Category: ท่องเที่ยว

  • เชอราตันหัวหิน รีสอร์ทแอนด์สปา ตอกย้ำความเป็นจุดหมายปลายทางแห่งครอบครัวระดับประเทศ คว้ารางวัล

    เชอราตันหัวหิน รีสอร์ทแอนด์สปา ตอกย้ำความเป็นจุดหมายปลายทางแห่งครอบครัวระดับประเทศ คว้ารางวัล

    เชอราตันหัวหิน รีสอร์ทแอนด์สปา ตอกย้ำความเป็นจุดหมายปลายทางแห่งครอบครัวระดับประเทศ คว้ารางวัล

    โรงแรมเชอราตันหัวหิน รีสอร์ทแอนด์สปา สร้างชื่อเสียงให้กับวงการท่องเที่ยวไทยอีกครั้ง ด้วยการคว้ารางวัลอันทรงเกียรติ “Thailand’s Leading Family Resort 2025” จากเวที World Travel Awards ซึ่งเป็นรางวัลระดับนานาชาติที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกในฐานะ “รางวัลออสการ์แห่งอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    การได้รับรางวัลในครั้งนี้ จากการที่นักเดินทางจากทั่วโลกและผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวร่วมลงคะแนนเสียงมอบรางวัลให้กับรีสอร์ทที่มีความโดดเด่นด้านบริการและประสบการณ์การพักผ่อนสำหรับครอบครัวอย่างแท้จริง

    เชอราตันหัวหิน รีสอร์ทแอนด์สปา ตอกย้ำความเป็นจุดหมายปลายทางแห่งครอบครัวระดับประเทศ คว้ารางวัล

    เชอราตันหัวหิน รีสอร์ทแอนด์สปา ถือเป็นรีสอร์ทริมชายหาดที่ครอบครัวทั่วประเทศและต่างประเทศไว้วางใจมายาวนาน ด้วยเอกลักษณ์ของพื้นที่ขนาดใหญ่เชื่อมโยงด้วยสระลากูนรอบรีสอร์ท ห้องพักกว้างขวางที่ออกแบบเพื่อการพักผ่อนร่วมกัน และบริการที่อบอุ่นในแบบเชอราตัน

    รีสอร์ทยังมีกิจกรรมสำหรับทุกช่วงวัย ทั้ง คิดส์คลับที่เต็มไปด้วยความสนุกและการเรียนรู้ และกิจกรรม Side by Side ที่เชื่อมโยงสมาชิกทุกคนในครอบครัวให้ได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นเวิร์กช็อปศิลปะ การปลูกต้นไม้ หรือกิจกรรมที่ส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น

    ในด้านอาหารและเครื่องดื่ม ผู้เข้าพักยังสามารถเลือกอิ่มอร่อยกับห้องอาหารหลากหลายสไตล์ ตั้งแต่รสชาติไทยต้นตำรับริมทะเล ไปจนถึงอาหารนานาชาติที่รังสรรค์ด้วยวัตถุดิบท้องถิ่นอย่างพิถีพิถัน เพื่อสร้างประสบการณ์มื้อพิเศษให้เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของครอบครัว

    นิโคไล มิทเชลล์ ผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมฯ กล่าวว่า “รางวัลนี้เป็นความภาคภูมิใจของทีมงานทุกคน และเป็นกำลังใจสำคัญที่ทำให้เรามุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านบริการและสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อให้เชอราตันหัวหินฯ เป็นสถานที่ที่ทุกครอบครัวได้มาพักผ่อน เล่นสนุก และสร้างช่วงเวลาที่น่าจดจำร่วมกัน เราขอขอบคุณแขกทุกท่านที่มอบความไว้วางใจและสนับสนุนเรามาโดยตลอด”

    รางวัลนี้ยังสะท้อนแนวคิดหลักของแบรนด์เชอราตันในฐานะ “The World’s Gathering Place” จุดหมายปลายทางที่ผู้คนจากทั่วโลกสามารถมาพบปะ เชื่อมโยง และแบ่งปันช่วงเวลาแห่งความสุขร่วมกัน ผ่านบริการที่อบอุ่นและบรรยากาศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อนช่วงสุดสัปดาห์ หรือวันหยุดยาวของครอบครัว เชอราตันหัวหิน รีสอร์ทแอนด์สปา พร้อมต้อนรับทุกท่านให้มาสัมผัส “รีสอร์ทสำหรับครอบครัวที่ดีที่สุดในประเทศไทย” ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกแล้ววันนี้

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองห้องพักได้ที่: โทรศัพท์: 032 708 000 อีเมล: [email protected] เว็บไซต์: www.sheratonhuahin.com,


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12769231&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HGJ5Mp9QJlKcL3IDJymDG

  • รื้อใหญ่แผนลงทุน EEC แก้สัญญาอู่ตะเภา-ไฮสปีด ต้องมองภาพรวม ดันท่องเที่ยวเมืองใหม่อีอีซี

    รื้อใหญ่แผนลงทุน EEC แก้สัญญาอู่ตะเภา-ไฮสปีด ต้องมองภาพรวม ดันท่องเที่ยวเมืองใหม่อีอีซี

    แผนการลงทุนในพื้นที่เมืองการบินภาคตะวันออกหรืออีอีซี ล่าสุดมีเพียงการก่อสร้างโครงการรันเวย์ 2 และโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา หรือ MRO อู่ตะเภาเท่านั้นที่มีความคืบหน้าในการก่อสร้าง โดยจะเริ่มตอกเสาเข็มก่อสร้างรันเวย์ 2 ได้ในวันที่ 28 พ.ย.นี้ อีอีซี ยังไฟเขียวให้การบินไทยเช่าพื้นที่ 210 ไร่ในการลงทุน MRO แล้ว

    ดังนั้นก็จะเหลือเพียง 2 บิ๊กโปรเจ็กต์ คือ โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ซึ่งดำเนินการโดยบริษัทอู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่นจำกัด หรือUTAและโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งดำเนินการโดยเอเชีย เอราวัน จำกัด หรือซีพี ที่ยังคงอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อขอปรับแก้ไขสัญญา หลังจากโควิดทำให้การคาดการณ์จำนวนผู้โดยสารไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้

    รื้อใหญ่แผนลงทุน EEC แก้สัญญาอู่ตะเภา-ไฮสปีด ต้องดูภาพรวม

    ต่อเรื่องนี้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และประธานคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่าโครงการแผนพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินอู่ตะเภา โดยบริษัท UTAรวมถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โดยเอเชีย เอราวัน จำกัด หรือซีพี ภาคเอกชนผู้ลงทุนใน 2 โครงการนี้ต่างต้องการขอปรับแก้ไขสัญญา

    เนื่องจากปริมาณผู้โดยสารที่จะมาใช้บริการสนามบินรวมถึงจำนวนผู้ใช้บริการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ที่เคยคำนวณไว้ก่อนหน้านี้ ไม่ได้เป็นไปตามที่เคยคำนวณไว้ หรือผิดไปหมด หลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19

    อัพเดทบิ๊กโปรเจ็คลงทุนในอีอีซี

    การพิจารณาในเรื่องการเสนอขอแก้ไขสัญญา จะพิจารณาเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งจะไม่สามารถทำได้ เพราะต้องดูเป็นภาพใหญ่ของ ECC ทั้ง สนามบิน รถไฟความเร็วสูง และพื้นที่เมืองใหม่ EEC รวมขององค์ประกอบทั้งหมดในพื้นที่ EEC

