Category: ท่องเที่ยว

  • ททท.ดึงคาราวานมาเลเซีย ทริปแรกเข้าหาดใหญ่ จัดเคาท์ดาวน์ 2026 ฟื้นท่องเที่ยวปีใหม่

    ททท.ดึงคาราวานมาเลเซีย ทริปแรกเข้าหาดใหญ่ จัดเคาท์ดาวน์ 2026 ฟื้นท่องเที่ยวปีใหม่

    วันนี้ (24 ธันวาคม 2568) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรม Smile @ South, Malaysia -Thailand Caravan ต้อนรับคณะคาราวานรถยนต์และมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์จากประเทศมาเลเซียกว่า 50 คัน เดินทางจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ และรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย ผ่านด่านสะเดาสู่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และจังหวัดสตูล ระหว่างวันที่ 23-26 ธันวาคม 2568 

    ทั้งนี้เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและประชาสัมพันธ์ความพร้อมของหาดใหญ่ จุดหมายปลายทางสำคัญของการท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. จัดกิจกรรม Smile @ South, Malaysia – Thailand Caravan เพื่อเร่งสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทางของนักท่องเที่ยวมาเลเซีย ภายหลังจากสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่คลี่คลาย โดยแสดงถึงความพร้อมของหาดใหญ่ที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาประเทศไทยในช่วงเทศกาลปีใหม่ 

    ททท.ดึงคาราวานมาเลเซีย ทริปแรกเข้าหาดใหญ่ จัดเคาท์ดาวน์ 2026 ฟื้นท่องเที่ยวปีใหม่

    การเดินทางมาของคาราวานมาเลเซียในครั้งนี้ถือเป็นการแสดงถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพในการฟื้นฟูของเมืองหาดใหญ่ และแสดงถึงมิตรภาพที่ดีระหว่างสองประเทศที่ยังคงมั่นคงและแข็งแกร่ง และพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าและสร้างการเติบโตทางการท่องเที่ยวไปด้วยกัน

    กิจกรรม Smile @ South, Malaysia – Thailand Caravan นำคาราวานรถยนต์จำนวน 30 คัน และมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ จำนวน 22 คัน พร้อมด้วยผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 100 คน

    ททท.ดึงคาราวานมาเลเซีย ทริปแรกเข้าหาดใหญ่ จัดเคาท์ดาวน์ 2026 ฟื้นท่องเที่ยวปีใหม่

    KOL จากประเทศมาเลเซีย ออกเดินทางจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียในวันที่ 23 ธันวาคม 2568 ผ่านด่านสะเดา เข้าสู่ อ.หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งททท. ได้จัดพิธีปล่อยขบวนคาราวาน (Flag Off) และกิจกรรมต้อนรับคณะคาราวานในวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมบุรีศรีภู จังหวัดสงขลา 

    ทั้งนี้คณะคาราวานมีกำหนดเดินทางสำรวจแหล่งท่องเที่ยวในหาดใหญ่ อาทิ สวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่ นั่งหาดใหญ่เคเบิ้ลคาร์ กระเช้าลอยฟ้าแห่งแรกของประเทศไทยสู่ยอดเขาคอหงส์ที่ประดิษฐานพระพุทธมงคลมหาราช พระพุทธรูปปางประทานพรองค์ใหญ่  แวะชอปปิงที่ตลาดกิมหยง 

    Smile @ South, Malaysia – Thailand Caravan

    รวมถึงเดินทางไปยังจังหวัดสตูล เพื่อเข้าชมแหล่งท่องเที่ยว อาทิ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสตูล ล่องเรือชุมชนท่องเที่ยวสุไหงตำมะลังเพื่อชมนกอินทรีและป่าชายเลน แวะชมสะพานข้ามกาลเวลาในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา และน้ำตกวังสายทอง 

    ททท.ดึงคาราวานมาเลเซีย ทริปแรกเข้าหาดใหญ่ จัดเคาท์ดาวน์ 2026 ฟื้นท่องเที่ยวปีใหม่

    ทั้งนี้ จากสถิติตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 21 ธันวาคม 2568 นักท่องเที่ยวมาเลเซียเดินทางเข้าประเทศไทยแล้วจำนวน 4,378,522 คน โดยส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางข้ามด่านชายแดนทางบก 57 % 

    สำหรับด่านสะเดาซึ่งเป็นด่านที่นักท่องเที่ยวมาเลเซียนิยมเดินทางเข้ามาประเทศไทยมากที่สุดมีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเฉลี่ยปกติวันละ 7,000 คน แม้ว่าสถานการณ์อุทกภัยจะส่งผลให้นักท่องเที่ยวมาเลเซียชะลอตัวในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน-ต้นเดือนธันวาคม 

    แต่แนวโน้มตั้งแต่ช่วงกลางเดือนธันวาคมเริ่มสะท้อนทิศทางเชิงบวกที่ดีขึ้น โดยเฉพาะช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวมาเลเซียที่เข้าประเทศไทยทั้งหมด รวมทางบกและทางอากาศเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 13,000-15,000 คน และกลับมาเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยมากที่สุด

    ททท.ดึงคาราวานมาเลเซีย ทริปแรกเข้าหาดใหญ่ จัดเคาท์ดาวน์ 2026 ฟื้นท่องเที่ยวปีใหม่

    แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวมาเลเซีย ได้แก่ สงขลา กรุงเทพฯ กระบี่ ภูเก็ต และชลบุรี ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยตนเอง (FIT) กว่า 90 % และเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางซ้ำ (Repeat Visit)  70 % โดยนิยมเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทยในช่วงวันหยุด เพื่อพักผ่อนกับเพื่อนฝูงและครอบครัว ชื่นชอบอาหารไทย นวดสปา ชมแสงสียามค่ำคืน และแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ 

    ททท.ดึงคาราวานมาเลเซีย ทริปแรกเข้าหาดใหญ่ จัดเคาท์ดาวน์ 2026 ฟื้นท่องเที่ยวปีใหม่

    นอกจากกิจกรรมคาราวาน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย ททท. ยังได้ร่วมกับเทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และพันธมิตรภาครัฐและเอกชนในพื้นที่หาดใหญ่เตรียมจัดกิจกรรม HATYAI NEW YEAR 2026 อย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 30-31 ธันวาคม 2568 บริเวณถนนธรรมนูญวิถี

    โดยจะเป็นอีเวนต์ส่งท้ายปลายปีที่จะดึงดูดการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ตลอดจนช่วยเหลือผู้ประกอบการและฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย เพื่อเป็น Booster Shot ให้หาดใหญ่กลับมาคึกคักอย่างรวดเร็ว และยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยว 

    ททท.ดึงคาราวานมาเลเซีย ทริปแรกเข้าหาดใหญ่ จัดเคาท์ดาวน์ 2026 ฟื้นท่องเที่ยวปีใหม่

    ททท. พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนความร่วมมือกับพันธมิตรทางการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศเร่งฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ สร้างความเชื่อมั่นในการเดินทาง

    ด้วยการจัดกิจกรรมส่งเสริมตลาด และประชาสัมพันธ์ความพร้อมของหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อฟื้นคืนธุรกิจและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของหาดใหญ่ให้กลับมาพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากนานาชาติ โดยเฉพาะมาเลเซีย ให้กลับมาฟื้นตัวและเติบโตได้อย่างยั่งยืนอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/647410&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iwW2L7or6WknTFI1Dy7Ys

