Category: ท่องเที่ยว

  • ผู้ว่าฯ สมุทรสงคราม เปิดตัวปฏิทินการท่องเที่ยวจังหวัดสมุทรสงคราม ประจำปี พ.ศ. 2569

    ผู้ว่าฯ สมุทรสงคราม เปิดตัวปฏิทินการท่องเที่ยวจังหวัดสมุทรสงคราม ประจำปี พ.ศ. 2569

    ผู้ว่าฯ สมุทรสงคราม เปิดตัวปฏิทินการท่องเที่ยวจังหวัดสมุทรสงคราม ประจำปี พ.ศ. 2569


    5/03/2569 | 18 |

    วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม 2569 เวลา 17.00 น. – 19.30 น. ณ สะพานแขวนข้ามคลองแม่กลอง อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชกการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธานแถลงข่าวเปิดตัวปฏิทินการท่องเที่ยวจังหวัดสมุทรสงคราม ประจำปี พ.ศ. 2569 เปิดจังหวะใหม่ของการท่องเที่ยวเมืองสมุทรสงคราม SOS (Season of Samutsongkhram) เมืองสมุทรสงคราม 3 สีสัน 1. สีสันแห่งเทศกาลและงานสินค้า ช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือน กุมภาพันธ์ 2. สีสันแห่งรสชาติและผลผลิต ช่วงเดือนมีนาคม ถึง มิถุนายน และ 3. สีสันแห่งวิถีและศรัทธา ช่วงเดือนกรกฎาคม – เดือนธันวาคม โดยจังหวัดสมุทรสงคราม ร่วมกับ ททท.สมุทรสงคราม หน่ายงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการร้านค้า ร้านอาหาร และที่พัก ร่วมจัดงานเพื่อโปรโมทของดีของจังหวัดสมุทรสงคราม โดยเฉพาะความโดดเด่นด้านอาหารการกิน ที่เป็นเอกลักษณ์ และมีการจัดบูทอาหารที่ขึ้นชื่อของจังหวัดสมุทรสงครามให้สื่อมวลชนและผู้เข้าร่วมงานได้ลิ้มลอง โดยผู้ประกอบการร้านค้า ร้านอาหาร สินค้าขึ้นชื่อของจังหวัดสมุทรสงคราม

    สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรสงคราม : ภาพ – ข่าว

    https://thainews.prd.go.th/thainews/news/view/1841297/?bid=1


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://samutsongkhram.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/482654&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35FqpfZCv1Hz2pOO2pDYig

  • แม่ฮ่องสอนคุมเข้ม ‘ชาบัด เฮ้าส์’ ในปาย รับมือสงครามตะวันออกกลาง

    แม่ฮ่องสอนคุมเข้ม ‘ชาบัด เฮ้าส์’ ในปาย รับมือสงครามตะวันออกกลาง

    วิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ( ผอ.รมน.มส.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง ทางจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้มีคำสั่งให้ทุกภาคฝ่ายได้ดูแลความปลอดภัยของประชาชน และนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอปาย ที่ต้องเฝ้าระวังสถานที่เชิงสัญลักษณ์ อย่าง Chabad House of Pai ซึ่งเป็นศูนย์กลางชุมชนและศาสนสถานของชาวอิสราเอล ที่นับถือศาสนายูดายแบบออร์โธดอกซ์

    พร้อมกันนี้ ได้กำชับให้นายอำเภอปาย รวมทั้งหน่วยกำลังทหาร ตำรวจ อส. ออกไปตรวจติดตามควบคุมดูแล ให้ดูแลกลุ่มต่างชาติทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวทั้งชาวอเมริกา อิสราเอล อิหร่าน หรือนักท่องเที่ยวชาติอื่นก็ตาม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัย และแม้ว่าอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน จะมีชาวอิสราเอล อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่ถือเป็นพื้นที่เสี่ยงแต่อย่างใด และสถานการณ์การท่องเที่ยวยังอยู่ในภาวะปกติ

    Mae Hong Son-tightens-security-for-tourists-in-Pai-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ด้าน พ.ต.ท.กฤษณ์ สมณาศักดิ์ สารวัตรตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดแม่ฮ่องสอน มอบหมายให้ “ชป.3” บูรณาการร่วมกับสถานีตำรวจภูธรอำเภอปาย ตำรวจท่องเที่ยว สันติบาล ฝ่ายปกครองอำเภอปาย ร่วมเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอำเภอปาย เพิ่มความถี่ในการตรวจตราเชิงรุกในพื้นที่สำคัญ เช่น สถานที่ราชการ แหล่งท่องเที่ยว แหล่งชุมชน และสถานที่ที่มีชาวต่างชาติพำนัก

