Category: ท่องเที่ยว

  • กทพ. ทุ่ม 5 หมื่นล้าน! ลุยสะพานเชื่อมเกาะสมุย 37 กม. ปักหมุดเปิดประมูลปี 71

    กทพ. ทุ่ม 5 หมื่นล้าน! ลุยสะพานเชื่อมเกาะสมุย 37 กม. ปักหมุดเปิดประมูลปี 71

    กทพ.ทุ่ม 5 หมื่นล้าน เร่งสะพานเชื่อมเกาะสมุย หนุนทางเลือกเดินทางท่องเที่ยวภาคใต้ สั่งอัปเกรดรันเวย์สนามบิน พร้อมจับมือพันธมิตรเร่งเครื่องระบบสาธารณูปโภคครบวงจร คาดเปิดให้บริการปี 71

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและคมนาคม เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เดินหน้าโครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะสมุย มูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นความร่วมมือครั้งใหญ่ของ 4 หน่วยงานรัฐ ในการรองรับระบบสาธารณูปโภคของหน่วยงานสาธารณูปโภค ระหว่าง กทพ. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปาส่วนภูมิภาค และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) เพื่อยกระดับการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกและเสริมความมั่นคงด้านพื้นฐานให้กับประชาชนในพื้นที่

    สำหรับโครงการสะพานเชื่อมเกาะสมุยนี้มีระยะทางรวมประมาณ 37 กิโลเมตร โดยจะเป็นเส้นทางยกระดับข้ามทะเลที่เชื่อมต่อระหว่างเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ผ่านอำเภอดอนสัก ไปสิ้นสุดที่อำเภอขนอม จ.นครศรีธรรมราช ความโดดเด่นของโครงการนี้ไม่ใช่เพียงแค่การเป็นเส้นทางคมนาคมที่ทำให้สามารถเดินทางเข้า-ออกเกาะได้ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดของเรือเฟอร์รี่ในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังถูกออกแบบให้เป็นสะพานแห่งความมั่นคง โดยจะมีการวางระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานสำคัญ ทั้งท่อส่งน้ำประปา สายไฟฟ้าแรงสูง และโครงข่ายโทรคมนาคมไปพร้อมกับตัวสะพาน เพื่อป้องกันความเสียหายจากภัยธรรมชาติหรืออุบัติเหตุทางทะเลที่มักเกิดขึ้นกับระบบเคเบิลใต้น้ำในอดีต

    ทั้งนี้ ในเชิงเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โครงการนี้จะกลายเป็นตัวเร่งสำคัญในการกระจายรายได้ ไม่เพียงแต่บนเกาะสมุย เกาะพะงัน หรือเกาะเต่าเท่านั้น แต่จะส่งผลบวกอย่างมากต่อพื้นที่บนฝั่งอย่างอำเภอขนอมและอำเภอสิชล ซึ่งคาดว่าจะมีการหลั่งไหลของเม็ดเงินลงทุนในธุรกิจโรงแรมและบริการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางเชื่อมโยงระหว่างแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยผลจากการทำประชาพิจารณ์พบว่าประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ให้การสนับสนุนโครงการนี้สูงถึงกว่า 90% โดยคาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปี2570 เนื่องจากต้องรอรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ให้แล้วเสร็จ คาดเปิดประกวดราคาปี2571 พร้อมเปิดให้บริการปี 2576

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่าได้เน้นย้ำถึงข้อเสนอแนะเชิงรุก 3 ประเด็นหลัก คือ หนึ่ง การวางแผนจัดการจราจรบนเกาะสมุยล่วงหน้าเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแออัดเหมือนกรณีของเกาะภูเก็ต สอง การกำหนดมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวดในช่วงมรสุมที่อาจต้องมีการปิดการจราจรหากสภาพอากาศรุนแรง และสาม การเร่งพัฒนาสนามบินนครศรีธรรมราชและสนามบินสุราษฎร์ธานีให้มีการขยายรันเวย์ยาวขึ้นเพื่อรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่จากต่างประเทศลงจอดได้ ซึ่งจะช่วยลดความแออัดของสนามบินสมุยและสร้างโครงข่ายการเดินทางที่สมบูรณ์แบบ

    “กระบวนการศึกษาจะให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน ควบคู่กับการพิจารณาการเชื่อมโยงระบบคมนาคมรูปแบบอื่น โดยเฉพาะสนามบินสุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราช ซึ่งมีศักยภาพรองรับการเดินทางและการท่องเที่ยวในอนาคต รวมถึงการวางแผนรองรับปริมาณนักท่องเที่ยวและการจัดการความแออัดบนเกาะสมุยอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะช่วยกระจายรายได้และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่โดยรอบ อาทิ อำเภอขนอมและอำเภอสิชล โดยรัฐบาลจะเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้วยความรับผิดชอบ ไม่เร่งรัด สร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในระยะยาว” นายพิพัฒน์ กล่าว

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2903032&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jA9j9gdEMiZR_8dwfPVTG

  • กทพ. จับมือ 3 หน่วยงาน เดินหน้าทางด่วนสมุย บูมเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    กทพ. จับมือ 3 หน่วยงาน เดินหน้าทางด่วนสมุย บูมเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    วินทร์ กุมภเศรษฐ์ เผยแพร่เมื่อ : 19 ธ.ค. 2568, 18:04 1

    วันนี้ (19 ธ.ค. 68) เวลา 09.30 น. ณ หอประชุม 0101 ชั้น 1 อาคารศูนย์บริหารทางพิเศษ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กระทรวงคมนาคม จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือการดำเนินโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย เพื่อรองรับระบบสาธารณูปโภคของหน่วยงานสาธารณูปโภค ระหว่าง การทางพิเศษแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปาส่วนภูมิภาค และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการ กทพ. นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค นายจักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค และพันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนาม

    นายพิพัฒน์  กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจในวันนี้ เป็นการแสดงเจตนารมณ์ความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐในการบูรณาการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย ซึ่งมีศักยภาพในการเป็นโครงข่ายหลักด้านคมนาคมควบคู่กับการรองรับระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต การท่องเที่ยว และการพัฒนาพื้นที่ในระยะยาว โดยความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจในครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาความเหมาะสมของโครงการในทุกมิติอย่างรอบด้านทั้งด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อชุมชน โดยให้ความสำคัญกับความรอบคอบ โปร่งใส และสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่อย่างแท้จริง

    สำหรับกระบวนการศึกษาจะให้ความสำคัญกับ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน ควบคู่กับการพิจารณาการเชื่อมโยงระบบคมนาคมรูปแบบอื่น โดยเฉพาะสนามบินสุราษฎร์ธานีและสนามบินนครศรีธรรมราช ซึ่งมีศักยภาพรองรับการเดินทางและการท่องเที่ยวในอนาคต รวมถึงการวางแผนรองรับปริมาณนักท่องเที่ยวและการจัดการความแออัดบนเกาะสมุยอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะช่วยกระจายรายได้และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่โดยรอบ อาทิ อำเภอขนอมและอำเภอสิชล โดยย้ำว่ารัฐบาลจะเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้วยความรับผิดชอบ ไม่เร่งรัด สร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและยั่งยืนต่อประชาชนในระยะยาว

    นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุยมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยยกระดับความมั่นคงด้านคมนาคม ความปลอดภัยสาธารณะ และคุณภาพชีวิตของประชาชน ปัจจุบันการเดินทางเข้า–ออกเกาะสมุยมีข้อจำกัดและเปราะบางต่อสภาพอากาศ ส่งผลต่อประชาชน การท่องเที่ยว และการรับมือเหตุฉุกเฉิน โครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงสะพานคมนาคม แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานร่วมสำหรับวางระบบน้ำประปา ไฟฟ้า และโทรคมนาคมอย่างครบวงจร การลงนาม MOU ระหว่าง 4 หน่วยงาน เป็นจุดเริ่มต้นของการบูรณาการแผนงาน เพื่อลดการลงทุนซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพ การให้บริการมุ่งผลักดันให้โครงการเกิดขึ้นจริง เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการพัฒนา  เกาะสมุยอย่างยั่งยืน

    นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กล่าวว่า การลงนาม MOU โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความมั่นคงของระบบสาธารณูปโภค โดยเฉพาะด้านพลังงานไฟฟ้า ที่ผ่านมาเกาะสมุยเคยประสบปัญหาไฟฟ้าดับจากความเสียหายของระบบสายส่งใต้น้ำ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงและซ่อมบำรุงได้ยากโครงการนี้จะเปิดโอกาสให้สามารถวางระบบสายส่งไฟฟ้าหลักบนโครงสร้างสะพานทางพิเศษที่มีความปลอดภัยและเสถียรมากขึ้น ช่วยลดการลงทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณูปโภคอย่างเป็นระบบ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคพร้อมสนับสนุนระบบไฟฟ้าที่มั่นคง 

    นายจักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค กล่าวว่า โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย เป็นการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานของประเทศร่วมกัน เกาะสมุยเป็นพื้นที่เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสำคัญ แต่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำมาอย่างต่อเนื่อง โครงการดังกล่าวจะเอื้อให้สามารถวางระบบท่อ ส่งน้ำประปาขนาดใหญ่ผ่านโครงสร้างทางพิเศษได้อย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพลดความซ้ำซ้อนในการลงทุนและเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน การประปาส่วนภูมิภาคพร้อมสนับสนุนการพัฒนาระบบน้ำที่มั่นคง และรองรับการเติบโตของเกาะสมุยในอนาคต

    พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เกาะสมุยเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่จำเป็นต้องมีระบบสื่อสารโทรคมนาคมที่มีเสถียรภาพและทันสมัย ปัจจุบันบางพื้นที่ยังประสบปัญหาสัญญาณไม่เสถียรจากข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานเดิมและปริมาณ  การใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุยจะเอื้อให้ NT สามารถวางโครงข่ายสื่อสารความเร็วสูงบนโครงสร้างสะพานที่มีความมั่นคงและปลอดภัย รองรับเทคโนโลยีอนาคต อาทิ 5G, Smart City, Smart Tourism และบริการดิจิทัลต่าง ๆ NT พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับระบบสื่อสารของเกาะสมุยให้มีความเสถียร ทันสมัยและรองรับประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    การลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมของ 4 หน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจ ในการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม พลังงาน น้ำประปา และโทรคมนาคม ให้สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ บนโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย ซึ่งไม่เพียงช่วยลดความซ้ำซ้อนในการลงทุนของประเทศ แต่ยังยกระดับความมั่นคงของระบบสาธารณูปโภค รองรับการเติบโตด้านเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนให้แก่ประชาชนบนเกาะสมุยและพื้นที่ใกล้เคียง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ejan.co/economics/ytqpva8c7jk&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sdOGgt5ojweq–Tp26OUH

  • สู้รบใกล้ยุติ! สถานการณ์ท่องเที่ยว‘ตราด’ความเชื่อมั่นกลับมาแล้ว

    สู้รบใกล้ยุติ! สถานการณ์ท่องเที่ยว‘ตราด’ความเชื่อมั่นกลับมาแล้ว

    วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.10 น.

    สู้รบใกล้ยุติ! สถานการณ์ท่องเที่ยว‘ตราด’ความเชื่อมั่นกลับมาแล้ว

    19 ธันวาคม 2568 ภายหลัง น.อ.ธรรมนูญ วรรณา ผบ.หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ผบ.ฉก.นย.ตราด) ยืนยันว่าพื้นที่ อ.คลองใหญ่ และ อ.บ่อไร่ ปลอดภัยแล้ว เนื่องจากไม่มีการยิงโต้ตอบมานานกว่า 7 วัน ประชาชนสามารถกลับเข้าที่พักอาศัยได้ตามปกติ ส่วนกรณีเสียงปืนและควันไฟที่บ้านตามหลังเมื่อวันก่อน ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเพียงการเผานาของชาวบ้าน ไม่ใช่การซุ่มโจมตีตามที่ตื่นตระหนกกัน เกี่ยวกับเรื่องนี้

    นางวิยะดา อมรเพชรกุล ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท บุญศิริเดินเรือ จำกัด เปิดเผยว่า ยอมรับว่าเมื่อเกิดการสู้รบกันในพื้นที่ชายแดนไทยกัมพูชาด้าน จ.ตราดเป็นครั้งที่ 2 และรุนแรงและยาวนานกว่าครั้งแรก ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติมาก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สถานทูตแต่ละประเทศได้ออกคำแจ้งเตือนว่า แต่ภาพรวมแล้วนักท่องเที่ยวกระทบต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังไม่ตัดสินใจเดินทางมามากกว่า และมีการตรวจสอบข้อมูลมายังหน่วยงานทางราชการขอ ไทย เมื่อพบว่า ไม่มีปัญหาในเรื่องความไม่ปลอดภัย ส่วนใหญ่จะตัดสินใจเดินทางมา มีส่วนน้อยที่ยกเลิก และเลื่อนการเดินทางมาเท่านั้น ส่วนนักท่องเที่ยวไทยนั้นหายไป 25% ซึ่งไม่มากตามที่ประเมินไว้

    “ตั้งแต่เกิดการสู้รบมา ทางบริษัทฯยังไม่เคยที่จะหยุดเดินทางไปเกาะกูดและเกาะหมาก เนื่องจากพื้นที่สู้รบอยู่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยว จะมีช่วงหลังที่มีการยิงปะทะกันที่เกาะกง ใน จ.เกาะกงที่ใกล้กับเกาะกูด แต่ก็เป็นแค่วันเดียวแล้วก็เงียบไป ทางบริษัทยืนยันว่า ไม่มีเหตุการณ์ที่อันตราย ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาอยู่ใน 3 เกาะหลักแม้จะได้ยิงเสียงปืน แต่เขาไม่ได้กลัว และมั่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหาใดๆขึ้น อีกทั้งหน่วยงานทหารในพื้นที่ยืนยันเช่นนี้ก็เชื่อว่าไม่มีจริง แชะที่สำคัญที่สุดผู้ประกอบการเรือโดยสารทุกบริษัท ทั้งเดินทางไปเกาะกูด เกาะหมาก และเกาะช้างก็ไม่ได้หยุดเดินเรือในแต่ละวัน ที่มีรวมกันเกิน 14 เที่ยว/วัน อีกทั้งหลังจากยกเลิกเคอร์ฟิวนักท่องเที่ยวก็ยังจองห้องพักมาเพิ่มขึ้น แม้จะไม่เท่ากับที่คืนไป แต่ปลายปีน่าจะครบทั้งหมด” นางวิยะดา กล่าว

