Category: ท่องเที่ยว

  • ครม.เศรษฐกิจ คลอด 4 แพ็คเกจ ฟื้นฟู-เยียวยาน้ำท่วม ช่วย 2.9 ล้านคน

    ครม.เศรษฐกิจ คลอด 4 แพ็คเกจ ฟื้นฟู-เยียวยาน้ำท่วม ช่วย 2.9 ล้านคน

    วันนี้ (1 ธันวาคม 2568) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงผลประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ หรือ ครม.เศรษฐกิจ ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่า ที่ประชุมครม.เศรษฐกิจ เห็นชอบการออกมาตรการฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วม 4 มาตรการใหญ่ โดยจะเสนอให้กับที่ประชุมครม.พิจารณาในวันพรุ่งนี้ (2 ธ.ค.) เห็นชอบ 

    ภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ในช่วงที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจและทรัพย์สินเป็นวงกว้าง โดยกระทบกับประชาชนมากกว่า 2.9 ล้านคน และส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจในพื้นที่กว่า 5 แสนล้านบาท

    สำหรับมาตรการฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วม ทั้ง 4 มาตรการใหญ่ รัฐบาลเตรียมดึงเงินจากมาตรา 28 แห่งพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาใช้ในการฟื้นฟูและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ทั้งประชาชน และภาคธุรกิจ โดยการนำเสนอต่อครม.วันพรุ่งนี้ จะแยกออกเป็นกลุ่มหลัก 2 กลุ่ม นั่นคือ มาตรการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และมาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี สรุปได้ดังนี้

    1.การลดภาระหนี้ โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจดำเนินมาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 12 เดือน โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจจะยกเว้นการคิดดอกเบี้ยในช่วงเวลาการพักชำระหนี้ (คิดดอกเบี้ยร้อยละ 0 ต่อปี) รายละไม่เกิน 1,000,000 บาทต่อสถาบันการเงินเฉพาะกิจ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะผ่อนเกณฑ์ไม่เป็นหนี้เสีย หรือ NPL ด้วย

    ขณะเดียวกันยังมีการให้สินเชื่อเพื่อเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ เป็นสินเชื่อเพิ่มเติมภายใต้วงเงินกู้เดิมกับธนาคาร (ลูกหนี้เดิม) รายละไม่เกิน 1 แสนบาท ปลอดดอกเบี้ย 12 เดือนแรก และการให้สินเชื่อเพื่อฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย ปลอดดอกเบี้ย 12 เดือนแรก

    นอกจากนี้ ธปท.และสมาคมธนาคารไทย ยังจะผ่อนเกณฑ์ในการปล่อยสินค้า เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี รวมทั้งการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันให้ภาคธุรกิจด้วย

    2.การเก็บเงินไว้ในกระเป๋า โดยนายกฯ กำชับเรื่องการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัยตามเกณฑ์ครัวเรือนละไม่เกิน 9,000 บาท กระทรวงมหาดไทย จะเสนอที่ประชุมครม. วันพรุ่งนี้ เพื่อของบกลาง และจะเร่งเบิกจ่ายให้ถึงมือประชาชนโดยเร็ว

    ขณะเดียวกันกระทรวงการคลังได้ขยายเงินทดลองให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนำมาใช้จ่ายต่าง ๆ ได้สะดวกมากขึ้น จังหวัดละ 100 ล้านบาท พร้อมผ่อนเกณฑ์ในการเบิกจ่ายให้สามารถใช้ในกรณีฉุกเฉินเพื่อมาช่วยประชาชนที่เดือดร้อนในพื้นที่

    ด้านการประกันภัย สำหรับประชาชนที่ทรัพย์สินเสียหาย บริษัทประกันจะเร่งจ่ายค่าชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงไม่เกิน 20,000 บาท ส่วนร้านค้าต่าง ๆ จะจ่ายค่าสินไหมทดแทน 30,000 บาท ส่วนรถยนต์จะเร่งเคลมให้รวดเร็ว โดยสามารถถ่ายรูปรถยนต์ให้เห็นทะเบียนและระดับน้ำ เพื่อให้ประชาชนสามารถเคลมยนต์ได้ทันที

    ส่วนกระทรวงแรงงาน ได้ขยายระยะเวลาเงินนำส่งประกันสังคมทั้งหมด ขณะที่ลูกจ้าง จะมีการจะจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในกรณีไม่สามารถทำงานได้ในอัตรา 50% ของค่าจ้างสูงสุดไม่เกิน 180 วัน และจัดสินเชื่อให้ผู้ประกอบการเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน ในกิจการที่มีลูกจ้างไม่เกิน 200 คน กู้ได้ไม่เกินรายละ 15 ล้านบาท