    พร้อมทั้งให้ชุดสืบสวน และฝ่ายข่าวติดตามข้อมูลข่าวสารทั้งในพื้นที่ และสื่อสังคมออนไลน์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันมิให้เกิดการปลุกปั่น ยุยง หรือการกระทำที่อาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อย และลงพื้นที่ออกตรวจตรา Chabad House of Pai เฝ้าระวังการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด 

    Mae Hong Son-tightens-security-for-tourists-in-Pai-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ขณะที่ข้อมูลของตรวจคนเข้าเมืองแม่ฮ่องสอน รายงานว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศแจ้งเข้าพักในอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 23,000 คน แบ่งเป็นบริติช จำนวน 5,500 คน อิสราเอล 3,600 คน ดัตช์ 2,400 คน เยอรมัน 2,100 คน และฝรั่งเศส 1,500 คน

    แหล่งข่าวจากฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า สถานการณ์การท่องเที่ยวภาพรวมของอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอนอยู่ในภาวะปกติ แต่ได้มีการเฝ้าระวังChabad House of Pai อย่างเข้มข้น มีเจ้าหน้าที่ทุกภาคฝ่ายเข้ามาเฝ้าระวัง และไม่ให้เกิดการเข้ามาแสดงแสดงเชิงสัญลักษณ์ใดๆ ที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบในพื้นที่ โดยทุกวันศุกร์ของแต่ละสัปดาห์จะมีชาวอิสราเอลประมาณ 500 คน เข้ามาประกอบพิธีทางศาสนา สวดมนต์ และมีการรับประทานอาหารอิสราเอล และมีชาวอิสราเอลบางส่วนได้ทยอยเดินทางไปท่องเที่ยวต่อในพื้นที่เมืองชายทะเล ไม่หนาแน่นเหมือนช่วงฤดูหนาว   

    ไพศาล สุขเจริญ นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ(ตอนบน) กล่าวว่า ขณะนี้ตลาดกลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอิสราเอล ที่จะเดินทางเข้ามาในอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอนได้หยุดชะงักไป เนื่องจากได้ตะวันออกกลางได้มีการปิดน่านฟ้า และสายการบินทั่วโลกได้ระงับเส้นทางบินทั่วตะวันออกกลาง ซึ่งต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์กันอย่างใกล้ชิดว่าจะมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวภาพรวมมากน้อยขนาดไหน

    สำหรับอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ถือเป็นเมืองที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล มักจะใช้วันหยุดมาพักผ่อนระยะยาว เท่าที่มีการสอบถามผู้ประกอบการโรงแรม กลุ่มที่เดินทางมาก่อนจะเกิดสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง ยังพำนักกันที่อำเภอปายกันตามปกติ ส่วนผู้ที่จะเดินทางกลับนั้น หากพบว่ามีการตกค้าง ก็จะมีมาตรการในการช่วยเหลือลดราคาที่พัก และดูแลความปลอดภัย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว 

    Mae Hong Son-tightens-security-for-tourists-in-Pai-SPACEBAR-Photo02-1.jpg

    Mae Hong Son-tightens-security-for-tourists-in-Pai-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/mae-hong-son-tightens-security-for-tourists-in-pai-in-response-to-the-conflict-in-the-middle-east&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XAGnBCdBZVAkKs0YdLoen

  • SHR เดินหน้า 3 กลยุทธ์หลักปี 2569 มุ่งสร้าง New High ด้านการเติบโตและกำไร พร้อมยกระดับมูลค่าพอร์ตธุรกิจทั้งด้านสินทรัพย์ แบรนด์ และประสบการณ์การเข้าพัก – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SHR เดินหน้า 3 กลยุทธ์หลักปี 2569 มุ่งสร้าง New High ด้านการเติบโตและกำไร พร้อมยกระดับมูลค่าพอร์ตธุรกิจทั้งด้านสินทรัพย์ แบรนด์ และประสบการณ์การเข้าพัก – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR ผู้นำด้านธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทระดับนานาชาติ โชว์ความสำเร็จผลการดำเนินงานปี 2568 คว้ากำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 615 ล้านบาท พร้อมประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 “Scaling to New Heights, Unlocking Greater Value” มุ่งยกระดับคุณภาพพอร์ตโรงแรม ผ่านกลยุทธ์การลงทุนในสินทรัพย์ศักยภาพสูง เตรียมเดินหน้าพัฒนาโรงแรมใหม่-รีแบรนด์เพิ่มมูลค่า-ยกระดับประสบการณ์การเข้าพักสอดรับเทรนด์การท่องเที่ยวโลก ตั้งเป้าเพิ่ม Portfolio RevPAR เติบโต 20-25% ดัน EBITDA margin สู่ระดับ 30% และตั้งเป้าลดอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของหนี้ลงกว่า 0.50% พร้อมยกระดับฐานกำไรสุทธิให้เติบโตต่อเนื่องในระยะยาว