    ด้านนางสาวพิชยา ธชัยอดิทรัพย์ นายกสมาคมโรงแรมและรีสอร์ทจ.ตราด และเจ้าของโรงแรมเกาะกูดพาราไดซ์ จ.ตราด เปิดเผยว่า ก่อนที่ประกาศเคอร์ฟิวนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติจองห้องพักมาเต็มทั้งหมดสำหรับ 3 เกาะหลัก ซึ่งผู้ประกอบการเตรียมจัดกิจกรรมในช่วงปีใหม่ไว้เต็มที แต่เมื่อเหตุการณ์รุนแรงมากขึ้นและมีกระสุนตกลงมาที่บนถนนสายสุขุมวิท ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ อีกทั้งสถานทูตของแต่ละประเทศในไทยได้ออกแจ้งเตือนนักท่องเที่ยวของเขาว่า หากจะเดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดตราดต้องระวัดระวัง เนื่องจากช่วงนี้ จ.ตราด มีการปะทะกับฝ่ายกัมพูชาอาจความไม่ปลอดภัยได้ จุดนี้นี่เองที่ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่เดินทางมา หรืออาจจะเลื่อนไปเลยและกลับมาภายหลัง ซึ่งยอดจองหายไปถึง 30-40 % แต่หลังจากมีการยิกเลิกเคอร์ฟิวแล้วสถานการณ์ก็กลับมาดีอีกครั้ง จากห้องพักที่เหลืออยู่และนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะที่เกาะกูด ส่วนเกาะช้างและเกาะหมากได้รับผลกระทบไม่มากนัก ทำให้ความเชื่อมั่นกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

    “ทางผู้ประกอบเตรียมการในเรื่องการจัดกิจกรรมส่งท้ายไว้พร้อมแล้ว พร้อมกิจกรรมเคาน์ดาวน์ที่มีการยิงพลุ และดนตรี รวมถึงกิจกรรมอื่นๆที่แต่ละโรงแรมเตรียมไว้ ซึ่งเมื่อเจอสถานการณ์สู้รบที่รุนแรงขึ้นจึงต้องปรับเปลี่ยนไปบ้าง แต่ต้องหารือกับทางอำเภออีกครั้ง ซึ่งเมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้จะทำให้การท่องเที่ยวของจังหวัดตราดดีขึ้น และนักท่องเที่ยวจะกลับคืนมาบ้างแม้ไม่ทั้งหมด” นางสาวพิชยา กล่าว

    ด้านว่าที่ร้อยตรีกรกฎ โอกาส ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตราด เปิดเผยว่า หลังจากสถานการณ์สู้รบในพื้นที่ชายแดนตราดคลี่คลายและทหารนาวิกโยธินตราดสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว ทำให้ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการจังหวัดตราดกลับมาอีกครั้ง จากที่มีการยิกเลิกการเดินทางมาของนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ แต่เมื่อสถานการณ์กลับมาดี นักท่องเที่ยวต่างชาติก็มั่นใจในเรื่องความปลอดภัยว่าจะไม่เกิดอะไรขึ้น โดยเฉพาะ 3 เกาะหลักของจังหวัดตราดมคือ เกาะช้างมเกาะหมาก และเกาะกูด โดยเฉพาะในอำเภอคลองใหญ่ และเกาะต่างๆ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนในบางจุด ขณะผู้ประกอบการในอำเภอคลองใหญ่ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ ทั้งสถานีบริการน้ำมัน โรงแรม รีสอร์ท และร้านอาหาร ซึ่งเป็นสัญญาณว่าพื้นที่ดังกล่าวยังมีความปลอดภัย ยกเว้นบางจุดที่เจ้าหน้าที่ทหารสั่งห้ามเข้านับเป็นเรื่องที่ดี อีกทั้งในอำเภอคลองใหญ่มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจทั้งชายหาดสวยงาม และชุมชนประมงไม้รูดที่ถือว่า เป็นสัญลักษณ์ทางการท่องเที่ยวในอำเภอคลองใหญ่

    “จังหวัดตราดในช่วงนี้ยืนยันว่าเป็นจังหวัดที่เที่ยวได้ตามปกติยกเว้นบริเวณพื้นที่ที่ทางทหารท่านขอไว้ว่าเป็นพื้นที่หวงห้ามหรือสงวนงดเว้นการท่องเที่ยว ก็จะมีแต่บริเวณที่อำเภอคลองใหญ่ และอำเภอบ่อไร่บางส่วนที่อยู่ใกล้ ๆ ชายแดน ตรงนั้นก็ปกติก็ไม่ค่อยมีแหล่งท่องเที่ยวอยู่แล้ว ยกเว้นที่อำเภอคลองใหญ่ ซึ่งด่านชายแดนก็ปิดไปตั้งแต่ประมาณเดือนกรกฎาคมไปแล้วอันนี้ก็สงวนไว้เป็นพื้นที่ที่เราจะไม่แนะนำ แต่ว่าบริเวณหาดมุก บริเวณที่เป็นที่พักอย่างพวกทะเลรีสอร์ต หรือ ทะเลภูรีสอร์ต ตรงนี้ก็ยังสามารถไปพักได้ตามปกติ แถวนั้นก็มีนอกจากแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ก็มีแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล มีร้านกาแฟ มีร้านอาหารยังเปิดให้บริการตามปกติ ปั๊มน้ำมันก็ยังเปิดให้บริการตามปกติ นั่นแสดงให้เห็นว่า ยัลสามารถเดินทางไปท่องเที่ยวได้“ผู้อำนวยการ ททท.ตราด กล่าว

    ว่าที่ร้อยตรีกรกฎ กล่าวอีกว่า ในส่วนความพร้อมของบริการขนส่งนั้นการเดินทางมายังจังหวัดตราดและเกาะต่างๆ ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ: ทั้งสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส: ให้บริการวันละ 3 เที่ยวบิน หรือ เรือเฟอร์รี่ไปเกาะช้าง: ให้บริการเวลา 06:30 – 18:30 น.และเรือโดยสารไปเกาะกูดและเกาะหมาก: ให้บริการตามปกติ โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงประมาณ 25% แต่บรรยากาศการท่องเที่ยวยังคงมีความคึกคัก เนื่องจากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มักเดินทางต่อเนื่องมาจากจังหวัดอื่น เช่น ภูเก็ต พังงา กระบี่ ระนอง และชุมพรและในช่วงคริสต์มาส ททท.สำนักงานตราด เราก็จะมีของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ นะครับ เพื่อเป็นการขอบคุณ เป็นการตอบแทน แล้วก็สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวจังหวัดตราดด้วย

    สำหรับ ททท.สำนักงานตราดจะมีกิจกรรมแจกผ้าเช็ดหน้ามัดย้อม  ผ้าสามป่าจากวิสาหกิจชุมชนบ้านธรรมชาติล่างนะครับ ก็เราก็ใช้เลข 69 นะครับเป็นกิมมิกนะครับ ก็ผู้ประกอบการเรือแต่ละราย ก็จะมีโควตาแจกผ้าเช็ดหน้า ที่เป็นของที่ระลึกอันนี้เป็น OTOP เป็นของดีของจังหวัดตราด ก็ให้รายละ 69 ผืน และในส่วนช่วงปีใหม่ เราก็จะมีการจัดโปรโมชันเป็นคูปองเงินสดในการแลกซื้อเครื่องดื่มและอาหารสำหรับผู้ประกอบการเรือ มีมูลค่าคนละ 50 บาท จำนวน 69 สิทธิ์เช่นเดียวกัน