    ทั้งนี้กรณีที่เอกชนเสนอให้ลดจำนวนการรองรับผู้โดยสารของสนามบินที่จะเริ่มต้นที่ 3 ล้านคน และลดสเกลแผนการลงทุนในภาพรวมของโครงการลง การตัดสินใจในเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะการเดินทางไปสนามบิน และผู้โดยสารที่จะใช้บริการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน มีความสัมพันธ์กัน หากพิจารณาเพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง โครงการลงทุนสำคัญใน EEC จะไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้

    ดังนั้นในการประชุมคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในช่วงเดือนธันวาคมนี้ ก็จะมีการเรียกทั้งเอกชนผู้ลงทุนทั้ง 2 โครงการ และ EEC มาหารือร่วมกันทั้ง 3 ฝ่าย เพื่อประเมินโครงการทั้งหมดใหม่ หาวิธีในการพัฒนา EEC ให้ไปต่อได้ โดยดูในภาพใหญ่ โดยผมได้หารือกับเลขาธิการ EEC และได้ให้นโยบายว่า EEC ต้องหาแนวทางในการพัฒนาโครงการ EEC ให้มากกว่านี้ โดยเน้นการมองภาพใหญ่เป็นสำคัญ ซึ่ง EEC ต้องประเมินโครงการพัฒนาทั้ง 2 โครงการนี้ใหม่หมด เพราะเป็นโครงการที่เกี่ยวเนื่องกัน

    จี้อีอีซี จัดสรรพื้นที่เมืองใหม่ 1 หมื่นไร่ ดันโปรเจ็กต์แม่เหล็กท่องเที่ยว

    การที่เอกชนวิตกว่าจำนวนผู้ใช้บริการน้อยลงกว่าที่คำนวณไว้ หลังเกิดโควิด ผมก็ให้ทาง EEC ไปมองการผลักดันให้เกิดโปรเจ็กต์ใหญ่ๆ ที่จะสามารถดึงดูดให้มวลชน เข้ามาในพื้นที่ให้ได้ ไม่ใช่แค่เพียงการเข้ามาลงทุนโรงงานในพื้นที่เมืองใหม่อีอีซี แต่ต้องเป็นโปรเจ็กต์เสริม เช่น ด้านการท่องเที่ยว การกีฬา หรือ Entertainment โดยทางอีอีซี ก็มีแผนจะไล่ซื้อที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือสปก.เพื่อนำมาพัฒนา ซึ่งมีพื้นที่นับหมื่นไร่ โดยเน้นการเชิญชวนให้เอกชนเข้ามาลงทุน

    อาทิ การเชิญชวนให้โครงการขนาดใหญ่ อย่างสวนสนุกระดับโลก เช่น ดิสนีย์ แลนด์ (Disney) เข้ามาลงทุน โครงการเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ คอมเพล็กซ์ ที่ไม่มีกาสิโน หรือแม้แต่โครงการสร้างศูนย์กีฬานานาชาติในพื้นที่บางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งทางการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เสนอเข้ามาเพื่อขอพื้นที่ในเขต EEC โดยเสนอมา 1,500 ไร่ เพื่อก่อสร้างสเตเดียมฟุตบอลจุได้ 80,000 คน โรงแรมขนาด 5 ดาว เพื่อรองรับบ้านพักนักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขันต่างๆ,ศูนย์การแพทย์ครบวงจร

    แต่ผมอยากให้เสนอมามากกว่า 1,500 ไร่ มากกว่าที่เสนอมาในตอนแรก จะขอเผื่อไปเป็น 2-5 พันไร่ก็ได้ เผื่อไว้สำหรับการดึงนักลงทุนอื่นๆมาสร้างโครงการขนาดใหญ่ ที่จะสามารถดึงดูดคนจำนวนมากเข้ามาในพื้นที่ได้

    เนื่องจากรัฐบาลไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในการบริหารจัดการ และไม่สามารถลงทุนไหว การลงทุนและบริหารจัดการต้องเป็นมืออาชีพเท่านั้น อีอีซีต้องวางแลนด์สเคปการจัดสรรพื้นที่ทั้งหมดในอีอีซี เอาพื้นที่มาขึงดูการใช้พื้นที่ที่มีความชัดเจน มีการจัดสรรพื้นที่ที่ชัดเจน เพื่อเชิญชวนนักลงทุนจากทั่วโลก

    เช่น อเมริกา ตะวันออกกลาง จีน ให้มาลงทุนในด้านที่ตนเองเชี่ยวชาญ โดยอาจมีการให้สิทธิประโยชน์เป็นสัมปทานระยะยาว 10, 20, 30 หรือ 50 ปี เพื่อดึงให้คนเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่ ซึ่งถ้ามีโครงการลงทุนที่จะดึงดูดมวลชนได้ คนก็จะมาใช้บริการสนามบินและรถไฟฟ้าเชื่อม 3 สนามบินได้ตามที่วางไว้

    ส่วนโครงการในอีอีซี ที่มีความคืบหน้าที่น่าจะดำเนินการได้ก่อน คือ โครงการ “ศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภา” หรือ MRO อู่ตะเภา เพราะเป็นโครงการที่แยกจาก 2 โครงการหลักที่กำลังมีปัญหาในของการปรับแก้ไขสัญญาที่ยังไม่ได้ข้อสรุป นายพิพัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

    อีอีซี ไฟเขียวการบินไทยเช่าพื้นที่ลงทุน MRO หมื่นล้าน 

    ด้านนายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยว่าโครงการพัฒนาในพื้นที่อีอีซีที่ในขณะนี้มีความชัดเจนที่จะเริ่มลงทุนได้ก่อน คือ โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา (MRO – Maintenance, Repair, and Overhaul) หรือ MRO อู่ตะเภา ซึ่งขณะนี้ EEC ได้เจรจากับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ในการเช่าพื้นที่ 210 ไร่ ลงทุนพัฒนาเรียบร้อยแล้ว

    โดยการบินไทย จะนำเสนอขออนุมัติจากคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัทฯก่อน ก่อน ซึ่งคาดว่า น่าจะมีการลงนามในสัญญาเช่าได้ในเดือน ม.ค. 2569 นี้ โดยเป็นการเช่าพื้นที่ 50 ปี ลงทุนราว 1 หมื่นล้านบาท ส่วนการเริ่มก่อสร้างขึ้นอยู่กับการบินไทยว่า จะเริ่มเมื่อไหร่ เนื่องจากต้องดำเนินการออกแบบและขออนุญาตก่อสร้างต่อไป

    ตามสัญญาการบินไทยต้องจ่ายค่าเช่าตามที่กำหนด และต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ ให้กับรัฐ โดยส่วนแบ่งรายได้จะเริ่มเก็บตั้งแต่ปีที่ 5 โดย ปีที่ 5-10 จะต้องจ่ายส่วนแบ่ง 3% ของรายได้ ปีที่ 10-15 จ่ายส่วนแบ่ง 5% ของรายได้ ปีที่ 15 เป็นต้นไป จ่ายส่วนแบ่ง 7% ของรายได้

