Category: ท่องเที่ยว

  • กรุงเทพฯ ยืน 1 เมืองนักท่องเที่ยวมากสุด ปี 2568 ทะลุ 30 ล้านคน ทิ้งห่างฮ่องกง-ลอนดอน

    กรุงเทพฯ ยืน 1 เมืองนักท่องเที่ยวมากสุด ปี 2568 ทะลุ 30 ล้านคน ทิ้งห่างฮ่องกง-ลอนดอน

    กรุงเทพ คว้าแชมป์เมืองท่องเที่ยวที่มีผู้มาเยือนมากที่สุดในโลก ปี 2568

    คนไทยยืดอกภูมิใจ! กรุงเทพฯ คว้าแชมป์ที่มีผู้มาเยือนมากที่สุดในโลก ปี 2568 กวาดนักท่องเที่ยวทะลุ 30 ล้านคน แซงฮ่องกง-ลอนดอน การันตีสตรีทฟู้ดรสเด็ดและเสน่ห์วัฒนธรรม

    ข่าวดีสร้างความภูมิใจให้กับคนไทยส่งท้ายปี เพราะมหานครแห่งรอยยิ้ม กรุงเทพมหานคร ยังคงรักษามนต์เสน่ห์และแสดงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวได้อย่างแข็งแกร่งจนสามารถคว้าตำแหน่ง เมืองที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนมากที่สุดในโลก ประจำปี 2568 ไปครองได้สำเร็จ

    จากการเปิดเผยข้อมูลล่าสุดของ Euromonitor International บริษัทสำรวจข้อมูลทางการตลาดระดับโลก ในรายงาน Top 100 City Destinations Index 2025 ระบุชัดเจนว่า กรุงเทพฯ คือจุดหมายปลายทางที่ฮอตที่สุดในปีนี้ สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้มาเยือนได้สูงถึง 30.3 ล้านคน ทิ้งห่างอันดับ 2 และ 3 อย่างขาดลอย

    ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เกิดจากส่วนผสมที่ลงตัวของความเป็นไทยที่ดึงดูดใจชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็น สวรรค์แห่งสตรีทฟู้ด ด้วยรสชาติอาหารที่จัดจ้าน หลากหลาย และหาทานได้ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งวัฒนธรรมที่งดงาม วัดวาอารามที่วิจิตรตระการตาและวิถีชีวิตริมแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมแหล่งช้อปปิ้งครบวงจร ตั้งแต่ตลาดนัดจตุจักรไปจนถึงห้างสรรพสินค้าหรูระดับโลก

    เปิดโผ 10 อันดับเมืองยอดนิยมของโลก ปี 2025

    ในปีนี้เมืองท่องเที่ยวจากฝั่งเอเชียและยุโรปยังคงขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด แต่กรุงเทพฯ ก็สามารถยืนหนึ่งเหนือคู่แข่งสำคัญอย่างฮ่องกงและลอนดอนได้

    1. กรุงเทพมหานคร (ไทย) จำนวน 30.3 ล้านคน

    2. ฮ่องกง จำนวน 23.2 ล้านคน

    3. ลอนดอน (อังกฤษ) จำนวน 22.7 ล้านคน

    4. มาเก๊า จำนวน 20.4 ล้านคน

    5. อิสตันบูล (ตุรกี) จำนวน 19.7 ล้านคน

    6. ดูไบ (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) จำนวน 19.5 ล้านคน

    7. เมกกะ (ซาอุดีอาระเบีย) จำนวน 18.7 ล้านคน

    8. อันตัลยา (ตุรกี) จำนวน 18.6 ล้านคน

    9. ปารีส (ฝรั่งเศส) จำนวน 18.3 ล้านคน

    10. กัวลาลัมเปอร์ (มาเลเซีย) จำนวน 17.3 ล้านคน

    ตัวเลขเหล่านี้พิสูจน์แล้วว่า แม้การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวทั่วโลกจะดุเดือดเพียงใด แต่เสน่ห์ของกรุงเทพฯ ก็ยังคงเป็นทีเด็ดที่มัดใจนักเดินทางทั่วโลกไว้อย่างอยู่หมัด ใครที่ยังไม่ได้มาสัมผัสบอกเลยว่าพลาดของดีระดับโลกไปแล้ว!

    ข้อมูลจาก : กรุงเทพมหานคร

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวล่าสุด

    Photo of sukanlaya s.

    sukanlaya s.

    นักเขียนบทความ SEO ประจำเว็บไซต์ The Thaiger จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชี่ยวชาญงานเขียนประเภท ข่าวกระแสสังคม และบทความไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็น รีวิวที่เที่ยว เทรนด์แฟชั่นและความงาม พร้อมแนะนำกระแสมาแรง ทันเหตุการณ์ ช่องทางติดต่อ ying@thethaiger.com

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1503166/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FF-egwglzzJkdwZNGJpaE

  • Trip.com ระงับความร่วมมือกับรัฐบาลกัมพูชา ยันไม่มีการขายข้อมูล

    Trip.com ระงับความร่วมมือกับรัฐบาลกัมพูชา ยันไม่มีการขายข้อมูล

    17 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า Trip.com Group ประเทศไทย หรือทริปดอทคอม ได้ออกแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊ก Trip.com Thailand ชี้แจงข้อเท็จจริงตามรายงานข่าวที่ปรากฏเกี่ยวกับความร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวของประเทศกัมพูชา ระบุว่า

    “เรื่อง : ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวของประเทศกัมพูชา ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนเกี่ยวกับความร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวของประเทศกัมพูชา ในสื่อสังคมออนไลน์

    Trip.com ระงับความร่วมมือกับรัฐบาลกัมพูชา ยันไม่มีการขายข้อมูล

    เราขอชี้แจงว่า ความร่วมมือดังกล่าว เป็นเพียงความร่วมมือในการโปรโมทการท่องเที่ยวเท่านั้น ซึ่งเราได้ตกลงทำความร่วมมือเช่นเดียวกันนี้ ร่วมกับหน่วยงานการท่องเที่ยวในประเทศต่างๆ ทั่วโลก

    ทั้งนี้เราได้รับทราบถึงความกังวลของผู้ใช้บริการ จึงได้ระงับความร่วมมือดังกล่าวแล้วโดยทันที

    เราขอยืนยันว่าไม่มีการแลกเปลี่ยน หรือขายข้อมูลตามที่มีผู้ไม่หวังดีกล่าวอ้างแต่อย่างใด เรายึดมั่นในมาตรฐานสูงสุดด้านความเป็นส่วนตัวและการคุ้มครองข้อมูลผู้ใช้ในทุกตลาดที่เราดำเนินการ เรามุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใสอย่างเต็มที่ และปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงในประเทศไทย เรายังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับการมอบประสบการณ์การเดินทางที่ปลอดภัยและมั่นคงให้กับลูกค้าทุกท่าน”

    ทั้งนี้แถลงการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น หลังปรากฏภาพบริษัทจับมือกับการท่องเที่ยวกัมพูชา ทำเอาชาวจีนหลายคนผวาข้อมูลอาจรั่วถึงมือสแกมเมอร์ ส่งผลให้ผู้ใช้จำนวนมากระบุว่าพวกเขาจะยกเลิกบัญชี และ ลบแอปฯ นำไปสู่กการถกเถียงอย่างร้อนแรงในโซเชียลมีเดียของจีน

