Category: ท่องเที่ยว

  • ประธานพัฒนาการท่องเที่ยวภูเก็ตฝากการบ้าน 3 ว่าที่ สส.ภูเก็ต

    ประธานพัฒนาการท่องเที่ยวภูเก็ตฝากการบ้าน 3 ว่าที่ สส.ภูเก็ต

    ประธานมูลนิธิพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืน คาดหวังอนาคตภูเก็ตกับว่าที่ สส.จังหวัดภูเก็ตทั้ง 3 เขต

    11 ก.พ.2569 – นายภูมิกิตติ์ รักแต่งาม ประธานมูลนิธิพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืน โพสต์เฟซบุ๊กถึงผลการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดภูเก็ตแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ระบุว่า คนภูเก็ตได้ส้มเขียว (หวังว่าจะ-หวาน) หากสถานการณ์เป็นไปตามตัวเลขที่รับทราบทั่วกัน ส้มน่าจะเป็นฝ่ายค้านแน่นอนแล้ว เขียว น่าจะเข้าร่วมรัฐบาลแน่นอนแล้ว และ…น้ำเงิน เป็นแกนนำจัดตั้งแน่นอนแล้วเช่นกัน

    ผมฝากอนาคตภูเก็ตไว้กับทั้งสามท่านด้วย โดยเฉพาะการติดตามโครงการที่ค้างท่ออยู่ 1. อุโมงค์ป่าตอง 2. ทางด่วนสนามบิน – กะทู้ 3.ท่อส่งน้ำจากพังงา

    และขอว่าที่ สส.ทั้งสามท่าน และอนาคตหลายท่านที่จะไปช่วยงานรัฐบาล ไปผลักดันอีก 4 เรื่อง

    1.การจัดสรรงบประมาณโดยใช้ทะเบียนราษฎร์และจำนวนผู้ทำงานระบบประกันสังคม 2.ออกกฎหมายให้บริษัทที่มี HQ ใน กทม จ่าย VAT ที่ภูเก็ต 3.ให้ นทท.ต่างชาติมีประกันสุขภาพและอุบัติเหตุ ก่อนเดินทางเข้าประเทศไทย 4. แก้กฎหมาย PPP ให้ภูเก็ตมี Sub Board ในการพิจารณาเรื่องของภูเก็ตเอง

    เอาเท่านี้ ชีวิตพี่น้องคนภูเก็ตก็จะดีขึ้นพอได้ล่ะครับ ฝากไว้…แล้วพวกเราจะตามไปดูนะครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/945806/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DqfElwdJqDunNqDYAhu0W

  • กิจกรรม “มวยไทย”  รื้อสัมพันธ์ “ไทย-ซาอุดีอาระเบีย”

    กิจกรรม “มวยไทย” รื้อสัมพันธ์ “ไทย-ซาอุดีอาระเบีย”

    ก.ท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับ IFMA จัดกิจกรรม Sport Tourism มวยไทย ครั้งแรกที่กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย เชื่อนอกจากเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยว ผ่านกีฬาแล้ว ยังเป็นการย้อนความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-ซาอุฯ ได้อีกด้วย

    เมื่อ 10 ก.พ.2569 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด ร่วมกับสหพันธ์สมาคมมวยไทยนานาชาติ (IFMA) ร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมกีฬาเพื่อการท่องเที่ยว ในโครงการ Sports Tourism Muaythai Master class ประจำปี 2569 ที่โรงยิมเนเซียม สนามกีฬาปรินซ์ ไฟซัล บิน ฟาห์ด สปอร์ต ซิตี้ กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย

    ทางด้านครูมวยไทย นำโดย ร.อ.สมบัติ บัญชาเมฆ หรือ “บัวขาว บัญชาเมฆ” ยอดนักมวยไทยขวัญใจชาวไทย และแฟนมวยต่างชาติ รวมถึง ธนกฤษ สิทธิกุล หรือ “ฤทธิ์เทวดา เพชรยินดีอะคาเดมี” และจันทกานต์ มโนบาล หรือ “พญาหงส์ อโยธยาไฟท์ยิม”

    บรรยากาศพิธีเปิดงาน Sports Tourism Muaythai Master class ในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก อับดุลลาซิซ อัลบานัน ซีอีโอสหพันธ์มวยไทยแห่งซาอุดีอาระเบีย กล่าวเปิดงาน โดยมีนักมวยไทย ผู้ฝึกสอนจากค่ายมวยไทยในซาอุดีอาระเบีย และผู้ที่สนใจมวยไทยลงทะเบียนเข้าร่วมฝึกอบรมทักษะกีฬามวยไทยกว่า 300 คน

    พล.ต.มจ.นวพรรษ์ ยุคล ประธานที่ปรึกษา IFMA กล่าวว่า วันนี้เป็นมากกว่าการฝึกซ้อม เพราะคือ การเฉลิมฉลองมิตรภาพอันแข็งแกร่ง และเติบโตอย่างต่อเนื่องระหว่างไทย กับซาอุดีอาระเบีย กีฬามวยไทยเสริมสร้างความผูกพันระหว่าง 2 ประเทศผ่านเรื่องราวเกียรติยศ ประเพณี ความเคารพ ความเป็นเลิศ และการเล่นอย่างยุติธรรมเป็นแรงบันดาลใจให้เราเติบโตไปด้วยกัน ขอบคุณประเทศซาอุดีอาระเบียอย่างจริงใจสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ถือว่าเป็นปีที่ 3 ที่ประเทศไทยนำศิลปะแม่ไม้มวยไทยมาเผยแพร่ต่างประเทศ นอกจากการนำมวยไทยมาเผยแพร่แล้ว ความสำคัญหนึ่งคือ การมาเจริญความสัมพันธ์ระหว่างประเทศระหว่างไทย กับซาอุดีอาระเบียให้มั่นคง และยั่งยืน ซึ่งในอนาคต จะนำไปต่อยอดเรื่องความร่วมมือกันในมิติด้านต่าง ๆ อาทิ กีฬา, การท่องเที่ยว, การเกษตร และมิติเรื่องของเศรษฐกิจ

    “มวยไทยเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิตที่ได้รับการถ่ายทอดจากครูสู่ศิษย์ จากรุ่นสู่รุ่น สำหรับชาวต่างชาติที่สนใจศึกษากีฬามวยไทยให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นที่ประเทศไทย เราได้แนะนำ Muaythai Platform ซึ่งช่วยให้ผู้สนใจมวยไทยชาวต่างชาติสามารถลงทะเบียนเรียนกับค่ายมวยไทยที่ได้รับการรับรองในประเทศไทยได้ กกท.กำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการออกวีซาที่เหมาะสม เช่น วีซาเพื่อการศึกษา 90 วัน และการพำนักระยะยาว 180 วัน” นายอรรถกร กล่าว

    สำหรับกิจกรรมส่งเสริมกีฬาเพื่อการท่องเที่ยว (Sports Tourism) ประจำปี 2569 จัดขึ้นตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมกีฬาของประเทศเพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ กำหนดให้อุตสาหกรรมกีฬาเป็นหนึ่งในสาขาเป้าหมายหลักที่จะต้องได้รับการยกระดับสู่สากล กกท.จึงเล็งเห็นถึงความสำคัญและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว โดยมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนกีฬา “มวยไทย” เป็นการบูรณาการมิติด้านกีฬาเข้ากับการท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สนใจมวยไทยให้เดินทางกลับสู่ประเทศไทย อันเป็นการสร้างโอกาสและนำเสนอบทบาทสำคัญในการประชาสัมพันธ์มวยไทยให้ได้รับการยอมรับเป็นวงกว้าง ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างชื่อเสียง สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศอย่างต่อเนื่อง

