Category: ท่องเที่ยว

  • CGSI แนะปรับพอร์ตลี้ภัยสงคราม ถอดหุ้นท่องเที่ยว-การแพทย์ ดัน PTT-PTTEP-แบงก์เข้าแทน : อินโฟเควสท์

    CGSI แนะปรับพอร์ตลี้ภัยสงคราม ถอดหุ้นท่องเที่ยว-การแพทย์ ดัน PTT-PTTEP-แบงก์เข้าแทน : อินโฟเควสท์

    ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI แนะนำ กลยุทธ์การลงทุนท่ามกลางความขัดแย้งที่ยกระดับขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางนั้น แนะนำให้ลดสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มท่องเที่ยว และกลุ่มการแพทย์ที่มีรายได้สูงจากผู้ป่วยที่มาจากตะวันออกกลาง รวมทั้งลดน้ำหนักการลงทุนกลุ่ม cyclical (หุ้นวัฏจักร) ในประเทศ ขณะที่ให้เพิ่มการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน, หุ้นปลอดภัย และหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง

    ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI จึงถอดหุ้น ERW, MTC, PR9, SPALI, TIDLOR และ WHA ออกจากรายชื่อหุ้น Top pick ขณะที่เพิ่ม PTT, PTTEP, KTB, SCB, SHR และ TRUE เข้ามาแทน ดังนั้น รายชื่อหุ้น Top pick จึงประกอบด้วย BDMS, MRDIYT, CPN, GULF, MOSHI, KTB, SCB, PTT, PTTEP, SHR และ TRUE

    ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ระบุว่า ดัชนี SET ปรับตัวลงท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในตะวันออกกลาง ทำให้ในปัจจุบันซื้อขายอยู่ที่ P/E 15 เท่าในปี 70 หรือสูงกว่า -2SD จากค่าเฉลี่ย 10 ปีเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ภายใต้สมมติฐานที่ EPS ตลาดทรงตัวในปีนี้แทนที่จะเติบโต 8% yoy ในปี 69 และ 11% yoy ในปี 70 อย่างที่ฝ่ายวิเคราะห์ฯคาดการณ์ ดัชนี SET จะซื้อขายที่ P/E 15.4 เท่า ในปี 70 หรือ -1.5SD จากค่าเฉลี่ย 10 ปี ซึ่งเป็นระดับที่มองว่าเป็นโอกาสเข้าซื้อที่น่าสนใจ

    ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ฯยังคงเป้าดัชนี SET สิ้นปี 69 อยู่ที่ 1,480 จุดหรือที่ P/E 15.6 เท่าในปี 70 หรือ -1.25SD จากค่าเฉลี่ย 10 ปี โดยมองว่าจะมี downside risk หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ, ราคาน้ำมันแพงต่อเนื่อง, สถิตินักท่องเที่ยวดิ่งลงแรงและสถานการณ์การเมืองในประเทศกลับมามีความไม่แน่นอน ส่วนปัจจัยบวกคือ การที่ความตึงเครียดทางด้านภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลายลงอย่างรวดเร็ว, รัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม, เงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทยมากขึ้น

    สำหรับบริษัทที่ฝ่ายวิเคราะห์ศึกษาทำกำไรสุทธิรวมในไตรมาส 4/68 เพิ่มขึ้น 65% yoy แต่ลดลง 8% qoq โดยกลุ่มที่กำไรเติบโตแข็งแกร่งสุด yoy ได้แก่ กลุ่มบรรจุภัณฑ์, กลุ่มโทรคมนาคม, กลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง ขณะที่กลุ่มที่มีผลประกอบการดีกว่าคาด คือ กลุ่มโทรคมนาคมและกลุ่มสาธารณูปโภค ส่วนกลุ่มที่มีผลประกอบการอ่อนตัวกว่าคาด คือ กลุ่มโรงแรม, กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มธนาคาร

    หลังจบฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 4/68 ฝ่ายวิเคราะห์ฯได้ปรับประมาณการ EPS ของตลาดลง 0.6% เป็น 85.5 บาทในปี 69 แต่ปรับขึ้น 0.2% เป็น 94.5 บาทในปี 70 เท่ากับว่าในปัจจุบันคาดว่ากำไรปกติโดยรวมของบริษัทศึกษาจะเติบโต 8% yoy ในปี 69 และ 11% yoy ในปี 70

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/574706&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04mCtD2WYs0mYG5mKh42Lp

  • สสส.ปั้นเชียงใหม่ต้นแบบCBTxใช้พลังชุมชนแก้ปัญหายาเสพติดหนุนท่องเที่ยว

    สสส.ปั้นเชียงใหม่ต้นแบบCBTxใช้พลังชุมชนแก้ปัญหายาเสพติดหนุนท่องเที่ยว

    สสส. จับมือภาคีเครือข่ายเปิดเวทีชูจังหวัดเชียงใหม่เป็นพื้นที่ต้นแบบใช้กระบวนการ CBTx บำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดโดยชุมชนเพื่อสร้างสังคมปลอดภัยรองรับการท่องเที่ยว

    สสส.ดันเชียงใหม่ต้นแบบชุมชนล้อมรักษ์บำบัดยาเสพติด

    มสวร. ร่วมกับ สสส. จัดประชุมเชิงปฏิบัติการขยายผล “ชุมชนล้อมรักษ์” ณ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสร้างโมเดลต้นแบบจัดการปัญหายาเสพติดโดยมีชุมชนเป็นศูนย์กลาง

    การขับเคลื่อนครั้งนี้ใช้กระบวนการ CBTx ผ่านกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ หรือ พชอ. เพื่อวางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างเป็นระบบในพื้นที่

    โครงการมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมดูแลและบำบัดฟื้นฟูผู้ใช้สารเสพติด โดยดึงทุกภาคส่วนในจังหวัดเชียงใหม่เข้าร่วมวางรากฐานการทำงานที่เข้มแข็งเพื่อความยั่งยืนของสังคม

