Category: ท่องเที่ยว

  • ทรงวิ่งฮาล์ฟมาราธอน21.1กม.  ‘ราชินี’เสด็จฯ  รายการ‘อะเมซิ่ง ไทยแลนด์’

    ทรงวิ่งฮาล์ฟมาราธอน21.1กม. ‘ราชินี’เสด็จฯ รายการ‘อะเมซิ่ง ไทยแลนด์’

    วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    ทรงวิ่งฮาล์ฟมาราธอน21.1กม.

    ‘ราชินี’เสด็จฯ

    รายการ‘อะเมซิ่ง ไทยแลนด์’

    ทรงใช้เวลาวิ่ง2.13ชั่วโมง

    ท่ามกลางนักวิ่งกว่า2หมื่นคน

    สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงวิ่งระยะฮาล์ฟมาราธอนในการแข่งขันวิ่งมาราธอนส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับโลก ร่วมกับ “เอเลียด คิปโชเก้” ตำนานนักวิ่งมาราธอน โดยทรงใช้เวลา 2.13 ชม.เข้าเส้นชัย

    เมื่อเวลา 02.15น.วันที่ 30พฤศจิกายน2568 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมวิ่งในการแข่งขันวิ่งมาราธอนส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับโลก ในรายการ วิ่งผ่าเมือง ซีซั่น 8 “อะเมซิ่งไทยแลนด์ มาราธอน แบงค็อก” ครั้งที่ 8 ประจำปี 2568 Amazing Thailand Marathon Bangkok 2025 ณ โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส เขตปทุมวัน และท้องสนามหลวง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

    การนี้ทรงพระดำเนินไปยังจุดปล่อยตัว ทรงกดแตรลมปล่อยตัวนักวิ่ง ระยะฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. และทรงวิ่งประเภทระยะฮาล์ฟมาราธอน ร่วมกับ นายเอเลียด คิปโชเก้ ตำนานนักวิ่งมาราธอนหนึ่งเดียวของโลก โดยมีนักวิ่งจากทั่วโลกสมัครเข้าร่วมวิ่งอีกจำนวน 20,000 คน จัดโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร สมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทยและไทยแลนด์ไตรลีก โดยทรงใช้เส้นทางวิ่งจาก ณ ถนนพญาไท ฝั่งตะวันตก ด้านหน้า MBK CENTER ถึงแยกสามย่าน เลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระรามที่ 4 ถึงแยกอังรีดูนังต์ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนอังรีดูนังต์ ถึงแยกเฉลิมเผ่า เลี้ยวขวาเข้าถนนพระรามที่ 1 ทรงวิ่งฝั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถึงแยกราชประสงค์ เลี้ยวขวาเข้าถนนราชดำริ ฝั่งราชกรีฑาสโมสร ถึงสามแยกราชดำริ ตัดถนนสารสิน ตัดซ้ายวิ่งเลียบสวนลุมพินี เลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระรามที่ 4 ทรงวิ่งตรงเลียบฝั่งสวนลุมพินี เลี้ยวซ้ายที่แยกวิทยุ (สะพานไทย-เบลเยี่ยม) ทรงวิ่งตรงเลี้ยวซ้ายที่แยกสารสิน วิ่งเลียบฝั่งสวนลุมพินี ถึงสามแยกราชดำริ เลี้ยวขวาเข้าถนนราชดำริ (ฝั่งโรงแรมเอราวัณ) ถึงแยกราชประสงค์ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระรามที่ 1 วิ่งเลียบฝั่งเซ็นทรัลเวิลด์ ถึงแยกปทุมวัน เลี้ยวขวาเข้าถนนพญาไท ทรงวิ่งเลียบฝั่งโรงแรมเอเชีย ถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนราชวิถี ขึ้นสะพานต่างระดับ ข้ามแยกตึกชัย ลงสะพานถึงแยกอุภัยเจษฎทิศ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสวรรคโลก ถึงแยกยมราช เลี้ยวขวาเข้าถนนพิษณุโลก วิ่งผ่านแยกสะพานขมัยมรุเชฐ ถึงแยกสวนมิสกวัน เลี้ยวขวาเข้าถนนราชดำเนินนอก ทรงกลับตัวหน้ากองทัพภาคที่ 1 ทรงวิ่งย้อนกลับบนถนนราชดำเนินนอก วิ่งผ่านสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เลี้ยวซ้ายเข้าถนนดินสอ ผ่านลานคนเมือง เสาชิงช้า เลี้ยวขวา ถนนบำรุงเมือง เข้าถนนกัลยาณไมตรี เลี้ยวขวาเข้าถนนสนามไชย ถึงป้อมเผด็จดัสกร แล้วทรงเลี้ยวซ้ายเข้าถนนหน้าพระลาน กลับตัวหน้าป้อมขันธ์ ฝั่งสนามหลวงเข้าถนนราชดำเนินใน ก่อนทรงเลี้ยวซ้ายเข้าเส้นชัย ณ บริเวณท้องสนามหลวง รวมระยะทาง 21.1กิโลเมตร จากนั้นเวลา 04.29 น. สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงวิ่งถึงเส้นชัยบริเวณท้องสนามหลวง ซึ่งทรงใช้เวลารวม 2 ชั่วโมง 13 นาที 40 วินาที และพระราชทานพระราชวโรกาสให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญรางวัลที่ระลึก ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวาย เสื้อสามารถที่ระลึก

    ต่อมา ทรงพระดำเนินไปยังจุดปล่อยตัวการแข่งขันวิ่ง ระยะทาง 10 กิโลเมตร บริเวณด้านหน้าพระแม่ธรณีบีบมวยผม ทรงกดแตรลมปล่อยตัวนักวิ่งมาราธอน ระยะทาง 10 กิโลเมตร และทอดพระเนตรนักวิ่งมาราธอน ระยะทาง 10 กิโลเมตร วิ่งเข้าเส้นชัย จากนั้นทรงพระดำเนินไปยัง พลับพลาพิธี ท้องสนามหลวง เพื่อพระราชทานถ้วยรางวัล แก่ผู้ชนะเลิศการแข่งขัน ระยะฮาล์ฟมาราธอน 21.0 กิโลเมตร จำนวน 4 ราย ประกอบด้วยประเภทมืออาชีพ (อีลิทชาย) 1 รางวัล ประเภทมืออาชีพ (อีลิทหญิง) 1 รางวัล ประเภทบุคคลทั่วไป (ชายไทย) 1 รางวัล ประเภทบุคคลทั่วไป (หญิงไทย) 1 รางวัล และทรงฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับนักวิ่งที่ชนะเลิศ คณะกรรมการจัดการแข่งขันฯ และผู้ให้การสนับสนุนฯ ตามลำดับ

    สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงเป็นต้นแบบของคนรุ่นใหม่ให้หันมาใส่ใจสุขภาพ ด้วยความสนพระทัยในกีฬาหลากหลาย ทั้งทรงเป็นนักกีฬาเรือใบ ทรงวิ่ง และยังสนพระทัยในกีฬาไอซ์ฮอกกี้ หรือฮอกกี้น้ำแข็ง และทรงฝึกฝนพระองค์อย่างสม่ำเสมอด้วยความวิริยะอุตสาหะ อีกทั้งยังทรงเป็นผู้นำที่ดีในการแข่งขันและทรงเป็นขวัญและกำลังใจให้กับนักกีฬาทีมชาติไทย