    Trip.com ระงับความร่วมมือกับรัฐบาลกัมพูชา ยันไม่มีการขายข้อมูล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/current-issue/378970892&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nUCS26B6E8db1uU6K8QSS

  • ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ พ.ย.68 ขยับขึ้น รับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ-ไฮซีซั่นท่องเที่ยว

    ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ พ.ย.68 ขยับขึ้น รับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ-ไฮซีซั่นท่องเที่ยว

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม เดือนพฤศจิกายน 2568 อยู่ที่ระดับ 89.1 เพิ่มขึ้นจาก 87.3 ในเดือนตุลาคม สะท้อนความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวขึ้นจากหลายปัจจัยบวก โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน และการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งช่วยบรรเทาค่าครองชีพและกระตุ้นการบริโภคสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างต่อเนื่อง

    ขณะเดียวกัน การเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นท่องเที่ยว ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ผู้ประกอบการเร่งการผลิตรองรับคำสั่งซื้อช่วงเทศกาลปลายปีและวันหยุดยาวเดือนธันวาคม รวมถึงภาคการค้าระหว่างประเทศที่มีความคืบหน้าในการเจรจาขยายตลาดส่งออก เช่น การค้าข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) กับจีน 5 แสนตัน และสิงคโปร์ 1 แสนตัน ช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและเสริมกำลังซื้อในภูมิภาค นอกจากนี้ การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 ซึ่งช่วงวันที่ 1 ต.ค.–21 พ.ย. 2568 เบิกจ่ายแล้ว 24.18% จากเป้าหมายไตรมาสแรก 33% ยังช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม นายเกรียงไกร ระบุว่า ภาคอุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัยลบ โดยเฉพาะสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ที่สร้างความเสียหายต่อโรงงานและที่อยู่อาศัยเป็นวงกว้าง มูลค่าความเสียหายช่วงปลายปี 2568 ประมาณ 20,000–30,000 ล้านบาท และคาดว่าจะกระทบต่อเนื่องในปี 2569 ราว 90,000 ล้านบาท รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ยังยืดเยื้อ ส่งผลให้การค้าชายแดนแทบหยุดชะงัก โดยมูลค่าการค้าลดลงถึง 99.5%

    อีกประเด็นสำคัญคือการแข่งขันจากสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ก็เป็นแรงกดดันสำคัญ โดยช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 การนำเข้าเพิ่มขึ้น 16.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน และเพิ่มขึ้น 8.68% จากเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะแผงวงจรไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์พลาสติก และเหล็ก ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยอย่างชัดเจน

    ขณะเดียวกัน ค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากผิดปกติยังเป็นความเสี่ยงสำคัญ โดยตั้งแต่ต้นปีถึง 26 พฤศจิกายน 2568 ค่าเงินบาทแข็งค่าแล้ว 5.77% และล่าสุดแข็งค่ามากกว่า 8% สูงกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ซึ่งไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังอ่อนแรง และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกและท่องเที่ยว

    นอกจากนี้ นายเกรียงไกร ยังกล่าวถึงมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการตรวจสอบธุรกรรมซื้อขายเงินตรา โดยเฉพาะธุรกิจค้าทองคำ ว่าเป็นมาตรการที่ออกมาตรงจุด หลังพบความผิดปกติของการส่งออกทองคำแท่งไปยังกัมพูชา ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา และอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วผิดปกติ รวมถึงความกังวลเรื่องเงินเทาและธุรกิจสแกมเมอร์ที่อาจใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งฟอกเงิน ซึ่งจำเป็นต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด

    สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี นายเกรียงไกร ยอมรับว่ายังน่าเป็นห่วง หลังเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ขยายตัวเพียง 1.2% ต่ำกว่าที่คาดไว้ ขณะที่ไตรมาส 4 เดิมประเมินว่าอาจขยายตัวเพียง 0.3% รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งมาตรการ “Quick Big Win” เพื่อพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอลงแรง โดยหนึ่งในแรงสนับสนุนสำคัญคือมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศและกิจกรรมช่วงไฮซีซั่น

    อย่างไรก็ตาม การยุบสภาที่เกิดขึ้น ทำให้หลายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง เช่น คนละครึ่งพลัส เฟส 2 มีความไม่แน่นอน ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในระยะถัดไป ขณะที่ปัจจัยลบจากอุทกภัยและสถานการณ์ชายแดนยังคงกดดันเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

    นายเกรียงไกร กล่าวอีกด้วยว่า ปี 2569 เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงสูง หลัง IMF คาด GDP ไทยเติบโตเพียง 1.6% สอดคล้องกับมุมมองของ กกร. ที่เห็นว่าเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและกระทบประเทศที่พึ่งพาการส่งออกอย่างไทย ดังนั้น ภาคอุตสาหกรรมจำเป็นต้องเร่งปรับตัวและพึ่งพาปัจจัยภายในให้มากขึ้น ทั้งการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐภายใต้แนวคิด Made in Thailand และการดูแลไม่ให้สินค้านำเข้าทะลักเข้ามาซ้ำเติมผู้ประกอบการไทย

    ขณะที่ ดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 94.9 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 93.5 ในเดือนตุลาคม 2568 โดยเป็นผลมาจากหลายปัจจัยเชิงบวก ได้แก่ มติของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในการปรับลดค่าไฟฟ้า สำหรับงวดเดือนมกราคม–เมษายน 2569 ลงเหลือ 3.88 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนของผู้ประกอบการและบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน นอกจากนี้ การจัดงาน Motor Expo 2025 ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2568 คาดว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายรถยนต์ในประเทศ

     อย่างไรก็ดี ส.อ.ท.ยังมีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ได้แก่
    1. เสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการเยียวยาช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้ อาทิ เร่งให้บริษัทประกันจ่ายค่าสินไหมทดแทนโดยเร็ว กองทุนซ่อมแซมเครื่องจักรและมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ย 0% ยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับผู้ประสบอุทกภัย เป็นต้น

    2. เสนอให้ภาครัฐยกระดับการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและการบริหารจัดการน้ำให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วมเชิงระบบ พัฒนาคลองระบายน้ำ ควบคู่การพัฒนาเทคโนโลยีพยากรณ์ฝนและระบบเตือนภัยล่วงหน้า พัฒนาระบบฐานข้อมูลประชากร และโครงสร้างการบริหารจัดการภัยพิบัติ รวมถึงทบทวนผังเมืองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและรับมือภัยพิบัติในระยะยาว

    3. เสนอให้ภาครัฐพิจารณาการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงาน (Direct PPA) ไปสู่ยังภาคอุตสาหกรรมอื่น นอกเหนือจากอุตสาหกรรม Data center เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านพลังงาน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของภาคอุตสาหกรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/263917&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14snCwYCsX9Xr4a7ZcyP0u

  • ททท.ปลื้มนักท่องเที่ยวระยะไกลนิวไฮ 10 ล้านคน

    ททท.ปลื้มนักท่องเที่ยวระยะไกลนิวไฮ 10 ล้านคน

    ททท.ชี้ตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลพุ่ง 10 ล้านคน สดใสต่อเนื่อง ยุโรป–อเมริกาโตเด่น สายการบินเพิ่มที่นั่งหนุนดีมานด์ คาดปี68 นักท่องเที่ยวสหราชอาณาจักรแตะเกือบ 1.1 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 8 หมื่นล้านบาท พร้อมเดินหน้าการตลาดเชิงรุก

