโยงกับครุฑยังเพิ่มมิติทางวัฒนธรรมให้แก่ประสบการณ์นี้ ผ่านมุมมองพาโนรามา 360 องศาบนท้องฟ้า

    ด้านการผลิต Skyflyers: Wings of Garudapterus โดยบริษัท Funtime จากประเทศออสเตรีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องเล่นระดับโลกที่ได้รับความเชื่อถือจากแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำทั่วโลก Funtime มีมาตรฐานด้านวิศวกรรมที่รัดกุม กระบวนการความปลอดภัยที่ผ่านการรับรองจาก TÜV และประสบการณ์ยาวนานหลายทศวรรษในการออกแบบ ผลิต และติดตั้งเครื่องเล่นที่เป็นไปตามข้อกำหนดความปลอดภัยสูงสุดของอุตสาหกรรม ด้วยการดำเนินงานในกว่า 25 ประเทศและผลงานที่ได้รับการยอมรับด้านความปลอดภัยและนวัตกรรมมาอย่างต่อเนื่อง

    ส่วนแผนงานในอนาคตคาดว่าจะเปิดตัวพื้นที่ค้าปลีกและไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ ที่จะเป็นพื้นที่ lifestyle experience space มากกว่าพื้นที่ค้าปลีกแบบดั้งเดิมที่เคยเห็นในเฟสแรก โดยจะรวมเอาส่วนของอาหาร การรับประทานอาหาร (dining experience) และการผสมผสานของค้าปลีกไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน คาด่าจะเปิดตัวได้ในช่วงปี 2570-2571 เพื่อรองรักลุ่มนักท่เที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

    ซึ่งปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในพื้นที่เอเชียทีคฯโดยเฉลี่ย 25,000 ถึง 35,000 คนต่อวัน และคาดการณ์ว่าจำนวนผู้เยี่ยมชมจะเพิ่มขึ้นอีก 10-15% โดยเฉพาะเครื่องเล่น Skyfly จะเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมอีก 1,000 ถึง 2,000 คนต่อวัน เช่นเดียวกับการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นจาก Hatchdrome และ Jurassic World ซึ่งเป็นผลมาจากความสำเร็จในการดึงดูดตลาดต่างประเทศที่หลากหลาย ทั้งจากตะวันออกกลางและยุโรป ตลาดในประเทศ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะช่วยชดเชยการลดลงของนักท่องเที่ยวจีนในช่วงที่ผ่านมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://prop2morrow.com/861931/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2V5GtWQhUqYpEzYXejQQxl

  • ‘พระราชินี‘ทรงกดแตรปล่อยตัวนักวิ่ง ฮาล์ฟมาราธอน และทรงวิ่งร่วมกับ‘เอเลียด คิปโชเก้‘

    ‘พระราชินี‘ทรงกดแตรปล่อยตัวนักวิ่ง ฮาล์ฟมาราธอน และทรงวิ่งร่วมกับ‘เอเลียด คิปโชเก้‘

    ‘พระราชินี‘ทรงกดแตรปล่อยตัวนักวิ่ง ฮาล์ฟมาราธอน และทรงวิ่งร่วมกับ‘เอเลียด คิปโชเก้‘

    วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.31 น.

    30 พฤศจิกายน 2568 เวลา 02.10 น. สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมวิ่งในการแข่งขันวิ่งมาราธอนส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับโลก ในรายการ วิ่งผ่าเมือง ซีซั่น 8 “อะเมซิ่งไทยแลนด์ มาราธอน แบงค็อก” ครั้งที่ 8 ประจำปี 2568  Amazing Thailand Marathon Bangkok 2025 ณ โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส เขตปทุมวัน และท้องสนามหลวง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