    นอกจากนี้ยังเสริมศักยภาพผู้นำและแกนนำชุมชนให้มีบทบาทหลักในการช่วยฟื้นฟูสมรรถนะผู้ผ่านการบำบัด เพื่อให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพ

    เป้าหมายสำคัญคือการเชื่อมโยงสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ปลอดภัยระดับโลก ตามนโยบาย “แอ๋วเหนือม่วนใจ๋” ที่เน้นสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวทุกคน

    สสส.ปั้นเชียงใหม่ต้นแบบCBTxใช้พลังชุมชนแก้ปัญหายาเสพติดหนุนท่องเที่ยว

    มุ่งเป้าฟื้นฟูผู้ป่วยคืนสู่สังคมป้องกันการเสพซ้ำ

    นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ จาก สสส. ระบุว่าเป้าหมายหลักคือการช่วยให้ผู้บำบัดหลุดพ้นจากภาวะสมองติดยาเสพติดให้ได้ภายในระยะเวลา 1 ปี เพื่อคืนคนดีสู่สังคมไทย

    สสส. ให้ความสำคัญกับการใช้ชุมชนเป็นกลไกหลักในการดูแลผู้บำบัด โดยเฉพาะในเชียงใหม่ที่มีความพร้อมด้านกลไก พชอ. ที่ทำงานประสานกันตั้งแต่ระดับจังหวัดจนถึงชุมชน

    หน่วยงานตั้งเป้าเก็บรวบรวมบทเรียนและนวัตกรรมจาก “ทีมเชียงใหม่” ไปขยายผลสู่จังหวัดอื่นทั่วประเทศ เพื่อสร้างระบบการติดตามดูแลผู้ใช้สารเสพติดที่มีมาตรฐานและยั่งยืน

    ชุมชนจะเป็นกำลังสำคัญในการฟื้นฟูทั้งด้านร่างกายและจิตใจ รวมถึงจัดกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อช่วยให้ผู้ผ่านการบำบัดปรับตัวเข้ากับสังคมได้โดยไม่กลับไปพึ่งพายาเสพติดอีก

    กระบวนการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยผู้ป่วย แต่ยังเป็นดัชนีชี้วัดความปลอดภัยของชุมชน หากชุมชนเข้มแข็งและดูแลกันได้ดี ปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมในพื้นที่ก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย

    ยกระดับมาตรการความปลอดภัยสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยว

    ด้านนายศิวะ ทมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เผยสถิติการปราบปรามในรอบ 4 เดือน พบการจับกุมยาเสพติดรายใหญ่ได้มากกว่า 25 ล้านเม็ด ซึ่งเป็นยอดที่สูงมาก

    จังหวัดได้เพิ่มความเข้มงวดในการตั้งจุดตรวจและจุดสกัดในเส้นทางสำคัญ พร้อมนำเทคโนโลยีรถเอกซเรย์เคลื่อนที่มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจค้นขบวนการลักลอบขนส่งยา

    ในส่วนของการบำบัด ผู้ป่วยกลุ่มสีแดงที่ผ่านระบบสาธารณสุขแล้วจะถูกส่งต่อกลับสู่ชุมชนภายใต้การดูแลของเครือข่ายพื้นที่ เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการคืนคนดีสู่สังคมเป็นไปอย่างรัดกุม

    “ทีมเชียงใหม่” บูรณาการทำงานร่วมกันทุกมิติ ทั้งการปราบปราม การป้องกัน และการบำบัดฟื้นฟู เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวในเรื่องความปลอดภัยอย่างสูงสุด

    การยกระดับเชียงใหม่เป็นจังหวัดต้นแบบ CBTx จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ตอบโจทย์ทั้งการแก้ไขปัญหาสังคมในระยะยาวและการส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/738974&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aUtjm8DHF34ywIk9uJlm6

  • หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ หารือแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพ

    หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ หารือแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพ

    หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ หารือแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Tourism) ร่วมกับ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่

    วันที่ 5 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น. หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ นำโดย ดร.กอบกิจ อิสรชีววัฒน์ ประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายอาคม สุวรรณกันธา รองประธานกรรมการ นายสันติ เหล่าพาณิชย์กุล กรรมการเลขาธิการ นายภาณุพงศ์ ใจรักษา กรรมการหอการค้าฯ ร่วมเข้าพบ นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมคณะ เพื่อร่วมประชุมหารือแนวทางการพัฒนาและขับเคลื่อน การท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Tourism) ของจังหวัดเชียงใหม่ ให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาวะในระดับภูมิภาค พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ณ ห้องประชุมชั้น 2 สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่

    โดย แนวทางการขับเคลื่อนจะมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวผ่านกิจกรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่ ควบคู่กับการสื่อสารภาพลักษณ์ของเมืองด้วยการใช้ฐานข้อมูลเชิงรุก (Data-Driven) รวมทั้งการส่งเสริมนวัตกรรมด้านอายุรวัฒน์ (Longevity Innovation) เพื่อสร้างระบบสุขภาวะองค์รวมอย่างครบวงจร

    ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวมุ่งเน้นให้ผู้มาเยือนได้รับประสบการณ์ด้านสุขภาพอย่างสมดุล ทั้งด้านร่างกายที่แข็งแรงปราศจากโรคภัย การได้รับโภชนาการที่ถูกต้องตามหลักสุขอนามัย ตลอดจนการบำบัดฟื้นฟูจิตใจ เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน และตอกย้ำภาพลักษณ์ของจังหวัดเชียงใหม่ในฐานะเมืองแห่งสุขภาวะที่สมบูรณ์แบบในทุกมิติ

    #หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ #CCC25 #YECหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ #YECCM

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3894237/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yw6hv_HScAJam1_W43omX

