Category: ท่องเที่ยว

  • มหาสารคามจัดใหญ่ “เทศกาลงานว่าวนานาชาติ” ดันการท่องเที่ยวสู่ระดับโลก

    มหาสารคามจัดใหญ่ “เทศกาลงานว่าวนานาชาติ” ดันการท่องเที่ยวสู่ระดับโลก

    เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.68 ที่บริเวณริมอ่างเก็บน้ำแก่งเลิงจาน ตำบลแก่งเลิงจาน อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม นายชุมพิชญ์ เดชะรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม เป็นประธานเปิดงาน เทศกาลงานว่าวนานาชาติ Isan International Kite Festival 2025 ซึ่งหอการค้าจังหวัดมหาสารคามเป็นผู้จัดขึ้น โดยมี นายณรงค์ เหล่าสุวรรณ ประธานหอการค้าจังหวัดมหาสารคาม พร้อมด้วยคณะกรรมการหอการค้าจังหวัดมหาสารคาม และภาคเอกชนในพื้นที่ เข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

    การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวของจังหวัดมหาสารคามสู่ระดับนานาชาติ กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่นในช่วงปลายปี รวมถึงส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมการเล่นว่าวของชาวอีสาน ตลอดจนสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับครอบครัว และช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์จังหวัดมหาสารคามในฐานะเมืองแห่งการเรียนรู้

    สำหรับ เทศกาลงานว่าวนานาชาติ Isan International Kite Festival 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–21 ธันวาคม 2568 ภายในงานมีกิจกรรมสำคัญ อาทิ ขบวนแห่ว่าวไทยและนานาชาติ การจัดแสดงว่าวนานาชาติ ว่าวไทย ว่าวไฟ LED ว่าวเรืองแสง ว่าวอีสาน และว่าวสาย การสาธิตการทำว่าว การแข่งขันว่าวแอกและว่าวสนู รวมถึงการแสดงว่าวเรืองแสงในช่วงค่ำคืน ควบคู่กับกิจกรรมด้านอาหารและดนตรีสด ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก

    นายณรงค์ เหล่าสุวรรณ ประธานหอการค้าจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า จังหวัดมหาสารคามเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพโดดเด่นด้านการศึกษา วัฒนธรรม และวิถีชีวิตชุมชน รวมทั้งมีทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญ โดยเฉพาะบริเวณแก่งเลิงจานซึ่งมีภูมิทัศน์สวยงาม เหมาะสมต่อการจัดกิจกรรมกลางแจ้งขนาดใหญ่

    การจัดเทศกาลงานว่าวนานาชาติ Isan International Kite Festival 2025 ณ บริเวณริมอ่างเก็บน้ำแก่งเลิงจาน จึงเป็นการต่อยอดประเพณีการเล่นว่าวพื้นบ้านของชาวอีสานสู่ระดับสากล สร้างเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมให้เป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านการท่องเที่ยว ร้านอาหาร ที่พัก ผลิตภัณฑ์ชุมชน และการจ้างงานในพื้นที่ อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดอย่างยั่งยืน

    ภูมิภาค 56

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/118258&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1R1TvF_TYyIeFUd8mYy48J

  • กทพ.เร่งเครื่อง ’ทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย’ วงเงิน 5.5 หมื่นล้าน

    กทพ.เร่งเครื่อง ’ทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย’ วงเงิน 5.5 หมื่นล้าน

    การทางพิเศษ‘ จับมือ 3 หน่วยงาน เร่งเครื่อง ‘ทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย’ หนุนทางเลือกเดินทางท่องเที่ยวภาคใต้ สั่งอัปเกรดรันเวย์สนามบิน พร้อมเดินหน้าระบบสาธารณูปโภคครบวงจร คาดเปิดให้บริการปี71

    20 ธ.ค. 2568 – นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) การดำเนินโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย เพื่อรองรับระบบสาธารณูปโภคของหน่วยงานสาธารณูปโภค ทั้งนี้โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุยแห่งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเส้นทางคมนาคมที่จะช่วย ยกระดับการเดินทาง และส่งเสริม การท่องเที่ยวของเกาะสมุยเท่านั้นขณะเดียวกันยังเป็นโครงการที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล โดยการเปิดพื้นที่ให้เป็นโครงข่ายหลักในการ ติดตั้งระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็นของชาติ

    ทั้งนี้ การทางพิเศษฯได้ร่วมมือกับ3 หน่วยงาน ในการรองรับระบบสาธารณูปโภคของหน่วยงานสาธารณูปโภค ระหว่าง กทพ. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปาส่วนภูมิภาค และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)  เพื่อยกระดับการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกและเสริมความมั่นคงด้านพื้นฐานให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยโครงการสะพานเชื่อมเกาะสมุยนี้มีระยะทางรวมประมาณ 37 กิโลเมตร(กม.) วงเงินลงทุนกว่า 55,000 ล้านบาทโดยจะเป็นเส้นทางยกระดับข้ามทะเลที่เชื่อมต่อระหว่างเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ผ่านอำเภอดอนสัก ไปสิ้นสุดที่อำเภอขนอม จ.นครศรีธรรมราช

    สำหรับความโดดเด่นของโครงการนี้ไม่ใช่เพียงแค่การเป็นเส้นทางคมนาคมที่ทำให้สามารถเดินทางเข้า-ออกเกาะได้ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดของเรือเฟอร์รี่ในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังถูกออกแบบให้เป็นสะพานแห่งความมั่นคง โดยจะมีการวางระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานสำคัญ ทั้งท่อส่งน้ำประปา สายไฟฟ้าแรงสูง และโครงข่ายโทรคมนาคมไปพร้อมกับตัวสะพาน เพื่อป้องกันความเสียหายจากภัยธรรมชาติหรืออุบัติเหตุทางทะเลที่มักเกิดขึ้นกับระบบเคเบิลใต้น้ำในอดีต

    ทั้งนี้ ในเชิงเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โครงการนี้จะกลายเป็นตัวเร่งสำคัญในการกระจายรายได้ ไม่เพียงแต่บนเกาะสมุย เกาะพะงัน หรือเกาะเต่าเท่านั้น แต่จะส่งผลบวกอย่างมากต่อพื้นที่บนฝั่งอย่างอำเภอขนอมและอำเภอสิชล ซึ่งคาดว่าจะมีการหลั่งไหลของเม็ดเงินลงทุนในธุรกิจโรงแรมและบริการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางเชื่อมโยงระหว่างแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะได้สะดวกยิ่งขึ้น

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่าได้เน้นย้ำถึงข้อเสนอแนะเชิงรุก 3 ประเด็นหลัก คือ หนึ่ง การวางแผนจัดการจราจรบนเกาะสมุยล่วงหน้าเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแออัดเหมือนกรณีของเกาะภูเก็ต สอง การกำหนดมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวดในช่วงมรสุมที่อาจต้องมีการปิดการจราจรหากสภาพอากาศรุนแรง และสาม การเร่งพัฒนาสนามบินนครศรีธรรมราชและสนามบินสุราษฎร์ธานีให้มมีการขยายรันเวย์ยาวขึ้นเพื่อรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่จากต่างประเทศลงจอดได้ ซึ่งจะช่วยลดความแออัดของสนามบินสมุยและสร้างโครงข่ายการเดินทางที่สมบูรณ์แบบ

    ด้านนายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กล่าวว่า การพัฒนาเส้นทางคมนาคมถาวรเชื่อมเกาะสมุยกับแผ่นดินใหญ่ด้วยโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย

    มีความจำเป็นอย่างยิ่งทั้งในมิติของความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงของระบบคมนาคมและสาธารณูปโภค ตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยผลจากการทำประชาพิจารณ์พบว่าประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ให้การสนับสนุนโครงการนี้สูงถึงกว่า 90%

    อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กทพ.เตรียมจัดประชุมเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนครั้งที่ 3 เพื่อสรุปผลการศึกษาในช่วงเดือนม.ค. 2569 พร้อมจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ภายในปี 2569 คาดว่าใช้เวลาประมาณ 1 ปี จากนั้นจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในปี 2570 ก่อนเปิดประมูลในปี 2571 คาดว่าจะใช้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP Net cost) เนื่องจากต้นทุนค่าก่อสร้างแพง ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างปี 2572 และเปิดให้บริการปี 2576 ขณะที่การจัดเก็บค่าผ่านทางของโครงการทางด่วนเชื่อมสมุย เบื้องต้นกทพ.ประเมินว่าค่าผ่านทางขาไป 1,000 บาทและขากลับ 1,000 บาท

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/918761/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fjkGECE9WCOVqmBrUBTxN

  • ททท. ย้ำ ‘ท่องเที่ยว’ แรงบวกเศรษฐกิจไทย Q1/69 ช่วงเลือกตั้ง จ่อชงมาตรการกระตุ้นรัฐบาลใหม่

    ททท. ย้ำ ‘ท่องเที่ยว’ แรงบวกเศรษฐกิจไทย Q1/69 ช่วงเลือกตั้ง จ่อชงมาตรการกระตุ้นรัฐบาลใหม่

    ธุรกิจ

    20 ธ.ค. 2025 เวลา 10:00 น.

