Category: ท่องเที่ยว

  • นทท.เที่ยวเกาะช้างทะลัก 2 วันนับหมื่น ต่างชาติยังไม่กลับ หลังไฟล์ทบินเปลี่ยนแปลง

    นทท.เที่ยวเกาะช้างทะลัก 2 วันนับหมื่น ต่างชาติยังไม่กลับ หลังไฟล์ทบินเปลี่ยนแปลง

    วันที่ 8 มี.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางยังไม่ส่งผลกระทบกับการท่องเที่ยวของจังหวัดตราด หลังจากที่นักท่องเที่ยวเดินทางลงเที่ยวเกาะช้างกว่า 2 หมื่นคน และยังมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงไม่เดินทางกลับ จากการที่ไฟล์ทบินมีการเปลี่ยนแปลง โดยช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์(วันที่ 7-8 มีนาคม 2569)ที่อำเภอเกาะช้างยังมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวจำนวนมาก คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจะมีมากกว่า 2 หมื่นคน

    โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงท่องเที่ยวตามชายหาดต่างๆ และเช่ารถจักรยานยนต์เดินทางไปท่องเที่ยวตามจุดต่างๆ ส่วนนักท่องเที่ยวไทยที่มาทั้งเป็นกลุ่มและเป็นครอบครัว และนำรถยนต์มาต่างเดินทางกลับตั้งแต่ช่วงสายของวันที่ 8 มีนาคม 2569 ทำให้ต้องรอขึ้นเรือเฟอร์รี่นายกว่า 1 ชม. และในช่วงบ่ายรถยนต์ยังต้องรอลงเรือเฟอร์รี่นานกว่าช่วงสายทำให้ต้องรอนายเกินกว่า 1 ชม. ล่าสุดในเวลา 14.30 น.รถยนต์รอลงเรือเฟอร์รี่ติดยาวไปกว่า 1 กม. ซึ่งทางตำรวจสภ.เกาะช้างได้เข้ามาจัดระเบียบในเรื่อวการต่อคิวเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา

    ว่าที่ร้อยตรีกรกฎ โอภาส ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตราด เปิดเผยว่า นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศที่เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดตราดขณะนี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติกำลังทยอยเดินทางกลับ และเป็นช่วงนักท่องเที่ยวไทยที่จะเดินทางมาแล้ว ส่วนที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ยังอยู่ในเกาะช้างขณะนี้มีทั้งที่ยังไม่เดินทางกลับ และที่ได้รับผลกระทบจากไฟล์ทการเดินทางที่มีสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับไปได้ทั้งหมด ซี่งยอมรับว่า จำนวนนักท่องเที่ยวตั้งปีใหม่ 2569 ถึงวันนี้ที่เดินทางมาตราดและท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวทั้ง 3 เกาะหลัก และในพื้นที่เมืองตราด ยังมีจำนวนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

    สำหรับแนวโน้มในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 5.0 (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 4.5 – 5.5) เมื่อเทียบกับปีก่อน จากอานิสงส์การเพิ่มจำนวนเที่ยวบินในช่วงเวลาเช้า ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกและความคล่องตัวในการเดินทางของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะการเดินทางต่อเนื่องเพื่อขึ้นเรือไปท่องเที่ยว

    ยังเกาะต่าง ๆ ประกอบกับผู้ประกอบการเดินเรือมีแผนเพิ่มจำนวนเรือและขนาดเรือให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ในปริมาณที่เพิ่มขึ้น และเป็นปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ในปี 2569

    ภูมิภาค-24

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/133557&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10dbMlWgnkZg9ZYKDZCXWj

  • ปลัด มท.สั่งผู้ว่าฯ 76 จังหวัด เดินเครื่องพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

    ปลัด มท.สั่งผู้ว่าฯ 76 จังหวัด เดินเครื่องพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการดำเนินภารกิจของกระทรวงมหาดไทยตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามแนวทาง “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” ครอบคลุมภารกิจทั้งด้านส่งเสริมสนับสนุนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชา (ด้านการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง) การป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติด การเพิ่มศักยภาพการป้องกันสาธารณภัยและการฟื้นฟู ช่วยเหลือ เยียวยา และการป้องกันแก้ไขปัญหาความมั่นคงทุกรูปแบบ ซึ่งทั้ง 76 จังหวัดภายใต้การนำของผู้ว่าราชการจังหวัดได้บูรณาการภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ทหาร ตำรวจ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการอย่างเต็มกำลังและเกิดผลสัมฤทธิ์เป็นที่ประจักษ์ในห้วงเวลาที่ผ่านมา

    ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เพื่อให้การขับเคลื่อนแนวทาง “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” เกิดประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นและทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มมากขึ้น ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็วภายใต้หลักการทำงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ อันจะนำมาซึ่งความอยู่ดีกินดีและความสมบูรณ์พูนสุขอย่างยั่งยืน ตนจึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ดำเนินการ “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” เน้นหนักเพิ่มเติม 2 ด้าน ได้แก่