    17 ธ.ค.2568 -นางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์  ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยวของตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล ว่ายังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งและมีทิศทางที่สดใสอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกลเดินทางเข้ามาสะสมทะลุ 10 ล้านคนเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนถึงการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างชัดเจนหลังสถานการณ์โควิด-19

    ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคต่าง ๆ มีการเติบโตอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะตลาดยุโรปที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวกว่า 7.6 ล้านคน เติบโต 12.6% และตลาดอเมริกามีจำนวนกว่า 1.5 ล้านคน เติบโต 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 ปัจจัยสำคัญมาจากการฟื้นตัวของความต้องการเดินทางระยะไกล รวมถึงการดำเนินกลยุทธ์ด้านการตลาดของ ททท. ที่ทำงานร่วมกับสายการบินอย่างใกล้ชิด ภายใต้แนวคิด Airline Focus เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงประเทศไทยของนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก

    อย่างไรก็ตามในโอกาสสำคัญดังกล่าว ททท. ได้จัดกิจกรรมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากสหราชอาณาจักรครบ 1 ล้านคน พร้อมเฉลิมฉลองความสำเร็จของตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลที่ทะลุ 10 ล้านคน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยมีคณะผู้บริหาร ททท. ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยแลนด์ พรีวิเลจ คาร์ด จำกัด และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ร่วมให้การต้อนรับเที่ยวบิน TG911 ของสายการบินไทย ซึ่งบินตรงจากกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ถึงประเทศไทยในเวลา 06.15 น.

    สำหรับนักท่องเที่ยวสหราชอาณาจักรคนที่ 1 ล้าน ได้รับของขวัญพิเศษเพื่อเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับพรีเมียม ประกอบด้วยบัตรโดยสารเครื่องบินสายการบินไทยเส้นทางลอนดอน–กรุงเทพฯ–ลอนดอน ชั้นประหยัด จำนวน 2 ที่นั่ง ที่พักโรงแรม Anantara Chiang Mai 2 คืน และ Avani+ Khao Lak 2 คืน พร้อมบัตรรับประทานอาหาร Sala Lakorn Theatrical Experience โรงแรม Anantara สำหรับ 2 ท่าน รวมถึงแพ็กเกจสปาและสุขภาพจาก PANPURI Wellness

    สำหรับตลาดสหราชอาณาจักร ถือเป็นหนึ่งในตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพของประเทศไทย และติดอันดับ TOP 10 ประเทศที่เดินทางมาเยือนประเทศไทยมากที่สุด นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมเดินทางด้วยตนเอง หรือเดินทางเป็นกลุ่มเพื่อนและคู่รัก มีจุดหมายปลายทางยอดนิยม ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กระบี่ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และเชียงใหม่ โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปประมาณ 60,000–70,000 บาท และมีระยะเวลาพำนักเฉลี่ยยาวถึง 17.44 คืน

    ปัจจุบันมีสายการบินที่ให้บริการเที่ยวบินตรงจากสหราชอาณาจักรสู่ประเทศไทยรวม 5 สายการบิน ได้แก่ การบินไทย, EVA Air, British Airways, Norse Atlantic Airways และ TUI UK รวมทั้งสิ้น 35 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวระหว่างเดือนตุลาคม–มีนาคม มีความจุที่นั่งรวมกว่า 11,100 ที่นั่งต่อสัปดาห์ เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567 พบว่าในปี 2568 ความจุที่นั่งเฉลี่ยตลอดทั้งปีเพิ่มขึ้นประมาณ 12% และอัตราบรรทุกผู้โดยสารในเดือนธันวาคมสูงถึง 80–90% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความนิยมของนักท่องเที่ยวชาวสหราชอาณาจักรที่มีต่อประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

    สำหรับการกลับมาของจำนวนนักท่องเที่ยวสหราชอาณาจักรทะลุ 1 ล้านคนในปี 2568 นับเป็นครั้งแรกหลังสถานการณ์โควิด-19 โดยมีอัตราการเติบโตประมาณ 12% เมื่อเทียบกับปี 2567 และคาดว่าภายในสิ้นปี 2568 จะมีนักท่องเที่ยวจากสหราชอาณาจักรเกือบ 1.1 ล้านคน สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้ประเทศไทยมากกว่า 80,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดใหม่ของตลาดนี้ โดยความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลจากการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการตลาดเชิงรุกของ ททท. ร่วมกับบริษัทนำเที่ยวและสายการบินในสหราชอาณาจักรอย่างต่อเนื่อง

    ขณะเดียวกัน แนวโน้มในปี 2569 ตลาดสหราชอาณาจักรยังมีปัจจัยบวกอย่างต่อเนื่อง จากการที่สายการบิน British Airways ประกาศปรับตารางบินเส้นทางลอนดอน–เกตวิก–กรุงเทพฯ จากการให้บริการเฉพาะฤดูหนาว เป็นการให้บริการตลอดทั้งปีตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2569 ซึ่งจะเพิ่มจำนวนที่นั่งในตลาดได้เกือบ 60,000 ที่นั่ง นอกจากนี้ สายการบิน Virgin Atlantic Airways ยังเตรียมเปิดให้บริการเที่ยวบินตรงเส้นทางลอนดอน–ฮีทโธรว์–ภูเก็ต ในช่วงฤดูหนาวปี 2569–2570 สัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน ช่วยเพิ่มทางเลือกและเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดสหราชอาณาจักรอย่างมีนัยสำคัญ

    นอกจากนี้ ททท. ยังเดินหน้าการประชาสัมพันธ์เชิงรุกร่วมกับสื่อมวลชน อินฟลูเอนเซอร์ และพันธมิตรทั้งในและนอกอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในสหราชอาณาจักร ภายใต้แคมเปญ “Healing is the New Luxury” เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่สนใจการท่องเที่ยวธรรมชาติ สุขภาพ และความยั่งยืน พร้อมนำเสนอจุดหมายปลายทางใหม่ ๆ หรือ Hidden Gems ของประเทศไทย เพื่อกระจายการเดินทางและสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายมากยิ่งขึ้น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/916867/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07Ynlx6Fd_Wse1WimRUcOz

  • 15 ที่เที่ยวหน้าหนาว 2568-2569 ใกล้กรุงเทพฯ เที่ยวสนุกได้ทั้งครอบครัว

    15 ที่เที่ยวหน้าหนาว 2568-2569 ใกล้กรุงเทพฯ เที่ยวสนุกได้ทั้งครอบครัว

    เมื่ออากาศหนาวมาเยือน หลายครอบครัวก็เริ่มมองหาที่เที่ยวสบายๆ ไม่ไกลกรุงเทพฯ จะไปสูดอากาศดีๆ สัมผัสธรรมชาติ หรือชมวิวทะเลหมอกก็สวยๆ สำหรับปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 นี้ ก็มีหลายจังหวัดใกล้กรุงเทพฯ ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจ โดยเฉพาะสถานที่เที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่กำลังฮิต ตลอดจนพิกัดที่จะได้สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ไทยรัฐออนไลน์ ชวนมาอัปเดตลิสต์รวม 15 ที่เที่ยวหน้าหนาวที่เหมาะกับทุกวัย เดินทางง่าย ใกล้กรุงเทพฯ มาแนะนำกัน