    อ่านข่าว

    วาเลนไทน์ 2569 รักที่ไม่เหมือนเดิมเมื่อคนรุ่นใหม่เลือก “โสด” มากกว่า “มีคู่”

    “กลุ่มคนรักช้าง” ร้องสอบปม “สีดอหูพับ” ตายขณะเคลื่อนย้าย จี้อธิบดีฯ ลาออก

    “ตรุษจีน” เงินสะพัด 5.4 หมื่นล้าน ผู้บริโภคปรับพฤติกรรมรับมือราคาสินค้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/502093&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CMLU7YPyyhg3FxjIFOPiF

  • ถ้าไม่อยากแพ้เวียดนาม ไทยต้องบุกนักท่องเที่ยว ‘Gen Z’ กลุ่มนี้ชอบหาที่เที่ยวใหม่ ไม่ซ้ำใคร เหมาะกับเมืองรอง

    ถ้าไม่อยากแพ้เวียดนาม ไทยต้องบุกนักท่องเที่ยว ‘Gen Z’ กลุ่มนี้ชอบหาที่เที่ยวใหม่ ไม่ซ้ำใคร เหมาะกับเมืองรอง

    อย่าสงสารคนตายเลยแฮร์รี สงสารประเทศไทยที่กำลังจะสู้กับเวียดนามเรื่องการท่องเที่ยวไม่ได้ดีกว่า

    tourism

    แม้ ‘ประเทศไทย’ จะเพิ่งเลือกตั้งครั้งใหญ่ไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2026 แต่ ‘Patrick Torres’ รองประธานฝ่ายจัดหาโรงแรม ภูมิภาค MEAPAC ประจำ HBX Group มองว่า การเลือกตั้งไม่ใช่ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยว เพราะสิ่งที่น่าเป็นห่วงกว่า คือการแข่งขันกับ ‘เวียดนาม’ 

    Torres เผยว่า จำนวนนักท่องเที่ยวในไทยลดน้อยลงมาเป็นเวลาอย่างน้อย 12 เดือนแล้ว เนื่องจาก ‘นักท่องเที่ยวจีน’ ไม่ค่อยเดินทางมา นับตั้งแต่มีข่าวเรื่องการลักพาตัวเกิดขึ้น

    ขณะเดียวกัน Torres กล่าวว่า เวียดนามกลับเป็น ‘ทางเลือก’ ที่ดีและน่าจะเป็น ‘คู่แข่ง’ ที่น่ากลัวที่สุดของไทยในเวลานี้ เพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวคล้ายๆ กัน ทั้งในแง่ชายหาดหรือธรรมชาติอันสวยงาม ไปจนถึงรากวัฒนธรรมที่ร่ำรวย ซึ่งนักท่องเที่ยวปัจจุบันก็กำลังมองหาอะไรใหม่ๆ ด้วย

    ประเทศไทยต้องไม่ผูกขาดกับแพลตฟอร์มจองโรงแรมเพียงไม่กี่เจ้า

    HBX Group
    ‘Patrick Torres’ รองประธานฝ่ายจัดหาโรงแรม ภูมิภาค MEAPAC ประจำ HBX Group

    เอาจริงๆ นี่อาจไม่ใช่เรื่องใหม่เท่าไร เพราะตั้งแต่ปี 2025 เราก็เห็นกันมาตลอดว่า การท่องเที่ยวในเวียดนามนั้นเติบโตไวขนาดไหน

    แต่สิ่งที่น่าสนใจจากมุมมองของ Torres คือ หากประเทศไทยอยากสู้กับเวียดนามจริงๆ พวกเราต้องเลิกพึ่งพาดีมานด์จาก ‘Online Travel Agency’ (OTA) ที่มีเพียงไม่กี่เจ้าก่อน

    Torres อธิบายว่า ปัจจุบัน การท่องเที่ยวไทยถูกครอบงำโดย OTA ประมาณ 2-3 ราย และแพลตฟอร์มเหล่านี้ก็เป็นตัวแปรในการควบคุมดีมานด์ไปจนถึงราคาห้องพัก ทำให้โรงแรมไทยรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ยากขึ้น

    Torres ชี้ว่า ความต้องการท่องเที่ยวในไทยนั้นยังมีอยู่ แต่ว่าโรงแรมต่างๆ มักแพนิคมากเกินไป ทำให้เทราคาห้องพักบ่อยครั้ง จนผู้ที่จองล่วงหน้าหลายเดือนเริ่มไม่มั่นใจ แล้วมองหาทางเลือกอื่นแทน

    ทางที่ดี Torres แนะนำว่า ประเทศไทยควรแบ่งตลาดให้ชัดเจนไปเลยว่าต้องการนักท่องเที่ยวกลุ่มไหน และหา ‘พาร์ทเนอร์’ เพื่อตอบโจทย์การดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มนั้นๆ โดยไม่มัวแต่ดัมพ์ราคา แล้วหว่านไปเรื่อย ด้วยการพึ่งดีมานด์จาก OTA อย่างเดียว

    แต่ไม่ได้แปลว่าประเทศไทยต้องเลิกใช้บริการ OTA นะ เพราะ Torres มองว่า มันคือเครื่องมือที่ดีในการสร้าง ‘กำไร’ และเวียดนามเองก็ดึงประโยชน์จากตรงนี้มาใช้เหมือนกัน แต่ต้องหาพาร์ทเนอร์รายอื่นๆ ที่สามารถดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศแบบระยะยาวด้วย 

    “เพราะถ้าคุณสร้างฐานลูกค้าไว้ล่วงหน้าประมาณ 6-12 เดือนแล้ว ยอด Traffic ในช่วงนาทีสุดท้าย จะมาช่วยเรื่องการขับเคลื่อนกำไรและราคา ซึ่งเป็นสิ่งที่ธุรกิจโรงแรมต้องการ” Torres กล่าว

    Gen Z ก็เป็นตลาดที่น่าสนใจ เน้นตามหาประสบการณ์ที่แปลกใหม่

    ขณะเดียวกัน ‘Mark Antipof’ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเติบโตของ HBX Group มองว่า ‘Gen Z’ ก็เป็นตลาดที่น่าสนใจ และไทยควรให้ความสำคัญกับพฤติกรรมการท่องเที่ยวของคนกลุ่มนี้ที่ขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์แปลกใหม่ 

    เมื่อช่วงต้นปี 2026 ‘HBX Group’ ในฐานะบริษัทเทคโนโลยีส่งเสริมธุรกิจด้านการท่องเที่ยวระดับโลก ก็เพิ่งรายงานไปว่า Gen Z มีความต้องการในการท่องเที่ยวไม่เหมือนคนรุ่นอื่นๆ เพราะพวกเขาเน้นประสบการณ์ที่ ‘เฉพาะตัว’ มากกว่า

    Antipof อธิบายว่า Gen Z ต้องการตามหาแหล่งท่องเที่ยวที่เปรียบเสมือน ‘เพชร’ เม็ดงามที่ซ่อนไว้ มากกว่าจะไปเที่ยวตามสถานที่ที่ใครๆ ก็ไปกัน

    อินไซต์นี้ถือว่าดีสำหรับ ‘เมืองรอง’ บ้านเราเลย โดย ‘Javier Cabrerizo’ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และการเปลี่ยนแปลงของ HBX Group เผยว่า ประเทศไทยมีจังหวัดอีกมากมายที่น่าสนใจ แต่คำถามคือ จะทำอย่างไรให้ Gen Z เดินทางมายังสถานที่เหล่านั้นจริงๆ?

