Category: ท่องเที่ยว

  • สีหศักดิ์ ยืนยันมะกัน ระงับวีซ่าอพยพ ไม่กระทบท่องเที่ยว-ธุรกิจ

    สีหศักดิ์ ยืนยันมะกัน ระงับวีซ่าอพยพ ไม่กระทบท่องเที่ยว-ธุรกิจ

    นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ประกาศระงับกระบวนการออกวีซ่าถาวร หรือ Immigrant Visas ที่มีไทยเป็น 1 ใน 75 ประเทศที่ถูกระงับว่า วันนี้ (15 ม.ค.) ตนนางเอลิซาเบธ เจ. โคนิก อัครราชทูตที่ปรึกษาสหรัฐอเมริกาประจำประเทศได้ มาพบหารือพูดคุย เพื่อรับทราบรายละเอียดข้อมูล ซึ่งฝ่ายสหรัฐอเมริกา ก็แจ้งว่า ตนเองยังไม่มีข้อมูลทั้งหมด และจะพยายามหาข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ พร้อมยืนยันว่า การระงับวีซ่านี้ เป็นเฉพาะกลุ่มบุคคลที่ไปจะอยู่ถาวร หรือ ไปอยู่ในระยะยาว หรือ เป็นบุคคลที่มุ่งหวังจะมีสัญชาติอเมริกันต่อไป ดังนั้น นักเดินทาง นักธุรกิจ นักศึกษา ไม่เกี่ยว จึงขอให้สังคมเข้าใจ และการระงับดังกล่าว ไม่ได้ประกาศถาวรต่อเนื่อง แต่เพื่อขอดูกระบวนการ และดูสถานการณ์ในภาพรวม

    นายสีหศักดิ์ ยังคาดว่า เหตุผลที่มีการประกาศนี้ เนื่องจากสหรัฐมองว่า งบประมาณสำหรับดูแลบุคคลเหล่านี้ ที่หลายคนต้องพึ่งระบบสวัสดิการของอเมริกัน  ทำให้ไปแย่งงบประมาณที่จะไปดูแลในส่วนของคนอเมริกัน ซึ่งตนเองได้ขอบคุณอุปทูตสหรัฐอเมริกา ที่ได้มาชี้แจง และจะหาข้อมูลเพิ่มเติมต่อไป

    นายสีหศักดิ์ ยังเปิดเผยว่า ตนเองยังได้แสดงความกังวล และไม่สบายใจผ่านอัครราชทูตที่ปรึกษาสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยด้วยว่า การจะเหมารวมทุกประเทศ ใน 75 ประเทศนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งประเทศไทยไม่ได้เหมือนกับหลายประเทศในกลุ่มดังกล่าว ซึ่งเหตุใดจึงไม่คุยกับแต่ละประเทศเป็นราย ๆ ไป และคนไทยที่อยู่ในอเมริกัน ที่อยู่แบบผิดกฎหมาฎหมายอาจไม่เยอะ เมื่อเทียบกับบางประเทศ และมีบางประเทศที่อาจจะมีปัญหามากกว่าไทยแต่ไม่อยู่ในลิสต์ ซึ่งคนไทยที่อยู่ในอเมริกาหลายคน ประกอบอาชีพสุจริต ทำงานในสาขาต่าง ๆ รวมถึงมีการเปิดร้านอาหาร ซึ่งถือเป็นการช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปที่สหรัฐอเมริกา ด้วยเหตุนี้จึงสงสัย ว่า เหตุผลที่การประกาศนี้เป็นเพราะอะไรกันแน่ ที่ประกาศแบบเหมารวม ซึ่งตรงนี้ฝ่ายสหรัฐอเมริกาทำให้เกิดความกระจ่าง เพราะขณะนี้ มีการส่งสัญญาณความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ เพราะผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเพิ่งมาเยือนประเทศไทย และบอกว่า จากนี้จะต้องเดินหน้าความสัมพันธ์ ซึ่งไทย – สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ที่พิเศษ เป็นพันธมิตรที่ยาวนานที่สุดของสหรัฐฯ ในภูมิภาค แต่เหตุใดไทยถึงไปอยู่ในลิสต์นี้ และไทยมีสิทธิที่จะตั้งคำถาม ซึ่งอัครราชทูตที่ปรึกษาสหรัฐฯ ก็เข้าใจ

    นายสีหศักดิ์ ยังย้ำว่า ความจริงแล้ว สหรัฐฯ ควรต้องมองในภาพรวม เพราะมีบริษัทไทย ที่ไปลงทุนในอเมริกา สร้างงานเป็นหมื่นงานให้กับคนอเมริกัน และหลังจากนี้ภายใต้ข้อตกลงที่ไทยกำลังเจรจาเรื่องภาษีการค้า ไทยจะลงทุนมากขึ้น ซื้อสินค้ามากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่ทำคุ้มหรือไม่กับความรู้สึกของคนไทย สวนทางกับนโยบายที่กำลังเดินหน้าหรือไม่ เพราะฉะนั้น ภายในรัฐบาลสหรัฐฯ คงต้องไปคุยกันเอง เพื่อให้มีทิศทางเดียวกัน และการที่เชิญอัครราชทูตที่ปรึกษาสหรัฐฯ มาพูดคุยวันนี้ เพราะรู้ว่าเป็นเรื่องที่ติดอยู่ในใจของคนไทย เกี่ยวข้องกับศักดิ์ศรีของประเทศไทยว่า ทำไมถึงได้รับการปฏิบัติแบบนี้ และหลังจากนี้ขอให้รอฟังคำชี้แจงเพิ่มเติมจากสถานทูตสหรัฐอเมริกาต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378972151&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KJkZF7kjOk8cF6rwHWTi4

  • ‘Wellness Tourism’ เติบโตต่อเนื่อง แต่แรงงานในธุรกิจนี้ยังต้องเผชิญการจ้างงานที่ขาดมาตรฐานและลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ | SDG Move