    “พระราชินี” ทรงร่วมวิ่ง ระยะฮาล์ฟมาราธอน ในงานแข่งขันวิ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับโลก

    ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ปีที่ผ่านมา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เคยทรงร่วมวิ่งในระยะ 10 กม.ในรายการ “อะเมซิ่งไทยแลนด์ มาราธอน แบงค็อก พรีเซนต์บาย โตโยต้า ครั้งที่ 1” ร่วมกับ นายเอเลียด คิปโชเก้ และ นักวิ่งจากทั่วโลกมาแล้วครั้งหนึ่ง

    สำหรับการแข่งขันวิ่งมาราธอนส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับโลกในเมืองหลวง “อะเมซิ่งไทยแลนด์ มาราธอน แบงค็อก” ครั้งที่ 1 ประจำปี 2568 Amazing Thailand Marathon Bangkok 2025 ณ โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส เขตปทุมวัน และท้องสนามหลวง เขตพระนคร จัดโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร สมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทย และไทยแลนด์ไตรลีก โดยมีนักวิ่งจากทั่วโลกสมัครเข้าร่วมกว่า 50,000 คน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/royal/931549&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LYrej10_y0_wirnWPfjsv

  • น้ำท่วมกระทบท่องเที่ยว โรงแรมหาดใหญ่ขอรัฐเร่งเยียวยา

    น้ำท่วมกระทบท่องเที่ยว โรงแรมหาดใหญ่ขอรัฐเร่งเยียวยา

    น้ำทวมที่เกิดขึ้นในพื้นที่หาดใหญ่ สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง รวมถึงภาคการท่องเที่ยวและโรงแรม ผู้ประกอบการโรงแรมในจังหวัดสงขลา ประเมินมูลค่าความเสียหายอาจสูงถึงหมื่นล้านบาท

    สถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นสร้างความเสียหายอย่างมากโดยเฉพาะใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ชาวบ้านจำนวนหนึ่งยังกลับเข้าบ้านไม่ได้นายสิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่-สงขลา เปิดเผยว่า ได้รับการประสานจากกระทรวงมหาดไทย ขอข้อมูลโรงแรมที่พร้อมให้บริการ เพื่อนำผู้ประสบภัยมาพักพิงชั่วคราว

    แม้แนวคิดนี้จะเป็นการช่วยเหลือทั้งฝั่งผู้ประสบภัย และผู้ประกอบการโรงแรม แต่ปัญหาใหญ่คือ ในพื้นที่หาดใหญ่-สงขลา มีโรงแรมและที่พักที่พร้อมเปิดให้บริการเพียง 20 แห่ง จากทั้งหมดกว่า 300 แห่ง ประกอบกับหลายหน่วยงานลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนทำให้ห้องพักถูกจองเกือบทั้งหมด ไม่เพียงพอรองรับผู้ประสบภัย ซึ่งกว่าโรงแรมต่าง ๆ จะฟื้นฟูกลับมาให้บริการได้ปกติอาจใช้เวลานาน 2-3 เดือน

    นายสิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่-สงขลา

    นายสิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่-สงขลา

    นายสิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่-สงขลา

    นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่-สงขลา ยังบอกว่า เหตุการณ์นี้ซ้ำเติมวิกฤตภาคการท่องเที่ยว หลังมีนักท่องเที่ยวประสบภัย และติดค้างกว่าหมื่นคน และส่งผลให้บรรยากาศสิ้นปีนี้เงียบเหงา ประเมินรายได้จากการท่องเที่ยวอาจหายไปกว่า 7,000 ล้านบาท เนื่องจากตรงกับช่วงไฮซีซั่น และยังมีงานใหญ่อย่างซีเกมส์ที่ต้องย้ายสถานที่จัดงานออกไป และหากยังไม่สามารถฟื้นฟูจนลากยาว ไปถึงเดือน ม.ค.หรือ ก.พ.ปีหน้า ความเสียหายจะสูงถึงหมื่นล้านบาท ไม่รวมกับค่าซ่อมแซมกิจการอีกกว่า 3,000 ล้านบาท

    ผู้ประกอบการโรงแรม เตรียมยื่นข้อเสนอถึงนายกฯ ออกมาตรการฟื้นฟู เช่น การพักหนี้ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อฟื้นฟูกิจการ และพักชำระภาษีที่ดิน ที่จะต้องจ่ายในช่วงต้นปีหน้า พร้อมประเมินการบริหารจัดการสถานการณ์ช่วยเหลือน้ำท่วมของรัฐบาลครั้งนี้ ถือว่าสอบตก

    อ่านข่าว : ชาวหาดใหญ่แจ้งความทรัพย์สินสูญหาย ตร.ย้ำโทษหนักลักทรัพย์พื้นที่ภัยพิบัติ 

    “อนุทิน” ถกเอกชนฟื้นฟู “หาดใหญ่” ต่อรองคลังยืดเวลาเงินกู้ 0% 

    นายกฯ ขีดเส้น 7 วัน ปชช.ต้องกลับบ้าน 14 วันหาดใหญ่ต้องสะอาด 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358998&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sHb2f7L2xGvkqyKZJ10k1

  • รายงานพิเศษ :  เศรษฐกิจไทยเดือนตุลาคม ได้ส่งออก-ท่องเที่ยวในประเทศช่วยหนุน

    รายงานพิเศษ : เศรษฐกิจไทยเดือนตุลาคม ได้ส่งออก-ท่องเที่ยวในประเทศช่วยหนุน

    วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    ** ภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือนตุลาคม 2568…เป็นอย่างไรบ้าง ลองมาดูการฉายภาพจาก 2 หน่วยงานสำคัญของประเทศ อย่าง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง…ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนตุลาคม 2568…ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 และการขยายตัวของการท่องเที่ยวภายในประเทศ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชน และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ยังคงชะลอตัว ทั้งนี้ยังจำเป็นต้องติดตามผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ สถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ของภาคใต้ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

    เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ในเดือนตุลาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 18.1% แต่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ลดลง 1.4% ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนตุลาคม 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 51.9 จากระดับ 50.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่ง พลัส”  อย่างไรก็ดีผู้บริโภคยังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางการค้าจากนโยบายภาษีสหรัฐฯ และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ ลดลง 5.3% และรายได้เกษตรกรที่แท้จริงลดลง 13.7% จากช่วงเดียวกันปี  

    เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณชะลอตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน ในเดือนตุลาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 1.2% และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล 5.3% ขณะที่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน  1.7% แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 4.8%

    มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ 28,835.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 ที่ 5.7% ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่าขยายตัวที่ 15.7% ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ กุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง และผลไม้กระป๋องและแปรรูป ในขณะที่การส่งออกข้าว ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และเครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์และส่วนประกอบ ปรับตัวลดลง

    ภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนตุลาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวมจำนวน 2.57 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 3.9% แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หลังขจัดผลทางฤดูกาล 8.3% ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย จำนวน 23.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 2.0% ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 1.1% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 3.6% ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด เป็นต้น อย่างไรก็ดีผลผลิตมันสำปะหลัง และกลุ่มไม้ผล ลดลงจากเดือนก่อน

    สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนตุลาคม 2568 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 87.3 จากระดับ 87.8 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความกังวลต่อสถานการณ์น้ำและอุทกภัยในหลายพื้นที่ และมูลค่าการค้าชายแดนหดตัวต่อเนื่อง ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ในเดือนตุลาคม 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 56.6 จากระดับ 54.6 ในเดือนก่อนหน้า