    รวม 15 ที่เที่ยวหน้าหนาว ใกล้กรุงเทพฯ 2568 เหมาะกับทุกคนในครอบครัว มีที่ไหนบ้าง

    1. ยอดเขาเทวดา อุทยานแห่งชาติพุเตย จ.สุพรรณบุรี

    ยอดเขาเทวดาเป็นจุดชมวิวสูงสุดของอุทยานแห่งชาติพุเตย ช่วงหน้าหนาวอากาศเย็นสบาย มีโอกาสเห็นทะเลหมอกยามเช้า เส้นทางเดินป่าค่อนข้างท้าทาย เหมาะกับสายผจญภัย ระหว่างทางจะพบป่าดิบและพืชพรรณหายาก ด้านบนสามารถมองเห็นวิวภูเขาสลับซับซ้อนสุดสายตา เหมาะสำหรับคนรักธรรมชาติและการเดินป่าอย่างแท้จริง

    2. อ่างเก็บน้ำลำตะเพิน จ.สุพรรณบุรี

    อ่างเก็บน้ำลำตะเพิน อ.ด่านช้าง เป็นจุดพักผ่อนท่ามกลางขุนเขา หน้าหนาวบรรยากาศเย็น มีหมอกบางยามเช้า เหมาะกับการกางเต็นท์และนอนดูดาวยามค่ำคืน วิวพระอาทิตย์ขึ้นและตกสวยงามมาก นักท่องเที่ยวนิยมถ่ายรูปแนวธรรมชาติและแคมป์ปิ้ง เดินทางสะดวก เหมาะกับทริปสั้นใกล้กรุงเทพฯ

    3. อ่างเก็บน้ำห้วยปรือ จ.นครนายก

    อ่างเก็บน้ำห้วยปรือเป็นจุดพักผ่อนเงียบสงบใกล้กรุงเทพฯ ล้อมรอบด้วยภูเขาและธรรมชาติสีเขียว ช่วงหน้าหนาวอากาศเย็นสบาย เหมาะกับการพักผ่อน สามารถปั่นจักรยานหรือเดินเล่นชมวิวได้ มีมุมถ่ายรูปสวยๆ ตลอดแนวอ่างเก็บน้ำ เหมาะสำหรับคนที่อยากหนีความวุ่นวายแบบไปเช้าเย็นกลับ

    4. แคนยอนน้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์

    แคนยอนน้ำหนาวเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่น่าตื่นตา หน้าหนาวอากาศเย็น ทำให้การเดินป่าสบายขึ้น น้ำตกตาดหมอกและน้ำตกนาคราชมีความสวยงามต่างกัน เหมาะกับสายผจญภัยและคนรักธรรมชาติ เส้นทางท่องเที่ยวมีความอุดมสมบูรณ์สูง เป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวสายลุย

    5. ลานชมดาว อุทยานแห่งชาติตาดหมอก จ.เพชรบูรณ์

    ที่เที่ยวหน้าหนาวที่ต้องไปเช็กอินคือ ลานชมดาว ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติตาดหมอก เป็นจุดกางเต็นท์ยอดนิยมในหน้าหนาว กลางคืนสามารถมองเห็นดาวเต็มท้องฟ้า อากาศเย็นสบายและเงียบสงบ เหมาะแก่การพักผ่อน ตอนเช้ามีโอกาสเห็นทะเลหมอกสวยๆ เหมาะกับสายแคมป์ปิ้งและคนรักการดูดาว

    6. ตลาดโอ๊ะป่อย จ.ราชบุรี

    ตลาดโอ๊ะป่อยเป็นตลาดชุมชนกลางหุบเขาในอำเภอสวนผึ้ง บรรยากาศเรียบง่ายและอบอุ่น ช่วงหน้าหนาวจะมีอากาศที่หนาวเย็น มีหมอกบางๆ ยามเช้า จำหน่ายอาหารพื้นบ้านและของท้องถิ่น นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสวิถีชีวิตชุมชนได้ใกล้ชิด เหมาะกับการเดินเที่ยวชิลๆ ในวันหยุด

    7. ดอยแม่ติ จ.กาญจนบุรี

    ดอยแม่ติ อ.ทองผาภูมิ เป็นจุดชมวิวสวยๆ ที่นักท่องเที่ยวอาจยังไม่รู้จักมากนัก ช่วงหน้าหนาวอากาศเย็นและมีทะเลหมอกสวยงาม เหมาะกับการกางเต็นท์และชมพระอาทิตย์ขึ้น วิวภูเขาซ้อนกันเป็นชั้นๆ ดูอลังการ บรรยากาศเงียบสงบ เหมาะกับสายธรรมชาติ เป็นอีกตัวเลือกน่าไปสำหรับทริปหน้าหนาวใกล้กรุงเทพฯ

    8. ภูซับเหล็ก จ.สระบุรี

    ภูซับเหล็กเป็นจุดชมวิวธรรมชาติที่เดินทางไปได้สะดวก ช่วงหน้าหนาวอากาศเย็นสบาย เหมาะกับการขึ้นชมวิว ด้านบนสามารถมองเห็นเมืองสระบุรีได้แบบพาโนรามา มีจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงาม เส้นทางขึ้นไม่ยาก เหมาะกับทุกวัย เป็นที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ ที่ไปได้แบบเช้าเย็นกลับ

    9. เขาวงพระจันทร์ จ.ลพบุรี

    หน้าหนาวคือช่วงที่เหมาะที่สุดในการเดินขึ้นเขาวงพระจันทร์ เพราะอากาศไม่ร้อนแม้จะมีบันได 3,790 ขั้น แต่ลมเย็นๆ จะช่วยให้เดินสบายขึ้นมาก ด้านบนมีวิวภูเขาซ้อนกันสวยงาม เป็นที่เที่ยวสายแอดเวนเจอร์ที่ไม่ไกลกรุงเทพฯ รับรองว่าขึ้นไปชมวิวด้านบนแล้วจะได้ความประทับใจเต็มร้อย

    10. เกาะนก จ.ฉะเชิงเทรา

    เกาะนกเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติริมแม่น้ำบางปะกง เหมาะสำหรับการล่องเรือชมธรรมชาติช่วงหน้าหนาว สามารถพบเห็นนกนานาชนิดอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ บรรยากาศเงียบสงบ เหมาะกับการพักผ่อน อากาศเย็นสบาย ไม่ร้อนจัดเหมือนฤดูอื่น เป็นอีกมุมเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ ที่ได้ใกล้ชิดธรรมชาติ

    11.  ปางปู จ.สมุทรสงคราม

    ปางปูเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ชื่อดัง ช่วงหน้าหนาวจะมีนกนางนวลอพยพมาอาศัย นักท่องเที่ยวสามารถล่องเรือชมธรรมชาติป่าชายเลน บรรยากาศร่มรื่นและอากาศเย็นสบาย เหมาะกับการท่องเที่ยวแบบครอบครัว เป็นที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ ที่ได้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลิน

    12. เขาใหญ่ (อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่) จ.นครราชสีมา

