Category: ท่องเที่ยว

  • เทศบาลนครอุดรธานีเชิญเที่ยวเทศกาลท่องเที่ยวเมืองอุดรธานี

    เทศบาลนครอุดรธานีเชิญเที่ยวเทศกาลท่องเที่ยวเมืองอุดรธานี

    เทศบาลนครอุดรธานีเชิญคุณเที่ยวเทศกาลท่องเที่ยวเมืองอุดรธานี น้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเฉลิมฉลองการก่อตั้งเมืองอุดรธานี ปีที่ 133 ภายใต้โครงการเทศกาลท่องเที่ยวเมืองอุดรธานี วันที่ 17-18 มกราคม 2569 ณ พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/press-release/123195&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vWoGnDUqWBMRvx4KA4K2k

  • กรมวิชาการเกษตร เชิญท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ “เกษตรคาร์บอนต่ำ”

    กรมวิชาการเกษตร เชิญท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ “เกษตรคาร์บอนต่ำ”

    กรมวิชาการเกษตร เชิญท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ “เกษตรคาร์บอนต่ำ” ชู ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ วิจัย สร้างมูลค่า พร้อมกระจายต้นกล้ากาแฟพันธุ์ดี 1 ล้านต้น พัฒนาเกษตรกรไทยยั่งยืน

    นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นประธานในพิธีเปิด “การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตรคาร์บอนต่ำ แลดอกนางพญาเสือโคร่ง” วิจัย สร้างมูลค่า พัฒนาเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน พร้อมเริ่มโครงการกระจายพันธุ์ต้นกล้ากาแฟ 1 ล้านต้น ณ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่

    นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ เป็นพื้นที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตชุมชน รวมทั้งเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกพืชกาแฟ ชา และมะคาเดเมีย มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ผสมผสานเชิงนิเวศเกษตร มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เน้นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีการบริหารจัดการที่ยั่งยืน โดยใช้พลังงานสะอาด และการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งกรมวิชาการเกษตร ได้วิจัยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกาแฟ นำไปสู่โครงการกระจายพันธุ์ต้นกล้ากาแฟพันธุ์ดี คือ กาแฟอะราบิกา กวก.เชียงใหม่ และ กวก. เกอิชา มาทดแทนต้นกาแฟเก่าที่เสื่อมโทรม และปลูกเสริมในพื้นที่เกษตรเชิงอนุรักษ์ สร้างรายได้ที่มั่นคง เสริมสร้างการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เกษตรคอร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

    “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายที่จะส่งเสริมให้พี่เกษตรกร โดยเฉพาะพื้นที่สูง มีการจัดการด้านกานเกษตรปลอดภัย สามารถที่จะมีรายได้จากการเชิญนักท่องเที่ยวต่างๆ เข้ามาซื้อผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรในราคาที่สมเหตุสมผล สามารถสร้างรายได้ให้พี่น้องเกษตรกรในชุมชนได้มากยิ่งขึ้น เป็นข่าวดีที่สำคัญที่จะแจ้งให้ทุกคนทราบว่า กรมวิชาการเกษตรได้ขึ้นทะเบียนพันธุ์ และรับรองสายพันธุ์ กาแฟสายพันธุ์ เกอิชา ซึ่งถือว่าเป็นกาแฟที่มีรสชาติเรียกว่าโดนเด่น มีอัตลักษณ์เป็นของตัวเอง ที่สำคัญคือเป็นกาแฟที่มีมูลค่าสูง และเราได้นำสายพันธุ์ เกอิชา ที่เราได้ขึ้นทะเบียนแล้ว มาสร้างแปลงขยายพ่อแม่พันธุ์ ที่ขุนวาง และแม่จอนหลวง รวมไปถึงในศูนย์พัฒนาเกษตรที่สูงของกรมวิชาการเกษตร และวันนี้ได้มีการแจกต้นกล้าพันธุ์ เกอิชา และกล้าพันธุ์กาแฟต่างๆ ให้กับพี่น้องเกษตรกรและผู้ประกอบการที่สนใจ เพื่อรณรงค์การขยายพันธุ์กาแฟที่มีคุณภาพ ให้มากยิ่งขึ้นครับ” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

    ติดตาม ช่อง 8 ได้ทาง
    facebook.com/thaich8

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaich8.com/news_detail/142853&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2W9l4RqxFCRStCG0neBtm3

  • เปิดแหล่งท่องเที่ยวเกษตรคาร์บอนต่ำ ยกระดับรายได้เกษตรกรพื้นที่สูง | เดลินิวส์

    เปิดแหล่งท่องเที่ยวเกษตรคาร์บอนต่ำ ยกระดับรายได้เกษตรกรพื้นที่สูง | เดลินิวส์

    นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า  กรมวิชาการเกษตรมุ่งยกระดับภาคเกษตรไทย โดยใช้งานวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร สร้างรายได้ให้เกษตรกร ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำหรับโครงการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตรคาร์บอนต่ำ แลดอกนางพญาเสือโคร่ง  ณ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ กรมวิชาการเกษตรได้พัฒนาศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของชุมชนบนพื้นที่สูง โดยจัดเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตรเป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวที่สำคัญ อาทิ อุโมงค์ต้นนางพญาเสือโคร่ง แปลงปลูกพืชผสมผสาน โรงแปรรูปกาแฟ และพื้นที่ต้นไม้ทรงปลูก เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และสร้างรายได้ให้ชุมชน

    นอกจากนี กรมวิชาการเกษตรได้ขับเคลื่อนโครงการขยายพันธุ์นางพญาเสือโคร่ง จำนวน 100,000 ต้น เพื่อพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตรบนพื้นที่สูง ควบคู่การแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 โดยต้นนางพญาเสือโคร่งเป็นไม้ให้ร่มเงาในระบบการปลูกกาแฟ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างอัตลักษณ์การท่องเที่ยวที่โดดเด่น และยังได้มีการจัดทำแปลงทดสอบการปลูกซากุระจากประเทศญี่ปุ่น จำนวน 111 ต้น บนพื้นที่ประมาณ 3 ไร่ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น เพื่อศึกษาการปรับตัวของไม้ดอกเมืองหนาวต่อสภาพภูมิอากาศ และต่อยอดเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรในอนาคต

    ในส่วนของโครงการผลิตและกระจายต้นกล้ากาแฟ 10 ล้านต้น เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสครบรอบ 10 ปี แห่งการครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ต่อยอดจากโครงการกระจายต้นกล้ากาแฟ 1 ล้านต้น โดยกรมวิชาการเกษตรได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และเกษตรกร เพื่อพัฒนากาแฟไทยตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การใช้พันธุ์ดีมีคุณภาพ การผลิตที่ได้มาตรฐาน การแปรรูปด้วยเครื่องจักรกลเกษตร ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการตลาดทั้งในและต่างประเทศ