    การนี้ทรงพระดำเนินไปยังจุดปล่อยตัว ทรงกดแตรลมปล่อยตัวนักวิ่ง ระยะฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. และ ทรงวิ่งประเภทระยะฮาล์ฟมาราธอน ร่วมกับ นายเอเลียด คิปโชเก้ ตำนานนักวิ่งมาราธอนหนึ่งเดียวของโลก โดยมีนักวิ่งจากทั่วโลกสมัครเข้าร่วมวิ่งอีกจำนวน 50,000 คน จัดโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร สมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทย และไทยแลนด์ไตรลีก

    โดยทรงใช้เส้นทางวิ่งจาก ณ ถนนพญาไท ฝั่งตะวันตก ด้านหน้า MBK CENTER ถึงแยกสามย่าน เลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระรามที่ 4 ถึงแยกอังรีดูนังค์ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนอังรีดูนังต์ ถึงแยกเฉลิมเผ่า เลี้ยวขวาเข้าถนนพระรามที่ 1 ทรงวิ่งฝั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถึงแยกราชประสงค์ เลี้ยวขวาเข้าถนนราชดำริ ฝั่งราชกรีฑาสโมสร ถึงสามแยกราชดำริ ตัดถนนสารสิน ตัดช้ายวิ่งเลียบสวนลุมพินี  เลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระรามที่ 4 ทรงวิ่งตรงเลียบฝั่งสวนลุมพินี เลี้ยวซ้ายที่แยกวิทยุ (สะพานไทย-เบลเยี่ยม) ทรงวิ่งตรงเลี้ยวซ้ายที่แยกสารสิน วิ่งเลียบฝั่งสวนลุมพินี ถึงสามแยกราชดำริ เลี้ยวขวาเข้าถนนราชดำริ (ฝั่งโรงแรมเอราวัณ) ถึงแยกราชประสงค์ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระรามที่ 1 วิ่งเลียบฝั่งเซ็นทรัลเวิลด์ ถึงแยกปทุมวัน เลี้ยวขวาเข้าถนนพญาไท ทรงวิ่งเลียบฝั่งโรงแรมเอเชีย ถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนราชวิถี ขึ้นสะพานต่างระดับ ข้ามแยกตึกชัย ลงสะพานถึงแยกอุภัยเจษฎทิศ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสวรรคโลก ถึงแยกยมราช เลี้ยวขวาเข้าถนพิษณุโลก วิ่งผ่านแยกสะพานขมัยมรุเชฐ ถึงแยกสวนมิสกวัน เลี้ยวขวาเข้าถนนราชดำเนินนอก ทรงกลับตัวหน้ากองทัพภาคที่ 1 ทรงวิ่งย้อนกลับบนถนนราชดำเนินนอก วิ่งผ่านสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เลี้ยวข้ายเข้าถนนดินสอ ผ่านลานคนเมือง เสาชิงช้า เลี้ยวขวา ถนนบำรุงเมือง เข้าถนนกัลยาณไมตรี เลี้ยวขวาเข้าถนนสนามไชย ถึงป้อมเผด็จดัสกร แล้วทรงเลี้ยวซ้ายเข้าถนนหน้าพระลาน กลับตัวหน้าป้อมขันธ์ ฝั่งสนามหลวงเข้าถนนราชดำเนินใน ก่อนทรงเลี้ยวซ้ายเข้าเส้นชัย ณ บริเวณท้องสนามหลวง รวมระยะทาง 21.1 กิโลเมตร

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/royal/931446&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RCRyTIqiYkhrCpiNLjqxW

  • ชื่นชม ตร.ท่องเที่ยว ผนึกกำลังหลายหน่วยงานเชียงดาว ช่วย นทท.หลงป่า

    ชื่นชม ตร.ท่องเที่ยว ผนึกกำลังหลายหน่วยงานเชียงดาว ช่วย นทท.หลงป่า

    ชื่นชม ตำรวจท่องเที่ยวผนึกกำลังหลายหน่วยงานเชียงดาว ช่วยนักท่องเที่ยวหลงป่าช่วงกลางคืนออกมาได้อย่างปลอดภัย