    หน้าหนาวคือช่วงที่อุทยานสวยที่สุด อากาศเย็นและมีโอกาสเจอหมอกเช้า เส้นทางเดินป่าและน้ำตกเปิดให้เที่ยวได้อย่างปลอดภัยสำหรับครอบครัว อากาศบริสุทธิ์และเสียงธรรมชาติทำให้เหมาะกับการพักใจสุดๆ แถมยังเป็นจุดถ่ายภาพวิวป่าที่สวยจนเหมือนอยู่ต่างประเทศ

    13. แก่นมะกรูด จ.อุทัยธานี

    แก่นมะกรูดเป็นอำเภอที่โอบล้อมด้วยภูเขาและผืนป่ากว้างใหญ่ หน้าหนาวอากาศเย็นสบาย เหมาะกับการมาพักผ่อนใกล้ชิดธรรมชาติ มีจุดกางเต็นท์และชมทะเลหมอกยามเช้าในหลายพื้นที่ บรรยากาศเงียบสงบ เหมาะกับการหลีกหนีความวุ่นวาย นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสวิถีชีวิตชุมชนแบบเรียบง่าย โดยเฉพาะในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคมของทุกปี จะมีเทศกาลไม้ดอกไม้ประดับ ไม้เมืองหนาว ให้ได้เดินเล่นกันชิลๆ

    14. อุทยานแห่งชาติคลองลาน จ.กำแพงเพชร

    อุทยานแห่งชาติคลองลานเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ โดดเด่นด้วยน้ำตกคลองลานและน้ำตกคลองน้ำไหล ช่วงหน้าหนาวอากาศเย็นสบาย เหมาะกับการท่องเที่ยวธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยผืนป่าและภูเขา มีเส้นทางเดินป่าและจุดชมวิวให้เลือกหลายจุด เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเที่ยวเชิงธรรมชาติและพักผ่อน

    15. พระราชวังบางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา

    พระราชวังบางปะอินเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ สถาปัตยกรรมงดงาม ผสมผสานศิลปะไทย จีน และตะวันตก ช่วงหน้าหนาวอากาศเย็นสบาย เหมาะกับการเดินชมรอบพระราชวัง บรรยากาศร่มรื่น มีสวนและสระน้ำที่จัดแต่งอย่างสวยงาม เป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมของนักท่องเที่ยว เหมาะสำหรับทริปเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ แบบได้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลิน

    ที่เที่ยวหน้าหนาวใกล้กรุงเทพฯ ยังมีหลากหลายแห่งที่ให้บรรยากาศดีและเดินทางสะดวก ไม่ว่าจะเป็นสายธรรมชาติ ภูเขา น้ำตก ทะเลหมอก หรือสายวัฒนธรรม ก็เลือกเที่ยวได้ตามสไตล์ วางแผนทริปสั้นๆ ในช่วงหน้าหนาว เพื่อเติมพลังและพักผ่อนในช่วงวันหยุดอย่างคุ้มค่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2901314&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QuwqPVBdhF3KAWSPsZwEw

  • มท.4 “ศศิธร” ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเส้นทางเชื่อมโยงการท่องเที่ยวจังหวัดระนอง หนุนชุมชน OTOP นวัตวิถี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    มท.4 “ศศิธร” ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเส้นทางเชื่อมโยงการท่องเที่ยวจังหวัดระนอง หนุนชุมชน OTOP นวัตวิถี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    วันนี้ (17 ธันวาคม 2568) เวลา 09.30 น. นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเส้นทางการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวของจังหวัดระนอง เพื่อติดตามผลการขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนและการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก โดยมี นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายราชัน มีน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน ภาคเอกชน และประชาชนชาวจังหวัดระนอง เข้าร่วม

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะได้เริ่มตรวจเยี่ยม ณ จวนเจ้าเมืองระนอง ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมืองระนอง วัดหาดส้มแป้น พ่อท่านคล้าย และชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี บ้านหาดส้มแป้น ตำบลหาดส้มแป้น อำเภอเมือง โดยได้ร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น อาทิ การทำเซรามิก การร่อนแร่ การทำสบู่สมุนไพรจากน้ำแร่ และการทำไข่เค็ม ณ หมู่บ้านเซรามิก บ้านหาดส้มแป้น ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ชุมชนและการต่อยอดทรัพยากรในพื้นที่อย่างสร้างสรรค์

    ต่อมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เยี่ยมชมชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี บ้านไร่ใน ตำบลนาคา อำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง โดยมีกิจกรรมเด่น โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาพื้นที่ เพื่อยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน โดยเน้นการเตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวในอนาคต การพัฒนาการท่องเที่ยวของบ้านไร่ใน ควรกำหนดกลุ่มเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ มุ่งเน้นดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาจากหมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เคียงและสามารถเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวได้อย่างสะดวก แนะนำให้ชุมชนเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและทักษะภาษา รวมถึงการพัฒนามัคคุเทศก์ชุมชน เพื่อรองรับและถ่ายทอดเรื่องราวเส้นทางท่องเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติได้อย่างมีคุณภาพ เสนอให้วางตำแหน่งพื้นที่บ้านไร่ในให้เป็น “จุดแวะพัก (Rest Area)” สำหรับนักท่องเที่ยวก่อนเข้าสู่ตัวเมืองระนอง เป็นพื้นที่พักผ่อน ชมทัศนียภาพ และสัมผัสวิถีชีวิตชุมชน ซึ่งจะช่วยเพิ่มระยะเวลาการท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง

    นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังเน้นการสร้าง อัตลักษณ์และเศรษฐกิจชุมชนผ่าน “กาแฟ” โดยแนะนำให้คนในชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำท้องถิ่น ร่วมกันกำหนดจุดเด่นของพื้นที่ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์กาแฟระนองให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ได้เสนอให้ผลักดันการขอตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สำหรับกาแฟระนอง เน้นย้ำให้ชุมชนวางแผนการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างเหมาะสมและเพียงพอ ควบคู่กับแนวคิด Zero Waste แนะนำให้ชุมชนหารือร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน เพื่อขยายผลจากเมล็ดกาแฟไปสู่ผลิตภัณฑ์ชุมชนอื่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/265302&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw248jfsXtajM2qDnpg3jA4V

  • ต่างชาติเที่ยวญี่ปุ่นเดือนพ.ย. พุ่ง 10% นทท.จีนยังครองแชมป์ ไม่หวั่นเตือนงดเดินทาง : อินโฟเควสท์

    ต่างชาติเที่ยวญี่ปุ่นเดือนพ.ย. พุ่ง 10% นทท.จีนยังครองแชมป์ ไม่หวั่นเตือนงดเดินทาง : อินโฟเควสท์

    องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) เปิดเผยในวันนี้ (17 ธ.ค.) ว่า จำนวนผู้ที่เดินทางเยือนญี่ปุ่นในเดือนพ.ย. เพิ่มขึ้น 10.4% เมื่อเทียบรายปี แตะ 3.52 ล้านคน ส่งผลให้ยอดรวมปี 2568 ทะลุ 39 ล้านคนแล้ว ทำลายสถิติสูงสุดเดิมของปี 2567 ที่ทำไว้ 36.87 ล้านคน

    รายงานระบุว่า แม้นักท่องเที่ยวจีนจะขยายตัวเพียง 3% ในเดือนพ.ย. ซึ่งต่ำกว่าการเติบโตตลอด 11 เดือนแรกของปี 2568 ที่ 37.5% แต่จีนยังคงเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มใหญ่ที่สุด หรือคิดเป็นเกือบ 1 ใน 4 ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด

    ก่อนหน้านี้ช่วงกลางเดือนพ.ย. จีนเตือนพลเมืองให้งดเดินทางไปญี่ปุ่น หลังจากนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ กล่าวต่อรัฐสภาญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 7 พ.ย. ว่า วิกฤตการณ์ในไต้หวันอาจคุกคามความอยู่รอดของญี่ปุ่นจนต้องใช้สิทธิป้องกันตนเอง

    อย่างไรก็ตาม ตัวเลขล่าสุดชี้ว่าความขัดแย้งทางการทูตส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไม่มากนัก เพราะนักท่องเที่ยวจากหลายประเทศยังคงเดินทางเข้าญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/554384&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XPeSPtB1dbburJ9_t55-s

  • ตลาดคริสต์มาสเวียนนาคึกคัก – พาส่องพฤติกรรมผู้บริโภค  พร้อมวิเคราะห์เศรษฐกิจออสเตรียไตรมาสสุดท้าย ส่งท้ายปี 2025

    ตลาดคริสต์มาสเวียนนาคึกคัก – พาส่องพฤติกรรมผู้บริโภค พร้อมวิเคราะห์เศรษฐกิจออสเตรียไตรมาสสุดท้าย ส่งท้ายปี 2025

    ท่ามกลางบรรยากาศคริสต์มาสอันสวยงามทั่วออสเตรียในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึง ธันวาคมในปี 2025 นี้   แสงไฟระยิบระยับจากไฟประดับเมืองและตลาดคริสต์มาสอาจฉายภาพความรื่นเริงที่ดูเหมือนปกติสุข แต่หากมอง  ลึกลงไปในตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์ นี่คือช่วงเวลาที่เปราะบางและท้าทายที่สุดครั้งหนึ่งของสาธารณรัฐออสเตรีย โดยภาคการท่องเที่ยวได้กลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ยังพอมีกำลังขับเคลื่อน GDP ของประเทศที่กำลังตกอยู่ในภาวะชะลอตัว (Stagnation) 

    จากข้อมูลล่าสุดของ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจแห่งออสเตรีย (WIFO) ที่เปิดเผยเมื่อต้นไตรมาสที่ 4 ปี 2025 ระบุชัดเจนว่าเศรษฐกิจออสเตรียปีนี้คาดการณ์ขยายตัวต่ำเพียงประมาณ 0.3% เท่านั้น ซึ่งเป็นผลพวงจากภาคการผลิตและส่งออกที่หดตัวตามเศรษฐกิจเยอรมนีซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ฤดูกาลท่องเที่ยวฤดูหนาว (Winter Season 2025/2026) โดยเฉพาะในเดือนธันวาคมที่เป็นเดือนไฮไลต์ WIFO คาดการณ์ว่าการใช้จ่ายภาคเอกชนในหมวดบริการท่องเที่ยวและสันทนาการจะยังคงประคองตัวอยู่ได้ แม้ว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (Harmonised Index of Consumer Prices: HICP) จะยังทรงตัวในระดับสูงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเฉพาะราคาพลังงานและค่าบริการที่ปรับตัวสูงขึ้น สิ่งที่น่าจับตามองคือพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป เน้นการใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า (Value-for-Money) มากขึ้น นอกจากนี้ ตัวเลขจาก Statistik Austria ชี้ให้เห็นว่า แม้จำนวนนักท่องเที่ยวขาเข้า (Arrivals) จะมีแนวโน้มฟื้นตัวกลับมาใกล้เคียงกับยุคก่อนโควิด (ปี 2019) แต่จำนวนคืนที่พักแรมเฉลี่ยกลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่านักท่องเที่ยวระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แต่ยังคงยอมจ่ายเพื่อประสบการณ์ระดับพรีเมียม ในช่วงเวลาสั้นๆ นั้น

    ขณะที่บรรยากาศในกรุงเวียนนาช่วงเดือนธันวาคม 2025 ตลาดคริสต์มาสยังคงเป็นแม่เหล็กดึงดูดเม็ดเงินมหาศาล สภาหอการค้าเวียนนา (Wirtschaftskammer Wien) ประเมินว่าตลาดคริสต์มาสกว่า 17 แห่งทั่วเมืองเวียนนาจะสร้างมูลค่าหมุนเวียนทางเศรษฐกิจได้หลายร้อยล้านยูโรในปีนี้ แต่สิ่งที่ผู้บริโภคต้องเผชิญคือภาวะเงินเฟ้อซึ่งอยู่ที่ประมาณ 4% ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ เป็นผลสะท้อนจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงงานในภาคบริการที่ปรับตัวสูงขึ้นตามข้อตกลงสหภาพแรงงานล่าสุด โดยจากผลสำรวจของ Deloitte เผยว่า ผู้บริโภคชาวออสเตรีย 31% วางแผนที่จะใช้จ่ายกับอาหารและเครื่องดื่มน้อยลงกว่าปีที่แล้ว ขณะที่ 28% จะลดการใช้จ่ายกับการซื้อของขวัญในช่วงเทศกาลนี้เช่นกัน โดยเหตุผลหลักคืออัตราเงินเฟ้อที่สูงอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ดี ภาพของนักท่องเที่ยวที่กลับมาหนาแน่นบนถนนการค้าหลักในเมืองเวียนนาอย่าง Graben และ Kärntner Straße อาจสะท้อนว่าเสน่ห์ของเวียนนายังมีอำนาจเหนือป้ายราคาที่แพงขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการแข่งขันที่ดุเดือดของผู้ประกอบการที่ต้องงัดกลยุทธ์ทั้งด้านคุณภาพและราคามาแข่งขันกัน อีกหนึ่งประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือ การขาดแคลนแรงงาน (Labor Shortage) ข้อมูลจากกรมการจัดหางานออสเตรีย (AMS) รายงานว่าภาคการท่องเที่ยวและร้านอาหารยังคงขาดแคลนแรงงานกว่าหมื่นตำแหน่งทั่วประเทศในฤดูหนาวนี้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายต้องจำกัดเวลาให้บริการ ซึ่งเป็นการเสียโอกาสในการทำรายได้ในช่วงพีคซีซัน ปัญหานี้อาจสะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างเศรษฐกิจของออสเตรียที่พึ่งพาภาคบริการจำเป็นต้องมีการปฏิรูปอย่างเร่งด่วน

    ข้อเสนอแนะและความคิดเห็นสำนักงานฯ
    จากภาพรวมเศรษฐกิจและแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคออสเตรีย สำนักงานฯ เห็นว่า ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคออสเตรียที่เน้นความคุ้มค่า (Value-for-Money) มากขึ้น โดยมุ่งนำเสนอสินค้าและบริการที่มีคุณภาพในราคาที่แข่งขันได้ เช่น ของฝากพรีเมียม และสินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ ขณะเดียวกันตลาดนักท่องเที่ยวยังคงให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่มีความพิเศษและแตกต่าง ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้จุดแข็งของไทยในด้านการบริการ (Hospitality) นำเสนอและยกระดับบริการต่างๆ เช่น Thai Massage & wellness, Thai Food Experience (เช่น คลาสเรียนทำอาหารไทย) หรือกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมมาสร้างคุณค่าเพิ่ม นอกจากนี้ การสื่อสารด้านความยั่งยืนและมาตรฐานแรงงานที่ตรวจสอบได้จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้าไทยในตลาดยุโรปมากขึ้น การส่งเสริมความร่วมมือกับร้านค้า โรงแรม และผู้จัดกิจกรรมท้องถิ่น เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงผู้บริโภคทั้งชาวออสเตรียและนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมไปถึงการนำเสนอสินค้าที่ช่วยลดภาระแรงงาน เช่น สินค้าพร้อมจำหน่ายหรือสินค้าที่จัดเก็บง่าย ถือเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในการลดต้นทุนการดำเนินงานและเพิ่มประสิทธิภาพได้ในระยะยาวเช่นกัน