    ททท. ย้ำ ‘ท่องเที่ยว’ แรงบวกเศรษฐกิจไทย Q1/69 ช่วงเลือกตั้ง จ่อชงมาตรการกระตุ้นรัฐบาลใหม่

    ‘ททท.’ เดินหน้า ‘ท่องเที่ยว’ แรงบวกเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ตรงกับช่วงหาเสียงเลือกตั้ง หลัง ‘อนุทิน’ ยุบสภา พร้อมเสนอมาตรการค้างท่อกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศแก่รัฐบาลใหม่

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า แม้ว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เพิ่งยุบสภาไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และกำลังจะมีการเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 8 ก.พ. 2568 แต่ภาคการท่องเที่ยวยังคงต้องเดินหน้าต่อเพื่อสร้างการเติบโต ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใดเข้ามาบริหารประเทศต่อ ภาคการท่องเที่ยวจะยังเป็นเครื่องยนต์ทำรายได้ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทย มีซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ประกอบการรายย่อยไปจนถึงรายใหญ่จำนวนมาก ทุกรัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับปากท้องของประชาชน และผลักดันภาคการท่องเที่ยวให้สามารถสร้างแรงบวกต่อเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง 

    ส่วนโครงการทัวร์ไทยคนละครึ่ง และโครงการ Buy International, Free Thailand Domestic Flights แจกตั๋วบินฟรีไป-กลับในประเทศแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ซื้อตั๋วบินเส้นทางระหว่างประเทศเข้าไทย ทาง ททท.พร้อมนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่พิจารณา เพราะเป็นเสียงสะท้อนความต้องการจากผู้ประกอบการ

    “ช่วงเลือกตั้งในไตรมาส 1 ปี 2569 ตรงกับไฮซีซัน คนไทยน่าจะยังเดินทางท่องเที่ยวกันตามปกติ ไม่ได้ชะลอการเดินทางแต่อย่างใด โดย ททท. เตรียมจัดบิ๊กอีเวนต์เคานต์ดาวน์ รวมถึงแคมเปญใหญ่อื่นๆ ในปีหน้า เช่น แคมเปญ จงไท่อี้เจียซิน (จีน-ไทย ครอบครัวเดียวกัน) ส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยวจีนด้วยการจัดเมกะแฟมทริปครั้งใหญ่ในเดือน ม.ค. ต่อเนื่องด้วยการจัดงานเทศกาลตรุษจีนเดือน ก.พ. และจะมีการจัดโรดโชว์ครั้งใหญ่ที่นครเซี่ยงไฮ้ในเดือน มี.ค. ก่อนเข้าสู่เดือน เม.ย.ที่มีไฮไลต์สำคัญอย่างงานเทศกาลสงกรานต์

    ททท. ย้ำ ‘ท่องเที่ยว’ แรงบวกเศรษฐกิจไทย Q1/69 ช่วงเลือกตั้ง จ่อชงมาตรการกระตุ้นรัฐบาลใหม่ ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    นางสาวฐาปนีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เทรนด์การเดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่ จะมีทั้งคนไทยเที่ยวในประเทศและชาวต่างชาติเที่ยวไทยคึกคัก สำหรับตลาดระยะไกลจากยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างมาก ล่าสุดมีจำนวนสะสมทะลุ 10 ล้านคน ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และคาดว่าสิ้นปี 2568 น่าจะได้มากถึง 11 ล้านคน ตลาดหลักคือสหราชอาณาจักร รัสเซีย และสหรัฐ ที่มีการเดินทางเกิน 1 ล้านคนแล้ว ขณะเดียวกันตลาดอินเดียคาดว่าจะแตะ 2.5 ล้านคน สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2.3 ล้านคน นอกจากนี้ตลาดเกิดใหม่อย่างโปแลนด์ มีการเติบโตสูงเกือบ 40% จนติด 10 อันดับแรกของตลาดระยะไกลที่เดินทางเข้าไทยสูงสุด และนักท่องเที่ยวใช้จ่ายต่อคนสูงมาก

    สำหรับสถานการณ์ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ผลกระทบล่าสุดตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เมื่อเดือน ก.ค. 2568 นักท่องเที่ยวกัมพูชาเดินทางเข้าไทยลดลง 40% ต่อเนื่องเป็นลดลง 60% แม้ภาพรวมการเดินทางท่องเที่ยวข้ามชายแดนจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่ความรู้สึกของนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงกังวลอยู่ บริเวณแหล่งท่องเที่ยวชายทะเล เช่น เกาะกูด เกาะช้าง เกาะหมาก และ อ.เมืองตราด พบยอดจองลดลงอย่างมากเกิน 50%

    “ได้รับรายงานจาก ททท.สำนักงานตราดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติที่เขาพำนักและท่องเที่ยวใน จ.ตราด ไม่ได้รีบเช็กเอาต์ออก รอให้เหตุปะทะสงบลงก่อนแล้วถึงกลับ แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาใหม่ แม้ไม่ได้ยกเลิก แต่ก็ชะลอการเดินทางเข้ามาในพื้นที่ เช่นเดียวกับพื้นที่ใน จ.จันทบุรี และ จ.บุรีรัมย์ ที่นักท่องเที่ยวเลือกชะลอการเดินทาง แน่นอนว่าตรงตะเข็บชายแดนมียอดยกเลิกการเดินทาง ส่วนมูลค่าความเสียหายอยู่ระหว่างประเมินเพิ่มเติม เพราะต้องประเมินตั้งแต่เกิดเหตุเมื่อกลางปีจนถึงสิ้นปีนี้”

    “ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์ใดๆ ในประเทศ ททท.ได้มีการสื่อสารอย่างชัดเจนว่าพื้นที่ไหนที่แนะนำให้หลีกเลี่ยง แต่นอกนั้นไม่ได้มีการกระทบกับแหล่งท่องเที่ยวโดยรวมของประเทศไทยเลย” ผู้ว่าการ ททท. กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1213034&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Zb2wc72Ui_L0SD9rKItSq

  • เลยอากาศหนาว ท่องเที่ยวภูอีเลิศชมทะเลหมอกร่องเขาสวยสุดฟิน

    เลยอากาศหนาว ท่องเที่ยวภูอีเลิศชมทะเลหมอกร่องเขาสวยสุดฟิน

    ภูมิภาค

    เลยอากาศหนาว ท่องเที่ยวภูอีเลิศชมทะเลหมอกร่องเขาสวยสุดฟิน

    วันเสาร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.21 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงนี้อากาศที่อำเภอด่านซ้ายกลับมาหนาวแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวหลายๆจุดคึกคัก เป็นอย่างมากก่อนปีใหม่ ลมหนาวมาเยือน ทะเลหมอกจึงเป็นที่หมายตาของกลุ่มนักท่องเที่ยว ที่จะต้องตามล่าหา เพื่อให้ได้มาซึ่งภาพที่สวยและประทับใจ ฟิน ตามที่ใจต้องการ 
        
    ภูอีเลิศเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติสุดอันซีน ของจังหวัดเลย ภูอีเลิศอยู่ที่ตำบลปากหมัน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เป็นจุดชมวิวทะเลหมอกสุดปัง ที่ใครๆมากี่ครั้ง ก็สามารถชมทะเลหมอกสองแผ่นดิน ระหว่างไทย-ลาว ได้ตลอดทั้งปี และสามารถสัมผัสแบบฟิน ได้ ในช่วงหนาวนี้ เป็นอีกจุดหนึ่งที่จะต้องไป สักครั้งหนึ่งในชีวิต ที่จะต้องมาที่ภูอีเลิศ ที่มีความสูงถึง 620 เมตร จากระดับน้ำทะเล ท่ามกลางวิวภูเขาฟินๆ ในช่วงนนี้นักท่องเที่ยวนิยมไปพักแรมและสัมผัสทะเลหมอก  