    3. การลดภาระค่าใช้จ่าย โดยจะขยายเวลาชำระภาษีและค่าธรรมเนียม จะประสานกับทางกระทรวงมหาดไทย เพื่อลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ที่ประสบภัย พร้อมลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับซ่อมแซมทรัพย์สินตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท การลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อซ่อมแซมรถยนต์ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 30,000 บาท 

    ส่วนผู้ประกอบการที่มีค่าใช้จ่ายซ่อมแซมทรัพย์สิน สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักได้ 2 เท่า นอกเหนือจากนั้นผู้ที่บริจาคช่วยผู้ประสบภัย และองค์กรสาธารณกุศลต่าง ๆ ก็สามารถลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน

    4. ด้านอื่น ๆ เช่น รัฐวิสาหกิจตรวจสอบความปลอดภัยตามที่อยู่อาศัย สิ่งปลูกสร้างระบบท่อน้ำ ระบบไฟฟ้า รางรถไฟ เป็นต้น การอำนวยความสะดวกในการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด การจัดหน่วยบริการเคลื่อนที่ (Mobile Unit) ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานพันธมิตร โดยลงพื้นที่ให้คำปรึกษาและบริการต่าง ๆ ด้านการค้าระหว่างประเทศแก่ผู้ประกอบการถึงในพื้นที่ การอำนวยความสะดวกในการยื่นงบการเงินและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เป็นต้น 

    พร้อมทั้งได้มีการมอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทย พิจารณาแนวทางที่เหมาะสมและสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ และผู้ให้บริการทางการเงินอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) ที่ประสบอุทกภัยได้รับความช่วยเหลือที่สอดคล้องกับแนวทางการให้ความช่วยเหลือของสถาบันการเงินเฉพาะกิจต่อไป 

    รองนายกฯ กล่าวว่า นายกฯ ยังได้มอบหมายให้ถอดบทเรียนจากภัยพิบัติครั้งนี้ โดยขอให้นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ เป็นประธานในการถอดบทเรียนต่าง ๆ ทั้งการแก้ปัญหาในระยะสั้น และการเตรียมความพร้อมระยะยาว โดยกระทรวงต่างประเทศ จะขอความช่วยเหลือกับประเทศที่ได้มีปัญหาประสบอุทกภัย เช่น ประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำมาวางระบบในการที่จะดูแล

    นอกจากนี้นายกฯ ยังได้มอบหมายกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยว หลังจากฟื้นฟูและให้หน่วยราชการต่าง ๆ จัดสัมมนาในจังหวัดที่ประสบภัยเพื่อให้กระตุ้นการท่องเที่ยวช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ต่อไป ส่วนมาตรการลดค่าน้ำประปา และค่าไฟฟ้า ที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยรับไปดำเนินการต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/645487&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ozjDGufsdKLUCuY9vAXZS

  • “ศป.กฉ.” จ่ายเงินเยียวยาล็อตแรกวันนี้ 26,000 ราย ชี้น้ำประปาใช้ได้ 100% วันที่ 3 ธ.ค.นี้ ทหารเร่งฟื้นฟูให้ทันฤดูท่องเที่ยว | TOPNEWS

    “ศป.กฉ.” จ่ายเงินเยียวยาล็อตแรกวันนี้ 26,000 ราย ชี้น้ำประปาใช้ได้ 100% วันที่ 3 ธ.ค.นี้ ทหารเร่งฟื้นฟูให้ทันฤดูท่องเที่ยว | TOPNEWS

    “ศป.กฉ.” จ่ายเงินเยียวยาล็อตแรกวันนี้ 26,000 ราย ชี้น้ำประปาใช้ได้ 100% วันที่ 3 ธ.ค.นี้ ทหารเร่งฟื้นฟูให้ทันฤดูท่องเที่ยว

    ขณะที่นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกศูนย์ ศป.กฉ. กล่าวว่า วันนี้เข้าสู่โหมดของการฟื้นฟูและการเยียวยาแล้ว โดยการประปาส่วนภูมิภาค หรือ กปภ. สามารถจ่ายน้ำได้แล้ว 80% ยังคงมีปัญหาในบางจุด เช่น ท่อแตก อุปกรณ์ที่ยังไม่สมบูรณ์ 100% กปภ.กำลังเร่งแก้ไขและทำงาน 24 ชั่วโมง คาดว่าน้ำประปาในจังหวัดสงขลาจะกลับมาใช้ได้ 100% ในวันพุธที่ 3 ธันวาคม2568 นี้ นอกจากนี้ รัฐบาลได้หารือกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือ อบจ.สงขลา ที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องขยะ ทราบว่ามีรถเก็บขยะกว่าร้อยคัน ซึ่งหากยังไม่เพียงพอ รัฐบาลก็เปิดโอกาสให้ อบจ.สงขลาสามารถใช้วิธีจ้างเหมาบริการกับภาคเอกชนเข้ามาช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาได้ ซึ่งธงที่นายกรัฐมนตรีให้ไว้คือ 7 วันประชาชนต้องสามารถเข้าอยู่