    นอกจากนี้โครงการก่อสร้างทางวิ่ง (รันเวย์) ที่ 2 และทางขับ (แท็กซี่เวย์)ของสนามบินอู่ตะเภา ทางอิตาเลียนไทย จะเริ่มต้นการก่อสร้างในวันที่ 28 พ.ย.2568 นี้ โดยในส่วนรันเวย์ช่วงที่มีอุโมงค์รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ลอดอยู่ด้านใต้นั้นจะมีกรอบระยะเวลาที่สามารถรอได้ประมาณ 18 เดือน ไม่มีผลกระทบต่อการเริ่มต้นก่อสร้างรันเวย์แต่อย่างใด

    สำหรับในส่วนของโครงการพัฒนาท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ในขณะนี้ UTA อยู่ระหว่างการศึกษาจำนวนผู้โดยสารใหม่ หลังได้รับผลกระทบจากโควิด ซึ่งเดิมกำหนดให้เริ่มก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ ระยะแรกรองรับผู้โดยสาร 12 ล้านคน และขยายสูงสุดรับผู้โดยสาร 60 ล้านคน

    สนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก

    แต่หากเอกชนจะมีการลดการก่อสร้างในระยะแรกลงเหลือ 3 ล้านคน ก็ต้องมีผลการศึกษาออกมา ให้ EEC พิจารณาก่อน ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจใดๆตัวเลข โดยหากยังคงอยู่ในกรอบที่กำหนด ก็ไม่จำเป็นต้องเข้า ครม. แต่หากมีการเปลี่ยนโดยลดจำนวนผู้โดยสารจาก 60 ล้านคนลง จะต้องนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.)

    อัพเดท UTA – ซีพี ขอเสนอแก้สัญญาอู่ตะเภา-ไฮสปีด 3 สนามบิน

    นายพุฒิพงศ์ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ถือหุ้นบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด หรือ UTA กล่าวว่า ในขณะนี้ UTA อยู่ระหว่างคาดการณ์จำนวนผู้โดยสารใหม่ เพื่อเจรจากับ EEC ในการปรับสัญญาลงทุน โดยจะเสนอลงทุนสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ในเฟสแรก จาก 12 ล้านคน เหลือเริ่มที่ 3 ล้านคน และหากสถานการณ์ดีขึ้น ผู้โดยสารเดินทางกลับเข้ามาเร็ว ก็อาจกลับไปเป็น 12 ล้านคนได้ในไม่นาน

    พุฒิพงศ์ปราสาททองโอสถ

    รวมถึงอาจจะพิจารณาขอลดจำนวนการก่อสร้างทั้งโครงการต่ำกว่า 60 ล้านคน เพราะตัวเลขที่เคยคำนวณไว้ใช้ไม่ได้แล้วในสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะก่อนโควิด สนามบินอู่ตะเภามีผู้โดยสารใช้บริการ 2 ล้านคน แต่ปัจจุบันมีผู้โดยสารใช้บริการเพียง 400,000 คนเท่านั้น แผนเดิมนั้นไม่ใช่ตัวเลขที่เหมาะสมอีกต่อไป จำเป็นต้องมีการคำนวณตัวเลขใหม่ทั้งหมด ที่อาจจะเหลือไม่ถึง 30-40 ล้านคน

    อย่างไรก็ตามหากมีการปรับลดขนาดการลงทุนก็ต้องมีการปรับปรุงตัวเลขผู้โดยสารและการจ่าย minimum guarantee ใหม่ด้วยเช่นกัน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงและการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ รวมถึงข้อเสนอเดิมที่เคยยื่นไปแล้วแต่ยังไม่ได้รับการเสนอ เช่น เรื่องภาษี และสิทธิประโยชน์ของคนที่เข้ามาทำงานในพื้นที่โครงการ ทั้งนี้ก็ยังคงต้องหารือกับทาง EEC ให้ได้ข้อสรุปต่อไป โดย UTA วางกรอบการลงทุนไว้ประมาณปีกว่า ๆ ในการทำให้เรื่องทุกอย่างจบ เพื่อเริ่มโครงการได้ เพราะอยากให้โครงการนี้ดำเนินการได้

    ส่วนโครงการ MRO อู่ตะเภา ของบางกอกแอร์เวย์ส การบินไทยจะเช่าพื้นที่ 210 ไร่ จาก EEC มาพัฒนา โดยการบินไทย จะรับผิดชอบการทำโครงสร้างพื้นฐานหลัก (infrastructure หลัก) และการบินไทย จะแบ่งพื้นที่ให้บางกอกแอร์เวย์ส 30 ไร่ มาพัฒนาโรงซ่อมเครื่องบินลำตัวแคบ ซึ่งเฉพาะพื้นที่ในส่วนของบางกอกแอร์เวย์สจะสร้างโรงซ่อมเครื่องบินจอดประมาณ 2 ลำ น่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 2,000 ล้านบาท

    เบื้องต้นจะรองรับการซ่อมเครื่องบินของบางกอกแอร์เวย์ส คาดว่าจะสามารถเริ่มโครงการได้ไม่ช้า อาจจะเริ่มได้ภายในปีหน้า และในระยะต่อไปก็ขยายให้บริการสายการบินต่างๆ เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยขาดแคลนศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานและสายการบินต่างๆที่เป็นสมาชิกสมาคมสายการบินประเทศไทย ก็ต้องนำเครื่องบินไปซ่อมที่ต่างประเทศ

    ขณะที่แหล่งข่าวจากบริษัทเอเชีย เอรา วันจำกัด (ซีพี) กล่าวว่า ปัจจุบันโครงการฯยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนว่าจะมีการแก้ไขสัญญาหรือไม่ เนื่องจากต้องรอการนำเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนสำหรับประเด็นที่อัยการสูงสุดมีความเห็นในที่ประชุมถึงเรื่องหลักประกัน มองว่าประเด็นหลักประกันที่ต้องวางใหม่ ควรเป็นประกันเฉพาะส่วนที่รัฐต้องจ่ายเงินให้กับเอกชนตามผลงานที่ส่งมอบเท่านั้น ไม่ควรต้องนำหลักประกันทั้งหมดมารวมไว้กับงานอื่น ๆ ที่มีหลักประกันเดิมครอบคลุมอยู่แล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/645058&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3F6orxSlM8SgbVkgzKVl_x

  • “นายกจอย-ผู้ช่วยเฟริ์ส” แถลงปีใหม่ม้ง 2569 ดันเศรษฐกิจท่องเที่ยว เงินสะพัดหลายสิบล้าน

    “นายกจอย-ผู้ช่วยเฟริ์ส” แถลงปีใหม่ม้ง 2569 ดันเศรษฐกิจท่องเที่ยว เงินสะพัดหลายสิบล้าน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/113069&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2snQixhaWsQ05CeLEcTPzD

  • ภาวะตลาดอนุพันธ์: ปรับลงกังวลสถานการณ์น้ำท่วมกระทบเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่น

    ภาวะตลาดอนุพันธ์: ปรับลงกังวลสถานการณ์น้ำท่วมกระทบเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่น

    ภาวะตลาดอนุพันธ์: ปรับลงกังวลสถานการณ์น้ำท่วมกระทบเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่น