    รายงานอุณหภูมิต่ำสุดตามอำเภอต่าง ๆ เมื่อเช้าวันนี้(หน่วยวัดเป็นองศาเซลเซียส) ดังนี้.- อ.เมืองเลย 15.9 , อ.วังสะพุง 16.0 , อ.ด่านซ้าย 15.0, อ.เชียงคาน 17.0 , อ.ท่าลี่ 16.0 , อ.ภูกระดึง 15.9 , อ.ภูเรือ 14.0 ,อ.นาแห้ว 13.0 , อ.ปากชม 16.0 , อ.นาด้วง 16.0 , อ.ภูหลวง 17.0, อ.ผาขาว 15.0 , อ.เอราวัณ 17.0 ,อ.หนองหิน 14.0 ซํ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง 9.5 , อุทยานแห่งชาติภูเรือ 11.0 , เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง(ภูเรือ) 8.0 , ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเลย (อ.ภูเรือ) 10.0 , อุทยานแห่งชาติภูสวนทราย(อ.นาแห้ว) 12.0 ซํ.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/459444&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DyHEQkPSu0ggT9KZMr2O_

  • เจาะเบื้องหลัง “ชายแดนไทย-กัมพูชา” สู่ปฏิบัติการล้างบางแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ

    เจาะเบื้องหลัง “ชายแดนไทย-กัมพูชา” สู่ปฏิบัติการล้างบางแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ

    เจาะเบื้องหลัง “ชายแดนไทย-กัมพูชา” สู่ปฏิบัติการล้างบางแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ

    สถานการณ์ ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ที่ปะทุขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้สร้างความตื่นตระหนกและคำถามมากมายให้กับสาธารณชน ภาพข่าวการปะทะและการตอบโต้ทางทหารอาจทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่าสถานการณ์ดังกล่าวคือการแย่งชิงดินแดนรูปแบบเดิม 

    แต่หากพิจารณาลึกลงไปในยุทธวิธีและเป้าหมาย กลับพบว่า “ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา” คือการต่อสู้รูปแบบใหม่ ที่มีเดิมพันเป็นความมั่นคงปลอดภัยจากขบวนการต้มตุ๋นระดับโลก

    จากสมรภูมิชายแดน สู่ภารกิจทลายรัง

    จากสมรภูมิชายแดน สู่ภารกิจทลายรัง “แก๊งสแกมเมอร์”

    สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดในปฏิบัติการครั้งนี้ คือการเปลี่ยนเป้าหมายทางยุทธวิธีของกองทัพไทย จากการโจมตีฐานที่มั่นทางทหารของฝ่ายตรงข้าม ไปสู่การทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นอาคารพลเรือน เช่น กาสิโน โรงแรม และรีสอร์ตหรูในฝั่งกัมพูชา อย่างน้อย 6 แห่ง

    รายงานข่าวกรองระบุตรงกันว่า สถานที่เหล่านี้ถูกใช้เป็นฉากหน้าของ แก๊งสแกมเมอร์ และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ภายในอาคารถูกดัดแปลงเป็นศูนย์บัญชาการรบ ห้องควบคุมโดรน และคลังอาวุธ

    กองทัพไทยจึงนิยามปฏิบัติการนี้ว่าเป็น “สงครามไฮบริด” (Hybrid War) ที่มุ่งตัดท่อน้ำเลี้ยงและทำลายฐานปฏิบัติการของกลุ่มมิจฉาชีพ โดยอ้างความชอบธรรมว่าอาคารเหล่านี้ถูกดัดแปลงใช้ในทางทหาร ซึ่งช่วยลดแรงกดดันจากนานาชาติเรื่องการโจมตีเป้าหมายพลเรือน

    ท่าที “มหาอำนาจ” สหรัฐฯ-จีน ไม่ได้ห้าม…แถมยังแอบ ‘ให้ไฟเขียว’

    ตามปกติแล้ว มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีนมักจะออกมาเรียกร้องให้หยุดยิงทันทีเมื่อเกิด ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา แต่ครั้งนี้กลับเกิดปรากฏการณ์ความเงียบที่ผิดไปจากปกติ 

    Bloomberg วิเคราะห์ว่า ท่าทีของสหรัฐฯ เปรียบเสมือนการ “ให้ไฟเขียวโดยปริยาย” (Tacit Green Light) เนื่องจากเป้าหมายที่ถูกโจมตีมีความเชื่อมโยงกับ “ตรี เพียบ” (Try Pheap) นายทุนใหญ่ผู้ใกล้ชิดกับ ฮุน เซน ผู้นำกัมพูชา ซึ่งถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรไปก่อนหน้านี้ในข้อหาทุจริตและพัวพันกับเครือข่ายอาชญากรรม

    ขณะเดียวกัน จีนก็แสดงจุดยืนสนับสนุนการ ปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ ของไทยอย่างเปิดเผย เพราะชาวจีนตกเป็นเหยื่อรายใหญ่ของขบวนการนี้ 

    การที่ไทยลุกขึ้นมาจัดการกวาดล้างจึงสอดคล้องกับผลประโยชน์ของทั้งสองมหาอำนาจ

    เบื้องหลังปฏิบัติการกวาดล้าง 'ทุนสีเทา-สแกมเมอร์'

    ‘Scambodia’ ทุบเศรษฐกิจ พ่นพิษใส่ Trip.com

    ผลกระทบจากภาพลักษณ์ด้านลบที่กัมพูชาถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางอาชญากรรม หรือ ‘Scambodia’ ได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงและรวดเร็ว กรณีศึกษาที่ชัดเจนคือ Trip.com แพลตฟอร์มท่องเที่ยวระดับโลก ที่ต้องประกาศระงับข้อตกลงความร่วมมือกับรัฐบาลกัมพูชา หลังเซ็นสัญญาได้เพียง 16 วัน (1 ธันวาคม 2568)

    สาเหตุหลักเกิดจากกระแสต่อต้านของผู้ใช้งานชาวจีนและไทย ที่กังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล จนนำไปสู่การคว่ำบาตรแอปพลิเคชัน สะท้อนให้เห็นว่าความหวาดกลัวต่อ แก๊งสแกมเมอร์ มีอิทธิพลเหนือข้อตกลงทางธุรกิจ และสร้างความเสียหายได้โดยไม่ต้องรอมาตรการจากรัฐ

    ในเวทีระหว่างประเทศ ไทยได้แสดงบทบาทนำอย่างแข็งขัน โดยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม “International Conference on The Global Partnership Against Online Scams” ร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีในเวทีนานาชาติ โดยมีผู้แทนจากกว่า 60 ประเทศเข้าร่วม

    สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักร่วมกันของประชาคมโลกต่อปัญหานี้ แต่เป็นที่ “น่าเสียดาย” ที่กัมพูชาไม่ได้ส่งผู้แทนเข้าร่วม

    เมื่อไร้ซึ่งวี่แววของการปรากฏตัว ส่งผลให้กัมพูชาต้องเผชิญแรงกดดันทางการทูตอย่างหนัก และยิ่งซ้ำเติมภาพลักษณ์ของกัมพูชาในเวทีโลกให้ติดลบลงไปอีก

    ปฏิบัติการล้างบางแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ

    จีนเหยียบเรือสองแคม สมรภูมิชายแดนไทย-กัมพูชา

    จีนดำเนินนโยบายที่ซับซ้อนในวิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชา ในด้านหนึ่ง จีนคือผู้สนับสนุนหลักในการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างแข็งขัน

    การเดินทางเยือนไทยของนายหลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจน โดยเขากล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า

    รัฐบาลกัมพูชามีความเชื่อมโยงและมีผลประโยชน์ร่วมกับขบวนการสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นการตอกย้ำจุดยืนของจีนที่ต้องการกวาดล้างอาชญากรรมไซเบอร์อย่างจริงจัง

    แต่อีกด้านหนึ่ง จีนก็พยายามเข้ามามีบทบาทในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยทางการทูต โดยนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้ต่อสายตรงถึงรัฐมนตรีต่างประเทศไทยและกัมพูชาเพื่อเรียกร้องให้มีการหยุดยิงและลดความตึงเครียด พร้อมเสนอตัวเป็น “สะพานเชื่อม” เพื่อฟื้นฟูสันติภาพระหว่างสองประเทศ

    บทบาทสองด้านของจีนคือการดำเนินกลยุทธ์แบบสมดุลที่ผ่านการคำนวณมาอย่างดี จีนต้องการปฏิบัติการทางทหารของไทยเพื่อกำจัดเครือข่ายสแกมเมอร์ที่สร้างความเสียหายใหญ่หลวงต่อพลเมืองจีน

    แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อาจยอมให้เกิดสงครามเต็มรูปแบบในภูมิภาคที่จะเป็นภัยต่อการลงทุน บุคลากร และเสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์ในภาพรวมของตนเองได้

