Category: ท่องเที่ยว

  • สมุทรสงคราม/// จัดงาน“ส้มโอขาวใหญ่” รับตรุษจีน ดันสินค้า GI กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว สร้างรายได้ชุมชน | TOPNEWS

    สมุทรสงคราม/// จัดงาน“ส้มโอขาวใหญ่” รับตรุษจีน ดันสินค้า GI กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว สร้างรายได้ชุมชน | TOPNEWS

    สมุทรสงคราม จัดงาน“ส้มโอขาวใหญ่” รับตรุษจีน ดันสินค้า GI กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว สร้างรายได้ชุมชน


    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธาน เปิดงาน “ส้มโอขาวใหญ่และของดีสมุทรสงคราม” ภายใต้แนวคิด “กินส้มโอดี มีเฮง มหามงคล ปีม้าทอง” ที่กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 10 ถึง 14 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ท้องถิ่น ควบคู่กับการกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีน


    จากนั้นได้มอบรางวัลการประกวดส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม ประจำปี 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานผลผลิตและสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน ผลปรากฎว่า 1. ประเภทน้ำหนัก 1.40 – 1.60 กิโลกรัม ชนะเลิศ ได้แก่ นางสมบุญ ภู่ศรี, รองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ นางจำปี คล้ายประยงค์, รองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ นางราตรี สังข์กระแสร์, ชมเชย ได้แก่ นายธีระพงษ์ ศิริบุญญาวงศ์ และ นายคำรณ คล้ายประยงค์, 2. ประเภทน้ำหนัก 1.61 – 2.00 กิโลกรัม

    ชนะเลิศ ได้แก่ นางจำปี คล้ายประยงค์, รองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ นายคำรณ คล้ายประยงค์, รองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ นางสาวกัญญาภัค พวงมาลัย และ รางวัลชมเชย ได้แก่ นางสมบุญ ภู่ศรี และ นายอรรถพล กรรมาชีพ


    สำหรับภายในงานมีร้านจำหน่ายส้มโอขาวใหญ่จากเกษตรกรในพื้นที่กว่า 50 ร้าน มีปริมาณส้มโอออกจำหน่ายตลอดทั้ง 5 วันไม่น้อยกว่า 20 ตัน นอกจากนี้ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดยังนำสินค้าจากกลุ่มโอทอปและวิสาหกิจชุมชนกว่า 40 ร้านเข้าร่วมจำหน่าย เสริมมิติการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจฐานราก พร้อมการสาธิตและจำหน่ายเมนูแปรรูปจากส้มโอและวัตถุดิบท้องถิ่น อาทิ ยำส้มโอ ส้มโอลอยแก้ว และเมนูอาหารจากมะพร้าวน้ำหอม

    นายชยชัย กล่าวว่า จังหวัดสมุทรสงครามเป็นแหล่งปลูกส้มโอขาวใหญ่ที่สำคัญของประเทศ ถือเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรจำนวนมาก และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 สะท้อนถึงคุณภาพ มาตรฐาน และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นของจังหวัด ปัจจุบันมีพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 12,204 ไร่ ให้ผลผลิตออกสู่ตลาดตลอดทั้งปีมากกว่า 17,793 ตัน ในด้านเศรษฐกิจสามารถสร้างรายได้ให้กับจังหวัดปีละไม่ต่ำกว่า 800 ล้านบาท

    สำหรับการจัดงานตลอด 5 วันนี้ ทางสำนักงานพาณิชย์จังหวัดคาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนเฉพาะภายในงานประมาณ 2-3 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ทางจังหวัดมุ่งหวังผลลัพธ์ในภาพรวมมากกว่าตัวเลขภายในงาน โดยต้องการดึงดูดกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยว ทั้งจากกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ ให้เข้ามาจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ ทั้งร้านอาหาร สถานีบริการน้ำมัน และที่พัก

    เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดสมุทรสงครามให้คึกคัก “การจัดงานครั้งนี้เป็นการชูจุดเด่นสินค้า GI ของจังหวัด เปิดโอกาสให้เกษตรกรนำผลผลิตคุณภาพออกจำหน่ายโดยตรงถึงผู้บริโภค ลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง และสร้างรายได้อย่างเป็นธรรม คาดว่าจะก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจหลายสิบล้านบาท” ผู้ว่าราชการจังหวัดกล่าว

    ทั้งนี้ เดือนกุมภาพันธ์เป็นช่วงที่ส้มโอขาวใหญ่ให้ผลผลิตปริมาณมาก ประกอบกับเป็นช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งชาวไทยเชื้อสายจีนมีความเชื่อว่าส้มโอเป็นผลไม้มงคล สื่อถึงความมั่งคั่ง ความอุดมสมบูรณ์ และความเป็นสิริมงคล

    จึงนิยมนำไปกราบไหว้บรรพบุรุษ จังหวัดจึงใช้โอกาสดังกล่าวจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายและการเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ จังหวัดสมุทรสงครามคาดหวังว่างาน “ส้มโอขาวใหญ่และของดีสมุทรสงคราม” จะช่วยยกระดับรายได้เกษตรกร กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และตอกย้ำภาพลักษณ์จังหวัดในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรมที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืนในระยะยาว


    จึงขอเชิญชวนประชาชนมาเที่ยวชมงาน พร้อมทั้งแวะเยี่ยมเยือนแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดสมุทรสงคราม อาทิ วัดวาอาราม คาเฟ่ วิถีชีวิตชุมชน ตลาดร่มหุบ ตลาดน้ำอัมพวา และดอนหอยหลอด

    นพพร บุญทนาวงศ์ ผู้สื่อข่าวTopnewsทั่วไทย จ.สมุทรสงคราม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1483479&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CCa3nty5YZIelUutyrxQO

  • เปิดหน้าตา “ทีมไทยแลนด์ด้านเวลเนส” เมื่อภาครัฐ-เอกชนจับมือปั้นไทยขึ้นเบอร์ 1 Wellness Hub!