  • ผกก.ตำรวจท่องเที่ยว 2 ทท.3 แทคทีม ร้องขอกำลัง“ผู้การฯภูเก็ต ”ลุยปราบปรามรถบริการสาธารณะผิดกฎหมาย ที่เอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว

    ผกก.ตำรวจท่องเที่ยว 2 ทท.3 แทคทีม ร้องขอกำลัง“ผู้การฯภูเก็ต ”ลุยปราบปรามรถบริการสาธารณะผิดกฎหมาย ที่เอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว

    วันนี้ (24 ธ.ค.68) เวลาประมาณ 10.00 น. – 16.00 น.ที่ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต ต.ไม้ขาว อ.ถลาง จ.ภูเก็ต

    พ.ต.อ.ณรภณ วัฒนะกรทวี ผกก.2 บก.ทท.3 เปิดเผยว่า ตามนโยบาย ข้อสั่งการของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. สั่งการให้ปราบปรามรถบริการสาธารณะผิดกฎหมาย ที่เอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว นั้น ส.ทท.1 กก.2 บก.ทท.3 (ภูเก็ต-พังงา) ได้ประสาน บูรณาการ ร่วมกับ พล.ต.ต.เลิศสิน สุขุม ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต ,พ.ต.อ.ภาสกร สนธิกุล รอง ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต ฯ โดยในวันนี้ด้วยตน และ,พ.ต.ท.เอกชัย ศิริ สวญ.ส.ทท.1ฯ,สภ.สาคู,สภ.วิชิต,สภ.กะทู้,สภ.ฉลอง,สภ.กะรน,สภ.มืองภูเก็ต, ขนส่งจังหวัดภูเก็ต ร่วมปล่อยแถวตั้งจุดตรวจป้องกันและลดอุบัติเหตุ กวดขันรถรับจ้างสาธารณะผิดกฎหมาย

    โดยผลการปฏิบัติ มีดังนี้ปฏิบัติการตั้งจุดตรวจกวดขันรถสาธารณะ ผิดกฎหมาย ดังนี้

    1. จุดตรวจสี่กอ ถ.พระบารมี อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต 2. จุดตรวจถนนเหมืองเจ้าฟ้า อ.เมือง จ.ภูเก็ต 3. จุดตรวจท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต 4. จุดตรวจ สภ.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต 5. จุดตรวจ หน้าวัดมงคลนิมิตร อ.เมือง จ.ภูเก็ต 6. จุดตรวจถนนศรีสุทัศน์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต 7. จุดตรวจ สภ.กะรน ต.ฉลอง จ.ภูเก็ต

    ผลการปฏิบัติสามารถจับกุมดำเนินคดี ผู้กระทำความผิดได้ทั้งสิ้น 184 ราย แยกเป็น-ข้อหาใช้รถไม่ตรงประเภท (รถป้ายดำ) จำนวน 57 ราย -ความผิดในข้อหาอื่นๆ 127 ราย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/266894&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hU9_b7TWItVtSTCm6VGph

  • ข่าววันนี้ ข่าวด่วน ประจำวัน ทันเหตุการณ์ อัพเดทข่าวล่าสุด ติดตามได้ที่ PPTV ช่อง 36

    ข่าววันนี้ ข่าวด่วน ประจำวัน ทันเหตุการณ์ อัพเดทข่าวล่าสุด ติดตามได้ที่ PPTV ช่อง 36

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/tags/%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%259C%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%259F%25E0%25B8%25B7%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A2%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2599&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eGIWH0rhE33BAreH28PiC

  • เช็กที่นี่ ทช.เปิด 7 เส้นทางเลี่ยงรับเดินทางปีใหม่ 

    เช็กที่นี่ ทช.เปิด 7 เส้นทางเลี่ยงรับเดินทางปีใหม่ 

    ‘กรมทางหลวงชนบท’ เปิด 7 เส้นทางเลี่ยงรับการเดินทางปีใหม่  ตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค. 68 – 5 ม.ค. 69 รองรับกลับบ้าน–ท่องเที่ยวช่วงปีใหม่ ลดแออัดถนนสายหลักทั่วประเทศ คมนาคมสั่งทุกหน่วยคุมเข้มประชาชนถึงที่หมายได้อย่างสะดวกรวดเร็วและปลอดภัยตลอดเทศกาล

    24 ธ.ค.2568-นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท(ทช.) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของกระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมเตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางให้กับประชาชน ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2569 ระหว่างวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ถึง 5 มกราคม 2569 ภายใต้หัวข้อรณรงค์ “เทศกาลความสุข ทุกที่ทั่วไทย เดินทางสะดวก ปลอดภัย บนโครงข่ายคมนาคม” ซึ่งคาดว่าประชาชนจะเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวตามจังหวัดต่างๆเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้การจราจรบนถนนสายหลักมีปริมาณสูง

    ทั้งนี้ กรมทางหลวงชนบท (ทช.) จึงขอแนะนำเส้นทางเลี่ยง จำนวน 7 เส้นทาง ซึ่งเป็นเส้นทางเลี่ยงการจราจรหนาแน่นบนถนนสายหลัก เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนก่อนการเดินทางได้ ดังนี้ เส้นทางเลี่ยงการจราจรจังหวัดสิงห์บุรี  จังหวัดชัยนาท เส้นทางเลี่ยง ทล.32 เริ่มจาก ทล.32 กม.ที่ 87+800 เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ ทล.335 และ ทล.369 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 4 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าสู่ ทล.3030 กม.ที่ 1+000 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 9.8 กิโลเมตร บรรจบกับทางหลวงชนบทสาย สห.4035 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 7.3 กิโลเมตร บรรจบกับทางหลวงชนบทสาย สห.5040 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 4.6 กิโลเมตร บรรจบกับทางหลวงชนบทสาย ชน.4050 เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ ทล.3183 กม.ที่ 3+730 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 1.6 กิโลเมตร และเลี้ยวขวาเข้าสู่ ทล.340 กม.ที่ 160+610 เพื่อเดินทางเข้าสู่จังหวัดชัยนาท

    เส้นทางเลี่ยงการจราจรจังหวัดสระบุรี จังหวัดปราจีนบุรี  เริ่มจาก ทล.2 (ถนนมิตรภาพ) กม.ที่ 36+000 เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงชนบทสาย นม.1016 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 27 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าสู่ ทล.2090 กม.ที่ 20+340 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 2.9 กิโลเมตร จนถึง กม.ที่ 23+240 เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงชนบทสาย นม.3052 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 70 กิโลเมตร จะบรรจบกับ ทล.304 กม.ที่ 55+000 มุ่งสู่อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี

    เส้นทางเลี่ยงการจราจรจังหวัดนครราชสีมา  เส้นทางเลี่ยง ทล.2 (ถนนมิตรภาพ) เริ่มจาก ทล.2 กม.ที่ 102+135 เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ ทล.201 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 41 กิโลเมตร จนถึง กม.ที่ 41+000 เลี้ยวขวาเข้าสู่ ทล.2148 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 3.4 กิโลเมตร จนถึง กม.ที่ 3+400 เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงชนบทสาย นม.4008 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 23.1 กิโลเมตร จะบรรจบกับทล.2369 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 30.8 กิโลเมตร จนถึง กม.ที่ 30+800 เข้าสู่ ทล.2246 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 65.5 กิโลเมตร จะบรรจบกับ ทล.2 กม.ที่ 257+650 เลี้ยวซ้าย เพื่อเดินทางมุ่งสู่จังหวัดขอนแก่น

