Category: ท่องเที่ยว

  • ระยองจัดมหกรรมพลัง “บวร” ขับเคลื่อนจังหวัดคุณธรรม น้อมนำเศรษฐกิจพอเพียง

    ระยองจัดมหกรรมพลัง “บวร” ขับเคลื่อนจังหวัดคุณธรรม น้อมนำเศรษฐกิจพอเพียง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/133469&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vJrI42ez6QHvxl8n7X6Kb

  • เชียงใหม่-พุทธศาสนิกชนร่วมเสริมสิริมงคล“ตักบาตรโชติกา” ห่มผ้าพระเจดีย์หลวง ก้าวสู่ปีที่ 4 มหาบุญล้านนา | TOPNEWS

    เชียงใหม่-พุทธศาสนิกชนร่วมเสริมสิริมงคล“ตักบาตรโชติกา” ห่มผ้าพระเจดีย์หลวง ก้าวสู่ปีที่ 4 มหาบุญล้านนา | TOPNEWS

    สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ จัดกิจกรรมมหาบุญ “ตักบาตรโชติกา” และพิธีถวายผ้าห่มพระธาตุเจดีย์หลวง ก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 เพื่อสืบสานประเพณีล้านนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พร้อมเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมทำบุญเสริมสิริมงคล

    เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 ณ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ จัดกิจกรรม “ตักบาตรโชติกา” พร้อมพิธีถวายผ้าห่มพระธาตุเจดีย์หลวง โดยมีนายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี ท่ามกลางพุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมทำบุญกันเป็นจำนวนมาก

    นายศุภมิตร กิจจาพิพัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับอนุญาตจากทางวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ให้จัดกิจกรรมตักบาตรโชติกา ทุกวันเสาร์ เวลา 7.00 น. รอบพระธาตุเจดีย์หลวง มีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง และในปี 2569 ถือเป็นการก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ของการจัดกิจกรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของล้านนา พร้อมทั้งสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนจังหวัดเชียงใหม่

    สำหรับเดือนมีนาคม 2569 ทางสมาคมฯ ได้จัดกิจกรรมเป็นพิเศษทุกวันเสาร์ โดยได้รับเมตตาจากพระเกจิชื่อดังมาร่วมรับบิณฑบาต สำหรับภายในพิธีวันนี้ได้รับเมตตาบารมีจาก พระราชวชิรสิทธิ (อัมพร กตปุญฺโญ) รักษาการณ์แทนเจ้าคณะจังหวัด เชียงใหม่ – ลำพูน – แม่ฮ่องสอน (ธ) เจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมพระสงฆ์และสามเณร รวม 29 รูป ลงรับบิณฑบาต จากนั้นมีพิธีแห่ผ้าห่มรอบองค์พระธาตุเจดีย์หลวง เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ร่วมพิธี

    ทั้งนี้ ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมเสริมสิริมงคล ทุกวันเสาร์ ตักบาตรโชติกา ตลอดเดือนมีนาคม 2569 พบพระเกจิอาจารย์ พระคณาจารย์เมตตามารับบิณฑบาต ออกโรงทาน หลังเสร็จสิ้นกิจกรรมตักบาตร เพื่อสืบสานบุญกุศลและแบ่งปันความความสุขร่วมกัน ปัจจัยและสิ่งของจากการตักบาตร ส่วนหนึ่งถวายให้กับวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร และอีกส่วนหนึ่งนำไปช่วยเหลือเด็กกำพร้าที่ วัดดอนจั่น

    หากท่านไม่ได้เตรียมอาหารมา ทางสมาคมฯ มีโต๊ะจำหน่ายอาหารแห้ง โดยรายได้ทั้งหมด แบ่งถวายวัดเจดีย์หลวง บริจาคให้โรงพยาบาลนครพิงค์ สถานสงเคราะห์เด็กบ้านเวียงพิงค์

    กิจกรรมดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่สะท้อนศรัทธาในพระพุทธศาสนา และช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงใหม่ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนได้ร่วมทำบุญ เสริมสิริมงคล และร่วมสืบสานเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทยให้คงอยู่สืบไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1509192&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CcMoAAw9V6Go3d21LAowC

  • Netflix เนรมิตแกรนด์ไลน์ใจกลางกรุง ต้อนรับซีรีส์ ONE PIECE: มุ่งหน้าสู่แกรนด์ไลน์

    Netflix เนรมิตแกรนด์ไลน์ใจกลางกรุง ต้อนรับซีรีส์ ONE PIECE: มุ่งหน้าสู่แกรนด์ไลน์

    เหล่านากามะโปรดทราบ! Netflix ผสานความร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและกรุงเทพมหานคร จัดใหญ่เอาใจแฟนๆ วันพีซ (One Piece) กับอีเวนต์สุดยิ่งใหญ่ “GRAND LINE IN THAILAND” เปลี่ยนสวนลุมพินีให้กลายเป็นเส้นทางทะเลในตำนานเพื่อต้อนรับการมาของซีรีส์ ‘วันพีซ: มุ่งหน้าสู่แกรนด์ไลน์’ ชวนแฟนๆ และผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยมาร่วมกางใบเรือมุ่งสู่แกรนด์ไลน์ด้วยกันพร้อมโอกาสพิเศษสัมผัสประสบการณ์ล่องเรือโจรสลัดในโลกแห่งวันพีซอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน   