    ‘Wellness Tourism’ เติบโตต่อเนื่อง แต่แรงงานในธุรกิจนี้ยังต้องเผชิญการจ้างงานที่ขาดมาตรฐานและลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ | SDG Move

    ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (wellness tourism) กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นรีทรีตโยคะในบาหลี การพักผ่อนแบบงดหรือลดการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นการชั่วคราวในป่าฝน หรือการไปพักผ่อนบนเกาะหรูเพื่อ “ค้นหาตัวเอง” 

    กระแสดังกล่าวทำให้การเดินทางในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงแค่การถ่ายเซลฟี่ริมชายหาดหรือหน้าสถานที่ท่องเที่ยวสวย ๆ อีกต่อไป แต่นักท่องเที่ยวยุคนี้ต้องการลงทุนในกิจกรรมที่มุ่งเน้นการพัฒนาสุขภาพจิต จิตวิญญาณ และร่างกาย ซึ่งพวกเขายินดีจ่ายเงินเพื่อประสบการณ์เหล่านี้ 

    ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าการใช้จ่ายทั่วโลกในการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพจะมีมูลค่าแตะ 8.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2570 และการใช้จ่ายในภาคนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่า ภายในปี 2578 ขณะที่สมาคมการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ (Wellness Tourism Association) ระบุว่า 90% ของนักท่องเที่ยวเปิดเผยว่ากิจกรรมสุขภาพเป็นส่วนสำคัญของแผนการเดินทางของพวกเขา

    อย่างไรก็ดี การเติบโตของธุรกิจประเภทนี้ก็มีประเด็นน่ากังวลที่ต้องจับตา เพราะขณะที่นักท่องเที่ยวแสวงหาความสงบ แรงงานในอุตสาหกรรมนี้กลับถูกมองข้าม โดยเฉพาะนักนวดบำบัด พนักงานสปา ครูสอนโยคะ และเจ้าของรีทรีต ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง แรงงานข้ามชาติ และแรงงานจากประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมักต้องเผชิญสภาพการทำงานที่ไม่ได้มาตรฐานและขาดการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

    รายงานฉบับใหม่ชื่อ “In Decent or Dirty Work?” ได้สำรวจศึกษาประเด็นที่มักถูกมองข้ามในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อเสนอแนวทางการแก้ไขและเปลี่ยน ‘งานที่สกปรก’ เป็น ‘งานที่มีคุณค่า’ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDG8 งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ 

    ข้อค้นพบที่น่าสนใจซึ่งปรากฏในรายงานข้างต้น เช่น 

    • ช่องว่างของมาตรฐานและกฎระเบียบทำให้แรงงานอยู่ในสภาพเปราะบาง เช่น องค์กร Massage and Myotherapy Australia ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการทำสัญญาที่เอารัดเอาเปรียบและข้อตกลงการจ้างงานที่หละหลวม ซึ่งการไม่มีการรับรองที่เป็นมาตรฐาน การบังคับใช้สัญญาที่เป็นธรรม และการยอมรับในวิชาชีพ แรงงานจำนวนมากต้องประสบกับการว่างงานบางส่วนหรือสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย
    • พนักงานในสปาบางแห่งเปิดเผยถึงรู้สึกความไม่ปลอดภัยเพราะงานของพวกเขาถูกทำให้ใกล้เคียงกับงานบริการทางเพศ โดยเฉพาะในสถานที่ที่เส้นแบ่งไม่ชัดเจนและความต้องการอาจข้ามเส้นทางศีลธรรม
    • งานบริการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมักถูกมองว่าเป็นงานสตรี (feminised work) มากกว่างานที่ต้องใช้ทักษะหรือความเชี่ยวชาญ ของผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมนี้ จึงมักถูกคาดหวังให้ต้องมีความสงบ อบอุ่น เอาใจใส่ และให้ความช่วยเหลือทางอารมณ์ไปพร้อม ๆ กับการต้องจัดการภาระงานที่หนักหน่วงและเวลาทำงานที่ไม่แน่นอน
    • กรณีศึกษาของธุรกิจในเมลเบิร์น เปิดเผยให้เห็นว่ามีการจ่ายค่าจ้างต่ำกว่ามาตรฐานแก่แรงงานข้ามชาติ และพนักงานนวดบำบัดชาวเอเชียยังเคยถูกให้บริการทางเพศเป็นประจำ สะท้อนถึงการลดทอนคุณค่าและความเสี่ยงที่เกิดจากความไม่เท่าเทียมทางเพศในแรงงานกลุ่มนี้

    รายงานยังเสนอแนวทางจัดการกับปัญหาข้างต้น ได้แก่  

    1. ระดับบุคคล: แรงงานต้องได้รับการเสริมพลัง แรงงานที่มีความผูกพันกับงานจะได้รับความพึงพอใจส่วนตัวจากการช่วยเหลือลูกค้าด้านสุขภาพและการพักผ่อน แรงงานที่มีความสุข จึงหมายถึงลูกค้าที่มีความสุขและคุณภาพงานที่ดีกว่า อย่างไรก็ดี พนักงานควรได้รับการสนับสนุนจากภายนอกเพื่อช่วยเพิ่มความพึงพอใจในการทำงานด้วย เช่น การที่ผู้บริหารเน้นย้ำถึงคุณค่าของพนักงานที่มีต่อธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ สามารถช่วยเสริมสร้างความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองของพนักงานได้ นอกจากนี้ การปกป้องพนักงานจากภัยคุกคามต่าง ๆ เช่น คำขอที่ไม่เหมาะสมจากลูกค้า ก็เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างบรรยากาศการทำงานที่ปลอดภัยและมีเกียรติ
    2. ระดับมหภาค: นโยบาย โครงสร้างทางสังคม และการรับรู้ของสาธารณะ ล้วนมีอิทธิพลต่อการกำหนดว่างานบริการด้านสุขภาพมีคุณค่าอย่างไร หากไม่มีการรับรองวิชาชีพหรือการยอมรับ งานเหล่านี้จะยังคงถูกประเมินคุณค่าต่ำ จึงจำเป็นต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง เช่น การปฏิรูปของรัฐบาลและแคมเปญสาธารณะ ซึ่งจะช่วยยกระดับการยอมรับในวิชาชีพและสนับสนุนศักดิ์ศรี