    น.ส.ชุติกาญจน์ สันติเมธวิรุฬ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า การซื้อขาย SET50 Index Futures วันนี้พลิกกลับมาปรับตัวลง แม้ว่าจะมีปัจจัยหนุนจากปัจจัยภายนอกเกี่ยวกับความคาดหวังโอกาสการที่ธนาคาร กลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค.นี้ หลังจากที่ตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่น และยอดค้าปลีกของสหรัฐออกมาไม่ ค่อยดี แต่คาดว่าตลาดกลับมากังวลปัจจัยผลกระทบน้ำท่วมในประเทศแทน เพราะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ทั้งในส่วนของความ กังวลหนี้เสีย ผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่น เป็นต้น ทำให้เป็นปัจจัยที่กดดันดัชนีพลิกกลับมาย่อตัวลง

    ภาวะตลาดอนุพันธ์: ปรับลงกังวลสถานการณ์น้ำท่วมกระทบเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่น

    แนวโน้มพรุ่งนี้คาดว่ามีโอกาสแกว่งตัวลงได้ต่อ ซึ่งมองว่าภาพของดัชนีกลับมาปรับฐานอีกครั้ง หลังจากปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยคำ แนะนำยังให้อยู่ฝั่ง short โดยมีจุดขายทำกำไรบริเวณแนวรับ 815-820 จุด และแนวต้านที่ 935-840 จุด โดยรอติดตามการรายงานจีดี พีไตรมาส 3/68 ของสหรัฐ และดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนก.ย.และต.ค. ของสหรัฐซึ่งยังไม่แน่นอนว่า จะรายงานออกมาคืนนี้หรือไม่

    ด้านราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้นมา ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยหนุนของการที่ตลาดคาดหวังโอกาสที่เฟดจะลดดอกเบี้ยในการประชุม เดือนธ.ค.นี้ หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ทยอยออกมาอ่อนแอ ทำให้ราคาทองคำมีการเด้งกลับ โดยที่ภาพทางเทคนิคหากราคาทองคำ สามารถทะลุผ่านที่ระดับแนวต้าน 4,190-4,120 เหรียญสหรัฐ แนะนะยังอยู่ฝั่ง long ต่อ และหากมีจังหวะย่อตัวกลับมาแนะนำเปลี่ยนมา อยู่ฝั่ง short เพื่อเก็งกำไรในระยะสั้น บริเวณแนวรับ 4,110-4,130 เหรียญสหรัฐ

    ดัชนี SET50 ปิดวันนี้ที่ระดับ 825.79 จุด ลดลง 3.88 จุด (-0.47%)


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq42/12769252&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IMnB1g_-Azus1z4FF0ERd

  • ทั้งถูกและดี! 10 อันดับเมืองยอดนิยม สำหรับการ “เที่ยวคนเดียว” ไทยติดโผ 2 เมือง

    ทั้งถูกและดี! 10 อันดับเมืองยอดนิยม สำหรับการ “เที่ยวคนเดียว” ไทยติดโผ 2 เมือง

    เปิดเผย 10 จุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการท่องเที่ยวคนเดียว เหมาะสำหรับนักเดินทางที่มีงบจำกัด

    จากการที่กระแสการ “เที่ยวคนเดียว” ได้รับความนิยมพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก TravelBag บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินทางระยะไกล จึงได้จัดอันดับ 10 สถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับการพักผ่อนแบบฉายเดี่ยว โดยยกให้ ฮานอย ประเทศเวียดนาม เป็นอันดับ 1 

    ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ฮานอยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่มีคะแนนความปลอดภัยสูงมาก และมี “ค่าครองชีพต่ำ” ทำให้เหมาะสำหรับนักเดินทางอิสระทุกงบประมาณ

    เกณฑ์การจัดอันดับ: เน้นความปลอดภัยและค่าใช้จ่าย

    TravelBag ได้ประเมินสถานที่ท่องเที่ยวระยะไกลหลายแห่ง โดยอ้างอิงจากปัจจัยสำคัญในการวางแผนการเดินทางคนเดียว ซึ่งรวมถึงความปลอดภัยทั้งกลางวันและกลางคืน, ค่าใช้จ่าย, สภาพอากาศ, การยอมรับนักท่องเที่ยว, และความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ

    การจัดอันดับนี้มาถูกเวลาอย่างยิ่ง เพราะการบินเดี่ยวถือเป็นเทรนด์ท่องเที่ยวที่ร้อนแรงที่สุด โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่จำนวนมากวางแผนที่จะเดินทางคนเดียวภายใน 12 เดือนข้างหน้า

    Arnie Chou

    ฮานอยยืนหนึ่ง: ปลอดภัยและราคาเบาที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ฮานอยถูกจัดให้เป็นสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับการเดินทางคนเดียว โดยมีคะแนนความปลอดภัยในช่วงกลางวันสูงที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (82 คะแนน) และยังมีค่าครองชีพถูกมาก

    ผู้เดินทางสามารถเพลิดเพลินกับเบียร์แก้วใหญ่ได้ในราคาไม่ถึง 1 ดอลลาร์ (ราว 36 บาท) ในขณะที่ค่าโดยสารสาธารณะเที่ยวเดียวมีราคาเพียงประมาณ 30 เซนต์ (ราว 11 บาท)

    จอร์เจีย ทอมป์สัน ผู้บริหารฝ่ายจุดหมายปลายทางของ Travelbag กล่าวว่า “จุดแข็งของฮานอยคือจังหวะของเมือง ที่เชิญชวนให้เกิดความอยากรู้อยากเห็นมากกว่าความน่ากลัว ผู้เดินทางคนเดียวสามารถดำดิ่งสู่ชีวิตท้องถิ่นได้อย่างมั่นใจ”

    ศรีลังกาและเชียงใหม่ ติด Top 10

    อันดับ 2 คือ โคลัมโบ ศรีลังกา ซึ่งเป็นโอเอซิสริมชายฝั่งที่เหมาะสำหรับนักเดินทางคนเดียว เนื่องจากมีความปลอดภัยสูง มีความเป็นมิตร และราคาไม่แพง

    กานดี้ (Kandy) ซึ่งเป็นเมืองทางภาคกลางของศรีลังกา ได้อันดับสาม และมีค่าขนส่งสาธารณะถูกที่สุดในการจัดอันดับ (16 เซนต์) ส่วนเสียมราฐ กัมพูชา และแกรนด์เบย์ มอริเชียส ปิดท้ายในห้าอันดับแรก

    สำหรับประเทศไทย “เชียงใหม่” ติดอยู่ในอันดับที่ 6 และ “ภูเก็ต” ติดอันดับที่ 10 ในรายชื่อจุดหมายปลายทางที่ดีที่สุดสำหรับการเที่ยวคนเดียว

    Chama

    10 อันดับแรก สถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับการเที่ยวคนเดียว

    1. ฮานอย, เวียดนาม (Hanoi, Vietnam)
    2. โคลัมโบ, ศรีลังกา (Colombo, Sri Lanka)
    3. กานดี้, ศรีลังกา (Kandy, Sri Lanka)
    4. เสียมราฐ, กัมพูชา (Siem Reap, Cambodia)
    5. แกรนด์เบย์, มอริเชียส (Grand Bay, Mauritius)
    6. เชียงใหม่, ไทย (Chiang Mai, Thailand)
    7. กัวลาลัมเปอร์, มาเลเซีย (Kuala Lumpur, Malaysia)
    8. แซนซิบาร์, แทนซาเนีย (Zanzibar, Tanzania)
    9. มาเล, มัลดีฟส์ (Male, Maldives)
    10. ภูเก็ต, ไทย (Phuket, Thailand)