    เปิดหน้าตา “ทีมไทยแลนด์ด้านเวลเนส” เมื่อภาครัฐ-เอกชนจับมือปั้นไทยขึ้นเบอร์ 1 Wellness Hub!

    Wellness Economy หรือ Longevity Economy เป็นระบบที่จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศไทยได้อย่างมหาศาล คือประโยคที่คนไทยรับรู้กันมาตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา และเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงหลัง โดยเฉพาะ Wellness Tourism ที่ต้องยอมรับว่าประเทศไทยแข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค!

    ดังที่ นายชูวิทย์ ศิริเวชกุล รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “เหนือสิ่งอื่นใด จุดแข็งของประเทศไทยไม่ได้อยู่เพียงความงดงามภายนอก หากอยู่ที่พลังแห่งการดูแลซึ่งกันและกันที่ฝังรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์การแพทย์แผนไทย การนวด การดูแลแบบองค์รวม ไปจนถึงระบบสาธารณสุขและการแพทย์สมัยใหม่ที่ได้มาตรฐานสากล สิ่งเหล่านี้หลอมรวมกันเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถก้าวสู่บทบาท ‘จุดหมายปลายทางด้านสุขภาพของโลก’ ได้”

    สำหรับประเทศไทย ข้อมูลล่าสุดจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า เศรษฐกิจ Wellness ของไทยมีอัตราการเติบโตสูงถึง 28.4% สูงเป็นอันดับ 1 ของโลกในช่วงปีค.ศ. 2022 – 2023 โดยภาคส่วนที่ขยายตัวโดดเด่นที่สุดคือ ‘การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ’

    ในขณะที่ข้อมูลของ GWI ในปีค.ศ.2023 – 2024 ภาคการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยขยายตัวอย่างโดดเด่น ด้วยอัตราการเติบโต 36.4% สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่เติบโต 37.7% และประเทศอินเดียที่เติบโตเป็นอันดับหนึ่งถึง 57.5% โดยตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนความต้องการของนักเดินทางทั่วโลก แต่ยังแสดงถึงโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ที่จะนำพาเม็ดเงินมหาศาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ

    ทั้งนี้ นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ความพร้อมของประเทศไทยไว้อย่างน่าสนใจเพิ่มเติมด้วยว่า 

    “ถามว่าพร้อมไหม? พร้อมไม่พร้อมก็ต้องทำ แต่ถ้าดูสถานการณ์ปัจจุบัน มูลค่าเศรษฐกิจ Wellness ของไทยเติบโต 28.4% ถือเป็นอันดับ 1 ของโลกในช่วงปี 2565–2566” ข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ยืนยันข้อเท็จจริงนี้ โดยระบุว่ามูลค่าเศรษฐกิจเวลเนสรวมของไทยอยู่ที่ประมาณ 40,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.2 ล้านล้านบาท

    อย่างไรก็ตาม นพ.ตนุพล มองว่าที่ผ่านมาเป็นการทำงานแบบแยกส่วน

    “ในอดีตเราอยู่หมวด 24 ของโลก และอันดับ 9 ของเอเชียแปซิฟิก แต่เป็นการทำแบบภาคส่วนใครภาคส่วนมัน ภาครัฐทำ ภาคเอกชนทำ โรงแรมทำ การจะมาจับมือกันเป็นทีมยังมีน้อยมาก”

    การสร้าง Wellness Ecosystem ในวันนี้จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจสุขภาพของไทยให้ก้าวกระโดด

    นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ

    องค์ประกอบของ ทีมไทยแลนด์ สร้าง Wellness Ecosystem

    ดังนั้น จึงเกิดโครงการ “The Journey Within” ขึ้น ซึ่งเป็นการได้จัดวางบทบาทของพันธมิตรแต่ละภาคส่วนอย่างชัดเจนในโมเดล Travel–Stay–Scientific Wellness ที่เชื่อมโยงทั้งระบบ ประกอบด้วย

    • กลุ่มขับเคลื่อนการท่องเที่ยวระดับประเทศ (Travel & Benefits Enabler) ได้แก่

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
    ทำหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวระดับประเทศ ผลักดันภาพลักษณ์ไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านคุณภาพชีวิตระดับโลก พร้อมส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ Wellness Tourism อย่างเป็นระบบและยั่งยืน

    สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB)
    สนับสนุนอุตสาหกรรม Wellness ผ่านตลาดไมซ์ (MICE) ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางจัดงานสุขภาพนานาชาติ พร้อมพัฒนาแคมเปญ MEET WELL เพื่อยกระดับสู่ High Value MICE Destination

    Thailand Privilege Card
    ส่งเสริมการพำนักระยะยาวของชาวต่างชาติ โดยเชื่อมโยงสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์ เพื่อยกระดับไทยเป็นจุดหมายด้าน Health & Well-being และเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจระยะยาว

    Bangkok Airways
    สนับสนุนการเดินทางสู่เมืองท่องเที่ยวสุขภาพหลักและเมืองรอง เพิ่มความสะดวกและมาตรฐานการเดินทางระดับลักชัวรี

    เปิดหน้าตา “ทีมไทยแลนด์ด้านเวลเนส” เมื่อภาครัฐ-เอกชนจับมือปั้นไทยขึ้นเบอร์ 1 Wellness Hub!