    ยุทธศาสตร์พลิกเกมของไทย จาก ‘ผู้รุกราน’ สู่ ‘ผู้พิทักษ์ด่านหน้าของโลก’

    ยุทธศาสตร์พลิกเกมของไทย จาก ‘ผู้รุกราน’ สู่ ‘ผู้พิทักษ์ด่านหน้าของโลก’

    ในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อน กองทัพไทยยกระดับการทำสงครามข้อมูลข่าวสารได้อย่างน่าสนใจ ด้วยการปรับวิธีนำเสนอเรื่องราว (Narrative) ต่อสายตาชาวโลกได้อย่างมีชั้นเชิง

    แทนที่จะปล่อยให้สังคมโลกมองไทยเป็นผู้รุกรานในข้อพิพาทชายแดน กองทัพกลับเลือกสื่อสารยุทธศาสตร์ใหม่อย่างชัดเจน ผ่านแถลงการณ์โดยนิยามว่า

    “Scam Army = Global Threat, Thailand = Frontline Defender” หรือ กองทัพสแกมเมอร์ = ภัยคุกคามระดับโลก, ประเทศไทย = แนวหน้าผู้พิทักษ์

    การวางกรอบ (Framing) เช่นนี้ถือเป็นการพลิกเกมที่ชาญฉลาด เพราะช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์จากคู่ขัดแย้งในสงครามชายแดน ให้กลายเป็นตัวแทนประชาคมโลกที่กำลังต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ

    ยุทธศาสตร์นี้ช่วยลดแรงกดดันทางการทูตได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนจากท่าทีที่สงบทีเดียวของทั้งสหรัฐฯ และจีน

    บทสรุปของ ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ครั้งนี้ จึงไม่ใช่เรื่องของพรมแดนอีกต่อไป แต่เป็นกรณีศึกษาของการทำสงครามยุคใหม่ที่ใช้ความชอบธรรมในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินนโยบายความมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/blogs/post-analysis/735249&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sIsGCxCseouxpDM2jrHJa

  • เจาะลึกแผนท่องเที่ยวอาเซียน 2569-2573 ผ่านมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ณ หนองหลวง เวียงชัย

    เจาะลึกแผนท่องเที่ยวอาเซียน 2569-2573 ผ่านมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ณ หนองหลวง เวียงชัย

    ร้อยเอกธรรมนัส เปิดงานไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ชู “นทีศรัทธา” กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากยั่งยืน

    เชียงราย, 20 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางกระแสการยกระดับการท่องเที่ยวอาเซียนสู่เวทีโลก แผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวอาเซียนฉบับใหม่ พ.ศ. 2569–2573 กำลังจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปีหน้า ขณะเดียวกัน จังหวัดเชียงรายกำลังก้าวสู่บทบาท “ห้องทดลองเชิงพื้นที่” ผ่านการจัดงาน “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 โซนอำเภอเวียงชัย” บริเวณหนองหลวง แหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่สุดของจังหวัด ภายใต้แนวคิด “นทีศรัทธา ธ สถิตในใจตราบนิจนิรันดร์” เปลี่ยนพื้นที่ชุมชนริมหนองน้ำให้กลายเป็นเวทีเชื่อมโยงนโยบายระดับภูมิภาคกับเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

    งานมหกรรมฯ ที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 และจะจัดต่อเนื่องถึงวันที่ 7 มกราคม 2569 ไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลชมไม้ดอกเมืองหนาว หากแต่สะท้อน “เชียงรายโมเดล” ที่นำเป้าหมายการท่องเที่ยวอาเซียนมาปรับใช้ในระดับจังหวัด ผ่านการออกแบบภูมิทัศน์ กิจกรรมทางวัฒนธรรม และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนในพื้นที่หนองหลวง ซึ่งครอบคลุม 3 ตำบล ใน 2 อำเภอ และเป็นบ้านของชุมชนจำนวนมากที่พึ่งพาระบบนิเวศแห่งนี้มาหลายชั่วอายุคน

    อาเซียนขยับเกมท่องเที่ยว แผนใหม่ 2569–2573 กับเป้าหมาย “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวโลก”

    เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 กรมการท่องเที่ยว (Department of Tourism) เผยแพร่ข้อมูลสำคัญผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ ระบุว่า ประเทศไทยในฐานะสมาชิกประชาคมอาเซียนกำลังก้าวเดินตาม “แผนรายสาขาด้านการท่องเที่ยวอาเซียน ฉบับใหม่ พ.ศ. 2569–2573” ซึ่งจะเป็นกรอบทิศทางร่วมของทั้งภูมิภาคในอีก 5 ปีข้างหน้า

    เป้าหมายหลักของแผนฉบับนี้สอดคล้องกับ AEC Goals และวิสัยทัศน์อาเซียน 2588 โดยมุ่งผลักดันให้อาเซียน

    1. เป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวคุณภาพสูง มีมาตรฐานและมูลค่าสูง
    2. ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ดี
    3. สร้างงานและรายได้ที่มั่นคงให้กับประชาคมอาเซียน ซึ่งมีประชากรมากกว่า 660 ล้านคน

    เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว แผนท่องเที่ยวอาเซียนฉบับใหม่ได้วาง แนวทางการดำเนินงานสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่

    • การท่องเที่ยวที่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ (Resilient & Sustainable Tourism)
    • การเดินทางที่เข้าถึงได้และไร้รอยต่อ (Seamless Connectivity)
    • การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการท่องเที่ยวและบริการ
    • การยกระดับสินค้าและบริการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพสูงและมีอัตลักษณ์ชัดเจน
    • การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรม

    กรมการท่องเที่ยวระบุว่า แผนฉบับเต็มจะเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ทางการของอาเซียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในช่วงเดือนมกราคม 2569 เพื่อใช้เป็น “เข็มทิศร่วม” ของทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนท้องถิ่นในการออกแบบผลิตภัณฑ์และเส้นทางท่องเที่ยวในระยะต่อไป

    จากแผนระดับภูมิภาค สู่เวทีจริงที่หนองหลวง เวียงชัย

    บนแผนที่ยุทธศาสตร์ของอาเซียน จังหวัดเชียงรายอาจเป็นเพียงหนึ่งในเมืองชายแดนตอนเหนือของไทย แต่ในทางปฏิบัติ จังหวัดแห่งนี้ถูกจับตามองอย่างต่อเนื่องในฐานะ “เมืองท่องเที่ยวศักยภาพสูง” ที่เชื่อมโยงทั้งเศรษฐกิจชายแดน วัฒนธรรมล้านนา และความหลากหลายทางชาติพันธุ์

    ในวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม 2568 ภาพของร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินเคียงข้างนักท่องเที่ยวและชาวบ้านริมหนองหลวง ในพิธีเปิด มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 โซนอำเภอเวียงชัย” จึงมีความหมายมากกว่าพิธีเชิงสัญลักษณ์ หากแต่แสดงให้เห็นถึงการบูรณาการระหว่างนโยบายเกษตร ทรัพยากรน้ำ และการท่องเที่ยวในพื้นที่เดียวกัน

    ภายในงานเปิดมีบุคคลสำคัญเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ

    • นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
    • นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
    • นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
    • หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องที่–ท้องถิ่น และภาคประชาชน

    บรรยากาศในวันเปิดงานสะท้อนให้เห็นความคึกคักของผู้คนในพื้นที่ที่มาร่วมต้อนรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ท่ามกลางทุ่งดอกไม้เมืองหนาวที่ได้รับการจัดแต่งภูมิทัศน์อย่างประณีต ริมผืนน้ำของหนองหลวงที่สะท้อนแสงไฟและการแสดงน้ำพุดนตรีในยามค่ำคืนอย่างงดงาม

    หนองหลวง” จากพื้นที่ชุ่มน้ำสู่แลนด์มาร์กใหม่ของเชียงราย

    หัวใจสำคัญของเวทีงานครั้งนี้คือ หนองหลวง” แหล่งน้ำธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดเชียงราย ครอบคลุมพื้นที่ 3 ตำบล ใน 2 อำเภอ เป็นทั้งพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญ แหล่งทำกินของชุมชน และพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนในท้องถิ่น

    นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) อธิบายถึงทิศทางการพัฒนาอย่างชัดเจนว่า การจัดงานมหกรรมไม้ดอกในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการจัดเทศกาลชั่วคราว หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การฟื้นฟูและพลิกโฉมหนองหลวงให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรมที่มีศักยภาพในระยะยาว