    ภายในงานเหล่านากามะจะได้พบกับกิจกรรมสุดพิเศษที่ถอดแบบมาจากโลกวันพีซ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพพลาดไม่ได้กับจุดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ได้โพสท่าเคียงข้างกับตัวละครที่คุณชื่นชอบกับการเซลฟี่กับลูฟี่ (LUFFY WEFIE) ที่เปิดโอกาสให้ได้ถ่ายภาพมุมกว้างร่วมกับกัปตันลูฟี่ในท่า “หมัดยางยืด…ดดด” อันเป็นเอกลักษณ์ และจุดนัดพบช็อปเปอร์ (CHOPPER MEETING POINT) ที่มาพร้อมความพิเศษซึ่งรอให้ทุกคนมาค้นพบด้วยตนเอง  

    PR-NEWS-ONE-PIECE-GRANDLINE-THAILAND-SPACEBAR-Photo V02.jpg

    นอกจากนี้ยังมีจุดชมวิวแกรนด์ไลน์ (NAKAMA’S YARD) ลานกิจกรรมสำหรับพักผ่อนหย่อนใจซึ่งมีบริการให้ยืมเสื่อลวดลายวันพีซสุดพิเศษโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงเพียงแสดงบัตรประชาชนเพื่อลงทะเบียน เหมาะสำหรับการนั่งปิกนิกและสังสรรค์กับเพื่อนพ้องก่อนออกผจญภัย  

    PR-NEWS-ONE-PIECE-GRANDLINE-THAILAND-SPACEBAR-Photo V03.jpg

    สำหรับไฮไลต์สำคัญที่ไม่ควรพลาดคือการสวมบทบาทเป็นกัปตันเรือกับกิจกรรมเรือปั่นโจรสลัด (PIRATE PEDAL BOAT) ที่ต้องใช้พลังแรงขาในการขับเคลื่อนเรือเพื่อไปพบกับ “ลาบูน” วาฬไอร์แลนด์ในตำนานที่กะพริบตาได้ดั่งมีชีวิต เพื่อนรักที่กลุ่มโจรสลัดหมวกฟางได้พบเป็นตัวแรกเมื่อเข้าสู่แกรนด์ไลน์ซึ่งลอยเด่นอยู่กลางบึงน้ำรอต้อนรับเหล่าโจรสลัดทุกคน โดยมีทัพเรือจากซีรีส์มาให้เลือกได้ถึงสามแบบไม่ว่าจะเป็นเรือ Going Merry เรือในตำนานของกลุ่มหมวกฟาง หรือแฝงตัวในองค์กรลับกับเรือ Baroque Works ตลอดจนยืนหยัดพิทักษ์ความยุติธรรมบนเรือรบ Marine ของกองทัพเรือ   

    อย่าพลาดโอกาสอุ่นเครื่องความสนุกก่อนใคร! กับกิจกรรม GRAND LINE IN THAILAND ซึ่งเปิดให้เข้าร่วมฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ณ สวนลุมพินี บริเวณบึงน้ำใกล้จุดบริการเช่าเรือปั่น ตั้งแต่วันที่ 8-15 มีนาคมนี้ 

    มาร่วมสนุกกันให้เต็มที่ก่อนกระโจนเข้าสู่การผจญภัยครั้งใหม่ในซีรีส์ ‘วันพีซ: มุ่งหน้าสู่แกรนด์ไลน์’  เมื่อลูฟี่และกลุ่มหมวกฟางต้องมุ่งหน้าสู่แกรนด์ไลน์ เส้นทางทะเลในตำนานอันน่ามหัศจรรย์และเต็มไปด้วยอันตราย รวมถึงการเผชิญหน้ากับเกาะประหลาดและศัตรูใหม่ที่น่าเกรงขามอย่างองค์กรอาชญากรรมบาร็อคเวิร์คส์ในภารกิจค้นหาสมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก สตรีมพร้อมกัน 10 มีนาคมนี้ที่ Netflix เท่านั้น 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/culture/pr-news-one-piece-grandline-thailand&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0USeZRSQrEMJmDkYlmKPP8

  • วัดศรีสุพรรณเปิด “Silver Wellness” ฟื้นภูมิปัญญาล้านนา สู่ศูนย์สุขภาพชุมชนวัวลาย | TOPNEWS

    วัดศรีสุพรรณเปิด “Silver Wellness” ฟื้นภูมิปัญญาล้านนา สู่ศูนย์สุขภาพชุมชนวัวลาย | TOPNEWS

    เชียงใหม่ – วัดศรีสุพรรณ  โดยมูลนิธิวัดเงิน ร่วมกับบริษัท ศรีชัยยะปุระ จำกัด เปิดโครงการ “Silver Wellness” ศูนย์สุขภาพภูมิปัญญาล้านนาแห่งใหม่ของชุมชนวัวลาย มุ่งสืบสานองค์ความรู้ด้านแพทย์แผนไทยล้านนา พร้อมเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสุขภาพของจังหวัด เชียงใหม่

    พระครูพิทักษ์สุทธิคุณ เจ้าอาวาสวัดศรีสุพรรณ เปิดเผยว่า โครงการ Silver Wellness เกิดจากแนวคิดในการอนุรักษ์และถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนวัวลาย โดยเฉพาะศาสตร์การดูแลสุขภาพแบบล้านนา ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่สืบทอดจากหมอพื้นบ้านและครูภูมิปัญญามาอย่างยาวนาน

    “วัดศรีสุพรรณเป็นศูนย์กลางของชุมชนวัวลาย ทั้งด้านศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น  และได้รับการพัฒนาศัยภาพสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี 2567

    การจัดตั้ง Silver Wellness จะช่วยรวบรวมองค์ความรู้ด้านสุขภาพล้านนา เช่น การนวดอัตลักษณ์ล้านนา นวดตอกเส้น การย่ำขาง จู้ทราย ย่างยา เผายา เช็ดแหพิธีสู่น้ำขาง ฯลฯ พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้และสัมผัสภูมิปัญญาเหล่านี้” เจ้าอาวาสกล่าว