    ภาพรวมภาวะตลาดการเงินไทยล่าสุด เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวบางส่วน โดยเฉพาะในตลาดทุน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มนักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศ แม้จะเริ่มมีแรงซื้อสุทธิกลับเข้ามาบ้างในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 (มูลค่า 1,251.61 ล้านบาท) แต่ยังคงสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนในประเทศต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยในเดือนพฤศจิกายน (ข้อมูลสะสมถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568)

    “สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนตุลาคม 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 และการขยายตัวของการท่องเที่ยวภายในประเทศ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงชะลอตัว ทั้งนี้ยังจำเป็นต้องติดตามผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ สถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ของภาคใต้ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย”

    ขณะที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนตุลาคมขยายตัวจากเดือนก่อน โดยการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำ ขยายตัวจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รายรับภาคท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ และการบริโภคภาคเอกชนที่ปรับดีขึ้น ส่วนหนึ่งจากผลของมาตรการภาครัฐ ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้องปรับเพิ่มขึ้นสอดคล้องกัน อย่างไรก็ดีการผลิตภาคอุตสาหกรรมทรงตัวจากผลของการผลิตกลุ่มปิโตรเลียมที่ลดลงจากการหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุง แม้การผลิตกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ปรับดีขึ้นตามการส่งออก สำหรับการลงทุนภาคเอกชนลดลงจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์หลังเร่งไปในช่วงก่อนหน้า

    เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน จากการใช้จ่ายใน 1.หมวดบริการ ตามการใช้จ่ายในหมวดโรงแรมและภัตตาคารที่ปรับดีขึ้นจากทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและไทย 2.หมวดสินค้าไม่คงทน ตามยอดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง สอดคล้องกับกิจกรรมการขนส่งผู้โดยสารที่ปรับดีขึ้น และ 3.หมวดสินค้าคงทน ตามยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล โดยเฉพาะรถไฟฟ้า ส่วนการใช้จ่ายในหมวดสินค้า กึ่งคงทนทรงตัว ทั้งนี้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่สองจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    การลงทุนภาคเอกชน เครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลงจากเดือนก่อนในทุกหมวด โดย 1.หมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ตามการนำเข้าสินค้าทุนสุทธิ (หรือการนำเข้าหักด้วยการส่งออกสินค้าทุน) ในหมวดคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงานที่ลดลง 2.หมวดยานพาหนะ ตามยอดจดทะเบียนรถยนต์ที่ลดลงในเกือบทุกประเภท และ 3.หมวดก่อสร้าง จากหมวดที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยตามมูลค่าการโอนพื้นที่อุตสาหกรรมและอาคารพาณิชย์ที่ลดลง และหมวดที่อยู่อาศัยตามพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างบ้านเดี่ยวที่ลดลง

    จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้น จากเดือนก่อน จากจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short-haul) โดยเฉพาะจีนและเกาหลีใต้ที่มีวันหยุดยาวมากกว่าปกติ รวมถึงนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) โดยเฉพาะยุโรปและรัสเซีย ส่งผลให้รายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้น Number of Tourists and Tourism Receipt

    มูลค่าการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนในหลายหมวด อาทิ 1.อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักร จากการส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ และหม้อแปลงไฟฟ้า (transformer) ไปสหรัฐฯ รวมถึงการส่งออกเครื่องจักรไปญี่ปุ่น และ 2.เครื่องใช้ไฟฟ้า จากการส่งออกชิ้นส่วนอุปกรณ์เซลล์แสงอาทิตย์ (solar cell) ไปสหรัฐฯ และชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าไปญี่ปุ่น อย่างไรก็ตามการส่งออกหมวดยานยนต์ ปรับลดลงตามการส่งออกรถยนต์นั่งและรถกระบะไปออสเตรเลีย ตามอุปสงค์ที่ชะลอลง

    การใช้จ่ายภาครัฐหดตัวเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน จากรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางที่ไม่รวมเงินโอน และรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจ โดยรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางหดตัวจากฐานสูงในปีก่อน แต่หากเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต รายจ่ายภาครัฐขยายตัวตามการเบิกจ่ายค่าจัดการเรียนการสอน เงินบำนาญ และค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ รายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจหดตัวจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและโทรคมนาคม ขณะที่รายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลางขยายตัวจากเงินงบประมาณเหลื่อมปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/931496&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0puSyC1b9N40S-laQnsZnQ

  • “รมว.อรรถกร” เปิดงาน “Michelin Guide Ceremony 2026” ชูวิสัยทัศน์ท่องเที่ยวปี 69 พร้อมยกระดับอาหารไทยสู่เวทีโลก

    “รมว.อรรถกร” เปิดงาน “Michelin Guide Ceremony 2026” ชูวิสัยทัศน์ท่องเที่ยวปี 69 พร้อมยกระดับอาหารไทยสู่เวทีโลก

    “รมว.อรรถกร” เปิดงาน “Michelin Guide Ceremony 2026” ชูวิสัยทัศน์ท่องเที่ยวปี 69 ดันคอนเซปต์ “Healing is the New Luxury” พร้อมยกระดับอาหารไทยสู่เวทีโลก

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดงาน “Michelin Guide Ceremony 2026”  ร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จวงการอาหารไทย พร้อมประกาศทิศทางท่องเที่ยวปี 2569 มุ่งเน้น “คุณภาพ” และ “คุณค่า” ผ่านประสบการณ์มื้ออาหารที่น่าจดจำ

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “Michelin Guide Ceremony 2026”  ณ ห้องแกรนด์บอลรูม ชั้น 4 โรงแรม The Ritz-Carlton Bangkok ถนนวิทยุ โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้ธีม “The White Gala” เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดตัวคู่มือมิชลิน ไกด์ ประเทศไทย ประจำปี 2569  

    ภายในงาน นายอรรถกร ได้กล่าวแสดงความยินดีกับเชฟและร้านอาหารที่ได้รับรางวัล “ดาวมิชลิน” และรางวัลพิเศษต่าง ๆ ที่ได้มีการประกาศผลไปในช่วงเช้าของวันเดียวกัน โดยยกย่องว่าความสำเร็จเหล่านี้เกิดจากความทุ่มเทและความหลงใหลในศิลปะการปรุงอาหาร ซึ่งมีส่วนสำคัญในการยกระดับวงการอาหารไทยสู่มาตรฐานสากล และขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ของไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ชูวิสัยทัศน์ท่องเที่ยวปี 2569: “Healing is the New Luxury”
    นายอรรถกร เน้นย้ำถึงทิศทางการท่องเที่ยวของไทยในปี 2569 ว่าจะเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ โดยมุ่งเน้นไปที่ “คุณภาพ” (Quality) และ “คุณค่า” (Value) ในทุกมิติ

    “ธุรกิจร้านอาหารและการบริการมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เพียงในฐานะพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นผู้สร้างสรรค์ประสบการณ์อันน่าจดจำ ภายใต้แนวคิดของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คือ ‘Unforgettable Experiences: Healing is the New Luxury’ หรือ ‘ประสบการณ์ที่มิอาจลืมเลือน การเยียวยา คือ ความหรูหรารูปแบบใหม่’ เพราะการเดินทางไม่ใช่เพียงการท่องเที่ยว แต่คือการค้นพบความสงบ ความสุข และแรงบันดาลใจ” นายอรรถกรกล่าว

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและอาหารของไทยไปอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/62272&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3B51JIqw47aeKLKoIt-vOo

  • ทรงห่วงประชาชน

    ทรงห่วงประชาชน

    ทรงห่วงประชาชน ‘พระราชินี’ทรงรีบเข้าช่วยเหลือนักวิ่งหลังประสบอุบัติเหตุขาเจ็บ

    วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.14 น.