    ที่ผ่านมา อบจ.เชียงรายได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งด้านการจัดการน้ำ การฟื้นฟูระบบนิเวศ และการพัฒนาภูมิทัศน์ จนพื้นที่หนองหลวงกลับมามีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น สภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ทั้งด้านการเกษตรและการท่องเที่ยว

    อีกหนึ่งองค์ประกอบที่ได้รับความสนใจจากผู้มาเยือน คือ ประติมากรรม “แม่หม้าย” ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม ถ่ายทอดตำนานและเรื่องเล่าท้องถิ่นเกี่ยวกับหนองหลวง เชื่อมโยง “ศรัทธา–ธรรมชาติ–ประวัติศาสตร์” เข้าด้วยกันอย่างมีมิติ ช่วยให้การท่องเที่ยวไม่จำกัดแค่การถ่ายภาพกับดอกไม้ แต่เปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้เรียนรู้รากเหง้าและอัตลักษณ์ของชุมชนริมหนองน้ำแห่งนี้ด้วย

    ไฮไลต์มหกรรมไม้ดอก ประสบการณ์ท่องเที่ยวที่เชื่อมอารมณ์–เศรษฐกิจ–สิ่งแวดล้อม

    งานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 โซนอำเภอเวียงชัย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 ธันวาคม 2568 – 7 มกราคม 2569 รวมระยะเวลายาวกว่า 2 สัปดาห์ เพื่อรองรับทั้งนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่และผู้มาเยือนจากประเทศเพื่อนบ้าน

    กิจกรรมสำคัญที่ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์ทั้งการท่องเที่ยวเชิงพักผ่อนและการสร้างมูลค่าเพิ่ม ได้แก่

    1. การจัดแสดงไม้ดอกเมืองหนาวและภูมิทัศน์ริมหนองน้ำ
      แปลงดอกไม้ถูกออกแบบให้เป็นลานชมวิวต่อเนื่องริมหนองหลวง พร้อมจุดถ่ายภาพที่เชื่อมฉากหลังระหว่างดอกไม้–ผืนน้ำ–ทิวเขา นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมได้ตลอดแนว เสริมด้วยงานศิลปะจัดวางและโคมไฟยามค่ำคืน เพื่อให้พื้นที่มีชีวิตทั้งกลางวันและกลางคืน
    2. การแสดงน้ำพุดนตรีประกอบบทเพลงพระราชนิพนธ์
      การนำบทเพลงพระราชนิพนธ์มาใช้ประกอบการแสดงน้ำพุดนตรี ไม่เพียงเพิ่มอรรถรสด้านบันเทิง แต่ยังเชื่อมโยงมิติทางวัฒนธรรมและความจงรักภักดีให้เกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะอย่างสง่างาม
    3. กิจกรรมล่องเรือชมธรรมชาติและวิถีชีวิตริมน้ำ
      นักท่องเที่ยวสามารถล่องเรือชมทัศนียภาพรอบหนองหลวง สัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้านริมฝั่ง และเรียนรู้เรื่องราวระบบนิเวศของพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งเป็นฐานทรัพยากรสำคัญด้านประมงพื้นบ้านและการเกษตร โดยกิจกรรมดังกล่าวช่วยสร้างรายได้ทางตรงให้กับผู้ประกอบการเรือท้องถิ่นและชุมชนรอบหนองหลวง
    4. การแสดงศิลปวัฒนธรรมและประติมากรรม “แม่หม้าย”
      ลานกิจกรรมถูกใช้เป็นเวทีหมุนเวียนสำหรับการแสดงฟ้อนเมือง ดนตรีพื้นบ้าน และกิจกรรมสร้างสรรค์ที่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์หนองหลวง ผ่านทั้งการเล่าเรื่องสดและนิทรรศการภาพ–สื่อผสม ทำให้ผู้มาเยือนได้รับทั้งความบันเทิงและความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับชุมชน

    งานทั้งหมดถูกจัดวางให้สอดคล้องกับนโยบาย “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” ของจังหวัดเชียงราย ที่ต้องการกระจายโอกาสทางการท่องเที่ยวจากตัวเมืองไปยังอำเภอต่าง ๆ อย่างทั่วถึง

    เชียงรายโมเดล กับการต่อยอดแผนท่องเที่ยวอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม

    หากเปรียบแผนท่องเที่ยวอาเซียน พ.ศ. 2569–2573 เป็น “แผนที่ระดับภูมิภาค” การจัดงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ที่เวียงชัยก็คือ “แผนที่ระดับชุมชน” ที่ถูกขยายจากแผนใหญ่สู่การปฏิบัติจริง

    ในมิติของ การท่องเที่ยวเชิงยั่งยืน หนองหลวงเป็นตัวอย่างของการนำพื้นที่ชุ่มน้ำที่เคยประสบปัญหาคุณภาพสิ่งแวดล้อม มาฟื้นฟูให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ผ่านการจัดการน้ำ การอนุรักษ์พันธุ์ปลา และการจัดภูมิทัศน์ที่เคารพต่อระบบนิเวศ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของอาเซียนที่เน้นการท่องเที่ยวไม่ทำลายทรัพยากร

    ด้าน การสร้างรายได้และการจ้างงาน งานมหกรรมไม้ดอกฯ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารพื้นเมือง ผู้ให้บริการเรือ ร้านจำหน่ายสินค้า OTOP และงานหัตถกรรมท้องถิ่น ได้มีพื้นที่จำหน่ายสินค้าและบริการในช่วงเวลาที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่น โดยรายได้จะหมุนเวียนอยู่ในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

    ในมิติของ การยกระดับสินค้าและบริการท่องเที่ยว เชียงรายใช้จุดแข็งด้านวัฒนธรรมและภูมิประเทศ ผสมผสานกับประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เช่น การชมดอกไม้เมืองหนาวริมหนองน้ำ การล่องเรือชมธรรมชาติยามเย็น และการชมการแสดงน้ำพุดนตรี ซึ่งช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับพื้นที่หนองหลวงมากกว่าการเป็นเพียงพื้นที่สาธารณะธรรมดา

    ที่สำคัญ เชียงรายยังมีศักยภาพเชื่อมโยงกับเส้นทางท่องเที่ยวระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและประเทศเพื่อนบ้าน การยกระดับหนองหลวงและอำเภอเวียงชัยให้เป็นหนึ่งในจุดหมายเชื่อมโยงของนักท่องเที่ยวต่างชาติในอนาคต จึงสามารถต่อยอดสู่เป้าหมายของอาเซียนที่ต้องการเป็น “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวคุณภาพสูงของโลก” ได้อย่างชัดเจน

    ผลกระทบต่อชุมชน จากดอกไม้สู่ความหวังระยะยาว

    แม้ยังไม่มีตัวเลขสถิติรายได้จากการจัดงานครั้งนี้ออกมาอย่างเป็นทางการ แต่มองจากจำนวนวันจัดงานกว่า 20 วัน และการกระจายตัวของกิจกรรมภายในหนองหลวงที่เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการท้องถิ่นหลายกลุ่ม เชื่อได้ว่ามหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 จะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในช่วงปลายปีและต้นปีใหม่

    ในเชิงสังคม งานลักษณะนี้ยังช่วย “เยียวยาและเชื่อมความสัมพันธ์” ระหว่างคนในพื้นที่กับทรัพยากรธรรมชาติที่พวกเขาอยู่ร่วมกันมานาน การได้เห็นหนองน้ำที่เคยถูกมองข้ามกลับมามีชีวิต มีนักท่องเที่ยวมาเยือน และมีการเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ผ่านประติมากรรมและการแสดง เป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความภาคภูมิใจและความรู้สึกร่วมของชุมชน

    สำหรับระดับนโยบาย การที่จังหวัดเชียงรายเลือกใช้เวทีมหกรรมไม้ดอกฯ เป็นพื้นที่สื่อสารเรื่องการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การจัดการน้ำ และการท่องเที่ยวคุณภาพสูง สอดคล้องกับทิศทางของแผนท่องเที่ยวอาเซียนชุดใหม่อย่างใกล้ชิด ทำให้เชียงรายกลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าจับตาสำหรับจังหวัดอื่น ๆ ที่ต้องการนำแผนระดับภูมิภาคมาปรับใช้ในแบบของตนเอง