    ปัจจุบันมีการผลิตและขยายแปลงแม่พันธุ์กาแฟในพื้นที่ที่มีศักยภาพ และจัดตั้งศูนย์เครือข่ายขยายพันธุ์ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกร โดยเป็นกาแฟอะราบิกา 5 พันธุ์ ได้แก่ กวก.เชียงใหม่ 80 กวก.เชียงใหม่ 1 กวก.เชียงราย 1 กวก.เชียงราย 2 และกวก.เกอิชา รวมถึงกาแฟโรบัสตา 2 พันธุ์ คือ กวก.ชุมพร 2 และพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งปัจจุบันได้กระจายต้นกล้ากาแฟแล้วกว่า 1 ล้านต้น สู่เกษตรกรมากกว่า 1,000 ราย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 3,000 ไร่

    กรมวิชาการเกษตรส่งเสริมการปลูกกาแฟในระบบป่า (Forest system) โดยปลูกกาแฟร่วมกับไม้ยืนต้นและพืชเศรษฐกิจอื่น เช่น มะคาเดเมีย เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเปิดโอกาสให้เกษตรกรมีรายได้เสริมจากคาร์บอนเครดิตในระบบการผลิตกาแฟคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้ และยกระดับกาแฟไทยสู่มาตรฐานสากล ผ่านการจัดการประกวดสุดยอดกาแฟไทย ซึ่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนบทบาทของกรมวิชาการเกษตรในการบูรณาการงานวิจัย การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน สู่การยกระดับภาคเกษตรและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5504227/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AVQcwG17rShqkTlFpoipm

  • กัมพูชาขยายเส้นทางบิน เชื่อมต่อแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั่วโลก

    กัมพูชาขยายเส้นทางบิน เชื่อมต่อแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั่วโลก

                ปัจจุบัน กัมพูชามีเที่ยวบินตรงจากประเทศสมาชิกอาเซียน 8 ประเทศ รวมถึงจีน เกาหลีใต้ ฮ่องกง ไต้หวัน อินเดีย ญี่ปุ่น กาตาร์ ตุรกี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

             ภาคการบินของกัมพูชาปิดฉากปี 2025 ด้วยความสำเร็จครั้งสำคัญ จากการเพิ่มจำนวนสายการบินระหว่างประเทศทั้งในกลุ่มอาเซียนและภูมิภาคสำคัญ เช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ตลอดจนการเปิดเส้นทางบินใหม่จากอินเดียและตะวันออกกลาง โดยไฮไลต์สำคัญของปีนี้คือการดึงดูดสายการบินระดับโลกหลายแห่ง ซึ่งช่วยย่นระยะทางระหว่างกัมพูชากับจุดหมายปลายทางหลักของโลกให้ใกล้ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

             ในช่วงปีก่อนหน้า เส้นทางบินจากกัมพูชามีให้บริการภายในกลุ่มอาเซียนและภูมิภาค เช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ขณะที่การเปิดเส้นทางใหม่จากอินเดียและตะวันออกกลางได้ช่วยขยายตลาดด้านการท่องเที่ยวและการค้า

               ตามรายงานล่าสุดของสำนักเลขาธิการการบินพลเรือนแห่งรัฐ (SSCA) ภาคการบินของกัมพูชามีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยระบุว่า ปี 2025 ถือเป็นการวางรากฐานสำคัญสำหรับการเปิดเที่ยวบินตรงระยะไกลไปยังจุดหมายปลายทางเพิ่มเติมในอนาคต อันเป็นผลจากโครงสร้างพื้นฐานระดับ 4F ที่พร้อมใช้งาน ณ ท่าอากาศยานนานาชาติเตโชแห่งใหม่

               นาย Sinn Chanserey Vutha รัฐมนตรีช่วยว่าการและโฆษกของ SSCA กล่าวว่า ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและมีความยืดหยุ่นของภาคการบิน เป็นผลจากนโยบายเปิดน่านฟ้าของรัฐบาลควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินให้ทันสมัย โดยการเข้ามาของสายการบินระหว่างประเทศสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐาน และศักยภาพทางเศรษฐกิจของกัมพูชา อีกทั้งยังช่วยยกระดับประเทศให้เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางการเดินทางสำคัญของภูมิภาค อำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารสามารถเดินทางมายังกัมพูชาได้จากจุดหมายปลายทางหลักทั่วโลก

             ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของสายการบินระหว่างประเทศไม่เพียงช่วยส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้าทางอากาศของกัมพูชาอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

    ข้อมูลที่น่าสนใจของ SSCA

             1. ปัจจุบัน กัมพูชามีสายการบินที่ให้บริการ ทั้งสิ้น 32 แห่ง โดยเป็นสายการบินภายในประเทศ 4 แห่ง

             2. ในช่วงเดือนมกราคม–พฤศจิกายน ปี 2025 มีจำนวนผู้โดยสารรวม 6.33 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2024

          3. ในเดือนตุลาคม ปี 2025 สายการบิน Air Cambodia ได้เปิดเส้นทางบินใหม่ระหว่างกัมพูชาและญี่ปุ่น นับเป็นการกลับมาเชื่อมต่อการเดินทางทางอากาศระหว่างสองประเทศอีกครั้ง หลังจากเส้นทางดังกล่าวซึ่งเคยให้บริการโดยสายการบิน ANA ของญี่ปุ่นต้องหยุดดำเนินการในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

            4. ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2025 สายการบิน IndiGo Airlines ได้เปิดให้บริการเส้นทางบินระหว่างเมืองโกลกาตาและจังหวัดเสียมราฐ ส่งผลให้เป็นสายการบินอินเดียรายแรกที่ให้บริการเที่ยวบินระหว่างกัมพูชาและอินเดีย

           5. สายการบินระหว่างประเทศ อาทิ Emirates Airways และ Qatar Airways ได้เพิ่มความถี่เที่ยวบิน ขณะที่สายการบิน Turkish Airlines ได้เปิดเส้นทางบินใหม่เชื่อมต่อกัมพูชา โดยให้บริการการเดินทาง จากพนมเปญและเสียมราฐไปยังยุโรปและจุดหมายปลายทางอื่น ๆ ผ่านดูไบ โดฮา และอิสตันบูล

    ความเห็นของสำนักงานฯ

    1. ภาคการบินของกัมพูชากำลังฟื้นตัวและเติบโตอย่างชัดเจนหลังสถานการณ์โควิด-19 จากการเพิ่มขึ้นของสายการบิน เส้นทางบิน และจำนวนผู้โดยสารอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กัมพูชามีบทบาทมากขึ้นในฐานะศูนย์กลางการเดินทางและการเชื่อมต่อของภูมิภาค ทั้งด้านการท่องเที่ยว การค้า และโลจิสติกส์ โดยได้รับแรงหนุนจากโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินที่ทันสมัยระดับ 4F ของท่าอากาศยานนานาชาติเตโช ซึ่งเริ่มเปิดให้บริการระยะแรกในเดือนตุลาคม 2025