    1. ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การส่งเสริมอัตลักษณ์ชุมชน และการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ด้วยการบูรณาการกลไกของจังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สนับสนุนมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ตามแนวทาง “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้” ควบคู่กับการนำอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และทุนทางสังคมของพื้นที่ ใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ ดึงศักยภาพของจังหวัดมาเป็นฐานการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับสินค้า บริการ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจของชุมชน รวมทั้งผลักดันและส่งเสริมการพัฒนาสินค้า OTOP ผลิตภัณฑ์ชุมชน และการท่องเที่ยวชุมชนให้มีคุณภาพและมาตรฐาน โดยพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผ่านการ Upskill และ Reskill ด้านการตลาด เทคโนโลยี การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ช่องทางจำหน่าย และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าและบริการทั้งในตลาดออนไลน์ และกิจกรรมทางการตลาดในระดับพื้นที่ รวมทั้งส่งเสริมการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานในระดับชุมชน เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย สร้างรายได้ และกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสู่ประชาชนในระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง ต่อเนื่อง และยั่งยืน

    2. ด้านการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนและสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ด้วยการให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ทั้งการเข้าถึงสวัสดิการภาครัฐได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม การส่งเสริมและสร้างอาชีพ การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย และการศึกษา นอกจากนี้ ให้มีการพัฒนาสภาพแวดล้อมและพื้นที่ในชุมชนให้เหมาะสม เอื้ออำนวยต่อการอยู่อาศัยของประชาชนทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย โดยจัดให้มีพื้นที่สวนสาธารณะหรือปรับปรุงพื้นที่สวนสาธารณะให้มีมาตรฐานสำหรับประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน การจัดการระบบบริหารจัดการน้ำเสียและบริหารจัดการขยะให้ได้มาตรฐานและถูกวิธี

    ปลัดกระทรวงมหาดไทย ย้ำว่า ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเป็นกลไกหลักในการกำกับสั่งการ และบูรณาการบุคลากร งบประมาณ ดำเนินการตามแนวทาง “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” ร่วมกับทุกภาคส่วนในพื้นที่ พิจารณาจัดเตรียมแผนงาน/โครงการและขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากช่องทางที่เหมาะสม โดยยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ปฏิบัติตามระเบียบ กฎหมาย มติคณะรัฐมนตรี และแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง มีการลงพื้นที่ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ตามพระโอวาทสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ องค์ปฐมเสนาบดี ที่ว่า “ลงพื้นที่ให้รองเท้าสึก ก่อนก้นกางเกงขาด” เพื่อให้มั่นใจว่าทุกโครงการที่ลงไปสู่พื้นที่นั้น สามารถตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกให้กับประชาชนและชุมชนเป็นรูปธรรมและยั่งยืนอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9690000022815&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32rXbq3evWtXJCfu9UlCne

  • ครั้งแรก! ขอนแก่นจัดใหญ่ “เทศกาลว่าวนานาชาติ 2026” นักท่องเที่ยวไทย-เทศ แห่ชมคึกคัก

    ครั้งแรก! ขอนแก่นจัดใหญ่ “เทศกาลว่าวนานาชาติ 2026” นักท่องเที่ยวไทย-เทศ แห่ชมคึกคัก

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/133547&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nW4yO6i2v_HOcn-v54d7f

  • “รมว.อรรถกร” ร่วมประชุมคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ ติดตามทิศทางพัฒนากีฬาไทย พร้อมหนุนความร่วมมือทุกภาคส่วนสู่เวทีนานาชาติ

    “รมว.อรรถกร” ร่วมประชุมคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ ติดตามทิศทางพัฒนากีฬาไทย พร้อมหนุนความร่วมมือทุกภาคส่วนสู่เวทีนานาชาติ

    “รมว.อรรถกร” ร่วมประชุมคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ ติดตามทิศทางพัฒนากีฬาไทย พร้อมหนุนความร่วมมือทุกภาคส่วนสู่เวทีนานาชาติ

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการบริหารของ คณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งมี ผศ. พิมล ศรีวิกรม์ ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย เป็นประธานการประชุม ณ บ้านอัมพวัน โดยมีคณะกรรมการบริหาร ผู้แทนสมาคมกีฬา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาวงการกีฬาไทยและการเตรียมความพร้อมของนักกีฬาไทยสู่การแข่งขันระดับนานาชาติ

    ในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบถึงพระกรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงรับเป็นองค์ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ นับเป็นกำลังสำคัญในการส่งเสริมและยกระดับวงการกีฬาไทยให้มีความเข้มแข็ง พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพนักกีฬาไทยให้ก้าวสู่ความเป็นเลิศในเวทีระดับโลก

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการสนับสนุนสมาคมกีฬาต่าง ๆ การพัฒนาระบบบริหารจัดการกีฬา รวมถึงการเตรียมความพร้อมของนักกีฬาไทยในการแข่งขันมหกรรมกีฬานานาชาติในอนาคต โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สมาคมกีฬา และองค์กรกีฬาระดับประเทศ เพื่อยกระดับระบบการพัฒนานักกีฬาไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    นายอรรถกร กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ และสมาคมกีฬาต่าง ๆ อย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันศักยภาพนักกีฬาไทยให้สามารถสร้างผลงานในเวทีนานาชาติ ควบคู่กับการพัฒนาระบบบริหารจัดการกีฬาให้มีความโปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์และความสำเร็จของวงการกีฬาไทยในระยะยาว ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวถือเป็นเวทีสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนากีฬาไทย โดยมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนวงการกีฬาไทยให้ก้าวหน้าและสามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/67793&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Vaql6XxaTFiff03ZSnN5S

  • รวบหนุ่มอินเดียปล่อยกู้นอกระบบ ดอกเบี้ยโหด

    รวบหนุ่มอินเดียปล่อยกู้นอกระบบ ดอกเบี้ยโหด

    วันเสาร์ ที่ 07 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.29 น.