    การจัดอันดับนี้ตอกย้ำว่า การเดินทางคนเดียวไม่ได้แปลว่าต้องใช้งบประมาณสูงเสมอไป ด้วยการเลือกจุดหมายปลายทางที่เหมาะสม นักเดินทางอิสระสามารถสัมผัสประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมได้อย่างมั่นใจและสบายกระเป๋า

    1. New York Post

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9858934/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aSoytngO5-R27iHjvHAGT

  • ‘หมอนทองวิทยา’ ฟีเวอร์!  ‘อรรถกร’ หนุนถ่ายสารคดี กระตุ้นท่องเที่ยว ‘ฉะเชิงเทรา’

    ‘หมอนทองวิทยา’ ฟีเวอร์! ‘อรรถกร’ หนุนถ่ายสารคดี กระตุ้นท่องเที่ยว ‘ฉะเชิงเทรา’

    ธุรกิจ

    ‘หมอนทองวิทยา’ ฟีเวอร์! ‘อรรถกร’ หนุนถ่ายสารคดี กระตุ้นท่องเที่ยว ‘ฉะเชิงเทรา’

    26 พ.ย. 2025 เวลา 6:41 น.

    ‘หมอนทองวิทยา’ ฟีเวอร์!  ‘อรรถกร’ หนุนถ่ายสารคดี กระตุ้นท่องเที่ยว ‘ฉะเชิงเทรา’

    ‘อรรถกร’ รมว.การท่องเที่ยวฯ ดัน ‘ททท.’ ผนึกช่อง 7HD ผลิตสารคดี ตามรอย ‘หมอนทองวิทยา’ ทีมฟุตบอลเยาวชนผู้สร้างปรากฏการณ์ หนุนกระตุ้นท่องเที่ยว ‘ฉะเชิงเทรา’ เชื่อมวิถีชีวิตท้องถิ่นและแหล่งท่องเที่ยวสายมูไหว้พระพิฆเนศ

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า หลังจาก ทีมฟุตบอล“หมอนทองวิทยา” สร้างปรากฏการณ์ความนิยมระดับประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้วางแนวทางการนำเรื่องราวนี้มาต่อยอดเป็นกลไกพัฒนาการท่องเที่ยว ควบคู่กับการส่งเสริมศักยภาพเยาวชน โดยมองว่าเป็นโอกาสในการสร้างความภาคภูมิใจให้คน อ.บางน้ำเปรี้ยว และยกระดับภาพลักษณ์ จ.ฉะเชิงเทรา ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น 

    “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะร่วมกับช่อง 7 ผลิตสารคดีหรือคลิปกึ่งสารคดี บันทึกเรื่องราวเส้นทางความสำเร็จของ ทีมหมอนทองวิทยา จากการแข่งขันฟุตบอล 7 สี เน้นเล่าชีวิตของเยาวชนขณะฝึกซ้อม และวิถีท้องถิ่นของคน อ.บางน้ำเปรี้ยว พร้อมสะท้อนความเป็นพหุสังคมของชุมชนที่ชาวพุทธและมุสลิมอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน”

    ทั้งนี้ ได้มอบโจทย์แก่ ททท. ว่าให้นำความสำเร็จของ ทีมฟุตบอลหมอนทองวิทยา มาช่วยโปรโมตสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของ จ.ฉะเชิงเทรา เน้นพื้นที่ อ.บางน้ำเปรี้ยว ซึ่งเป็นถิ่นฐานของทีม พร้อมแนะนำให้เชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวที่เข้ากับวิถีชีวิตของเยาวชนในพื้นที่ โดยเฉพาะการสักการะพระพิฆเนศปางนั่งองค์ใหญ่ที่สุด ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญ และสามารถนำเสนอเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่มีจุดขายใหม่ได้อีกด้วย

    ด้านการพัฒนาเยาวชน ได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) และ กรมพลศึกษา เพื่อหาวิธีต่อยอดศักยภาพของเด็กๆ โดยนำวิทยาศาสตร์การกีฬา ลงพื้นที่เพิ่มขีดความสามารถนักกีฬาเยาวชน พร้อมผลักดันให้มีการจัดแข่งขันฟุตบอล 7 คน มากขึ้น 

    “เรื่องราวของหมอนทองวิทยา เหมือนกับ Cinderella Story เป็นเรื่องราวความสำเร็จของทีมเล็กๆ ที่สามารถพลิกชีวิต ใช้พลังของกีฬาเพื่อสร้างความหวัง สร้างโอกาส และสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม” นายอรรถกรกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1209268&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0I6poJ8rQSom7d9oRl3JDq

  • 10 ปี ‘วันเดอร์ฟรุ๊ต’ เทศกาลสัญชาติไทย ดึงดูด 2.5 หมื่นคนต่อวัน สู่แพลตฟอร์ม ‘วัฒนธรรม’ ดัน ‘เศรษฐกิจท่องเที่ยว’

    10 ปี ‘วันเดอร์ฟรุ๊ต’ เทศกาลสัญชาติไทย ดึงดูด 2.5 หมื่นคนต่อวัน สู่แพลตฟอร์ม ‘วัฒนธรรม’ ดัน ‘เศรษฐกิจท่องเที่ยว’

    ธุรกิจ

    26 พ.ย. 2025 เวลา 16:36 น.

    10 ปี ‘วันเดอร์ฟรุ๊ต’ เทศกาลสัญชาติไทย ดึงดูด 2.5 หมื่นคนต่อวัน สู่แพลตฟอร์ม ‘วัฒนธรรม’ ดัน ‘เศรษฐกิจท่องเที่ยว’

    “วันเดอร์ฟรุ๊ต” (Wonderfruit) เทศกาลประจำปีของประเทศไทยที่เฉลิมฉลองวัฒนธรรม ศิลปะ ดนตรีและธรรมชาติ กำลังจะจัดงานครบรอบ 10 ปี โดยมุ่งเน้นถึงการสร้างผลประโยชน์ภาพรวมให้กับจังหวัดชลบุรีและเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวในไทยโดยรวม

    งานวันเดอร์ฟรุ๊ตจัดขึ้นในเดือนธันวาคมของทุกปีที่ เดอะฟิลด์ ณ สยามคันทรีคลับ จังหวัดชลบุรี ได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมดึงดูดผู้เข้าชมทั้งจากประเทศไทยและทั่วโลก พร้อมทั้งสร้างประโยชน์อย่างมหาศาลให้กับธุรกิจท้องถิ่น ชุมชน และผู้ประกอบการในพื้นที่

    ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา วันเดอร์ฟรุ๊ตได้พัฒนาไปสู่แพลตฟอร์มทางวัฒนธรรมที่มีกิจกรรมตลอดทั้งปี ซึ่งหยั่งรากอยู่ในพื้นที่ธรรมชาติที่ขยายตัวจากประมาณ 230 ไร่ในปี 2557 จนกลายเป็นพื้นที่ 500 ไร่ในปัจจุบัน โดยในพื้นที่จะประกอบไปด้วยโครงสร้างทั้งแบบถาวรและกึ่งถาวร พื้นที่ที่ฟื้นฟูระบบนิเวศ ทะเลสาบและโครงการทดลองทำฟาร์มแบบครบวงจร ซึ่งปัจจุบันรองรับพื้นที่จัดงานและเวทีต่าง ๆ กว่า 50 แห่ง โดยในแต่ละปีจะมีศิลปินและนักแสดงกว่า 600 ชีวิตจาก 54 ประเทศ ประสบการณ์การรับประทานอาหารกว่า 160 รายการ กิจกรรมด้านสุขภาพมากกว่า 100 กิจกรรมและการจัดแสดงงานศิลปะมากกว่า 20 ชิ้น

    ประณิธาน พรประภา ผู้ก่อตั้งวันเดอร์ฟรุ๊ต กล่าวว่า “การที่เราเดินทางมาถึงปีที่ 10 ของ วันเดอร์ฟรุ๊ตเป็นช่วงเวลาที่เราแสดงความขอบคุณและเป็นช่วงเวลาที่เราตระหนักถึงชุมชนที่กว้างขึ้น ซึ่งทำให้สิ่งนี้เป็นไปได้ในแต่ละปีผู้คนหลายพันคนเลือกที่จะเดินทางมายังเดอะฟิลด์และนั่นหมายความว่า พวกเขาได้มีส่วนในการสนับสนุนโรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจขนาดเล็กและแรงงานในจังหวัดชลบุรีด้วย ความตั้งใจของเราคือการสร้างบางสิ่งบางอย่างที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่แค่กับผู้ร่วมงานที่เราเรียกว่า วันเดอร์เรอร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเพื่อนบ้านรอบ ๆ บริเวณงาน พาร์ทเนอร์ที่ร่วมงานกับเรา และยังรวมไปถึงผืนดินที่เราร่วมกันดูแล และเมื่อเราก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่สองเราก็จะยังคงยึดมั่น ในการสร้างระบบหมุนเวียน การฟื้นฟูธรรมชาติ และจะมีการจัดกิจกรรมมากขึ้น ตลอดทั้งปีในพื้นที่เดอะฟิลด์เพื่อให้ผลกระทบเชิงบวกของเราที่ชลบุรีครอบคลุมทั้งด้านวัฒนธรรม ระบบนิเวศและระบบเศรษฐกิจ”

    นับตั้งแต่ปี 2557 วันเดอร์ฟรุ๊ต ได้ต้อนรับกลุ่ม ‘วันเดอร์เรอร์’ ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องสู่ชลบุรี โดยงานในช่วงหลังจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมอยู่ที่ประมาณ 25,000 คนต่อวัน ผู้เข้าชมงานมาจากกว่า 140 สัญชาติ ส่วนมากอาศัยอยู่ในประเทศไทยและรองลงมาเป็นผู้เดินทาง มาจากต่างประเทศ ผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วยนักเดินทางสายวัฒนธรรม สายสร้างสรรค์และสายสิ่งแวดล้อมที่มีกำลังซื้อสูง

    10 ปี ‘วันเดอร์ฟรุ๊ต’ เทศกาลสัญชาติไทย ดึงดูด 2.5 หมื่นคนต่อวัน สู่แพลตฟอร์ม ‘วัฒนธรรม’ ดัน ‘เศรษฐกิจท่องเที่ยว’  

    จากการเก็บข้อมูลของ วันเดอร์ฟรุ๊ต ปี 2567 ผู้เข้าร่วมจำนวนมากเดินทางมาจากนอกจังหวัดชลบุรี โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งมีกำลังใช้จ่ายสูงและอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 7.7 วันในประเทศไทย มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยราว 120,000 บาทต่อคน กรณีพักในพื้นที่ “เดอะ ฟิลด์”  และเฉลี่ยประมาณ 67,000 บาทต่อคน หากพักในโรงแรมหรือเกสต์เฮาส์ใกล้เคียง ค่าใช้จ่ายรวมด้านการเดินทาง อาหาร เครื่องดื่ม กิจกรรม การช้อปปิ้ง และบริการอื่น ๆ ส่งผลให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 710.73 ล้านบาท และมีส่วนสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ( GDP) ประมาณ 411.83 ล้านบาท กระจายรายได้ไปสู่ธุรกิจท่องเที่ยวและบริการของพัทยา ชลบุรี และพื้นที่โดยรอบ

    10 ปี ‘วันเดอร์ฟรุ๊ต’ เทศกาลสัญชาติไทย ดึงดูด 2.5 หมื่นคนต่อวัน สู่แพลตฟอร์ม ‘วัฒนธรรม’ ดัน ‘เศรษฐกิจท่องเที่ยว’

    ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา กล่าวเสริมว่า “วันเดอร์ฟรุ๊ตถือเป็นส่วนสำคัญในปฏิทินของพัทยาและชลบุรีไปแล้ว ตลอดสิบปีที่ผ่านมา เทศกาลนี้ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่มองเห็นจังหวัดของเราไม่ใช่แค่จุดหมายปลายทางริมทะเล แต่เป็นศูนย์กลางของศิลปะ วัฒนธรรมและธรรมชาติ ผลบวกทางเศรษฐกิจของงานได้ขยายตัวครอบคลุมถึงโรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหาร คาเฟ่ ระบบขนส่งท้องถิ่น และธุรกิจค้าปลีกโดยข้อมูลเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าการใช้จ่ายโดยตรงและทางอ้อมของผู้เข้าร่วมงานมีมูลค่ารวมกว่า 700 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและสร้างโอกาส ในการจ้างงานในท้องถิ่น”

    10 ปี ‘วันเดอร์ฟรุ๊ต’ เทศกาลสัญชาติไทย ดึงดูด 2.5 หมื่นคนต่อวัน สู่แพลตฟอร์ม ‘วัฒนธรรม’ ดัน ‘เศรษฐกิจท่องเที่ยว’

    สำหรับงานครบรอบ 10 ปี วันเดอร์ฟรุ๊ต ได้ร่วมมือกับพันธมิตรภาคท้องถิ่นและระดับภูมิภาคกว่า  600 ราย ภายในเดอะฟิลด์ซึ่งรวมถึงผู้ประกอบการด้านอาหาร ช่างฝีมือ เกษตรกร ผู้ผลิตและธุรกิจขนาดเล็ก เบื้องหลังการทำงานมีคนกว่า 4,500 คนในสายการผลิต งานก่อสร้าง ออกแบบ ความปลอดภัย การปฏิบัติการ และบริการผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการจ้างงานและการพัฒนาทักษะของแรงงาน ในจังหวัดชลบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง

    เมื่อวันเดอร์ฟรุ๊ตก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 2 ทีมงานจะยังคงทำงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และภาคชุมชน เพื่อทำความเข้าใจและแบ่งปันผลกระทบทางเศรษฐกิจที่มีต่อชลบุรีและประเทศไทย ให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้วันเดอร์ฟรุ๊ตจะขยายกิจกรรมตลอดทั้งปีในเดอะฟิลด์เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้มาเยือน ได้สัมผัสชลบุรีตลอดทั้งปีและเพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นได้รับประโยชน์จากแพลตฟอร์มทางวัฒนธรรมที่ดำเนินอยู่นี้อีกด้วย