    จากกรณีช่วงค่ำคืนเวลาประมาณ 00.24 น. ของวันที่ 28 พ.ย. 68 ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ 191 เชียงใหม่ ว่ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ สัญชาติฝรั่งเศสและสัญชาตินอร์เวย์ หลงป่าบริเวณเขตอุทยานแห่งชาติเชียงดาว เมื่อทราบดังนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวได้ดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยประสานงานกับผู้ประสบเหตุทางโทรศัพท์ เพื่อสอบถามพิกัดและรายละเอียดเบื้องต้น ซึ่งทราบว่าบริเวณที่หลงเป็นป่าเขา มืดมิด มีถ้ำและน้ำตกขนาดเล็ก คาดว่าอยู่ทางทิศใต้ของหมู่บ้านนาเลาใหม่ ตำบลเชียงดาว และได้กำชับให้นักท่องเที่ยว อยู่ในพิกัดเดิม ไม่เคลื่อนย้ายไปจุดอื่น เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามได้ง่าย

    ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ ตำรวจท่องเที่ยวได้ประสานกับ เจ้าหน้าที่ตำรสจ สภ.เชียงดาว และเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในพื้นที่เพื่อเเบ่งหน้าที่ จัดกำลังสายตรวจและเจ้าหน้าที่กู้ภัยออกติดตามให้ความช่วยเหลือทันที แม้จะเป็นช่วงกลางคืนและเส้นทางทุรกันดาร พร้อมทั้งพยายามติดต่อโฮมสเตย์ที่คาดว่านักท่องเที่ยวเข้าพักเพื่อเป็นข้อมูลในการช่วยเหลือ

    จนกระทั่งเวลาประมาณ 05.00 น. เจ้าหน้าที่สายตรวจ สภ.เชียงดาว, เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และหน่วยกู้ภัยที่ร่วมปฏิบัติการ ได้ พบตัวและให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสองคนออกมาจากป่าได้อย่าง ปลอดภัยซึ่งนักท่องเที่ยวทั้งสองคนอยู่ในสภาพเหนื่อยล้า

    อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการกำชับทางนักท่องเที่ยวและผู้เดินทาง โดยเฉพาะในช่วงนี้ ก่อนเริ่มเดินป่าหรือสำรวจพื้นที่ ควรแจ้งแผนการเดินทางโดยละเอียด (เส้นทางที่ใช้, จุดหมาย, วันที่เข้าและออก) ให้กับเจ้าหน้าที่ที่พัก หรือเจ้าหน้าที่อุทยาน/เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ทราบทุกครั้ง พร้อมทั้งตรวจสอบว่าโทรศัพท์มือถือมีแบตเตอรี่เต็มและมีสัญญาณในพื้นที่นั้น ๆ และควรมีแหล่งจ่ายไฟสำรอง (Power Bank) เสมอ และพยายามส่งพิกัด GPS (Coordinates) ที่ชัดเจนให้แก่เจ้าหน้าที่ และ อย่าเคลื่อนย้ายไปจุดอื่น เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าให้ความช่วยเหลือได้ง่ายและรวดเร็วที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/chiangmai/3834186/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1unWGXe8LXBXNmWMONYmWk

  • รมว.ท่องเที่ยวฯ เผยน้ำท่วมใต้ภาพรวมดีขึ้นชัดเจน ช่วยนักท่องเที่ยว 1,812 ราย ไม่มีติดค้าง

    รมว.ท่องเที่ยวฯ เผยน้ำท่วมใต้ภาพรวมดีขึ้นชัดเจน ช่วยนักท่องเที่ยว 1,812 ราย ไม่มีติดค้าง

    “อรรถกร” รมว.ท่องเที่ยวฯ เผย อุทกภัยใต้คลี่คลาย น้ำลด–เดินทางได้ ช่วยนักท่องเที่ยวแล้ว 1,812 ราย ไม่มีติดค้าง ทุกจังหวัดเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ

    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงสถานการณ์นักท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ว่า โดยภาพรวมหลายจังหวัดมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน น้ำลดลงหลายจุด การคมนาคมกลับมาใช้การได้เกือบทั้งหมด และไม่มีรายงานนักท่องเที่ยวตกค้างเพิ่มเติม