    เมื่อแผนอาเซียนมาบรรจบกับลมหายใจของชุมชนริมหนองหลวง

    แผนท่องเที่ยวอาเซียน พ.ศ. 2569–2573 ตั้งเป้าให้อาเซียนเป็นผู้นำการท่องเที่ยวคุณภาพสูงของโลก เน้นความยั่งยืน ความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง และการสร้างงานให้ประชาชนในภูมิภาค ขณะที่ “หนองหลวง–เวียงชัย–เชียงราย” กำลังสาธิตให้เห็นว่า เป้าหมายใหญ่ระดับภูมิภาคจะไม่เป็นเพียงเอกสารหรือสไลด์ประชุม หากแต่สามารถแปลงเป็นประสบการณ์จริงที่จับต้องได้ในระดับชุมชน

    จากทุ่งไม้ดอกเมืองหนาว น้ำพุดนตรีริมผืนน้ำ ล่องเรือชมวิถีชีวิต ไปจนถึงตำนาน “แม่หม้ายหนองหลวง” ทุกองค์ประกอบคือการเล่าเรื่องเดียวกันว่า การท่องเที่ยวที่ดีไม่ใช่แค่การเดินทางไป “ดู” สถานที่ใหม่ ๆ เท่านั้น แต่คือการเดินทางไป “เข้าใจ” ผู้คน ธรรมชาติ และประวัติศาสตร์ของพื้นที่นั้นอย่างลึกซึ้ง

    สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจุดหมายใหม่ในช่วงปลายปีนี้ การเดินทางไปสัมผัส “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 โซนอำเภอเวียงชัย” จึงไม่ใช่เพียงการไปชมดอกไม้สวยงาม หากแต่เป็นการไปเห็นด้วยตาตนเองว่า เมืองชายแดนเล็ก ๆ แห่งหนึ่งบนแผนที่ไทย กำลังก้าวเดินเคียงไปกับวิสัยทัศน์ใหญ่ของอาเซียนอย่างสง่างามเพียงใด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-asean-flower-festival-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Am-Y6X5PK7bgTsS0ZJhDk

  • ทูตไทย ณ กรุงโซล จับมือวิทยุการบินฯ สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้เที่ยวไทย ย้ำไทยยังคงปลอดภัยด้านการบิน พร้อมผนึกความร่วมมือด้านการสื่อสาร กระตุ้นการท่องเที่ยวไทยในช่วงไฮซีซั่น

    ทูตไทย ณ กรุงโซล จับมือวิทยุการบินฯ สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้เที่ยวไทย ย้ำไทยยังคงปลอดภัยด้านการบิน พร้อมผนึกความร่วมมือด้านการสื่อสาร กระตุ้นการท่องเที่ยวไทยในช่วงไฮซีซั่น

    ทูตไทย ณ กรุงโซล จับมือวิทยุการบินฯ สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้เที่ยวไทย ย้ำไทยยังคงปลอดภัยด้านการบิน พร้อมผนึกความร่วมมือด้านการสื่อสาร กระตุ้นการท่องเที่ยวไทยในช่วงไฮซีซั่น

    (18 ธ.ค.68) นายธานี แสงรัตน์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล กล่าวว่า สถานทูตไทยให้ความสำคัญกับการเร่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง หลังมีข่าวสารเชิงลบในสื่อเกาหลีใต้และต่างประเทศ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนด้านข้อมูลข่าวสาร โดยขอยืนยันว่าประเทศไทยยังคงมีความปลอดภัยสูง เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ที่เป็นข่าวอยู่ ห่างจากสถานที่ท่องเที่ยวมาก ซึ่งต้องขอขอบคุณ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.)  ที่ได้ชี้แจงถึงแนวทางการบริหารจัดการจราจรทางอากาศ ในเส้นทางบินไทย – เกาหลีใต้ ว่าไม่ได้รับผลกระทบต่อความปลอดภัยทางการบิน เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ในการตัดสินใจเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยได้เป็นอย่างมาก นอกจากนี้สถานทูตไทยได้ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) วางแผนรุกตลาดเชิงบวก หลังปีใหม่ 2569 โดยเตรียมเชิญ Influencers และ Content Creators ชาวเกาหลีใต้ เดินทางมาเยือนไทย เพื่อสร้างสรรค์เนื้อหาเชิงบวก ถ่ายทอดประสบการณ์ท่องเที่ยว และกระตุ้นความสนใจในกลุ่มนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ผ่านสื่อออนไลน์ สร้างภาพลักษณ์ใหม่ของประเทศไทยในฐานะ “Green Destination” เน้นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ วัฒนธรรม และความยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมและความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ในปัจจุบัน โดยการหารือกับ บวท. ดังกล่าว ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านการต่างประเทศ การท่องเที่ยว และความปลอดภัยทางการบิน ในการส่งสัญญาณเชิงบวกไปยังนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ว่า “ประเทศไทยยังคงปลอดภัย พร้อมต้อนรับด้วยรอยยิ้ม และมีแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ รอให้มาสัมผัส”

    นายพิเชฐ  คุณาธรรมรักษ์ ประธานกรรมการ บวท. เปิดเผยภายหลังเดินทางเยือนสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล ว่า  ภาพรวมเที่ยวบินระหว่างไทย–เกาหลีใต้ ยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ เที่ยวบินเพิ่มจาก 54 เที่ยวบินต่อวัน เป็น 60 เที่ยวบินต่อวัน ซึ่ง บวท. ได้เตรียมมาตรการบริหารจัดการจราจรทางอากาศและจัดเส้นทางบินอย่างรัดกุม เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ด้วยศักยภาพของบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ ควบคู่เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ และมาตรการความปลอดภัยระดับสากล ขอยืนยันว่า สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย –กัมพูชา ไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยด้านการบินและการท่องเที่ยวในประเทศไทย โดย บวท. พร้อมสนับสนุนในการสื่อสารข้อมูลด้านความปลอดภัยทางการบิน รวมถึงสร้างความเข้าใจที่ดีต่อสาธารณชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวและสายการบิน  เพื่อช่วยผลักดันการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/63496&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QDU10n3MfcPqGD9YJKPON

  • ตำรวจท่องเที่ยวโชว์สปิริต! เก็บกระเป๋าเงินคืนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ย้ำภาพลักษณ์ความปลอดภัยและการเป็นที่พึ่งของผู้มาเยือน

    ตำรวจท่องเที่ยวโชว์สปิริต! เก็บกระเป๋าเงินคืนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ย้ำภาพลักษณ์ความปลอดภัยและการเป็นที่พึ่งของผู้มาเยือน

    ตำรวจท่องเที่ยวโชว์สปิริต! เก็บกระเป๋าเงินคืนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ย้ำภาพลักษณ์ความปลอดภัยและการเป็นที่พึ่งของผู้มาเยือน

    ตามนโยบายของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. ที่มุ่งเน้นการดูแลความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว กองกำกับการสืบสวน กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว นำโดย พ.ต.อ.แมน รถทอง ผกก.สืบสวน บช.ทท., พ.ต.ท.กฤตพร แสงสุระ สว.กก.สืบสวน บช.ทท. ได้กำชับเจ้าหน้าที่ในสังกัดให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งและมีจิตบริการ

    วันนี้ 19 ธันวาคม 2568 เวลาประมาณ 12.45 น. ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สืบสวน บช.ทท. ประกอบด้วย ร.ต.ท.โชติวัฒน์ พรหมายน รอง สว.กก.สืบสวน บช.ทท., ด.ต.ประพันธ์ วิสุทธิ์เสรีพันธุ์ ผบ.หมู่ กก.สืบสวน บช.ทท.กำลังปฏิบัติหน้าที่สายตรวจเดินเท้าเพื่อดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชนที่มาร่วมเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ถึงบริเวณ ถนนมหาราช แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กทม. ได้พบกระเป๋าใส่บัตรเครดิตสีดำตกอยู่บริเวณทางเดินเท้า

    จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบทรัพย์สินสำคัญหลายรายการ ดังนี้
    – กระเป๋าใส่บัตรเครดิต (สีดำ) จำนวน 1 ใบ
    – สำเนาหนังสือเดินทาง (Passport) จำนวน 1 ฉบับ
    – บัตรเครดิต จำนวน 1 ใบ
    – บัตร Central Hotel จำนวน 1 ใบ
    – ธนบัตรสกุลดอลลาร์สหรัฐ ฉบับละ 100 ดอลลาร์ จำนวน 1 ฉบับ
    – ธนบัตรรัฐบาลไทย (รวม 3,120 บาท) 
      
    เจ้าหน้าที่ กก.สืบสวน บช.ทท. ได้นำทรัพย์สินทั้งหมดไปลงบันทึกและเก็บรักษาไว้ที่ สน.พระราชวัง พร้อมเร่งประสานงานติดตามตัวเจ้าของเพื่อนำส่งคืนด้วยความรวดเร็ว