    วัดศรีสุพรรณถือเป็นวัดสำคัญแห่งหนึ่งของเชียงใหม่ ตั้งอยู่ในย่านชุมชนวัวลาย ซึ่งเป็นแหล่งหัตถกรรมเครื่องเงินเก่าแก่ของล้านนา โดยวัดมีชื่อเสียง

    จากอุโบสถเงินแห่งแรกของโลก ที่สร้างและตกแต่งด้วยงานหัตถศิลป์โลหะของช่างฝีมือชุมชนวัวลาย และยังเป็นศูนย์กลางกิจกรรมวัฒนธรรมของชุมชน รวมทั้งกิจกรรมการท่องเที่ยว เช่น ถนนคนเดินวัวลาย และกิจกรรมทางศาสนาและศิลปวัฒนธรรมล้านนา

    ด้านนาง จิตติมาพร นิลมัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีชัยยะปุระ จำกัด เปิดเผยว่า การร่วมมือกับวัดศรีสุพรรณในครั้งนี้ มีเป้าหมายในการนำภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพของล้านนามาพัฒนาเป็นรูปแบบเวลเนสที่สอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของโลก

    “บริษัทศรีชัยยะปุระมีแนวคิดในการพัฒนาโมเดล Wellness บนฐานภูมิปัญญาไทย โดยเฉพาะการเชื่อมโยงศาสตร์การแพทย์แผนไทย สมุนไพร การทำสมาธิ และการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม โครงการ Silver Wellness จึงเป็นการนำองค์ความรู้ของชุมชนมาพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้และศูนย์บริการด้านสุขภาพที่สะท้อนอัตลักษณ์ล้านนาอย่างแท้จริง”

    บริษัท ศรีชัยยะปุระ จำกัด เป็นองค์กรที่ทำงานด้านการพัฒนาองค์ความรู้และกิจกรรมเวลเนสจากภูมิปัญญาไทย โดยมุ่งเน้นการผสมผสานศาสตร์การดูแลสุขภาพแบบดั้งเดิม เช่น สมุนไพรไทย การนวดไทย การทำสมาธิ และการฟื้นฟูสุขภาพตามแนวคิดธาตุ เพื่อพัฒนาเป็นโปรแกรมเวลเนสที่สามารถเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการเรียนรู้วัฒนธรรม

    ภายใต้ขื่อ เมืองสุขภาพ ศรีชัยยะปุระ ( Srichaiyapura Wellness)  ตั้งอยู่ที่เมืองเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี  เปิดดำเนินการมา 3 ปี ปัจจุบันได้รับมาตรฐานจากกระทรวงสาธารณสุข  เป็น สถานที่ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ภูมิปัญญาไทยและสมุนไพร ประจำปี 2567 และ มาตรฐาน เวลเนส อัตลักษณ์ไทย ประจำปี 2568 เป็น แห่งแรกของจังหวัดกาญจนบุรี

    ทั้งนี้ โครงการ Silver Wellness ยังตั้งเป้าพัฒนาให้เป็น ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ภูมิปัญญาและแผนไทยอัตลักษณ์ล้านนา เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สู่คนรุ่นใหม่ และเชื่อมโยงการท่องเที่ยววิถีชุมชนย่านวัวลาย ซึ่งเป็นแหล่งหัตถกรรมเครื่องเงินสำคัญของเชียงใหม่

    การจัดตั้ง Silver Wellness จึงถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของการนำทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ พร้อมผลักดันชุมชนวัวลายให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ ครบในทุกด้านของจังหวัดเชียงใหม่ในอนาคต

    ปภัชญา ศรีวิเชียร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.กาญจนบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1508948&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1niwO2WBHnFCktxwlFlpr_

  • แก้เมื่อไหร่! น้ำเน่าเสียโผล่เกาะยาวอีกแล้ว ชาวบ้านวอนรัฐเร่งแก้ หวั่นกระทบท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    แก้เมื่อไหร่! น้ำเน่าเสียโผล่เกาะยาวอีกแล้ว ชาวบ้านวอนรัฐเร่งแก้ หวั่นกระทบท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    จากกรณีชาวบ้านและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ตำบลพรุใน อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ได้ร้องเรียนถึงปัญหาน้ำเน่าเสียผุดขึ้นบริเวณชายหาดโล๊ะปาเหรด หมู่ 7 ซึ่งเป็นชายหาดที่มีความสวยงามและยาวที่สุดของเกาะยาวใหญ่ ส่งกลิ่นเหม็นรบกวนและสร้างความกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของพื้นที่ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบและร่วมกันหาแนวทางแก้ไขเมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 2 มี.ค. ที่ผ่านมา ชาวบ้านกลับพบว่าปัญหาน้ำเน่าเสียยังไม่ได้รับการแก้ไข และยังคงส่งกลิ่นเหม็นอย่างต่อเนื่อง