    ทั้งนี้ ททท. สำนักงานตราด ก็มั่นใจและเชื่อว่าบรรยากาศการท่องเที่ยวในช่วงคริสต์มาสและก็ปีใหม่ รวมถึงหลังปีใหม่เนี่ย ยังคึกคักและก็มาเที่ยวได้ โดยการดูแลอย่างดีของหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน แล้วก็หน่วยงานที่ดูแลเรื่องความมั่นคงของจังหวัดตราด และจังหวัดพื้นที่ใกล้เคียงอย่างจันทบุรี ก็สามารถมาเที่ยวได้ตามปกติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/936015&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oKRuMPNO6DWv4tmcu75kb

  • กทพ.-กฟภ.-กปภ.-NT ร่วมศึกษาผลักดันทางด่วนเชื่อมสมุย 5.5 หมื่นลบ. บูมศก.-ท่องเที่ยว : อินโฟเควสท์

    กทพ.-กฟภ.-กปภ.-NT ร่วมศึกษาผลักดันทางด่วนเชื่อมสมุย 5.5 หมื่นลบ. บูมศก.-ท่องเที่ยว : อินโฟเควสท์

    การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กระทรวงคมนาคม จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือการดำเนินโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย เพื่อรองรับระบบสาธารณูปโภคของหน่วยงานสาธารณูปโภค ร่วมกับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) และบมจ. โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เป็นประธาน

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การลงนาม MOU ในวันนี้ เป็นการแสดงเจตนารมณ์ความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐในการบูรณาการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย ซึ่งมีศักยภาพในการเป็นโครงข่ายหลักด้านคมนาคมควบคู่กับการรองรับระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต การท่องเที่ยว และการพัฒนาพื้นที่ในระยะยาว

    โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย เป็นโครงการที่มีศักยภาพในการเชื่อมโยงกับพื้นที่ อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี, อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช มีระยะทางประมาณ 37 กม. วงเงินลงทุนกว่า 5.5 หมื่นล้านบาท โครงการนี้จะมีการนำท่อประปา สายไฟฟ้า สายโทรคมนาคม รวมไปกับโครงสร้างสะพาน เพื่อความปลอดภัยมากกว่าการทำท่อประปา ไฟฟ้า และสายสื่อสาร ลอดใต้ทะเลที่มีความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ อาทิ พายุต่างๆ หรือความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากสมอเรือ และยังทำให้การสัญจรไปมาสะดวกขึ้น จากปัจจุบัน จาก อ.ดอนสัก ไปยังเกาะสมุย ใช้เรือเฟอร์รี่เป็นหลัก ใช้ระยะเวลาเดินทางมาก และมีข้อจำกัดในการเดินทางช่วงกลางคืนและช่วงที่มีมรสุม

    “ส่วนตัวมีข้อห่วงใยฝากให้ กทพ.คำนึงถึงการออกแบบที่มีความแข็งแรงรองรับช่วงเกิดมรสุม รวมไปถึงการปิดใช้ ในช่วงฤดูมรสุมหรือไม่ เพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้ ให้ประเมินปริมาณจราจรบนเกาะสมุย ว่าจะเกิดความแออัดมากขึ้นแค่ไหน ไม่ควรให้ซ้ำรอย ปัญหารถติดเหมือนที่จังหวัดภูเก็ต ควรหารือกับกรมทางหลวง เพื่อวางแผนเพิ่มเส้นทางจราจร รองรับ รวมถึง การเชื่อมโยงจากเกาะสมุยไปยัง เกาะพะงันและเกาะอื่นๆไว้ด้วย”นายพิพัฒน์กล่าว

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย จะเป็นโครงการที่สร้างการท่องเที่ยวใหม่ ๆ ให้กับพื้นที่บนฝั่งโดยเฉพาะที่ อ.ขนอม จ.สุราษฏร์ธานี และอ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช เนื่องจากการเดินทางมายังเกาะสมุยมีความคล่องตัวมากขึ้น ทำให้สร้างเศรษฐกิจและสร้างรายได้เพิ่มกับทั้งที่พัก และโรงแรมบนฝั่ง

    นอกจากนี้ คาดว่าจะทำให้มีนักท่องเที่ยวทางอากาศเพิ่มจากสนามบินที่ใกล้เคียง 2 แห่ง คือ สนามบินสุราษฎร์ธานีและสนามบินนครศรีธรรมราช ซึ่งให้กรมท่าอากาศยาน เตรียมแผนพัฒนาขยายขีดความสามารถ โดยเฉพาะการขยายความยาวรันเวย์เพื่อรองรับเครื่องบินลำใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

    นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าฯ กทพ. กล่าวว่า ความร่วมมือของ 4 หน่วยงาน จะช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงาน ลดการลงทุนที่ซ้ำซ้อน หากประเมินต้นทุน สายเคเบิลใต้น้ำ เฉลี่ย 20-30 กม.อยู่ที่ 4,000-5,000 ล้านบาท หากนำสายเคเบิลมาวางบนสะพานจะคิดเพียงค่าใช้พื้นที่ในอัตราราชการ

    ทั้งนี้ กทพ.ได้รับโอนโครงการสะพานเชื่อมเกาะสมุย จากกรมทางหลวงชนบท (ทช.) เมื่อปี 2565 เพราะโครงการมีค่าก่อสร้างสูง หากลงทุนโดยหน่วยงานรัฐจะกระทบงบประมาณ จึงปรับแนวคิดเป็นทางด่วน ใครใช้ใครจ่าย โดยได้ศึกษาความเหมาะสม (feasibility study) โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย มีระยะทางประมาณ 37.41กม. มูลค่าลงทุน 55,000 ล้านบาท คาดสรุปผลศึกษา ในเดือน ม.ค. 69

    จากนั้นจะศึกษารูปแบบการลงทุนและการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งมีความอ่อนไหวในด้านการใช้พื้นที่ป่าไม้และการก่อสร้างใกล้แนวเขตปะการัง คาดว่า จะสามารถเสนอให้ที่ประชุมครม.อนุมัติโครงการได้ ช่วงปลายปี 2569 เริ่มกระบวนการประมูล ในปี 2571 ก่อสร้างในปี 2572 คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2576

    นายสุรเชษฐ์กล่าวว่า สำหรับรูปแบบ ป็นเอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP : Public Private Partnership) ส่วนระยะเวลาอยู่ระหว่างการศึกษา แต่รูปแบบน่าจะเป็น Net Cost (เอกชนเป็นผู้ลงทุนและบริหารโครงการทั้งหมด รวมถึงรับความเสี่ยงด้านรายได้เอง) เพราะต้นทุนสูง โดยประเมินเก็บค่าผ่านทาง 1,000 บาท/คัน

    นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าฯ กฟภ. กล่าวว่า การลงนาม MOU โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความมั่นคงของระบบสาธารณูปโภค โดยเฉพาะด้านพลังงานไฟฟ้า