  • พ่อเมืองภูเก็ตประกาศชัด! จะไม่ยอมให้มี “หาดเปลือยกาย” ผู้ฝ่าฝืนเจอดำเนินคดีแน่

    พ่อเมืองภูเก็ตประกาศชัด! จะไม่ยอมให้มี “หาดเปลือยกาย” ผู้ฝ่าฝืนเจอดำเนินคดีแน่

    วันนี้(6 มีนาคม 2569) ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต สั่งการให้เพิ่มความเข้มงวดในการดูแลชายหาด หลังพบกรณีนักท่องเที่ยวบางส่วนอาบแดดแบบเปลือยกายในพื้นที่สาธารณะ จนเกิดกระแสกังวลต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัด และความรู้สึกของคนในพื้นที่ 

    นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ระบุว่า จังหวัดได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดูแลความเรียบร้อยตามชายหาดและแหล่งท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด พร้อมย้ำชัดว่า ภูเก็ตไม่มีนโยบายให้มี “หาดเปลือยกาย” บนเกาะ และการเปลือยกายในพื้นที่สาธารณะถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

    ทางจังหวัดจึงกำหนด 3 มาตรการสำคัญ เพื่อควบคุมสถานการณ์และสร้างความเข้าใจแก่นักท่องเที่ยว ดังนี้

    1. เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายเจ้าหน้าที่จากตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจท้องที่ และฝ่ายปกครอง จะเพิ่มการตรวจตราตามชายหาดและพื้นที่ท่องเที่ยว หากพบพฤติกรรมไม่เหมาะสมจะมีการตักเตือนก่อน และหากยังฝ่าฝืนจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

    2. จัดระเบียบพื้นที่ชายหาดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดระเบียบพื้นที่ชายหาด พร้อมติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์หลายภาษา เพื่อแจ้งข้อห้ามและกฎระเบียบในการใช้พื้นที่สาธารณะให้ชัดเจน

    3. สื่อสารสร้างความเข้าใจกับนักท่องเที่ยวหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวจะเพิ่มการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับกฎหมายและวัฒนธรรมไทย รวมถึงประสานความร่วมมือกับสถานทูต กงสุล โรงแรม บริษัททัวร์ และผู้ประกอบการท่องเที่ยว เพื่อช่วยแจ้งข้อมูลให้นักท่องเที่ยวเคารพกฎระเบียบและประเพณีท้องถิ่น

    จังหวัดภูเก็ต ระบุว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อ รักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของชายหาด ควบคู่กับการดูแลภาพลักษณ์ของภูเก็ตในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับโลก
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/67717&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MW7_KI7T9dgu-kb7qImTZ

  • สงครามตะวันออกกลาง ทุบท่องเที่ยวพัง 1.17 ล้านล้านดอลลาร์ | เที่ยงทันข่าว | 6 มี.ค. 69

    สงครามตะวันออกกลาง ทุบท่องเที่ยวพัง 1.17 ล้านล้านดอลลาร์ | เที่ยงทันข่าว | 6 มี.ค. 69

    ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ที่กำลังทำสงครามกันอย่างดุเดือด ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ล่าสุด เริ่มลุกลามไปสู่ภาคอุตสาหกรรมการเดินทางและท่องเที่ยวกว่า 11.7 ล้านล้านดอลลาร์

    #สงครามอิหร่าน #สงครามตะวันออกกลาง #เศรษฐกิจโลก #เที่ยงทันข่าว #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/213365&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AJO98lw06FpYlKvks54yl

  • “ปธ.สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว” รับสงครามอิหร่านกระทบนักท่องเที่ยวเข้าไทย เร่งดึงตลาดอาเซียนทดแทน

    “ปธ.สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว” รับสงครามอิหร่านกระทบนักท่องเที่ยวเข้าไทย เร่งดึงตลาดอาเซียนทดแทน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/133162&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ITFrJakjBn4KZMJMMYOSY

  • ก.ท่องเที่ยว จับมือภาคเอกชน ดูแล นทท.ตกค้างจากเหตุตะวันออกกลาง

    ก.ท่องเที่ยว จับมือภาคเอกชน ดูแล นทท.ตกค้างจากเหตุตะวันออกกลาง

    ก.ท่องเที่ยว จับมือภาคเอกชน ดูแล นทท.ตกค้างจากเหตุตะวันออกกลาง

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดูแลนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินจากเหตุการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง เช่น ยกเว้นค่าปรับกรณีอยู่เกินกำหนด อนุญาตให้พำนักในไทยต่อได้ครั้งละไม่เกิน 30 วัน พร้อมทั้งประเมินผลกระทบและบริหารจัดการสถานการณ์อย่างเป็นระบบโดยนักท่องเที่ยวที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม หรือขอความช่วยเหลือ ติดต่อสายด่วนได้ดังนี้
    – สายด่วนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) โทร. 1178
    – สายด่วนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โทร. 1672
    – สายด่วนตำรวจท่องเที่ยว โทร. 1155
    ตลอด 24 ชั่วโมง

    ทั้งนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์เป็นรายวันเพื่อเตรียมการรองรับการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการที่ดูแลนักท่องเที่ยวในกรณีที่สถานการณ์รุนแรงยืดเยื้อต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9690000022162&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-3v3Ut73bxuSxBINtt3rL

  • รมว.ท่องเที่ยวฯ สั่งเร่งหาตลาดทดแทนรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ตั้งเป้า นทท.ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคน

    รมว.ท่องเที่ยวฯ สั่งเร่งหาตลาดทดแทนรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ตั้งเป้า นทท.ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคน

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. ได้ประเมินฉากทัศน์ไว้ 2 แนวทาง หากเกิดกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) ที่ปัญหาลากยาว อาจส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยรวมทั้งปีลดลง 6-8% จากปีที่แล้ว 33 ล้านคน แต่ในทางกลับกัน หากสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้ดี (Best Case) ทิศทางนักท่องเที่ยวยังคงมีสัญญาณบวกและอาจเติบโตได้ 4-6% โดย ททท. ขอยืนยันเป้าหมายขั้นต่ำที่จะต้องรักษาจำนวนนักท่องเที่ยวรวมให้ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคนในปีนี้ จากเดิมได้ตั้งเป้าไว้ว่าในปี 2569 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยว 36.7 ล้านคน

    โดยกรณีบริหารจัดการได้ดี ททท.มองเห็นโอกาสสำคัญท่ามกลางวิกฤตนี้ ถือเป็นจังหวะในการแสดงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการบิน เพื่อทดแทนการแวะพักในตะวันออกกลาง จากการหารือกับผู้อำนวยการบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ซึ่งพร้อมจัดสรรสล็อตการบิน ที่ยังพอมีเหลืออยู่ให้กับสายการบินจากยุโรป เช่น Air France, Lufthansa รวมถึงกลุ่มสายการบินโลว์คอสต์ ที่อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทางบินหรือต้องการฮับใหม่

    นางจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ททท. กล่าวว่า จากเป้า นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ตั้งไว้ในปีนี้ 36.7 ล้านคน เมื่อเกิดสงครามในตะวันออกกลาง มีการคาดการณ์ ผลกระทบ ใน 3 รูปแบบ ดังนี้  กรณีที่ดีที่สุด (Best Case)หากสถานการณ์ยุติภายใน 2-4 สัปดาห์ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยว 35-36 ล้านคน โดยตลาดระยะไกลจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

    ขณะที่กรณีฐาน (Base Case) หากใช้เวลา 1-3 เดือน จำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลงเหลือ 30-31 ล้านคน หรือลดลง 18% จากเป้าหมาย เนื่องจากการฟื้นตัวของตลาดระยะไกลเป็นไปอย่างช้าๆ และมีความผันผวนของค่าเงิน และกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 3 เดือนขึ้นไป อาจกระทบให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเหลือเพียง 27-29 ล้านคน หรือ ลดลง 25% จากเป้าหมาย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตลาดตะวันออกกลางและยุโรปทั้งหมดที่ต้องบินผ่าน Gulf Hub รวมถึงต้นทุนราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อราคาบัตรโดยสารเครื่องบินโดยตรง

    นางจิระวดี  กล่าวถึงรายละเอียดการวิเคราะห์ผลกระทบเชิงลึกว่า เพื่อให้ครอบคลุมที่สุด ททท. ได้นำตัวเลขตลาดอิสราเอลซึ่งมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทย 400,000 คนในปีที่ผ่านมา มาประเมินตลาดยุโรปด้วย ซึ่งเดือนมี.ค.ปีที่แล้ว มีนักท่องเที่ยวยุโรปเดินทางเข้าไทย 854,963 คน เนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบปะทุขึ้นในวันที่ 1 มี.ค.69 พอดี ทำให้ยอดการจองล่วงหน้า  ชะงักงันและไม่สามารถเดินทางได้ โดยภาพรวมของตลาดระยะไกลลดลง  9% แบ่งเป็นตลาดยุโรป  9% อเมริกา 6% แอฟริกา 27% และที่ทรุดหนักที่สุดคือตะวันออกกลางลดลง 6%  เนื่องจากเผชิญทั้งปัจจัยสงครามและตรงกับช่วงเดือนรอมฎอน

    นอกจากนี้ราคาตั๋วเครื่องบินในตลาดยุโรปพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ปรับราคาเพิ่มถึง 70,000 บาท แต่เที่ยวบินก็ยังคงเต็ม 100% ทำให้นักท่องเที่ยวต้องพยายามหาช่องทางอื่นในการเดินทาง เช่น บางรายต้องใช้วิธีบินไปลงปากีสถานและยอมทำวีซ่าเพื่อต่อเครื่องไปยังจุดหมายอื่น  อย่างไรก็ตาม ทิศทางของนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลในขณะนี้ ส่วนใหญ่ใช้วิธีเลื่อนวันเดินทางออกไปก่อนแทนการยกเลิกการจอง

    นางจิระวดีกล่าวอีกว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อลากยาวว่า จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว ทั้งระยะใกล้และระยะไกล  การอัดฉีดแคมเปญส่งเสริมการตลาด จะไม่มีประโยชน์และ สูญเปล่า ซึ่งททท. ได้สั่งระงับแคมเปญแล้ว รอดสถานการณ์  หากเลยช่วงรอมฎอน ยังไม่จบ ตลาดตะวันออกกลางจะยิ่งได้รับผลกระทบหนัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/morning/458504&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17OSuYKdVTqQwQ7XbqX-G2

  • เสน่ห์สุโขทัยที่ “บ้านชมปรางค์” แนวคิดความยั่งยืนที่เริ่มจากวิถีชีวิต

    เสน่ห์สุโขทัยที่ “บ้านชมปรางค์” แนวคิดความยั่งยืนที่เริ่มจากวิถีชีวิต

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “ความยั่งยืน” กลายเป็นคำสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและอาหาร แต่สำหรับ บ้านชมปรางค์ (Baan Chomprang) ที่พักและร้านอาหารเล็กๆ ในอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย แนวคิดนี้ไม่ใช่เพียงเทรนด์ทางธุรกิจ หากเป็นวิถีปฏิบัติที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติอยู่แล้วตั้งแต่แรก ตั้งแต่การเลือกใช้วัตถุดิบ การจัดการทรัพยากร ไปจนถึงการออกแบบประสบการณ์ให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่นอย่างแท้จริง