    2. การเติบโตของภาคการบินกัมพูชาสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีความได้เปรียบด้านทำเลและความเชี่ยวชาญ สามารถขยายการลงทุนหรือความร่วมมือในธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ ธุรกิจโลจิสติกส์และซัพพลายเชน รวมถึงธุรกิจสนามบิน การจัดการภาคพื้น การซ่อมบำรุงอากาศยาน และเทคโนโลยีการบิน เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งในเส้นทางไทย–กัมพูชา–ประเทศที่สาม ในช่วงที่ท่าอากาศยานนานาชาติเตโชยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการให้บริการและมีความต้องการพันธมิตรทางธุรกิจ เทคโนโลยี และองค์ความรู้จากต่างประเทศเพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต

     _________________________________________________________________

    ที่มา Khmer Times

    14 มกราคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/kazskskkzsic57ae7s2jexuq&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0l1yvjAjl3_KnyM4BU92Kt

  • มท.4

    มท.4

    มท.4 “ศศิธร” ลงพื้นที่ตรวจราชการสุราษฎร์ธานี เยี่ยมชมกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านเหนียก และชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีบ้านเกาะแรต


    15/01/2569 | 22 | |

    มท.4 “ศศิธร” ลงพื้นที่ตรวจราชการสุราษฎร์ธานี เยี่ยมชมกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านเหนียก และชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีบ้านเกาะแรต

    วันที่ 14 – 15 ม.ค. 69 นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินงานของ กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านเหนียก และชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีบ้านเกาะแรต อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อติดตามผลการขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และรับฟังการดำเนินงานของกลไกการเงินชุมชนที่มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประชาชนในพื้นที่ โดยมีนายพิชัย มณีลาภ พัฒนาการจังหวัดสุราษฎร์ธานี หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำ อช. และคณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านเหนียก ร่วมให้การต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง

    รมช.ศศิธร ได้พบปะพูดคุยกับคณะกรรมการและสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ฯ รับฟังผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการเงินออมของชุมชน พร้อมเน้นย้ำให้กลุ่มเดินหน้าพัฒนามาตรฐานการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการกลุ่มอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน รวมทั้ง ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะสำนักงานพัฒนาชุมชนในพื้นที่ ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง สนับสนุนองค์ความรู้ด้านการบริหารกองทุน การจัดทำบัญชี และการพัฒนาอาชีพ เพื่อให้กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านเหนียกเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของ อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี อย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ รมช.ศศิธร ยังได้ลงพื้นที่ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีบ้านเกาะแรต อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี เยี่ยมชมและให้กำลังใจชุมชนประมงพื้นบ้าน ชุมชนบนเกาะเล็กๆ ใกล้ชายฝั่ง โดยประชากรบนเกาะส่วนใหญ่เป็นชาวจีนไหหลำ อาชีพหลักของชุมชนที่นี่ก็คือ การทำประมงพื้นบ้าน และการบริการโฮมสเตย์เล็กๆ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว การลงพื้นที่ในครั้งนี้ ได้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนงานพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมศักยภาพชุมชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

    #OTOPนวัตวิถี

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/309297&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_acs613XEoKkONjnzSMYL

  • ททท. ปั้มไทยเที่ยวไทย ต่อยอดแคมเปญ “สุขทันทีที่เที่ยวไทย”  ดันรายได้ 1 ล้านล้าน

    ททท. ปั้มไทยเที่ยวไทย ต่อยอดแคมเปญ “สุขทันทีที่เที่ยวไทย” ดันรายได้ 1 ล้านล้าน

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยฝ่ายตลาดในประเทศ เตรียมขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยในปี 2569 ผ่านการต่อยอดแคมเปญ “สุขทันทีที่เที่ยวไทย” ภายใต้แนวคิด “ยิ่งเดินทางด้วยใจ ยิ่งได้ความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม” สอดรับกับยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวปี 2569 ที่ยึดหลัก Value Over Volume ให้ความสำคัญกับ “คุณค่า” ของการเดินทาง มากกว่าการเพิ่มจำนวนผู้เดินทาง

    แนวคิดดังกล่าวมุ่งยกระดับการท่องเที่ยวของคนไทย จากการเดินทางเพื่อพักผ่อนหรือคลายเครียดในระยะสั้น ไปสู่การเดินทางที่มีความหมาย สะท้อนตัวตน และตอบโจทย์คุณค่าภายในของแต่ละบุคคลอย่างแท้จริง เพื่อสร้างการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

    นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. กล่าวว่า ในปี 2569 ททท. จะเดินหน้าสื่อสารและกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศผ่านแคมเปญ “สุขทันทีที่เที่ยวไทย” เพื่อสร้างความสุขให้เกิดขึ้นตั้งแต่วินาทีแรกที่ออกเดินทาง โดยมุ่งส่งมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ทั้งร่างกายและจิตใจในรูปแบบ Holistic Travel ซึ่งเป็นแนวคิดที่ก้าวไปไกลกว่า Wellness Tourism แบบเดิม

    การเดินทางในมุมมองใหม่นี้ ไม่ได้เป็นเพียงการดูแลสุขภาพกายหรือการพักผ่อน แต่เป็นการเติมพลังชีวิตอย่างรอบด้าน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านสินค้าท่องเที่ยวมูลค่าสูง ภายใต้แนวคิด Thailand Premium

    นายอภิชัย ระบุว่า ททท. ต้องการยกระดับความหมายของคำว่า “ความสุข” ให้ลึกซึ้งและชัดเจนมากขึ้น ไม่จำกัดอยู่เพียงความสนุกหรือการพักผ่อนในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่เป็นความสุขที่เกิดจากการเดินทางซึ่งสะท้อนตัวตน ความเชื่อ และคุณค่าภายในของแต่ละคน หรือที่เรียกว่า Identity-led Travel ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่เลือกออกเดินทางอย่างมีเป้าหมาย และให้ความสำคัญกับคุณค่าทางอารมณ์มากกว่าจำนวนกิจกรรมหรือสถานที่ท่องเที่ยว

    ททท. ปั้มไทยเที่ยวไทย ต่อยอดแคมเปญ “สุขทันทีที่เที่ยวไทย”  ดันรายได้ 1 ล้านล้าน

    “เราเชื่อว่า Purpose is the New Pleasure หรือการเดินทางที่มีเป้าหมายเพื่อเติมเต็มคุณค่าของชีวิต จะทำให้ความสุขที่ได้รับลึกซึ้งและมีความหมายมากขึ้น” 

    สำหรับการต่อยอดแคมเปญ “สุขทันทีที่เที่ยวไทย” ในปี 2569 จะมุ่งกระตุ้นให้คนไทยตัดสินใจออกเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ผ่านการสื่อสารแนวคิดความสุขที่ลึกซึ้งขึ้น ภายใต้ 3 ธีมหลัก ได้แก่

    • ธีมแรก Memory (ความทรงจำ) คือความสุขจากการได้กลับไปเชื่อมโยงกับตัวตนและความทรงจำที่ดีในอดีต เพื่อนำมาเป็นพลังในการใช้ชีวิตในปัจจุบัน
    • ธีมที่สอง Miracle (ความมหัศจรรย์) คือความอิ่มเอมใจจากการได้สัมผัสความงดงามของธรรมชาติ รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่
    • และธีมที่สาม Giving (การส่งต่อ) คือความสุขจากการมอบสิ่งดีให้กับตัวเอง ผู้อื่น และโลกใบนี้ ซึ่งช่วยเติมเต็มคุณค่าทางใจ และสร้างความหมายที่ยั่งยืนให้กับทุกการเดินทาง