    เส้นทางเลี่ยงการจราจรถนนกัลปพฤกษ์ ถนนราชพฤกษ์ และถนนนครอินทร์  เส้นทางเลี่ยง ทล.9 โดยเริ่มจาก ทล.9 กม.ที่ 20+600 (จุดที่ 1) เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงชนบทสาย กท.1001 (ถนนกัลปพฤกษ์) เดินทางต่อเป็นระยะทาง 7.65 กิโลเมตร จนถึง กม.ที่ 4+000 (จุดที่ 2) เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงชนบทสาย นบ.3021 (ถนนราชพฤกษ์) เดินทางต่อเป็นระยะทาง 9.5 กิโลเมตร จนถึง กม.ที่ 16+500 (จุดที่ 3) เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงชนบทสาย นบ.1020 (ถนนนครอินทร์) กม.ที่ 7+600 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 8 กิโลเมตร (จุดที่ 6) จะบรรจบกับ ทล.306 เพื่อเดินทางเข้าสู่ถนนติวานนท์ต่อไป

    เส้นทางเลี่ยง ทล.9 และ ทล.306 เริ่มจาก ทล.9 กม.ที่ 20+600 (จุดที่ 1) เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงชนบทสาย กท.1001 (ถนนกัลปพฤกษ์) เดินทางต่อเป็นระยะทาง 7.65 กิโลเมตร จนถึง กม.ที่ 4+000 (จุดที่ 2) เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงชนบทสาย นบ.3021 (ถนนราชพฤกษ์) เดินทางต่อเป็นระยะทาง 18 กิโลเมตร จนถึง กม.ที่ 28+000 (จุดที่ 4) เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงชนบทสาย นบ.3030 (ถนนชัยพฤกษ์) เดินทางต่อเป็นระยะทาง 7 กิโลเมตร (จุดที่ 7) จะบรรจบกับ ทล.304 เพื่อเดินทางเข้าสู่ถนนแจ้งวัฒนะต่อไป

    เส้นทางเลี่ยง ทล.9 และ ทล.345 เริ่มจาก ทล.9 กม.ที่ 20+600 (จุดที่ 1) เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงชนบทสาย กท.1001 (ถนนกัลปพฤกษ์) เดินทางต่อเป็นระยะทาง 7.65 กิโลเมตร จนถึง กม.ที่ 4+000 (จุดที่ 2) เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงชนบท สาย นบ.3021 (ถนนราชพฤกษ์) เดินทางต่อเป็นระยะทาง 37 กิโลเมตร จะบรรจบกับ ทล.346 กม.ที่ 14+120 (จุดที่ 5) เพื่อเดินทางเข้าสู่จังหวัดปทุมธานีต่อไป

    เส้นทางเลี่ยงจราจรจังหวัดนครปฐม – จังหวัดนครสวรรค์  ใช้ ทล.321 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 75 กิโลเมตร ตรงไปยัง ทล.333 เดินทางต่อไปเป็นระยะทาง 17 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงชนบทสาย สพ.4059 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 15 กิโลเมตร ตรงไปเพื่อเข้าสู่ ทล.3496 เป็นระยะทาง 27 กิโลเมตร และตรงไปบนทางหลวงชนบทสาย ชน.4054 เป็นระยะทาง 44 กิโลเมตร จนถึงอำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ซึ่งสามารถเดินทางไปจังหวัดอุทัยธานี จังหวัดนครสวรรค์ และมุ่งหน้าสู่ภาคเหนือต่อไป

    เส้นทางเลี่ยงการจราจรจังหวัดสมุทรสงคราม – จังหวัดเพชรบุรี เส้นทางเลี่ยง ทล.4 (ถนนเพชรเกษม) เริ่มจาก ทล.35 กม.ที่ 73+070 (จุดที่ 1) เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงชนบทสาย สส.2021 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 23.7 กิโลเมตร จนถึง กม.ที่ 23+700 เลี้ยวขวาเข้าสู่ ทล.3176 (จุดที่ 2) เดินทางต่อเป็นระยะทาง 12.6 กิโลเมตร เพื่อเข้าสู่จังหวัดเพชรบุรี (จุดที่ 3) และสามารถเลี่ยงการจราจรจากจังหวัดเพชรบุรีไปยังอำเภอชะอำ โดยเริ่มจากทางหลวงชนบทสาย สส.2021 (จุดที่ 2) เดินทางต่อเป็นระยะทาง 36.3 กิโลเมตร จนถึง กม.ที่ 60+000 เลี้ยวขวาเข้าสู่ ทล.3187 (จุดที่ 4) เดินทางต่อเป็นระยะทาง 18.5 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ ทล.4 กม.ที่ 169+070 (จุดที่ 5) เพื่อมุ่งสู่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

    เส้นทางเลี่ยงการจราจรจังหวัดสระบุรี  เริ่มจาก ทล.1 (ถนนพหลโยธิน) กม.ที่ 80+000 ใช้เส้นทางคู่ขนานไปบรรจบกับ ทล.3220 กม.ที่ 83+800 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 1.5 กิโลเมตร บรรจบกับทางหลวงชนบมสาย สบ.4051 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 3 กิโลเมตร บรรจบกับทางหลวงชนบทสาย สบ.3021 เดินทางต่อเป็นระยะทาง 19 กิโลเมตร วิ่งตรงผ่านไฟแดง ไปจนบรรจบกับ ทล.362 กม.ที่ 3+290 แล้วเลี้ยวซ้ายมุ่งสู่จังหวัดลพบุรีและจังหวัดเพชรบูรณ์ต่อไป

    นอกจากนี้ ทช. ได้ดำเนินการติดตั้งป้ายแนะนำเส้นทางเลี่ยงตามโครงข่ายทางหลวงชนบท เพื่ออำนวยความสะดวกและความรวดเร็วในการเดินทางให้กับประชาชน ทั้งนี้ หากต้องการความช่วยเหลือหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่เจ้าหน้าที่แขวงทางหลวงชนบทในพื้นที่ หรือสายด่วน กรมทางหลวงชนบท โทร. 1146

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/920785/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WnWqC-A7Zm89RQL05jYXK

  • กัมพูชายิง กระสุนตกใส่จุดท่องเที่ยว-ชุมชน ที่ศรีสะเกษ สั่งปิด 7 ตำบลห้ามเข้าเด็ดขาด

    กัมพูชายิง กระสุนตกใส่จุดท่องเที่ยว-ชุมชน ที่ศรีสะเกษ สั่งปิด 7 ตำบลห้ามเข้าเด็ดขาด

    กัมพูชายิง BM-21 และปืนใหญ่ตกใส่จุดท่องเที่ยวผามออีแดง และชุมชน ที่ศรีสะเกษ กำลังพลเจ็บหลายนาย สั่งปิด 7 ตำบล ห้ามเข้าพื้นที่เด็ดขาด เนื่องจากเป็นพื้นที่สู้รบ

    เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์สู้รบบริเวณชายแดนไทยกัมพูชา ที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ตลอดทั้งวันยังคงได้ยินเสียงปืนใหญ่และจรวด BM-21  ปืน ค. และ ปรส. ยิงตอบโต้กันระหว่างทหารไทยและกัมพูชา บริเวณพื้นที่ช่องตาเฒ่า เขาพระวิหาร 

    โดยเฉพาะบริเวณทางขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ผามออีแดง ที่มีลูกจรวด BM-21 และลูกกระสุนปืนใหญ่ไม่ทราบขนาดของฝ่ายทหารกัมพูชา ตกลงมาใส่ตลาดชุมชน และอาคารจุดท่องเที่ยวผามออีแดง อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ พังถล่มลงมาทั้งหลัง บังเกอร์ได้รับความเสียหาย ครัวทำอาหารพัง และมีกำลังพลได้รับบาดเจ็บหลายนาย ซึ่งไม่มีทีท่าว่าทั้งสองฝ่ายจะยุติหรือหยุดยิงแต่อย่างใด

    ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายปกครอง ยังคงปิดกั้นพื้นที่หมู่บ้านใน 7 ตำบล ของอำเภอกันทรลักษ์ เนื่องจากเป็นพื้นที่สู้รบ จึงไม่อนุญาตให้ชาวบ้านเข้าพื้นที่โดยเด็ดขาด โดยมีเพียงชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน หรือ ชรบ. ที่อยู่ในพื้นที่คอยดูแลความเรียบร้อยในทรัพย์สิน และสัตว์เลี้ยงของชาวบ้านที่อพยพออกจากพื้นที่ไปอยู่ศูนย์พักพิง

    นายสมัย พูนสุข อายุ 60 ปี ชรบ.หมู่บ้าน ขับรถเข้ามาจอดที่ด่านสกัด ก่อนเข้าพื้นที่สู้รบประมาณ 10 กิโลเมตร โดยด้านหลังรถกระบะมีฟางแห้ง กว่า 20 มัด ซึ่งจากการสอบถาม นายสมัย บอกว่า ต้องลงมาจากพื้นที่สู้รบทุกวัน เพื่อมารับฟางแห้งไปให้อาหารสัตว์ของชาวบ้านที่อพยพออกจากพื้นที่ ซึ่งเป็นหน้าที่ปกติของ ชรบ. นอกจากนั้นยังมีสุนัข แมว หมู และไก่ รวมถึงสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ที่ต้องคอยดูแลด้วย ยอมรับว่าฝ่ายปกครองไม่อนุญาตให้ชาวบ้านเข้าพื้นที่ ส่วน ชรบ.ก็ให้อยู่ภายในบังเกอร์เท่านั้น ไม่อนุญาตให้ออกสำรวจความเสียหาย เนื่องจากยังมีการสู้รบกันอย่างหนัก 

    เมื่อถามว่าอยากให้ปัญหาถูกแก้ไขอย่างไร นายสมัย บอกว่า อยากให้ทหารสู้รบให้จบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แบบที่ชาวบ้านไม่ต้องอพยพอีก เพราะตอนนี้บ้านเรือนก็เสียหายหลายหลัง ส่วนการประชุมฝ่ายทหารของไทยและกัมพูชา ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ข้อยุติ เพราะกัมพูชาเชื่อถือไม่ได้อยู่แล้ว

    ด้านนายวิเชียร บุญยก อายุ 69 ปี มาลงทะเบียนที่ด่านสกัดกั้น ห้ามเข้าพื้นที่สู้รบ เผยว่า ตัวเองจะเข้าไปเอายาที่กินประจำ และเข้าไปดูบ้าน ไม่นานก็จะกลับออกมา ส่วนตัวยอมรับว่ากลัว ถ้าเข้าไปแล้วระเบิดลง แต่มีความจำเป็นที่ต้องเข้าพื้นที่จริงๆ จะใช้เวลาไม่นานก่อนจะกลับออกมา

    เมื่อถามว่าอยากให้ปัญหาถูกแก้ไขอย่างไร นายวิเชียร บอกว่า ตัวเองอพยพตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม และนี่ก็กว่า 2 สัปดาห์แล้ว ยอมรับว่าคิดถึงบ้านและมีความลำบาก แม้ว่าศูนย์พักพิงจะดูแลเป็นอย่างดี แต่ก็ไม่เหมือนบ้านตัวเอง จึงอยากให้ปัญหาจบโดยเร็ว โดยทหารสู้รบให้เบ็ดเสร็จ เพราะไม่อยากอพยพอีกแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/northeast/2903949&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cr_n45Nio4NP7rhJjD_za

  • “รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา” เป็นประธานประชุมคณะกรรมการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา ครั้งที่ 2/2568

    “รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา” เป็นประธานประชุมคณะกรรมการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา ครั้งที่ 2/2568

    “รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา” เป็นประธานประชุมคณะกรรมการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา ครั้งที่ 2/2568


    24/12/2568 | 79 |

    วันที่ 23 ธันวาคม 2568 เวลา 13.00 น. นาย อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา ครั้งที่ 2/2568 ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถนนราชดำเนินนอก และผ่านระบบ Video Conference โดยมีคณะกรรมการเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

    การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามความคืบหน้าและพิจารณาแนวทาง การแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา เพื่อจัดตั้งสำนักงานควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา (DCAT) เป็นองค์การมหาชน ให้สอดคล้องกับหลักการบริหารราชการแผ่นดิน และมาตรฐานการต่อต้านสารต้องห้ามในระดับสากล

    ที่ประชุมได้รับทราบความเป็นมาและการดำเนินการที่ผ่านมา ซึ่งประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีของ อนุสัญญายูเนสโกว่าด้วยการต่อต้านการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา และมีพันธกรณีต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับ ประมวลกฎหมายต่อต้านการใช้สารต้องห้ามโลก (World Anti-Doping Code : WADC) ที่กำหนดโดยองค์การต่อต้านการใช้สารต้องห้ามโลก (WADA) ซึ่งมีการปรับปรุงแก้ไขเป็นระยะ

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบความเห็นและข้อเสนอจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เกี่ยวกับรูปแบบการจัดตั้งหน่วยงานภาครัฐ โดยได้พิจารณาทางเลือกต่าง ๆ อาทิ การจัดตั้งเป็นองค์การมหาชนในรูปแบบ Public Organization (PO) หรือรูปแบบอื่นที่เหมาะสม รวมถึงการทบทวนความสอดคล้องกับหลักการจำแนกหน่วยงานของรัฐและการกำกับดูแลของฝ่ายบริหาร

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เน้นย้ำว่า การปรับปรุงกฎหมายและโครงสร้างการดำเนินงานด้านการต่อต้านการใช้สารต้องห้าม เป็นเรื่องสำคัญต่อ ความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีการกีฬานานาชาติ โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพและมีบทบาทสำคัญในมหกรรมกีฬาระดับภูมิภาคและระดับโลก จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการให้ระบบการควบคุมสารต้องห้ามมีความเป็นอิสระ โปร่งใส และเป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานสากล

    ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมและจัดทำข้อมูลเพิ่มเติมในประเด็นด้านกฎหมาย โครงสร้างองค์กร และการรับรองจากองค์กรต่อต้านการใช้สารต้องห้ามโลก เพื่อนำเสนอประกอบการพิจารณาในขั้นตอนต่อไป