    ต่อมา นายปรเมศร หนูเจริญ ปลัดอำเภอเกาะยาว, นายวิทูล บุญสบ กำนันตำบลพรุใน, นายสมยศ หยั่งทะเล รองนายกเทศมนตรีตำบลพรุใน, นายศุภเลิศ ปลูกไม้ดี สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพังงา คณะสื่อมวลชน รวมทั้งผู้นำท้องที่ ตัวแทนชุมชน และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่า ท่อระบายน้ำจากหลายจุดในพื้นที่ได้ไหลมารวมกันที่ท่อระบายน้ำของผู้ประกอบการรายหนึ่ง ซึ่งกำลังได้รับผลกระทบ โดยภายในท่อมีน้ำเน่าเสียสะสมจำนวนมาก เนื่องจากปลายทางของน้ำที่ไหลออกจากโรงแรมเป็นพื้นที่ดินเอกชนที่มีการวางท่อระบายน้ำขนาดเล็กและอยู่ในระดับสูงกว่า ทำให้น้ำไหลระบายได้ไม่สะดวก ส่งผลให้น้ำเสียสะสมและเกิดกลิ่นเหม็น เมื่อตรวจสอบต่อไปยังบริเวณชายหาด พบว่าจุดปลายทางของน้ำเน่าเสียเริ่มเอ่อล้นใกล้ชายหาด คาดว่าอาจไหลลงสู่ทะเลในเวลาไม่นาน ขณะที่ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านในพื้นที่ยังได้พาผู้สื่อข่าวไปดูแนวลำรางธรรมชาติเดิมที่เคยไหลลงสู่ชายหาด แต่ปัจจุบันได้หายไปจากการพัฒนาพื้นที่แล้ว

    ล่าสุด เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ในช่วงเช้าวันที่ 6 มี.ค. ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวพบว่าน้ำเน่าเสียได้ผุดขึ้นกลางชายหาดบริเวณจุดเดิมอีกครั้ง ก่อนจะไหลลงสู่ทะเล ทำให้ประชาชนในพื้นที่เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เนื่องจากเกรงว่าหากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อต่อไป จะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของเกาะยาวในระยะยาว

    ทั้งนี้ ชาวบ้านระบุว่า ปัญหาดังกล่าวดำเนินมากว่าครึ่งเดือนแล้ว แต่ยังไม่เห็นแนวทางแก้ไขที่ชัดเจนจากเทศบาลตำบลพรุใน อีกทั้งปริมาณน้ำเสียกลับเพิ่มมากขึ้น จึงอยากให้หน่วยงานระดับจังหวัดหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามและสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของพื้นที่.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5663848/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34Za9oWe3PIyoXGG0jZjNX

  • ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ก.พ. แตะ 53.0 ฟื้นต่อเนื่องเดือนที่ 5  แรงหนุนท่องเที่ยว

    ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ก.พ. แตะ 53.0 ฟื้นต่อเนื่องเดือนที่ 5 แรงหนุนท่องเที่ยว

    ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ก.พ. แตะ 53.0 ฟื้นต่อเนื่องเดือนที่ 5  แรงหนุนท่องเที่ยว

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 6,623 ราย ซึ่งครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 53.0 จากความคาดหวังต่อแนวทางนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในระยะต่อไปที่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น 

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาภาระค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูงและกำลังซื้อที่ชะลอตัวยังคงส่งแรงกดดันต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันอย่างต่อเนื่องกระทบความกังวลของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ 

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ในช่วงเชื่อมั่นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ที่ระดับ 53.0 โดยปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 52.6 ในเดือนก่อนหน้า สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 59.4 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 58.4 ในเดือนก่อนหน้า 

    โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีอยู่ในระดับเชื่อมั่นคาดว่ามาจาก 

    • ประชาชนมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโดยรวม ทิศทางการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่และความคาดหวังต่อมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ 
    • การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวตามฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีนและมีแนวโน้มต่อเนื่องจนถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประกอบกับมีนโยบายการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวของภาครัฐ จะช่วยเพิ่มรายได้และการจ้างงานในประเทศ
    • การส่งออกยังเติบโต ได้ต่อเนื่องในระดับสูง โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงสินค้าเกษตรกลุ่มอาหารและผลไม้เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น 

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 43.3 ปรับตัวลดลงจากระดับ 43.9 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่นที่ระดับต่ำกว่า 50 โดยมีปัจจัยลดทอนระดับความเชื่อมั่น อาทิ ความไม่แน่นอนด้านมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และค่าเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งล้วนเป็นแรงกดดันต่อภาคการผลิต และการค้าทั้งในประเทศและการส่งออก 

    รวมทั้งราคาสินค้าเกษตรสำคัญหลายรายการที่มีความผันผวนส่งผลกระทบต่อรายได้เกษตรกร และระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูงยังเป็นแรงกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยรวม 

    อย่างไรก็ตาม หลายปัจจัยเสี่ยงข้างต้นทั้งภายในและภายนอกประเทศมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางค่อนข้างเร็วและผันผวน ซึ่งจะส่งผลต่อระดับความเชื่อมั่นจึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด 

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า โฆษกกระทรวงพาณิชย์

    นอกจากนี้ มติที่ประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในช่วงปลายเดือน ก.พ.69 ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน อาจช่วยผ่อนคลายความกังวลของประชาชนได้ในระยะถัดไป

    ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุด คิดเป็น 49.01% รองลงมา คือ มาตรการของภาครัฐ 13.20% การเมือง 10.66% เศรษฐกิจโลก 8.12% ราคาสินค้าเกษตร 7.90% สังคม/ความมั่นคง 7.53% ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง 1.65% ปัจจัยอื่น ๆ 1.01% และ ภัยพิบัติ/โรคระบาด 0.92%

    ขณะเดียว ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ในช่วงเชื่อมั่นทุกภูมิภาค โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ปรับตัวเพิ่มขึ้น อยู่ที่ระดับ 54.3 และ 51.5 ตามลำดับ 

    ด้านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคภาคกลางทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 50.9 กรุงเทพมหานครและปริมณฑลและภาคเหนือ แม้ปรับตัวลงเล็กน้อยแต่ยังคงอยู่ในช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 57.2 และ 52.1 ตามลำดับ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/653208&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0upgc6kTkzX28a-_IXp4JT