    • กลุ่มที่พักและไลฟ์สไตล์เวลเนส (Stay & Lifestyle Experience)

    เครือโรงแรมและองค์กรด้านการท่องเที่ยว เช่น สมาคมโรงแรมไทย, Sri panwa, CELES SAMUI, Mövenpick BDMS Wellness Resort และ Dusit Thani Bangkok

    ร่วมยกระดับมาตรฐานบริการและสร้างประสบการณ์ที่ผสานความสะดวกสบายกับแนวคิด Wellness ท่ามกลางสภาพแวดล้อมธรรมชาติและบริการแบบไทย

    Siam Piwat
    พัฒนารีเทลไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ด้านสุขภาพ ความงาม และความยั่งยืน

    King Power
    ผู้นำธุรกิจ Travel Retail และ Duty Free ยกระดับประสบการณ์นักเดินทาง พร้อมพัฒนา The Atlas Club พื้นที่พักผ่อนระดับลักชัวรีที่สนามบินสุวรรณภูมิ

    Lancôme
    สนับสนุนมิติ Aesthetic & Skin Longevity ผ่านเทคโนโลยีความงามเชิงวิทยาศาสตร์ เชื่อมโยงแนวคิด Healthy Aging

    OSIM
    เติมเต็มด้าน Recovery & Relaxation ผ่านเทคโนโลยี Wellness และอุปกรณ์ดูแลสุขภาพอัจฉริยะ

    KTC Card
    สนับสนุนการเข้าถึงบริการ Wellness ผ่านสิทธิประโยชน์และโซลูชันการเงินด้านสุขภาพ

    สมาคมสปาไทย
    ยกระดับมาตรฐานธุรกิจสปา ถ่ายทอดภูมิปัญญาไทยสู่ระดับสากล และพัฒนาคุณภาพบริการ Wellness

    • กลุ่มบริการสุขภาพและ Scientific Wellness (Healthcare and Scientific Wellness)

    BDMS Wellness Clinic
    ศูนย์ดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ใช้องค์ความรู้การแพทย์สมัยใหม่และโปรแกรมสุขภาพเฉพาะบุคคล เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตระยะยาว

    N Health (เครือ BDMS)
    ผู้ให้บริการห้องปฏิบัติการทางการแพทย์มาตรฐานสากล (ISO 15189 และ CAP) รองรับการตรวจวิเคราะห์กว่า 4,000 รายการ และมากกว่า 30 ล้านเทสต์ต่อปี ครอบคลุม Biomarkers, DNA, ฮอร์โมน, ไมโครไบโอม รวมถึง Proteomics และ Epigenetics เพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและแบบเฉพาะบุคคล

    นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำ อาทิ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล และ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล, วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (CICM), สำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูง (TUSAT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ วิทยาลัยดุสิตธานี 

    โดยมีบทบาทสำคัญในการต่อยอดองค์ความรู้ งานวิจัย และพัฒนาหลักสูตรด้านการแพทย์และเวลเนสอย่างเป็นระบบ     ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยีด้านการแพทย์และเวชศาสตร์ป้องกัน, Wellness Real Estate, และอาหารสุขภาพ เพื่อสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีความชำนาญการทั้งเชิงวิชาการและเชิงปฏิบัติ พร้อมรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมสุขภาพในระดับประเทศและนานาชาติต่อไป

    เป้าหมาย 5 ปี สู่ Top 10 ของโลก

    ท้ายนี้ นพ.ตนุพล ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายว่า ภายใน 5 ปี ประเทศไทยควรติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ในแง่มูลค่าเศรษฐกิจ Wellness และติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก ในแง่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) จากปัจจุบันที่ไทยอยู่ในอันดับ 15 ด้านค่าใช้จ่ายการท่องเที่ยวสุขภาพ

    “Wellness ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือทางรอดของเศรษฐกิจไทย ในวันที่อุตสาหกรรมอื่นอาจเผชิญความผันผวน แต่เวลเนสไทยยังเติบโตในระดับ 2 ดิจิตติดต่อกันมานับสิบปี” นพ.ตนุพล สรุปทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/737793&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Hvo4yfilsuC0gOYHDpgUf

  • ที่จอดรถ ลานคนเมือง 2569 อยู่ที่ไหน เช็กเวลาเปิด-ปิด และอัตราค่าจอดรถล่าสุด

    ที่จอดรถ ลานคนเมือง 2569 อยู่ที่ไหน เช็กเวลาเปิด-ปิด และอัตราค่าจอดรถล่าสุด

    กทม. ปลดล็อกที่จอดรถใต้ลานคนเมืองแล้ว หวังรองรับท่องเที่ยวย่านพระนคร หลังใช้เวลา 2 ปีปรับระเบียบใหม่ ล่าสุดได้เปิดพื้นที่ดังกล่าวให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถนำรถยนต์ส่วนตัวเข้าไปจอดได้แล้ว ไทยรัฐออนไลน์สรุปข้อมูลที่น่าสนใจมาฝากกัน ลานจอดรถคนเมืองเปิดให้บริการวันไหนบ้าง พร้อมราคาค่าจอดรถอัปเดตล่าสุดปี 2569