    ททท. ปั้มไทยเที่ยวไทย ต่อยอดแคมเปญ “สุขทันทีที่เที่ยวไทย”  ดันรายได้ 1 ล้านล้าน

    นอกจากนี้ ททท. ยังได้ทำงานร่วมกับกลุ่ม Creators เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์และถ่ายทอดเรื่องราวของ “ความสุข” จากประสบการณ์จริง ผ่านมุมมองที่สะท้อนความเป็นตัวเองอย่างแท้จริง โดยใช้พลังของการเล่าเรื่องจากคนจริง เพื่อให้เข้าถึงผู้คนได้ง่ายขึ้น และจุดประกายให้นักท่องเที่ยวลุกขึ้นออกเดินทาง ค้นหาความสุขและช่วงเวลาที่มีความหมายในแบบของตนเอง

    ทั้งนี้ ททท. คาดว่าแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศปี 2569 จะสามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวภายในประเทศได้ราว 1 ล้านล้านบาท และกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวไทยได้ประมาณ 210 ล้านคน-ครั้ง ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและชุมชนอย่างทั่วถึง

    ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและกิจกรรมต่าง ๆ ของโครงการได้ทาง Facebook Page: The Story of Thailand สุขทันที ที่เที่ยวไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/649054&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0minf1BGuJZ4OKpF-CQUS_

  • Q

    Q

    ตอบโจทย์การพักอาศัยที่หลากหลาย เตรียมลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 2 “โครงการเซนเตอร์ พอยต์ ชิดลม” รับท่องเที่ยวคึก

    QHHRREIT โชว์ศักยภาพ 4 ทรัพย์สินระดับท็อป ภายใต้แบรนด์

    ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่า ควอลิตี้ เฮ้าส์ โฮเทล แอนด์ เรซิเดนซ์ หรือ QHHRREIT (กองทรัสต์ฯ) ตอกย้ำ Hospitality REIT ชั้นนำของไทย โชว์ศักยภาพทรัพย์สินระดับท็อป 4 โครงการภายใต้แบรนด์ “Centre Point” บน Super Prime Location ทั้งประตูน้ำ สุขุมวิท สีลม และชิดลม เตรียมเดินหน้าลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 2 หลังสำนักงาน ก.ล.ต. นับหนึ่งไฟลิ่ง เพื่อเข้าลงทุนในสิทธิการเช่าอาคาร “โครงการเซนเตอร์ พอยต์ ชิดลม” โรงแรมระดับพรีเมียม บนถนนหลังสวน ทำเลที่เป็น Super Prime CBD ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และจุดประสงค์การเดินทางที่หลากหลาย ทั้งท่องเที่ยวพักผ่อนหรือประชุมทางธุรกิจของผู้รับบริการหลากหลายสัญชาติ รองรับการเดินทางทั้งระยะสั้นและระยะยาว รับอานิสงส์การท่องเที่ยวฟื้นตัว

    นายสุขวัฒก์ ภวสันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ฯ เปิดเผยว่า QHHRREIT เป็นกองทรัสต์ที่มีความโดดเด่นจากทรัพย์สินคุณภาพในทำเลศักยภาพสูง (Super Prime Location) ใจกลางกรุงเทพฯ ซึ่งได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและกลุ่มนักธุรกิจที่เข้ามาในประเทศไทย ปัจจุบันพอร์ตโฟลิโอของ QHHRREIT ประกอบด้วย โรงแรมคุณภาพแบรนด์ “Centre Point” ภายใต้การบริหารงานโดยมืออาชีพ ซึ่งเป็นที่รู้จักและยอมรับในกลุ่มผู้รับบริการและนักท่องเที่ยวรวมถึงชาวต่างชาติที่พักอาศัยระยะยาว (Expat) โดยทรัพย์สินปัจจุบันทั้ง 4 โครงการที่ ล้วนตั้งอยู่ใน Super Prime Location ได้แก่

    “โครงการเซนเตอร์ พอยต์ พลัส ประตูน้ำ” (Centre Point Plus Pratunam) ตั้งอยู่ใจกลางย่านประตูน้ำ ศูนย์กลางธุรกิจเสื้อผ้าแฟชั่น และแหล่งช้อปปิ้งระดับโลกอย่าง Central World และ Platinum ฯลฯ จุดหมายของนักช้อปนานาชาติ ได้รับความนิยมจากนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวเข้าพักตลอดทั้งปี “โครงการเซนเตอร์ พอยต์ สุขุมวิท 10” (Centre Point Sukhumvit 10) ติดรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีอโศก และรถไฟฟ้าใต้ดิน สถานีสุขุมวิท ทำเลที่ถือเป็นโอเอซิสใจกลางเมืองที่ผสมผสานความสงบเป็นส่วนตัวเข้ากับสีสันของย่านอโศก-สุขุมวิท ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวและนักธุรกิจที่ต้องการพักผ่อนท่ามกลางสวนสวยและทะเลสาบ ตลอดจนผู้ที่ต้องการพักอาศัยระยะสั้นและระยะยาว “โครงการเซนเตอร์ พอยต์ พลัส สีลม” (Centre Point Plus Silom) ตั้งอยู่ในโครงการ Mixed-use ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บนถนนเจริญกรุง แหล่งพักอาศัยที่สำคัญในย่านสีลม และสาทร ใกล้ท่าเรือสาทรและรถไฟฟ้าบีทีเอส สะพานตากสิน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ลงตัวทั้งการทำงานและการพักผ่อน รองรับนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบวิถีชีวิตริมน้ำและย่านบางรัก

    ทั้งนี้ เพื่อรองรับความคึกคักของการท่องเที่ยว กองทรัสต์ฯ เตรียมลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 2 เพื่อเข้าลงทุนในสิทธิการเช่าอาคาร “โครงการเซนเตอร์ พอยต์ ชิดลม” (Centre Point Hotel Chidlom) ที่จะหมดอายุสิทธิการเช่าในวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 โดยการเข้าลงทุนดังกล่าวจะมีระยะเวลาการเช่า 30 ปี เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากทรัพย์สินเดิมที่มีศักยภาพสูง ให้สามารถสร้างรายได้และผลตอบแทนที่มั่นคงต่อเนื่องในระยะยาว โดยทรัพย์สินที่กองทรัสต์ฯจะลงทุนเพิ่มเติมครั้งนี้ ตั้งอยู่บนถนนหลังสวน ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าชิดลมและสวนสาธารณะลุมพินี ซึ่งเป็น Super Prime CBD รายล้อมด้วยที่พักอาศัยระดับ High-end มีความเงียบสงบแต่เชื่อมต่อกับแหล่งช้อปปิ้งลักชัวรี่ในย่านชิดลม ราชประสงค์ และเพลินจิต โดดเด่นด้วยห้องพักขนาดใหญ่ที่หาได้ยากในย่านใจกลางเมือง เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่หลากหลายทั้งกลุ่มครอบครัวและกลุ่มนักธุรกิจ ตลอดจนผู้ที่ต้องการพักอาศัยระยะสั้นและระยะยาว