    ธันวาคม 2568
    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเวียนนา
     

    แหล่งอ้างอิงข้อมูล:. https://www.statistik.at/ https://www.statistik.at/ https://www.wko.at/wien
    https://www.deloitte.com/at/ https://www.ams.at/ 

    เครดิตภาพ : https://www.vienna.at/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/c2hb57jaill708k59166wytl&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GtXlKTVCMNLKjgDKOhsTh

  • ‘อุดรธานี’เปิดฤดูกาลล่องเรือชม‘บัวแดง’บึงหนองหานกุมภวาปี บานสะพรั่งรับนักท่องเที่ยว

    ‘อุดรธานี’เปิดฤดูกาลล่องเรือชม‘บัวแดง’บึงหนองหานกุมภวาปี บานสะพรั่งรับนักท่องเที่ยว

    ‘อุดรธานี’เปิดฤดูกาลล่องเรือชม‘บัวแดง’บึงหนองหานกุมภวาปี บานสะพรั่งรับนักท่องเที่ยว

    วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.31 น.

    ‘อุดรธานี’เปิดฤดูกาลล่องเรือชม‘บัวแดง’บึงหนองหานกุมภวาปี บานสะพรั่งรับนักท่องเที่ยว

    17 ธันวาคม 2568 ที่ท่าเรือบ้านเดียม ต.เชียงแหว อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผวจ.อุดรธานี พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารภาคเอกชน ผู้ประกอบการเรือท่องเที่ยว นักท่องเที่ยว สื่อมวลชน ช่างภาพ และประชาชนในพื้นที่ ร่วมลงเรือชมความงดงามของทะเลบัวแดงยามเช้า ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก สำหรับการเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวในครั้งนี้ ตอกย้ำภาพลักษณ์ของ “ทะเลบัวแดง” ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวสำคัญและเป็นจุดหมายยอดนิยมของอุดรธานี ที่ยังคงได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง

    น.ส.กนกวรรณ ดุงศรีแก้ว ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานอุดรธานี เปิดเผยว่า แม้การเริ่มต้นฤดูกาลท่องเที่ยวในปีนี้จะช้ากว่าที่คาดไว้เล็กน้อย แต่ยังสามารถเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมความสวยงามของทะเลบัวแดงได้ตามปกติ โดยฤดูกาลท่องเที่ยวจะต่อเนื่องตั้งแต่เดือนธันวาคมไปจนถึงประมาณเดือนมีนาคม ส่งผลให้นักท่องเที่ยวมีระยะเวลาเดินทางมาสัมผัสบรรยากาศและความงดงามของทะเลบัวแดงได้ยาวนานมากยิ่งขึ้น

    สำหรับภาพรวมสภาพอากาศและพื้นที่ในปีนี้ พบว่าอากาศเอื้ออำนวย ดอกบัวเริ่มผลิบานอย่างสวยงาม หลังจากมีการเปิดฤดูกาลอย่างเป็นทางการ ก็เริ่มมีนักท่องเที่ยวทยอยเดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง การเปิดฤดูท่องเที่ยวในครั้งนี้จึงถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวว่า ทะเลบัวแดงจังหวัดอุดรธานียังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีความพร้อมในการต้อนรับผู้มาเยือน

    ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานอุดรธานี ยังได้เชิญชวนนักท่องเที่ยวที่กำลังวางแผนเดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่และฤดูหนาว ให้เลือกจังหวัดอุดรธานีเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทาง เพื่อสัมผัสอากาศเย็นสบาย พร้อมชมความงดงามของทะเลบัวแดง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ด้านการท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาด

    ด้านนายไพรสิทธิ์ สุขรมย์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเรือท่องเที่ยวบ้านเดียม และประธานกลุ่มท่าเรือบ้านเดียม เปิดเผยว่า จังหวัดอุดรธานีได้ประกาศเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวทะเลบัวแดงอย่างเป็นทางการแล้ว โดยในฤดูกาลท่องเที่ยวปีนี้คาดว่าพื้นที่ดอกบัวที่ผลิบานจะครอบคลุมไม่ต่ำกว่า 12,000 ไร่ และมีความสวยงามมากกว่าปีที่ผ่านมา

    นายไพรสิทธิ์ กล่าวว่า ตอนนี้ดอกบัวแดงบริเวณท่าเรือบ้านเดียมเริ่มบานแล้วประมาณร้อยละ 25 และคาดว่าตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคมเป็นต้นไป ดอกบัวจะเริ่มบานหนาแน่นมากขึ้น ส่งผลให้บรรยากาศการท่องเที่ยวคึกคักตามลำดับ ในส่วนของสถานการณ์นักท่องเที่ยว พบว่านักท่องเที่ยวชาวไทยยังเดินทางมาไม่มากนัก ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงเดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนและชาวลาว ซึ่งเป็นกลุ่มหลักในทุกปี และในปีนี้เริ่มมีนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นด้วย

    สำหรับการเตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ กลุ่มท่าเรือได้จัดเตรียมท่าเรือหลักที่สามารถให้บริการได้อย่างเต็มศักยภาพ ได้แก่ ท่าเรือบ้านเดียม ท่าดอนคง และท่าแชแล โดยในช่วงเดือนธันวาคม พื้นที่ดอกบัวที่บานสวยจะกระจุกตัวอยู่บริเวณท่าเรือบ้านเดียมเป็นหลัก ก่อนจะขยายไปยังโซนด้านใต้ คือท่าดอนคงและท่าแชแล ในช่วงเดือนมกราคม

    ตอนนี้เรามีเรือที่เตรียมไว้ให้บริการ ท่าเรือบ้านเดียมมีเรือใหญ่ 80 ลำ และเรือเล็ก 15 ลำ ท่าดอนคงมีเรือใหญ่ 35 ลำ และเรือเล็ก 2 ลำ ส่วนท่าแชแลมีเรือให้บริการจำนวน 35 ลำ ซึ่งรวมถึงเรือที่ย้ายมาจากท่าเรือโนนน้ำย้อยที่ไม่สามารถเปิดให้บริการได้ในปีนี้ ขณะที่อัตราค่าบริการเรือท่องเที่ยว ยังคงเป็นราคาเดิมทุกท่าเรือ แบ่งเป็นอัตรา 300 บาท และ 500 บาท จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาสัมผัสความงดงามของทะเลบัวแดงในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดยาว พร้อมยืนยันว่าดอกบัวในปีนี้มีความสวยงาม ครอบคลุมพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 12,000 ไร่ และพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวให้ได้ชมความงดงามตามธรรมชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดอุดรธานีตลอดฤดูกาลท่องเที่ยวนี้ มาดูดดื่มกลิ่นอายธรรมชาติชมทะเลบัวแดงบานสะพรั่งนับหมื่นๆ ไร่กัน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/935477&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vhTED8A_hcpo_1iBGeZhZ