    สำหรับประเทศไทย รายงาน “ข้อมูลเศรษฐกิจเชิงสุขภาพของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2566”ระบุให้เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการยอมรับด้าน Wellness Tourism มาต่อเนื่องหลายปี โดยปี 2566 อุตสาหกรรม Wellness Economy ของไทยมีมูลค่ากว่า 40.54 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท) เเละ Wellness Tourism เป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้อันดับ 1 ในทั้งหมด 11 อุตสาหกรรมเวลเนสประเทศไทย ซึ่งมูลค่าสูงถึง 415,000 ล้านบาท อย่างไรก็ดีสถานการณ์ของเเรงงานในอุตสาหกรรมนี้ก็ยังน่าจับตาไม่เหมือนที่อื่น ๆ เนื่องจากนโยบายส่วนใหญ่ยังคงมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาทักษะเเละเพิ่มจำนวนเเรงงาน รวมถึงระเบียบการปฏิบัติงานต่อลูกค้า ขณะที่การปกป้องคุ้มครองเเรงงานจากความเสี่ยงในการทำงานอาจจำเป็นต้องมีการถกสนทนาเพื่อออกเเบบมาตรการหรือกฎหมายที่ครอบคลุมมากขึ้น

    ● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
    –  World Bank เผยปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทย ยังน่าห่วงเผชิญภาวะหยุดชะงัก – พร้อมชี้เศรษฐกิจหมุนเวียนคือหนึ่งในทางออก 
    – รายงานของธนาคารโลก ชี้ไทยจำเป็นต้องเพิ่มการจัดเก็บรายได้ภาครัฐ เตรียมรับมือการใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น
    – 15 องค์กรการกุศลชั้นนำเรียกร้องให้ World Bank Group และ IMF ลงทุนเพื่อเตรียมพร้อมรับมือโรคระบาดให้มากขึ้น 
    รายงานเศรษฐกิจไทยปี 2566 การท่องเที่ยวกลับมาเติบโตอีกครั้ง – แต่ยังต้องรับมือกับความเสี่ยงจากอุทกภัยและภัยแล้ง
    บทเรียนการฟื้นฟูรถไฟสายท้องถิ่นในญี่ปุ่น ไปสู่การพัฒนาชุมชน การเดินทาง และการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
    SDG Updates | ‘ท่องเที่ยวโดยชุมชน‘ ความยั่งยืนที่ขับเคลื่อนด้วยพลังท้องถิ่น: สำรวจผลกระทบเเละกรณีศึกษา ‘เเม่กำปอง‘

    ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
    #SDG5 ความเท่าเทียมทางเพศ
    – (5.1) ยุติการเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบที่มีต่อผู้หญิงและเด็กหญิงในทุกที่
    – (5.2) ขจัดความรุนแรงทุกรูปแบบที่มีต่อผู้หญิงและเด็กหญิงทั้งในที่สาธารณะและที่รโหฐาน รวมถึงการค้ามนุษย์ การแสวงประโยชน์ทั้งทางเพศ และในรูปแบบอื่น
    #SDG8 งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
    – (8.3) ส่งเสริมนโยบายที่มุ่งเน้นการพัฒนาที่สนับสนุนกิจกรรมที่มีผลิตภาพ การสร้างงานที่มีคุณค่า ความเป็นผู้ประกอบการ ความสร้างสรรค์และนวัตกรรม และให้การสนับสนุนการรวมตัวและการเติบโตของวิสาหกิจรายย่อย ขนาดเล็ก และขนาดกลาง ผ่านการเข้าถึงบริการทางการเงิน
    – (8.5) บรรลุการจ้างงานเต็มที่และมีผลิตภาพ และการมีงานที่มีคุณค่าสำหรับหญิงและชายทุกคน รวมถึงเยาวชนและผู้มีภาวะทุพพลภาพ และให้มีการจ่ายค่าจ้างที่เท่าเทียมสำหรับงานที่มีคุณค่าเท่าเทียมกัน ภายในปี พ.ศ. 2573
    – (8.7) ดำเนินมาตรการที่มีประสิทธิภาพโดยทันที เพื่อขจัดแรงงานที่ถูกบังคับ ยุติความเป็นทาสสมัยใหม่และการค้ามนุษย์ และยับยั้งและกำจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุด ซึ่งรวมถึงการเกณฑ์และการใช้ทหารเด็ก และภายในปี พ.ศ. 2568 ยุติการใช้แรงงานเด็กในทุกรูปแบบ
    – (8.8) ปกป้องสิทธิแรงงานและส่งเสริมสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยและมั่นคงสำหรับผู้ทำงานทุกคน รวมถึงผู้ทำงานต่างด้าว โดยเฉพาะหญิงต่างด้าว และผู้ที่ทำงานเสี่ยงอันตราย

    แหล่งที่มา 
    Behind the wellness industry’s scented oils and soothing music are often underpaid, exploited workers
    BDMS Wellness Clinic จับมือ Global Wellness Institute เป็นปีที่ 3

    • Knowledge Communication | สนใจประเด็นสันติภาพ ความมั่นคงมนุษย์ เเละสิ่งเเวดล้อมทางทะเล ใช้ชีวิตโดยเชื่อในสมดุลมากกว่าความสมบูรณ์เเบบ

    จำนวนครั้งที่เข้าชม: 123

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sdgmove.com/2026/01/15/wellness-tourism-violation/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CAqfldPwwIOlpMfp74nwH

  • เจษฎ์ ดับกระแสผวา ทรัมป์ แบนเข้าประเทศ แจงชัด วีซ่าท่องเที่ยว-นักเรียน ยังฉลุยเข้าสหรัฐ

    เจษฎ์ ดับกระแสผวา ทรัมป์ แบนเข้าประเทศ แจงชัด วีซ่าท่องเที่ยว-นักเรียน ยังฉลุยเข้าสหรัฐ

    เจษฎ์ ดับกระแสผวา ทรัมป์ แบนเข้าประเทศ แจงชัด วีซ่าท่องเที่ยว-นักเรียน ยังฉลุยเข้าสหรัฐ

    วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.14 น.