    จังหวัดสงขลา สถานการณ์คลี่คลายอย่างมาก น้ำลดลงเกือบหมด เหลือน้ำท่วมขังเพียงบางจุดเท่านั้น โดยเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 กระทรวงการท่องเที่ยวฯ รายงานการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวม 10 คน แบ่งเป็น ชาวจีน 4 คน, ชาวแอฟริกาใต้ 2 คน, ชาวมาเลเซีย 1 คน, ชาวออสเตรเลีย 1 คน, ชาวสกอตแลนด์ 1 คน, ชาวสิงคโปร์ 1 คน ยอดการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวสะสมตลอด 6 วัน อยู่ที่ 1,812 คน

    จังหวัดสตูล กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ไม่มีนักท่องเที่ยวตกค้าง การเดินทางทางเรือเส้นทางปากบารา-หลีเป๊ะ ยังให้บริการตามปกติทั้งขาออกและขาเข้า บริษัททัวร์ในพื้นที่ยังคงอำนวยความสะดวกในการเดินทางต่อไปยังสนามบินหาดใหญ่

    จังหวัดยะลา ระดับน้ำลดลงต่อเนื่อง การเดินทางจากยะลาไปเบตงยังสามารถทำได้ โดยต้องใช้ความระมัดระวังในบางพื้นที่ลาดชัน แหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่เปิดให้บริการตามปกติ ยกเว้นวัดหน้าถ้ำ ที่อยู่ระหว่างฟื้นฟู และไม่มีนักท่องเที่ยวติดค้าง

    จังหวัดปัตตานี ยังมีฝนและน้ำท่วมขังในบางพื้นที่ ยังไม่มีรายงานนักท่องเที่ยวได้รับผลกระทบโดยตรง

    จังหวัดสุราษฎร์ธานี สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ ไม่มีรายงานนักท่องเที่ยวได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต การเดินเรือไปยังเกาะต่างๆ ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ แม้จะมีคลื่นลมเล็กน้อย

    จังหวัดตรัง รายงานว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย เหลือน้ำท่วมขังเพียงบางพื้นที่ โดยไม่มีนักท่องเที่ยวตกค้างหรือเสียชีวิต

    จังหวัดนครศรีธรรมราช น้ำลดลงแล้วและเข้าสู่ภาวะปกติ ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือผลกระทบต่อนักท่องเที่ยว

    “กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยังคงติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง ประสานงานใกล้ชิดกับทุกจังหวัด เพื่อให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวและประชาชนอย่างทันท่วงที พร้อมขอให้ผู้เดินทางติดตามประกาศจากหน่วยงานรัฐอย่างสม่ำเสมอเพื่อความปลอดภัยสูงสุด”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2898781&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GUh9uMby8CEWViQQ6xmOW

  • ก.เกษตรฯ ประชุมเตรียมงาน “ถนนสายดอกไม้งามริมกว๊านพะเยา” ปีที่ 3

    ก.เกษตรฯ ประชุมเตรียมงาน “ถนนสายดอกไม้งามริมกว๊านพะเยา” ปีที่ 3

    ก.เกษตรฯ ประชุมเตรียมงาน “ถนนสายดอกไม้งามริมกว๊านพะเยา” ปีที่ 3 รองปลัดเกษตรฯ เน้นย้ำ บูรณาการทุกหน่วยงาน สร้างจุดเช็คอิน-พร้อมจำหน่ายสินค้าคุณภาพ

    นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดงานมหกรรมการเกษตรและท่องเที่ยวถนนสายดอกไม้งามริมกว๊านพะเยา จังหวัดพะเยา ครั้งที่ 1/2568 โดยมี ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 134-135 ว่า การจัดงานมหกรรมการเกษตรและท่องเที่ยวถนนสายดอกไม้งามริมกว๊านพะเยา จังหวัดพะเยา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการจัดมาต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 แล้ว ซึ่งปีนี้ จะเป็นการบูรณาการร่วมกัน 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงศึกษาธิการ โดยทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะเป็นเจ้าภาพการจัดงานหลักภายใต้ชื่องาน Amazing Thailand Phayao Countdown Flora Fest 2026” ระหว่างวันที่ 28-31 ธันวาคม 2568 ณ บริเวณลานอนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมืองริมกว๊านพะเยา มุ่งเน้นสร้างการรับรู้และกระตุ้นการท่องเที่ยว พร้อมเผยแพร่ความรู้ด้านนวัตกรรมการผลิต การตลาดของสินค้าเกษตรคุณภาพ เพื่อส่งเสริมรายได้ให้กับเกษตรกรไทย

    สำหรับที่ประชุมได้มีการแบ่งกิจกรรมให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทุกหน่วยงาน มีส่วนร่วมในการทำงานให้มีทิศทางแนวเดียวกัน โดยเน้นความสวยงาม มีจุดเช็คอิน มีการจำหน่ายสินค้า และมีกิจกรรมสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้เข้าร่วมงาน ภายใต้ธีมถนนท่องเที่ยวสายเกษตรริมกว๊านพะเยา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/62199&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rxHviE3jAxBP7Y1pU4L2c

  • ‘นิพนธ์-สรรเพชญ’  เสนอ 3 มาตรการช่วยน้ำท่วม  ‘ฟื้นคน-เมือง-เศรษฐกิจสงขลา’

    ‘นิพนธ์-สรรเพชญ’ เสนอ 3 มาตรการช่วยน้ำท่วม ‘ฟื้นคน-เมือง-เศรษฐกิจสงขลา’

    นายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา โพสต์ข้อความผ่านเพจ สรรเพชญ บุญญามณี กล่าวถึงสถานการณ์อุทกภัยรุนแรงในจังหวัดสงขลาที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและส่งผลกระทบเป็นวงกว้างว่า

    นี่คือวิกฤตที่กระทบทั้งคุณภาพชีวิตของประชาชนและระบบเศรษฐกิจภาพรวมของภาคใต้ ซึ่งสงขลาในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจด้านบริการ การท่องเที่ยว การแปรรูปสินค้าเกษตร อุตสาหกรรม และการค้าชายแดน ได้รับผลกระทบอย่างหนัก “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” หยุดชะงักทันทีเมื่อเกิดน้ำท่วมครั้งนี้

    นายสรรเพชญระบุว่า จากการลงพื้นที่ต่อเนื่องหลายวัน พบว่าประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบทุกมิติ บ้านเรือนเสียหาย ถนนเชื่อมต่อหลายสายถูกตัดขาด น้ำดื่มและน้ำประปาขาดแคลน โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอเมืองสงขลา พะวง เกาะยอ และเขารูปช้าง ที่ต้องพึ่งพาน้ำประปาจากหาดใหญ่เพียงแห่งเดียว ทำให้เกิดปัญหาโดยทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน นอกจากนี้ กลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง เด็กเล็ก และหญิงตั้งครรภ์ ยังต้องการการดูแลอย่างเร่งด่วน

    'นิพนธ์-สรรเพชญ'  เสนอ 3 มาตรการช่วยน้ำท่วม  'ฟื้นคน-เมือง-เศรษฐกิจสงขลา'

    ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา นายสรรเพชญจึงเสนอให้รัฐบาลเร่งเดินหน้า “มาตรการฟื้นฟูแบบองค์รวม” ครอบคลุมทั้งคน เมือง และเศรษฐกิจ เพื่อให้สงขลาสามารถกลับมายืนได้อย่างมั่นคง และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำในอนาคต ดังนี้

    3 มาตรการ “ฟื้นคน – ฟื้นเมือง – ฟื้นเศรษฐกิจสงขลา”