    อย่างไรก็ตาม จุดเด่นของทรัพย์สิน QHHRREIT ไม่ได้อยู่แค่ทำเลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ “Centre Point” ที่โดดเด่นในเรื่องมาตรฐานการบริการ ความกว้างขวางของห้องพัก และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันเสมือนอยู่บ้าน ทำให้สามารถดึงดูดฐานลูกค้าที่หลากหลายในแง่ของสัญชาติ และจุดประสงค์การเดินทาง ทั้งนักท่องเที่ยวระยะสั้น (Short-stay) และผู้พักอาศัยระยะยาว (Long-stay) ซึ่งช่วยลดความผันผวนของรายได้และสร้างเสถียรภาพให้กับกองทรัสต์ฯ และสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้อย่างหลากหลายกลุ่ม นอกจากนี้ โครงการบริหารงานโดยทีมงานมืออาชีพอย่าง บริษัท เซนเตอร์ พอยต์ ฮอสพิทอลิตี้ จำกัด (CPH) และบริหารจัดการทรัพย์สินโดย บริษัท คิว.เอช.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (QHI) ในเครือ บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) ซึ่งมีประสบการณ์ในธุรกิจโรงแรมมากกว่า 30 ปี มีฐานลูกค้าที่กว้างและหลากหลาย ทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจที่พักระยะยาว (Long-stay) และมีความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าตลอดระยะเวลาที่ให้บริการ ทำให้อัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) ฟื้นตัวอย่างโดดเด่นและสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอให้กับกองทรัสต์ฯ

    นายยศวีร์ สุทธิกุลพานิช ผู้บริหารสายงาน Investment Banking and Primary Markets Distribution ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า QHHRREIT ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหน่วยทรัสต์ (Filing) เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ล่าสุด สำนักงาน ก.ล.ต. ได้นับหนึ่งแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหน่วยทรัสต์ (Filing) ของ QHHRREIT เป็นที่เรียบร้อย โดยการลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 2 จะมีมูลค่าไม่เกิน 1,233.50 ล้านบาท ซึ่งจะมาจากการออกและเสนอขายหน่วยทรัสต์เพิ่มเติมจำนวนไม่เกิน 130.20 ล้านหน่วย และการกู้ยืมเงินสถาบันการเงินไม่เกิน 1,000 ล้านบาท เพื่อเข้าลงทุนในสิทธิการเช่าอาคารโครงการเซนเตอร์ พอยต์ ชิดลม ที่อยู่ในทำเลศักยภาพสูง ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพให้กองทรัสต์ฯ มีการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ievou1ii1liqyn22mj7zu8c6k1qmenic&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23Df_qmT3Zw6qlrysafeHA

  • ผ่านโยบายท่องเที่ยวพรรคการเมือง  ชูวาระเร่งด่วน “ปราบทุนเทา-ไม่เอากาสิโน”

    ผ่านโยบายท่องเที่ยวพรรคการเมือง ชูวาระเร่งด่วน “ปราบทุนเทา-ไม่เอากาสิโน”

    ผ่านโยบายท่องเที่ยวพรรคการเมืองใหญ่ “เพื่อไทย” ชี้สร้างมูลค่าเพิ่ม ชูอีเวนต์โลกปักหมุดไทย หนุนเที่ยวเมืองรอง “ประชาชน” ตี 5 โจทย์ท้าทาย รายได้กระจุกตัว ไทยไร้แหล่งท่องเที่ยวใหม่ดึงนักท่องเที่ยวเที่ยวซ้ำ กระทบขีดแข่งขัน “ทุนเทา-นอมินี” แย่งเม็ดเงิน 20-30% “ประชาธิปัตย์” ย้ำรัฐต้องทำหน้าที่ผลักดัน “ชี้ทาง เปิดทาง ไม่ขัดขวาง” เอกชน ระยะสั้นเร่งสางปัญหาความปลอดภัยให้ภาคท่องเที่ยว

    “พรรคประชาชน-ประชาธิปัตย์” ประสานเสียงไม่เอา “กาสิโน-กัญชาเสรี” ขณะ “เพื่อไทย” แบ่งรับแบ่งสู้ ชี้โปรเจกต์ “เอนเทอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์” จิ๊กซอว์ดึงดูด “เวิลด์คลาส แอทแทรคชัน” มาไทย “แอตต้า” ชงวาระแห่งชาติ “รัฐบาลใหม่” บังคับใช้กฎหมายกำราบทุนเทา นอมินี สมาคมโรงแรมไทย วอนรัฐเปิดทาง “เอกชน” มีส่วนร่วมเคลื่อนนโยบาย

    “อุตสาหกรรมท่องเที่ยว” เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย(จีดีพี) โดยมีสัดส่วนสูงถึง 12% ย้อนไปก่อนโควิด-19 ระบาด สร้างความมั่งคั่งทางจีดีพี 15-20%

    ทว่า ในการเลือกตั้งใหญ่ปี 2569 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 ก.พ. 2569 หลายพรรคการเมือง “ไร้นโยบายท่องเที่ยว” แต่สมาคมโรงแรมไทย (THA) และ สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ขอจัดเวทีให้ “พรรคการเมือง” ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ มาประชันนโยบายผ่านหัวข้อ “ท่องเที่ยวไทย เอายังไงดี”

    “เพื่อไทย” สานต่อนโยบาย ไทย “ฮับ” อีเวนต์ระดับโลก

    สุรเกียรติ เทียนทอง ตัวแทนพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า พรรคมีนโยบายพัฒนา ส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเพื่อสร้างมูลค่าที่สูงขึ้น ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น การเพิ่มทักษะของคนทำงานในภาคบริการ “เรียนได้งบ จบได้งาน” ระหว่างทำงานหากไปอัปสกิลหรือรีสกิล จะได้รับเงินชดเชย 1 หมื่นบาท/เดือน

    นอกจากนี้ ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ของอีเวนต์ระดับโลก ซึ่งรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยที่มีนายกรัฐมนตรี “เศรษฐา ทวีสิน” และ “แพทองธาร ชินวัตร” ทำเรื่องนี้มาโดยตลอด

    ผ่านโยบายท่องเที่ยวพรรคการเมือง  ชูวาระเร่งด่วน “ปราบทุนเทา-ไม่เอากาสิโน”

    การมุ่งสู่ “เมดิคัล ฮับ” รวมถึงสุขภาพและความงาม ซึ่งไทยมีจุดแข็งเป็นแต้มต่อ ทั้งนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการเหล่านี้ จะพำนักยาว 7-10 วัน พาครอบครัวมาด้วย มีการใช้จ่ายสูง เป็นนักท่องเที่ยวคุณภาพ ตลอดจนส่งเสริมให้ไทยเป็น “ฮับของการจัดงานแต่งงาน” จับกลุ่มเป้าหมายความหลากหลายทางเพศ(LGBTQ+) ที่มีกำลังซื้อสูง เป็นต้น