    บ้านไม้โบราณที่ถูกย้ายมาประกอบใหม่ ท่ามกลางสวนสีเขียวและบรรยากาศเงียบสงบ กลายเป็นจุดหมายของนักเดินทางจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวยุโรปที่มองหาประสบการณ์การพักผ่อนแบบเรียบง่ายแต่มีคุณค่า

    เสน่ห์สุโขทัยที่ “บ้านชมปรางค์” แนวคิดความยั่งยืนที่เริ่มจากวิถีชีวิต

    เบื้องหลังของสถานที่แห่งนี้คือ คุณเอมี่–ชาลิดา ศิริคุณวงศ์ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง ที่เล่าถึงการบริหารจัดการธุรกิจด้วยแนวคิดความยั่งยืน ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างเอกลักษณ์ให้กับบ้านชมปรางค์อย่างชัดเจนตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาในบริเวณบ้านอันร่มรื่น

    คุณเอมี่–ชาลิดา ศิริคุณวงศ์ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง

    ขอเล่าถึงการเดินทางมาที่บ้านชมปรางค์ก่อนพาไปรู้จักกันมากกว่านี้ หลายคนที่มาศรีสัชนาลัยรู้ว่า เมืองนี้ไม่ใช่ทางผ่าน ใครจะมาศรีสัชฯ คือต้องตั้งใจมาเท่านั้นเพราะเดินทางจากตัวเมืองสุโขทัยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงหลวมๆ ที่สำคัญที่ต้องเล่าถึงการเดินทางก็เพราะว่ามันเก๋ เพราะเวลานี้สุโขทัย (และเมืองอื่นๆ ทั่วไทย) กำลังส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบโลว์คาร์บอน และท่าชัย–ศรีสัชนาลัยก็เพิ่งได้รับรางวัลระดับโลก Green Destinations Top 100 Stories 2025 จากการดำเนินงานตามเกณฑ์การท่องเที่ยวยั่งยืน 15 ข้อ พร้อมนำเสนอแนวปฏิบัติในหัวข้อ “เสียงสะท้อนจากชุมชน มรดกกินได้ที่ฟื้นคืน” สะท้อนการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับเสียงและบทบาทของชุมชนเป็นหัวใจสำคัญ

    เสน่ห์สุโขทัยที่ “บ้านชมปรางค์” แนวคิดความยั่งยืนที่เริ่มจากวิถีชีวิต

    ไม่น่าแปลกใจที่การใช้จักรยานเดินทางในอุทยานศรีสัชนาลัยจะทำให้เราได้พบกับพื้นที่และเจ้าของพื้นที่จริงๆ ในแบบที่แสนจะสุโข (หฤ) ทัย การลัดเลาะไปตามโบราณสถานที่อยู่ร่วมกับชุมชนและร้านน่ารักๆ ว่าน่าประทับใจแล้วแต่การได้เห็นวิถีที่แท้ของชาวศรีสัชฯ ผ่านการพูดคุยกันยิ่งน่าประทับใจกว่า

    อย่าเสียเวลาโพสต์ทูเดย์ Smart City ชวนท่องไปในอาณาจักรเก่าแก่ในวันอากาศร้อนและสุโขทัยก็ทำให้มันเย็นลงได้ด้วยความสงบงามในแบบชาวสุโขทัยจริงๆ ที่นี่…บ้านชมปรางค์

    เสน่ห์สุโขทัยที่ “บ้านชมปรางค์” แนวคิดความยั่งยืนที่เริ่มจากวิถีชีวิต

    หลังจากปั่นจักรยานแวะชมโบราณสถานอันร่มรื่นที่วัดโคกสิงคาราม แวะจิบกาแฟที่ร้านพี่น้อยแห่ง Art Slowbar ตรงข้ามวัด ก่อนไปชมพระปรางค์ วัดเจ้าจันทร์ และข้ามแม่น้ำยมมาเราก็จะพบกับบ้านหลังสีขาวเรียบๆ สองหลังภายในอาณาจักรสีเขียวของแมกไม้ ที่เรียกว่าบ้านชมปรางค์เพราะจากฝั่งนี้เราจะมองเห็นวิวของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “วัดพระปรางค์” (วัดพระปรางค์ศรีสัชนาลัย) ได้อย่างชัดเจน

    ความยั่งยืนที่เริ่มจาก “สิ่งที่ทำอยู่แล้ว” ขอเริ่มด้วยคำนี้จากคุณเอมี่

    บ้านชมปรางค์เพิ่งได้รับรางวัล Green Restaurant ระดับเหรียญทอง ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านความยั่งยืนของร้านอาหารในประเทศไทย โดยในปีนี้มีเพียง 14 แห่งทั่วประเทศที่ได้รับรางวัลระดับนี้ แต่สำหรับทีมงานบ้านชมปรางค์ การเข้าร่วมโครงการไม่ได้หมายถึงการต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานครั้งใหญ่

    คุณเอมี่เล่าว่า “จริง ๆ ต้องบอกว่าก่อนประกวด คือเราทำอยู่แล้ว ทำเป็นปกติอยู่แล้ว ไม่ได้ต้องทำอะไรเพิ่มเพื่อการประกวดเลยค่ะ”

    เพราะแนวคิดเรื่องการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันของธุรกิจ ตั้งแต่การใช้ภาชนะที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้ การลดการใช้พลาสติก ไปจนถึงการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ

    เสน่ห์สุโขทัยที่ “บ้านชมปรางค์” แนวคิดความยั่งยืนที่เริ่มจากวิถีชีวิต

    “จานชาม แก้ว ช้อน เราใช้ในวิถีปกติอยู่แล้ว คือเราไม่ได้ต้องมานั่งปรับอะไรเพื่อจะลดขยะ พอมีโครงการชวนทำ มันก็เลยง่ายสำหรับเรา เพราะเราทำกันอยู่แล้วค่ะ”