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/458384&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KO1Pm6TpRtcilYbV86ftG

  • ‘บาทแข็ง’ เกินจริงฉุดแข่งขันท่องเที่ยวไทย  ‘แอตต้า’ ลุ้นทัวริสต์ต่างชาติ 39 ล้านคนปี 69

    ‘บาทแข็ง’ เกินจริงฉุดแข่งขันท่องเที่ยวไทย ‘แอตต้า’ ลุ้นทัวริสต์ต่างชาติ 39 ล้านคนปี 69

    “แอตต้า” หวั่น “บาทแข็ง” เกินจริงสวนทางเศรษฐกิจไทยโตต่ำ หลุดกรอบ 30 บาทต่อดอลลาร์ ฉุดขีดแข่งขันด้านราคาภาคท่องเที่ยวไทย สินค้าบริการแพงขึ้นในสายตาทัวริสต์ต่างชาติ หวัง “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” เยือนไทยปี 69 แตะ 39 ล้านคน จาก “ตลาดจีน” คาดฟื้นแรง 9 ล้านคน เพิ่มเท่าตัวจาก 4.5 ล้านคนปีนี้ “ททท.” ชี้เห็นสัญญาณบวกตลาดจีนเที่ยวไทย หวังพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาจบเร็ว หวั่นฉุดช่วงพีคเทศกาลตรุษจีน ก.พ. 69

    ภาคเอกชนท่องเที่ยวกังวลปัจจัยเงินบาทแข็งค่า สร้างความท้าทายแก่การแข่งขันด้านราคาในช่วงไฮซีซันปลายปี 2568 ไปจนถึงตลอดปี 2569 สินค้าท่องเที่ยวและบริการของไทยแพงขึ้นในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ เทียบคู่แข่งในภูมิภาคเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น และเวียดนาม อาจทำให้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนใจไปเที่ยวประเทศอื่นที่มีค่าใช้จ่ายถูกก่อน

    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า หากค่าเงินบาทแข็งค่าหลุดกรอบ 30 บาทต่อดอลลาร์ คาดกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวไทยไปอีกยาว เพราะปัจจุบันค่าครองชีพของประเทศไทยสูงสุดในภูมิภาคอาเซียน เมื่อบวกกับปัจจัยค่าเงินบาทแข็งที่สุด และสถานการณ์แข่งขันชิงนักท่องเที่ยวต่างชาติจากประเทศต่างๆ เช่น เวียดนาม กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้เปรียบประเทศไทย มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมใกล้เคียงกัน แต่ต้นทุนค่าใช้จ่ายของเวียดนามถูกกว่าไทย สามารถชูจุดขายความสดใหม่ และไม่มีปัญหาเรื่องความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวต้องกังวล

    เมื่อเงินบาทแข็งค่า และสภาวะเศรษฐกิจของไทยไม่ได้ดีมากนัก ยิ่งกลายเป็นปัญหาหนัก ทำให้ภาคการท่องเที่ยวไทยแข่งขันได้ยาก โดยมองว่าระดับค่าเงินบาทที่เหมาะสมที่สุดคือ 40 บาทต่อดอลลาร์ ใกล้เคียงยุคหลังวิกฤติต้มยำกุ้งที่ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพ เอื้อต่อเศรษฐกิจไทยทั้งภาคการส่งออกและท่องเที่ยว 

    ขณะที่ตอนนี้ฐานะทางการคลังของไทยไม่ค่อยดี ภาคการส่งออกเติบโตไม่โดดเด่น ภาคการท่องเที่ยวมีชาวต่างชาติเดินทางเข้าไทยติดลบ ขณะเดียวกันปัญหาหนี้ครัวเรือนก็สูง จึงมองว่าอย่างน้อยควรอ่อนค่ากลับไปที่ระดับ 35 บาทต่อดอลลาร์ เท่ากับตอนตลาดกรุ๊ปทัวร์จีนเดินทางเข้าไทยกำลังบูมเมื่อปี 2562 ก่อนโควิดระบาด 

    ยกตัวอย่างปีที่แล้วนักท่องเที่ยวจีนใช้เงินหยวนแลกเงินบาทได้ 5.4 บาทต่อหยวน แต่ปัจจุบันแลกได้ 4.4 บาทต่อหยวน หายไป 20% ทำให้นักท่องเที่ยวจีนเลือกไปจุดหมายปลายทางอื่นที่ถูกกว่าก่อน ค่อยมาไทยทีหลัง

    “ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรดูแลค่าเงินบาทให้เหมาะสม เพราะในสภาวะเศรษฐกิจไทยไม่ดีแบบนี้ ภาคส่งออกกับท่องเที่ยวยังเป็นแบบนี้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงขนาดนี้ คนไทยไม่ค่อยมีเงิน ในมุมภาคเอกชนจึงมองว่าเงินบาทแข็งค่าผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นผลจากราคาทองคำพุ่ง หรือธุรกรรมผิดปกติและธุรกรรมเกี่ยวกับคริปโตเคอร์เรนซีที่ควบคุมได้ยาก”

    ลุ้นปี 69 ต่างชาติเที่ยวไทย 39 ล้านคน

    นายธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า แอตต้าคาดการณ์ว่าปี 2569 จะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าประเทศไทยเกือบ 9 ล้านคน เพิ่มขึ้นเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีนี้ที่คาดว่าจะปิด 4.5 ล้านคน หนุนภาพรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยไปถึง 39 ล้านคนในปีหน้า เพิ่มขึ้นจาก 32-33 ล้านคนในปีนี้

    หลังจากกลางเดือน พ.ย. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ทำให้เกิดเสียงชื่นชมอย่างมากจากชาวจีนบนโลกโซเชียลมีเดีย ส่งผลบวกต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย

    นอกจากนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยังได้เข้าร่วมงานเทรดโชว์ด้านการท่องเที่ยว “CITM 2025” ณ เมืองไหโขว่ มณฑลไห่หนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สร้างความสัมพันธ์อันดี ส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบสองทางระหว่างไทยกับจีน ขณะเดียวกันยังได้รับความเชื่อมั่นจากองค์กรใหญ่ เช่น แอมเวย์ (Amway) จัดทริปเดินทางเพื่อเป็นรางวัล (อินเซนทีฟกรุ๊ป) จำนวนรวม 13,000 คน ทยอยเดินทาง 10 กลุ่ม กลุ่มละ 1,300 คน ตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค.-ต้นเดือน เม.ย. 2569

    “แม้ปีนี้จะมีหลายเหตุการณ์สร้างความกังวลใจแก่นักท่องเที่ยวจีน โดยเฉพาะเหตุการณ์นักแสดงชาวจีน ซิงซิง หายตัวไปบริเวณชายแดนไทย-เมียนมาเมื่อต้นปี ส่งผลกระทบระยะยาว นักท่องเที่ยวจีนหายไปหลายล้านคน ไม่ใช่วิกฤติช่วงสั้นๆ แต่ล่าสุดจากการติดตามโซเชียลมีเดียของจีนแทบไม่มีข่าวเชิงลบเกี่ยวกับประเทศไทยแล้ว จึงคาดหวังว่าการเจรจาเพื่อยุติการปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จะเกิดขึ้นในเร็ววัน ส่งผลดีต่อภาพรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยทั้งหมด”