    ที่ผ่านมาเกาะสมุยเคยประสบปัญหาไฟฟ้าดับจากความเสียหายของระบบสายส่งใต้น้ำ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงและซ่อมบำรุงได้ยากโครงการนี้จะเปิดโอกาสให้สามารถวางระบบสายส่งไฟฟ้าหลักบนโครงสร้างสะพานทางพิเศษที่มีความปลอดภัยและเสถียรมากขึ้น ช่วยลดการลงทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณูปโภคอย่างเป็นระบบ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคพร้อมสนับสนุนระบบไฟฟ้าที่มั่นคง

    นายจักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าฯ กปภ. กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจะเอื้อให้สามารถวางระบบท่อ ส่งน้ำประปาขนาดใหญ่ผ่านโครงสร้างทางพิเศษได้อย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพลดความซ้ำซ้อนในการลงทุนและเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน การประปาส่วนภูมิภาคพร้อมสนับสนุนการพัฒนาระบบน้ำที่มั่นคง และรองรับการเติบโตของเกาะสมุยในอนาคต

    พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ NT กล่าวว่า เกาะสมุยเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่จำเป็นต้องมีระบบสื่อสารโทรคมนาคมที่มีเสถียรภาพและทันสมัย ปัจจุบันบางพื้นที่ยังประสบปัญหาสัญญาณไม่เสถียรจากข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานเดิมและปริมาณ การใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุยจะเอื้อให้ NT สามารถวางโครงข่ายสื่อสารความเร็วสูงบนโครงสร้างสะพานที่มีความมั่นคงและปลอดภัย รองรับเทคโนโลยีอนาคต อาทิ 5G, Smart City, Smart Tourism และบริการดิจิทัลต่าง ๆ NT พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับระบบสื่อสารของเกาะสมุยให้มีความเสถียร ทันสมัยและรองรับประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/555039&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IIZu42D6S0AghFLqwhWaT

  • “ธรรมนัส” ลงพื้นที่เชียงราย ดันมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ต้อนรับ นทท.ต่างชาติ พร้อมเร่งพัฒนาน้ำพุร้อนป่าตึง สู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    “ธรรมนัส” ลงพื้นที่เชียงราย ดันมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ต้อนรับ นทท.ต่างชาติ พร้อมเร่งพัฒนาน้ำพุร้อนป่าตึง สู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    การเมือง

    “ธรรมนัส” ลงพื้นที่เชียงราย ดันมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ต้อนรับ นทท.ต่างชาติ พร้อมเร่งพัฒนาน้ำพุร้อนป่าตึง สู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.23 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 19  ธันวาคม 2568  ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ โดยเดินทางไปยังโรงเรียนเชียงแสนวิทยาคม อำเภอเชียงแสน และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างน้ำพุร้อนป่าตึง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย

    ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้ติดตามความพร้อมการจัดงานมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ไทย–ลาว–เมียนมา ประจำปี พ.ศ.2569 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–18 เมษายน 2569 บริเวณริมแม่น้ำโขง ชายแดนไทย–สปป.ลาว โดยถือเป็นประเพณีสงกรานต์ช่วงท้ายของเทศกาลที่จัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี และสามารถดึงดูดประชาชนรวมถึงนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

    “งานมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน มีเป้าหมายเพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู และสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น โดยเฉพาะประเพณีสงกรานต์ซึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยมาแต่โบราณ และมีคุณค่าต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และศาสนา ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว แสดงความกตัญญูกตเวทีของลูกหลานต่อผู้สูงอายุ ควบคู่กับการสร้างงาน สร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

    ขณะเดียวกัน ร.อ.ธรรมนัส ยังได้ติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาน้ำพุร้อนป่าตึง ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน เพื่อยกระดับให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมาตรฐานระดับจังหวัด โดยมีองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นำโดย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าร่วม

    ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า โครงการพัฒนาน้ำพุร้อนป่าตึง เป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวด้านสุขภาพและการพักผ่อน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ พร้อมยกระดับแหล่งท่องเที่ยวให้มีเอกลักษณ์และความหลากหลาย รองรับการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี โดยเน้นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและชุมชนในพื้นที่ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน ตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เพราะนักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณภาพชีวิต 

    “น้ำพุร้อนป่าตึง นับเป็นจุดเด่นทางธรรมชาติที่สอดรับกับกระแสดังกล่าว และเมื่อพัฒนาแล้วเสร็จ จะสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้มากกว่า 50,000 คนต่อปี อีกทั้งยังสร้างกิจกรรมชุมชนควบคู่ เช่น ตลาดสุขภาพ การแสดงวัฒนธรรม และกิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย เพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับทั้งนักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่ด้วย”
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/459362&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TaFNXm3zCBRhmmZ6qT_67

  • ‘พี่ศรี’ มาแล้ว ร้องป.ป.ช.สอบ ผู้ว่ากกท.- รมว.ท่องเที่ยว จัดซีเกมส์ 33 ส่อทุจริตหรือไม่

    ‘พี่ศรี’ มาแล้ว ร้องป.ป.ช.สอบ ผู้ว่ากกท.- รมว.ท่องเที่ยว จัดซีเกมส์ 33 ส่อทุจริตหรือไม่

    19ธ.ค.2568 – นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เปิดเผยว่า ได้ยื่นคำร้องต่อคุณะกรรมการ ป.ป.ช. ณ สำนักงานใหญ่ จ.นนทบุรี เพื่อขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยชี้มูลความผิด ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย(กกท.) รมว.กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา และรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลการจัดงานมหกรรมกีฬาชีเกมส์ ครั้งที่ 33 ในประเทศไทย หลังพบพิรุธเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างอาจไม่เป็นไปตามกฎหมาย และการจัดพิธีเปิดผิดพลาดล้มเหลว และการจัดการแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆไม่เป็นมืออาชีพ ทั้งๆที่ใช้งบแผ่นดินหลายพันล้านบาทก็ตาม

    ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากประเทศไทยรับเป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 โดยมีพิธีเปิดไปเมื่อค่ำวันที่ 9 ธ.ค.68 ที่ผ่านมา ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากเพราะมีความผิดพลาดล้มเหลวในพิธีการหลายประการ ซึ่งเมื่อตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อให้เอกชนมารับจ้างเป็นผู้ดำเนินการจัดฯ ปรากฎว่าอาจไม่เป็นไปตาม พรบ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารงานพัสดุภาครัฐ 2560 ประกอบระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ 2560 หลายประการ อาทิ การจัดทำ TOR การประกาศราคากลาง การประกาศเชิญชวนให้เอกชนมาร่วมแข่งขันราคา และการประกาศผู้ชนะการประกวดราคา โดยไม่รอระยะเวลาของการอุทธรณ์ใดๆ มีการเร่งรีบในขั้นตอน ระยะเวลาอันสั้น ไม่เป็นไปตามระเบียบฯที่กำหนด อีกทั้งอาจมีการเตรียมกับเอกชนผู้ชนะงานล่วงหน้า โดยบริษัทเอกชนผู้ชนะได้ไปเตรียมงานในการจัดงานพิธีเปิดที่อินดอร์ฯหัวหมากก่อนล่วงหน้าก่อนประกาศให้เป็นผู้ชนะ ซึ่งเป็นข้อพิรุธว่าเป็นการเอื้อประโยชน์กันและกันของ กกท.หรือไม่