  • ‘ว่าว’ สื่อกลางสานสัมพันธ์ “เทศกาลว่าวริมโขง” กระชับมิตรภาพไทย-จีน

    ‘ว่าว’ สื่อกลางสานสัมพันธ์ “เทศกาลว่าวริมโขง” กระชับมิตรภาพไทย-จีน

    นพรัตน์ ศตะรัตน์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า การจัดเทศกาลว่าวริมโขงที่เชียงของ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ถือเป็นครั้งแรกที่จะพลิกฟื้นให้มีกิจกรรมการท่องเที่ยวเกิดขึ้น ในโอกาสนี้ ได้รับความร่วมมือจากทางสถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำจังหวัดเชียงใหม่ ผลักดันให้งานเกิดเป็นธูปธรรมขึ้นมา และยังได้ช่างฝีมือว่าวจากเมืองเหวยฟาง มณฑลซานตง และช่างฝีมือว่าวของไทย ร่วมกันจัดอบรม ให้เยาวชนไทยกว่า 100 คน ได้ฝึกการทำว่าว และร่วมกิจกรรมเล่นว่าวกับประชาชน และนักท่องเที่ยว

    “โดยต่อไปเตรียมที่จะยกระดับให้เป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวประจำปี เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรม และการท่องเที่ยว ระหว่างไทย-จีน”

    Kites-serve-as-a-medium-to-foster-and-strengthen-friendship-between-Thailand-and-China-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ด้าน Mr.Lyu Sheng กงสุลฝ่ายพาณิชย์ สถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า คณะช่างฝีมือว่าวจากเมืองเหวยฟาง มณฑลซานตง สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เดินทางมาร่วมงานในครั้งนี้เป็นการเฉพาะ เพื่อเสนอทักษะงานฝีมือทำว่าว และใช้ว่าวเป็นสื่อกลางในการสานสัมพันธ์ต่อกันในฐานะที่เมืองเหวยฟาง และจังหวัดเชียงราย เป็นบ้านพี่เมืองน้องกัน เมื่อปี 2557 โดยเมืองเหวยฟาง ถูกขนานนามว่าเป็นนครแห่งว่าวของโลก ที่มีมรดกทางวัฒนธรรมทางด้านว่าวที่สิบทอดกันมาอย่างยาวนาน หวังว่าการร่วมมือกันในครั้งนี้ จะช่วยให้จีน และไทยเกิดความสัมพันธ์แน่นเฟ้นยิ่งขึ้น

    Mr.Wang Weili รองหัวหน้าฝ่ายโฆษณา คณะกรรมการพรรคเขตเหวยเฉลิง เมืองเหวยฟาง มณฑลซานตง สาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวว่า เมืองเหวยฟาง ถือเป็นแหล่งกำเนิดเล่นว่าว และจัดเทศกาลเล่นว่าวนานาชาติติดต่อกันมา 42 ปีแล้ว มีนานาประเทศทั่วโลกเข้าร่วมกว่า 55 ประเทศ โดยในปี 2568 อุตสาหกรรมว่าวครบวงจรของเมืองเหวยฟางสามารถทำรายได้มากกว่า 1 แสนล้านบาท จากการส่งออกผลิตภัณฑ์ว่าวไปกว่า 70 ประเทศทั่วโลก และครองส่วนแบ่งการตลาดโลกร้อยละ 85

    “ในโอกาสครอบรอบครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ในปี 2568 สาธารณรัฐประชาชนจีน และประเทศไทย ได้ร่วมกันปล่อยว่าวในเทศกาลว่าวที่เมืองเหวยฟาง ถือเป็นทูตสันถวไมตรีบนท้องฟ้า การจัดงานเทศกาลว่าวริมฝั่งโขงที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เป็นครั้งแรกระหว่างเมืองเหวยฟาง กับอำเภอเชียงของ ในการแลกเปลี่ยนความรู้การทำว่าว วัฒนธรรมการเล่นว่าว การสร้างอาชีพจากการทำว่าวที่จะเกิดรายได้ต่อชุมชน และการท่องเที่ยวระหว่างไทย-จีน และพร้อมที่จะสนับสนุนให้เกิดกิจกรรมเกี่ยวกับว่าวในอนาคต”

    Kites-serve-as-a-medium-to-foster-and-strengthen-friendship-between-Thailand-and-China-SPACEBAR-Photo02.jpg

    Mr.Xing Shunjian ช่างฝีมือว่าว สถาบันวิจัยศิลปะหัตถกรรมเมืองเหวยฟาง กล่าวว่า เมืองเหวยฟางที่ประวัติศาสตร์การทำว่าวมานานกว่า 2,000 ปี และวัฒนธรรมที่มีคุณค่า ปัจจุบันมีช่างฝีมือทำว่าวกว่า 80,000 คน ขณะที่สถาบันการศึกษาตั้งแต่ได้บรรจุหลักสูตรการทำว่างในการเรียนการสอน ระดับประถมจนถึงมหาวิทยาลัย และยังถือเป็นเมืองที่มีการผลิตว่าวครบวงจรใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีการผลิตว่าวแบบทำมือ 100%, การผลิตว่าวแบบทำมือร่วมกับเครื่องจักร และการทำด้วยเครื่องจักร โดยว่าวที่มีมูลค่าสูงสุดมีราคาถึงชิ้นละ 2.5 ล้านบาท