    ทรงห่วงประชาชน ‘พระราชินี’ทรงรีบเข้าช่วยเหลือนักวิ่งหลังประสบอุบัติเหตุขาเจ็บ ระหว่างงานวิ่งฮาล์ฟมาราธอน

    เมื่อช่วงเช้าตรู่วันที่ 30 พ.ย.2568 สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมวิ่งในการแข่งขันวิ่งมาราธอนส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับโลก ในรายการ วิ่งผ่าเมือง ซีซั่น 8 “อะเมซิ่งไทยแลนด์ มาราธอน แบงค็อก” ครั้งที่ 8 ประจำปี 2568  Amazing Thailand Marathon Bangkok 2025 ณ โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส เขตปทุมวัน และท้องสนามหลวง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

    โดยช่วงหนึ่งได้มีนักวิ่งเกิดประสบอุบัติเหตุขณะร่วมวิ่ง ทำให้ขาเจ็บ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ได้ทรงเข้าไปให้การช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว โดยทรงสอบถามด้วยความห่วงใยว่า ปลอดภัยดีหรือไม่ โดยผู้ใช้เฟซบุ๊ก “สมศรี พุฒปาด” ได้โพสต์คลิปวิดีโอดังกล่าว พร้อมระบุข้อความว่า “น่ารักที่สุดพระราชินีของคนไทย พุ่งพรวดเข้าเหตุการณ์ องค์รักษ์หัวใจจะหยุดเต้นเพราะไม่มีการแจ้งล่วงหน้าในเหตุการณ์เฉพาะหน้า! อีกหนึ่งเหตุผลที่ฉันรักพระราชินีของฉันสุดหัวใจ พระราชินีในดวงใจของหม่อมฉันควรมิควรแล้วแต่จะโปรด ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน”

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/royal/931565&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RVrL3mSemLu7YRKbeuMyx

  • อากาศหนาวจัด “ลานสนภูสอยดาว” อุณหภูมิต่ำสุด ลดเหลือ 2 องศา ส่งท้ายเดือน พ.ย.

    อากาศหนาวจัด “ลานสนภูสอยดาว” อุณหภูมิต่ำสุด ลดเหลือ 2 องศา ส่งท้ายเดือน พ.ย.

    เช้านี้หนาวจัด “ลานสนภูสอยดาว” อุณหภูมิต่ำสุด ลดเหลือ 2 องศาฯ ส่งท้ายเดือนพฤศจิกายน นักท่องเที่ยวแห่กางเต็นท์สัมผัสอากาศหนาว

    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 นายฟารุต ใจทัศน์กุล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ได้รายงานสภาพอากาศสุดหนาวเย็นตรงจากบริเวณจุดชมพระอาทิตย์ตก บนลานสนภูสอยดาว จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่มีความสูงถึง 1,633 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยมของอุทยานฯ

    จากการวัดอุณหภูมิพบว่า สภาพอากาศในเช้านี้หนาวจัดเป็นพิเศษ โดยอุณหภูมิแตะระดับต่ำถึง 2 องศาเซลเซียส สร้างความตื่นเต้นให้กับเจ้าหน้าที่ และนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปสัมผัสอากาศบนยอดภู แม้จะไม่ใช่ตัวเลขติดลบ แต่นักท่องเที่ยวสายลุยที่ขึ้นไปกางเต็นท์นอนดูดาว เตรียมตัวทำกิจกรรมสัมผัสความหนาว สำหรับใครที่เดินทางมา ก็อย่าลืมพก เสื้อโค้ทตัวโปรด ถุงมือ หมวก และผ้าพันคอมาให้พร้อม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/north/2898907&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0H_9Q2uGKtJhAIOQPb1gLo

  • พระราชินีทรงวิ่งฮาล์ฟมาราธอน ร่วมกับ เอเลียด คิปโชเก้ ทรงใช้เวลา 2.13 ชม. เข้าเส้นชัย

    พระราชินีทรงวิ่งฮาล์ฟมาราธอน ร่วมกับ เอเลียด คิปโชเก้ ทรงใช้เวลา 2.13 ชม. เข้าเส้นชัย

    30 พ.ย.68 เวลา 02.15 น. สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมวิ่งในการแข่งขันวิ่งมาราธอนส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับโลก ในรายการ วิ่งผ่าเมือง ซีซั่น 8 “อะเมซิ่งไทยแลนด์ มาราธอน แบงค็อก” ครั้งที่ 8 ประจำปี 2568 Amazing Thailand Marathon Bangkok 2025 ณ โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส เขตปทุมวัน และท้องสนามหลวง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

    การนี้ ทรงพระดำเนินไปยังจุดปล่อยตัว ทรงกดแตรลมปล่อยตัวนักวิ่ง ระยะฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. และ ทรงวิ่งประเภทระยะฮาล์ฟมาราธอน ร่วมกับ นายเอเลียด คิปโชเก้ ตำนานนักวิ่งมาราธอนหนึ่งเดียวของโลก โดยมีนักวิ่งจากทั่วโลกสมัครเข้าร่วมวิ่งอีกจำนวน 20,000คน จัดโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร สมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทย และไทยแลนด์ไตรลีก

    โดยทรงใช้เส้นทางวิ่งจาก ณ ถนนพญาไท ฝั่งตะวันตก ด้านหน้า MBK CENTER ถึงแยกสามย่าน เลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระรามที่ 4 ถึงแยกอังรีดูนังค์ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนอังรีดูนังต์ ถึงแยกเฉลิมเผ่า เลี้ยวขวาเข้าถนนพระรามที่ 1 ทรงวิ่งฝั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถึงแยกราชประสงค์ เลี้ยวขวาเข้าถนนราชดำริ ฝั่งราชกรีฑาสโมสร ถึงสามแยกราชดำริ ตัดถนนสารสิน ตัดช้ายวิ่งเลียบสวนลุมพินี เลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระรามที่ 4 ทรงวิ่งตรงเลียบฝั่งสวนลุมพินี เลี้ยวซ้ายที่แยกวิทยุ (สะพานไทย-เบลเยี่ยม) ทรงวิ่งตรงเลี้ยวซ้ายที่แยกสารสิน วิ่งเลียบฝั่งสวนลุมพินี ถึงสามแยกราชดำริ เลี้ยวขวาเข้าถนนราชดำริ (ฝั่งโรงแรมเอราวัณ) ถึงแยกราชประสงค์ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระรามที่ 1 วิ่งเลียบฝั่งเซ็นทรัลเวิลด์ ถึงแยกปทุมวัน เลี้ยวขวาเข้าถนนพญาไท ทรงวิ่งเลียบฝั่งโรงแรมเอเชีย ถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนราชวิถี ขึ้นสะพานต่างระดับ ข้ามแยกตึกชัย ลงสะพานถึงแยกอุภัยเจษฎทิศ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสวรรคโลก ถึงแยกยมราช เลี้ยวขวาเข้าถนพิษณุโลก วิ่งผ่านแยกสะพานขมัยมรุเชฐ ถึงแยกสวนมิสกวัน เลี้ยวขวาเข้าถนนราชดำเนินนอก ทรงกลับตัวหน้ากองทัพภาคที่ 1 ทรงวิ่งย้อนกลับบนถนนราชดำเนินนอก วิ่งผ่านสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เลี้ยวข้ายเข้าถนนดินสอ ผ่านลานคนเมือง เสาชิงช้า เลี้ยวขวา ถนนบำรุงเมือง เข้าถนนกัลยาณไมตรี เลี้ยวขวาเข้าถนนสนามไชย ถึงป้อมเผด็จดัสกร แล้วทรงเลี้ยวซ้ายเข้าถนนหน้าพระลาน กลับตัวหน้าป้อมขันธ์ฝั่งสนามหลวงเข้าถนนราชดำเนินใน ก่อนทรงเลี้ยวซ้ายเข้าเส้นชัย ณ บริเวณท้องสนามหลวง รวมระยะทาง 21.1 กิโลเมตร