    จัดเจรจาธุรกิจ ม.ค.69 สะพัด 3 พันล้าน

    ทั้งนี้ แอตต้า ร่วมกับ ททท. สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ทีเส็บ) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) สมาคมโรงแรมไทย และพันธมิตรภาคการท่องเที่ยวไทย ประกาศความพร้อมจัดงาน “ไทยแลนด์ ทัวริสซึ่ม แอนด์ ไมซ์ เน็กซ์ 2026” วันที่ 23 ม.ค. 2569 ณ รอยัล จูบิลี บอลรูม อิมแพ็ค เมืองทองธานี 

    รับกระแสท่องเที่ยวฟื้นตัว มุ่งยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางความร่วมมือการท่องเที่ยวโลกที่ปลอดภัยและยั่งยืน ไฮไลต์ของงานคือการจับคู่ธุรกิจไม่ต่ำกว่า 3,000 นัดหมาย ที่มีผู้ซื้อและผู้ขายมากกว่า 1,200 ราย คาดการณ์มูลค่าการเจรจาธุรกิจเบื้องต้นประมาณ 3,000 ล้านบาท

    “ททท.” ชี้จีนเที่ยวไทยเห็น “สัญญาณบวก”

    นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวภายหลังร่วมงานเทรดโชว์ CITM 2025 ว่า ททท.เริ่มเห็นสัญญาณบวกของตลาดนักท่องเที่ยวจีน หลังเดินหน้าทำการตลาดสื่อสารภาพลักษณ์ความปลอดภัยของประเทศไทยเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และช่วง 2-3 เดือนล่าสุดไม่ค่อยมีข่าวเชิงลบกระทบบรรยากาศการเดินทาง เอเย่นต์ทัวร์จึงกล้าขายแพ็กเกจทัวร์แก่นักท่องเที่ยวจีนมากขึ้น โดยเฉพาะในเมืองรองระดับ 2-3 ของจีน

    จากสถิติภาพรวมนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยเดือน ธ.ค. ฟื้นตัว แม้ยังติดลบ 28% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แต่เป็นการติดลบที่น้อยลงกว่าเดือน มี.ค.-มิ.ย. ที่มีอัตราติดลบถึง 41-48% หลังเกิดเหตุนักแสดงจีนซิงซิงหายตัว โดยปัจจุบันมีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนมาไทย 10,000-14,000 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้เฉลี่ยเพียง 8,000-9,000 คนต่อวัน

    ประกอบกับกรณีพิพาทระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ทางการจีนประกาศเตือนคนจีนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าญี่ปุ่น เกิดอานิสงส์คนจีนเปลี่ยนจุดหมายปลายทางไปเที่ยวประเทศอื่นที่มีสินค้าและมูลค่าแพ็กเกจใกล้เคียง ส่วนใหญ่จึงเลือกไปเกาหลีใต้แทน สำหรับการเปลี่ยนจุดหมายมาเที่ยวไทย คาดว่าจะเห็นชัดเจนในเดือน ธ.ค.นี้เป็นต้นไป และทำให้ภาพรวมนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยตลอดปี 2568 มีจำนวนแซงนักท่องเที่ยวมาเลเซียกลับมาเป็นอันดับ 1 ก็เป็นได้ เนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ส่งผลกระทบต่อการเดินทางข้ามชายแดนมาเที่ยว อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในเดือนสุดท้ายของปีนี้

    “จีนเที่ยวญี่ปุ่น” เดือน พ.ย. โตแค่ 3%

    หลังจากเกิดข้อพิพาทระหว่างจีนกับญี่ปุ่น สถิติล่าสุดจากการรายงานขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) ระบุว่าในเดือน พ.ย. 2568 มีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าญี่ปุ่นจำนวน 5.62 แสนคน เติบโตลดลง เพิ่มขึ้นเพียง 3% เทียบเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว ต่างจากเดือน ต.ค. ที่มีจำนวน 7.15 แสนคน เติบโต 22.8%

    ส่วนภาพรวมนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าญี่ปุ่นสะสมตลอด 11 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ย.) ปีนี้ มีจำนวน 8.76 ล้านคน เติบโต 37.5% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ยังคงครองอันดับ 1 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าญี่ปุ่นทั้งหมด รองลงมาคือนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ 8.48 ล้านคน ไต้หวัน 6.17 ล้านคน สหรัฐ 3.03 ล้านคน ฮ่องกง 2.22 ล้านคน และไทย 1.06 ล้านคน

    ททท.ตั้งเป้าจีนเที่ยวไทยปีหน้า 6.7 ล้านคน

    นางสาวภัทรอนงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตามที่นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ตั้งเป้าหมายฟื้นนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยปี 2569 ไว้ที่ 6.7 ล้านคน เท่ากับปี 2567 มีความเป็นไปได้ว่าจะไปถึงตัวเลขนั้น ถ้าปัจจัยลบลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และมีปัจจัยบวกเข้ามาสนับสนุน 

    โดยเฉพาะการทำตลาดร่วมกับสายการบินเพื่อเพิ่มปริมาณที่นั่งโดยสาร (Seat Capacity) เส้นทางระหว่างไทย-จีน โดยเมื่อปี 2567 มีปริมาณที่นั่งโดยสารรวม 8.81 ล้านที่นั่ง ปี 2568 มีปริมาณลดลงเหลือ 7.49 ล้านที่นั่ง ติดลบ 14% เทียบปีก่อน ส่วนปี 2569 คาดมีดีมานด์จากเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (ชาร์เตอร์ไฟลต์) มากขึ้น ล่าสุดได้หารือกับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เกี่ยวกับการออกมาตรการจูงใจสายการบินเพิ่มเติม

    หวังพิพาทชายแดนฯ จบเร็ว หวั่นฉุด “ตรุษจีน”

    อย่างไรก็ตาม เหตุพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจีนในการเดินทางเข้าไทย หากยืดเยื้อไปถึงกลางเดือน ก.พ. 2569 ซึ่งตรงกับช่วงพีคหยุดยาวเทศกาลตรุษจีน จะยิ่งกระทบต่อตลาดนักท่องเที่ยวจีน โดยเฉพาะกลุ่มเดินทางจากเมืองรองที่ค่อนข้างอ่อนไหวและกังวล ต่างจากนักท่องเที่ยวเมืองหลักของจีนที่เข้าใจสถานการณ์ว่าพื้นที่เกิดเหตุห่างจากกรุงเทพฯ พอสมควร

    โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการเอเย่นต์ทัวร์มีความจำเป็นต้องเลื่อนเที่ยวบินเช่าเหมาลำ 3 เที่ยวบินแรก จากแผนทำการบิน 13 เที่ยวบินในเส้นทาง ไหโขว่-อุดรธานี ออกไปก่อน ทั้งที่ขายแพ็กเกจทัวร์ได้เต็มลำ แต่พอเกิดเหตุปะทะบริเวณชายแดน ทำให้นักท่องเที่ยวสับสนระหว่างชื่อ จ.อุดรธานี กับ จ.อุบลราชธานี ซึ่งติดชายแดนกัมพูชา ทำให้ต้องเลื่อนการเดินทางออกไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1213543&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cWhqjjiD8zFhNknjEhRH_

  • ธนาคารกลางจีนคุมเข้ม “ห้ามปฏิเสธเงินสด”

    ธนาคารกลางจีนคุมเข้ม “ห้ามปฏิเสธเงินสด”