    ในบ้านได้ ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีต้องการให้คุณภาพของอาหารที่นำไปให้ประชาชนมีคุณภาพมากกว่านี้ จึงปรับนโยบายใหม่ โดยมอบให้กระทรวงมหาดไทย ตั้งเป็นครัวในแต่ละชุมชนแทน ซึ่งมีทั้งหมด 103 จุด ซึ่งกระทรวงมหาดไทยยืนยันว่าสามารถดำเนินการพร้อมกันได้ทั้ง 103 จุดในวันนี้ ประชาชนสามารถไปรับอาหารในจุดที่แต่ละชุมชนมีให้บริการได้เลย

    ด้าน พลโทวันชนะ สวัสดี กรรมการและโฆษกศูนย์ ศป.กฉ. เปิดเผยว่า ระหว่างการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีวานนี้ ได้สั่งการให้หน่วยงานส่วนหน้าเร่งฟื้นฟูและปรับปรุงพื้นที่อย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ เนื่องจากกำลังก้าวเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว โดยมีภารกิจฟื้นฟูเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการทั้งหมด 8 งานหลัก ได้แก่ 1. การจัดระเบียบศูนย์พักพิงและบริการทางการแพทย์ 2. การเร่งรัดด้านสาธารณูปโภค ทั้งไฟฟ้า ประปา และสัญญาณโทรศัพท์ ซึ่งขณะนี้ดำเนินการได้แล้วกว่า 85% 3. การแจกจ่ายน้ำ อาหาร และถุงยังชีพ 4. การรักษาความปลอดภัย โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน 5. การดำเนินการเกี่ยวกับผู้เสียชีวิต 6. การเก็บขยะตกค้างและการจัดหาพื้นที่รวบรวม 7. การเคลื่อนย้ายยานพาหนะและสิ่งกีดขวาง และ 8. การประสานหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อชี้แจงและประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้ประชาชนรับรู้ทั่วถึง

    ทั้งนี้ บริเวณอุโมงค์ทางลอดมีน้ำขังในจุดวิกฤต 2 แห่ง กองทัพไทยได้ติดตั้งเรือผลักดันน้ำจากหน่วยพัฒนา จำนวน 5 เครื่อง มีขีดความสามารถผลักดันน้ำรวม 342,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งจะช่วยเร่งการระบายน้ำและบรรเทาปัญหาให้พื้นที่อำเภอระโนด อำเภอกระแสสินธุ์ บางส่วนของอำเภอสทิงพระ และอำเภอหาดใหญ่จะได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน ส่วนการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ ภารกิจด้านการแจกจ่ายอาหารได้แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 เขต เพื่อให้การกระจายอาหารกล่องและถุงยังชีพเข้าถึงผู้ประสบภัยอย่างทั่วถึงและรวดเร็วที่สุด

    ส่วนในเรื่องน้ำใช้ ได้จัดส่งประปาสนามจำนวน 3 ชุด ลงพื้นที่ปฏิบัติงาน โดย 2 ชุดประจำอยู่ที่สวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่ และ 1 ชุดประจำที่ศูนย์พักพิงมณฑลทหารบกที่ 42 พร้อมเดินระบบผลิตน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคของประชาชน โดยประปาสนามหนึ่งชุดมีขีดความสามารถในการผลิตน้ำได้ถึง 18,000 ลิตรต่อชั่วโมง ส่งผลให้สามารถผลิตน้ำรวมทั้งสิ้นกว่า 180,000 ลิตรต่อวัน ช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำใช้ในช่วงฟื้นฟูได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนการจัดระเบียบศูนย์พักพิงผู้ประสบอุทกภัย ขณะนี้มีการเปิดศูนย์พักพิงรวม 16 แห่ง รองรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ สำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น ยังมีห้องพักรองรับที่โรงแรม บีพี สมิหลา บีช จำนวน 20 ห้อง และสามารถขยายจำนวนห้องเพิ่มเติมได้หากประชาชนมีความต้องการเข้าพักเพิ่ม

    ด้านมาตรการดูแลความปลอดภัย ศป.กฉ.ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนและดูแลตามแนวเส้นทางต่าง ๆ ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน และขณะนี้ได้จัดกำลังลงพื้นที่ตามแผนฟื้นฟู โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 4 เขต เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นระบบและครอบคลุมมากที่สุด พร้อมเปิดรับจิตอาสาเพิ่มเติมจากภาคส่วนต่าง ๆ โดยสามารถลงทะเบียนรายชื่อ และจะถูกจัดสรรไปปฏิบัติงานตามเขตที่ต้องการกำลังเสริม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการฟื้นฟูในทุกพื้นที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1409653&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wl3EDKCfRS_VEBfhSmwVN