    ส่วนในเรื่องของการจัดการ Food Waste คุณเอมี่เล่าว่า ขยะเศษอาหารถูกแยกส่งให้เทศบาลเพื่อนำไปกำจัดเพราะมีรถมาเก็บเป็นเวลาทุกสัปดาห์ ส่วนพวกขวดแก้วและพลาสติกถูกคัดแยกเพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล นอกจากนี้ การสั่งวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์หลักอย่างแม็คโครก็มักมาในรูปแบบพาเลท ช่วยลดการใช้บรรจุภัณฑ์และถุงพลาสติกจำนวนมากได้อีกทาง

    เสน่ห์สุโขทัยที่ “บ้านชมปรางค์” แนวคิดความยั่งยืนที่เริ่มจากวิถีชีวิต

    อาหารจากสวนและวัตถุดิบท้องถิ่น

    อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของบ้านชมปรางค์คือ แนวคิด Farm-to-Table ในแบบท้องถิ่น พื้นที่ภายในบริเวณที่พักมีสวนที่ปลูกผักและสมุนไพรหลายชนิด เช่น ตะลิงปลิง มะเขือ ถั่วฝักยาว กะหล่ำปลี และพืชสมุนไพรต่าง ๆ ซึ่งถูกนำมาใช้ในครัวของร้านอาหารโดยตรง

    วัตถุดิบที่เหลือจะรับซื้อจากเกษตรกรในพื้นที่ เช่น ขิง ข่า และตะไคร้ ซึ่งช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นไปพร้อมกัน กลุ่มลูกค้าหลักของบ้านชมปรางค์ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวยุโรปที่มาเยือน (ส่วนมากคือชาวออสเตรีย อังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์) มักให้ความสำคัญกับอาหารที่ดีต่อสุขภาพและวัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติ

    คุณเอมี่อธิบายว่า “กลุ่มลูกค้าเราส่วนใหญ่จะเป็นคนที่กินอยู่ ใช้ชีวิตกันมาค่อนข้างเยอะ เขาจะค่อนข้างแนวสุขภาพนิดนึง เน้นออร์แกนิก ซึ่งบางส่วนเราปลูกเองด้วย ก็เลยเป็นข้อได้เปรียบของเรา”

    เมนูอาหารของบ้านชมปรางค์จึงสะท้อนรสชาติแบบท้องถิ่นสุโขทัยและอาหารพื้นบ้านที่หาทานยาก เช่น ยำสะเดาตำลึง แกงระแวง – แกงโบราณที่ได้รับอิทธิพลจากชวา มีลักษณะผสมระหว่างพะแนงและแกงเขียวหวาน หรือหมูทอดน้ำปลา ที่ใช้น้ำปลาท้องถิ่นจากบ้านกง จังหวัดสุโขทัย

    ขนมหวานหลายเมนูเคยทำเองทั้งหมด แม้ปัจจุบันจะลดลงบ้างตามการปรับรูปแบบธุรกิจ แต่แนวคิดการใช้วัตถุดิบธรรมชาติยังคงเป็นแกนหลักของครัว

    เสน่ห์สุโขทัยที่ “บ้านชมปรางค์” แนวคิดความยั่งยืนที่เริ่มจากวิถีชีวิต

    หนึ่งในเอกลักษณ์ที่ทำให้บ้านชมปรางค์แตกต่างจากที่พักทั่วไป คือ สถาปัตยกรรมของบ้านไม้โบราณสองหลังที่ถูกย้ายมาประกอบใหม่ในพื้นที่ บ้านหลังหนึ่งมีอายุกว่า 80 ปี ถูกซื้อและรื้อย้ายมาจากจังหวัดขอนแก่น ส่วนอีกหลังหนึ่งมีอายุกว่า 50 ปี ถูกย้ายมาจากกรุงเทพฯ

    คุณเอมี่เล่าถึงกระบวนการนี้ว่า “บ้านสองหลังนี้เดิมไม่ได้อยู่ตรงนี้นะคะ หลังโน้นเราซื้อรื้อย้ายมาจากขอนแก่น แยกทุกชิ้นแล้วมาประกอบใหม่ ทรงเดิม แปลนเดิมเลย ส่วนอีกหลังมาจากกรุงเทพค่ะ”

    สถาปนิกได้ปรับฟังก์ชันบางส่วนให้เหมาะกับการใช้งานสมัยใหม่ เช่น การเพิ่มห้องน้ำในตัว แต่ยังคงรักษารูปแบบดั้งเดิมของบ้านไม้ไว้ให้มากที่สุด ปัจจุบันที่พักมีทั้งหมด 7 ห้อง ในบ้านไม้หลัก เป็นห้องแบบ En-suite 5 ห้อง ห้อง Suite ขนาดใหญ่ (2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องนั่งเล่น) นอกจากนี้ยังมีห้องพักอีก 4 ห้อง ในอาคารที่เคยเป็นคาเฟ่เดิม ซึ่งมีราคาย่อมเยากว่าและมีลักษณะคล้ายที่พักแบบ Airbnb ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยม

    เสน่ห์สุโขทัยที่ “บ้านชมปรางค์” แนวคิดความยั่งยืนที่เริ่มจากวิถีชีวิต

    บรรยากาศ “เหมือนบ้าน” มากกว่าโรงแรม

    หนึ่งในเหตุผลที่แขกจำนวนมากกลับมาพักซ้ำ คือบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกเป็นกันเอง บ้านชมปรางค์มีทั้งสวนสีเขียว สระว่ายน้ำระบบเกลือ จักรยานให้ยืม และบริการนวดตามคำขอ แต่สิ่งที่ทำให้แขกรู้สึกประทับใจกลับเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ครัวที่เปิดโล่งเหมือนบ้าน และแมวเพื่อนบ้านที่มักเดินมาต้อนรับแขก