    ธนาคารกลางจีนคุมเข้ม “ห้ามปฏิเสธเงินสด” ออกกฎใหม่บังคับใช้ปี 2569 สร้างระบบการชำระเงินที่ครอบคลุมทุกกลุ่ม

    ธนาคารประชาชนจีน (People’s Bank of China: PBOC) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกกฎระเบียบใหม่ว่าด้วยการรับ–จ่ายเงินสดสกุลหยวน (RMB) เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการปฏิเสธรับเงินสด ซึ่งยังคงพบอย่างต่อเนื่องในสังคมจีน แม้แนวคิดว่า “การปฏิเสธเงินสดเป็นสิ่งผิดกฎหมาย” จะเป็นที่รับรู้ในวงกว้างแล้วก็ตาม

    เมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา ธนาคารกลางจีนร่วมกับคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ และสำนักงานกำกับดูแลการเงินแห่งชาติ ได้เผยแพร่ระเบียบว่าด้วยการรับและให้บริการเงินสดสกุลหยวน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการใช้เงินสดที่สะดวก ภายใต้การพัฒนาร่วมกันของรูปแบบการชำระเงินที่หลากหลาย ทั้งเงินสดและดิจิทัล กฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป

    ธนาคารกลางจีนระบุว่า แม้จำนวนคำร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิเสธรับเงินสดทั่วประเทศจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมา แต่แนวโน้มที่ผู้ประกอบการจำนวนมากลดความเต็มใจในการรับเงินสดยังคงเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง และยากต่อการแก้ไขในระยะสั้น จึงจำเป็นต้องกำหนดกรอบกฎหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

    ระเบียบฉบับใหม่ได้กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานจัดเก็บค่าธรรมเนียมผู้ประกอบการ และสถาบันการเงินไว้อย่างชัดเจน โดยระบุว่า ยกเว้นกรณีที่กฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับกำหนดให้ต้องใช้เครื่องมือการชำระเงินที่ไม่ใช่เงินสดเท่านั้น ห้ามปฏิเสธการชำระเงินด้วยเงินสด ห้ามบังคับ ชักจูง หรือใช้มาตรการเลือกปฏิบัติใด ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการใช้เงินสด

    นอกจากนี้ ยังได้กำหนดแนวทางบริหารจัดการตามลักษณะพื้นที่และสถานการณ์ที่แตกต่างกัน เช่น สถานที่ที่ใช้ระบบบริการตนเอง เครื่องอัตโนมัติ หรือพื้นที่ที่มีการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ อาทิ สวนอุตสาหกรรม โรงงาน แหล่งท่องเที่ยว และสถานศึกษา ที่ใช้ระบบ “บัตรใบเดียว” ในการชำระเงิน ผู้ประกอบการต้องแสดงวิธีการชำระเงิน ช่องทางแปลงเงินสด และหมายเลขติดต่อเพื่อขอรับบริการไว้อย่างชัดเจน

    ระเบียบยังให้ความสำคัญเป็นพิเศษต่อผู้สูงอายุ ผู้พิการ และชาวต่างชาติ โดยกำหนดให้หน่วยงานและสถาบันการเงินต้องคำนึงถึงความต้องการและพฤติกรรมการใช้เงินสดของกลุ่มดังกล่าว พร้อมทั้งกำหนดให้ธนาคารจัดตั้งกลไกสำรองบริการเงินสดในภาวะฉุกเฉิน ปรับปรุงบริการที่เคาน์เตอร์ และรักษาความเป็นระเบียบในสาขา เพื่อรองรับความต้องการเงินสดในสถานการณ์พิเศษ

    สำหรับประชาชนที่ประสบปัญหาการปฏิเสธรับเงินสด เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางจีนแนะนำให้เก็บรักษาหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และยื่นเรื่องร้องเรียนผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น สายด่วนภาครัฐ หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค หรือระบบคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคด้านการเงิน โดยธนาคารกลางจีนจะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการแก้ไขอย่างทันท่วงที

    ข้อคิดเห็น / ข้อเสนอแนะ สคต. ณ นครเฉิงตู

    การคุ้มครองสิทธิการใช้เงินสดควบคู่ระบบชำระเงินดิจิทัล กรณีที่จีนออกกฎระเบียบคุมเข้มการปฏิเสธรับเงินสด สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายร่วมของหลายประเทศที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสดอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยซึ่งมีการใช้ e-Payment และ QR Code อย่างแพร่หลาย สามารถนำบทเรียนดังกล่าวมาปรับใช้ได้ในหลายมิติ ดังนี้

    1. ยืนยันหลักการ “เงินสดยังเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย”

    ภาครัฐไทยควรสื่อสารเชิงนโยบายให้ชัดเจนและต่อเนื่องว่า เงินสดยังคงเป็นสื่อกลางการชำระเงินตามกฎหมาย แม้ประเทศจะเดินหน้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายย่อย ร้านค้าในแหล่งท่องเที่ยว และบริการสาธารณะ

    2. ออกแนวปฏิบัติที่ชัดเจนสำหรับผู้ประกอบการ

    หน่วยงานกำกับดูแล เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงพาณิชย์ อาจพิจารณาจัดทำ แนวทางการรับชำระเงินที่เหมาะสมตามประเภทกิจการ เช่น ธุรกิจที่ใช้เครื่องอัตโนมัติหรือระบบ Self-serviceพื้นที่ท่องเที่ยว สถานที่ราชการ และระบบขนส่ง ธุรกิจที่มีการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ โดยกำหนดให้แสดงช่องทางชำระเงินที่รองรับอย่างชัดเจน และจัดเตรียมแนวทางรองรับเงินสดในกรณีจำเป็น

    3. คุ้มครองกลุ่มเปราะบางและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    ไทยควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งอาจไม่คุ้นเคยกับระบบดิจิทัลของไทย การกำหนดให้บริการสาธารณะและธุรกิจท่องเที่ยวหลักต้องรองรับเงินสด จะช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงบริการ และเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะประเทศท่องเที่ยวที่เป็นมิตร

    4. เสริมบทบาทสถาบันการเงินในการรองรับเงินสด

    ธนาคารพาณิชย์ควรมีบทบาทเชิงรุกในการรักษาสภาพคล่องเงินสดในพื้นที่ท่องเที่ยวและชุมชนปรับปรุงบริการเคาน์เตอร์สำหรับกลุ่มที่ต้องใช้เงินสด จัดทำแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ระบบดิจิทัลขัดข้องหรือภัยพิบัติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนต่อระบบการชำระเงินโดยรวม

    5. สร้างกลไกรับเรื่องร้องเรียนที่เข้าถึงง่าย

    ภาครัฐไทยอาจพิจารณาพัฒนาช่องทางร้องเรียนเฉพาะกรณีปฏิเสธรับเงินสด ผ่านสายด่วนภาครัฐหรือแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็ว และใช้ข้อมูลดังกล่าวในการปรับปรุงนโยบายในระยะยาว

    6. เดินหน้าสู่ “สังคมหลายรูปแบบการชำระเงิน” (Inclusive Payment Society)

    ประเทศไทยควรเน้นแนวคิด การอยู่ร่วมกันของเงินสดและดิจิทัล เพื่อสร้างระบบการชำระเงินที่ครอบคลุม ยืดหยุ่น และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

    —————————————————-

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู

    ธันวาคม 2568

    แหล่งข้อมูลสำนักข่าวซินหัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/wfpdzrsisuxldmb5q0xq5yzv&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1D1IM1bHOrY5kdaXF2mRCs

  • ‘คิม จองอึน’ ร่วมพิธีเปิดโรงแรมหรูกับลูกสาว โชว์ความเจริญของประเทศ

    ‘คิม จองอึน’ ร่วมพิธีเปิดโรงแรมหรูกับลูกสาว โชว์ความเจริญของประเทศ

    Geopolitics

    ‘คิม จองอึน’ ร่วมพิธีเปิดโรงแรมหรูกับลูกสาว โชว์ความเจริญของประเทศ

    23 ธ.ค. 2025 เวลา 18:00 น.