  • เว็บไซต์ข่าวที่หลากหลาย เข้าใจง่าย เข้าถึงทุกคน | เวิร์คพอยท์นิวส์ 23

    เว็บไซต์ข่าวที่หลากหลาย เข้าใจง่าย เข้าถึงทุกคน | เวิร์คพอยท์นิวส์ 23

    เว็บไซต์ข่าวที่หลากหลาย เข้าใจง่าย เข้าถึงทุกคน | เวิร์คพอยท์นิวส์ 23

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/business-finance/NezwCCGPr&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1R-ZGElgfx5uvenJRDzSxa

  • อุทกภัยใต้คลี่คลาย ช่วยนักท่องเที่ยวแล้ว 1,812 ราย

    อุทกภัยใต้คลี่คลาย ช่วยนักท่องเที่ยวแล้ว 1,812 ราย

    อรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงสถานการณ์นักท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยว่า โดยภาพรวมหลายจังหวัดมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน น้ำลดลงหลายจุด การคมนาคมกลับมาใช้การได้เกือบทั้งหมด และไม่มีรายงานนักท่องเที่ยวตกค้างเพิ่มเติม

    เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 กระทรวงฯ รายงานการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวม 10 ราย แบ่งเป็น ชาวจีน 4 คน, ชาวแอฟริกาใต้ 2 คน, ชาวมาเลเซีย 1 คน,  ชาวออสเตรเลีย 1 คน, ชาวสกอตแลนด์ 1 คน, ชาวสิงคโปร์ 1 คน  ยอดการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวสะสมตลอด 6 วัน อยู่ที่ 1,812 คน

    ทั้งนี้จังหวัดสตูลกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ไม่มีนักท่องเที่ยวตกค้าง โดยการเดินทางทางเรือเส้นทางปากบารา–หลีเป๊ะ ยังให้บริการตามปกติ ทั้งขาออกและขาเข้า และบริษัททัวร์ในพื้นที่ยังคงอำนวยความสะดวกในการเดินทางต่อไปยังสนามบินหาดใหญ่

    จังหวัดยะลา ระดับน้ำลดลงต่อเนื่อง การเดินทางจากยะลาไปเบตงยังสามารถทำได้ โดยต้องใช้ความระมัดระวังในบางพื้นที่ลาดชัน แหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่เปิดให้บริการตามปกติ ยกเว้นวัดหน้าถ้ำที่อยู่ระหว่างฟื้นฟู และไม่มีนักท่องเที่ยวติดค้าง

    จังหวัดปัตตานี  ยังมีฝนและน้ำท่วมขังในบางพื้นที่ ยังไม่มีรายงานนักท่องเที่ยวได้รับผลกระทบโดยตรง

    จังหวัดสุราษฎร์ธานี สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ ไม่มีรายงานนักท่องเที่ยวได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต การเดินเรือไปยังเกาะต่าง ๆ ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ แม้จะมีคลื่นลมเล็กน้อย

    จังหวัดตรัง รายงานว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย เหลือน้ำท่วมขังเพียงบางพื้นที่ โดยไม่มีนักท่องเที่ยวตกค้างหรือเสียชีวิต

    จังหวัดนครศรีธรรมราช น้ำลดลงแล้วและเข้าสู่ภาวะปกติ ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือผลกระทบต่อนักท่องเที่ยว

    “กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยังคงติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง ประสานงานใกล้ชิดกับทุกจังหวัด เพื่อให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวและประชาชนอย่างทันท่วงที พร้อมขอให้ผู้เดินทางติดตามประกาศจากหน่วยงานรัฐอย่างสม่ำเสมอเพื่อความปลอดภัยสูงสุด”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-flood-tourists&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AOs4TAg8Fr60oYzeZV3Lg

  • กำไรบริษัทแม่ “แอร์เอเชีย” ร่วงกว่า 57% ใน Q3 เซ่นพิษอัตราแลกเปลี่ยน : อินโฟเควสท์

    กำไรบริษัทแม่ “แอร์เอเชีย” ร่วงกว่า 57% ใน Q3 เซ่นพิษอัตราแลกเปลี่ยน : อินโฟเควสท์

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า แคปิตอล เอ (Capital A) บริษัทสัญชาติมาเลเซีย เจ้าของสายการบินราคาประหยัดอย่าง แอร์เอเชีย (AirAsia) รายงานว่า กำไรสุทธิของบริษัทในไตรมาส 3/2568 ซึ่งสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. ร่วงลงถึง 57.61% เมื่อเทียบปีต่อปี มาอยู่ที่ 695.38 ล้านริงกิต (ราว 5.39 พันล้านบาท) โดยสาเหตุหลักมาจากอัตราแลกเปลี่ยน