    กทม. ประกาศเปิดให้ใช้บริการลานจอดรถคนเมือง (เสาชิงช้า) ปี 2569

    กรุงเทพมหานครปรับระเบียบการใช้พื้นที่ หลังจากเดิมเน้นรองรับรถราชการหรือผู้มาติดต่อราชการเท่านั้น ทำให้ช่วงนอกเวลาทำการมีพื้นที่ว่างจำนวนมาก ล่าสุดได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถนำรถเข้าจอดได้ เพื่ออำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในย่านพระนคร รายได้ทั้งหมดนำส่งภาครัฐ

    ชี้พิกัด “ที่จอดรถลานคนเมือง” อยู่ตรงไหนของ กทม.

    ลานจอดรถแห่งนี้ตั้งอยู่ใต้ “ลานคนเมือง” บริเวณหน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร ใกล้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่ง เช่น วัดสุทัศน์ เสาชิงช้า และศาลเจ้าพ่อเสือ

    ที่จอดรถลานคนเมือง กทม. สามารถเดินทางเข้า-ออกได้ทั้ง 2 ทาง คือจากถนนดินสอ (เลยถนนมหรรณพ) และฝั่งถนนศิริพงษ์ โดยมีทางลงลานจอดรถให้สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน และมีที่จอดรถอยู่ด้านล่าง 2 ชั้น จอดได้ประมาณ 500 คัน

    กทม. ปลดล็อกที่จอดรถใต้ลานคนเมือง จอดได้ 500 คัน (ขอบคุณภาพ : เฟซบุ๊ก กรุงเทพมหานคร)
    กทม. ปลดล็อกที่จอดรถใต้ลานคนเมือง จอดได้ 500 คัน (ขอบคุณภาพ : เฟซบุ๊ก กรุงเทพมหานคร)

    เวลาให้บริการ “ที่จอดรถลานคนเมือง” เปิด-ปิด กี่โมง

    ที่จอดรถลานคนเมืองจะให้บริการทุกวัน แต่จะมีเวลาเปิดให้บริการที่แตกต่างกัน ดังนี้

    • วันจันทร์ – วันศุกร์ : เปิดให้จอดตั้งแต่เวลา 18.00 – 06.00 น. (หลังเวลาราชการ)
    • วันเสาร์ – วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ : เปิดให้จอดได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    อัตราค่าบริการที่จอดรถลานคนเมือง อัปเดตปี 2569

    ราคาที่จอดรถบริเวณลานคนเมือง กทม. จะมีราคาแตกต่างกันตามจำนวนชั่วโมง ซึ่งมีทั้งอัตราบริการรายชั่วโมงและรายเดือน ส่วนรถจักรยานยนต์สามารถจอดฟรีได้ตามเวลาที่กำหนดไว้ ดังนี้

    รถยนต์

    • จอดฟรี : 15 นาทีแรก
    • ชั่วโมงที่ 1-5 : คิดค่าจอดชั่วโมงละ 20 บาท
    • ชั่วโมงที่ 6 ขึ้นไป : คิดค่าจอดชั่วโมงละ 30 บาท
    • บริการจอดแบบรายเดือน : ราคา 2,000 บาท (จำกัด 20 คัน)

    รถจักรยานยนต์

    • จอดฟรี (แต่ต้องนำรถออกก่อน 06.00 น.)

    นอกจากนี้ กทม. ยังระบุว่าบริเวณที่จอดรถใต้ลานคนเมือง จะมีเจ้าหน้าที่ รปภ. คอยดูแลตลอดเวลา พร้อมมีห้องน้ำสะอาดให้บริการจำนวน 66 ห้อง ตลอด 24 ชั่วโมงอีกด้วย

    ขอบคุณข้อมูล : สำนักงานประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2913158&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3U1vKqE1ZQDL-VZ-ktKHZ8

  • ครม.ยกเว้นวีซ่า 93 ประเทศ กระตุ้น ศก.ท่องเที่ยว : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 10 ก.พ. 69

    ครม.ยกเว้นวีซ่า 93 ประเทศ กระตุ้น ศก.ท่องเที่ยว : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 10 ก.พ. 69

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/KPXHkba_v6I&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PKN-AiVziraYcTjKthw8U

  • สว.ส่งสัญญาณทันที หลัง ภท.ชนะ ให้ว่าที่ รมว.ท่องเที่ยวคนใหม่ เร่งเครื่องปั้นนโยบายเชิงรุก

    สว.ส่งสัญญาณทันที หลัง ภท.ชนะ ให้ว่าที่ รมว.ท่องเที่ยวคนใหม่ เร่งเครื่องปั้นนโยบายเชิงรุก

    เมื่อวันที่ 10 ก.พ. นายธัชชญาณ์ณัช เจียรธนัทกานนท์ เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา เพื่อติดตามการดำเนินงานของคณะอนุกรรมาธิการส่งเสริมและพัฒนาด้านการท่องเที่ยวและการกีฬา, คณะอนุกรรมาธิการด้านการกีฬา และคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษากฎหมายด้านการท่องเที่ยวและการกีฬา