    จนสามารถติดต่อ Mr. Carrasco สัญชาติ เปรู วีซ่านักท่องเที่ยว ผู้เป็นเจ้าของได้สำเร็จ ได้นัดหมายให้มารับทรัพย์สินคืนในเวลา 14.00 น. เมื่อ Mr. Carrasco เดินทางมารับทรัพย์สินและตรวจสอบพบว่าอยู่ครบถ้วน พร้อมแจ้งว่าตนได้เดินทางมาท่องเที่ยวที่พระบรมมหาราชวังและวัดโพธิ์ ได้ทำกระเป๋าดังกล่าวหล่นหายไป Mr. Carrasco ได้กล่าวแสดงความขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก พร้อมทั้งขอถ่ายภาพร่วมกับเจ้าหน้าที่ และถ่ายคลิปวิดีโอเพื่อกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวไทยที่ให้การช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและซื่อสัตย์ สร้างความประทับใจและภาพลักษณ์ที่ดีต่อการท่องเที่ยวของประเทศไทยอย่างยิ่ง

    “Police Tourist: Your First Friend” หากต้องการความช่วยเหลือ แจ้งสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 ตลอด 24 ชั่วโมง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/63494&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39Q7onzE2WQtFXRhMc_zd0

  • สั่งห้าม ล่องเรือ-บินโดรน รัศมี 500 เมตร จากแท่นขุดเจาะน้ำมัน มีความผิดถึงขั้น ‘ก่อวินาศกรรม’

    สั่งห้าม ล่องเรือ-บินโดรน รัศมี 500 เมตร จากแท่นขุดเจาะน้ำมัน มีความผิดถึงขั้น ‘ก่อวินาศกรรม’

    วันนี้, 21:47น.

             เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 19 ธ.ค.68 ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ไทย-กัมพูชา สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก พล.ร.ต.จุมพล นาคบัว โฆษกศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ตอบคำถามสื่อช่วงเทศกาลท่องเที่ยว การนำนักท่องเที่ยวไปกลางทะเล และพื้นที่อ่อนไหว จะแนะนำนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการอย่างไร และหากพบการบินโดรนจะผิดความมั่นคงหรือไม่ว่า ในส่วนของนักท่องเที่ยวการใช้โดรนในเชิงท่องเที่ยวสันทนาการนอกพื้นที่หวงห้าม ยังสามารถดำเนินการได้

              ส่วนการบินโดรนในพื้นที่หวงห้ามของแท่นผลิตปิโตรเลียม แม้ยังไม่ระบุเป็นเขตห้ามบิน แต่พื้นที่ดังกล่าวได้รับการปกป้องตามกฎหมาย พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับสถานที่ผลิตปิโตรเลียมในทะเล ซึ่งห้ามการดำเนินการใดๆ ที่จะกระทบต่อความเสียหายบุคคลและอันตราย

              โดยจะมีความผิดทั้งเรือและสิ่งที่บินเข้าไป เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวอ่อนไหว เรื่องความปลอดภัยด้านความไวไฟ เพราะหากโดรนแบตหมดและหล่นลงไปและทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินต่อแท่นผลิต และทำให้เกิดการลุกลามของไฟ รวมถึงเรือประมงและเรือท่องเที่ยวต่างๆ ที่เข้าไปจอดในรัศมี 500 เมตร จากแท่นผลิตปิโตรเลียม ก็มีความเสี่ยงด้วยเช่นกัน

              ดังนั้นจึงขอความร่วมมืออย่าล่องเรือเข้าไปและอย่าบินโดรนในเขตห่วงห้ามเหล่านี้ ถ้าเกิดความเสียหายเกิดขึ้นอาจจะถูกดำเนินคดีตามความผิด ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องไปถึงการก่อวินาศกรรม ที่มีบทลงโทษที่รุนแรง ทั้งส่วนเรือที่นำเข้าไปและผู้ที่นำโดรนเข้าไป

              ในส่วนพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีความจำเป็นจะต้องใช้โดรนในบริเวณใกล้เคียง จึงขอให้งดเว้นก่อนในช่วงนี้

    #ห้ามโดรนบิน

    #แท่นขุดเจาะน้ำมัน

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/157663&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2adNEZJcjIC5ToyFqGal9_

  • อาเซียนเทใจให้ ‘ฉงชิ่ง’ เมืองน่าเที่ยวมาแรง ‘เวียดนาม’ พัฒนา-เรียนรู้เร็ว คู่แข่งไทยชิงนักเดินทาง

    อาเซียนเทใจให้ ‘ฉงชิ่ง’ เมืองน่าเที่ยวมาแรง ‘เวียดนาม’ พัฒนา-เรียนรู้เร็ว คู่แข่งไทยชิงนักเดินทาง

    ธุรกิจ

    อาเซียนเทใจให้ ‘ฉงชิ่ง’ เมืองน่าเที่ยวมาแรง ‘เวียดนาม’ พัฒนา-เรียนรู้เร็ว คู่แข่งไทยชิงนักเดินทาง

    19 ธ.ค. 2025 เวลา 17:44 น.

    ผ่าแนวโน้มท่องเที่ยวปี 69 Trip.com มองโอกาสเติบโตต่อไป เผยหมุดมายเมืองใน “จีน” ยังร้อนแรงดึงดูดนักเดินทาง ด้าน “เวียดนาม” เรียนรู้เร็วในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แต่ไทยยังโดดเด่นด้วยโครงสร้างพื้นฐานเอื้อการท่องเที่ยว

    ท่ามกลางบริบทโลก เผชิญเศรษฐกิจที่ถดถอย และเครื่องยนต์ที่หลายประเทศต่างพึ่งพาเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของจีดีพียกให้ “อุตสาหกรรมท่องเที่ยว” เกิดการชิงนักเดินทางกลายเป็น “สงครามการท่องเที่ยว” หรือ Tourism War

    ประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทาง(Destination) นักเดินทางทั่วโลกล้วนอยากมาเยี่ยมเยือน ทว่า จากสารพัดปัจจัยรุมเร้า ทั้งประเด็นความปลอด ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ฯ ทำให้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนเดสทิเนชัน ไปประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะ “เวียดนาม” กลายเป็นคู่แข่งสำคัญในภูมิภาค

    เมื่อเร็วๆนี้ Trip.com Group ผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวชั้นนำระดับโลก จัดงาน Trip.Best Roadshow: Southeast Asia Travel Trends Unpacked โดยข้อมูลชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของนักท่องเที่ยวไทย โอกาสนี้ กรุงเทพธุรกิจ ได้พูดคุยกับ “เอ็ดมันด์ ออง” ผู้อำนวยการอาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผู้จัดการทั่วไป Trip.com ประเทศสิงคโปร์

    ภาพใหญ่ปี 2569 “เอ็ดมันด์” มองอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงบวกว่าจะเติบโตได้ต่อไป แม้เศรษฐกิจยังมีความท้าทายอยู่ รวมถึงหลากปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้

    “ค่อนข้างมีมุมมองวกต่อการท่องเที่ยวปีหน้าภาพใหญ่ทั้งโลก รวมถึงประเทศไทย หรือประเทศอื่นในอาเซียน เช่น มาเลเซีย ยังเติบโตต่อไป คาดการณ์นักท่องเที่ยวจะเดินทางเพิ่มขึ้น”

    ทว่า จุดหมายปลายทางที่มาแรงในปี 2569 “จีน” ยังเป็นประเทศที่นักท่องเที่ยวต้องการไปเยี่ยมเยือน ทั้งความโดดเด่นของอาหาร “โรงแรมคุณภาพดี ราคาถูก” วิว ทิวทัศน์สวยงาม รวมถึงประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ ที่สำคัญ “ความปลอดภัย”

    อาเซียนเทใจให้ 'ฉงชิ่ง' เมืองน่าเที่ยวมาแรง 'เวียดนาม' พัฒนา-เรียนรู้เร็ว คู่แข่งไทยชิงนักเดินทาง

    “จีนมีความปลอดภัยมาก” เอ็ดมันด์ ย้ำ

    “จีน” คือขุมทรัพย์แห่งโอกาสของหลายประเทศในการดึงดูดให้ไปเที่ยว อีกด้าน “จีน” ก็กลายเป็น “คู่แข่งสำคัญ” ที่จะดึงนักนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้ไปเยือนเช่นกัน ต่อประเด็นนี้ “เอ็ดมันด์” ให้มุมมองว่า การเลือกไปเที่ยว “จีน” หรือจะมาไทย และประเทศอาเซียนอื่นๆ การตัดสินใจเลือกแต่ละเดสทิเนชันมีความแตกต่างกัน การไปเที่ยวประเทศหนึ่งไม่มีผลต่อการตัดสินใจจะไปอีกประเทศ เพราะนักเดินทางไม่ได้ปักหมุดเพียง 1 ประเทศ อาจเลือก 2 เดสทิเนชันในเวลาต่างๆ