    ขอนแก่น-เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดขอนแก่น บูรณาการกำลังร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวขอนแก่น จับกุมชายสัญชาติอินเดีย หลังพบพฤติกรรมตระเวนปล่อยเงินกู้นอกระบบเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด พร้อมพบการกระทำผิดตามกฎหมายอื่นเพิ่มเติม

    เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจับกุมครั้งนี้อยู่ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.ท.ปรีชา ประดิษฐ์ศิลป์ สารวัตรใหญ่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดขอนแก่น และ พ.ต.ท.วรกานต์ สาระปัญญา สารวัตรตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดขอนแก่น โดยมอบหมายให้ ร.ต.อ.สรายุทธ พิลามา รองสารวัตรตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดขอนแก่น พร้อมชุดสืบสวนปราบปราม ตม.จว.ขอนแก่น บูรณาการกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ ส.ทท.1 กก.1 บก.ทท.2 หรือหน่วยตำรวจท่องเที่ยวขอนแก่น ลงพื้นที่ตรวจสอบหลังได้รับแจ้งเบาะแสจากพลเมืองดี

    เบาะแสระบุว่ามีชายลักษณะคล้ายชาวต่างชาติขับรถจักรยานยนต์ตระเวนปล่อยเงินกู้และเก็บเงินจากชาวบ้านในพื้นที่บ้านคำไฮ ตำบลหนองโก อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น เจ้าหน้าที่จึงวางแผนเฝ้าสังเกตการณ์ในพื้นที่

    ต่อมาเจ้าหน้าที่พบชายต้องสงสัยขับขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่น Forza สีขาว เข้ามาเก็บเงินจากแม่ค้าในหมู่บ้าน จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ เบื้องต้นชายดังกล่าวไม่สามารถแสดงหนังสือเดินทางได้ เจ้าหน้าที่จึงเชิญตัวไปตรวจสอบเพิ่มเติมที่สถานีตำรวจภูธรกระนวน

    ภายหลังภรรยาของผู้ต้องหาได้นำหนังสือเดินทางมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ ทราบชื่อคือ นายอามาน (นามสมมติ) อายุ 23 ปี สัญชาติอินเดีย

    จากการตรวจค้นพบของกลางประกอบด้วย เงินสดจำนวน 19,000 บาท ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกง โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ OPPO รุ่น A5 Pro 5G ซึ่งตรวจพบหลักฐานการสนทนาเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินผ่านแอปพลิเคชัน Messenger รถจักรยานยนต์ฮอนด้า รุ่น Forza สีขาว รวมถึงสมุดบันทึกรายชื่อผู้กู้เงินและเอกสารคำให้การพยาน

    จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า เงินสดดังกล่าวเป็นเงินที่นำมาปล่อยกู้ให้กับชาวบ้านจริง โดยเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ตัวอย่างเช่น เงินต้น 1,000 บาท ต้องผ่อนชำระวันละ 120 บาท เป็นระยะเวลา 10 วัน รวมดอกเบี้ยคิดเป็นร้อยละ 20 ภายใน 10 วัน

    นอกจากนี้ จากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ผู้ต้องหาทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน และไม่ได้แจ้งที่พักอาศัยต่อเจ้าพนักงาน เมื่อพำนักอยู่ในราชอาณาจักรเกิน 90 วัน

    เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา ได้แก่ ให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน และเป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเกิน 90 วันโดยไม่แจ้งที่พักอาศัยต่อเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 37(5) แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522

    จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.กระนวน จังหวัดขอนแก่น เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/468433&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19dYjw9s4cUQh3LrV6lUH0

  • จัดหนักของดีโคราช !

    จัดหนักของดีโคราช !

    จัดหนักของดีโคราช ! ‘มิตรรัก ทั่วไทย’ บุกวังน้ำเขียว

    วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    Tag :