    ​”เจษฎ์” แคนดิเดตนายกฯ พรรครักชาติ ดับกระแสผวา “ทรัมป์” แบนเข้าประเทศ แจงชัด “วีซ่าท่องเที่ยว-นักเรียน” ยังฉลุยเข้า USA ได้ ฝากรัฐบาลเร่งเจรจา เร่งด่วน 

    วันที่ 15 มกราคม 2569 นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ (เบอร์ 35) เผยถึงกรณีคนไทยตื่นตระหนก จากข่าว “โดนัลด์ ทรัมป์” เตรียมแบน 75 ประเทศเข้าสหรัฐฯ ระบุความจริงไม่น่ากลัวอย่างที่คิด ยันวีซ่าท่องเที่ยว-นักเรียน ยังเดินทางได้ปกติ พร้อมจี้รัฐบาลไทยต้อง “รีบพูด รีบทำ” ใช้ความสัมพันธ์ทางการทูตเจรจากู้เกียรติภูมิประเทศ

    ​นายเจษฎ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวความวิตกกังวลในหมู่คนไทย เรื่องการเดินทางเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา ภายใต้นโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่าจะมีการจำกัดการเข้าประเทศของพลเมืองจาก 75 ประเทศ ซึ่งรวมถึงประเทศไทย

    ​นายเจษฎ์ กล่าวว่า ขณะนี้พี่น้องประชาชนคนไทยมีความแตกตื่นกันค่อนข้างมากเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว แต่อยากขอให้ตั้งสติและทำความเข้าใจข้อเท็จจริงว่า สิ่งที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวนั้น ไม่ได้เป็นจริงทั้งหมดในแง่ของการห้ามเข้าประเทศแบบเหมาเข่ง

    ​ทั้งนี้ หากจำแนกกลุ่มผู้เดินทางเพื่อสร้างความชัดเจนได้ดังนี้:
    • ​กลุ่มที่ได้รับผลกระทบ: คือกลุ่ม Immigrants หรือผู้ที่ขอเข้าไปตั้งถิ่นฐานพำนักอาศัยถาวร และกลุ่มที่จะขอเข้าไปอยู่กับญาติ ซึ่งทางนโยบายของทรัมป์ระบุชัดเจนว่าไม่อนุญาต
    • ​กลุ่มที่อยู่ในสหรัฐฯ อยู่แล้ว: หากอยู่อย่างถูกต้อง ไม่ได้กระทำความผิดใดๆ ทางการสหรัฐฯ ไม่ได้มีการไล่กลับประเทศ
    • ​กลุ่มนักท่องเที่ยว (วีซ่า B1/B2): รศ.ดร.เจษฎ์ ยืนยันหนักแน่นว่า “ไม่เกี่ยวข้องกัน” ผู้ที่ถือวีซ่าท่องเที่ยวสามารถเดินทางได้ตามปกติ
    • ​กลุ่มนักเรียน/นักศึกษา: ผู้ที่มีสถาบันการศึกษา หรือมหาวิทยาลัยรองรับอย่างถูกต้อง ยังคงสามารถเดินทางไปศึกษาต่อได้เช่นเดิม

    “อย่าเพิ่งแตกตื่นเรื่องนี้ วีซ่าท่องเที่ยวยังไปได้ วีซ่าการศึกษายังไปได้ คนที่จะเดือดร้อนคือคนที่ขอเข้าไปพำนักอาศัยหรือไปอยู่กับญาติ ซึ่งตรงนี้รัฐบาลต้องรีบเข้ามาดูแล”

    ​ทั้งนี้ นายเจษฎ์ ได้เรียกร้องไปยังรัฐบาลชุดว่า ในสถานการณ์ที่เปราะบางเช่นนี้ รัฐบาลต้องไม่นิ่งนอนใจ ต้องเร่งทำความเข้าใจกับประชาชนให้ข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจน เพื่อหยุดความตื่นตระหนก รัฐบาลต้องรีบพูด ต้องรีบทำ จะนิ่งนอนใจไม่ได้ สิ่งสำคัญคือต้องใช้ความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อสหรัฐอเมริกา เจรจาพูดคุยกับคุณโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมจึงจัดประเทศไทยไปอยู่ในกลุ่ม 75 ประเทศเหล่านั้น ประเทศอื่นจะดำเนินการอย่างไรก็สุดแล้วแต่เขา แต่สำหรับประเทศไทย เราต้องรักษาผลประโยชน์ของคนไทย ต้องรีบแก้ปัญหาให้คนที่กำลังจะได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/940823&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18I92P4VynTHbEaOMR4b1I

  • กระทรวงต่างประเทศสหรัฐ แจงชัด สั่งระงับเฉพาะ วีซ่าถาวร เท่านั้น ท่องเที่ยว-ทำงานระยะสั้นไม่กระทบ

    กระทรวงต่างประเทศสหรัฐ แจงชัด สั่งระงับเฉพาะ วีซ่าถาวร เท่านั้น ท่องเที่ยว-ทำงานระยะสั้นไม่กระทบ

    กระทรวงต่างประเทศสหรัฐ แจงชัด สั่งระงับเฉพาะ วีซ่าถาวร เท่านั้น ท่องเที่ยว-ทำงานระยะสั้นไม่กระทบ

    วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.47 น.