    1. ฟื้นคน – เยียวยาอย่างครอบคลุมและเข้าถึงง่าย

    • เร่งจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัย ลดขั้นตอนเอกสาร
    • กระจายอาหาร น้ำดื่ม ถุงยังชีพให้ถึงพื้นที่ที่ยังเข้าไม่ถึง
    • ช่วยเหลือเชิงรุกกลุ่มเปราะบาง
    •  ซ่อมแซมบ้าน โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก และสถานพยาบาล

    2. ฟื้นเมือง – โครงสร้างพื้นฐานพร้อมรับมือภัยพิบัติ

    • ผลักดันการก่อสร้าง โรงผลิตน้ำประปาใหม่ในอำเภอเมืองสงขลา ลดการพึ่งพาหาดใหญ่
    • ซ่อมถนน คลองระบายน้ำ ระบบไฟฟ้า–สื่อสาร ในพื้นที่เสี่ยงซ้ำซาก
    • ยกระดับศูนย์พักพิงให้มีมาตรฐานด้านสุขาภิบาล
    • อัปเกรดระบบแจ้งเตือนน้ำท่วม–น้ำทะเลหนุนให้ทันสมัย
    • กำจัดขยะ ตะกอน น้ำเสียหลังน้ำลด

    3. ฟื้นเศรษฐกิจ – ให้ผู้ประกอบการและชุมชนเดินต่อได้

    • พักชำระหนี้ต้น–ดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและ SMEs
    •  ฟื้นฟูเกษตรกรและประมงพื้นบ้าน สนับสนุนพันธุ์สัตว์น้ำ เครื่องมือที่เสียหาย
    • เร่งซ่อมเส้นทางสู่ด่านชายแดนเพื่อให้การค้าฟื้นตัว
    • กระตุ้นท่องเที่ยวหลังน้ำลด ทั้งเมืองเก่าสงขลา เกาะยอ หาดใหญ่ และดึงนักท่องเที่ยวมาเลเซียกลับมา
    • สนับสนุนตลาดชุมชนและธุรกิจรายเล็กให้ฟื้นตัวควบคู่

    นายสรรเพชญกล่าวว่า “ผมขอฝากความหวังของพี่น้องชาวสงขลาให้รัฐบาลเร่งพิจารณามาตรการเหล่านี้โดยด่วน เพื่อให้สงขลาก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน”
     

    'นิพนธ์-สรรเพชญ'  เสนอ 3 มาตรการช่วยน้ำท่วม  'ฟื้นคน-เมือง-เศรษฐกิจสงขลา'

    ในขณะเดียวกัน นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายสรรเพชญ บุญญามณี ก็ได้ลงพื้นที่ในอำเภอบางกล่ำและอำเภอหาดใหญ่ 4 จุด วันนี้ (29 พ.ย.2568) ได้แก่

    ศาลาลุงทอง, วัดโคกสมานคุณ, ชุมชนรัชมังคลา และวัดเกาะเสือ รวมถึงพื้นที่ในอำเภอเมืองสงขลา โดย “ครัวบุญญามณี” ดำเนินภารกิจช่วยเหลือติดต่อเป็นวันที่ 6 แล้ว สำหรับวันนี้ได้มอบอาหารและสิ่งของรวมกว่า 20,000 ชุด ประกอบด้วย

    • อาหารปรุงสดจากครัวบุญญามณี 4,000 กล่อง
    • บริษัทอาคเนย์คอนกรีต มอบข้าวเหนียวไก่ทอด 1,500 กล่อง
    • บริษัทสยามอินเตอร์เนชั่นแนลฟู้ด ผลิตแซนวิชทูน่า 1,000 กล่อง และข้าวผัดปลาทูน่า 3,500 กล่อง
    • น้ำดื่มรวมกว่า 10,000 ขวด

    ร่วมกับพันธมิตร ได้แก่

    • มูลนิธิเนชั่นปันน้ำใจ เครือเนชั่น มอบฟาร์มเฮาส์และขนมพร้อมทาน 7,000 กล่อง
    • วิทยาลัยอาชีวศึกษา มอบอาหาร 2,000 กล่อง 