    สองพิธีกรอารมณ์ดี “พ่อเอ-ไชยา” และ “ลูกแป้ง-ศรันฉัตร์” พาเที่ยวแหล่งโอโซนอันดับ 7 ของโลก และอันดับ 1 ของประเทศไทย “สวิตเซอร์แลนด์แดนอีสาน” ที่อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมาเปิดทริปที่สวนดอกเบญจมาศ ตำบลไทยสามัคคี ท่ามกลางบรรยากาศงาน “เบญจมาศบานในม่านหมอก” พร้อมการต้อนรับอบอุ่นจากชาวบ้าน ต้อนรับสองพ่อลูกด้วยเพลง “ประวัติหมู่บ้านไทยสามัคคี” ร้องโดยผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ตีกลองโดยกำนันของตำบลไทยสามัคคี โดยมี พี่กบ-ดารารัตน์ สระเจริญ ผู้ประสานงานหมู่บ้านท่องเที่ยว เล่าถึงจุดเด่นชุมชนที่โดดเด่นทั้งแหล่งท่องเที่ยวและสินค้าเกษตรคุณภาพจากนั้นพาไปที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรแปรรูปแก่นตะวันไทบ้าน ชมแปลงปลูก “แก่นตะวัน” พืชพรีไบโอติกที่มีใยอาหารสูง ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย และเป็นสินค้าโอทอปเด่นของพื้นที่ พร้อมชิมผลิตภัณฑ์แปรรูปหลากหลายทั้งชาดอกแก่นตะวัน ชาใบแก่นตะวัน แก่นตะวันสด คุกกี้แก่นตะวัน รวมถึงขมิ้นขาวและขมิ้นหนึบของดีประจำชุมชน

    ต่อด้วยการเยือนสวนผักสลัดป้าแดง แปลงผักปลอดสารของชาวบ้านไทยสามัคคี ชมขั้นตอนเพาะต้นกล้า  ตัดผักสด ๆ จากแปลง และชิมเมนูผักสลัดจานโตจากนั้นไปอร่อยกันที่ร้านครัวต้นไทร ร้านอาหารพื้นบ้านที่ขึ้นชื่อเมนูปลาและเห็ด อาทิ น้ำพริกเห็ด และปลานึ่งสมุนไพร พร้อมเกริ่นต่อเทปหน้ากับการพาไปดูของดีของวังน้ำเขียว ทั้งพาไปดูฟาร์มเห็ด และผลิตภัณฑ์แปรรูปชื่อดังอย่างแหนมเห็ด และข้าวเกรียบเห็ดสอง ปิดท้ายด้วยการช่วยชาวบ้านขายสินค้าชุมชม ตามสไตล์ พ่อเอ-ลูกแป้ง แฟน ๆ ทางบ้านที่สนใจสินค้าของวิสาหกิจชุมชนไหนที่ รายการ มิตรรัก ทั่วไทย เดินทางไป  สามารถสนับสนุนสั่งซื้อสินค้าได้ที่เว็บไซต์ shop.bugaboo.tv  

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/951153&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37Q_Ht2utU34EtTY5UjkEi

  • นักศึกษาท่องเที่ยวอีเวนต์ DPU ยกทีมจัด 2 เวทีการแข่งขันระดับชาติ

    นักศึกษาท่องเที่ยวอีเวนต์ DPU ยกทีมจัด 2 เวทีการแข่งขันระดับชาติ

    วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.19 น.

    นักศึกษาท่องเที่ยวอีเวนต์ DPU ยกทีมจัด 2 เวทีการแข่งขันระดับชาติ บริหารงานครบวงจรสร้างมืออาชีพตั้งแต่ชั้นปีหนึ่ง

    8 มีนาคม 2569 นักศึกษาหลักสูตรการท่องเที่ยวและธุรกิจอีเวนต์ ชั้นปีที่ 1 และ 2 คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) แสดงศักยภาพการจัดงานอีเวนต์ระดับมืออาชีพ ด้วยการยกทีมบริหารจัดการการแข่งขันทักษะวิชาชีพระดับชาติถึง 2 รายการ ภายใต้การเรียนการสอนในรายวิชาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับธุรกิจอีเวนต์ โดยนักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติงานจริงครบทุกกระบวนการ ตั้งแต่การวางแผนงานไปจนถึงการดำเนินงานบนเวที

    กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันทักษะวิชาชีพด้านการท่องเที่ยว การโรงแรม และการประกอบอาหาร ระดับชาติ ครั้งที่ 1 ซึ่งจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา โดยมีนักศึกษาจากหลักสูตรการท่องเที่ยวและธุรกิจอีเวนต์รับผิดชอบการจัดการแข่งขันใน 2 รายการสำคัญ ได้แก่ การแข่งขันทักษะมัคคุเทศก์นำเที่ยวประเภทลีลา ภายใต้หัวข้อ “Z-Traveler Story: เล่าเรื่องเมืองเก่าในสไตล์คนรุ่นใหม่” และ การแข่งขันตอบคำถามด้านการท่องเที่ยว การโรงแรม และการประกอบอาหาร ภายใต้แนวคิด “Smart Tourism Smart Hospitality” การจัดงานครั้งนี้ไม่ใช่เพียงกิจกรรมสนับสนุนเบื้องหลัง แต่เป็นการมอบหมายภารกิจจริงให้นักศึกษาเป็นทีมบริหารจัดการงานอีเวนต์อย่างเต็มรูปแบบ นักศึกษาได้ฝึกวางแผนงาน (Event Action Plan) ออกแบบโครงสร้างทีมงาน แบ่งหน้าที่รับผิดชอบ และบริหารทรัพยากรในแต่ละฝ่ายอย่างเป็นระบบ