    ตัวอย่าง หากไปจีน กับไปกรุงเทพฯ นักท่องเที่ยวย่อมไม่ได้ไปจีนเพื่อทานรสชาติต้นตำรับจริงๆของต้มยำกุ้ง แต่เพราะต้องการสัมผัสรสชาติหมาล่า ประวัติศาสตร์ และอื่นๆ เป็นต้น

    อีกเดสทิเนชัน “อาเซียน” ยังครองใจนักเดินทาง นักท่องเที่ยวทั่วโลก เพราะเป็นอีกภูมิภาคที่มีความปลอดภัย และ “ความคุ้มค่าเงิน” เมื่อมาเที่ยวประเทศในอาเซียน

    “ไทย” เจอโจทย์หินการท่องเที่ยวหลายด้าน “จีน” ลดลงจนน่าใจหาย เป้าหมายปี 2568 “พลาดเป้า” ทั้งจำนวนนักท่องที่ยว และรายได้ ยิ่งเจาะลึก “เวียดนาม” ที่เป็นประเทศแย่งขุมทรัพย์นักเดินทาง จากอาหาร วัฒนธรรมที่แตกต่างกัน แต่ “เอ็ดมันด์” ยาหอมประเทศไทยมีความพร้อมที่มากกว่าหลายด้าน โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเดินทางท่องเที่ยว ความเข้าใจตลาดและนักท่องเที่ยว ทว่าสิ่งที่ “เวียดนาม” กำลังทำคือ “การเรียนรู้และพัฒนาด้านการท่องเที่ยวอย่างรวดเร็ว”

    อาเซียนเทใจให้ 'ฉงชิ่ง' เมืองน่าเที่ยวมาแรง 'เวียดนาม' พัฒนา-เรียนรู้เร็ว คู่แข่งไทยชิงนักเดินทาง

    “เวียดนามเรียนรู้เร็วมาก แต่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวแต่ละประเทศในอาเซียนโดยรวมมีความแตกต่างกัน เราไปเที่ยวสิงคโปร์อาจจะพบว่ามีราคาที่แพง บางคนชอบไปมาเลเซียเพื่อลิ้มลองอาหารท้องถิ่นมาเลย์ เที่ยวไทย ไปเวียดนาม อินโดนีเซีย นักท่องเที่ยวไปเที่ยวแบบต่างๆ ซึ่งภาพรวมอาเซียนเป็นเดสทิเนชันที่มีแหล่งท่องเที่ยวน่าตื่นตาตื่นใจ”

    อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจมีผลโดยตรงต่ออำนาจซื้อของผู้บริโภค และการเดินทางท่องเที่ยว “เอ็ดมันด์” บอกว่า ผู้คนอาจคิดมากขึ้นเกี่ยวกับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน อาหารแต่ละมื้อ ไม่ถึงขั้นอด ส่วนพฤติกรรมการท่องเที่ยว “คิดมากขึ้น” เช่นกันว่าจะเดินทางไปยังเดสทิเนชันใด เช่น ก่อนหน้านี้อาจเลือกปักหมุดประเทศญี่ปุ่น ตอนนี้เปลี่ยนใจไปจีน ฮ่องกงแทน เป็นต้น

    ปี 2569 “จีน” ยังเป็นดาวเด่นด้านการท่องเที่ยว สอดคล้องกับข้อมูลของ Trip.Best ในปี 2568 ที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของนักท่องเที่ยวไทย โดยหันมาสนใจท่องเที่ยวไปยังเมืองรองของจีนมากขึ้น พร้อมปรับสไตล์การท่องเที่ยวจากการท่องเที่ยวแบบเข้าชมสถานที่ ไปเป็นการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์แทน

    เจาะลึกเดสทิเนชัน “ฉงชิ่ง” กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ “เติบโตเร็วที่สุด” ในหมู่นักท่องเที่ยวไทย โดยยอดการเข้าชม(view)บน Trip.Best เพิ่มขึ้นถึง 395% เมื่อเทียบกับปีก่อน และยอดจองพุ่งสูงถึง 828% เมืองบนภูเขาแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องอาหารรสจัดคล้ายอาหารไทย พร้อมสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ จึงกลายเป็นปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวไทยที่กำลังมองหาประสบการณ์อย่างแท้จริง นอกเหนือจากจุดหมายปลายทางแบบดั้งเดิม

    นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวไทยกำลังให้คำนิยามใหม่สำหรับการท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากการเที่ยวชมสถานที่แบบเดิม ๆ มาสู่การดื่มด่ำและมีส่วนร่วมกับวัฒนธรรมมากขึ้น

    ส่วนพฤติกรรมนักเดินทางชาวไทยที่ใช้ trip.com พบว่าใช้เวลาเฉลี่ย 6 วัน ในการค้นคว้าข้อมูลก่อนตัดสินใจจองการเดินทาง สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการประสบการณ์ที่วางแผนมาอย่างดี เมื่อเทียบกับผู้ใช้งานจากประเทศอื่น

    อาเซียนเทใจให้ 'ฉงชิ่ง' เมืองน่าเที่ยวมาแรง 'เวียดนาม' พัฒนา-เรียนรู้เร็ว คู่แข่งไทยชิงนักเดินทาง

    นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวไทยปี 2568 ยังยกให้เมือง “เซี่ยงไฮ้” ครองอันดับ 1 จุดหมายปลายทางยอดนิยมที่ได้รับการเข้าชม(view)ผ่าน Trip.com ด้วยการเติบโต 334% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ตามด้วยฮ่องกง เติบโต 52% โตเกียว เติบโต 71% และโอซาก้า เติบโต 132%

    ด้านประสบการณ์สำคัญกว่าการชมสถานที่ การค้นหา “กิจกรรม” เติบโต 808% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดย สถานที่หลบร้อน (Cool Escape Attractions) พุ่งสูงถึง 1,941% ส่วนการท่องเที่ยวในประเทศเติบโตต่อเนื่อง 25% ต่อปี โดย 3 เดสทิเนชันยอดฮิต ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต

    ส่วนประเทศเพื่อนบ้าน นักท่องเที่ยวสิงคโปร์ เข้าชม(view) 3 เดสทิเนชัน ปี 2568 อันดับ 1 คือเซี่ยงไฮ้ เติบโต 185% ตามด้วยกรุงเทพฯ เติบโต 62% และยาโฮบารู เติบโต 30% ที่ร้อนแรงคือเมือง “ฉงชิ่ง” เติบโต 299% ส่วนนักท่องเที่ยวมาเลเซียเข้าชม(view) “เมืองเซี่ยงไฮ้” ของจีนครองอันดับ 1 เติบโต 236% ตามด้วย กรุงเทพฯ เติบโต 92% และสิงคโปร์ 138% ที่น่าสนใจคือเมือง “ฉงชิ่ง” เติบโต 448%

    อาเซียนเทใจให้ 'ฉงชิ่ง' เมืองน่าเที่ยวมาแรง 'เวียดนาม' พัฒนา-เรียนรู้เร็ว คู่แข่งไทยชิงนักเดินทาง

    ขณะที่นักท่องเที่ยวอาเซียนเข้าชม(view)เมืองท่องเที่ยวยอดฮิต อันดับ 1 คือ เซี่ยงไฮ้ เติบโต 278% ฮ่องกง เติบโต 74% โตเกียว 88% กวางโจว เติบโต 236% โอซาก้า เติบโต 144% เฉินตู เติบโต 315% ปักกิ่ง เติบโต 228% โซล เติบโต 54% ฉงชิ่ง เติบโต 359% และเซินเจิ้น เติบโต 194%

    ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย รวมถึง “อาเซียน” ต่างเทใจให้ “ฉงชิ่ง” เป็นเดสทิเนชันในการเข้าชม(view)โตเร็วสุด! โดยเหตุผลที่ดึงดูดนักเดินทางเพราะมีจุดเด่น เช่น LIZIBA Stationหรือ สถานีหลีจื่อป้ารถไฟทะลุตีก แลนถ์มาร์คสุดจึ้งให้ทุกคนไปสัมผัส สวนสัตว์ที่มีไฮไลต์ “หมีแพนด้ายักษ์” มีมิวสิคัล Chongqing 1949 ให้ไปดื่มด่ำ วิวทิวทัศน์สุดอลังการ เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1212986&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ICfMMP7uwT6j-7RJoAdXl