    10 ปี ‘วันเดอร์ฟรุ๊ต’ เทศกาลสัญชาติไทย ดึงดูด 2.5 หมื่นคนต่อวัน สู่แพลตฟอร์ม ‘วัฒนธรรม’ ดัน ‘เศรษฐกิจท่องเที่ยว’

    10 ปี ‘วันเดอร์ฟรุ๊ต’ เทศกาลสัญชาติไทย ดึงดูด 2.5 หมื่นคนต่อวัน สู่แพลตฟอร์ม ‘วัฒนธรรม’ ดัน ‘เศรษฐกิจท่องเที่ยว’

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1209377&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3StkuDOKXiY-UMvHHua8dY

  • ภาวะตลาดอนุพันธ์: ปรับลงกังวลสถานการณ์น้ำท่วมกระทบเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่น

    ภาวะตลาดอนุพันธ์: ปรับลงกังวลสถานการณ์น้ำท่วมกระทบเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่น

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 พ.ย. 68)

              น.ส.ชุติกาญจน์ สันติเมธวิรุฬ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า การซื้อขาย   SET50 Index Futures วันนี้พลิกกลับมาปรับตัวลง แม้ว่าจะมีปัจจัยหนุนจากปัจจัยภายนอกเกี่ยวกับความคาดหวังโอกาสการที่ธนาคาร  กลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค.นี้ หลังจากที่ตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่น และยอดค้าปลีกของสหรัฐออกมาไม่  ค่อยดี แต่คาดว่าตลาดกลับมากังวลปัจจัยผลกระทบน้ำท่วมในประเทศแทน เพราะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ทั้งในส่วนของความ  กังวลหนี้เสีย ผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่น เป็นต้น ทำให้เป็นปัจจัยที่กดดันดัชนีพลิกกลับมาย่อตัวลง            แนวโน้มพรุ่งนี้คาดว่ามีโอกาสแกว่งตัวลงได้ต่อ ซึ่งมองว่าภาพของดัชนีกลับมาปรับฐานอีกครั้ง หลังจากปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยคำ  แนะนำยังให้อยู่ฝั่ง short โดยมีจุดขายทำกำไรบริเวณแนวรับ 815-820 จุด และแนวต้านที่ 935-840 จุด โดยรอติดตามการรายงานจีดี  พีไตรมาส 3/68 ของสหรัฐ และดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนก.ย.และต.ค. ของสหรัฐซึ่งยังไม่แน่นอนว่า  จะรายงานออกมาคืนนี้หรือไม่            ด้านราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้นมา ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยหนุนของการที่ตลาดคาดหวังโอกาสที่เฟดจะลดดอกเบี้ยในการประชุม  เดือนธ.ค.นี้ หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ทยอยออกมาอ่อนแอ ทำให้ราคาทองคำมีการเด้งกลับ โดยที่ภาพทางเทคนิคหากราคาทองคำ  สามารถทะลุผ่านที่ระดับแนวต้าน 4,190-4,120 เหรียญสหรัฐ แนะนะยังอยู่ฝั่ง long ต่อ และหากมีจังหวะย่อตัวกลับมาแนะนำเปลี่ยนมา  อยู่ฝั่ง short เพื่อเก็งกำไรในระยะสั้น บริเวณแนวรับ 4,110-4,130 เหรียญสหรัฐ            ดัชนี SET50 ปิดวันนี้ที่ระดับ 825.79 จุด ลดลง 3.88 จุด (-0.47%)

    โดย จีรายุทธ จันทรงสกุล/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRAP0IQBQA30GC7YM8RZRYA8O5LU4NWP&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uxo8LPBqmH-3DsuDX59VO

  • ก.ท่องเที่ยวฯ เผยเหตุน้ำท่วมหนักหาดใหญ่ นทท.เกือบ 1,000 คน ยังติดค้างในโรงแรม : อินโฟเควสท์

    ก.ท่องเที่ยวฯ เผยเหตุน้ำท่วมหนักหาดใหญ่ นทท.เกือบ 1,000 คน ยังติดค้างในโรงแรม : อินโฟเควสท์

    ธรรมนัส พรหมเผ่า

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ภายหลังการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้ข้อมูลว่า รัฐบาลรับทราบสถานการณ์อย่างรอบด้านแล้ว และได้สั่งการให้ทุกหน่วยบูรณาการกำลังช่วยเหลือประชาชนโดยเร็วที่สุด โดยกำชับให้ “เร่งระบายน้ำ” จากทะเลสาบสงขลาลงสู่อ่าวไทยอย่างต่อเนื่อง

    พร้อมมอบหมายให้แม่ทัพภาคที่ 4 ควบคุมการปฏิบัติทั้งหมด โดยมีหน่วยกำลังจากกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กรมประมง และเครือข่ายจิตอาสาเจ็ตสกี ร่วมสนับสนุนภารกิจสำคัญในการอพยพผู้ป่วย ผู้สูงอายุ เด็ก และประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

    สำหรับครอบครัวที่ยังต้องเฝ้าทรัพย์สิน หรือพักอาศัยในอาคารสูง รัฐบาลได้จัดเตรียมการลำเลียงอาหารและน้ำดื่มส่งให้ถึงหน้าบ้าน เพื่อให้สามารถประคองสถานการณ์ได้อย่างปลอดภัยที่สุด

    ทั้งนี้ จากการอัปเดตสถานการณ์ล่าสุด ณ วันที่ 25 พ.ย. 68 มีนักท่องเที่ยวเดินทางออกจากพื้นที่หาดใหญ่ นับจากวันเสาร์ (22 พ.ย.) แล้วกว่า 7,000 ราย ขณะที่บางส่วนยังคงติดในโรงแรม และพักอยู่ในศูนย์ช่วยเหลือชั่วคราว ประมาณเกือบ 1,000 ราย ซึ่งเป็นการนับจากจำนวนที่มีวันแรก และจำนวนที่สำรวจ พร้อมมีการประเมินว่า ยังคงมีนักท่องเที่ยวติดค้างในโรงแรมหลายแห่ง ซึ่งกระทรวงฯ ยังคงเร่งประสานงานเชิงรุกกับผู้ประกอบการโรงแรม และศูนย์ช่วยเหลือในพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง และดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่

    น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า ทีมยังคงประจำในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่อย่างใกล้ชิด เพราะสถานการณ์ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ความช่วยเหลือยากเข้าถึงในหลายจุด ทั้งกลางเมืองหาดใหญ่ และบริเวณทั้งหมด ซึ่งมีความเร่งด่วนที่ต้องให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ยังติดค้างในพื้นที่ โดยประสานกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งอพยพ ส่งอาหาร และดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด

    กระทรวงฯ ได้ทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานเหตุจากนักท่องเที่ยว โดยรวบรวมข้อมูลผู้ติดค้างในโรงแรมและพื้นที่เสี่ยง รวมถึงสนับสนุนการส่งอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งจำเป็นให้กับนักท่องเที่ยว และประชาชนที่พักอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว

    น.ส.นัทรียา กล่าวว่า กระทรวงฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวทุกคน พร้อมดำเนินการร่วมกับทุกหน่วยงานเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็วที่สุด พร้อมขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยในพื้นที่ ที่ทุ่มเททำงานอย่างหนักเพื่อประชาชนและนักท่องเที่ยวตลอดช่วงวิกฤตครั้งนี้