    พรรคเพื่อไทยยังวางยุทธศาสตร์การพัฒนา “เมืองรอง” รวมถึงลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้เป็นรูปธรรมเชื่อมต่อการเดินทางเมืองหลัก เพื่อยกระดับเมืองรองที่มีศักยภาพก้าวเป็น “เมืองหลัก” ใน 10 ปี และจะสร้างสมดุลการค้า โดยเฉพาะการจองโรงแรม ที่พักต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มออนไลน์ (OTA) ข้ามชาติ ซึ่งโกยค่าธรรมเนียม “กำไร”(GP)สูง ที่สำคัญต้อง “สร้างความเชื่อมั่น” ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติในระยะสั้นและยาวเมื่อมาเที่ยวไทย

    “แพลตฟอร์มออนไลน์ รัฐควรทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนหรือ Affiliate เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง ให้ตลาดเกิดความสมดุล”

    “ประชาธิปัตย์” เล็งสางกฎหมายที่ซับซ้อน “ลดต้นทุน” ธุรกิจเอกชน

    วีระพงศ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ) มอง 4 เทรนด์มีอิทธิพลต่อท่องเที่ยวไทย ได้แก่ 1.การเที่ยวอย่างยั่งยืน 2.ดิจิทัล เทคโนโลยี ทรงพลังสร้างประโยชน์ต่อธุรกิจ 3.ลักษณะประชากรศาสตร์ และ 4.บริบทโลกแบ่งขั้ว (Decupling)

    “4 เทรนด์มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ การกำหนดยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวของไทย”

    ทั้งนี้ นโยบายท่องเที่ยวของพรรคประชาธิปัตย์ เน้นบทบาทของภาครัฐจะต้อง “ชี้ทาง เปิดทาง ไม่ขัดขวาง” ภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน การพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหายใหม่ ๆ เล็งการ “สะสางกฎหมายใหม่” โดยเฉพาะที่มีความซับซ้อน ซึ่งเป็นต้นทุนของภาคธุรกิจ

    ผ่านโยบายท่องเที่ยวพรรคการเมือง  ชูวาระเร่งด่วน “ปราบทุนเทา-ไม่เอากาสิโน”

    “ประเทศไทยมีกฎหมายค่อนข้างมาก การบังคับใช้กฎหมายบางประการเป็นภาระต้นทุนธุรกิจภาคเอกชน จึงมีแนวทางการปฏิรูประบบราชการผ่านกฎหมายหรือ Super Act ที่มีความล้าสมัย ไม่ได้บังคับใช้ ไม่มีประโยชน์ เพื่อเอื้อให้ธุรกิจมีความคล่องตัว สะดวก ลดภาระการทำงานกับภาครัฐ”

    นอกจากนี้ ยังมีนโยบายแก้ปัญหาท่องเที่ยว ระยะสั้น เรื่องเร่งด่วน คือแก้ปัญหา ยกระดับความปลอดภัย สร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวเมื่อมาเยี่ยมเยือนไทยทั้งปมสแกมเมอร์ ภัยพิบัติต่าง ๆ กระตุ้นท่องเที่ยวช่วงโลว์ซีซัน ทั้งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม หนุนนักท่องเที่ยว LGBTQ+ การผลักดันระบบ Open Data เพื่อรู้ข้อมูลเชิงลึกของนักท่องเที่ยวที่ยังไม่ได้เจาะ หรือมีโอกาสใหม่ ๆ ระยะกลาง สร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ จับนักท่องเที่ยวฮาลาล ที่มีศักยภาพและกำลังซื้อสูง การจัดตั้งกองทุนส่งเสริมเที่ยวเมืองรอง สร้างแหล่งท่องเที่ยว Man Made ดึงนักเดินทาง ฯ

    ระยะยาว มอบสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเพื่อสร้างแรงกระตุ้นลงทุน ใช้วัสดุในประเทศเพื่อก่อสร้าง ใช้กลไกการค้าเสรี (FTA) เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมบริการให้เป็นพันธมิตรเข้ามาลงทุนในไทย เป็นต้น

    “ประชาชน” ลั่นขจัด “ทุนเทา-นอมินี” ตั้งแต่ต้นทาง

    สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และทีมเศรษฐกิจจากพรรคประชาชน เดินหน้าย้ำ 5 โจทย์ใหญ่ที่ท่องเที่ยวเผชิญ ได้แก่ 1.ท่องเที่ยวกระจุกตัวสูง 5 เมืองหลัก ทำรายได้กว่า 70% 2.นักท่องเที่ยวไม่กลับมาเที่ยวไทยซ้ำ เพราะ 5-10 ปี จุดหมายปลายทาง แหล่งท่องเที่ยวเหมือนเดิม 3.นอมินี “ทุนเทา” ชิงเม็ดเงินจากอุตสาหกรรม 20-30% ทำรัฐ เอกชนเหนื่อย

    “รัฐ เอกชนไทย เราไม่ได้ประโยชน์เต็มที่ ทั้งที่ลงทุน ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย เสียภาษีให้ประเทศ แทนที่จะแข่งขันได้ กลับเจอต้นทุนทางการเงินที่สกปรกมาฟอกเงิน สร้างโรงแรม แล้วยังมาตัดราคา”

    อย่างไรก็ตาม หากพรรคประชาชนได้เป็น “รัฐบาลบริหารประเทศ” จะขจัดปัญหาต่างๆ เช่น ทัวร์ศูนย์เหรียญ ทำภายใน 100 วัน จัดการ “ต้นทาง” คือตรวจสอบ “บริษัทบัญชี” และ “บริษัทที่ปรึกษากฎหมาย”

    ผ่านโยบายท่องเที่ยวพรรคการเมือง  ชูวาระเร่งด่วน “ปราบทุนเทา-ไม่เอากาสิโน”

    “ผู้ประกอบการไทยเทา นักการเมืองไทยเทา ข้าราชการไทยเทา เราไม่เอา ไม่ปล่อยไว้”

    4.การบริหารจัดการแพลตฟอร์ม OTA ซึ่งไม่เห็นด้วยที่ “รัฐจะทำเอง” เพราะส่วนใหญ่ “เจ๊ง” แต่มองการต่อยอด “TAGTHAi” (ทักทาย) แพลตฟอร์มท่องเที่ยวไทยครบวงจรที่ธนาคารกสิกรไทย (KBTG) ร่วมพัฒนา และมองการบังคับใช้กฎหมายหรือพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้าเข้าไปจัดการ และ 5.การปฏิรูปงบประมาณ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่มีงบประมาณ 7,000 ล้านบาท/ปี เพื่อโปรโมตการท่องเที่ยว รวมถึงการปรับโครงสร้างคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (บอร์ด) ต้องเปลี่ยนคนนั่งหัวโต๊ะหรือ “นายกรัฐมนตรี” เนื่องจากมีภารกิจมากเกินไป