    นายไมเคิล มาร์แชล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR กล่าวว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทสามารถผลักดันรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักที่พร้อมให้บริการ (RevPAR) เติบโตขึ้นในทุกภูมิภาค โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักทั้งจากการเพิ่มอัตราค่าห้องพักเฉลี่ย (ADR) และการดึงดูดกลุ่มลูกค้าศักยภาพที่มีกำลังใช้จ่ายสูงให้เข้ามาพักในโรงแรมได้อย่างต่อเนื่อง ผนวกกับผลจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการลดต้นทุนทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (Normalised Net Profit) เติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 615 ล้านบาท สะท้อนความแข็งแกร่งของโครงสร้างพอร์ตโรงแรมที่กระจายตัวในหลายประเทศ และความสามารถของบริษัทในการบริหารรายได้ท่ามกลางสภาพอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ส่งผลให้บริษัทสามารถจ่ายปันผลงวดปี 2568 ที่ 0.07 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่บริษัทเคยประกาศจ่ายเงินปันผลมา หรือคิดเป็นประมาณ 4% ของราคาปิดล่าสุด สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม

    ในปี 2569 บริษัทจะต่อยอดความสำเร็จดังกล่าวผ่านการขับเคลื่อนแผนธุรกิจ Scaling to New Heights, Unlocking Greater Value” ยกระดับการเติบโตและปลดล็อกศักยภาพการสร้างมูลค่าในระยะยาว ผ่าน 3 กลยุทธ์ ได้แก่

    1.การหมุนเวียนสินทรัพย์ (Asset Rotation) เดินหน้าบริหารพอร์ตเชิงรุก โดยมุ่งเน้นคุณภาพของสินทรัพย์มากกว่าปริมาณ เพื่อสร้างคุณค่าในระยะยาว ผ่านการจำหน่ายโรงแรม 15 แห่งในสหราชอาณาจักรที่มีศักยภาพการเติบโตและการทำกำไรจำกัด เพื่อนำเงินไปชำระหนี้เงินกู้จากสถาบันการเงินที่มีดอกเบี้ยสูง และเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนในสินทรัพย์ทีมีศักยภาพในการทำกำไร

    โดยบริษัทฯ เตรียมงบลงทุนประมาณ 3,000–3,500 ล้านบาท เพื่อขยายการลงทุนในประเทศไทย ซึ่งเป็นตลาดที่มีความเชี่ยวชาญและเครือข่ายที่แข็งแกร่ง สร้างความได้เปรียบด้านขนาด ควบคู่การลงทุนอย่างคัดสรรในโรงแรมระดับบน (Upper Upscale) และการบริหารแบบคลัสเตอร์ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว

    2.การเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ (Asset Enhancement) มุ่งพัฒนาพอร์ตสู่การเป็นพอร์ตโรงแรมระดับพรีเมียมที่ขับเคลื่อนด้วยไลฟ์สไตล์ โดยร่วมมือกับ The Ascott Limited ผู้บริหารจัดการโรงแรมระดับนานาชาติ รีแบรนด์และยกระดับโรงแรม 4 แห่งในสหราชอาณาจักร สู่แบรนด์ใหม่ที่ตอบโจทย์ด้านไลฟ์สไตล์มากขึ้น ได้แก่ The Unlimited Collection และ lyf พร้อมทั้งอัปเกรดห้องพัก และสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ในระยะยาว ปัจจุบัน โรงแรมภายใต้แบรนด์ The Unlimited Collection ได้เปิดให้บริการเรียบร้อยแล้ว ขณะที่อีก 2 โรงแรมภายใต้แบรนด์ lyf คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จและเปิดให้บริการภายในครึ่งแรกของปี 2569 และจะช่วยผลักดัน ADR เพิ่มขึ้นประมาณ 20–30% เมื่อเทียบกับปี 2567

    นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนยกระดับผลิตภัณฑ์ห้องพักของโรงแรมแบรนด์ SAii Hotels & Resorts จำนวน 2 แห่ง โดยที่ SAii Phi Phi Island Village จะดำเนินการปรับปรุงวิลล่าบนเนินเขาทั้งหมดจำนวน 12 ห้อง ขณะที่  SAii Maldives Lagoon Maldives, Curio Collection by Hilton จะเพิ่มสระว่ายน้ำส่วนตัวให้วิลล่าเหนือน้ำเดิม 20 หลัง และพัฒนาวิลล่าเหนือน้ำใหม่อีก 18 หลัง เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าระดับบน เสริมศักยภาพด้านราคา และสนับสนุนการเติบโตของ ADR ในระยะยาว

    3.การเติบโตของแบรนด์ที่ขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์ (Experienced-Led Brand Growth) ชูแบรนด์ SAii Hotels & Resorts แบรนด์โรงแรมระดับบนที่มีเอกลักษณ์ด้านไลฟ์สไตล์ (Upper-Upscale Lifestyle Brand) ชัดเจน พร้อมต่อยอดแนวคิดแกนกลางที่กำหนดอัตลักษณ์และมาตรฐานของแบรนด์ (Brand Pillars) และพัฒนาประสบการณ์เอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์ (Signature Experiences) ให้โดดเด่นและแตกต่างยิ่งขึ้น ครอบคลุมมิติการดูแลสุขภาพ ความยั่งยืน และการนำเสนออาหารอย่างใส่ใจ เพื่อสร้างความแตกต่างและเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ในระยะยาว ตลอดจนแบรนด์ในเครือ Ascott อย่าง The Unlimited Collection และ lyf ในการยกระดับประสบการณ์การเข้าพัก ผ่านทั้งการออกแบบห้องพัก ความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ตลอดจนการนำเสนอกิจกรรมที่ช่วยส่งมอบประสบการณ์ที่สอดคล้องกับเทรนด์การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ของโลก เช่น การมอบประสบการณ์การชมดาวท่ามกลางธรรมชาติ สอดรับเทรนด์การท่องเที่ยวเพื่อความสงบและเป็นส่วนตัว (Quietcations) แพ็คเกจส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม (Wellness Packages) ที่ผสานการท่องเที่ยวเข้ากับการออกกำลังกายและไลฟ์สไตล์แอคทีฟ เพื่อตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพและคุณภาพชีวิต กิจกรรมเพาะฟื้นฟูปะการัง ปลูกป่าชายเลน สอดรับเทรนด์การท่องเที่ยวที่มีความหมาย

    จากกลยุทธ์ที่จะช่วยปลดล็อกการเติบโตดังกล่าว บริษัทจึงตั้งเป้าให้ภาพรวม Portfolio RevPAR เติบโตขึ้น 20-25% จากปี 2568 พร้อมทั้งคาดว่าจะสามารถปรับปรุงอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA Margin) ให้สูงขึ้นสู่ระดับประมาณ 30% จากการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพตลอดจนการดำเนินงาน และลดอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของหนี้ลงกว่า 0.50%

    นายไมเคิล กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจาก 3 กลยุทธ์ข้างต้น บริษัทยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ด้านความยั่งยืนควบคู่ไปกับการเติบโตของธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับความพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) ผ่านการใช้พลังงานหมุนเวียนด้วยการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในหลายโครงการในไทยและมัลดีฟส์ ปัจจุบัน บริษัทมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวมกว่า 2,676 กิโลวัตต์พีก (kWp) และในปีที่ผ่านมา สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้คิดเป็นกว่า 14% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด ควบคู่กับการพัฒนาและยกระดับระบบบริหารจัดการพลังงาน (Energy Efficiency Management) อย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ควบคุมต้นทุนในระยะยาว

    อีกหนึ่งแนวทางสำคัญ คือการรักษาสัดส่วนพื้นที่ความหลากหลายทางชีวภาพไม่น้อยกว่า 30% ของพื้นที่โครงการในสินทรัพย์ของบริษัท โดยปัจจุบัน พี้นที่ทางทะเลในโครงการ CROSSROADS Maldives ซึ่งครอบคลุมกว่า 1.71 ล้านตารางเมตร คิดเป็น 18.9% ของพื้นที่ทางทะเลทั้งหมด ได้รับสถานะเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ (Official Potential OECMs) เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตคุ้มครอง หรือ  Other Effective Area-based Conservation Measures (OECMs) สะท้อนบทบาทสำคัญของโครงการในกลยุทธ์การพัฒนาอย่างยั่งยืนของ SHR  ความสำเร็จครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญ โดยถือเป็นโครงการแรกและโครงการเดียวจากบริษัทไทยที่ได้รับการยอมรับในสถานะอันทรงเกียรติดังกล่าว