    จากนั้นเวลา 04.29 น. สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงวิ่งถึงเส้นชัยบริเวณท้องสนามหลวง ซึ่งทรงใช้เวลารวม 2 ชั่วโมง 13 นาที 40 วินาที และพระราชทานพระราชวโรกาสให้ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมตรี เข้าเฝ้า ฯ ทูลกล้า ฯ ถวายเหรียญรางวัลที่ระลึก ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี เข้าเฝ้า ฯ ทูลเกล้า ฯ ถวาย เสื้อสามารถที่ระลึก

    ต่อมาทรงพระดำเนินไปยังจุดปล่อยตัวการแข่งขันวิ่ง ระยะทาง 10 กิโลเมตร บริเวณด้านหน้าพระแม่ธรณีบีบมวยผม ทรงกดแตรลมปล่อยตัวนักวิ่งมาราธอน ระยะทาง 10 กิโลเมตร และทอดพระเนตรนักวิ่งมาราธอน ระยะทาง 10 กิโลเมตร วิ่งเข้าเส้นชัย

    จากนั้นทรงพระดำเนินไปยัง พลับพลาพิธี ท้องสนามหลวง เพื่อพระราชทานถ้วยรางวัล แก่ผู้ชนะเลิศการแข่งขัน ระยะฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กิโลเมตร จำนวน 4 ราย ประกอบด้วยประเภทมืออาชีพ (อีลิทชาย) 1 รางวัล ประเภทมืออาชีพ (อีลิทหญิง) 1 รางวัล ประเภทบุคคลทั่วไป (ชายไทย) 1 รางวัล ประเภทบุคคลทั่วไป (หญิงไทย) 1 รางวัล และทรงฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับนักวิ่งที่ชนะเลิศ คณะกรรมการจัดการแข่งขันฯ และผู้ให้การสนับสนุน ฯ ตามลำดับ

    สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงเป็นต้นแบบของคนรุ่นใหม่ให้หันมาใส่ใจสุขภาพ ด้วยความสนพระทัยในกีฬาหลากหลาย ทั้งทรงเป็นนักกีฬาเรือใบ ทรงวิ่ง และยังสนพระทัยในกีฬาไอซ์ฮอกกี้ หรือฮอกกี้น้ำแข็ง และทรงฝึกฝนพระองค์อย่างสม่ำเสมอด้วยความวิริยะอุตสาหะ อีกทั้งยังทรงเป็นผู้นำที่ดีในการแข่งขันและทรงเป็นขวัญและกำลังใจให้กับนักกีฬาทีมชาติไทย
    ทั้งนี้     เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. ปีที่ผ่านมา สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เคยทรงร่วมวิ่งในระยะ10 กม.ในรายการ “อะเมซิ่งไทยแลนด์ มาราธอน แบงค็อก พรีเซนต์บาย โตโยต้า ครั้งที่ 7 ” ร่วมกับ ร่วมกับ นายเอเลียด คิปโชเก้ และ นักวิ่งจากทั่วโลกมาแล้วครั้งหนึ่ง

    สำหรับการแข่งขันวิ่งมาราธอนส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับโลกในเมืองหลวง “อะเมซิ่งไทยแลนด์ มาราธอน แบงค็อก” ครั้งที่ 8 ประจำปี ๒๕๖๘ Amazing Thailand Marathon Bangkok 2025 ณ โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส เขตปทุมวัน และท้องสนามหลวง เขตพระนคร จัดโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร สมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทย และไทยแลนด์ไตรลีก โดยมีนักวิ่งจากทั่วโลกสมัครเข้าร่วมกว่า 50,000 คน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/905847/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TevpGrg-NWaoXsX8_UAOT

  • ททท.เตรียมแผนฟื้นฟูท่องเที่ยวภาคใต้ : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 30 พ.ย.68

    ททท.เตรียมแผนฟื้นฟูท่องเที่ยวภาคใต้ : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 30 พ.ย.68

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/5LVsEsVU4To&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gn5zAHXZtWljZQqisVmJM

  • เจาะเทรนด์ “ฮั่นฝูฟีเวอร์-แต่งหน้าสไตล์จีน” ในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติ

    เจาะเทรนด์ “ฮั่นฝูฟีเวอร์-แต่งหน้าสไตล์จีน” ในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติ

    เมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเยือนจีนมากขึ้น ภาพของนักท่องเที่ยวสวมชุด “ฮั่นฝู” ตามแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศก็กลายเป็นกระแสที่โดดเด่นอย่างมาก

    ที่บริเวณคูเมืองพระราชวังต้องห้ามในปักกิ่ง คอนเทนต์ครีเอเตอร์ชาวอเมริกันรายหนึ่งสวมชุดปักลวดลายงดงามพร้อมมงกุฎเฟิ่งหวงและพัดไหม โพสท่าถ่ายรูปคู่กับกำแพงสีแดงและหลังคากระเบื้องสีเหลืองสุดคลาสสิก สะท้อนความนิยมแฟชั่นจีนโบราณที่กำลังแพร่หลายบนโซเชียลมีเดีย

    ความสนใจของชาวต่างชาติยิ่งเพิ่มขึ้นด้วยกระแส #Hanfu บน TikTok ที่มียอดคลิปเกือบ 300,000 คลิปภายในเดือนมิถุนายน ช่วยทำให้แฟชั่นจีนโบราณแพร่ไปยังผู้ชมทั่วโลก

    WE25-77c38a9422b49.jpg

    อีกคลิปหนึ่งจากนักศึกษาชาวแอฟริกาใต้ที่ถ่ายภาพย้อนยุคในนครเฉิงตู ก็ได้รับไลก์เกือบ 40,000 ครั้ง พร้อมข้อความว่า “ฉันรู้สึกเหมือนเป็นนางเอกในละครจีนเลย” ขณะที่อินฟลูเอนเซอร์หลายคนยังแซวขำ ๆ ว่า “ต่อไปคงไม่รู้สึกว่าสวยเท่านี้อีกแล้ว นอกจากมาถ่ายรูปในจีน” ยิ่งทำให้ความนิยมพุ่งสูงขึ้น

    อาคาร “หวังฝู่ เซ็นจูรี พลาซ่า” ใกล้พระราชวังต้องห้าม จึงกลายเป็นจุดรวมสตูดิโอสวมชุดจีนโบราณนับร้อยร้าน ไคเหวิน (นามสมมติ) เจ้าของธุรกิจหนึ่งในนั้นเผยว่ามีชุดให้เลือกกว่า 400 ชุด ครอบคลุมหลายราชวงศ์ ปี 2025 ร้านของเขาต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วเกือบ 70 กลุ่ม เพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อน โดยลูกค้ามีตั้งแต่เด็กวัย 2 ขวบจนถึงผู้สูงอายุเกือบ 70 ปี