    “วาระเร่งด่วนที่สุด คือการจัดการทุนเทา นอมินีให้ได้ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลจัดการได้ในทางคดี 11 รายเท่านั้น น้อยมาก 2-3 ปีมานี้เคสนอมินีเพิ่มสูงขึ้น คอนโดมิเนียมปล่อยเช่าผิดกฎหมาย หากมี 1 หมื่นห้อง ปล่อยเช่าราคา 3,000 บาทต่อคืน ระยะเวลา 1 ปีเงินหายจากอุตสาหกรรมหมื่นล้านบาท”

    “เพื่อไทย” แบ่งรับแบ่งสู้ “กาสิโน”

    อย่างไรก็ตาม สมาชิกของ THA และแอตต้า ได้โยนคำถาม “คานิโน-กัญชาเสรี” คำตอบจาก พรรคประชาชนและประชาธิปัตย์คือ “ไม่เอา” ขณะที่ “พรรคเพื่อไทย” เลือกให้เหตุผลของการริเริ่มโครงการเอนเทอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ หรือกาสิโน เพราะต้องการดึงแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกให้มาปักหมุดที่ไทย รวมถึงมีรายได้ จะนำไปอุดหนุนค่าตั๋ว โดยยกตัวอย่าง ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ สิงคโปร์ ราคาถูกสุดในโลก เพราะมีเงินจากกาสิโนไปอุดหนุน

    ผ่านโยบายท่องเที่ยวพรรคการเมือง  ชูวาระเร่งด่วน “ปราบทุนเทา-ไม่เอากาสิโน”

    เอกชน จี้รัฐบังคับใช้กฎหมาย ยก “ปราบทุนเทา” วาระแห่งชาติ

    ธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว(แอตต้า) กล่าวว่า ปัญหาทุนเทา นอมินี ทัวร์ศูนย์เหรียญ สร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างมาก จึงต้องการให้รัฐบาลใหม่ หน่วยงานรัฐบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว และควรเป็นวาระแห่งชาติ

    “รัฐต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเที่ยงตรง เข้มงวด ไม่เช่นนั้นจะทำให้ผู้ประกอบการที่ทำดีเหนื่อย และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจะตามคู่แข่งไม่ทัน”

    เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า อยากให้ภาคเอกชนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายของภาครัฐมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาไม่มีตัวแทนของผู้ประกอบการอยู่ในบอร์ดเลย นอกจากนี้ ต้องการให้พัฒนาแพลตฟอร์ม OTA แห่งชาติ เพื่อตอบสนองนักท่องเที่ยวไทยที่สร้างรายได้ในประเทศ 1.1 ล้านล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1216745&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nc2uI4kFqY9G-w-qba8sW

  • “เจษฎ์” ดับกระแสผวา “ทรัมป์” แจงชัด “วีซ่าท่องเที่ยว-นักเรียน” ยังฉลุยเข้า สหรัฐฯ ได้

    “เจษฎ์” ดับกระแสผวา “ทรัมป์” แจงชัด “วีซ่าท่องเที่ยว-นักเรียน” ยังฉลุยเข้า สหรัฐฯ ได้

    “เจษฎ์” ดับกระแสผวา “ทรัมป์” แบนไทยเข้าประเทศ แจงชัด “วีซ่าท่องเที่ยว-นักเรียน” ยังฉลุยเข้า สหรัฐฯ ได้ ฝากรัฐบาลเร่งเจรจาด่วน

    วันที่ 15 ม.ค. 2569 นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ (รช.) กล่าวถึงกรณีหลายคนวิตกกรณีข่าวสหรัฐอเมริกา เตรียมระงับการพิจารณาวีซ่าชั่วคราวห้ามเข้าประเทศ ตั้งแต่ 21 ม.ค.แบบไม่มีกำหนด พร้อม 75 ประเทศ โดยมีประเทศไทยด้วยว่า ความจริงไม่น่ากลัวอย่างที่คิด ยันวีซ่าท่องเที่ยว-นักเรียน ยังเดินทางได้ปกติ ขณะนี้พี่น้องประชาชนคนไทยมีความแตกตื่นกันค่อนข้างมากเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว แต่อยากขอให้ตั้งสติและทำความเข้าใจข้อเท็จจริงว่า สิ่งที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวนั้น “ไม่ได้เป็นจริงทั้งหมดในแง่ของการห้ามเข้าประเทศแบบเหมาเข่ง”

    นายเจษฎ์ กล่าวว่า โดยจำแนกกลุ่มผู้เดินทางเพื่อสร้างความชัดเจน กลุ่มที่ได้รับผลกระทบ คือ 1.กลุ่ม Immigrants หรือผู้ที่ขอเข้าไปตั้งถิ่นฐานพำนักอาศัยถาวร และกลุ่มที่จะขอเข้าไปอยู่กับญาติ ซึ่งทางนโยบายของทรัมป์ระบุชัดเจนว่าไม่อนุญาต 2.กลุ่มที่อยู่ในสหรัฐฯ อยู่แล้วหากอยู่อย่างถูกต้อง ไม่ได้กระทำความผิดใดๆ ทางการสหรัฐฯ ไม่ได้มีการไล่กลับประเทศ 3.กลุ่มนักท่องเที่ยว (วีซ่า B1/B2) ยืนยันว่า “ไม่เกี่ยวข้องกัน” ผู้ที่ถือวีซ่าท่องเที่ยวสามารถเดินทางได้ตามปกติ 4.กลุ่มนักเรียน/นักศึกษา ผู้ที่มีสถาบันการศึกษา หรือมหาวิทยาลัยรองรับอย่างถูกต้อง ยังคงสามารถเดินทางไปศึกษาต่อได้เช่นเดิม

    นายเจษฎ์ กล่าวว่า อย่าเพิ่งแตกตื่นครับ วีซ่าท่องเที่ยวยังไปได้ วีซ่าการศึกษายังไปได้ คนที่จะเดือดร้อนคือคนที่ขอเข้าไปพำนักอาศัยหรือไปอยู่กับญาติ ซึ่งตรงนี้รัฐบาลต้องรีบเข้ามาดูแล

    นายเจษฎ์ กล่าวว่า ได้ฝากข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาลชุดปัจจุบันว่า ในสถานการณ์ที่เปราะบางเช่นนี้ รัฐบาลต้องไม่นิ่งนอนใจ ต้องเร่งทำความเข้าใจกับประชาชนให้ข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจน เพื่อหยุดความตื่นตระหนก รัฐบาลต้องรีบพูด ต้องรีบทำ จะนิ่งนอนใจไม่ได้ สิ่งสำคัญคือต้องใช้ความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อสหรัฐอเมริกา เจรจาพูดคุยกับคุณโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมจึงจัดประเทศไทยไปอยู่ในกลุ่ม 75 ประเทศเหล่านั้น ประเทศอื่นจะดำเนินการอย่างไรก็สุดแล้วแต่เขา แต่สำหรับประเทศไทย เราต้องรักษาผลประโยชน์ของคนไทย ต้องรีบแก้ปัญหาให้คนที่กำลังจะได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2907959&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XvXSpp94ebsGTwQdVLYJ7

  • เจาะนโยบายท่องเที่ยว 3 พรรค: เพื่อไทย ประชาชน ปชป. ใครคือตัวจริง?