    นอกจากนี้ โรงแรมในเครือยังจัดกิจกรรมด้านความยั่งยืนมากมาย ที่เปิดโอกาสให้แขกผู้เข้าพัก รวมถึงชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วม พร้อมส่งเสริมความตระหนักรู้ในการดูแลสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศโดยรอบ สะท้อนบทบาทของ SHR ในการขับเคลื่อนการอนุรักษ์ควบคู่กับการพัฒนาอย่างรับผิดชอบในระดับสากล

    “SHR กำลังก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ของการเติบโต ด้วยกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งและทิศทางที่ชัดเจน เรามุ่งยกระดับคุณภาพพอร์ตโรงแรม ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีศักยภาพสูง และเร่งขับเคลื่อนความสามารถในการทำกำไรให้ก้าวสู่ระดับที่เหนือกว่าเดิมอย่างยั่งยืน” นายไมเคิล กล่าวทิ้งท้าย

    สำหรับ บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR เป็นบริษัทในเครือบริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S ดำเนินธุรกิจบริหารจัดการและลงทุนในโรงแรมระดับนานาชาติ โดยมุ่งเน้นการเติบโตทั้งจากการประกอบธุรกิจของตนเอง (Organic Growth) และการเข้าซื้อกิจการ (Inorganic Growth) ปัจจุบัน มีพอร์ตโฟลิโอโรงแรมครอบคลุม 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย มัลดีฟส์ ฟิจิ มอริเชียส และสหราชอาณาจักร รวมมากกว่า 11 แบรนด์ ภายใต้สินทรัพย์ 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ โรงแรมที่บริหารภายใต้แบรนด์ของบริษัทเองคือ SAii Hotels & Resorts และ Santiburi โรงแรมภายใต้แบรนด์ Outrigger Hospitality Group โรงแรมในโครงการ CROSSROADS Maldives กลุ่มโรงแรมระดับ Upper-Midscale ในสหราชอาณาจักร และโรงแรมที่ดำเนินงานในรูปแบบกิจการร่วมค้า ซึ่งสะท้อนถึงกลยุทธ์การลงทุนที่หลากหลายและการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวของบริษัท

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/03/05/623071/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mf1vmpHtoAMesahIzrOj4

  • ไทยโชว์ศักยภาพวิจัย Net Zero Tourism บนเวทีโลก ITB Berlin 2026 ดันโมเดลท่องเที่ยวยั่งยืน

    ไทยโชว์ศักยภาพวิจัย Net Zero Tourism บนเวทีโลก ITB Berlin 2026 ดันโมเดลท่องเที่ยวยั่งยืน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/energy-sustainability/133072&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0m5lwgiIRqmG3maNucUlrv

  • “ท่องเที่ยว” ผนึกกำลัง จัดกิจกรรมอบอุ่น ขอบคุณวันนักข่าวอุตรดิตถ์ | TOPNEWS

    “ท่องเที่ยว” ผนึกกำลัง จัดกิจกรรมอบอุ่น ขอบคุณวันนักข่าวอุตรดิตถ์ | TOPNEWS

    วันที่ 5 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ.ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยว สาขาจังหวัดอุตรดิตถ์ นายโยธิน ทับทิมทอง (ผอ.ททท.แพร่-อุตรดิตถ์) น.ส.ภัททิรา คำอภิวงศ์ (หัวหน้า ททท. ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์) นางหทัยกาญจน์ อิภิชาติ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดอุตรดิตถ์ จัดกิจกรรมขอบคุณสื่อมวลชน เนื่องในวันนักข่าว 5 มีนาคม 2569 หรือวันสื่อสารมวลชนแห่งชาติ โดยมีสื่อท้องถิ่นหลัก บล็อกเกอร์ อินฟลูเอนเซอร์ ในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ร่วมกิจกรรมดังกล่าว

    บรรยากาศอบอ่วนไปด้วยความสุข การแลกเปลี่ยนแนวคิด คำแนะนำ เกี่ยวกับทิศทางการท่องเที่ยวของจังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อร่วมผลักดันให้การท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์ได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น ด้วยสื่อมวลชน คือผู้มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย

    สำหรับ ททท. แล้ว นักข่าว ไม่ใช่แค่ผู้รายงานเหตุการณ์ แต่คือนักเล่าเรื่องราวความสุขผ่านภาพถ่ายและตัวอักษรให้กลายเป็นแรงบันดาลใจในการออกเดินทางของคนนับล้านมาเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์ ททท.ตระหนักถึงความสำคัญของข่าวสาร ทั้งในแง่มุมของคนทำงานหรือในแง่มุมของผู้เสพข่าวสาร “วันนักข่าว” จึงจัดกิจกรรม เล็กๆ อบอุ่น ขอบคุณพี่ๆนักข่าว แบบ Coffee Talk เพื่อให้กำลังใจกับคนทำงานด้านสื่อสารมวลชนให้สร้างสรรค์ผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นกลไกหนึ่งในการพัฒนาสังคมและการท่องเที่ยวของจังหวัดอุตรดิตถ์ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1507252&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3an3TT-w-cfFoykyxKfiNi

  • ปิดฉากท่องเที่ยวปี 2568  บิ๊กโรงแรม-สายการบินยังโกยกำไร  ปีนี้ลุยขยายธุรกิจต่อ

    ปิดฉากท่องเที่ยวปี 2568 บิ๊กโรงแรม-สายการบินยังโกยกำไร ปีนี้ลุยขยายธุรกิจต่อ

    ธุรกิจการบินของไทยโกยกำไร 3.6 หมื่นล้าน

    ธุรกิจการบินในปี 2568 สายการบินมีกำไรรวมกัน 3.6 หมื่นล้านบาท โดย บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ทำรายได้สูงสุด หากเทียบกับสายการบินอื่น โดยพลิกจากขาดทุนถึง 2.69 หมื่นล้านบาท กลับมาทำกำไร 3.09 หมื่นล้านบาท และสามารถจ่ายปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นได้เป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี หลังจากการบินไทยได้ออกจากแผนฟื้นฟูกิจการ และสามารถนำหุ้น THAI กลับไปซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ได้

    ในปีที่ผ่านมาการบินไทย มีจำนวนผู้โดยสารที่ทำการขนส่งรวมทั้งสิ้น 16.46 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.0% มีรายได้จากการดำเนินงาน 1.9 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2% เนื่องจากการบินไทยเน้นการขายเน็ตเวิร์ค ไม่ได้พึงพาแต่ผู้โดยสารที่เดินทางเข้าไทยเพียงช่องทางเดียว และในปีนี้ การบินไทยวางเป้าขับเคลื่อนรายได้อยู่ที่ 2 แสนล้านบาท จากกำลังผลิตที่เพิ่มขึ้นราว 5 %

    โดยในปีนี้การบินไทยจะรับมอบเครื่องบิน แอร์บัส A321neo 14 ลำ โบอิ้ง B787-9 ใหม่จากโรงงาน 4 ลำ และเช่าโบอิ้ง B787-8 เพิ่มอีก10 ลำ ทำให้การบินไทยมีเครื่องบินรวม 102 ลำ เพิ่มจากปีก่อน ที่มีอยู่ 80 ลำ เพื่อนำมาใช้ขยายความถี่ในเส้นทางบินที่ทำกำไร โดยเฉพาะเส้นทางบินจีน และอินเดีย และการกลับมาเปิดจุดบินใหม่ อย่าง อัมสเตอร์ดัม และโอ๊คแลนด์ และเน้นการควบคุมต้นทุนและบริหารค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง

    ตามมาด้วย บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ “บางกอกแอร์เวย์ส” แม้ในปีที่ผ่านมา สายการบินมีรายได้ 2.6 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.1% จากปีก่อน และมีกำไร 3,580 ล้านบาท แม้จะลดลง 5.7% แต่ก็ถือว่ายังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง และรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ ท่ามกลางปัจจัยท้าทายจาก

    การชลอตัวของนักท่องเที่ยว ส่งผลให้มีผู้โดยสารอยู่ที่ 4.2 ล้านคน ลดลง 2.5% แต่บางกอกแอร์เวย์ส ได้แรงสนับสนุนจากธุรกิจที่เกี่ยวกับกับสนามบิน และธุรกิจสนามบิน ที่มีการเติบโตของรายได้อยู่ในระดับ 2 หลัก โดยเฉพาะสนามบินสมุย มีผู้โดยสารใช้บริการ 3 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ช่วยเสริมฐานรายได้ที่หลากหลายให้แก่บางกอกแอร์เวย์ส