    นายนิพนธ์ระบุว่า ขณะนี้ประชาชนยังเดือดร้อนด้านน้ำดื่มอย่างหนัก เนื่องจากหลายพื้นที่น้ำประปาไม่ไหล อีกทั้งเสื้อผ้าไปกับน้ำหมดจึงจำเป็นต้องเร่งกระจายความช่วยเหลือให้ทั่วถึงและเร่งการเยียวยาโดยด่วนที่สุด

    'นิพนธ์-สรรเพชญ'  เสนอ 3 มาตรการช่วยน้ำท่วม  'ฟื้นคน-เมือง-เศรษฐกิจสงขลา'

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/734244&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2w3d38EmO9CvlZOK8O9MqD

  • “สวนนงนุช” ทุ่ม 60 ล้าน ลงทุนโซลาร์รูฟท็อป ลานจอดรถพลังงานแสงอาทิตย์

    “สวนนงนุช” ทุ่ม 60 ล้าน ลงทุนโซลาร์รูฟท็อป ลานจอดรถพลังงานแสงอาทิตย์

    สวนนงนุชพัทยาทุ่มกว่า 60 ล้านบาท ลงทุนโซลาร์รูฟท็อป 3.5 เมกะวัตต์ ลานจอดรถพลังงานแสงอาทิตย์ หนุนท่องเที่ยวสีเขียว ลดคาร์บอน พร้อมมีตู้ชาร์จไฟรองรับรถยนต์ไฟฟ้า

    เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 สวนนงนุชพัทยา ประกาศเดินหน้าสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวสีเขียวอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการลงนามสัญญาติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ขนาด 3,503 กิโลวัตต์-พีค พร้อมพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายอุปกรณ์ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) แบบเบ็ดเสร็จ มีกำลังการติดตั้งรวม 3,503.00 kWp มูลค่ากว่า 60 ล้านบาท โดยสวนนงนุชพัทยาเป็นผู้ลงทุนและมอบหมายให้บริษัท อิเรเดี๊ยน โซล่า จำกัด เป็นผู้ดำเนินการติดตั้งและบริหารจัดการระบบพลังงานดังกล่าว

    นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เปิดเผยภายหลังการลงนามในสัญญาซื้อขายอุปกรณ์ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาแบบเบ็ดเสร็จ โดยโครงการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของสวนนงนุชพัทยา ในการขับเคลื่อนนโยบายการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และส่งเสริมความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 4 ประการ ได้แก่

    1. การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก: การออกแบบ “ลานจอดรถพลังงานแสงอาทิตย์” ซึ่งไม่เพียงให้ร่มเงาและลดความร้อนแก่รถยนต์ของนักท่องเที่ยวแล้ว ยังช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการให้บริการ

    2. การรองรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV): การจัดเตรียมสถานีชาร์จแบตเตอรี่สำหรับรถไฟฟ้าโดยเฉพาะ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวที่ใช้รถ EV ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้น พร้อมตู้ชาร์จไฟรองรับรถยนต์ไฟฟ้า แก่ผู้ที่มาเที่ยวสวนนงนุชฯ

    3. การลดการปล่อยคาร์บอน: โครงการนี้สนับสนุนนโยบายการลดคาร์บอนเครดิตอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม

    4. การเพิ่มสัดส่วนพลังงานทางเลือก: การนำพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดมาใช้ผลิตไฟฟ้าภายในพื้นที่สวน จะช่วยลดการพึ่งพาพลังงานจากระบบหลัก ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และลดรอยเท้าคาร์บอนขององค์กร

    โดยสวนนงนุชพัทยา ได้ยกระดับมาตรฐานด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการให้บริการนักท่องเที่ยวอย่างครบวงจร เพื่อก้าวสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวสีเขียว (Green Attraction) ลดคาร์บอน เพื่อให้โลกมีสิ่งแวดล้อมที่ดีงามต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2898840&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sluxpRH_VKxA7F6QU36cM