    ฝึกครบทุกฝ่ายงานแบบมืออาชีพ

    นักศึกษาทุกคนได้หมุนเวียนรับผิดชอบงานในฝ่ายต่าง ๆ ที่ใช้จริงในอุตสาหกรรมอีเวนต์ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายอำนวยการและวางแผนโครงการ ฝ่ายประสานงานผู้เข้าแข่งขัน ฝ่ายลงทะเบียนและต้อนรับ (Registration & Reception) ฝ่ายพิธีการและควบคุมเวที (Stage Management) ฝ่ายเทคนิค แสง สี เสียง และสื่อมัลติมีเดีย รวมถึงการประเมินผลและสรุปรายงาน นอกจากนี้ นักศึกษายังได้รับคำแนะนำจากอาจารย์กฤติเดช ทองเพิ่ม ผู้ช่วยประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งร่วมทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาในการดำเนินงานร่วมกับอาจารย์ผู้สอนในหลักสูตร สะท้อนการเชื่อมโยงการเรียนการสอนกับเครือข่ายวิชาชีพและภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม

    เวทีฝึกจริงของพิธีกรรุ่นใหม่

    หนึ่งในบทบาทที่ได้รับคำชื่นชมคือการทำหน้าที่พิธีกรฝ่ายพิธีการ โดยตัวแทนนักศึกษาชั้นปีที่ 2 นางสาวณัฏฐนันท์ ท้วมอุธรรม และนางสาวรัตนาวดี ถาวรทัศ กล่าวว่า “การขึ้นเวทีต่อหน้าผู้เข้าแข่งขันระดับชาติทำให้ตระหนักถึงความสำคัญของบทบาทพิธีกรในงานพิธีการ ทั้งการเตรียมสคริปต์ การบริหารจังหวะเวลา และการประสานงานกับทีมงานหลังเวที ซึ่งเป็นประสบการณ์สำคัญที่ช่วยพัฒนาทักษะและความมั่นใจในการทำงานจริง”

    ด้านพิธีกรภาคสนามทั้งนางสาวลลิตา ธีรานุกูล และนางสาวนิสา แปลก ซึ่งเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “แม้งานแข่งขันจะมีความเป็นทางการและจริงจัง แต่หน้าที่ของพิธีกรคือการสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายให้ผู้เข้าแข่งขัน การได้มีโอกาสฝึกทำหน้าที่พิธีกรตั้งแต่เรียนชั้นปีที่ 1 จึงเป็นประสบการณ์ที่ท้าทายและเปิดมุมมองใหม่ต่อเส้นทางอาชีพในอนาคต ต้องขอบคุณอาจารย์ทุกท่านที่ให้การสนับสนุนและผลักดันให้นักศึกษาได้ทดลองทำอะไรใหม่ ๆ เพื่อเปิดประสบการณ์แห่งการเรียนรู้”

    เสียงตอบรับเชิงบวก ตอกย้ำศักยภาพนักศึกษา

    ภาพรวมการจัดการแข่งขันทั้งสองเวทีได้รับเสียงชื่นชมจากคณะกรรมการและผู้เข้าร่วมงานในด้านความเป็นระบบ ความราบรื่นของการดำเนินงาน และความเป็นมืออาชีพของทีมงานนักศึกษา สะท้อนศักยภาพของนักศึกษาที่สามารถบริหารจัดการอีเวนต์เชิงวิชาการขนาดใหญ่ได้ แม้อยู่เพียงชั้นปีที่ 1 และ 2

    ด้าน ศิริพร พานิชเกษม หัวหน้าหลักสูตรการท่องเที่ยวและธุรกิจอีเวนต์ กล่าวว่า “เป้าหมายของหลักสูตรคือการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง การจัดงานครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการฝึกทักษะ แต่เป็นการทำความเข้าใจระบบการจัดงานอีเวนต์ทั้งภาพรวมและรายละเอียด ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญก่อนก้าวสู่การทำงานในอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง”

    เวทีเรียนรู้ที่มากกว่าทฤษฎี

    การที่นักศึกษาชั้นปีที่ 1 และ 2 ได้รับโอกาสบริหารจัดการงานแข่งขันระดับชาติ สะท้อนแนวทางการจัดการเรียนการสอนของ DPU ที่มุ่งสร้างมืออาชีพผ่านการลงมือปฏิบัติจริง นักศึกษาไม่ได้เป็นเพียงผู้ช่วยงาน แต่เป็น “ทีมจัดงานอีเวนต์ตัวจริง” ที่ได้สัมผัสทั้งความรับผิดชอบ ความกดดัน และความภาคภูมิใจจากผลงานของตนเอง ประสบการณ์บนเวทีจริงเช่นนี้จึงเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่าการเรียนด้านอีเวนต์ที่ DPU ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่คือการสร้างประสบการณ์จริงเพื่อหล่อหลอมศักยภาพของนักศึกษาให้พร้อมก้าวสู่การเป็นมืออาชีพในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและธุรกิจอีเวนต์ตั้งแต่วันแรกของการเรียนรู้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/951362&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KDfVqy9WKudGI8fMfZHp9

  • ตำรวจน่านใจดี! ช่วยนักท่องเที่ยวรถแบตหมดที่บ่อเกลือ จนเดินทางต่อได้ปลอดภัย | TOPNEWS