    'คิม จองอึน' ร่วมพิธีเปิดโรงแรมหรูกับลูกสาว โชว์ความเจริญของประเทศ

    “คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือ ร่วมพิธีเปิดโรงแรมหรู 5 แห่ง ในเขตท่องเที่ยว กับลูกสาว “คิม จูแอ” โชว์ความเจริญและศักยภาพการท่องเที่ยวของประเทศ

    คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือเข้าร่วมพิธีเปิดโรงแรมหรู ในเขตท่องเที่ยวของประเทศกับ คิม จูแอ ลูกสาวของเขา เพื่อแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศก่อนการประชุมพรรคครั้งสำคัญจะมีขึ้นในต้นปีหน้า

    สำนักข่าวรอยเตอร์สอ้างอิงสื่อรัฐบาลเกาหลีเหนือ KCNA รายงานในวันอังคาร (23 ธ.ค.) ว่า โรงแรม 5 แห่งในเขตท่องเที่ยวซัมจียอน ของเกาหลีเหนือ ทางตอนเหนือสุดของคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งใกล้กับชายแดนจีน เปิดทำการแล้วในวันเสาร์ (20 ธ.ค.) และวันอาทิตย์ (21 ธ.ค.) ที่ผ่านมา

    'คิม จองอึน' ร่วมพิธีเปิดโรงแรมหรูกับลูกสาว โชว์ความเจริญของประเทศ

    ภาพถ่ายจากสื่อของรัฐเผยให้เห็นว่า คิม ซึ่งเข้าร่วมพิธีเปิดในวันเสาร์ เข้าเยี่ยมชมโรงแรมหรูต่างๆ กับจู แอ

    คิมกล่าวว่า โรงแรมเหล่านี้เป็นสิ่งที่พิสูจน์สถานะที่สูงของผู้คนและศักภาพการพัฒนาของประเทศอย่างชัดเจน

    นักวิเคราะห์บางคนมองว่า ลูกสาวของคิมเป็นตัวเต็งที่จะขึ้นเป็นผู้นำประเทศคนต่อไป

    ทั้งนี้ นอกจากโรงแรมแล้ว ผู้นำเกาหลีเหนือได้เข้าร่วมพิธีเปิดโรงงานหลายแห่งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และร่วมพิธีเปิดโรงงานระดับภูมิภาค 3 แห่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพียงสัปดาห์เดียว

    เกาหลีเหนือ เตรียมจัดการประชุมพรรคครั้งแรกในรอบห้าปีในช่วงต้นปี 2026 ซึ่งคาดว่า จะมีการเปิดเผยแผนพัฒนาห้าปีฉบับใหม่สื่อของรัฐบาล เช่น โรดงซินมุน ได้เรียกร้องให้ประชาชนร่วมแรงร่วมใจกันอย่างเต็มที่เพื่อเร่งดำเนินการโครงการสำคัญต่างๆ ให้แล้วเสร็จก่อนการประชุมดังกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1213496&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1htQjMhLO2FB1JoRHy1KjB

  • ตำรวจท่องเที่ยวพัทยารวบ 2 ผู้ต้องหา อาศัยช่วงชุลมุน ล้วงกระเป๋านักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล ได้ทรัพย์สินเป็นเงินสดหลายสกุล

    ตำรวจท่องเที่ยวพัทยารวบ 2 ผู้ต้องหา อาศัยช่วงชุลมุน ล้วงกระเป๋านักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล ได้ทรัพย์สินเป็นเงินสดหลายสกุล

    ตำรวจท่องเที่ยวพัทยารวบ 2 ผู้ต้องหา อาศัยช่วงชุลมุน ล้วงกระเป๋านักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล ได้ทรัพย์สินเป็นเงินสดหลายสกุล

    เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวพัทยา ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ดนุ กล่ำสุ่ม ผบก.ทท.1, พ.ต.อ.ทรงวุฒิ เชื้อพลากิจ รอง ผบก.ทท.1 และ พ.ต.อ.มิลิน เพียรช่าง ผกก.2 บก.ทท.1 พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม พ.ต.ท.ปราบดา สุขสุนทรีย์ สวญ.ส.ทท.4 กก.2 บก.ทท.1  และเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวชุดวอกกิ้งสตรีท เมืองพัทยาเข้าควบคุมตัวผู้ต้องหา 2 ราย ในข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน” เหตุเกิดภายในถนนวอล์คกิ้งสตรีท เมืองพัทยา จ.ชลบุรี

    ผู้ต้องหาทั้งสองรายคือ นายยอ (นามสมมุติ) อายุ 25 ปี ชาว จ.นครราชสีมา และ นายกอ (นามสมมุติ) อายุ 27 ปี ชาว จ.ร้อยเอ็ด โดยการจับกุมสืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่สายตรวจได้รับแจ้งจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติว่า มีเหตุชุลมุนและกระชากทรัพย์บริเวณหน้าตู้แลกเงิน เมื่อเข้าตรวจสอบพบ นักท่องเที่ยว อายุ 52 ปี สัญชาติอิสราเอล ผู้เสียหาย กำลังมีปากเสียงกับสาวประเภทสองรายหนึ่ง โดยผู้เสียหายยืนยันว่า ถูกล้วงกระเป๋ากางเกง

    ต่อมาเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพื้นที่ใกล้เคียง พบผู้ต้องหาอีกรายกำลังก้มเก็บเงินอยู่ด้านหลังตู้แลกเงิน เมื่อตรวจสอบ และเชิญตัวมาสอบสวน ผู้เสียหายสามารถยืนยันได้ว่า เงินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของตนที่ถูกลักไปจริง จากการตรวจยึดของกลาง พบเงินสดหลายสกุล รวมมูลค่าจำนวนมาก ได้แก่เงินไทย 1,200 บาท เงินดอลลาร์สหรัฐ 300 ดอลลาร์ เงินสกุลอิสราเอล 160 เชเขล

    เบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้งสองให้การรับสารภาพว่า ได้ร่วมกันก่อเหตุลักทรัพย์นักท่องเที่ยวจริง เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา พร้อมแจ้งสิทธิตามกฎหมาย ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

    นอกจากนี้ ตำรวจท่องเที่ยวพัทยายังย้ำเตือนนักท่องเที่ยวให้เพิ่มความระมัดระวังทรัพย์สิน โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่ที่มีผู้คนหนาแน่นในช่วงเวลากลางคืน และเทศกาล หากพบเหตุผิดปกติสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันที

    เครดิต สยามชล นิวส์ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/63738&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IARkWvaTJwSNOgwjUgCXm