    ในแต่ละปีที่มีการจัดเทศกาลว่าวนานาชาติ ในช่วงกลางเดือนเมษายนของทุกปี จะมีนักเล่นว่าวจากทั่วโลก มาเล่นว่าวไม่ต่ำกว่า 20,000 คน และเมืองเหวยฟาง ยังถือว่าเป็นผู้ผลิตว่าวขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่ทำลายสถิติโลก มีความยาวอยู่ที่ 7 กิโลเมตร น้ำหนัก 6 ตัน ต้องใช้รถลาก และใช้เวลาในการปล่อยว่าวมากกว่า 5 ชั่วโมง ต้องใช้รถและการเดินทางมาไทยครั้งนี้พร้อมที่จะสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้การทำว่าวให้กับประเทศไทย 

    Kites-serve-as-a-medium-to-foster-and-strengthen-friendship-between-Thailand-and-China-SPACEBAR-Photo03-1.jpg

    ขณะที่ ธันวา เหลี่ยมพันธ์ รองประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า อำเภอเชียงของเป็นเมืองชายแดนที่มีแม่น้ำโขงคั่นกลางระหว่างไทยกับ สปป.ลาว และสามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนผ่านแม่น้ำโขง และการเดินทางด้วยรถยนต์ผ่านถนนอาร์ 3 A ผ่าน สปป.ลาว ไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างไทย-จีน จัดเทศกาลว่าวเป็นครั้งแรก จึงถือว่าเป็นกระชับความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน 

    อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ทำให้การเล่นว่าวที่เคยจะสูญหายไปจากอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ได้กลับฟื้นกลับมาอีกครั้ง และยังช่วยสานต่อให้วัฒนธรรมการเล่นว่าวได้อยู่สืบทอดไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป ที่สำคัญ ในอนาคตอันใกล้นี้ยังเป็นการสร้างอาชีพให้กับชาวบ้านในชุมชนด้วยการใช้ไม้ไผ่ที่เป็นวัตถุดิบหาได้จากในพื้นที่มาสร้างรายได้ให้กับครอบครัว และคาดว่าการจัดงานครั้งต่อไปน่าจะเป็นช่วงเดือนธันวาคม 2569

    Kites-serve-as-a-medium-to-foster-and-strengthen-friendship-between-Thailand-and-China-SPACEBAR-Photo04.jpg

    Kites-serve-as-a-medium-to-foster-and-strengthen-friendship-between-Thailand-and-China-SPACEBAR-Photo05.jpg

    Kites-serve-as-a-medium-to-foster-and-strengthen-friendship-between-Thailand-and-China-SPACEBAR-Photo06.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/kites-serve-as-a-medium-to-foster-and-strengthen-friendship-between-thailand-and-china&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Rcxm9fRs-XE_KRlifanZo

  • หวั่นศึกตะวันออกกลางทุบท่องเที่ยว บางกอกแอร์เวย์สเตรียม “รัดเข็มขัด” รับมือวิกฤติ

    หวั่นศึกตะวันออกกลางทุบท่องเที่ยว บางกอกแอร์เวย์สเตรียม “รัดเข็มขัด” รับมือวิกฤติ

    นายพุฒิพงศ์ ประสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เปิดเผยระหว่างเข้าร่วมงานส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับโลก ITB Berlin 2026 ที่กรุงเบอร์ลินสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะนักท่องเที่ยวยุโรปต้องพึ่งพาสายการบินจากตะวันออกกลางเดินทางมาเอเชียถึงประมาณ 40% หากสายการบินเหล่านี้ไม่สามารถทำการบินได้ จะทำให้ผู้โดยสารหายไปมาก เพราะสายการบินตะวันออกกลางใช้เครื่องบินขนาดใหญ่ เช่น Airbus A380 และมีเที่ยวบินเข้าไทยวันละหลายเที่ยว ทั้งกรุงเทพฯ และภูเก็ต

    “ในช่วงระยะสั้นประมาณ 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือนแรก การเดินทางอาจไม่สะดวก เนื่องจากการเปลี่ยนไปใช้สายการบินอื่นทำได้ยาก เพราะสายการบินจำนวนมากมีอัตราการจองที่นั่งเต็มอยู่แล้ว ขณะที่การเพิ่มเที่ยวบินระยะไกลก็ไม่สามารถทำได้ทันที เนื่องจากต้องใช้เวลาในการจัดสรรเครื่องบินและทรัพยากรการบิน”

    โดยสิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือ หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 1 เดือน อาจกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมัน ซึ่งจะส่งผลต่อ “Mood” หรือบรรยากาศการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว ที่อาจระมัดระวังมากขึ้น  แต่ถึงกระนั้นยังเชื่อมั่นว่า เสน่ห์ของประเทศไทยที่มีความสวยงาม ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดี อาจกลายเป็นจุดดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเลือกเดินทางมาพำนักระยะยาว โดยในช่วงสงครามรัสเซีย–ยูเครนก็มีชาวต่างชาติจำนวนมากย้ายมาอยู่ระยะยาวในเกาะสมุย พะงัน และหัวหิน

    สำหรับการเข้าร่วมงาน ITB Berlin นายพุฒิพงศ์ ระบุว่า ตลาดหลักของบางกอกแอร์เวย์สกว่า 70-80% เป็นนักท่องเที่ยวจากยุโรป เช่น เยอรมนี อังกฤษ ฝรั่งเศส กลุ่มสแกนดิเนเวีย และสวิตเซอร์แลนด์ การเข้าร่วมงานจึงมีเป้าหมายเพื่อพบปะบริษัททัวร์ ตัวแทนจำหน่าย และพันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึงรับฟังความคิดเห็นจากคู่ค้าเกี่ยวกับสถานการณ์ตลาดและความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวหลังเกิดการสู้รบ เพื่อนำข้อมูลมาปรับแผนการดำเนินงานต่อไป