    จากประสบการณ์ที่ผ่านมา Cabrerizo เล่าว่า บริษัทมักเสียลูกค้ารุ่นใหม่ในช่วงเวลาก่อนการจอง เพราะ Gen Z เป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนด้วยโซเชียลมีเดียและประสบการณ์ไร้รอยต่อ 

    ดังนั้น เมื่อพวกเขาเกิดแรงบันดาลใจที่จะไปเที่ยวตามสถานที่ลึกลับแล้ว การจองที่พักหรือกิจกรรมต่างๆ ต้องดำเนินการได้อย่างลื่นไหลด้วย

    “นี่คือเจนเนอเรชันที่ต่างจากคนรุ่นอื่นๆ พวกเขาเป็นรุ่นที่เชื่อมโยงกับความรู้สึกภายในตนเองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องของแรงบันดาลใจ ดังนั้น เมื่อไรที่เกิดแรงบันดาลใจแล้ว พวกเขาก็จะผันตัวมาเป็นนักท่องเที่ยวในทันที” Cabrerizo กล่าว

    ต้องทำความเข้าใจนักท่องเที่ยว เพื่อสรรหาประสบการณ์มาตอบโจทย์อย่างถูกต้อง

    HBX Group
    ‘Javier Cabrerizo’ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และการเปลี่ยนแปลงของ HBX Group

    นอกจากนี้ Torres บอกว่า ไทยเป็นประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลาย และสามารถตอบโจทย์นักเดินทางที่มีความต้องการแตกต่างกันออกไป ตั้งแต่ในแง่ประสบการณ์ลักชูรี ไปจนถึงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    ดังนั้น Torres เชื่อว่า หากสามารถเข้าใจนักท่องเที่ยวว่าพวกเขาต้องการอะไร หรือมาที่นี่ทำไม พวกเราก็จะสามารถรังสรรค์ประสบการณ์ให้ลูกค้าแต่ละกลุ่มได้โดยเฉพาะ แถมเป็นการเปิดโอกาสในการดึงนักเดินทางมายังสถานที่ต่างๆ มากขึ้นด้วย

    ด้าน Cabrerizo ยกตัวอย่างว่า มีนักท่องเที่ยวต่างชาติอยากเดินทางมาไทย โดยมีความต้องการชัดเจน เช่น อยากพักโรงแรม 5 ดาว หรืออยากสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวแบไทยๆ แต่แทนที่เราจะไปแนะนำหัวเมืองใหญ่เดิมๆ ที่นักท่องเที่ยวชอบมา เราอาจเปลี่ยนเป็นนำเสนอเมืองรองอื่นๆ ที่ตอบโจทย์เงื่อนไขดังกล่าวเหมือนกันแทนก็ได้

    จากข้อมูลโดย HBX Group ทั้งหมดนี้ เราคงเห็นแล้วว่า ปัญหาการท่องเที่ยวไทยอาจไม่ได้เป็นเพราะนักท่องเที่ยวไม่อยากบ้านเรา หรือเวียดนามแย่งนักเดินทางไปทั้งหมด

    แต่เป็นเพราะประเทศไทยขาดความเข้าใจว่า แท้จริงแล้ว ชาวต่างชาติต้องการประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบใด และยังติดหล่มพึ่งพาดีมานด์ระยะสั้นจากแพลตฟอร์มไม่กี่ราย จนไม่สามารถรักษานักท่องเที่ยวไว้ได้อย่างยั่งยืนต่างหาก

    ที่มา: HBX Group

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/thailand-needs-to-target-gen-z-tourists-to-compete-with-vietnam/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2da1PjbvbIMeDUQlhMdu-f

  • ผ่าแผนกู้ชีพ! ไทยไร้เครื่องยนต์-หนี้จ่อเพดาน รัฐบาลใหม่จะพา “รอด” หรือ “ร่วง”?

    ผ่าแผนกู้ชีพ! ไทยไร้เครื่องยนต์-หนี้จ่อเพดาน รัฐบาลใหม่จะพา “รอด” หรือ “ร่วง”?

    ผ่าแผนกู้ชีพ! ไทยไร้เครื่องยนต์-หนี้จ่อเพดาน รัฐบาลใหม่จะพา “รอด” หรือ “ร่วง”?

    จาก “เสือ” สู่ “คนป่วยแห่งเอเชีย”

    “เมธัส รัตนซ้อน” หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เล่าถึงเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน คงต้องยอมรับความจริงที่น่าตกใจว่า จากที่ไทยเคยเป็น “เสือ” ที่เติบโตได้กว่า 7% ในอดีต

    ปัจจุบันเรากลับถูกสื่อต่างชาติอย่าง Financial Times และ Bloomberg ขนานนามว่าเป็น “Sickman of Asia” หรือคนป่วยแห่งเอเชีย, ศักยภาพการเติบโตของเราลดฮวบลงเหลือเพียง 2.3% ซึ่งเป็นระดับที่รั้งท้ายในภูมิภาค

    ทำไมเราถึงป่วย? คำตอบอยู่ที่ “เครื่องยนต์หลัก” ล้าสมัย

    • การส่งออก ไทยยังคงผลิตสินค้าที่โลก “ไม่ต้องการ” มากนัก เช่น รถยนต์สันดาป และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) ในขณะที่โลกกำลังมุ่งหน้าไปสู่เทคโนโลยีใหม่
    • การท่องเที่ยว แม้จะเป็นความหวังเดียว แต่เรากำลังถูกคู่แข่ง อย่าง เวียดนามไล่กวดมาติดๆ ด้วยอัตราการเติบโตกว่า 20% ต่อปี หากเราไม่ยกเครื่องใหม่ วันหนึ่งเราอาจถูกแซงหน้าได้จริงๆ
    • วิกฤตประชากร ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย เด็กเกิดน้อยลง แรงงานที่จะมาขับเคลื่อน GDP ก็น้อยลงตามไปด้วย

    เมธัส รัตนซ้อน

    จุดเปลี่ยน ?