    15 มกราคม 2569 จากกรณีที่สำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์ รายงานอ้างเอกสารกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า รัฐบาลทรัมป์จะระงับการดำเนินการขอวีซ่าสำหรับ 75 ประเทศเป็นการชั่วคราว เพื่อปราบปรามผู้ขอวีซ่าที่อาจถูกมองว่าเป็นภาระของภาครัฐ ประเทศที่ได้รับผลกระทบได้แก่ โซมาเลีย รัสเซีย อัฟกานิสถาน บราซิล อิหร่าน อิรัก อียิปต์ ไนจีเรีย ไทย เยเมน และประเทศอื่นๆ

    ต่อมาทางทำเนียบขาวได้ออกมายืนยันว่า “เป็นความจริง” โดยระบุว่า รัฐบาลทรัมป์จะระงับการดำเนินการขอวีซ่าผู้พำนักถาวร (Immigrant Visa) จาก 75 ประเทศ จนกว่าสหรัฐฯ จะมั่นใจได้ว่าผู้อพยพที่เข้ามาจะไม่เป็นภาระของสังคมหรือเอาเปรียบผู้เสียภาษีชาวอเมริกัน

    กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า กระทรวงต่างประเทศจะระงับการดำเนินการขอวีซ่าผู้พำนักถาวรจาก 75 ประเทศ เนื่องจากผู้ย้ายถิ่นฐานเหล่านั้นได้รับสวัสดิการจากประชาชนชาวอเมริกันในอัตราที่ยอมรับไม่ได้ การระงับนี้จะมีผลจนกว่าสหรัฐฯ จะมั่นใจได้ว่าผู้ย้ายถิ่นฐานใหม่จะไม่เอาเปรียบความมั่งคั่งของประชาชนชาวอเมริกัน การระงับนี้ส่งผลกระทบต่อหลายสิบประเทศ รวมถึงโซมาเลีย เฮติ อิหร่าน และเอริเทรีย ซึ่งผู้ย้ายถิ่นฐานจากประเทศเหล่านี้มักกลายเป็นภาระของสังคมสหรัฐฯ เมื่อเดินทางมาถึง เรากำลังดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่าความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของประชาชนชาวอเมริกันจะไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดอีกต่อไป รัฐบาลทรัมป์จะยึดหลัก อเมริกามาก่อน เสมอ 

    ส่วนในหน้าเว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ  ได้เปิดเผยรายละเอียดของคำสั่งดังกล่าวแล้ว โดยระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า ผู้ย้ายถิ่นฐานต้องสามารถพึ่งพาตนเองทางการเงินได้ และต้องไม่เป็นภาระทางการเงินแก่ชาวอเมริกัน กระทรวงการต่างประเทศกำลังทบทวนนโยบาย กฎระเบียบ และแนวทางปฏิบัติทั้งหมดอย่างละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ย้ายถิ่นฐานจากประเทศที่มีความเสี่ยงสูงเหล่านี้จะไม่ต้องพึ่งพาสวัสดิการในสหรัฐอเมริกา หรือกลายเป็นภาระของสังคม

    กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุต่ออีกว่า ผู้ขอวีซ่าผู้พำนักถาวรที่เป็นพลเมืองของประเทศที่ได้รับผลกระทบสามารถยื่นใบสมัครขอวีซ่าและเข้ารับการสัมภาษณ์ได้ และกระทรวงฯ จะยังคงกำหนดตารางนัดหมายให้กับผู้สมัครต่อไป แต่จะไม่มีการออกวีซ่าผู้พำนักถาวรให้กับพลเมืองเหล่านี้ในช่วงเวลาที่ระงับนี้

    สำหรับผู้ขอวีซ่าที่ถือ 2 สัญชาติ และมีหนังสือเดินทางที่ถูกต้องของประเทศที่ไม่ได้ระบุไว้ข้างต้น จะได้รับการยกเว้นจากการระงับนี้ สำหรับผลกระทบต่อผู้ที่มีวีซ่าผู้พำนักถาวรอยู่แล้ว กระทรวงฯ ระบุว่า ไม่มีวีซ่าผู้พำนักถาวรใดถูกเพิกถอนอันเป็นส่วนหนึ่งของคำแนะนำนี้ ข้อกำหนดนี้ใช้เฉพาะกับผู้ขอวีซ่าผู้พำนักถาวรเท่านั้น วีซ่าท่องเที่ยวเป็นวีซ่าประเภทที่ไม่ใช่ผู้พำนักถาวร

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/940808&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RNGh-4PYZ_cJJWjDLOa7X

  • กกท.จัดประชุมกรรมการกีฬาอาชีพ มี รมว.ท่องเที่ยวและกีฬาประธาน

    กกท.จัดประชุมกรรมการกีฬาอาชีพ มี รมว.ท่องเที่ยวและกีฬาประธาน

    กกท.จัดประชุมกรรมการกีฬาอาชีพ มี รมว.ท่องเที่ยวและกีฬาประธาน ชั้น 2 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
    การประชุมคณะกรรมการกีฬาอาชีพ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในการประชุมฯ พร้อมด้วย นางสาววนิดา พันธ์สอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ,นายก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ,นางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการฯ ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย ,นางนิตยา เกิดจันทึก ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกีฬาอาชีพ ,ผู้บริหาร กกท. ,คณะกรรมการกีฬาอาชีพ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

    การประชุมครั้งนี้เป็นการติดตามและรับทราบผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองในการพิจารณาให้ความคุ้มครอง การช่วยเหลือ การส่งเสริม และการสนับสนุนกีฬาอาชีพ พร้อมทั้งพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนและรายละเอียดการให้ความช่วยเหลือ การส่งเสริม และการสนับสนุนสมาคมกีฬาอาชีพและสโมสรกีฬาอาชีพ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบกีฬาอาชีพ และยกระดับการบริหารจัดการกีฬาอาชีพของประเทศให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/sport/3865196/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xFyd5E_BiHVERZDzoDerj

  • ธ.ก.ส. เปิดโมเดลชุมชนบ้านนาต้นจั่น ต้นแบบชุมชนอุดมสุขยั่งยืนระดับประเทศ

    ธ.ก.ส. เปิดโมเดลชุมชนบ้านนาต้นจั่น ต้นแบบชุมชนอุดมสุขยั่งยืนระดับประเทศ

    ธ.ก.ส. เปิดโมเดลชุมชนบ้านนาต้นจั่น ต้นแบบชุมชนอุดมสุขยั่งยืนระดับประเทศ

    วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.22 น.