    “บริษัทเตรียมหารือกันถึงแนวทางรับมือสถานการณ์ โดยหนึ่งในมาตรการที่ทำได้ทันทีคือ ทบทวนโครงสร้างค่าใช้จ่าย หรือ “รัดเข็มขัด” เพื่อลดภาระต้นทุน รวมถึงปรับแผนการลงทุนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว หากตลาดยุโรปได้รับผลกระทบหนัก อาจหันไปมองตลาดระยะใกล้ในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มากขึ้น ขณะเดียวกันยังติดตามการฟื้นตัวของตลาดจีน ซึ่งแม้ไม่ใช่กลุ่มทัวร์ขนาดใหญ่ แต่เป็นนักท่องเที่ยวเดินทางด้วยตนเอง (FIT) ที่มีกำลังซื้อสูง”

    อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการในช่วงเดือนม.ค.-ก.พ.69 ถือว่าเติบโตดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยยอดจองล่วงหน้าเพิ่มขึ้นประมาณ 2% จากระดับที่เกือบเต็มอยู่แล้ว โดยเฉพาะเส้นทางเกาะสมุย ที่บางวันมีผู้โดยสารเต็มทุกเที่ยวบินปัจจัยสำคัญมาจากการเติบโตของภูเก็ต ที่กลายเป็นประตูท่องเที่ยวสำคัญของไทย นักท่องเที่ยวยุโรปจำนวนมากเลือกบินตรงมาภูเก็ตโดยไม่ผ่านกรุงเทพฯ ส่งผลให้บางกอกแอร์เวย์สเพิ่มความถี่เที่ยวบินเส้นทางภูเก็ต–สมุย จากเดิมวันละ 3-4 เที่ยวบิน เป็นวันละ 8 เที่ยวบิน เพื่อตอบรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

    ขณะเดียวกัน บริษัทอยู่ระหว่างการขยายสนามบินสมุย โดยมีแผนขยายอาคารผู้โดยสารจากเดิม 2,000 ตารางเมตรเป็น 4,000 ตารางเมตร และยื่นขอเพิ่มขีดความสามารถรองรับเที่ยวบินจาก 50 เที่ยวบินต่อวัน เป็น 73 เที่ยวบินต่อวัน จากปัจจุบันที่ได้รับการผ่อนผันให้บินได้ 60 เที่ยวบินต่อวัน นอกจากนี้ ยังเตรียมพัฒนาพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกเฉพาะสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวระดับลักชัวรี ที่เดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว (Private Jet ) และมีจำนวนเพิ่มขึ้น จากเดิมวันละ 1-2 ลำ เป็น 6 ลำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2918386&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32f2-QCVGuJREmZCiTc8F_

  • สงครามซัดนักท่องเที่ยวหดหาย   “อรรถกร”จี้ ททท.หาตลาดพยุงไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคน

    สงครามซัดนักท่องเที่ยวหดหาย “อรรถกร”จี้ ททท.หาตลาดพยุงไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคน

     นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยหลังการประชุมร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อประเมินและรับมือผลกระทบจากความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ว่า ได้สั่งการให้เร่งหาตลาดทดแทนทั้งระยะใกล้และระยะกลางเพื่อรักษาระดับนักท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์และอีสเตอร์ มุ่งเป้าคงจำนวนนักท่องเที่ยวรวมตลอดปีนี้ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคน

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า   ททท. ได้ประเมินฉากทัศน์ไว้ 2 แนวทาง หากเกิดกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) ที่ปัญหาลากยาว อาจส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยรวมทั้งปีลดลง 6-8% จากปีที่แล้ว 33 ล้านคน แต่ในทางกลับกัน หากสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้ดี (Best Case) ทิศทางนักท่องเที่ยวยังคงมีสัญญาณบวกและอาจเติบโตได้ 4-6% โดย ททท. ขอยืนยันเป้าหมายขั้นต่ำที่จะต้องรักษาจำนวนนักท่องเที่ยวรวมให้ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคนในปีนี้ จากเดิมได้ตั้งเป้าไว้ว่าในปี 2569 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยว 36.7 ล้านคน

    โดยกรณีบริหารจัดการได้ดี ททท.มองเห็นโอกาสสำคัญท่ามกลางวิกฤตนี้ ถือเป็นจังหวะในการแสดงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการบิน เพื่อทดแทนการแวะพักในตะวันออกกลาง จากการหารือกับผู้อำนวยการบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ซึ่งพร้อมจัดสรรสล็อตการบิน ที่ยังพอมีเหลืออยู่ให้กับสายการบินจากยุโรป เช่น Air France, Lufthansa รวมถึงกลุ่มสายการบินโลว์คอสต์ ที่อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทางบินหรือต้องการฮับใหม่

    นางจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ททท. กล่าวว่า จากเป้า นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ตั้งไว้ในปีนี้ 36.7 ล้านคน เมื่อเกิดสงครามในตะวันออกกลาง มีการคาดการณ์ ผลกระทบ ใน 3 รูปแบบ ดังนี้  กรณีที่ดีที่สุด (Best Case)หากสถานการณ์ยุติภายใน 2-4 สัปดาห์ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยว 35-36 ล้านคน โดยตลาดระยะไกลจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว 

    ขณะที่กรณีฐาน (Base Case) หากใช้เวลา 1-3 เดือน จำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลงเหลือ 30-31 ล้านคน หรือลดลง 18% จากเป้าหมาย เนื่องจากการฟื้นตัวของตลาดระยะไกลเป็นไปอย่างช้าๆ และมีความผันผวนของค่าเงิน และกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 3 เดือนขึ้นไป อาจกระทบให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเหลือเพียง 27-29 ล้านคน หรือ ลดลง 25% จากเป้าหมาย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตลาดตะวันออกกลางและยุโรปทั้งหมดที่ต้องบินผ่าน Gulf Hub รวมถึงต้นทุนราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อราคาบัตรโดยสารเครื่องบินโดยตรง