    ท่ามกลางเมฆหมอก ผลการเลือกตั้งที่ออกมาอย่างไม่เป็นทางการกลับสร้างความประหลาดใจให้กับตลาดทุน ประวัติศาสตร์การเมืองไทยบอกว่า รัฐบาลส่วนใหญ่มักมีอายุเฉลี่ยเพียง 9 เดือน แต่ครั้งนี้อาจได้เห็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูงที่สุดในรอบหลายสิบปี โดยมีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำหลักพร้อมเสียงสนับสนุนที่ท่วมท้น ซึ่งอาจทำให้เราเห็นการบริหารงานที่ต่อเนื่องเป็นครั้งแรกในรอบนานปี

    รัฐบาลใหม่นี้มีความจำเป็นต้องใช้ “ยาแรง” อย่างนโยบายประชานิยม เช่น การแจกเงินหรือโครงการคนละครึ่งเฟสใหม่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ให้ “เครื่องดับ” ซึ่งคาดว่าจะช่วยดันให้ GDP ปีนี้ขยับจาก 1.6% ขึ้นไปแตะ 1.8% ได้

    อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงคือ “ข้อจำกัดทางการคลัง” รัฐบาลมีงบกลางติดกระเป๋าอยู่เพียงประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท ในขณะที่หนี้สาธารณะพุ่งสูงถึง 65% ของ GDP ใกล้เพดาน 70% หากไม่มีการปฏิรูปการคลังอย่างจริงจัง ภายใน 1-2 ปี เราอาจชนเพดานหนี้และกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศ

    ทางออกที่อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคตคือ การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งอาจต้องพิจารณาขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปทีละ 1% เพื่อไม่ให้กระทบประชาชนรุนแรงเกินไป

    ผ่าแผนกู้ชีพ! ไทยไร้เครื่องยนต์-หนี้จ่อเพดาน รัฐบาลใหม่จะพา

    การเดิมพัน

    ประเทศไทยยังคงมีเสน่ห์ในสายตานักลงทุนต่างชาติ สะท้อนจากยอดขอ BOI ที่สูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท

    แต่โจทย์สำคัญคือ เราจะเปลี่ยนเงินลงทุนเหล่านี้ให้เกิด “มูลค่าเพิ่ม” แก่คนไทยได้อย่างไร ? ไม่ใช่แค่เป็นโรงงานประกอบที่ขนคนและอุปกรณ์มาจากต่างประเทศทั้งหมด

    สำหรับ “ค่าเงินบาท” ในช่วงสั้นคาดในไตรมาส 2/2569 อาจเห็นการอ่อนค่าไปแตะ 32.5 บาทต่อดอลลาร์ จากปัจจัยฤดูกาลและการโอนเงินปันผลออก รวมถึงปัจจัยภายนอกอย่างเรื่องของ “โดนัลด์ ทรัมป์”

    แต่ในระยะยาว ปัจจัยพื้นฐานจะยังคงหนุนให้บาทแข็งค่าและมีโอกาสกลับไปต่ำกว่า 31 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้งในช่วงปลายปี

    ความเสี่ยงที่ต้องระวัง

    ในเส้นทางเดินข้างหน้ายังมีขวากหนามที่ต้องจับตามอง

    1. ความล่าช้าทางการเมือง หากการจัดตั้งรัฐบาลดีเลย์ออกไปเกินกว่า 3-4 เดือน จะส่งผลให้งบประมาณปี 2570 ออกช้าไปถึงปลายปี กระทบต่อการใช้จ่ายภาครัฐในไตรมาสสุดท้ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
    2. นโยบายการเงิน กนง. มีโอกาสลดดอกเบี้ยลงอีก 1 ครั้ง เหลือ 1% ในช่วงครึ่งปีแรกเพื่อประคองเศรษฐกิจ
    3. ปัจจัยโลก ทั้งนโยบายภาษีของสหรัฐฯ และการตัดสินใจของ Fed ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ

    เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วง “รอการฟื้นไข้” แม้จะมีแรงส่งจากการเมืองที่มีเสถียรภาพ แต่การจะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมได้นั้น ต้องอาศัยทั้งการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวและการบริหารงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดให้คุ้มค่าที่สุด.

    ผ่าแผนกู้ชีพ! ไทยไร้เครื่องยนต์-หนี้จ่อเพดาน รัฐบาลใหม่จะพา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/737834&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EsZzIpP4kTLPnT6Ii772Y

  • ตม.ชลบุรี ตำรวจท่องเที่ยว ช่วยเหยื่อชาวจีน ถูกเพื่อนร่วมชาติจับตัวเรียกค่าไถ่ในโรงแรมย่านพัทยาใต้ | TOPNEWS

    ตม.ชลบุรี ตำรวจท่องเที่ยว ช่วยเหยื่อชาวจีน ถูกเพื่อนร่วมชาติจับตัวเรียกค่าไถ่ในโรงแรมย่านพัทยาใต้ | TOPNEWS

    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569
    พ.ต.อ.นภัสพงษ์ โฆษิตสุริยมณี ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี
    ร.ต.อ.ปราโมทย์ เฟื่องฟุ้ง รองสารวัตรตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี
    พร้อมด้วย
    พ.ต.ท.ปราบดา สุขสุนทรีย์ สวญ.ส.ทท.4 กก.2 บก.ทท.1
    พ.ต.ท.อภิชาติ จารุรักษ์ สว.ส.ทท.4 กก.2 บก.ทท.1
    นำกำลังเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองชลบุรี และตำรวจท่องเที่ยวพัทยา
    ร่วมกันเข้าช่วยเหลือและจับกุมผู้ต้องหา ณ โรงแรม Thalia ห้อง 719 หมู่ 10 ถนนพัทยาใต้ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

    สามารถช่วยเหลือ

    • นายหลิว จีเทา (Mr. Jitao Liu) อายุ 32 ปี สัญชาติจีน ผู้เสียหาย

    และจับกุม

    • นายเหลียง เว่ย (Mr. Liang Wei) อายุ 33 ปี สัญชาติจีน ผู้ต้องหา

    พฤติการณ์คดี

    ก่อนเกิดเหตุ ตม.จว.ชลบุรี ได้รับการประสานจาก กก.1 บก.สส.สตม. หลังจาก
    น.ส.ลี่ เจี้ยนลี้ (Mrs. Li Jianli) อายุ 29 ปี สัญชาติจีน ภรรยาผู้เสียหาย เข้าแจ้งความร้องทุกข์ว่า
    สามี นายหลิว จีเทา เดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 และมีเพื่อนชาวจีนมารับไปพักในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ก่อนถูกพาไปเล่นการพนัน

    ต่อมาวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นายหลิว จีเทา ติดต่อภรรยาผ่านแอปพลิเคชัน Telegram แจ้งว่าเล่นการพนันเสียเงินจำนวน 300,000 บาท และถูกบังคับให้ให้ภรรยาโอนเงินดิจิทัลจำนวน 3,000 USDT (ประมาณ 100,000 บาท) เพื่อใช้ชำระหนี้พนัน

    กระทั่งวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 00.10 น. นายหลิว จีเทา แจ้งตำแหน่งที่พักว่าอยู่ที่ โรงแรม Thalia ห้อง 719 เมืองพัทยา
    เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบ พบว่าห้องถูกล็อกกุญแจจากด้านนอก จึงทำการพังกุญแจเข้าไปตรวจค้น
    พบนายหลิว จีเทา ผู้เสียหาย และนายเหลียง เว่ย ผู้ต้องหา อยู่ภายในห้อง

    ส่วนผู้ต้องหาอีกราย คือ

    • นายจาง หลาง (Mr. Zhang Lang) อายุ 32 ปี สัญชาติจีน หลบหนีไปก่อนหน้า

    ดำเนินคดี

    เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวนายเหลียง เว่ย ส่งดำเนินคดีในข้อหา
    “ร่วมกันเรียกค่าไถ่โดยหน่วงเหนี่ยวกักขังบุคคลอื่น”
    ซึ่งผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

    ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้ทำการระงับหนังสือเดินทางของนายจาง หลาง และเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    ภาพ/ข่าว อนันต์ กิ่งสร / ทิวากร กฤษมณี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ชลบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1484584&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gto4e3ptqSJZMwxNWDt53

  • คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม DPU เปิดครัวมืออาชีพ ต้อนรับนักเรียนสตรีวิทยา 2

    คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม DPU เปิดครัวมืออาชีพ ต้อนรับนักเรียนสตรีวิทยา 2

    วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.22 น.