    ปรากฏการณ์นี้สะท้อนเสน่ห์ของวัฒนธรรมจีนซึ่งเป็นแรงดึงดูดสำคัญ จางจินซาน นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ยูเนียน มองว่าการแต่งกายเป็นรูปแบบหนึ่งของการบริโภควัฒนธรรม และช่วยให้ผู้คนเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมจีนได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

    บทความในหนังสือพิมพ์ Youth Daily ยังเสริมว่า ความนิยมฮั่นฝูในหมู่ชาวต่างชาติไม่ได้เกิดจากความแปลกใหม่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ความชื่นชมจริงใจ” ต่อความงดงามของสุนทรียศาสตร์จีนที่พัฒนามานับพันปี และมีความหลากหลายเพียงพอให้ทุกคนเลือกสไตล์ที่ตรงใจ

    นอกจากนี้ กระแสท่องเที่ยวจีนยังเติบโตจากนโยบายยกเว้นวีซ่าที่ขยายตัวต่อเนื่อง จีนมีข้อตกลงยกเว้นวีซ่ากับ 29 ประเทศ และให้สิทธิ์เข้าประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่าแบบฝ่ายเดียวแก่พลเมือง 48 ประเทศ ส่งผลให้จำนวนผู้เดินทางเข้าออกเพิ่มขึ้นมาก

    เฉพาะกรุงปักกิ่ง เพียงช่วงวันที่ 23 พ.ย.ที่ผ่านมา มีชาวต่างชาติเดินทางเข้าออก 5.78 ล้านคน เพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบปีต่อปี โดยกว่า 60% มาจากนโยบายยกเว้นวีซ่า ขณะที่ทั่วประเทศ ไตรมาส 3 มีการเดินทางแบบไม่ต้องขอวีซ่าถึง 7.25 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้น 48.3%

    จางจินซานสรุปว่า เมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมสวมชุดจีนโบราณก็ขยายตัวตามไปด้วย ช่วยเติมเต็มประสบการณ์การท่องเที่ยว กระตุ้นการบริโภค และยกระดับเศรษฐกิจท่องเที่ยวจีนในภาพรวม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/chinanews/253/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AzBCmqNq6vJsn563SvY8E

  • เปิด 9 มาตรการ “เอกนิติ” ฝ่าวิกฤต กระตุ้นเศรษฐกิจไทย

    เปิด 9 มาตรการ “เอกนิติ” ฝ่าวิกฤต กระตุ้นเศรษฐกิจไทย

    วินทร์ กุมภเศรษฐ์ เผยแพร่เมื่อ : 30 พ.ย. 2568, 18:25 1

    เนื่องจากโอกาส “เพจอีจัน” ฉลองครบรอบ 9 ปี ขึ้นปีที่ 10 เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 “ทีมข่าวเศรษฐกิจอีจัน” ได้เรียนเชิญ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน WIN BIG TOGETHER “พลังแห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่ ที่เราไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” หัวข้อ “อนาคตประเทศไทย 2569 : ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ” ณ หอประชุม NT Auditorium อาคาร 9 ชั้น 2 สำนักงานแจ้งวัฒนะบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)

    โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฉายภาพรวมของเศรษฐกิจไทยปีนี้ และในอนาคต ปี2569 จะเกิดอะไรขึ้นกับคนไทยกว่า 60 ล้านคน ภายใต้การบริหารงานรัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกุล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ภายใต้วิกฤตเศรษฐกิจกที่เกิดขึ้นหลายๆ ด้านพร้อมกัน เช่น การถูกเก็บภาษีจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 19% จากนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯ​ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างรัสเซีย-ยูเครน จนถึงความไม่สงบในแถบทะเลจีนใต้ และกรณีพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา และล่าสุด อุทกภัยครั้งใหญ่ในรอบ25 ปี ของอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และอีก 8 จังหวัดในภาคใต้ ได้สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและชีวิตคนจำนวนมาก

    สถานการณ์เช่นนี้ ทำให้เกิดคำถามว่า เศรษฐกิจในปีหน้าจะเป็นอย่างไร?

    ประเด็นนี้ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เล่าให้ฟัง

    “ตอนที่ตอบรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง มีความตั้งใจที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งการรออกแบบนโยบายมีจุดมุ่งหมาย “WIN BIG TOGETHER” เหมือนชื่อหัวข้อในวันนี้ และ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เหมือนกัน ซึ่งคล้ายกับแนวนโยบายของรัฐบาล “Quick Big Win” ภายใต้ข้อจำกัดในการทำงาน 4 เดือน หรือ 4 บวก 4  คือทำงานในตำแหน่งรัฐบาลที่มอำนาจเต็มในการบริหาร 4 เดือน และยุบสภา เป็นรัฐบาลรักษาการอีก 4 เดือน” นายนายเอกนิติ กล่าวและกล่าวว่า   

    นโยบายจะต้อง Big คือ “ใหญ่พอ” และ Quick คือ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ถือเป็นหัวข้อที่ ท่านนายกฯ​ อนุทิน ชาญวีรกูล มอบนโยบายให้ผมเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ในธีมที่ใช้กรอบการออกแบบนโยบายคือ “Quick Big Win” ซึ่งมีกรอบการทำงาน 3 ส่วน คือ กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว โดยการทำให้การเติบโตและการกระตุ้นเศรษฐกิจกระจายตัวออกไปถึงคนไทยทุกคน หลักคิดที่สำคัญที่สุดคือการให้ความสำคัญกับคนระดับล่างเป็นอันดับแรก

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ตลอดการทำงานในช่วง 7 สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลมีมาตรการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจทุกสัปดาห์ โดยมีเป้าหมายเสริมสร้างความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจประเทศในระยะยาว ทั้งทางด้านการท่องเที่ยวและการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับฐานราก

    ดังนั้น ทุกนโยบายที่ออกมาทุกสัปดาห์ ผมขอยืนยันว่า “ไม่มีการกู้เงินใหม่ แต่เป็นเรื่องการบริหารจัดการด้วยการใช้เงินงบประมาณเดิมที่มีอยู่แล้ว เพื่อแสดงให้ถึงการรักษาวินัยการเงินการคลัง และการใช้ให้ตรงกับเป้าหมาย ตรงกลุ่ม และตรงใจประชน มากที่สุด

    9 สัปดาห์ 9 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย  

    นับตั้งแต่วันที่รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก วันที่ 30 กันยายน กระทรวงการคลังเสนอนโยบายเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ยากจนทันที คือ 

    มาตรการช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อย ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2568 จำนวน 13.4 ล้านราย วงเงินรวม 22,780 ล้านบาท โดยรัฐบาลได้นำเงินเหลือ จากการใช้จ่ายของปีงบประมาณ2568 มาเติมเงินให้กับผู้ที่รายได้น้อยและมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน เพื่อช่วยค่าครองชีพ และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทันที คนละ 850 บาท จำนวน 2 เดือน (พ.ย.-ธ.ค.) รวมเป็นเงิน 1,700 บาท เพื่อให้ประชาชนนำเงินดังกล่าวไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต  