    บริษัทระบุในหนังสือชี้ชวนที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันศุกร์ (28 พ.ย.) ว่า รายได้ในไตรมาสดังกล่าวลดลง 8.13% เมื่อเทียบปีต่อปี มาอยู่ที่ 447.41 ล้านริงกิต (ราว 3.46 พันล้านบาท) ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายธุรกิจหลักต่าง ๆ ได้แก่ การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ บริการซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) และกิจการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว

    อย่างไรก็ตาม สำหรับผลประกอบการในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ กำไรสุทธิของบริษัทพุ่งขึ้นมากกว่าสองเท่า แตะที่ 2.83 พันล้านริงกิต (ราว 2.19 หมื่นล้านบาท) ขณะที่รายได้เติบโต 7.84% เมื่อเทียบปีต่อปี แตะที่ 1.28 พันล้านริงกิต (ราว 9.93 พันล้านบาท)

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/550301&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NaRcKyfbOpos6V6uUHBNc

  • ขอแสดงความยินดี ผศ.ดร.สิญาธร นาคพิน – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    ขอแสดงความยินดี ผศ.ดร.สิญาธร นาคพิน – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    ขอแสดงความยินดี ผศ.ดร.สิญาธร นาคพิน

    ขอแสดงความยินดี ผศ.ดร.สิญาธร นาคพิน

    สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ขอแสดงความยินดีแด่ อาจารย์ ดร.สิญาธร นาคพิน อาจารย์ประจำ คณะการจัดการการท่องเที่ยว ในโอกาสที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาขาวิชาบริหารธุรกิจ อนุสาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยวและบริการ ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/nida-congrats-siyathorn-nakphin/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17DiHc-5PJ8Dkm7NKCkCnE

  • สวนนงนุชพัทยา ลงทุนโซลาร์รูฟท็อป 3.5 เมกะวัตต์ เดินหน้าท่องเที่ยวสีเขียวอย่างยั่งยืน

    สวนนงนุชพัทยา ลงทุนโซลาร์รูฟท็อป 3.5 เมกะวัตต์ เดินหน้าท่องเที่ยวสีเขียวอย่างยั่งยืน

    สวนนงนุชพัทยาทุ่ม 60 กว่าล้าน ลงทุนโซลาร์รูฟท็อป 3.5 เมกะวัตต์ ลานจอดรถพลังงานแสงอาทิตย์ หนุนท่องเที่ยวสีเขียว ลดคาร์บอน พร้อมมีตู้ชาร์จไฟรองรับรถยนต์ไฟฟ้า

        เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 สวนนงนุชพัทยา ประกาศเดินหน้าสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวสีเขียวอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการลงนามสัญญาติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ขนาด 3,503 กิโลวัตต์-พีค พร้อมพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน       นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายอุปกรณ์ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) แบบเบ็ดเสร็จ มีกำลังการติดตั้งรวม 3,503.00 kWp มูลค่ากว่า 60 ล้านบาท โดยสวนนงนุชพัทยาเป็นผู้ลงทุนและมอบหมายให้บริษัท อิเรเดี๊ยน โซล่า จำกัด เป็นผู้ดำเนินการติดตั้งและบริหารจัดการระบบพลังงานดังกล่าว       นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เปิดเผยภายหลังการลงนามในสัญญาซื้อขายอุปกรณ์ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาแบบเบ็ดเสร็จ โดยโครงการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของสวนนงนุชพัทยา ในการขับเคลื่อนนโยบายการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และส่งเสริมความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 4 ประการ ได้แก่

    1. การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก : การออกแบบ “ลานจอดรถพลังงานแสงอาทิตย์” ซึ่งไม่เพียงให้ร่มเงาและลดความร้อนแก่รถยนต์ของนักท่องยื่นแล้ว ยังช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการให้บริการ
    2. การรองรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) : การจัดเตรียมสถานีชาร์จแบตเตอรี่สำหรับรถไฟฟ้าโดยเฉพาะ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวที่ใช้รถ EV ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้น พร้อมตู้ชาร์จไฟรองรับรถยนต์ไฟฟ้า แก่ผู้ที่มาเที่ยวสวนนงนุชฯ
    3. การลดการปล่อยคาร์บอน : โครงการนี้สนับสนุนนโยบายการลดคาร์บอนเครดิตอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม
    4. การเพิ่มสัดส่วนพลังงานทางเลือก : การนำพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดมาใช้ผลิตไฟฟ้าภายในพื้นที่สวน จะช่วยลดการพึ่งพาพลังงานจากระบบหลัก ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และลดรอยเท้าคาร์บอนขององค์กร
    โดยสวนนงนุชพัทยา ได้ยกระดับมาตรฐานด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการให้บริการนักท่องเที่ยวอย่างครบวงจร เพื่อก้าวสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวสีเขียว (Green Attraction) ลดคาร์บอน เพื่อให้โลกมีสิ่งแวดล้อมที่ดีงามต่อไป

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/news/pr/95290/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rdr9gajFAb05njnfGPfT6