    การดำเนินการที่เร่งรีบของ กกท. ทั้งๆที่รู้ล่วงหน้ามาตั้งแต่ปี 2023 จากประเทศกัมพูชาแล้วว่าประเทศไทยได้รับไม้ต่อมาเป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมกีฬาดังกล่าว แม้จะเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนรัฐมนตรีที่มารับผิดชอบและกำกับดูแล ก็มิใช่เหตุผลหรือสาระที่จะใช้เป็นข้ออ้างในการรวบรัดขั้นตอนหรือกระบวนการจัดเตรียมงานโดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้างการดำเนินงานต่างๆในแต่ละประเภทกีฬาเพื่อให้เป็นสากล และให้สมเกียรติเป็นหน้าเป็นตาของประเทศชาติได้ แต่ทว่ารูปธรรมที่เกิดขึ้นกลับมีแต่เรื่องการโฆษณาประชาสัมพันธ์โลโก้ของบริษัทเอกชนผู้สนับสนุน และการประชาสัมพันธ์หน้าตาของรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบและกำกับดูแล จนเกิดความผิดพลาดล้มเหลวในการจัดสถานที่ พัสดุในการเตรียมงานในหลายประเภทชนิดกีฬา ถูกสื่อในประเทษอาเซียนนำไปครหาและวิพากษ์วิจารณ์มากมาย จนเป็นที่อับอายไปทั่วอาเซียน

    “ด้วยเหตุดังกล่าว องค์การรักชาติ รักแผ่นดิน จึงนำความมาร้องเรียนเพื่อชี้เบาะแสให้คุณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ไต่สวนและชี้มูลความผิดว่าการจัดมหกรรมกีฬาซีเกมส์ครั้งนี้ มีการกระทำที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องตามเบาะแสและพยานหลักฐานหรือไม่ หากพบว่าเป็นไปตามคำร้องให้ดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายของ ป.ป.ช.ให้ถึงที่สุดต่อไป” นายศรีสุวรรณ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/918062/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04Xc838V79Icv1RwtUn07d

  • ททท. บุกงานเทรดโชว์ท่องเที่ยว CITM 2025 เจาะตลาดจีนตอนใต้

    ททท. บุกงานเทรดโชว์ท่องเที่ยว CITM 2025 เจาะตลาดจีนตอนใต้

    ธุรกิจ

    19 ธ.ค. 2025 เวลา 13:00 น.

    ททท. ลุยงาน CITM 2025 เจาะกลุ่มตลาดจีนตอนใต้ที่เมืองไหโขว่ มณฑลไห่หนาน เร่งขยายฐานตลาดนักท่องเที่ยวจีนศักยภาพสูง

    วันนี้ (19 ธันวาคม 2568) นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และนางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ททท. นำทีม ร่วมงาน China International Travel Mart (CITM) 2025 จัดขึ้นในวันที่ 19-21 ธันวาคม 2568 ณ Hainan International Convention & Exhibition Center เมืองไหโขว่ มณฑลไห่หนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยในปีนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็น “Guest Country of Honor” ในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นในระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล (G2G) และการเชื่อมโยงทั้งภาครัฐและภาคเอกชนของสองประเทศ เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวให้เติบโตร่วมกันอย่างมั่นคง

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า งาน China International Travel Mart (CITM) 2025 เป็นงานแสดงสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวที่ทรงพลังที่สุดของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้น ณ เมืองไหโขว่ มณฑลไห่หนาน ซึ่งตั้งอยู่ตอนใต้สุดของจีนล้อมรอบด้วยทะเลจีนใต้ โดยรัฐบาลจีนเร่งยกระดับให้มณฑลไห่หนานเป็นประตูสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจีนเชื่อมโยงสู่ภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเมืองไห่โขว่มีศักยภาพสูงทั้งด้านเศรษฐกิจและการเดินทาง นับเป็นตลาดนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงโดยเฉพาะกลุ่ม Millennials กลุ่มครอบครัว และกลุ่ม Health & Lifestyle Premium ซึ่งนิยมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ วัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์ โดยประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่มีศักยภาพพร้อมรองรับความต้องการของนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี การเข้าร่วมงาน CITM 2025 ครั้งนี้ ประเทศไทยได้รับเกียรติอย่างสูงสุดให้เป็นประเทศ “Guest Country of Honor”  สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นในระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล และมิตรภาพอันดีระหว่างสองประเทศในวาระ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน โดย ททท.เดินหน้ายุทธศาสตร์ในการบุกตลาด “South China Cluster” พร้อมต่อยอดสู่ตลาดจีนโดยรวมทั้งประเทศ เสริมสร้างความเชื่อมั่น และขยายฐานนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้าสู่ประเทศไทย

    ททท. บุกงานเทรดโชว์ท่องเที่ยว CITM 2025 เจาะตลาดจีนตอนใต้

    สำหรับการเข้าร่วมงาน CITM 2025 ททท. จัดแสดงคูหาประเทศไทยในพื้นที่ 300 ตารางเมตร นำเสนอกิจกรรมทางการตลาดและประชาสัมพันธ์รูปแบบ B2B และ B2C พร้อมเชิญพันธมิตรผู้ประกอบการท่องเที่ยวในตลาดจีนที่นำเสนอขายสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวของไทย อาทิ บริษัทนำเที่ยว ผู้ประกอบการรายใหญ่ และสายการบิน ร่วมออกบูทเจรจาธุรกิจกับผู้ซื้อในตลาดจีน นอกจากนี้ ยังมีการจัดการแสดงสาธิตการนวดฟ้อน การทำ DIY หัตถกรรมไทย อาทิ ถุงหอม ปั้นจิ๋วขนมไทย การแต่งตัวตุ๊กตาจากผ้าไหม การแสดงโขนตอนยกรบ นาฎศิลป์ชุดรำ 4 ภาค มวยไทย การจัดแสดงแฟชั่นโชว์ชุดพระราชนิยม 8 ชุด และชุดไทยร่วมสมัย 8 ชุด สร้างความประทับใจการรับรู้เชิงบวกต่อประเทศไทย รวมถึงชูจุดเด่นด้านมาตรฐานความปลอดภัย สิ่งอำนวยความสะดวก ความพร้อมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในทุกมิติ และกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปีต่อเนื่องถึงเทศกาลตรุษจีนช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569

    ททท. บุกงานเทรดโชว์ท่องเที่ยว CITM 2025 เจาะตลาดจีนตอนใต้

    ทั้งนี้ นอกจากการเข้าร่วมงาน CITM 2025 ททท.ยังได้ร่วมลงนาม LOI กับสำนักงานการท่องเที่ยว วัฒนธรรม วิทยุ โทรทัศน์ และกีฬา เมืองไหโข่ว และ Tongcheng Travel Holdings บริษัทแพลตฟอร์มท่องเที่ยวครบวงจร เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรม The Langham Haikou เพื่อส่งเสริมความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เพิ่มโอกาสในการสร้างการรับรู้สินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว พร้อมผลักดันการเดินทางรูปแบบ Two Way Tourism และเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวระหว่างไทยจีนในทุกมิติ รวมถึงได้จัดกิจกรรม Amazing Thailand Networking Lunch ร่วมพบปะสร้างเครือข่ายกับบริษัทนำเที่ยวในตลาดจีน จำนวน 12 บริษัท และสายการบิน จำนวน 2 สายการบิน ได้แก่ Hainan Airlines และ 9Air เพื่อโอกาสในการส่งเสริมตลาดร่วมกัน รวมถึงเข้าร่วมงานเลี้ยงต้อนรับ Nihao China ซึ่งจัดโดยรัฐบาลมณฑลไห่หนาน เพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายช่องทางการนำเสนอสินค้าและบริการท่องเที่ยวของประเทศไทยสู่ตลาดจีน