    Tag :

    คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม DPU เปิดครัวมืออาชีพ ต้อนรับนักเรียนสตรีวิทยา 2 พัฒนาศักยภาพเชฟรุ่นเยาว์ผ่านเวิร์กชอปอาหารตะวันตก

    คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เดินหน้าสานต่อบทบาทสถาบันการศึกษาด้านการบริการระดับมืออาชีพ เปิดพื้นที่การเรียนรู้เชิงปฏิบัติจริงผ่านหลักสูตรการโรงแรมและธุรกิจอาหาร ต้อนรับคณะอาจารย์และนักเรียนโครงการห้องเรียนพิเศษ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จากโรงเรียนสตรีวิทยา 2 จำนวน 40 คน เข้าร่วมโครงการหลักสูตรระยะสั้น “การประกอบอาหารตะวันตก” เมื่อวันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อยกระดับประสบการณ์การเรียนรู้นอกห้องเรียน และเปิดมุมมองเส้นทางอาชีพในอุตสาหกรรมอาหารและการโรงแรมอย่างเป็นระบบ

    กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนแนวทางการจัดการเรียนการสอนของ DPU ที่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้จากสถานการณ์จริง (Professional Learning Environment) โดยนักเรียนได้ฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการครัวมาตรฐานเดียวกับอุตสาหกรรมโรงแรมและธุรกิจอาหารระดับสากล ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจาก อาจารย์ชงค์สุดา โตท่าโรง และ ดร.อนันต์ เชี่ยวชาญกิจการ ซึ่งถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคนิคการประกอบอาหารตะวันตกแบบมืออาชีพ ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ การเตรียมครัว การต้มน้ำสต็อก การทำซุป อาหารจานหลัก และของหวาน พร้อมเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติครบทุกขั้นตอน เสมือนการทำงานในครัวโรงแรมจริง

    บรรยากาศภายในครัวเต็มไปด้วยพลังการเรียนรู้และความตั้งใจของนักเรียนที่ได้สวมบทบาท “เชฟมืออาชีพ” อย่างแท้จริง หลายเสียงสะท้อนตรงกันว่า ประสบการณ์ครั้งนี้ช่วยให้เข้าใจภาพการทำงานในครัวโรงแรมชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งในมิติของทักษะ เทคนิค และความรับผิดชอบในสายอาชีพบริการ

    ตัวแทนนักเรียนโรงเรียนสตรีวิทยา 2 กล่าวถึงความประทับใจหลังจบกิจกรรมว่า

    “ปกติชอบทำอาหารอยู่แล้ว แต่พอได้มาเข้าครัวที่ DPU ทำให้เห็นภาพการทำงานจริงชัดมากขึ้น ทั้งเรื่องรายละเอียด ขั้นตอน และความเป็นมืออาชีพ วันนี้ได้ลงมือทำทุกขั้นตอน สนุกและได้ความรู้มากกว่าที่คิด ทำให้รู้สึกมั่นใจและสนใจอยากเรียนต่อด้านนี้จริง ๆ”

    ขณะที่อีกหนึ่งเสียงจากนักเรียนระบุว่า “วิทยากรเป็นกันเองมาก ทำให้กล้าถาม กล้าลอง และไม่กลัวผิด อุปกรณ์ในห้องครัวทันสมัยมาก เหมือนได้มาฝึกงานในครัวโรงแรมจริง ๆ เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจมากครับ”

    ด้าน อาจารย์ชงค์สุดา โตท่าโรง หัวหน้าโครงการและหัวหน้าหลักสูตรการโรงแรมและธุรกิจอาหาร กล่าวว่า “โครงการหลักสูตรระยะสั้นด้านการประกอบอาหารตะวันตกนี้ มีเป้าหมายเพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ค้นหาความถนัดและความสนใจของตนเองผ่านการปฏิบัติจริง ไม่ใช่เพียงการเรียนรู้ทักษะการปรุงอาหาร แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ตรงที่ช่วยให้ผู้เรียนมองเห็นภาพการทำงานในอุตสาหกรรมบริการอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการจัดการเรียนการสอนของคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม DPU”

    นอกจากนี้ ความร่วมมือกับโรงเรียนสตรีวิทยา 2 ในครั้งนี้ ยังสะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ในฐานะศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการท่องเที่ยว การโรงแรม และธุรกิจอาหาร ที่พร้อมเชื่อมโยงการศึกษาในทุกระดับ เพื่อร่วมกันพัฒนาเยาวชนไทยให้มีทักษะที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรม มีมาตรฐานวิชาชีพ และพร้อมก้าวสู่การเป็นกำลังสำคัญของภาคการบริการในระดับประเทศและในระดับสากล

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/946491&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Bj1Gokc5Q5oZPzJf5IFfT

  • ครม. รับทราบมาตรการด้านวีซ่า เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ

    ครม. รับทราบมาตรการด้านวีซ่า เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ

    ครม. รับทราบมาตรการด้านวีซ่า เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ


    11/02/2569 | 86 |

    📌 บทสรุป
    คณะรัฐมนตรี มีมติรับทราบมาตรการและแนวทางการตรวจลงตรา (Visa) เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยตามที่กระทรวงการต่างประเทศ เสนอ ซึ่งเริ่มดำเนินการมาแล้วตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 มีมาตรการแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 1. มาตรการระยะสั้น กำหนด 93 ประเทศ/ดินแดน ได้รับยกเว้นการตรวจลงตรา (ไม่ต้องขอวีซ่า) เพื่อการท่องเที่ยว ทำงานหรือการติดต่อธุรกิจ ระยะสั้นอยู่ในราชอาณาจักรได้ไม่เกิน 60 วัน และกำหนดรายชื่อ 31 ประเทศ/ดินแดน ที่เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวสามารถขอวีซ่าได้ที่ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa on Arrival: VOA) อีกทั้งอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเพื่อท่องเที่ยวและทำงานทางไกล เป็นกรณีพิเศษ รวมทั้งอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเพื่อศึกษา หรือศึกษาและทำงาน เป็นกรณีพิเศษ 2. มาตรการระยะกลาง จัดกลุ่มและปรับลดรหัสกำกับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว (Non-Immigrant) จากเดิม 17 รหัส เหลือ 7 รหัส และขยายการเปิดให้บริการการตรวจลงตราอิเล็กทรอนิกส์ (e-Visa) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นมา และ 3. มาตรการระยะยาว ได้พัฒนาระบบ ตม.6 ออนไลน์ (Thailand Digital Arrival Card: TDAC) ขึ้นแทนระบบ Electronic Travel Authorization (ETA) (ระบบการตรวจสอบและอนุมัติการเดินทางล่วงหน้าทางออนไลน์ สำหรับชาวต่างชาติที่ได้รับยกเว้นวีซ่า) เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นมา ส่วนเรื่องที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ได้กำหนดรายชื่อประเทศในระยะที่สองจำนวน 8 ประเทศ สำหรับผู้ที่จะขอวีซ่าแบบ VOA และการปรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการขอวีซ่าสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่ประสงค์ใช้ชีวิตบั้นปลายในประเทศไทย