    นางสาวพรหมกร พรหมขัติแก้ว ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พร้อมด้วยนายธารา ศรีหะมาศ ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. ลงพื้นที่เยี่ยมชมชุมชนบ้านนาต้นจั่น ตำบลบ้านตึก อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย หนึ่งในต้นแบบชุมชนอุดมสุขที่ยั่งยืนยอดเยี่ยมระดับประเทศ ที่ดำเนินงานด้านการท่องเที่ยววิถีชุมชนมาแล้วกว่า 20 ปี มีความโดดเด่นทั้งในด้านโฮมสเตย์ระดับมาตรฐานและสภาพแวดล้อมที่ประกอบด้วยทิวทัศน์ที่สวยงามให้ผู้ที่มาเยือนได้สัมผัสกับวิถีชุมชน มีรูปแบบการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวแบบมืออาชีพด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ ศูนย์สาธิตตุ๊กตาบาโหน การทอผ้าใต้ถุนบ้าน นั่งรถอีแต๊กดื่มด่ำบรรยากาศธรรมชาติ เดินเล่นชมทุ่งนาสวยงามกับสะพานใจเชื่อมทุ่ง เดินช็อปปิ้งที่ตลาดฮิมฮ้วยและตลาดสามแคร่ ศูนย์แสดงสินค้าชุมชนและศูนย์ผลิตผ้าหมักโคลน ร่วมรับประทานอาหารขันโตก รสชาติอร่อย ด้วยฝีมือเชฟพื้นบ้าน พร้อมชมการแสดงลิเกก้อม พิธีบายศรีสู่ขวัญ รำวงย้อนยุค สัมผัสอากาศหนาวและชมทะเลหมอกยามเช้า เป็นต้น

    โดยในโอกาสนี้ คณะผู้บริหาร ธ.ก.ส. ยังได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้นำชุมชน พร้อมให้คำแนะนำแนวทางในการเป็นศูนย์กลางการพัฒนาทุกมิติ และการยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน เพื่อยกระดับชุมชนไปสู่การเป็นชุมชนท่องเที่ยวระดับมาตรฐานสากล สำหรับผู้ที่สนใจมาท่องเที่ยวและสัมผัสประสบการณ์วิถีชีวิต วิถีชุมชนอุดมสุขที่ยั่งยืน  

    สำหรับโครงการชุมชนอุดมสุข ธ.ก.ส. เริ่มดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี 2563 ภายใต้สโลแกน “กินอิ่ม นอนอุ่น หุ่นดี ทุนมี หนี้ลด หมดทุกข์” โดยมุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนในชุมชน มองเห็นคุณค่าในสิ่งที่ตนเองมี ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจแบบองค์รวม (BCG Model) ประกอบด้วย ด้านเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว พร้อมพัฒนาชุมชนครอบคลุมทั้ง 4 มิติ ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และประเพณี

     โดย ธ.ก.ส. พร้อมสนับสนุนการนำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานไปสู่การเป็นผลิตภัณฑ์เกษตรมูลค่าสูง พร้อมสนับสนุนช่องทางการตลาด ผ่านการจับคู่เกษตรกรหัวขบวนกับเกษตรกรรายย่อย ผู้ประกอบการด้านการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

    รวมถึงการเปิดช่องทางการจำหน่ายใหม่ ๆ ในรูปแบบแพลตฟอร์มดิจิทัลผ่าน BAAC Matching https://baacmatching.baac.or.th และการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ลูกค้าผ่าน BAAC Outlet ที่สาขาของ ธ.ก.ส. ทั่วประเทศ เพื่อเชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้บริโภคให้สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์เกษตรได้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ในปี 2567 ธ.ก.ส. ได้ยกระดับชุมชนอุดมสุขไปแล้ว จำนวน 181 ชุมชนทั่วประเทศ โดยจัดทำแผนธุรกิจและขับเคลื่อนการทำเกษตรสมัยใหม่ เน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน ทำให้คนในชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงร้อยละ 18.30 คิดเป็นเงินกว่า 131 ร้อยล้านบาท ส่วนในปี 2568 ธ.ก.ส. ตั้งเป้าหมายในการยกระดับชุมชนอุดมสุขทั่วประเทศให้ได้อีกไม่น้อยกว่า 300 ชุมชน

    -031

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/940639&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bmITcM6cN1J8Gho2CW-o2

  • สหรัฐระงับวีซ่าผู้อพยพ 75 ประเทศ รวมไทย ย้ำไม่กระทบวีซ่าท่องเที่ยว

    สหรัฐระงับวีซ่าผู้อพยพ 75 ประเทศ รวมไทย ย้ำไม่กระทบวีซ่าท่องเที่ยว

    รัฐบาลทรัมป์สั่งระงับการพิจารณาวีซ่าผู้อพยพ(วีซ่าพำนักถาวร) จาก 75 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย เริ่ม 21 ม.ค. อ้างป้องกันภาระสวัสดิการ ย้ำไม่กระทบวีซ่าท่องเที่ยว

    กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเปิดเผยเมื่อวันพุธว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะระงับการพิจารณาวีซ่าผู้อพพยพ (วีซ่าผู้พำนักถาวร) สำหรับผู้สมัครจาก 75 ประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการปราบปรามการเข้าเมืองที่เข้มงวดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    โฆษกกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า มาตรการดังกล่าวจะมีผลตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม และครอบคลุมผู้สมัครจากหลายประเทศ อาทิ โซมาเลีย อิหร่าน รัสเซีย อัฟกานิสถาน ไนจีเรีย เยเมน ไทย และบราซิล โดยการระงับครั้งนี้ไม่กระทบต่อวีซ่าประเภทท่องเที่ยวหรือเยือนชั่วคราว

    ทอมมี พิกอตต์ รองโฆษกหลักของกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า กระทรวงจะใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีมายาวนานในการพิจารณาว่าผู้ขอวีซ่าผู้อพยพรายใดอาจกลายเป็นภาระต่อรัฐ หรือใช้ประโยชน์จากสวัสดิการสาธารณะของสหรัฐ

    เขาระบุเพิ่มเติมว่า การระงับการพิจารณาวีซ่าผู้อพยพจาก 75 ประเทศจะดำเนินไปในช่วงที่กระทรวงทบทวนกระบวนการตรวจสอบคนเข้าเมือง เพื่อป้องกันการเข้าประเทศของชาวต่างชาติที่อาจพึ่งพาสวัสดิการและผลประโยชน์สาธารณะ

    รายงานข่าวดังกล่าวถูกเปิดเผยเป็นครั้งแรกโดยสำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์ โดยนับตั้งแต่กลับเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เดินหน้าดำเนินนโยบายปราบปรามการเข้าเมืองอย่างกว้างขวาง ส่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางเข้าปฏิบัติการในเมืองใหญ่หลายแห่ง และก่อให้เกิดการเผชิญหน้ารุนแรงทั้งกับผู้อพยพและพลเมืองสหรัฐบางส่วน

    แม้ทรัมป์จะหาเสียงด้วยคำมั่นว่าจะยุติการเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่รัฐบาลของเขายังเพิ่มอุปสรรคต่อการเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมาย เช่น การกำหนดค่าธรรมเนียมใหม่ที่สูงขึ้นสำหรับผู้ขอวีซ่า H-1B ซึ่งเป็นวีซ่าสำหรับแรงงานทักษะสูง

    เดวิด เบียร์ ผู้อำนวยการฝ่ายศึกษานโยบายคนเข้าเมืองของสถาบันคาโต แถลงว่า รัฐบาลชุดนี้มีนโยบายต่อต้านการเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมายมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ พร้อมระบุว่ามาตรการดังกล่าวอาจส่งผลให้ผู้อพยพถูกปฏิเสธการเข้าประเทศเกือบครึ่งหนึ่ง หรือราว 315,000 คนภายในหนึ่งปีข้างหน้า

    ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเปิดเผยว่า นับตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง มีการเพิกถอนวีซ่าแล้วมากกว่า 100,000 ฉบับ และรัฐบาลยังได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบผู้ขอวีซ่า รวมถึงการตรวจสอบโซเชียลมีเดียอย่างละเอียดมากขึ้น

    ก่อนหน้านี้ ในเดือนพฤศจิกายน ประธานาธิบดีทรัมป์เคยประกาศว่าจะ “ระงับการย้ายถิ่นฐานอย่างถาวร” จากประเทศโลกที่สามทั้งหมด ภายหลังเกิดเหตุกราดยิงใกล้ทำเนียบขาวโดยชาวอัฟกัน ซึ่งส่งผลให้สมาชิกกองกำลังพิทักษ์ชาติสหรัฐเสียชีวิตหนึ่งนาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/international-news/736476&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OOk0BlaNHUdF7zcZF24Gt

  • กรมการท่องเที่ยวตั้งเป้าปี 2569 ดันรายได้จากกองถ่ายต่างประเทศเติบโตเพิ่มขึ้น 10%

    กรมการท่องเที่ยวตั้งเป้าปี 2569 ดันรายได้จากกองถ่ายต่างประเทศเติบโตเพิ่มขึ้น 10%

    วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.20 น.

    Tag :

    กรมการท่องเที่ยวตั้งเป้าปี 2569 ดันรายได้จากกองถ่ายต่างประเทศเติบโตเพิ่มขึ้น 10% ต่อยอดปีทองอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของไทย

    กรมการท่องเที่ยว โดยกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ เดินหน้าผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของกองถ่ายภาพยนตร์ระดับโลก ตั้งเป้าในปี พ.ศ. 2569 ผลักดันรายได้จากกองถ่ายต่างประเทศให้เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ต่อยอดจากความสำเร็จในปี พ.ศ. 2568 ซึ่งถือเป็นปีที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ต่างประเทศถ่ายทำในประเทศไทยสร้างรายได้สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า ปี พ.ศ. 2568 ประเทศไทยมีกองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำกว่า 546 เรื่อง สร้างรายได้หมุนเวียนในประเทศกว่า 7,717 ล้านบาท สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยทั้งด้านสถานที่ถ่ายทำ ความพร้อมของบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และระบบสนับสนุนการถ่ายทำที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล “จากความสำเร็จดังกล่าว กรมการท่องเที่ยวจึงตั้งเป้าในปี พ.ศ. 2569 ให้รายได้จากกองถ่ายต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการทำงานเชิงรุก สร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยกระดับประเทศไทยให้เป็น Film-Friendly Destination ที่สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก”

    ด้าน นางสาวอุบลวรรณ สุจริตกุล ผู้อำนวยการกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ กล่าวเพิ่มเติมว่า กองกิจการภาพยนตร์ฯ ได้เตรียมความพร้อมเพื่อกำหนดให้ปี พ.ศ. 2570 เป็น “ปีส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย หรือ Thailand FILMAZING Year” โดยเดินหน้าหารือและบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา ทั้งในกรุงเทพมหานครและจังหวัดที่มีศักยภาพในการรองรับกองถ่ายต่างประเทศ เพื่อพัฒนากลไกการอำนวยความสะดวก หาโปรโมชั่นและ Incentive ระดับท้องถิ่น กระตุ้นการถ่ายทำในเมืองรอง และส่งเสริมการจ้างงานทีมงานคนไทยในหลากหลายตำแหน่งของกองถ่ายภาพยนตร์ นอกจากนี้ ยังเตรียมขับเคลื่อนแผน Green Production สำหรับกองถ่ายต่างประเทศในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการถ่ายทำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ และคำนึงถึงสังคมและชุมชนในพื้นที่ถ่ายทำ
    อันสอดคล้องกับแนวโน้มอุตสาหกรรมภาพยนตร์โลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

    สำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย นอกจากจะสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจโดยตรงแล้ว ยังช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น สร้างการจ้างงาน เพิ่มโอกาสพัฒนาทักษะบุคลากรไทย และเป็นเครื่องมือสำคัญในการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์และแหล่งท่องเที่ยวของประเทศไทยสู่สายตาผู้ชมทั่วโลก ซึ่งกรมการท่องเที่ยวเชื่อมั่นว่า ด้วยการดำเนินงานอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง จะช่วยผลักดันประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับนานาชาติ และบรรลุเป้าหมายรายได้จากกองถ่ายต่างประเทศในปี 2569 ได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/940660&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16ESiXy1ABVpJqwGnEeWte

  • เริ่มแล้ว! งานแตงโมและของดีคุระบุรี ปี 69 ชวนชิม-ช้อป กระตุ้นท่องเที่ยวพังงา

    เริ่มแล้ว! งานแตงโมและของดีคุระบุรี ปี 69 ชวนชิม-ช้อป กระตุ้นท่องเที่ยวพังงา

           
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สนามหน้าที่ว่าการอำเภอคุระบุรี ระหว่างวันที่ 13-22 ม.ค.นี้ ทาง อำเภอคุระบุรี ได้จัด “งานแตงโม และของดีอำเภอคุระบุรี” โดยมี นายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา เป็นประธานเปิด งานแตงโมและของดีอำเภอคุระบุรี โดยมีนายพงษ์ศักดิ์ หมั่นไชย นายอำเภอคุระบุรี กล่าวถึงการจัดงาน ซึ่งมีหัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงาน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชาวอำเภอคุระบุรี และนักทองเที่ยวเข้าร่วมงานจำนวนมาก
         

        
    ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา กล่าวว่า งานแตงโมและของดีอำเภอคุระบุรี ประจำปี 69 ว่า เป็นที่น่าภาคภูมิใจสำหรับชาวอำเภอคุระบุรี ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศสูง มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามทั้งบนบกและในทะเลที่มีชื่อเสียงระดับโลกคือเกาะสิมิลัน เกาะตาชัย เกาะสุรินทร์ ขอให้ช่วยกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงามให้มีความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืนตลอดไป ส่วนผลผลิตด้านการเกษตรนั้น ต้องผลิตให้มีคุณภาพ ปลอดภัย ตรงกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภค

    นายอำเภอคุระบุรี กล่าวว่า เกษตรกรจะปลูกแตงโมพันธุ์ตอร์ปิโด ซึ่งมีเนื้อสีแดง รสชาติหวาน หอม อร่อย อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 65 วัน ส่วนใหญ่จะปลูกเป็นพืชแซมในสวนปาล์มน้ำมันหรือยางพารา ที่มีอายุ 1-2 ปี เป็นการสร้างรายได้เสริมระหว่างรอผลผลิตจากพืชหลัก สำหรับการจัดงานแตงโมและของดีอำเภอคุระบุรีในปี 2569 นี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-22 ม.ค. 2569 พร้อมมีการจำหน่ายสินค้าของดีและสินค้าโอท็อปมากมาย

    ภูมิภาค-75

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/123050&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Lf5lHoujCf5zEb2fXV_aR

  • ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ติดตามความพร้อมโค้งสุดท้าย “อาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13” ย้ำไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพมาตรฐานสากล

    ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ติดตามความพร้อมโค้งสุดท้าย “อาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13” ย้ำไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพมาตรฐานสากล

    ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ติดตามความพร้อมโค้งสุดท้าย “อาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13” ย้ำไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพมาตรฐานสากล

    วันที่ 13 มกราคม 2569 นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมคณะ ลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อติดตามความพร้อมการแข่งขัน กีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-26 มกราคม 2569 ณ จังหวัดนครราชสีมา

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หารือกับ นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เน้นย้ำเจตนารมณ์รัฐบาลยกระดับกีฬาคนพิการสู่มาตรฐานสากล พร้อมแสดงความมั่นใจในศักยภาพ “เมืองกีฬา” (Sports City) ของโคราช ที่มีประสบการณ์และระบบจัดการเข้มแข็ง สะท้อนความเป็นผู้นำกีฬาอาเซียนของไทย

    นายอนุพงศ์ ระบุว่าจังหวัดมีความพร้อมครบทุกด้าน ทั้งสนามแข่งมาตรฐานนานาชาติ (เช่น สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ) การอำนวยความสะดวกจากภาคเอกชน (ห้าง The Mall, Terminal 21, Central Korat) และสถาบันการศึกษา เพื่อต้อนรับนักกีฬาและคณะอย่างสมบูรณ์แบบ

    หลังหารือ คณะปลัดกระทรวงฯ ลงตรวจสอบพื้นที่จริง ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติฯ โดยเยี่ยมชมสนามยิงปืน พบปะให้กำลังใจนักกีฬาที่ฝึกซ้อม พร้อมประเมินความพร้อมสระว่ายน้ำ สนามเทนนิส และพื้นที่พิธีเปิด-ปิด เพื่อยืนยันมาตรฐานความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกระดับสากล

    ร่วมส่งใจเชียร์ทัพนักกีฬาพาราไทยในการแข่งขัน อาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 20 – 26 มกราคม 2569 ณ จังหวัดนครราชสีมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/64900&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TMJTqbrBC-IckWHjWmJlT