    ททท. บุกงานเทรดโชว์ท่องเที่ยว CITM 2025 เจาะตลาดจีนตอนใต้

    จากสถิติสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 12 ธันวาคม 2568 นักท่องเที่ยวจีนยังคงติดอันดับ 2 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยมากที่สุด รองจากมาเลเซีย โดยมีจำนวน 4,245,004 คน และเริ่มมีแนวโน้มการเดินทางเข้าประเทศไทยที่ฟื้นตัวที่ดีขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม ขณะที่มีจำนวนวันพักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8.5 วัน และค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 54,230 บาท/คน/ทริป โดยจังหวัดที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาเยือนมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี ภูเก็ต และเชียงใหม่ และนิยมเดินทางในรูปแบบกลุ่มเพื่อน ครอบครัว และคู่สมรส สำหรับกิจกรรมที่ได้รับความนิยม ได้แก่ การรับประทานอาหารไทย ชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ นวดสปา กิจกรรมชายหาด และแสงสียามค่ำคืน

    ททท.เชื่อมั่นว่า การเข้าร่วมงาน CITM 2025 และการเดินหน้าบุกตลาดจีนด้วยการจัดกิจกรรมส่งเสริมตลาดอย่างต่อเนื่องของสำนักงาน ททท. ในสาธารณรัฐประชาชนจีนทั้ง 5 สำนักงาน ได้แก่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู คุนหมิง และกวางโจว จะส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนคุณภาพเดินทางมาท่องเที่ยวไทยเพิ่มสูงขึ้น และทำให้ประเทศไทยยังเป็นจุดหมายปลายทางหลักของตลาดนักท่องเที่ยวจีน โดยมั่นใจว่าประเทศไทยจะได้รับการยกระดับภาพลักษณ์ในฐานะ “พันธมิตรทางการท่องเที่ยวเชิงยุทธศาสตร์ของจีน” และสร้างภาพจำใหม่ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพ (Quality Destination) ต่อไป

    ททท. บุกงานเทรดโชว์ท่องเที่ยว CITM 2025 เจาะตลาดจีนตอนใต้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1212850&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FgiQpV11MKCdEOGLdBGVO

  • ตร.เดินหน้าเชิงรุกตรวจจับสารเสพติด ยกระดับการท่องเที่ยว พบรายที่ 676 ที่เมืองกาญจน์

    ตร.เดินหน้าเชิงรุกตรวจจับสารเสพติด ยกระดับการท่องเที่ยว พบรายที่ 676 ที่เมืองกาญจน์

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ภายใต้การนำของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ขับเคลื่อนการปฏิบัติตามแนวคิด ความสะดวก – ความปลอดภัย – ความเป็นธรรม ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการสุ่มตรวจหาสารเสพติดในบุคคลที่เกี่ยวข้องกับวงจรการท่องเที่ยวทุกมิติ ควบคู่กับการนำ เทคโนโลยี AI มาใช้ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรม เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย โดยเฉพาะในช่วง High Season โดยผลการดำเนินงานเชิงรุก จากการสุ่มตรวจปัสสาวะพนักงานสถานประกอบการในพื้นที่ รวมทั้งสิ้น 24 สถานประกอบการ จำนวน 295 คน ไม่พบสารเสพติดแต่อย่างใด ทุกสถานประกอบการให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี สะท้อนถึงความตื่นตัวและความรับผิดชอบร่วมกันในการดูแลภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัด  

    อย่างไรก็ตาม กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวได้นำระบบ กล้องอัจฉริยะ (AI) มาใช้ตรวจจับและแจ้งเตือนบุคคลตามหมายจับในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ โดยระบบ AI ตรวจพบและแจ้งเตือนบุคคลตามหมายจับบริเวณ สถานีขนส่งจังหวัดกาญจนบุรี สามารถจับกุมได้ทันที นับเป็น รายที่ 676 ของประเทศ สะท้อนถึงประสิทธิภาพและคุณภาพของเทคโนโลยี AI ของ บช.ทท. แจ้งเบาะแสได้ตลอด 24 ชม. ตำรวจท่องเที่ยวขอความร่วมมือจากประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการ หากพบเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด การเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว หรือการกระทำผิดกฎหมาย สายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155เพื่อร่วมกันสร้าง ชุมชนท่องเที่ยวที่สะดวก ปลอดภัย และเป็นธรรม ยกระดับความเชื่อมั่น และเสริมสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยสู่มาตรฐานนานาชาติอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000122022&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19KPXdTMnvnTkQ_C1P2qlS

  • กรุงเทพฯ ยืนหนึ่ง ! ครองแชมป์ เมืองที่ต่างชาติมาเยือนมากที่สุดในโลก ปี 2568

    กรุงเทพฯ ยืนหนึ่ง ! ครองแชมป์ เมืองที่ต่างชาติมาเยือนมากที่สุดในโลก ปี 2568

              กรุงเทพฯ ยืนหนึ่ง เมืองที่นักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนมากที่สุดในโลก ปี 2568 บินมาแล้ว 30.3 ล้านคน นี่แหละจุดหมายที่ต่างชาติหลงรัก

              วันที่ 18 ธันวาคม 2568 เว็บไซต์ Euromonitor International เผยรายงานดัชนี 100 เมืองท่องเที่ยวชั้นนำ ประจำปี 2569 (Top 100 City Destinations Index 2025) พบข้อมูลที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง เมื่อพบว่าในปีนี้ กรุงเทพฯ ยืนหนึ่ง ในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่ต่างชาติมาเยือนมากที่สุดในโลก ถึง 30.3 ล้านคน แม้จะเผชิญอุปสรรคด้านการท่องเที่ยวจากค่าเงินท้องถิ่นที่แข็งค่าขึ้น ความกังวลด้านความปอดภัล และการแข่งขันในภูมิภาคที่ดุเดือดขึ้น

              ส่วน ฮ่องกง ตามมาเป็นอันดับ 2 ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือน 23.2 ล้านคน โดยเป็นตัวเลขที่เติบโตขึ้น 6% ส่วนหนึ่งที่เมืองนี้ดึงดูดนักท่องเที่ยว มาจากการเปิดตัวสนามกีฬาไคตั๊ก เพื่อจัดอีเวนต์การแข่งขันฟุตบอลนานาชาติ และกลับมาเปิดอาคารผู้โดยสาร 2 ของท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกง

              โดยสำหรับ 10 อันดับ เมืองท่องเที่ยวชั้นนำ ประจำปี 2568 มีดังนี้

              1. กรุงเทพฯ ประเทศไทย จำนวนนักท่องเที่ยว 30.3 ล้านคน

              2. ฮ่องกง จำนวนนักท่องเที่ยว 23.2 ล้านคน

              3. ลอนดอน สหราชอาณาจักร จำนวนนักท่องเที่ยว 22.7 ล้านคน

              4. มาเก๊า จำนวนนักท่องเที่ยว 20.4 ล้านคน

              5. อิสตันบูล ตุรกี จำนวนนักท่องเที่ยว 19.7 ล้านคน

              6. ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จำนวนนักท่องเที่ยว 19.5 ล้านคน