        นางจิระวดี  กล่่าวถึงรายละเอียดการวิเคราะห์ผลกระทบเชิงลึกว่า เพื่อให้ครอบคลุมที่สุด ททท. ได้นำตัวเลขตลาดอิสราเอลซึ่งมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทย 400,000 คนในปีที่ผ่านมา มาประเมินตลาดยุโรปด้วย ซึ่งเดือนมี.ค.ปีที่แล้ว มีนักท่องเที่ยวยุโรปเดินทางเข้าไทย 854,963 คน เนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบปะทุขึ้นในวันที่ 1 มี.ค.69 พอดี ทำให้ยอดการจองล่วงหน้า  ชะงักงันและไม่สามารถเดินทางได้ โดยภาพรวมของตลาดระยะไกลลดลง  9% แบ่งเป็นตลาดยุโรป  9% อเมริกา 6% แอฟริกา 27% และที่ทรุดหนักที่สุดคือตะวันออกกลางลดลง 6%  เนื่องจากเผชิญทั้งปัจจัยสงครามและตรงกับช่วงเดือนรอมฎอน

    นอกจากนี้ราคาตั๋วเครื่องบินในตลาดยุโรปพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ปรับราคาเพิ่มถึง 70,000 บาท แต่เที่ยวบินก็ยังคงเต็ม 100% ทำให้นักท่องเที่ยวต้องพยายามหาช่องทางอื่นในการเดินทาง เช่น บางรายต้องใช้วิธีบินไปลงปากีสถานและยอมทำวีซ่าเพื่อต่อเครื่องไปยังจุดหมายอื่น  อย่างไรก็ตาม ทิศทางของนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลในขณะนี้ ส่วนใหญ่ใช้วิธีเลื่อนวันเดินทาง ออกไปก่อนแทนการยกเลิกการจอง

    “หากความขัดแย้งยืดเยื้อลากยาวว่า จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว ทั้งระยะใกล้และระยะไกล  การอัดฉีดแคมเปญส่งเสริมการตลาด จะไม่มีประโยชน์และ สูญเปล่า ซึ่งททท. ได้สั่งระงับแคมเปญแล้ว รอดสถานการณ์  หากเลยช่วงรอมฎอน ยังไม่จบ ตลาดตะวันออกกลางจะยิ่งได้รับผลกระทบหนัก” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2918164&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hkrOFLb3WhgYZZKhB5XmO

  • ดอยภูคาคว้าเหรียญเงิน! ไทยผงาดเวทีโลก ITB Berlin 2026 ด้านท่องเที่ยวยั่งยืน | TOPNEWS

    ดอยภูคาคว้าเหรียญเงิน! ไทยผงาดเวทีโลก ITB Berlin 2026 ด้านท่องเที่ยวยั่งยืน | TOPNEWS

    อุทยานแห่งชาติดอยภูคา จ.น่าน รับรางวัลเหรียญเงิน ทั้งนี้ประเทศไทยได้รับการยอมรับด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนในเวทีระดับนานาชาติ หลังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของไทยได้รับรางวัลจากเวทีประกาศรางวัลการท่องเที่ยวยั่งยืนโลก ภายในงาน Internationale Tourismus Börse (ITB) Berlin 2026 ที่จัดขึ้น ณ กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

    โดย จาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว พร้อมด้วย บุญเสริม ขันแก้ว รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว และคณะผู้บริหารกรมการท่องเที่ยว เข้าร่วมงานประกาศรางวัล Green Destinations Awards และ Travelife Awards Ceremony ประจำปี 2026 เมื่อวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา

    ผลการประกาศรางวัลพบว่า แหล่งท่องเที่ยวของประเทศไทยได้รับการรับรองมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนระดับนานาชาติ จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ อุทยานแห่งชาติดอยภูคา จังหวัดน่าน ได้รับรางวัลเหรียญเงิน และ เมืองเก่าตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ได้รับรางวัลเหรียญทองแดง สะท้อนถึงศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวไทยในการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และชุมชนอย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ ยังมีผู้ประกอบการทัวร์ของไทยได้รับใบประกาศนียบัตรมาตรฐาน Travelife for Tour Operators ประจำปี 2026 รวม 5 ราย ได้แก่ บริษัท ฟรายเดย์ ทริป จำกัด, Octo Cycling, บริษัท พี สมาย ออร์กาไนเซอร์ จำกัด, ไทยดรีมทัวร์ และ Tour Indepth by Paree Travel

    กรมการท่องเที่ยวระบุว่า รางวัลทั้ง 7 รายการเป็นผลจากความร่วมมือกับองค์กร Green Destinations และ Travelife for Tour Operators ซึ่งเป็นสถาบันรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับสากล ภายใต้โครงการความร่วมมือพัฒนา Joint Award Program เพื่อยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวของไทยให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล และส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนของโลก

    อุทยานแห่งชาติดอยภูคา จ.น่าน รับรางวัลเหรียญเงิน , เมืองเก่าตะกั่วป่า จ.พังงา รับรางวัลเหรียญทองแดง งานการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนระดับนานาชาติ Green Destinations Awards และ Travelife Awards Ceremony 2026 ภายในงาน “Internationale Tourismus Börse (ITB) Berlin 2026”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1508380&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Vou_cErkJuYJwhHaC6d9B