    ตำรวจน่านใจดี! ช่วยนักท่องเที่ยวรถแบตหมดที่บ่อเกลือ จนเดินทางต่อได้ปลอดภัย | TOPNEWS

    เจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดน่านให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยว หลังรถยนต์สตาร์ทไม่ติดจากแบตเตอรี่หมด จนสามารถเดินทางท่องเที่ยวต่อได้อย่างปลอดภัย สร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือน

    วันที่ 7 มีนาคม 2569 เวลา 11.00 น. ศูนย์วิทยุนครน่าน 191 ได้รับแจ้งจากนักท่องเที่ยวว่ารถยนต์สตาร์ทไม่ติดเนื่องจากแบตเตอรี่หมด จึงประสานไปยัง สถานีตำรวจภูธรบ่อเกลือ จังหวัด น่าน เพื่อเข้าช่วยเหลือ

    ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.สมชาย ธิติพลวิภาส ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบ่อเกลือ และ พ.ต.ทสุทธิศักดิ์ มลิวรรณ รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม ได้มอบหมายให้ พ.ต.ตเทวฤทธิ์ วานิชพันธุ์ สารวัตรป้องกันปราบปราม พร้อมด้วย ร.ต.อ.พินิจ ฝีปากเพราะ รองสารวัตรป้องกันปราบปราม และเจ้าหน้าที่สายตรวจรถยนต์ ลงพื้นที่ตรวจสอบและให้การช่วยเหลือตามที่ได้รับแจ้ง

    เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบสภาพรถและให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น จนสามารถแก้ไขปัญหาได้สำเร็จ ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางท่องเที่ยวต่อไปได้อย่างปลอดภัย สร้างความประทับใจต่อการให้บริการและการดูแลนักท่องเที่ยวของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ สามารถ โทรศัพท์แจ้งศูนย์วิทยุ 191 น่าน ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง

    กัลยา สองเมืองแก่น ผู้สื่อข่าว TopNewsทั่วไทย จ.น่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1509420&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QCRTJqnCbsGgFmPCCNP-z

  • น่าน นำผู้ประกอบการหัตถกรรม ร่วมงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 77 ขยายตลาดท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ | TOPNEWS

    น่าน นำผู้ประกอบการหัตถกรรม ร่วมงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 77 ขยายตลาดท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ | TOPNEWS

    ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน ขนทัพผู้ประกอบการหัตถกรรม 30 ราย ร่วมงาน “ไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 77” ณ ศูนย์สิริกิติ์ ชูพลัง Soft Power ทั้งเครื่องเงิน ผ้าทอ และงานแกะสลักสุดประณีต

    นายเสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน เปิดเผยว่า สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน จัดกิจกรรมส่งเสริมและขยายช่องทางการตลาดผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรมของจังหวัดน่าน เพื่อพัฒนาและยกระดับกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ให้สามารถตอบสนองต่อตลาดการท่องเที่ยว และสนับสนุนแนวทางของจังหวัดในการขับเคลื่อนเมืองน่านสู่เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก

    กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นโดย สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน ซึ่งได้นำผู้ประกอบการและชุมชนจากจังหวัด น่าน เข้าร่วมออกบูธนำเสนอผลิตภัณฑ์ในงาน ไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 77 ระหว่างวันที่ 5–8 มีนาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

    ภายในงานมีผู้ประกอบการจากจังหวัดน่านเข้าร่วมจำนวน 30 ราย นำผลิตภัณฑ์หัตถกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาจัดแสดงและจำหน่าย อาทิ งานหัตถกรรมจักสาน งานหัตถกรรมเครื่องเงิน งานหัตถกรรมจากผ้า จิตรกรรมฝาผนังสกุลช่างน่าน งานปั้น และงานแกะสลักไม้

    การเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ผ่านทุนทางวัฒนธรรมและซอฟต์พาวเวอร์ของจังหวัดน่าน ที่มีความหลากหลายในแต่ละพื้นที่ พร้อมทั้งสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่น ให้สามารถเข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น

    กัลยา สองเมืองแก่น ผู้สื่อข่าว TopNewsทั่วไทย จ.น่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1509407&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tmGp8u23-2oEUc33Ax29Y

  • วิกฤตท่องเที่ยวเหลื่อมลํ้า  5 จังหวัดโกยรายได้ 70% อดีตผู้ว่าททท.ชี้ทางออก

    วิกฤตท่องเที่ยวเหลื่อมลํ้า 5 จังหวัดโกยรายได้ 70% อดีตผู้ว่าททท.ชี้ทางออก

    ไทยติดหล่มท่องเที่ยวกระจุกตัว

    นายยุทธศักดิ์ สุภสร อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติและเศรษฐศาสตร์ (Statistical & Economic Analysis) โดยใช้ข้อมูลรายเดือนและรายจังหวัดปี 2568 พบประเด็นที่น่าสนใจและน่ากังวลเกี่ยวกับการกระจุกตัวของรายได้และความเหลื่อม ลํ้าด้านการท่องเที่ยวของไทย ดังนี้