    เจาะนโยบายท่องเที่ยว 3 พรรค: เพื่อไทย ประชาชน ปชป. ใครคือตัวจริง?

    ในเวทีดีเบต “ท่องเที่ยวไทย เอายังไงดี” ที่จัดโดยสมาคมโรงแรมไทยและแอตต้า เราได้เห็นการประชันวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจจากตัวแทน 3 พรรคการเมืองใหญ่ ซึ่งแต่ละพรรคมีมุมมองต่อการแก้ปัญหาและการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

    เจาะนโยบายท่องเที่ยว 3 พรรค: เพื่อไทย ประชาชน ปชป. ใครคือตัวจริง?

    พรรคเพื่อไทย: เน้นเศรษฐกิจมูลค่าสูงและ “เงินหมื่น” พัฒนาทักษะ

    นายสุรเกียรติ เทียนทอง ผู้แทนจากพรรคเพื่อไทย นำเสนอแนวทางที่มุ่งเน้นการสร้าง High Value Economy หรือเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง โดยมีหัวใจสำคัญคือการยกระดับบุคลากรและการดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มพรีเมียม สิ่งที่พรรคเพื่อไทยจะทำหากได้บริหารคือ

    • นโยบาย “เรียนได้งบ จบได้งาน”: พรรคเสนอจ่ายเงินชดเชยเดือนละ 10,000 บาท ให้แรงงานในระหว่างการ Up-skill และ Re-skill เพื่อลดภาระการขาดรายได้ พร้อมระบบ Matching งานทันทีหลังจบหลักสูตร

    • ปั้นไทยสู่ศูนย์กลางโลก: มุ่งเป้าเป็น World Class Event Destination และศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพ (Medical Hub) โดยเฉพาะการดึงกลุ่มที่มีการใช้จ่ายสูง เช่น กลุ่มผ่าตัดแปลงเพศ และกลุ่ม Wedding LGBTQ+ หลัง พรบ. สมรสเท่าเทียมผ่าน

    • ยุทธศาสตร์เมืองรอง: พัฒนาเมืองรองให้รองรับนักท่องเที่ยวได้ถึง 40 ล้านคนภายใน 10 ปี ผ่านกลยุทธ์ Music Marketing และการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่โรงแรม 3 ดาวในพื้นที่

    • รัฐในบทบาท Affiliate: เพื่อแก้ปัญหาส่วนแบ่งการตลาด (GP) ที่สูงของแพลตฟอร์มจองที่พักออนไลน์ (OTA) รัฐจะเข้ามาทำหน้าที่ช่วยสร้างอำนาจต่อรองทางการตลาดให้ผู้ประกอบการไทย นายสุรเกียรติ เทียนทอง ผู้แทนจากพรรคเพื่อไทย

    พรรคประชาชน: กวาดล้างทุนเทาและสร้างจุดขายใหม่ด้วย Man-made

    ดร. สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน มองว่าปัญหาใหญ่คือการกระจุกตัวของรายได้และผลกระทบจากทุนต่างชาติที่ผิดกฎหมาย นโยบายของพรรคจึงเน้นไปที่ความโปร่งใสและการสร้างความยั่งยืน ดังนี้

    • ปราบปรามทุนเทา-นอมินี: นี่คือภารกิจเร่งด่วน โดยพรรคจะไล่ตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางคือบริษัทบัญชี/กฎหมาย ไปจนถึงการสร้าง “กระดานสาธารณะ” ให้ประชาชนติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ และบังคับใช้กฎหมายอายัดทรัพย์อย่างจริงจัง

    • งบหมื่นล้านสร้าง Man-made Destination: เตรียมงบประมาณ 5,000 – 10,000 ล้านบาท สร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่มนุษย์สร้างขึ้น 5-10 แห่ง และอัดฉีดงบก้อนละ 200 ล้านบาทให้ 25 เมืองรอง เพื่อกระจายนักท่องเที่ยว

    • จาก Event สู่ Community: เน้นเจาะกลุ่มความชอบเฉพาะทาง (Community-based) เช่น กลุ่มนักวิ่ง หรือกลุ่มรักคอนเสิร์ต ซึ่งมีกำลังซื้อสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป 20-100%

    • การกระจายอำนาจ: ให้อำนาจท้องถิ่น (อบจ.) จัดการระบบขนส่งเองได้ทันทีโดยไม่ต้องรอส่วนกลาง เพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน “หลังบ้าน”

    ดร. สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน

    พรรคประชาธิปัตย์: รัฐคือผู้สนับสนุน (Enabler) และยุทธศาสตร์ 3 ระยะ

    นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำเสนอมุมมองที่มองผ่านเลนส์ความเปลี่ยนแปลงของโลก (4D) โดยย้ำว่ารัฐต้องเลิกเป็นผู้กำกับดูแล แต่ต้องเป็นผู้ “ชี้ทาง เปิดทาง และไม่ขวางทาง”, สิ่งที่พรรคจะทำแบ่งเป็น 3 ระยะ

    • ระยะสั้น (แก้ความเชื่อมั่น): นำมาตรการ “เที่ยวคนละครึ่ง” กลับมาใช้ในช่วง Low Season และสร้างระบบความปลอดภัยที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดผ่านแอปพลิเคชันร่วมกับเอกชน

    • ระยะกลาง (ยกระดับศักยภาพ): เน้นการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน (ESG) เพื่อดึงกลุ่มคุณภาพจากยุโรป และการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมเมืองรองในรูปแบบ Seed Capital เช่น ทรงวาดโมเดล พร้อมแจกคูปองการศึกษาให้แรงงานไปอัปสกิล

    • ระยะยาว (โครงสร้างและกฎหมาย): ผลักดันการออก “Super Act” เพื่อโละกฎหมายที่ล้าสมัยซึ่งเป็นอุปสรรคต่อเอกชน และใช้การเจรจา FTA เพื่อพัฒนาระบบ Payment และเทคโนโลยีร่วมกับนานาชาติ

    วีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

    บทสรุป

    โดยทั้ง 3 พรรคต่างเห็นตรงกันว่าเมืองรองและกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพคือทางรอด แต่ เพื่อไทย เน้นการใช้เม็ดเงินอุดหนุนแรงงานและอีเวนต์ระดับโลก 

    พรรคประชาชน เน้นการรื้อโครงสร้างงบประมาณ ปราบทุนเทาและกระจายอำนาจ 

    ส่วน ประชาธิปัตย์ เน้นการปฏิรูปกฎหมายและบทบาทของภาครัฐให้เป็นผู้สนับสนุนภาคเอกชนอย่างแท้จริง ซึ่งผลลัพธ์จะออกมาอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับการนำไปปฏิบัติจริงหากได้รับโอกาสเข้าไปบริหารประเทศ
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/736487&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ApP4rTtgBdNJ8j38I-tfh