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/549251&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LrA5Gs-NCqN4LG0wyQfc8

  • ยูกันดาเปิดทางนักลงทุนไทย ชู 4 อุตสาหกรรมเด่น พร้อมสิทธิประโยชน์เต็มรูปแบบ เจาะตลาดแอฟริกา 500 ล้านคน

    ยูกันดาเปิดทางนักลงทุนไทย ชู 4 อุตสาหกรรมเด่น พร้อมสิทธิประโยชน์เต็มรูปแบบ เจาะตลาดแอฟริกา 500 ล้านคน


    ยูกันดาเร่งดึงทุนไทยผ่านงาน “Uganda Business Forum & Expo 2025 – Thailand Chapter” ชี้โอกาสทองในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เกษตร เทคโนโลยี และพลังงาน พร้อมชุดสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษี เขตเสรี

    สถานเอกอัครราชทูตยูกันดาประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์ (ซึ่งครอบคลุมเขตอาณาไทย) จัดงาน “The Pearl of Africa – Uganda Business Forum & Expo 2025 – Thailand Chapter” เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ เพื่อแนะนำยูกันดาในฐานะจุดหมายการลงทุนแห่งใหม่ของนักธุรกิจไทย พร้อมผลักดันความร่วมมือใน 4 อุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ ท่องเที่ยวและบริการ, เกษตรและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง, เทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม, และเหมืองแร่–พลังงาน–น้ำมันและก๊าซ

    ยูกันดายังเสนอแพ็กเกจ สิทธิประโยชน์การลงทุนแบบครบวงจร อาทิ เขตเศรษฐกิจเสรี การยกเว้นภาษีและอากรนำเข้า การรับรองการลงทุน รวมถึงสิทธิการโอนกำไรกลับประเทศอย่างเสรี พร้อมศูนย์บริการนักลงทุนแบบ One-Stop Service ย้ำศักยภาพการเป็น “ประตูสู่ตลาดผู้บริโภคกว่า 500 ล้านคน” ในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกและกลุ่ม COMESA

    ยูกันดาชูเสถียรภาพเศรษฐกิจ พร้อมดึงไทยลงทุน

    นายเฟรดริค งอบิ กูเม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อุตสาหกรรมและสหกรณ์ยูกันดา ระบุว่า งานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวกับประเทศในเอเชีย โดยก่อนหน้านี้งานในอินโดนีเซียและมาเลเซียได้รับการตอบรับอย่างดี สะท้อนให้เห็นความสนใจจากนักลงทุนในศักยภาพของยูกันดา ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและมีเสถียรภาพสูง

    ข้อมูลจาก IMF และธนาคารโลกระบุว่า GDP ของยูกันดาปี 2024–2025 คาดโต 6.2–6.4% และอาจเร่งตัวแตะระดับสองหลักเมื่ออุตสาหกรรมน้ำมันเดินเครื่องเต็มที่ ปัจจุบันยูกันดามีประชากรกว่า 51 ล้านคน ทำให้ตลาดภายในประเทศมีขนาดใหญ่ และมีแรงงานคุณภาพสูงรองรับการลงทุน ขณะที่มูลค่าการค้าระหว่างไทย–ยูกันดาในปี 2024 สูงกว่า 59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังเติบโตได้อีกมาก

    4 อุตสาหกรรมเด่นที่นักลงทุนไทยมีโอกาสสูง

    1. การท่องเที่ยวและบริการ
    ยูกันดาถูกขนานนามว่า “ไข่มุกแห่งแอฟริกา” เต็มไปด้วยธรรมชาติ สัตว์ป่า ภูเขา และแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก เปิดโอกาสให้ไทยลงทุนสร้างอีโคลอดจ์ รีสอร์ต ธีมพาร์ค พัฒนาสายการบิน การสร้างแบรนด์ประเทศ และการอบรมบุคลากรด้านการบริการ

    2. เกษตรและการแปรรูปอาหาร
    ภาคเกษตรเป็นฐานสำคัญของประเทศ คิดเป็น 70% ของการจ้างงาน ไทยสามารถลงทุนในโรงงานแปรรูป ผลิตปุ๋ยชีวภาพ พัฒนาระบบชลประทาน เครื่องจักรเกษตร และสร้างห่วงโซ่มูลค่าการส่งออกเชื่อมสู่ตลาดโลก

    3. เทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม
    ยูกันดากำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล เปิดรับการลงทุนด้าน FinTech ดาต้าเซ็นเตอร์ โครงข่ายสื่อสาร โซลูชัน Smart City, AI, IoT รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมบุคลากร ICT รองรับความต้องการแรงงานในอนาคต

    4. เหมืองแร่ น้ำมัน และก๊าซ
    ประเทศมีทรัพยากรสำคัญ เช่น ทองคำ ทองแดง โคบอลต์ เหล็ก และน้ำมัน เปิดโอกาสให้ไทยร่วมสำรวจกิจการเหมือง การกลั่น การเพิ่มมูลค่าแร่ และพลังงานหมุนเวียน รวมถึงโครงการพลังงานเชื่อมไทย–แอฟริกา

    สิทธิประโยชน์การลงทุนเด่นของยูกันดา

    ภายใต้กฎหมาย Investment Code และ Free Zones Act นักลงทุนจะได้รับสิทธิ เช่น:

    • โอนผลกำไรกลับประเทศได้อย่างเสรี โดยไม่ต้องขออนุญาตจากธนาคารกลาง

    • ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 10 ปี สำหรับธุรกิจในเขตเสรี

    • ยกเว้นอากรนำเข้า/ภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับวัตถุดิบและเครื่องจักร

    • ระบบ On-site Customs ตรวจปล่อยสินค้าภายในเขต

    • สิทธิการลดภาษี การยกเว้นภาษี R&D และค่าเสื่อมราคาพิเศษ สำหรับโครงการเชิงยุทธศาสตร์

    • เงินลงทุนขั้นต่ำ 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับนักลงทุนต่างชาติ

    นอกจากนี้ นักลงทุนยังได้รับความคุ้มครองภายใต้ MIGA และสนธิสัญญาภาษีซ้อน (DTA) ลดความเสี่ยงด้านกฎหมายและการเวนคืน

    ยูกันดา: ประเทศที่มีเสถียรภาพสูง พร้อมรองรับการเติบโตระยะยาว

    รัฐบาลยูกันดาให้ความสำคัญกับการพัฒนาความมั่นคงภายในประเทศ ภายใต้หลัก Patriotism, Democracy & Good Governance ทำให้สภาพแวดล้อมปลอดภัย ระบุได้จากงาน “Martyrs’ Day” ที่มีผู้ร่วมกว่า 3 ล้านคนทุกปีโดยไม่มีเหตุรุนแรง รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวกว่า 1 ล้านคนต่อปี

    การพัฒนาเกษตรเชิงพาณิชย์ การยกระดับเครื่องจักรการผลิต และระบบศูนย์บริการนักลงทุนครบวงจร ทำให้ยูกันดากลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความมั่นคงและเหมาะแก่การลงทุนมากที่สุดในแอฟริกาตะวันออก


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/37939&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-FzFOzw-f0vMWDYhjLZUh