  • สัมผัสความผ่อนคลายตลอดสุดสัปดาห์พร้อมสัตว์เลี้ยงของคุณที่โรงแรมสเตย์บริดจ์ สวีท แบงค็อก

    สัมผัสความผ่อนคลายตลอดสุดสัปดาห์พร้อมสัตว์เลี้ยงของคุณที่โรงแรมสเตย์บริดจ์ สวีท แบงค็อก

    สัมผัสความผ่อนคลายตลอดสุดสัปดาห์พร้อมสัตว์เลี้ยงของคุณที่โรงแรมสเตย์บริดจ์ สวีท แบงค็อก ทองหล่อ

    ให้คุณและสัตว์เลี้ยงได้พักผ่อนในช่วงสุดสัปดาห์ที่สเตย์บริดจ์ สวีท แบงค็อก ทองหล่อ โรงแรม Pet Friendly บรรยากาศอบอุ่นใจกลางย่านทองหล่อย่านที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ออกแบบให้คุณรู้สึกเสมือนบ้าน ห้องสวีทขนาดกว้างขวางที่สามารถรองรับสัตว์เลี้ยงพร้อมด้วยเซ็ตอัพพิเศษและไอศกรีมสำหรับสัตว์เลี้ยง ให้คุณและเพื่อนรักขนฟูได้ผ่อนคลายอย่างเต็มที่และมีช่วงเวลาที่น่าประทับใจร่วมกัน

    ภายในโรงแรมมีพื้นที่สำหรับคุณและสัตว์เลี้ยงให้ได้ใช้เวลาด้วยกันอย่างเพลิดเพลิน ไม่ว่าจะเป็น The Patio สวนลอยฟ้าที่สามารถพาน้องเดินเล่นและพักผ่อนได้อย่างสบายๆ รวมทั้งยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอีกมากมายให้คุณได้ผ่อนคลาย อาทิ ออนเซ็นสไตล์ญี่ปุ่น ซาวน่า สระว่ายน้ำ ฟิตเนส และ The Den โคเวิร์กกิ้งสเปซที่เปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม The Social Night พร้อมเครื่องดื่มและของทานเล่นฟรี ให้คุณได้พบปะและทำความรู้จักเพื่อนใหม่ๆ ทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์ เวลา 17.30-18.30 น.

    ไม่ว่าคุณจะเลือกพักผ่อนสบายๆ ในห้องพัก หรือออกมาใช้พื้นที่ส่วนกลางที่อบอุ่นและผ่อนคลาย สเตย์บริดจ์ สวีท แบงค็อก ทองหล่อ พร้อมให้คุณและสัตว์เลี้ยงได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างลงตัว

    โรงแรมตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท 55 ใกล้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสทองหล่อ ทำให้การเดินทางง่ายดายและสะดวกสบาย รายล้อมไปด้วยคาเฟ่ Pet Friendly และพื้นที่สีเขียวที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง ทำให้การออกไปเดินเล่นหรือหาที่นั่งชิลกับเพื่อนรักขนฟูเป็นเรื่องง่ายและเพลิดเพลินตลอดการเข้าพัก

    สอบถามข้อมูลหรือสำรองห้องพักได้ที่เบอร์โทรศัพท์ +66 (0) 2059 8999 หรืออีเมล [email protected] หรือจองตรงที่เว็บไซต์ https://bit.ly/bkkth_petgetaway


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12770176&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xHfdSJN7WLvXPOxH4-v3L

  • ท่องเที่ยวเชียงใหม่ไฮซีซั่นเริ่มคึกคัก งานยี่เป็งช่วยกระตุ้น แต่ตลาดจีนยังไม่ฟื้น

    ท่องเที่ยวเชียงใหม่ไฮซีซั่นเริ่มคึกคัก งานยี่เป็งช่วยกระตุ้น แต่ตลาดจีนยังไม่ฟื้น

    สถานที่ท่องเที่ยวทั้งในตัวเมืองและพื้นที่รอบนอกของจังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงเริ่มต้นฤดูกาลท่องเที่ยว หรือไฮซีซั่น พบว่ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวกันอย่างต่อเนื่อง

    ททท.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาจังหวัดเชียงใหม่ในช่วงนี้จะมาจากทางยุโรป อเมริกา เกาหลี ญี่ปุ่น ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน แต่กลับพบว่านักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเข้ามามีจำนวนน้อยยังไม่เพิ่มขึ้น และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นมากนัก

    จากเทศกาลที่เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งแม่เหล็กดึงดูดให้ชาวต่างชาติเข้ามายังจังหวัดเชียงใหม่ก็คือ งานประเพณียี่เป็ง หรือเทศกาลลอยกระทง ซึ่งภาคการท่องเที่ยวต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ในปีนี้ถือว่าประสบความสำเร็จคึกคักเป็นอย่างมาก มีนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติเข้ามาร่วมงานและส่วนใหญ่รู้สึกประทับใจ ถือเป็นสัญญาณบวกว่าในช่วงไฮซีซั่นที่เหลือนี้จะมีคนเดินทางเข้ามาเที่ยวและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีสู่สายตาชาวโลก แต่ความหวังที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีนกลับมานั้นก็ยังคงเป็นเรื่องที่ยาก