    นายจำลอง อนันตสุข โฆษกคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและกีฬา เผยว่า คณะกรรมาธิการฯ แสดงความห่วงใยต่อทิศทางการท่องเที่ยวไทยปี 2569 หลังเผชิญบทเรียนความไม่ต่อเนื่องจากอดีตที่ใช้รัฐมนตรีเปลืองถึง 4 คนใน 2 รัฐบาล เมื่อเปลี่ยนคนใหม่ นโยบายก็เปลี่ยนส่งผลให้การส่งเสริมพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศไทยติดๆ ดับๆ ซึ่งสถานการณ์การท่องเที่ยวไทยปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งการแข่งขันสูงจากเพื่อนบ้าน เงินบาทแข็งค่า, ภาพลักษณ์ความปลอดภัย, และการพึ่งพาตลาดจีนที่ฟื้นตัวช้า ทำให้คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจหดตัวและไม่เติบโตตามเป้า ขณะที่แหล่งท่องเที่ยวเดิมเริ่มอิ่มตัว ส่งผลให้รายได้กระจุกตัวแค่ในเมืองหลัก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ต้องเร่งปรับทัศนคติมุ่งทำงานเชิงรุกเพื่อให้การท่องเที่ยวไทยก้าวผ่านวิกฤตความเชื่อมั่นและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

    “ที่ประชุมแสดงความคาดหวังถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาคนใหม่ จะใช้โอกาสที่รัฐบาลมีเสถียรภาพทางการเมือง ปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งระบบ แทนการแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้าเหมือนในอดีต เพื่อก้าวข้ามวัวหายล้อมคอกไปสู่งานเชิงรุก โดยโจทย์ใหญ่ก็คือต้องเร่งดำเนินการคือการลดอัตราการสูญเสียของนักท่องเที่ยวให้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอุบัติเหตุที่สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์อย่างต่อเนื่อง” โฆษกคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าว

    ด้านนางประทุม วงศ์สวัสดิ์ รองประธานคณะกรรมาธิการคนที่เจ็ด เผยว่า การเปลี่ยนรัฐมนตรีถึง 4 คนที่ผ่านมา ทำให้ขาดความต่อเนื่องของนโยบาย แต่ในปัจจุบันประเทศไทยกำลังจะมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ จึงเป็นโอกาสดีที่ว่าที่ รมว.คนใหม่จะบรรจุแผนระยะยาว เข้าสู่โครงสร้างกระทรวงฯ อาทิ เรื่องความปลอดภัยที่ยังเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว รวมถึงการปฏิรูปกฎหมายการท่องเที่ยว เพื่อแก้ไขข้อจำกัดที่ล้าสมัยให้สอดคล้องกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวยุคดิจิทัล

    “เราผ่านช่วงเวลาที่รัฐมนตรีมาเพียงเพื่อทำแคมเปญเฉพาะหน้ามาพอแล้ว วันนี้เมื่อรัฐบาลนิ่งและมีความมั่นคง เราต้องการเห็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่ง เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางคุณภาพที่ปลอดภัยและยั่งยืนอย่างแท้จริง” สว.ประทุม กล่าวในตอนท้าย

    ////


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mono29.com/news/542135.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JNsW0uXe5IvUtwutmJ3Ga

  • เนื้อแน่น รสหวาน “ปลานิลสายน้ำไหลเบตง”  หนุน “ท่องเที่ยวเชิงอาหาร” ยกระดับศก.ชุมชน

    เนื้อแน่น รสหวาน “ปลานิลสายน้ำไหลเบตง” หนุน “ท่องเที่ยวเชิงอาหาร” ยกระดับศก.ชุมชน

    พาณิชย์ดัน “ปลานิลสายน้ำไหลเบตง” ได้รับ GI รายการที่ 6 ของจังหวัด ยกเป็นวัตถุดิบพรีเมียมจากสายน้ำบนเทือกเขาสันกาลาคีรี  กรมทรัพย์สินฯ พร้อมเดินหน้าหนุน “ท่องเที่ยวเชิงอาหาร” ยกระดับเศรษฐกิจชุมชนชายแดนใต้ต่อเนื่อง

    วันนี้ (10 ก.พ.2569) นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ปลานิลสายน้ำไหลเบตง สินค้า GI รายการล่าสุดของจ.ยะลา มีคุณภาพโดดเด่นแตกต่างจากปลานิลทั่วไปอย่างชัดเจน จากปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวยต่อการทำเกษตรกรรม โดยแหล่งผลิตอยู่ในบริเวณเทือกเขาสันกาลาคีรี ซึ่งมีระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ ได้รับอิทธิพลทั้งจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้มีอากาศเย็น อุณหภูมิเฉลี่ย 27.5-28.5 องศาเซลเซียส มีหมอกและฝนตกชุกตลอดปี และน้ำในลำธารมีปริมาณออกซิเจนสูงเนื่องจากสายน้ำไหลเวียนตลอดเวลา

    เกษตรกรในพื้นที่ได้ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นผันน้ำจากลำธารเข้าสู่บ่อเลี้ยง ส่งผลให้ปลามีเนื้อแน่นเด้ง มีไขมันแทรกเล็กน้อย และรสชาติหวานเป็นธรรมชาติ มีความสะอาด ปราศจากกลิ่นโคลน และมีกลิ่นคาวน้อยกว่าปลานิลทั่วไป สามารถนำมาทำเป็นเมนูซาชิมิได้