    เสน่ห์สุโขทัยที่ “บ้านชมปรางค์” แนวคิดความยั่งยืนที่เริ่มจากวิถีชีวิต

    เสน่ห์สุโขทัยที่ “บ้านชมปรางค์” แนวคิดความยั่งยืนที่เริ่มจากวิถีชีวิต

    คุณเอมี่เล่าว่า “มันดูเป็นโฮมมี่มากกว่า แขกบอกว่าเขาไม่ได้รู้สึกเหมือนอยู่โรงแรม เขารู้สึกเหมือนอยู่บ้าน มีแมว มีห้องอาหารที่เหมือนเป็นครัวของบ้าน”

    ปัจจุบันแขกประมาณ 60–70% เป็นชาวยุโรปที่มองหาการท่องเที่ยวแบบ Slow Travel ต้องการความสงบ ความเป็นส่วนตัว และประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตท้องถิ่น

    “ศรีสัชนาลัย” เมืองเล็กที่มีศักยภาพ แต่เข้าถึงยาก แม้ศรีสัชนาลัยจะมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญจำนวนมาก เช่น อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย อุทยานแห่งชาติ งานเครื่องเงิน เครื่องทอง ผ้าทอ และเครื่องปั้นดินเผาสังคโลก แต่การเดินทางยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ

    เสน่ห์สุโขทัยที่ “บ้านชมปรางค์” แนวคิดความยั่งยืนที่เริ่มจากวิถีชีวิต

    “ความท้าทายตรงนี้น่าจะติดเรื่องการคมนาคม แขกจะมาศรีสัชนาลัยยากนิดนึง ถ้าไม่มีรถส่วนตัว อันนี้เป็นเพนพอยต์ของคนทำธุรกิจเลย”

    ในอดีต นักท่องเที่ยวจำนวนมากเลือกพักที่ตัวเมืองสุโขทัย แล้วขับรถมาเที่ยวแบบไป-กลับ ซึ่งใช้เวลาเดินทางรวมเกือบ 2 ชั่วโมงต่อวัน การมีที่พักในพื้นที่จึงช่วยให้ผู้มาเยือนสามารถใช้เวลาเที่ยวศรีสัชนาลัยได้อย่างเต็มที่มากขึ้น

    เสน่ห์สุโขทัยที่ “บ้านชมปรางค์” แนวคิดความยั่งยืนที่เริ่มจากวิถีชีวิต

    และในท่ามกลางกระแสการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป บ้านชมปรางค์พิสูจน์ให้เห็นว่า “ความยั่งยืน” ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากกลยุทธ์ทางการตลาด หากสามารถเติบโตจาก วิถีชีวิตจริงของผู้ประกอบการ

    และบางครั้ง สิ่งที่นักเดินทางกำลังมองหา อาจไม่ใช่โรงแรมหรูหรา แต่เป็นบ้านหลังหนึ่งที่ให้ความรู้สึกเหมือนได้กลับบ้านอีกครั้ง…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/738935&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zS5sVNCgg6xy9gwKut5bL

  • ยูเออีเผชิญต้นทุนป้องกันประเทศพุ่งสูง เซ่นพิษสงครามกระทบการบิน-ท่องเที่ยวและแผนรับมือวิกฤต

    ยูเออีเผชิญต้นทุนป้องกันประเทศพุ่งสูง เซ่นพิษสงครามกระทบการบิน-ท่องเที่ยวและแผนรับมือวิกฤต

    สถานการณ์ความขัดแย้งทางทหารระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ได้นำไปสู่ระยะใหม่ที่มีต้นทุนสูงสำหรับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) โดยสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อระบบป้องกันทางอากาศ ภาคการบิน และเศรษฐกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยวรัฐบาลต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยอีกครั้งท่ามกลางสภาวะวิกฤต

    1. แบกรับต้นทุนการป้องกันประเทศ: สงครามที่จ่ายแพงกว่า

    ในช่วง 48 ชั่วโมงแรกของการโจมตี ยูเออีต้องเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายในการสกัดกั้นภัยคุกคามทางอากาศที่สูงถึงพันล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อวัน โดยนักวิเคราะห์ประเมินค่าใช้จ่ายเฉพาะช่วงแรกนี้  ไว้ที่ประมาณ พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

    • คลังแสงและการสกัดกั้นกระทรวงกลาโหมรายงานว่าได้สกัดกั้นขีปนาวุธแบบยิงผ่านวิถีโค้ง (ballistic missile) 174 ลูก ขีปนาวุธร่อน ลูก และโดรนอีก 689 ลำ 

    • รายละเอียดต้นทุนระบบ Patriot – ตัวดักสกัด Patriot มีต้นทุนการยิงต่อครั้งราว 4–5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งตามหลักปฏิบัติต้องยิง ลูกต่อ เป้าหมาย ส่งผลให้การทำลายขีปนาวุธ ballistic 150 ลูกเพียงอย่างเดียว มีต้นทุนสูงกว่า พันล้านดอลลาร์แล้ว 

    • ภาระจากฝูงโดรนแม้ต้นทุนต่อการสอยโดรน 1 ลำจะอยู่ที่ 500,000–1.5 ล้านดอลลาร์ แต่เมื่อเผชิญกับการโจมตีแบบ “มวลมาก” ประมาณ 500 ลำ ยูเออีต้องใช้เงินสูงถึง 253–759 ล้านดอลลาร์เพื่อจัดการ 

    • ความเสียเปรียบทางงบประมาณ เมื่อเทียบกับอิหร่านที่ใช้เงินโจมตีเพียง 177–360 ล้านดอลลาร์ พบว่าอาบูดาบีต้องจ่ายเงินมากกว่าฝ่ายเตหะรานถึง 20–28 เท่า ต่อเงินทุก ดอลลาร์ที่อิหร่านลงทุนในขีดความสามารถด้านโดรนเชิงรุก