              7. เมกกะ ซาอุดีอาระเบีย จำนวนนักท่องเที่ยว 18.7 ล้านคน

              8. อันตัลยา ตุรกี จำนวนนักท่องเที่ยว 18.6 ล้านคน

              9. ปารีส ฝรั่งเศส จำนวนนักท่องเที่ยว 18.3 ล้านคน

              10. กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย จำนวนนักท่องเที่ยว 17.3 ล้านคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/251001&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PrSXxnFAu-GfspNKLmRj_

  • กทม. ผงาดเบอร์ 1 ขวัญใจนักท่องเที่ยว เดินทางเยือนมากที่สุดปี 2025

    กทม. ผงาดเบอร์ 1 ขวัญใจนักท่องเที่ยว เดินทางเยือนมากที่สุดปี 2025

    รายงานดัชนี 100 เมืองท่องเที่ยวชั้นนำ หรือ Top 100 City Destinations Index ประจำปี 2025 ซึ่งจัดทำโดย Euromonitor International ร่วมกับบริษัทข้อมูล Lighthouse ได้ประกาศผลออกมาอย่างเป็นทางการ

    โดยภาพรวมในปีนี้ชี้ให้เห็นว่ายุโรปยังคงเป็นภูมิภาคที่ทรงอิทธิพลที่สุด ในขณะที่เอเชียมีการเติบโตของจำนวนผู้เดินทางที่น่าจับตามองที่สุด

    ไฮไลต์สำคัญของการ จัดอันดับเมืองท่องเที่ยว 2025 ในครั้งนี้ คือการที่ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส สามารถรักษาตำแหน่งเมืองท่องเที่ยวอันดับ 1 ของโลกไว้ได้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ด้วยจำนวนผู้มาเยือนกว่า 18 ล้านคน

    โดยปัจจัยหนุนมาจากการเปิดให้บริการอีกครั้งของมหาวิหารนอเทรอดาม (Notre-Dame) ความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐาน และนโยบายด้านความยั่งยืนที่เข้มข้น

    ปารีสรักษาตำแหน่งเมืองท่องเที่ยวอันดับ 1 ของโลกไว้ได้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

    5 อันดับเมืองท่องเที่ยวชั้นนำ 2025 ยุโรปกวาดเรียบ

    ผลการสำรวจระบุว่า ยุโรปยังคงรักษามาตรฐานความเป็นผู้นำในระดับสากล โดยมีถึง 4 เมืองที่ติดอยู่ใน 5 อันดับแรกของตารางคะแนนรวม ได้แก่

    1. กรุงปารีส (ฝรั่งเศส): โดดเด่นด้านวัฒนธรรมและแผนงานด้านสิ่งแวดล้อม
    2. กรุงมาดริด (สเปน): ได้รับการยอมรับเรื่องความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนและระบบขนส่งในเมือง
    3. กรุงโตเกียว (ญี่ปุ่น): ตัวแทนหนึ่งเดียวจากเอเชียใน Top 5 ที่ยังคงดึงดูดด้วยประสบการณ์ท่องเที่ยวที่หลากหลาย
    4. กรุงโรม (อิตาลี): เติบโตจากการเปิดตัวโรงแรมหรูและการขยายสนามบิน
    5. เมืองมิลาน (อิตาลี): ศูนย์กลางธุรกิจและแฟชั่นดีไซน์ที่มาพร้อมโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวที่ครบครัน

    “กรุงเทพฯ” คว้าแชมป์เมืองที่มีนักท่องเที่ยวเยือนมากที่สุดในโลก 2025

    แม้ดัชนีรวมยุโรปจะนำโด่ง แต่หากวัดกันที่จำนวน นักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เดินทางเข้าเมือง (International Arrivals) พบว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีการขยายตัวสูงสุดถึง 10% ตามมาด้วยตะวันออกกลางและแอฟริกาที่ 7%

    ในปี 2025 กรุงเทพมหานคร ได้ก้าวขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลกในด้านจำนวนผู้มาเยือน โดยมียอดนักท่องเที่ยวสูงถึง 30.3 ล้านคน แซงหน้าเมืองใหญ่อย่าง ฮ่องกง, ลอนดอน และมาเก๊า 

    ความสำเร็จนี้เป็นผลพวงจากนโยบายการผ่อนปรนวีซ่า (Visa Relaxations) การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และการจัดอีเวนต์ระดับโลกทั้งด้านวัฒนธรรมและกีฬา ซึ่งช่วยดึงดูดเม็ดเงินและผู้คนเข้าสู่ประเทศไทยอย่างมหาศาล

    เทรนด์ท่องเที่ยวยังแกร่ง สวนกระแสเศรษฐกิจชะลอตัว

    Nadejda Popova หัวหน้าฝ่าย Global Head of Loyalty แห่ง Euromonitor International วิเคราะห์ว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกในปี 2025 พิสูจน์ให้เห็นถึงความยืดหยุ่นที่น่าทึ่ง แม้จะต้องเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ 

    แต่ยอด นักท่องเที่ยวต่างชาติ ใน 100 เมืองชั้นนำยังคงเติบโตขึ้น 8% แตะระดับ 702 ล้านคน สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของเมืองต่างๆ ในการปรับตัวและนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ

    เทรนด์ท่องเที่ยว 2025 AI และความยั่งยืนคือกุญแจสำคัญ

    เทรนด์ท่องเที่ยว 2025 AI และความยั่งยืนคือกุญแจสำคัญ

    รายงานเน้นย้ำว่า การแข่งขันของเมืองท่องเที่ยวในยุคใหม่จะถูกขับเคลื่อนด้วยสองปัจจัยหลัก คือ ความยั่งยืน (Sustainability) และ เทคโนโลยี (Innovation)

    • ด้านความยั่งยืน: เมืองในสเปนอย่าง มาดริด, ปัลมา เดอ มายอร์กา, บาเลนเซีย และเซบียา รวมถึงเมืองในกลุ่มนอร์ดิกอย่าง เฮลซิงกิ และออสโล กำลังเป็นต้นแบบของเมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
    • ด้านเทคโนโลยี: ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามาพลิกโฉมการบริหารจัดการเมือง ตั้งแต่แพลตฟอร์ม Smart City ในนิวยอร์ก ระบบดิจิทัลสำหรับผู้โดยสารขาเข้าของกรุงเทพฯ ไปจนถึงบริการ AI ในอาบูดาบี

    นอกจากนี้ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากโครงการรถไฟฟ้าและโลจิสติกส์ในเซาเปาโล และการพัฒนาสนามบินในเมืองหลักทั่วโลก

    โดยสรุป ผลการ จัดอันดับเมืองท่องเที่ยว 2025 ครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่าเมืองที่จะประสบความสำเร็จในอนาคต ไม่ใช่แค่เมืองที่มีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงาม

    แต่ต้องเป็นเมืองที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม มีความยืดหยุ่น และพร้อมนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับนักเดินทางทั่วโลก

    อ้างอิง: Euromonitor International

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/735172&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ja4SgeeO4CcfSaKVv0j4F