    เกษตรกรได้ใช้วิธีการคัดสรร ปรับปรุงพันธุ์ และแปลงเพศปลาให้เป็นเพศผู้ล้วน เพื่อไม่ให้เกิดการขยายพันธุ์จนแน่นบ่อเลี้ยง ปลานิลสายน้ำไหลเบตงจึงเจริญเติบโตได้ดี โตไว และมีคุณภาพสม่ำเสมอ

    โดยลักษณะภายนอกตรงส่วนหัวจะมีขนาดเล็ก ตัวปลามีขนาดใหญ่ ลำตัวแบนข้าง และเนื้อส่วนหลังเป็นสันหนา มีน้ำหนักตัวตั้งแต่ 1 กิโลกรัมขึ้นไป อาจน้ำหนักได้มากกว่า 9 กิโลกรัม ด้วยเอกลักษณ์และคุณภาพของปลานิลสายน้ำไหลเบตง ซึ่งเป็นที่ยอมรับมาอย่างยาวนาน ร้านอาหารและภัตตาคารต่างๆ จึงนิยมนำมารังสรรค์เป็นเมนูอาหารหลากหลาย สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยง โดยมีปริมาณการผลิตอยู่ที่ 163,000 กิโลกรัมต่อปี ราคาขายเฉลี่ย 120 บาทต่อกิโลกรัม สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้จังหวัดได้กว่า 19 ล้านบาทต่อปี

    นางอรมน กล่าวต่อว่า การขึ้นทะเบียน GI ปลานิลสายน้ำไหลเบตงในครั้งนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค โดยการันตีคุณภาพสินค้าว่า เป็นของดีที่มาจากแหล่งผลิตที่แท้จริง ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการตลาดให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยง และเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ของ จ.ยะลา โดยปลานิลสายน้ำไหลเบตงเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 6 ของจังหวัดต่อจากกล้วยหินบันนังสตา ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา ส้มโชกุนเบตง มังคุดในสายหมอกเบตง และไก่เบตงยะลา ที่ขึ้นทะเบียนไปก่อนหน้านี้ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสินค้า GI ในหมวดอาหาร

    กรมฯ ผลักดันการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า GI ทั้ง 6 รายการ ผ่านเส้นทาง การท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ของ จ.ยะลา ชูจุดเด่นให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสคุณภาพและรสชาติสินค้า GI อันโดดเด่น พร้อมเที่ยวชมภูมิปัญญาการผลิตของเกษตรกรจากแหล่งผลิตสินค้าโดยตรง รวมทั้งส่งเสริมสินค้า GI จ.ยะลา ให้เป็นวัตถุดิบของร้านอาหารระดับ Fine Dining เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวใน จ
    ยะลา อย่างยั่งยืนด้วย

    อ่านข่าว:

    ตัวใหญ่ สีสวย เนื้อแน่นหวาน “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” GI น้องใหม่ ฟัวกราส์แห่งท้องทะเล

    “กาแฟ GI” ครองใจนักดื่ม ปี68 สร้างยอดขาย1.49 พันล้าน ตอกย้ำเอกลักษณ์กาแฟไทย

    “เนื้อโคขุน” สุรินทร์ ของดีเมืองไทย รสชาตินุ่ม อร่อยลิ้น ไร้กลิ่นสาบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/502027&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kP9MI92xXh3Re1nsUJprM

  • ครม. ถกมาตรการรับมือไฟป่า-ฝุ่นควัน ปี 69/ กต.ชงมาตรการส่งเสริมท่องเที่ยวกระตุ้นศก. : อินโฟเควสท์

    ครม. ถกมาตรการรับมือไฟป่า-ฝุ่นควัน ปี 69/ กต.ชงมาตรการส่งเสริมท่องเที่ยวกระตุ้นศก. : อินโฟเควสท์

    การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ ยังมีขึ้นตามวาระปกติ ซึ่งถือเป็นการประชุมครม.นัดแรก หลังผ่านพ้นการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ยังคงทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ครม.เช่นเดิม

    โดยวันนี้ มีรัฐมนตรีลาประชุม 5 คน ได้แก่ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา , นายอัครา พรหมเผ่า รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และจ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รมช.อุตสาหกรรม

    สำหรับวาระพิจารณาที่น่าสนใจ ได้แก่

    – กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2569

    – กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอความเห็นชอบโครงการป่าไม้เพื่อชีวิต-การอนุรักษ์ภูมิทัศน์ป่าเขตร้อนที่สมบูรณ์ของประเทศไทย

    – กระทรวงอุตสาหกรรม เสนอการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้น และผลตอบแทนการผลิต-จำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น ฤดูการผลิตปี 68/69

    ส่วนวาระเพื่อทราบ ได้แก่

    – กระทรวงการต่างประเทศ เสนอมาตรการและแนวทางการตรวจลงตราเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย

    – กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอการประกาศกำหนดสินค้าและตัวแปรเพิ่มเติม ภายใต้ พ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546

    – กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรลดและเพิ่มอัตราอากรศุลกากร ตามข้อผูกพันในความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์การการค้าโลก (ฉบับที่ ..) (กากถั่วเหลืองเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเพื่อมนุษย์บริโภค และเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ปี 2569 – 2571)