    Chiang Mai-high-tourist-season-is-starting-to-get-busy-but-the-Chinese-market-has-yet-to-recover-SPACEBAR-Photo01.jpg

    Chiang Mai-high-tourist-season-is-starting-to-get-busy-but-the-Chinese-market-has-yet-to-recover-SPACEBAR-Photo02.jpg

    หากมาดูสถิติ ในเดือนตุลาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 23,012 คน ในปี 2567 เป็น 23,665 คน ในปี 2568 ซึ่งถือว่าแตกต่างกันเพียงหลักร้อยคนเท่านั้น ข้อมูลจากกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา ในภาพรวมทั้งประเทศจะพบว่าในห้วงเวลาเดียวกันนักท่องเที่ยวชาวจีนมีจำนวนลดลงอย่างมากจาก 459,819 คน ในปี 2567 เป็น 357,445 คน ในปี 2568

    ไพศาล สุขเจริญ นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือตอนบน ให้ข้อมูลว่า ช่วงวันหยุดวันชาติจีนในปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเข้ามาเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ไม่ได้เพิ่มขึ้น แม้ในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมาโรงแรมในจังหวัดเชียงใหม่ถือว่าค่อนข้างคึกคัก  อัตราการเข้าพักอยู่ที่ร้อยละ 80 ถึง 90 แต่ว่านักท่องเที่ยวชาวจีนอยู่ประมาณ 20-30%  ส่วนบรรยากาศในภาพรวมที่ดูคึกคักมาจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติหลากหลายพื้นที่รวมถึงนักท่องเที่ยวคนไทยเนื่องจากอยู่ในช่วงวันหยุดยาว 

    โดยนักท่องเที่ยวชาวจีนก็มีพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป จะอยู่ภายในโรงแรมมากขึ้น ไม่ค่อยออกไปท่องเที่ยวมากนัก  ส่วนใหญ่จะไปท่องเที่ยววันเดียวหรือท่องเที่ยวที่ไม่ห่างไกลจากโรงแรมมาก  คนจีนที่มาเชียงใหม่ส่วนใหญ่จะมาท่องเที่ยวแบบครอบครัวค่อนข้างมาก ในลักษณะที่เหมือนกับหลายปีก่อนที่มาเป็นกลุ่มวัยรุ่นจะน้อยลง

    “ในส่วนของเทศกาลลอยกระทงหรืองานยี่เป็งที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวจากฝั่งยุโรป อเมริกา  ญี่ปุ่น เกาหลีเป็นส่วนใหญ่  ซึ่งแตกต่างจากหลายปีที่ผ่านมาที่เป็นเชียงใหม่คนจีนเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวหลัก ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าแปลกใจสำหรับภาคการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่”

    “ทีแรกก็กังวลว่าเสียการตลาดจากประเทศจีนไป แต่หลังจากที่เราประสบความสำเร็จก็คือเชียงใหม่ยังเป็นแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวในกลุ่มของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และที่สำคัญก็คือนักท่องเที่ยวเดินทางมาและมีความประทับใจเป็นอย่างมาก ที่ได้เห็นและร่วมเรียนรู้กับศิลปะวัฒนธรรมของล้านนา ก็คาดหวังว่าไฮซีซั่นและปี 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มมากขึ้นอีก ส่วนความหวังอีกสิ่งก็อยากให้รัฐบาลที่ดูแลการท่องเที่ยวให้เกิดความยั่งยืน” ไพศาล กล่าว

    Chiang Mai-high-tourist-season-is-starting-to-get-busy-but-the-Chinese-market-has-yet-to-recover-SPACEBAR-Photo03.jpg

    Chiang Mai-high-tourist-season-is-starting-to-get-busy-but-the-Chinese-market-has-yet-to-recover-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ด้านพัลลภ แซ่จิว รองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ได้แสดงความคิดเห็นว่า ในช่วงวันชาติจีนซึ่งเป็นวันหยุดยาวของคนจีนที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีอะไรที่พิเศษ นักท่องเที่ยวก็เดินทางมาตามปกติไม่ได้มีเที่ยวบินเหมาลำเดินทางมาเชียงใหม่ เหมือนกับช่วงที่นักท่องเที่ยวจีนแห่มาเที่ยวเชียงใหม่ก่อนโควิด19