    📌 รายละเอียด 
    (10 ก.พ. 69) คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการและแนวทางการตรวจลงตราเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ เสนอ ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 ที่มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศรับไปดำเนินการเกี่ยวกับมาตรการและแนวทางการตรวจลงตรา (วีซ่า) เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งประกอบด้วยมาตรการระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ดำเนินการสรุปได้ดังนี้

    1. เรื่องที่ดำเนินการแล้วเสร็จ

    มาตรการระยะสั้น ได้แก่

    (1) กำหนดรายชื่อประเทศและดินแดนที่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือ

    เดินทางซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยว ทำงานหรือการติดต่อธุรกิจ ระยะสั้น ได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราและให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ไม่เกิน 60 วัน เป็นกรณีพิเศษ (ผ.60) จำนวน 93 ประเทศ/ดินแดน

    (2) กำหนดรายชื่อประเทศที่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวจะขอรับการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa on Arrival: VOA) ระยะแรก จำนวน 31 ประเทศ/ดินแดน

    (3) อนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเพื่อท่องเที่ยวและทำงานทางไกล เป็นกรณีพิเศษ โดยเพิ่มการตรวจลงตราประเภท Destination Thailand Visa (DTV) (เป็นวีซ่าเพื่อดึงดูด นักท่องเที่ยวคุณภาพสูง กลุ่มคนทำงานจากระยะไกล (Digital Nomads) และผู้ที่ต้องการเข้าร่วมกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมในประเทศไทย เช่น มวยไทย การนวดแผนไทย การทำอาหารไทย และกิจกรรมเกี่ยวกับ Thai soft power อื่นๆ)

    (4) อนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเพื่อศึกษา หรือศึกษาและทำงาน เป็นกรณีพิเศษ โดยเพิ่มการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว (Non-Immigrant) รหัส ED Plus

    (5) แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการตรวจลงตรา (ชุดเดิม) โดยในปี 2568 ได้จัดการประชุมไปแล้ว 2 ครั้ง ล่าสุด นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการฯ ขึ้นใหม่แล้ว ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจะได้จัดการประชุมคณะกรรมการฯ ต่อไป

    มาตรการระยะกลาง ได้แก่

    (1) จัดกลุ่มและปรับลดรหัสกำกับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว (Non-Immigrant) จากเดิม 17 รหัส เหลือ 7 รหัส มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2568 เป็นต้นมา โดยกระทรวงการต่างประเทศได้แก้ไขข้อมูลในระบบตรวจลงตราอิเล็กทรอนิกส์ (e-Visa) แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางของกระทรวงการต่างประเทศแล้ว

    (2) ขยายการเปิดให้บริการการตรวจลงตราอิเล็กทรอนิกส์ (e-Visa) โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นมา กระทรวงการต่างประเทศได้ขยายการเปิดให้บริการฯ ครอบคลุมสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทั้งหมด 94 แห่งทั่วโลก ผ่านเว็บไซต์ https://www.thaievisa.go.th/

    มาตรการระยะยาว ได้แก่ การพัฒนาระบบ Electronic Travel Authorization (ETA) (ระบบการตรวจสอบและอนุมัติการเดินทางล่วงหน้าทางออนไลน์ สำหรับชาวต่างชาติที่ได้รับยกเว้นวีซ่า) โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้พัฒนาระบบ ตม.6 ออนไลน์ (Thailand Digital Arrival Card: TDAC) ขึ้นแทน ETA และได้เริ่มใช้งานระบบ TDAC ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นมา

    2. เรื่องที่อยู่ระหว่างดำเนินการ

    มาตรการระยะสั้น ได้แก่ กำหนดรายชื่อประเทศที่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวจะขอรับการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa on Arrival: VOA) ระยะที่สอง จำนวน 8 ประเทศ

    มาตรการระยะกลาง ได้แก่ ปรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการรับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวพำนักระยะยาว (Long Stay) สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่ประสงค์ใช้ชีวิตบั้นปลายในประเทศไทย

    อย่างไรก็ตามภายหลังการใช้บังคับมาตรการ ผ.60 และ VOA ระยะแรก ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2567 เป็นต้นมา มีข้อสังเกตเกี่ยวกับผลกระทบต่อความมั่นคงและภาพลักษณ์ของประเทศ เนื่องจากชาวต่างชาติบางส่วนใช้มาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา โดยเฉพาะ ผ.60 ผิดวัตถุประสงค์ โดยแฝงเข้ามาลักลอบทำงานหรือกระทำผิดกฎหมายในไทยและในประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีแนวทางแก้ไขคือ คณะกรรมการนโยบายการตรวจลงตราชุดใหม่ที่นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้ง สามารถพิจารณาทบทวนมาตรการตรวจลงตราต่าง ๆ ได้ โดยกระทรวงการต่างประเทศจะได้นำเสนอปัญหาที่เกิดจากการใช้บังคับ ผ.60 และมาตรการตรวจลงตราอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ให้คณะกรรมการฯ พิจารณาในโอกาสแรก


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/475229&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BXnr0LLv653coHGQBbPXj

  • ศอ.บต.ร่วมหารือ”รัฐเปรัก มาเลเซีย”แลกเปลี่ยนขับเคลื่อนการศึกษา การท่องเที่ยว และสินค้าตามอัตลักษณ์ร่วมกัน | เดลินิวส์

    ศอ.บต.ร่วมหารือ”รัฐเปรัก มาเลเซีย”แลกเปลี่ยนขับเคลื่อนการศึกษา การท่องเที่ยว และสินค้าตามอัตลักษณ์ร่วมกัน | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อ 10 ก.พ. เวลา 13.00 น. ตามเวลาของประเทศไทย นางสาวลดา ภู่มาศ เอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทย นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ในฐานะหัวหน้าคณะฝ่ายไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ศอ.บต. พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมส่งเสริมการเกษตร กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า มหาวิทยาลัยฟาฏอนี และสมาคมสถาบันศึกษาปอเนาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และต่อยอดความร่วมมือในมิติต่างๆ ระหว่างจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยกับรัฐเปรัก ประเทศมาเลเซีย ณ โรงแรม Casuarina เมืองอิโปห์ (Ipoh) รัฐเปรัก ประเทศมาเลเซีย

    โดยทางมาเลเซีย ประกอบด้วย YB. Dato’ Seri Ir. Haji Mohamad Nizar bin Jamaluddin รองมุขมนตรี รัฐเปรัก ประเทศมาเลเซีย Mr. Nordin bin Abdul Malek ประธานสมาคมพัฒนาชุมชนรัฐเปรัก/ประธานบริหาร IGROW สมาคมหอการค้า รัฐเปรักตลอดจนผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนจากทั้งสองประเทศเข้าร่วม