    – กระทรวงคมนาคม รับทราบผลดำเนินงานของการรถไฟฟ้ามหานคร (รฟม.) ปีงบประมาณ 2568 และแผนงานในอนาคต รวมถึงรับทราบมติคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก

    – กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอร่างกฎสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยเครื่องแบบพิเศษ สำหรับข้าราชการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ พ.ศ. …

    – สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เสนอร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. …

    – สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาถ่ายโอนหน้าที่ และอำนาจเกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้แก่หน่วยงานผู้รับผิดชอบตามกฎหมาย พ.ศ. …

    – สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. … ตั้งแต่วันที่ 27 ก.พ.69

    – สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอครม.รับทราบผลคำพิพากษาศาลปกครองกลาง ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการขอเพิกถอนมติการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ

    ส่วนวาระการแต่งตั้ง ที่น่าสนใจ ได้แก่

    – สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (นายไวฑิต โอชวิช)

    – สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งผลการพิจารณาของ กกต. เรื่อง สำนักงบประมาณ ขอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้ง น.ส.ณัฐมน จินตรักษ์ ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณทรงคุณวุฒิ)

    – กระทรวงการคลัง การแต่งตั้งกรรมการ ในคณะกรรมการธนาคารออมสิน

    – กระทรวงการคลัง การแต่งตั้งกรรมการ ในคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

    – ร่างพระราชกฤษฎีกา ถ่ายโอนหน้าที่และอำนาจเกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/567893&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2t0zq2wcakhtZjQrj4vx_E

  • ต่างชาติเที่ยวไทยเดือนกว่าทะลุ 4 ล้านคน รับอานิสงส์จีนเบนเข็มเลิกเที่ยวญี่ปุ่น

    ต่างชาติเที่ยวไทยเดือนกว่าทะลุ 4 ล้านคน รับอานิสงส์จีนเบนเข็มเลิกเที่ยวญี่ปุ่น

    ต่างชาติเที่ยวไทยเดือนกว่าทะลุ 4 ล้านคน รับอานิสงส์จีนเบนเข็มเลิกเที่ยวญี่ปุ่น

    น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงสถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (2-8 ก.พ.69) ว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดจีน เดินทางเข้ามาไทยเพิ่มขึ้นจำนวนมาก โดยเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นอันดับที่ 1 และเพิ่มขึ้นติดต่อกันกว่า 5 สัปดาห์ จากการที่รัฐบาลได้มีมาตรการกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยว และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวจีน ที่ย้ายหมุดหมายจากประเทศญี่ปุ่น เป็นเกาหลีใต้ และอาเซียน เป็นต้น

    ขณะที่นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) ฟื้นตัวด้านการเดินทางเช่นกัน จากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวตลาดยุโรป และอเมริกา

    ทั้งนี้ ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้ มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 796,978 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 34,586 คน หรือ 4.54% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย เฉลี่ยวันละ 113,854 คน

    โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ จีน (151,988 คน) มาเลเซีย (62,745 คน) รัสเซีย (58,945 คน) อินเดีย (48,396 คน) และเกาหลีใต้ (33,811 คน) โดยนักท่องเที่ยวจีน ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 30.45% อินเดีย เพิ่มขึ้น 1.70% และรัสเซีย เพิ่มขึ้น 1.30% ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 20.91% และเกาหลีใต้ ลดลง 7.64%

    สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวในสัปดาห์นี้ (9-15 ก.พ.69) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น จากปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีมาตรการส่งเสริมการเดินทางของนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกล (Long haul) การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงการกระตุ้นและส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    ส่วนภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสม ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 8 ก.พ.69 มีจำนวนทั้งสิ้น 4,185,291 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 207,066 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 569,987 คน มาเลเซีย 377,860 คน รัสเซีย 340,618 คน อินเดีย 285,767 คน และเกาหลีใต้ 207,357 คน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq03/12788181&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Y4O7rG9JzaVFIDUk2YACn

  • ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 4 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 4 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 4 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    วันนี้ (วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ อัปเดท สถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 8 ก.พ. 2569 พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย แล้วทั้งสิ้น 4,185,291 คน ลดลง 10.77 % สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 207,066 ล้านบาท

    จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    • อันดับ 1 จีน 569,987 คน
    • อันดับ 2  มาเลเซีย 377,860 คน
    • อันดับ 3 รัสเซีย 340,618  คน
    • อันดับ 4  อินเดีย 285,767 คน
    • อันดับ 5 เกาหลีใต้ 207,357 คน

      ต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก               

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงผลการประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวเบื้องต้นพบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 8 ก.พ. 69 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาสะสมแล้วกว่า 4 ล้านคน สำหรับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดจีนเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นจำนวนมาก โดยเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นอันดับที่ 1 และเพิ่มขึ้นติดต่อกันกว่า 5 สัปดาห์จากการมีมาตรการกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวของรัฐบาล

    รวมถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ย้ายหมุดหมายจากประเทศญี่ปุ่น เป็นเกาหลีใต้และอาเซียน เป็นต้น

    ในขณะที่นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) ฟื้นตัวด้านการเดินทางเช่นกันจากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวตลาดยุโรป และอเมริกา ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้ ระหว่างวันที่ 2 – 8 กุมภาพันธ์ 2569 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 796,978 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 34,586 คน หรือ 4.54 % คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 113,854 คน

    โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ นักท่องเที่ยวจีน 151,988 คน ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 30.45% นักท่องเที่ยวมาเลเซีย 62,745 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 20.91% นักท่องเที่ยวรัสเซีย 58,945 คน ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 1.30 % นักท่องเที่ยวอินเดีย 48,396 คน  ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 1.70 % และ นักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ 33,811 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 7.64 %

    นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย สูงสุด 5 อันดับแรก

    สําหรับในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น จากปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีมาตรการส่งเสริมการเดินทางของนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกล (Long haul) การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอํานวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงการกระตุ้น และส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจํานวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=http://www.thansettakij.com/business/tourism/651248&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hm8Q3H6NC-jBBsQkDjXBe

  • ทอท. ชงรัฐบาลใหม่ ทุ่ม 2.69 แสนล้าน อัปเกรดดอนเมือง-สุวรรณภูมิ

    ทอท. ชงรัฐบาลใหม่ ทุ่ม 2.69 แสนล้าน อัปเกรดดอนเมือง-สุวรรณภูมิ

    ทอท. เตรียมชงรัฐบาลใหม่ปี 69 อนุมัติงบ 2.69 แสนล้าน พัฒนาสนามบินดอนเมือง-สุวรรณภูมิ พร้อมอัดมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวและแผนความปลอดภัย หวังยกระดับเศรษฐกิจไทยสู่ฮับการบิน

    นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานหลังการเลือกตั้งปี 2569 ว่า ทอท. คาดหวังการตัดสินใจที่รวดเร็วจากรัฐบาลชุดใหม่ 

    โดยเฉพาะโครงการพัฒนาที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วและรอการนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านอุตสาหกรรมการบินเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง
     

    นางสาวปวีณา เน้นย้ำว่าการเติบโตที่ยั่งยืนต้องมาจากการทำงานร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวเพื่อเพิ่ม Demand ของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าที่ต้องทำล่วงหน้าอย่างน้อย 4-5 เดือน และการส่งเสริมเส้นทางบินใหม่ที่ต้องใช้เวลาเตรียมการ 1-2 ปี รวมถึงความร่วมมือแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) เพื่อเพิ่มจำนวนเที่ยวบิน

    ทอท. ชงรัฐบาลใหม่ ทุ่ม 2.69 แสนล้าน อัปเกรดดอนเมือง-สุวรรณภูมิ

    เปิดแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 2 บิ๊กโปรเจกต์

    ทอท. เตรียมเสนอ 2 โครงการเร่งด่วนมูลค่ารวม 2.69 แสนล้านบาท เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ฮับการบินอย่างเต็มรูปแบบ:

    1. โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 (6.9 หมื่นล้านบาท):

    – ปรับปรุงจากแผนเดิม (3.6 หมื่นล้านบาท) เพื่อให้รองรับผู้โดยสารได้ 40-50 ล้านคนต่อปี

    – พัฒนาเป็นฮับสายการบินต้นทุนต่ำ (LCC) ระหว่างประเทศ และเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชน เช่น รถไฟฟ้าสายสีแดง
     

    2. โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (2 แสนล้านบาท)

    – ก่อสร้าง อาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) พื้นที่ 4 แสน ตร.ม. พร้อมทางวิ่ง (รันเวย์) ที่ 4

    – ขยายศักยภาพการรองรับผู้โดยสารจาก 60 ล้านคน เป็น 120 ล้านคนต่อปี และเพิ่มเที่ยวบินเป็น 120 เที่ยวบินต่อชั่วโมง

    – การแบ่งการลงทุนเป็น 3 ระยะ: เพื่อความคล่องตัวทางการเงินและบริหารจัดการพื้นที่

    ▪ ระยะที่ 1: ปรับปรุงคุณภาพดินและเตรียมโครงสร้างพื้นฐานถนนเชื่อมต่อบางนา-ตราด
    ▪ ระยะที่ 2: ก่อสร้างอาคารทิศใต้ครึ่งแรก รองรับเพิ่ม 30 ล้านคน (รวมเป็น 100 ล้านคนใน 5 ปี)
    ▪ ระยะที่ 3: ก่อสร้างส่วนที่เหลือและรันเวย์ที่ 4 เพื่อไปสู่เป้าหมาย 120 ล้านคนใน 10-12 ปี

    ทอท. ชงรัฐบาลใหม่ ทุ่ม 2.69 แสนล้าน อัปเกรดดอนเมือง-สุวรรณภูมิ

    นางสาวปวีณา ได้กล่าวถึงกลยุทธ์การบริหารจัดการงบประมาณครั้งนี้ว่า: “การแบ่งการลงทุนออกเป็นเฟสดังกล่าว ไม่เพียงช่วยลดภาระทางการเงิน

    แต่ยังเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารสนามบิน โดยเฉพาะการปิดปรับปรุงอาคารผู้โดยสารหลักที่เปิดใช้งานมากว่า 25 ปี ให้สามารถทำได้โดยไม่กระทบต่อศักยภาพการรองรับผู้โดยสารโดยรวม”

    นอกจากนี้ สำหรับโครงการส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) มูลค่า 1.2 หมื่นล้านบาท ทอท. ระบุว่าสามารถเสนอขออนุมัติจาก ครม. รักษาการได้ทันทีโดยไม่ต้องรอรัฐบาลใหม่ เพื่อความรวดเร็วในการขยายขีดความสามารถ
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/737795&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PGr-D2d-lqdhx72-O8WZV