    ส่วนแผนของสายการบินในปี 2569 นี้ อยู่ระหว่างทยอยรับมอบเครื่องบิน ATR 72-600 จำนวน 10-12 ลำที่เตรียมทยอยรับมอบระหว่างปี 2569–2571 เพื่อเสริมศักยภาพเส้นทางระยะใกล้ พร้อมชำระเงินลงทุนเพิ่มในบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด หรือ UTA 2,100 ล้านบาท ทำให้ถือหุ้นในสัดส่วน 40 % เพื่อลงทุนในโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก

    ในด้านของ บริษัท แอร์เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ สายการบิน “ไทยแอร์เอเชีย” ปีที่ผ่านมาขนส่งผู้โดยสารรวม 21.0 ล้านคน เพิ่มขึ้น 1 % มีกำไรสุทธิ 2,336 ล้านบาท ลดลง 33% เนื่องจากมีรายได้ 45,691 ล้านบาท ลดลง 8 % จากการชลอตัวของนักท่องเที่ยวจีน แต่อย่างไรก็ตามสายการบินก็ยังสามารถทำกำไรได้ จากการบริหารจัดการต้นทุนน้ำมันที่ลดลง 10% และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน จากการแข็งค่าของเงินบาท

    ปี 2569 ไทยแอร์เอเชียเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะเริ่มกลับมาฟื้นตัว โดยตั้งเป้ารายได้จากการขายและบริการเติบโต 7-9 % และขนส่งผู้โดยสารที่ 23.5 ล้านคน ภายใต้กลยุทธ์การขยายฝูงบินเพิ่มอีก 5 ลำในช่วงครึ่งปีหลัง

    เปิด 5 อันดับโรงแรมทุบสถิติกำไรสูงสุด

    สำหรับธุรกิจโรงแรม ในปีที่ผ่านมา โรงแรมที่มีกำไรสูงสุด 5 อันดับแรก อันดับ 1 คือ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ซึ่งมีกำไรอยู่ที่ 9 พันล้านบาท เพิ่มจากปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 7.7 พันล้านบาท ซึ่งเป็นนิวไฮ และมีรายได้อยู่ที่ 1.65 แสนล้านบาท จากการเติบโตของธุรกิจโรงแรม ธุรกิจอาหาร รวมถึงการขยายการพัฒนาโครงการที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์โรงแรม (Branded Residences)

    ผลประกอบการธุรกิจโรงแรม สายการบิน ในตลท. ปี 2568

    ขณะที่ในปีนี้ ไมเนอร์ จะใช้งบลงทุนราว 1.5 หมื่นล้านบาท สำหรับธุรกิจโรงแรมเป็นส่วนใหญ่ ทั้งการปรับปรุงโรงแรม และขยายแบรนด์ธุรกิจอาหาร ภายใต้กลยุทธ Asset-light (การรับบริหาร) และมีแผนจะจัดตั้งกองรีทโรงแรม โดยดึง 14 โรงแรมในไทยและต่างประเทศ รวม 14 โรงแรม มูลค่าสินทรัพย์รวม (Gross Asset Value) ประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ( 31,200 ล้านบาท ณ 31.2 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) เข้าตลาดหุ้นสิงคโปร์ ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ด้วย

    อันดับ 2 คือ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ซึ่งปีที่ผ่านมา ได้สร้างสถิตินิวไฮ ด้วยรายได้รวม 2.3 หมื่นล้านบาท และกำไร 6.3 พันล้านบาท เติบโต 9.2 % จากการเปิดให้บริการโรงแรมและร้านอาหารที่เพิ่มขึ้น และมีการเติบโตของรายได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ในปีนี้มีสัญญาณการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนสะท้อนผ่านรายได้จากยอดจองห้องพักล่วงหน้าในปี 2569ที่เพิ่มขึ้น 15 % จากปีก่อน โดยเฉพาะเชียงใหม่ สมุย กระบี่ หัวหิน

    ทั้งในปีนี้ยังจะเปิดตัวโรงแรมแฟร์มอนท์ แบงคอก สุขุมวิท โรงแรมภายใต้แบรนด์แฟร์มอนท์แห่งแรกของไทย ในเดือนมิ.ย.นี้ เตรียมเปิดตัวโครงการลานนาทีค กาแล เฟส 1 จังหวัดเชียงใหม่ และอาคารเฮอริเทจร่วมสมัย ภายใต้โครงการเวิ้งนครเกษม เยาวราช