    นอกจากนี้ ครม.ยังได้คืนหนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) 35,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่ได้เหลือของปีงบประมาณ2568 ที่ใช้ไม่หมด เช่น หนี้จากโครงการจำนำสินค้าเกษตร เพื่อแสดงถึงวินัยทางการคลังต่อสายตานักลงทุนต่างประเทศ เพราะก่อนหน้านี้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก 3 แห่ง (Moody’s, Fitch, และ S&P) ได้เตือน (ใบเหลือง) และปรับภาพ Outlook ของไทยจาก Stable เป็น Negative ซึ่งภายหลังจากการแสดงวินัยนี้ S&P ได้ประกาศคงเสถียรภาพของ Outlook ไทยไว้

    “รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการให้ความช่วยเหลือประชาชนระดับล่างเป็นอันดับแรก โดยวันแรกที่เข้าได้อนุมัติงบประมาณรายจ่ายปี 2568 ที่เหลือเติมเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งถือเป็นวันสิ้นปีงบประมาณพอดี”  

    สัปดาห์ที่ 2 วันที่ 7 ต.ค. 2568

    มาตรการคนละครึ่งพลัส โดยคำว่า “พลัส”มีแนวคิดสำคัญคือ “ให้เบ็ด ไม่ใช่ให้ปลา” ซึ่งการให้เบ็ดคือสิ่งที่ตั้งใจจะทำคือ สร้างเครื่องมือให้พวกเขาสามารถเติบโตได้เอง ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของทีมเศรษฐกิจ และการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยปัจจุบัน ณ วันที่ 27 พ.ย.2568 มีร้านค้าร่วมโครงการมากกว่า 982,524 ร้านค้า ขณะที่จำนวนประชาชนผู้ใช้สิทธิครบถ้วนอยู่ที่ 2,184,596 ราย จากจำวนทั้งหมด 20 ล้านคน

    ขณะที่ ยอดการใช้จ่ายในโครงการล่าสุด มีจำนวนทั้งสิ้น 59,321.6 ล้านบาท แบ่งเป็นการใช้จ่ายในร้านค้าปกติ 57,515.3 ล้านบาท และการใช้จ่ายผ่านแพลตฟอร์ม Food Delivery อีก 1,806.3 ล้านบาท  

    สัปดาห์ที่ 3 วันที่ 14 ต.ค. 2568

    เร่งรัดงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ ภายใต้วงเงินรวมกว่า 1.56 ล้านล้านบาท โดยงบลงทุนดังกล่าว รัฐบาลมั่นใจว่า จะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2569 ขยายตัวได้ประมาณ 0.3% สำหรับรายละเอียดของงบลงทุนรัฐวิสาหกิจที่ ครม.เห็นชอบการลงทุนของรัฐวิสาหกิจทั้ง 51 แห่ง (รวมบริษัทมหาชนจำกัดและบริษัทในเครือ)ประกอบด้วย วงเงินดำเนินการการลงทุนจำนวน 1,560,095 ล้านบาท และวงเงินเบิกจ่ายจำนวน 441,616 ล้านบาท

    ทั้งนี้ เพื่อความคล่องตัวในการบริการจัดการและให้รัฐวิสาหกิจสามารถดำเนินการได้ทันทีภายในปีงบประมาณ 2569 ครม. เห็นชอบให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ปรับวงเงินลงทุนของรัฐวิสาหกิจประจำปีงบประมาณ 2569 ให้สอดคล้องกับผลการจัดสรรงบประมาณตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2569

    สัปดาห์​ที่ 4 วันที่ 21 ต.ค. 2568

    การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ 2569 โดยการเร่งส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดประชุมสัมมนาในต่างจังหวัดให้เร็วขึ้น โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเมืองรอง ซึ่งแต่ละภาคส่วนมีงบประมาณอยู่แล้ว ซึ่งไม่ใช่งบประมาณใหม่ โดยภาคมีงบเกี่ยวกับการอมรมสัมมนาประมาณ 6,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ส่วนราชการ 3,000 ล้านบาท และรัฐวิสาหกิจอีก 3,000 ล้านบาท ยังไม่รวมกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตั้งไว้เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยกำหนดให้เบิกจ่าย 60% ของงบอบรมสัมมนาภายในเดือนมกราคมปีหน้า แทนที่จะอบรมสัมมนาในเดือนเม.ย.2569 เป็นต้นไป

    สัปดาห์ที่ 5 วันที่ 28 ต.ค. 2568

    การลดภาระหนี้สินของประชาชน ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินโครงการซื้อหนี้รายย่อยเพื่อช่วยลดภาระหนี้และเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชนผ่านผ่านบริษัท บริหารสินทรัพย์ หรือการตั้ง Asset Management Company (AMC) ภายใต้โครงการ “ปิดหนี้ไวไปต่อได้” เพื่อรับซื้อหนี้ของลูกหนี้ ที่มีหนี้วงเงินไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อนำมาปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนเพื่อให้ลูกหนี้กลับมาชำระหนี้ได้ ไม่ใช่เพียงการจัดการตัวเลขในระบบการเงินเท่านั้น แต่คือ การช่วยคนกว่า 2.36 ล้านบัญชี และอีกหายชีวิตที่กำลังล้มใหสามารถลุกขึ้นได้ เป็นการส่งสัญญาณว่าประเทศไทย ไม่ปล่อยให้ใครต้องเผชิญ ภาระหนักเพียงลำพัง

    สำหรับกลไกในการดำเนินการ และช่วยเหลือลูกหนี้นั้น ได้รับเงินสนับสนุนจากการปรับลดการนำเงินส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน หรือ FIDF ของธนาคารพาณิชย์จาก 0.46 % เหลือ 0.23% ของยอกเงินฝาก และนำเงินส่วนหนึ่ง จากเงินที่เหลือของโครงการ “คุณสู้เราช่วย” มาร่วมกันจัดตั้ง AMC โดยในส่วนของหนี้เสียที่มาจากธนาคารพาณิชย์ และบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ นั้นจะขาย และโอนหนี้ให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) 

    ขณะที่การโอนลูกหนี้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) จะโอนหรือขายหนี้ให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (Ari AMC) โดยในส่วนนี้ให้ธนาคารออมสินสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน ให้กับ Ari-AMC เพื่อเป็นสภาพคล่องในการดำเนินการเพื่อเป็นสภาพคล่องให้กับการรับซื้อ และโอนหนี้จาก SFIs

    สัปดาห์ที่ 6 วันที่ 4 พ.ย. 2568

    ในการประชุมครม. เศรษฐกิจ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ ได้เสนอโครงการร้านค้าคนละครึ่งพลัส ผูกระบบกับโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากเดิมที่สามารถซื้อ-ขายได้ เฉพาะร้านธงฟ้าเท่านั้น จะเปิดระบบให้ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ใช้บัตรมารูดซื้อสินค้าจากร้านค้าคนละครึ่งพลัส (แอปถุงเงิน) เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับผู้ประกอบการและให้ประชาชนสามารถใช้จ่ายได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น รวมถึงให้ร้านค้าในแอปถุงเงินสามารถขายของได้ในระยะยาว ไม่ต้องรอโครงการคนละครึ่ง และไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนใหม่ ซึ่งจะทำให้ร้านค้ามีอาชีพ ถาวรและสามารถขายของได้มากขึ้น