    • 2. ภาคการท่องเที่ยวและโรงแรม: วิกฤตในช่วงฤดูกาลสูงสุด

    • อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเสาหลักเศรษฐกิจกำลังเตรียมรับมือกับการชะลอตัวรุนแรงในช่วงที่ควรจะเป็นฤดูกาลที่คึกคักที่สุด

    • รายได้ดิ่งเหว: ผู้ประกอบการโรงแรมเตือนว่ารายได้ไตรมาสแรกอาจลดลงมากถึง   50 %เนื่องจากนักเดินทางเลื่อนหรือยกเลิกทริปจากความกังวลด้านความปลอดภัย

    • ผลกระทบต่อภาค Hospitality: กลุ่มธุรกิจสำคัญอย่าง Six Senses Zighy Bay และร้านอาหาร    ในดูไบ คาดการณ์ว่างบประมาณบริษัทอาจถูกตัดลดลงครึ่งหนึ่งภายในไม่กี่วัน 

    • เดือนรอมฎอนที่เงียบเหงา – งานเลี้ยงอาหารมื้อละศีลอดหลังพระอาทิตย์ตกดิน หรือ อิฟตาร์และ  ซูโฮร์ ขนาดใหญ่ขององค์กร เช่น Emirates Airline, Gems Education กองทุน Mubadala และบริษัทอื่นๆ ถูกยกเลิกทั้งหมด ส่งผลให้ผู้ประกอบการด้านอาหารต้องปรับแผนธุรกิจใหม่เพื่อความอยู่รอด

    • มาตรการอุ้มแขกและผู้ประกอบการ: กรมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอาบูดาบีสั่งให้โรงแรมขยายเวลาพักแก่แขกที่ติดค้างโดยรัฐบาลจะรับผิดชอบค่าที่พักเพิ่มเติมทั้งหมด ขณะที่รัฐดูไบออกแนวทางยืนยันว่ากิจกรรมธุรกิจและบริการจำเป็นยังคงดำเนินการได้ตามปกติ

    • 3. วิกฤตน่านฟ้าและการอพยพผู้โดยสาร

    • ระบบการบินได้รับผลกระทบรุนแรงจากการปิดน่านฟ้าทั่วยูเออีและตะวันออกกลางส่งผลให้เที่ยวบินกว่า19,000เที่ยวถูกยกเลิกและมีผู้โดยสารต่อเครื่องหลายหมื่นคนติดค้าง สายการบินหลักอย่าง Emirates และ Etihad ต้องระงับเที่ยวบินพาณิชย์เกือบทั้งหมด โดยเน้นเพียงการขนส่งสินค้าและเที่ยวบินรับคนกลับบ้านเท่านั้น 

    • 4. นโยบายความมั่นคงทางอาหารเชิงรุก

    • รัฐบาลเข้าสู่โหมดรับมือวิกฤตทันทีเพื่อป้องกันการขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภค เนื่องจากท่าเรือเจเบลอาลีซึ่งรับผิดชอบการนำเข้าอาหาร 73% ของประเทศได้รับความเสียหายบางส่วน 

    • การบริหารคลังสำรอง:กระทรวงเศรษฐกิจใช้ระบบดิจิทัลตรวจสอบสต็อกสินค้าอาหารพื้นฐานประจำวันในทุกเอมิเรตเพื่อให้มั่นใจว่ามีเพียงพอและรักษาเสถียรภาพราคาในช่วงรอมฎอน

    • ความพร้อมของภาคค้าปลีก:ยักษ์ใหญ่เช่น Lulu Group, Choithrams และ Viva ยืนยันว่ามีสต็อกสินค้าไม่เน่าเสียง่ายสำรองไว้สำหรับ 40-60 วัน และมีแผนรองรับหากช่องแคบฮอร์มุซปิดยาวนาน 

    • มาตรการคุมเข้มการตลาด: มีการสั่ง ห้ามกักตุนสินค้า โดยผู้ค้าปลีกต้องจำกัดปริมาณการซื้อทั้งหน้าร้านและออนไลน์เพื่อให้สินค้ากระจายตัวอย่างเท่าเทียม

    • การนำเข้าทางเลือก: ยูเออีพยายามใช้เส้นทางสำรองทางถนนผ่านโอมาน และอาศัยเครือข่ายแหล่งนำเข้าจากกว่า 40 ประเทศเพื่อลดการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือที่เสี่ยงอันตราย

    • 5. แผนอพยพคนไทยในยูเออี

    • สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี และสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบได้เตรียมพร้อมขั้นสูงสุด   โดยเปิดลงทะเบียนออนไลน์เพื่อสำรวจความจำนงของคนไทยที่ต้องการเดินทางกลับประเทศยอดผู้ลงทะเบียนปัจจุบันมีคนไทยมากกว่า 1,000 รายแจ้งความประสงค์แล้ว และแผนการเดินทางหากสถานการณ์ยกระดับ จะมีการอพยพ     ทางถนนไปยัง สนามบินมัสกัต ประเทศโอมาน เพื่อต่อเครื่องบินเช่าเหมาลำหรือเครื่องบินทหารกลับประเทศไทย

    • ความเห็นของ สคต.ดูไบ

    • แม้จะได้รับผลกระทบอย่างหนักในระยะสั้น แต่นักวิเคราะห์หลายแห่งยังคงเชื่อมั่นใน “แบรนด์ยูเออี”     ที่มีประวัติการฟื้นตัวจากวิกฤตได้อย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าทันทีที่สถานการณ์คลี่คลาย รัฐบาลจะอัดฉีดแคมเปญการตลาดขนานใหญ่เพื่อทวงคืนภาพลักษณ์การเป็น “ที่หลบภัยที่ปลอดภัย” ของเงินทุนและนักท่องเที่ยวทั่วโลกอีกครั้ง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/lvpu6ymqrk4wu3y03g8bli5m&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jKsNYUy8CAXOmdajVhGU9