    ในการนี้ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ในฐานะประธานการประชุม กล่าวว่า ประเทศมาเลเซียได้ประกาศให้ปีนี้เป็นปีท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว การค้า และการจับคู่ธุรกิจระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงความร่วมมือด้านการศึกษา ทั้งระดับมหาวิทยาลัย ระดับมัธยมศึกษา และสถาบันศึกษาปอเนาะ โดยมุ่งเน้นการจัดการเรียนการสอนที่พัฒนาทักษะอาชีพให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน โดยที่สามารถทำร่วมกันได้เลย คือการให้ครูปอเนาะในพื้นที่ จชต. ได้มาศึกษา ดูงาน การพัฒนาแนวทางด้านการศึกษาในสถานศึกษาปอเนาะของเปรัก ในช่วงหลังเดือนรอมฎอน เพราะทั้งสองประเทศมีอัตลักษณ์และวัฒนธรรมที่คล้ายกัน นอกจากนี้ระหว่าง ศอ.บต. กับรัฐเปรัก ประเทศมาเลเซีย ได้ดำเนินมาอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ปี 2025 ครอบคลุมมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม การพัฒนา และความสัมพันธ์ระดับประชาชนต่อประชาชน

    ขณะที่ YB. Dato’ Seri Ir. Haji Mohamad Nizar bin Jamaluddin กล่าวต้อนรับคณะจากประเทศไทย โดยระบุว่า การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นและวิสัยทัศน์ร่วมระหว่างประเทศไทยกับรัฐเปรัก บนพื้นฐานความใกล้ชิดทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิต พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว เกษตรกรรม และการศึกษา เพื่อประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง และการพัฒนาพื้นที่ชายแดนให้เป็นเขตแห่งความร่วมมือที่ยั่งยืน

    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องในการยกระดับความร่วมมือด้านศาสนาและการศึกษา โดยเฉพาะสถาบันปอเนาะและฮาฟิซ เพื่อพัฒนามาตรฐานการเรียนการสอนให้มีคุณภาพและปลอดภัยสำหรับเยาวชน พร้อมทั้งสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมฮาลาล ผ่านการอำนวยความสะดวกด้านการรับรองมาตรฐาน เพื่อขยายโอกาสสู่ตลาดมาเลเซียและตลาดสากล

    ด้านนายมูฮำมัดซูวารี สาแล นายกสมาคมสถาบันศึกษาปอเนาะ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า ต้องการผลักดันให้สถาบันปอเนาะมีการจัดตั้งสหกรณ์อิสลาม พร้อมเสนอให้มาเลเซียร่วมเป็นพี่เลี้ยงในการก่อตั้งและพัฒนาสหกรณ์ดังกล่าว รวมถึงการส่งเสริมอาชีพให้กับเยาวชนในสถาบันปอเนาะ อาทิ งานตัดเย็บและการแปรรูปอาหารฮาลาล โดยใช้วัตถุดิบจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อจำหน่ายทั้งในประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย

    การหารือดังกล่าวนับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและมาเลเซีย ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาในมิติเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศ ภายใต้บรรยากาศแห่งมิตรภาพ สันติภาพ และความปรารถนาดีร่วมกัน ทั้งนี้ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้เสนอให้มีการพิจารณาจัดกิจกรรมร่วมกันในทันทีภายหลังช่วงเดือนรอมฎอน โดยมุ่งเน้นการศึกษาในสถาบันปอเนาะ การพัฒนาศักยภาพด้านการเกษตรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมทั้งประสานงานกับประธานสภาความร่วมมือไทย–มาเลเซีย (Thai–Malaysia Cooperation) เพื่อหารือถึงแนวทางและขั้นตอนการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องในลำดับต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5591247/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Un0gG2u1NZ4Gz09YA26zD

  • ไทย – จีน ต่อยอดความร่วมมือ ฉลอง 51 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต จัดงาน “เทศกาลตรุษจีน” ประเทศไทย ส่งเสริมการท่องเที่ยว

    ไทย – จีน ต่อยอดความร่วมมือ ฉลอง 51 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต จัดงาน “เทศกาลตรุษจีน” ประเทศไทย ส่งเสริมการท่องเที่ยว

    ไทย – จีน ต่อยอดความร่วมมือ ฉลอง 51 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต จัดงาน “เทศกาลตรุษจีน” ประเทศไทย ส่งเสริมการท่องเที่ยว


    11/02/2569 | 64 |

    📌 บทสรุป 
    นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าปี 2569 เป็นวาระครบรอบ 51 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน จึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือระหว่างกัน โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจพร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไทยพร้อมทำงานร่วมกับฝ่ายจีนอย่างใกล้ชิด เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจ ความเชื่อมั่น และความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนและวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า การจัดงานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนมายังประเทศไทย ทั้งในช่วงเทศกาลตรุษจีนและตลอดทั้งปี สำหรับการจัดงานเทศกาลตรุษจีนฯ ได้จัดกิจกรรมหลักในกรุงเทพมหานคร 2 พื้นที่ ได้แก่ ถนนเยาวราช ที่จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ ไปจนถึงวันที่ 1 มีนาคม 2569 และศูนย์การค้าสยามพารากอน วันที่ 14 – 18 กุมภาพันธ์ 2569 ททท.ยังจัดงาน Amazing Thailand Chinese New Year 2026 @ Hat Yai ระหว่างวันที่ 17-20 กุมภาพันธ์ 2569 บริเวณถนนเสน่หานุสรณ์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ วันที่ 10 – 21 กุมภาพันธ์ 2569 และงานตรุษจีนสุพรรณบุรีมหัศจรรย์ 18 ปี มังกรสวรรค์ ณ อุทยานมังกรสวรรค์ จังหวัดสุพรรณบุรี วันที่ 17-18 กุมภาพันธ์ 2569 ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว สร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความเป็นสิริมงคลในช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2569

    📌 รายละเอียด
    (10 ก.พ. 69) นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และคณะ เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าปี 2569 เป็นวาระครบรอบ 51 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน จึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือระหว่างกัน โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไทยพร้อมทำงานร่วมกับฝ่ายจีนอย่างใกล้ชิด เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจ ความเชื่อมั่น และความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนและวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า การจัดงานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนมายังประเทศไทย ทั้งในช่วงเทศกาลตรุษจีนและตลอดทั้งปี

    จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานในกิจกรรมประชาสัมพันธ์ “เทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ปี 2569” ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตลอดจนผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานอย่าง พร้อมเพรียง โดย ททท. และสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้นำการแสดง เชิดสิงโตร่วมประชาสัมพันธ์การจัดงาน และมอบม้ามงคลให้กับนายกรัฐมนตรีในโอกาสพิเศษของเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ปี 2569

    ในโอกาสเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กรุงเทพมหานคร เขตสัมพันธวงศ์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน จัดงานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 (Amazing Thailand Happy Chinese New Year 2026) ณ กรุงเทพมหานคร โดยกำหนดจัดกิจกรรมใน 2 พื้นที่ ประกอบด้วย

    1. กิจกรรมการตกแต่งประดับไฟ ร่วมฉลองความสุข ส่งต่อความรุ่งเรือง ภายใต้แนวคิด “Ride the Fortune, Share the Future” ณ ถนนเยาวราช บริเวณวงเวียนโอเดียนถึงแยกเฉลิมบุรี ซึ่งได้เริ่มจัดตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ ไปจนถึงวันที่ 1 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 18.00 – 23.00 น.