    สัปดาห์ที่ 7 วันที่ 11 พ.ย. 2568

    การลงทุนในอนาคต รัฐบาลมุ่งเน้นการลงทุนในภาคดิจิทัล พลังงานสะอาด และยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในอนาคต โดยการใช้เครื่องมือใหม่อย่าง BOI FasPass และ Fast Track เพื่อเร่งรัดการลงทุนในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่เป็นเป้าหมายของบีโอไอในการเร่งรัดให้เกิดการลงทุนจำนวน 80 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 480,000 ล้านบาท  ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ

    1.โครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับอนุมัติในช่วงปี 2566–2567 แต่ยังติดปัญหาไม่สามารถเริ่มดำเนินการได้ 65 โครงการ มูลค่าลงทุน 271,738 ล้านบาท  ซึ่งที่ผ่านมาบีโอไอได้เร่งประสานงานเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะรายให้กับนักลงทุนในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ทำให้มีโครงการบางส่วนสามารถเริ่มลงทุนจริงหรือมีแผนเริ่มลงทุนที่ชัดเจนแล้ว 40 โครงการ มูลค่า 148,543 ล้านบาท โดยยังเหลือโครงการที่ติดปัญหา/อุปสรรคสำคัญต่างๆ เช่น ด้านระบบส่งไฟฟ้าและพลังงานสะอาด ด้านการจัดหาพื้นที่ และใบอนุมัติ/อนุญาตต่างๆ จำนวน 25 โครงการ มูลค่า 123,195 ล้านบาท  

    และ 2.โครงการขนาดใหญ่ที่เพิ่งได้รับอนุมัติในปี 2568 ที่ประสบปัญหาคล้ายกันและจะนำมาแก้ไขในคราวเดียว กันอีก 15 โครงการ มูลค่า 216,742 ล้านบาท โดยบีโอไอจะติดตามและเร่งรัดให้โครงการทั้งหมดเดินหน้าได้ เพื่อช่วยกระตุ้นเม็ดเงินลงทุนจริงและการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ รวมถึงผลักดันการเติบโตต่อเนื่องในปี 2569

    สัปดาห์ที่ 8 วันที่ 18 พ.ย. 2568

    การพัฒนาศักยภาพของแรงงานและการ Upskill (พัฒนาทักษะ) และ Reskill (เติมทักษะ) ด้วยการพัฒนาแรงงานและผู้ประกอบการให้สามารถเข้าถึงดิจิทัลจำนวนกว่า 400,000 ราย ที่เป็นสมาชิกของร้านค้าถุงเงิน ในแอปเป๋าตัง  เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ และยังช่วยให้คนไทยสามารถสร้างรายได้ด้วยตน เองในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล โดยการช่วยเพิ่มยอดขายของให้ปังๆ ทางออนไลน์

    โดยรัฐบาลร่วมมือกับแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ออนไลน์ พร้อมร่วมมือกับธนาคารรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน และจับมือกับกรมธุรกิจการค้าเพื่ออมรมร้านค้าให้สามารถขายอาหารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ พร้อมเติมเงินจูงใจในการเรียน 20% สูงสุดไม่เกิน  2,000 บาทต่อร้านค้า ล่าสุดมีร่านค้าที่เข้าร่วมโครงการแล้ว 60,000 ร้านค้าหลังเปิดให้เรียนไม่ถึงสัปดาห์ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครการคนละครึ่งพลัส รายได้เพิ่มขึ้น 300-400 เท่า วินจักรยานยนต์รายได้เพิ่มขึ้น

    สัปดาห์ที่ 9 วันที่ 25 พ.ย. 2568

    มาตรการค่าโดยสาร 40 บาทตลอดวัน สำหรับรถไฟฟ้าสีแดง ช่วงบางซื่อ – รังสิต และ บางซื่อ – ตลิ่งชัน และรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน – คลองบางไผ่ เป็นจุดเริ่มต้นของการผลักดันนโยบายลดค่าครองชีพด้านคมนาคมภายใต้รัฐบาลนี้ ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ โดยมาตรการนี้ จะดำเนินการเป็นระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ถึง 30 พฤศจิกายน 2569 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องหลังจากมาตรการอัตราค่าโดยสารสูงสุด 20 บาท ตลอดสายสิ้นสุดลงในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568

    ทั้งนี้ อัตราค่าโดยสารที่กำหนดจะมีการเก็บไม่เกิน 40 บาทสำหรับประชาชนทั่วไป เป็นราคาเหมาทั้งวัน แต่หากขึ้นในระยะทางที่ไม่ถึงราคาค่าโดยสาร 40 บาทจะเสียตามระยะทางจริง ส่วนกลุ่มนักเรียน นักศึกษา เสียค่าโดยสารไม่เกิน 30 บาทต่อวัน

    กลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเด็กที่มีส่วนสูงเกิน 90 ซม. แต่ไม่เกิน 120 ซม. เสียค่าโดยสาร 50% จากค่าโดยสารตามอัตราปกติ/เที่ยว กลุ่มผู้ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ใช้เงินจากวงเงินที่ได้รับการจัดสรร 750 บาทต่อเดือน ขณะที่กลุ่มผู้พิการและเด็กที่ส่วนสูงไม่เกิน 90 ซม.ได้รับสิทธิ์ในการใช้บริการฟรี โดยกำหนดประเภทบัตรโดยสารเพื่อรองรับมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน คือ บัตร EMV Contactless Card

    สัปดาห์ที่ 2 ธ.ค. 2568

    “เตรียมทำอีก 1 โครงการเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีคือ การเพิ่มสภาพคล่องให้กับ SMEs รัฐบาลได้เปิดตัวโครงการเพิ่มสภาพคล่องให้กับ SMEs โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยกว่า 3 ล้านราย ด้วยการเชื่อมโยงธุรกรรมผ่านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น PromptBiz ซึ่งช่วยให้ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น   

    และในสัปดาห์ถัดไป (วันที่ 9 ธ.ค.69) กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการส่งเสริมการออม ผ่านการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลในแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง หรือ L6 จะได้รับเงินคืนจากการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล กรณีที่ซื้อสลากฯ แล้ว ไม่ถูกรางวัล ทางสำนักงานสลากฯ จะนำเงินส่วนหนึ่งไปสะสมเป็นเงินออม หรือ Cash Back โดยสำนักงานสลากฯ จะออมเงินจากกรณีดังกล่าวจนถึงอายุ 55 ปี หลังจากนั้น จะได้เงินคืนสะสมให้แก่ผู้ที่ซื้อสลากฯ รายนั้นๆ  ส่วนผู้ซื้อที่มีอายุ 56 ปี ขึ้นไป จะสามารถต้องสะสมเงินออมเป็นระยะเวลา 5 ปี ถึงจะได้รับเงินคืน

    “รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังในทุกๆ มาตรการการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสร้างโอกาสใหม่ให้กับทุกคนในสังคม” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าว พร้อมทั้งยืนยันว่า

    “แนวทางนี้ จะไม่เป็นเพียงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นเท่านั้น แต่ยังจะเป็นการสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งสำหรับอนาคตเศรษฐกิจไทย การฟื้นฟูเศรษฐกิจครั้งนี้จะเน้นการลงทุนในภาคส่วนที่มีอนาคตและสร้างงานใหม่ให้กับประชาชนไทย พร้อมกับการยกระดับศักยภาพของประชาชนและธุรกิจขนาดเล็กให้มีความสามารถในการแข่งขันในเศรษฐกิจระดับโลกอีกด้วย” ดร.เอกนิติ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ejan.co/economics/2y00s5xoyu8i&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-jslW3P8qOvidjm4EcAa7