    ทั้งนี้ในช่วงวันชาติจีน ประเทศเกาหลีก็หยุดเช่นกันก็ทำให้ไม่ใช่แค่คนจีนที่เดินทางมาเที่ยวประเทศไทยหรือจังหวัดเชียงใหม่ก็ทำให้ในปีนี้ทำให้เห็นว่าคนเกาหลีก็มาเที่ยวเชียงใหม่เยอะเช่นกัน 

    Chiang Mai-high-tourist-season-is-starting-to-get-busy-but-the-Chinese-market-has-yet-to-recover-SPACEBAR-Photo05.jpg

    พัลลภ กล่าวต่อว่าในช่วงนี้คนจีนก็นิยมเดินทางไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นมากขึ้น แต่ส่วนตัวก็มองว่าอาจจะไม่นาน เวลาน่าจะอยู่ประมาณสองปี คนจีนก็จะหันกลับมาเที่ยวที่ประเทศไทยเพิ่มขึ้น แต่จะค่อยๆ มาไม่ได้มาทีเดียวจำนวนมากในครั้งเดียว

    “ที่ประเทศญี่ปุ่นที่คนจีนชอบอีกอันนึงก็คือไม่ได้กีดกันให้ชาวต่างชาติไปทำธุรกิจ ซึ่งชาวจีนตอนนี้นอกจากเดินทางไปท่องเที่ยวแล้วก็ยังมีความตั้งใจไปหาช่องทางในการทำธุรกิจในต่างประเทศด้วย ก็ทำให้ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในตัวเลือกของจีนช่วงนี้”

    “ระหว่างนี้เราก็ต้องเป็นตัวเองให้ได้มากที่สุดพร้อมกับรักษาคุณภาพเอาไว้ให้ดี ให้นักท่องเที่ยวได้รับความปลอดภัยอย่างเต็มที่ คนไม่น่ารักในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวก็ต้องพยายามขับออกและจัดการให้ได้ การหาตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มใหม่ก็เป็นสิ่งสำคัญ พร้อมกับการรักษานักท่องเที่ยวที่ให้ความสนใจในประเทศไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ต้องไม่ให้เกิดภาพลักษณ์ด้านลบให้ไปสู่สายตาชาวโลก”

    “ส่วนสินค้าใหม่ๆ ทางการท่องเที่ยวก็ต้องสอดคล้องกับเทรนการท่องเที่ยวของโลกในสมัยนี้พร้อมๆ กับถ่ายทอดวิถีชีวิตอัตลักษณ์วัฒนธรรมของไทยให้โดดเด่นมากขึ้นด้วย” พัลลภ กล่าว

    Chiang Mai-high-tourist-season-is-starting-to-get-busy-but-the-Chinese-market-has-yet-to-recover-SPACEBAR-Photo06.jpg

    Chiang Mai-high-tourist-season-is-starting-to-get-busy-but-the-Chinese-market-has-yet-to-recover-SPACEBAR-Photo07.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/chiang-mai-high-tourist-season-is-starting-to-get-busy-but-the-chinese-market-has-yet-to-recover&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Sdz4jNACsia7-dfgsjR82

  • ปลัดฯหนองบัวลำภู เปิดโครงการ ยกระดับผู้ประกอบการท่องเที่ยว

    ปลัดฯหนองบัวลำภู เปิดโครงการ ยกระดับผู้ประกอบการท่องเที่ยว

    ปลัดฯหนองบัวลำภู เปิดโครงการ ยกระดับผู้ประกอบการท่องเที่ยว

    วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ ห้องประชุมโรงแรมภูฟ้ารีสอร์ท อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู นายกำธร วิเชฏฐพงศ์ ปลัดจังหวัดหนองบัวลำภู ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ จัดอบรมยกระดับพัฒนาเพิ่มมาตรฐานศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยว และการบริการจังหวัดหนองบัวลำภู ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวจังหวัดหนองบัวลำภู ,องค์กรภาคเอกชน เข้าร่วมโดยอบรม รุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 มี ดร.อรรจน์ สีหะอำไพ เป็นวิทยากรในการบรรยาย

    โดยมี นายสุวิทย์ ศรีขันธ์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการหัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาด้านการท่องเที่ยว สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดหนองบัวลำภู เป็นผู้กล่าวรายงาน วัตถุประสงค์เพื่ออบรมยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว เป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยพัฒนาคุณภาพการให้บริการเรื่องท่องเที่ยว การอบรมนี้เน้นเสริมสร้างความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่ดีแก่ผู้ประกอบการ เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวได้อย่างมืออาชีพ นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจแนวทางการบริหารจัดการที่เป็นมาตรฐานสากล เช่น การรักษาสิ่งแวดล้อม การดูแลความปลอดภัย และการส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น การยกระดับมาตรฐานเหล่านี้ไม่เพียงแต่ เพิ่มความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว แต่ยังส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของจังหวัดหนองบัวลำภู และประเทศในวงกว้าง

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/931545&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KaJmZR-3cB96aaUICE1fV