    1. การกระจุกตัวของรายได้จากการท่องเที่ยวจากรายได้จากการท่องเที่ยวรวมทั้งประเทศประมาณ 2.86 ล้านล้านบาท พบว่าประเทศไทย กำลังเผชิญกับ “ภาวะการกระจุกตัวของรายได้อย่างรุนแรง”

    โดยจังหวัดที่รายได้สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต ชลบุรี สุราษฎร์ธานี และเชียงใหม่ มีรายได้รวมกันสูงถึง 2.01 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 70.25% ของรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งประเทศ

    ส่วนจังหวัดที่รายได้สูงสุด 10 อันดับแรก ครองสัดส่วนรายได้ถึง 81.34% ของรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งประเทศ อีก 67 จังหวัดที่เหลือ ต้องแบ่งปันส่วนแบ่งที่เหลือเพียง 18.66% ของรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งประเทศเท่านั้น

    โดย อันดับ 1 กรุงเทพมหานคร มีรายได้ 899,368 ล้านบาท มากกว่าจังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งอยู่ในอันดับ 77 ซึ่งมีรายได้ 468 ล้านบาท ถึง 1,921 เท่า

    ขณะที่รายได้ของภูเก็ตจังหวัดเดียว อยู่ที่ 5.4 แสนล้านบาท สูงกว่ารายได้ของ 50 จังหวัดจากท้ายตารางรวมกัน จังหวัดอันดับต้น ๆ เช่น ภูเก็ต มีสัดส่วนรายได้จากชาวต่างชาติ 92% และกรุงเทพ มีสัดส่วนรายได้จากชาวต่างชาติ สูงถึง 69% 

    จังหวัดที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก

    ขณะที่จังหวัดเมืองรองเกือบทั้งหมดต้องพึ่งพาเพียงรายได้จากคนไทย ซึ่งมีมูลค่าต่อหัวตํ่ากว่า

    2. ความเหลื่อมลํ้าด้านการท่องเที่ยวจากการคำนวณค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค (Gini Coefficient) พบความผิดปกติที่สำคัญ คือ ความเหลื่อมลํ้าด้านจำนวนนักท่องเที่ยว (Visitor Gini) อยู่ที่ระดับ 0.55 (ปานกลาง)ความเหลื่อมลํ้าด้านรายได้ (Revenue Gini) พุ่งสูงถึงระดับ 0.82 (สูงมาก)

    ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่ได้ล้มเหลวในการกระจาย “คน” แต่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการกระจาย “รายได้” แม้มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเมืองรองพอสมควร แต่คนไปเที่ยวแล้ว “ไม่ใช้จ่าย” หรือ “ใช้จ่ายน้อยมาก” สาเหตุอาจเกิดจากกิจกรรมท่องเที่ยวในเมืองรองเป็นแบบ “แวะผ่าน” หรือ “ไปเช้าเย็นกลับ” ทำให้เม็ดเงินไม่ตกในพื้นที่จริง

    เมื่อสร้างโมเดลทางเศรษฐมิติ เพื่อหาว่านักท่องเที่ยว 1 คน สร้างรายได้เพิ่มขึ้นเท่าไหร่ (Marginal Revenue Product) พบว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติ มีค่าสัมประสิทธิ์ประมาณ 0.04 หมายถึง 1 คน สร้างรายได้ ประมาณ 40,000 บาท ในขณะที่นักท่องเที่ยวไทย มีค่าสัมประสิทธิ์เข้าใกล้ 0.00

    ทำให้เห็นได้ชัดว่า “ตัวแปรเดียว ที่กำหนดความรวยของจังหวัด คือ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ” การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวไทยเข้าไปในจังหวัดหนึ่ง ๆ แทบไม่ส่งผลต่อการขยับฐานะทางเศรษฐกิจของจังหวัดนั้นเลย

    ยุทธศักดิ์ สุภสร

    สรุปการวิเคราะห์เชิงลึกพบว่าปัญหาความเหลื่อมลํ้าไม่ได้อยู่ที่ “จำนวนคน” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “คุณภาพของการใช้จ่าย” (Yield) และ “โครงสร้างรายได้” ที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว โดย Yield Analysis (รายได้เฉลี่ยต่อหัว) จากการคำนวณรายได้เทียบกับจำนวนผู้เยี่ยมเยือน พบความแตกต่างที่น่าตกใจ พบว่า กลุ่ม High Yield (สร้างมูลค่าสูง)

    จังหวัดอันดับต้นๆ สามารถดึงดูดเงินจากนักท่องเที่ยวได้มหาศาล ต่อหัว เช่น ภูเก็ต นักท่องเที่ยว 1 คน สร้างรายได้เฉลี่ยสูงถึง 38,651 บาท กระบี่ ประมาณ 16,451 บาท กรุงเทพฯ ประมาณ 15,801 บาท กลุ่ม Low Yield (สร้างมูลค่าน้อย) จังหวัดท้ายตารางมีรายได้ต่อหัวตํ่ามาก เช่น หนองบัวลำภู นักท่องเที่ยว 1 คน สร้างรายได้เพียง 1,246 บาท อำนาจเจริญ ประมาณ 1,577 บาท