  • ส.อ.ท.จี้ตรวจสอบสาเหตุแท้จริง ค่าเงินบาทแข็ง กระทบส่งออก-ท่องเที่ยว

    ส.อ.ท.จี้ตรวจสอบสาเหตุแท้จริง ค่าเงินบาทแข็ง กระทบส่งออก-ท่องเที่ยว

    ส.อ.ท.จี้ตรวจสอบสาเหตุแท้จริง ค่าเงินบาทแข็ง กระทบส่งออก-ท่องเที่ยว

    จากกรณีที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ามาดูแลค่าเงินบาทและคุมเข้มธุรกรรมการขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อซื้อเงินบาทของธุรกิจทองคำ โดยได้สั่งการให้ธนาคารพาณิชย์ตรวจสอบเอกสารในธุรกรรมการขายเงินตราต่างประเทศเพื่อแลกซื้อเงินบาทของธุรกิจทองคำอย่างเข้มงวด และอยู่ระหว่างการขอให้ออกประกาศกระทรวงการคลังเพื่อให้อำนาจ ธปท. ในการเรียกข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายเงินตราต่างประเทศจากผู้ค้าทองคำรายใหญ่ รวมทั้งเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับธุรกรรมการขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อซื้อเงินบาท นั้น

    ต่อเรื่องดังกล่าว เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้ความเห็นว่า มาตรการดังกล่าวคงเป็นเพียง 1 ในมาตรการเท่านั้น เพราะสิ่งที่น่ากลัวคือ เงินเทา ธุรกิจสแกมเมอร์ อาศัยประเทศไทยเป็นแหล่งฟอกเงิน ดังนั้น ธปท. และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งเข้าไปตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุที่จริง

    ค่าเงินบาทแข็งค่ารุนแรง กระทบส่งออก-ท่องเที่ยว

    เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า ค่าเงินบาทไทย กำลังเผชิญกับการแข็งค่าขึ้นอย่างมาก โดยปัจจุบันแข็งค่าขึ้นกว่า 8% ซึ่งถือเป็นการแข็งค่ามากที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้เคยแข็งค่าขึ้น 5.77% ในเดือนก่อน ซึ่ง ธปท.เองก็ออกมายอมรับว่า การแข็งค่าในระดับนี้ ไม่ส่งผลดีต่อภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยว  เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน พบว่าค่าเงินด่องของเวียดนามแข็งค่าขึ้น 3% กว่า

    ส.อ.ท.จี้ตรวจสอบสาเหตุแท้จริง ค่าเงินบาทแข็ง กระทบส่งออก-ท่องเที่ยว เกรียงไกร เธียรนุกุล

    ในขณะที่เงินหยวนของจีนแข็งค่าขึ้นประมาณ 7% เศษ ซึ่งยังตามหลังการแข็งค่าของเงินบาทไทย ล่าสุด ค่าเงินบาทที่แข็งค่าทันที 8% กว่า ซึ่งได้รับอิทธิพลทางจิตวิทยาจากการที่สหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะลดอัตราดอกเบี้ยลงประมาณ 0.25 ทำให้ค่าเงินบาทของไทยที่ขี้ตกใจอยู่แล้ว แข็งค่าขึ้นมาอีก

    เร่งตรวจสอบที่มาของปัญหา ค่าเงินบาทแข็ง

    ดังนั้น เพื่อบรรเทาความกังวลเรื่องค่าเงินบาท ธปท.จึงได้ออกมาตรการสั่งการให้ธนาคารต่าง ๆ ตรวจสอบเอกสารการซื้อขายดอลลาร์ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทองคำ มาตรการดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการออกมาอย่างตรงจุดเพื่อช่วยแก้ปัญหา โดยครอบคลุมถึงการควบคุมรายละเอียดบัญชี การโอนเงิน และการซื้อขายทอง

    อย่างไรก็ตาม ประธาน ส.อ.ท.ระบุว่า จุดเริ่มต้นของการตรวจสอบธุรกรรมทองคำมาจากการที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ตั้งข้อสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับค่าเงินบาทตั้งแต่เดือนกรกฎาคม และได้ส่งคำถามไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะธนาคารแห่งประเทศไทย

    ความผิดปกติของการส่งออกทองคำแท่งไปกัมพูชา

    จากการตรวจสอบรายละเอียดในภาคการส่งออก หลังเกิดการปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชาซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้าขายชายแดน กกร. ได้ตรวจสอบรายการสินค้าส่งออก 10 อันดับแรกจากไทยไปกัมพูชา และพบว่าหมวดเครื่องประดับและอัญมณีเป็นรายการส่งออกอันดับ 3 แต่เมื่อเจาะลึกกลับพบว่าสินค้าในหมวดนี้ ไม่ใช่เครื่องประดับหรืออัญมณี แต่เป็นทองแท่งล้วน ๆ

    ยอดการส่งออกทองคำแท่งไปยังกัมพูชามีอัตราที่พุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ โดยมีรายละเอียดดังนี้

    • ปี 2566: ยอดส่งออกอยู่ที่ประมาณ 12,000 ล้านบาท

    • ปี 2567: ยอดพุ่งขึ้นเกือบ 10 เท่า ไปอยู่ที่ประมาณ 105,000 ล้านบาท

    • ปี 2568 (7 เดือนแรก จนถึงวันที่มีการปะทะ): ยอดส่งออกสะสมอยู่ที่ 71,000 ล้านบาท

    ด้วยยอดที่สูงมากนี้ ทำให้กัมพูชากลายเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ที่ไทยส่งออกทองคำแท่งไปมากที่สุด โดยมีปริมาณตามหลังสวิตเซอร์แลนด์ซึ่งเป็นอันดับ 1 เพียงเล็กน้อย

    การส่งออกที่ผิดปกติเช่นนี้ นำมาซึ่งคำถามว่าจำนวนเงินที่ใช้ซื้อทองคำมีที่มาที่ไปถูกต้องหรือไม่ และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นด้วยหรือไม่

    หวั่นใช้ไทยเป็นแหล่งฟอกเงินเทาสแกมเมอร์

    แม้ว่ามาตรการควบคุมที่ดำเนินการไปจะช่วยลดการแข็งค่าของเงินบาทในระยะสั้น (จาก 7% เศษ เหลือ 5% กว่า) แต่ค่าเงินบาทก็ได้กลับมาแข็งค่าทะลุ 8% กว่าอีกครั้ง กกร. ชี้ว่ามาตรการที่ออกมาเป็นเพียงหนึ่งในมาตรการเท่านั้น

    สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้ คือปัญหา เงินเทา และ ธุรกิจสแกมเมอร์ ที่อาจอาศัยประเทศไทยเป็นแหล่งในการฟอกเงิน เนื่องจากไม่ทราบทิศทางการเข้ามาของเงินเหล่านี้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันตรวจสอบอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทราบสาเหตุที่แท้จริงของการแข็งค่าของเงินบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/735132&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sQDvmuYFrwk5hBkpa_2JF