    2. งานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 14-18 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอนตั้งแต่เวลา 16.00 – 22.00 น. เริ่มจากพิธีกล่าวอวยพร ไทย-จีน ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมไฮไลต์ทั้งการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากสาธารณรัฐประชาชนจีน 4 คณะ ได้แก่ กรุงปักกิ่ง นครฉงซิ่ง มณฑลเหอหนาน และมณฑลฝูเจี้ยน และกิจกรรมสาธิตวัฒนธรรมไทย – จีน การประดิษฐ์โคมจีน การพิมพ์ลายอักษรมงคล การเขียนพู่กันจีน วาดหัวโขน การตัดกระดาษจีน การปักผ้าไทย พวงกุญแจดอกไม้ประดิษฐ์ โหราศาสตร์จีน เป็นต้น การจัดแสดงโคมไฟมงคลขนาดใหญ่ พร้อมด้วยศิลปินและนักแสดงจีน “จู เจิ้งถิง” และการแสดงศิลปินไทยรุ่นใหม่ที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ต้าอู๋ พิทยา วง Klear วง Better Weather วง MEAN วง HERS วง Slapkiss วง Sirious Bacon แว่นใหญ่ โอบ นิธิ Jeffy วง 2Ectasy และ Kakagoesbackhome

    ททท.ยังจัดงาน Amazing Thailand Chinese New Year 2026 @ Hat Yai ระหว่างวันที่ 17-20 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณถนนเสน่หานุสรณ์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ภายใต้แนวคิด Glory of Hatyai นำเสนอเอกลักษณ์ของศิลปะและวัฒนธรรมจีนที่เป็นสากลและอยู่เหนือกาลเวลามาจัดแสดงในรูปแบบศิลปะสมัยใหม่ โดยมีไฮไลต์การแสดงจากมณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 11 ชุด รวมถึงการแสดงเชิดสิงโตและมังกรเสริมสร้างสิริมงคล การแสดงกายกรรม มายากล การแสดงศิลปะการเขียนพู่กันจีน นาฏศิลป์ พร้อมด้วยการแสดงจากศิลปินที่มีชื่อเสียง อาทิ The Parkinson วง Getsunova Gavin D Zom Marie วง Serious Bacon กิจกรรมเวิร์คชอป DIY สร้อยข้อมือสายมู และการระบายสีหน้ากาก เพลิดเพลินกับอาหารเครื่องดื่ม และสินค้าภายในงานกว่า 100 ร้านค้า การประดับไฟยามค่ำคืนที่จะสร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความเป็นสิริมงคลให้เมืองหาดใหญ่

    ทั้งนี้นอกจากพื้นที่กรุงเทพมหานครและหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาแล้ว ททท. ยังได้สนับสนุนการจัดงานเทศกาลตรุษจีนในจังหวัดที่มีความโดดเด่นในการสืบทอดวัฒนธรรมการจัดเทศกาลตรุษจีนอย่างยิ่งใหญ่มาอย่างยาวนาน ได้แก่ ประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ วันที่ 10 – 21 กุมภาพันธ์ 2569 และงานตรุษจีนสุพรรณบุรี มหัศจรรย์ 18 ปี มังกรสวรรค์ ณ อุทยานมังกรสวรรค์ จังหวัดสุพรรณบุรี วันที่ 17-18 กุมภาพันธ์ 2569 รวมถึงยังมีหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมจัดกิจกรรมและส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีน อาทิ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ไอคอนสยาม ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์และในเครือเซ็นทรัล ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว สร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความเป็นสิริมงคลในช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2569 โดยผู้ที่สนใจสามารถสอบถามหรือติดตามรายละเอียดการจัดกิจกรรมตรุษจีนในพื้นที่ต่าง ๆ ได้ที่ โทร. 1672 Travel Buddy หรือแฟนเพจเฟซบุ๊ก Thailand Festival


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/475179&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MRIXRhpf8pLP4i78oct2c

  • 7

    7

    การท่องเที่ยวถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจาก “ไต้หวัน” ที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จากสถิติปี 2568 โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่านักท่องเที่ยวไต้หวันเดินทางเข้าไทยสูงถึง 987,633 คน และยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในปี 2569 เพื่อเป็นการตอบรับเทรนด์การเดินทางที่คึกคักและยกระดับประสบการณ์การใช้จ่ายแบบไร้พรมแดน

    7-Eleven เชื่อมโลกช้อปปิ้ง! เปิดตัว ALL member x OPEN POINT สะสมคะแนน ข้ามพรมแดนไทย-ไต้หวัน ได้แล้ว

    7-Eleven ประเทศไทย จึงประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญระดับนานาชาติระหว่าง ALL member และ OPEN POINT โปรแกรมสะสมคะแนนยอดนิยมจากไต้หวัน เพื่อมอบสิทธิประโยชน์สูงสุดให้กับนักท่องเที่ยวทั้งสองสัญชาติ โดยเริ่มสะสมได้แล้ววันนี้

    ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสะสมคะแนนเท่านั้น แต่คือการสร้างประสบการณ์ใหม่ที่ ‘เชื่อมโลกการใช้จ่าย’ ของนักท่องเที่ยวเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ผ่านนวัตกรรมดิจิทัลที่ทำให้ทุกการเข้าร้านเซเว่น อีเลฟเว่น กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางที่คุ้มค่าและสะดวกสบาย ช่วยกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยที่คึกคักขึ้น ทั้งในกลุ่มชาวไทยที่นิยมไปท่องเที่ยวไต้หวัน และชาวไต้หวันที่มองไทยเป็นจุดหมายปลายทางหลัก

    วิธีร่วมรายการสะสมคะแนน ALL member และ OPEN POINT

    สำหรับสมาชิก ALL member ที่เดินทางไปประเทศไต้หวัน

    เพียงแสดง Barcode ALL member บนแอป 7App (เลือกประเทศไต้หวัน) ที่ร้าน 7-Eleven ทุกสาขา
    แคชเชียร์สแกนเพื่อสะสมคะแนน โดยลูกค้าจะได้รับ OPEN POINT ก่อน และระบบจะโอนเป็น ALL points ภายใน 30 วันของเดือนถัดไป หลังการซื้อ สามารถตรวจสอบยอดคะแนนได้ผ่านแอป 7App

    สำหรับลูกค้าชาวไต้หวันที่เดินทางมาประเทศไทย

    เพียงแสดง Barcode จากแอป OPENPOINT ที่ร้าน 7-Eleven ทุกสาขาในประเทศไทย
    ระบบจะโอนกลับเป็น OPEN POINT ภายใน 30 วันของเดือนถัดไป หลังการซื้อ

    แคมเปญ ALL member x OPEN POINT จึงไม่เพียงมอบสิทธิประโยชน์ด้านการสะสมแต้มให้แก่สมาชิกเท่านั้น แต่คือการนำนวัตกรรมมาทำให้ชีวิตนักเดินทางง่ายและคุ้มค่าขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยกระตุ้นยอดจับจ่ายในประเทศให้คึกคัก แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=http://www.newswit.com/th/iewg2wyjq22e5brraxe4nuhzi30t1t0w&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RYY5iGREKNm53U8lwGTsf