    หากดูความเหลื่อมลํ้ารายภูมิภาค จากส่วนแบ่งการตลาด จะพบว่า ภาคใต้ ครองส่วนแบ่งสูงสุด 33.6% นำโดยภูเก็ตและเกาะต่าง ๆ กรุงเทพฯ จังหวัดเดียว ครองส่วนแบ่งสูงถึง 31.4% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด ครองส่วนแบ่งเพียง 4.1% เท่านั้น

    สะท้อนปัญหาพื้นที่ที่ มีประชากรมากที่สุด (อีสาน) กลับได้รับผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวน้อยที่สุด ซึ่งตอกยํ้าปัญหาความเหลื่อมลํ้าทางรายได้ทางการท่องเที่ยวในระดับมหภาค

    ถอดโมเดลกระจายนักท่องเที่ยวของ 3 ประเทศ

    ส่วนแนวทางการแก้ปัญหาให้การท่องเที่ยวไทยกระจายตัวได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สามารถดูตัวอย่าง ความสำเร็จจาก 3 ประเทศ ได้แก่

    “โมเดลการกระจายนักท่องเที่ยวของญี่ปุ่น” (Regional Revitalization) ญี่ปุ่น ใช้แคมเปญ “Free Domestic Flights” สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางต่อไปยังเมืองรอง เช่น แคมเปญของ JAL ปี 2024 เพื่อแก้ปัญหา Overtourism ในโตเกียวและโอซาก้า

    ผลลัพธ์ คือ นักท่องเที่ยวเริ่มไหล เข้าสู่ภูมิภาค เช่น Setouchi หรือเกาะคิวชูมากขึ้น ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นโดยตรง

    โมเดล “Albergo Diffuso” จากอิตาลี (Widespread Hotel) อิตาลีเปลี่ยนหมู่บ้านเก่าที่กำลังร้างให้เป็น “โรงแรมแนวราบ” โดยใช้บ้านของชาวบ้านเป็นห้องพัก และมีศูนย์กลางหมู่บ้านเป็นล็อบบี้/ร้านอาหาร

    ผลลัพธ์ คือ ไม่ต้องสร้างโรงแรมขนาดใหญ่ที่ทำลายสิ่งแวดล้อม แต่ใช้ทรัพยากรเดิมสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่และรักษาวัฒนธรรมไว้ได้

    โมเดล “การเชื่อมต่อด้วยระบบราง” ของฝรั่งเศส รัฐบาลฝรั่งเศสส่งเสริมการเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูง (TGV) แทนเที่ยวบินระยะสั้น และมีกฎหมาย จำกัดการเช่าพักระยะสั้นในเมืองใหญ่เพื่อปกป้องที่อยู่อาศัยคนท้องถิ่น

    ผลลัพธ์ คือ นักท่องเที่ยวสามารถเดินทาง ไปยังแคว้นต่าง ๆ เช่น Loire Valley หรือ Provence ได้อย่างรวดเร็วและสะดวก กระจายรายได้ไปสู่ภูมิภาคได้อย่างทั่วถึง

    แนะ 4 ประเด็นแก้ปัญหาในไทย

    สำหรับแนวทางแก้ไขสำหรับประเทศไทย ควรจะเน้นดำเนินการใน 4 เรื่อง ได้แก่

    1.Connectivity & Inter-modal Transport เร่งเชื่อมต่อระบบรางและรถโดยสารสาธารณะระหว่างเมืองหลักไปสู่เมืองรอง ให้สะดวกและมีราคาที่เข้าถึงได้ เหมือนโมเดลฝรั่งเศส 

    2.การออกมาตรการภาษีหรือ Cash-back สำหรับนักท่องเที่ยวที่พักค้างคืนในจังหวัด 10 อันดับสุดท้าย เช่น อำนาจเจริญ หนองบัวลำภู เพื่อสร้างแรงจูงใจในการกระจายตัว

    3.Community-Based Premium (CBT) นำโมเดล Albergo Diffuso ของอิตาลีมาใช้ในพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน โดยยกระดับบ้านพักชุมชนให้มีมาตรฐานสากล (Value-added) แทนการเน้นปริมาณนักท่องเที่ยว

    4. Decentralized Digital Platform สนับสนุนแพลตฟอร์มจองที่พัก/กิจกรรมของคนไทยเอง เช่น TAGTHAi (ทักทาย) ซึ่งแอปพลิเคชันท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการของไทย ที่เก็บค่าธรรมเนียม (GP) ตํ่ากว่า Global OTAs เพื่อให้รายได้ตกอยู่ที่ผู้ประกอบการรายย่อยในท้องถิ่นอย่างแท้จริง

    หากไทยยังไม่เร่งกระจายรายได้การท่องเที่ยว ความเหลื่อมลํ้าจะยิ่งถ่างกว้างขึ้นจนกลายเป็นปัญหาทางสังคมที่ยากจะเยียวยา การเดินตามรอย “ญี่ปุ่น” ในการใช้เทคโนโลยีและสิทธิประโยชน์เพื่อกระจายนักท่องเที่ยว น่าจะเป็นทางออกที่เห็นผลเร็วที่สุดสำหรับบริบทการท่องเที่ยวไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/653252&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Jgr97ffOBtxFnt6fT6jh_