    อันดับ 3 บริษัท ลากูน่า รีสอร์ท แอนด์ โฮเท็ล จำกัด (มหาชน) หรือ “ลากูน่า รีสอร์ท” ในปีที่ผ่านมา มีกำไร 2.02 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 60.32% จากปีก่อน ซึ่งแม้รายได้รวมจากธุรกิจโรงแรม ที่ลดลง แต่มีการขยายตัวของรายได้จากการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่สามารถทยอยส่งมอบให้ลูกค้าได้มากขึ้น

    อันดับ 4 บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ   “CENTELโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา มีกำไรเฉียด 2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากปีก่อน มีรายได้ 2.53 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพในธุรกิจอาหาร และผลประกอบการที่แข็งแกร่งของโรงแรมในมัลดีฟส์ ญี่ปุ่น และต่างจังหวัดของไทย

    สำหรับปี 2569 ตั้งเป้ารายได้รวมธุรกิจโรงแรมเติบโต 14-15% และธุรกิจอาหารเติบโต 12-14% และเตรียมงบประมาณการลงทุนรวม 7.2 – 7.5 พันล้านบาท ในการพัฒนาธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel)ร่วมกับ OR การเปิดโรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ โอซาก้า ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งที่ 2 ในโอซาก้า ในเดือนเม.ย.นี้ และปรับปรุงใหญ่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ท หัวหิน และกระบี่ เพื่อยกระดับการให้บริการ

    อันดับ 5 “ดิเอราวัณ กรุ๊ป” ในปีที่ผ่านมามีกำไร 838 ล้านบาท ลดลง 8% เนื่องจากมีรายได้รวมอยู่ที่ 7.93 พันล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อน โดยทั้งในกลุ่มโรงแรมระดับ 5 ดาว กลุ่มโรงแรมระดับกลาง และโรงแรมราคาประหยัด มีอัตราการเข้าพักและค่าห้องพักเฉลี่ยที่ลดลง จากนักท่องเที่ยวจีนที่ชลอตัว

    ทั้งหมดล้วนเป็นภาพรวมผลการดำเนินในปี 2568 และแผนขยายธุรกิจ ปี 2569 ของบิ๊กธุรกิจท่องเที่ยวในตลาดหุ้นที่เกิดขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/653042&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1m_4ZpCpNsMkLw6uNw70Ro

  • ถอดรหัสท่องเที่ยวไทย 10 ปีมรสุมขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ สู่ ปรากฏการณ์ พื้นที่ปลอดภัย

    ถอดรหัสท่องเที่ยวไทย 10 ปีมรสุมขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ สู่ ปรากฏการณ์ พื้นที่ปลอดภัย

    วันนี้ (วันที่ 5 มีนาคม 2569) นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และอดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า การท่องเที่ยวถือเป็นหนึ่งในเสาหลักที่สำคัญที่สุดของระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย มีบทบาท ในการขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การสร้างงาน และการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

    โดยในช่วงก่อนเกิดวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในปี 2562 ประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างสูงสุดในการรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 39.8 ล้านคน สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศสูงถึง 1.91 ล้านล้านบาท หรือเทียบเท่ากับ 18 % ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)

    การท่องเที่ยวยังเป็นแหล่งจ้างงานหลักที่หล่อเลี้ยงประชากรหลายล้านคน อย่างไรก็ดี ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา (ปี 2559-2569) ภูมิทัศน์การเมืองและการจัดระเบียบโลกได้เผชิญกับความผันผวนอย่างรุนแรงจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางอาวุธ สงครามตัวแทนและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาคทั่วโลก เช่น สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ความขัดแย้งอันยืดเยื้อในตะวันออกกลางซึ่งครอบคลุมทั้งอิสราเอลปาเลสไตน์ และอิหร่าน ตลอดจนสงครามกลางเมืองในภูมิภาคใกล้เคียงอย่างเมียนมา และความตึงเครียดในภูมิภาคแอฟริกาและคาบสมุทรอาหรับ

    ข้อมูลเชิงสถิติและการวิเคราะห์มหภาคในระดับสากลชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สันติภาพระดับโลกมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับความผันผวนของการเคลื่อนย้ายประชากรข้ามพรมแดน การท่องเที่ยวซึ่งโดยธรรมชาติแล้วมีความอ่อนไหวสูงต่อประเด็นด้านความปลอดภัยและความมั่นคง มักจะเป็นภาคส่วนแรกที่ได้รับผลกระทบเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ระหว่างประเทศ ความขัดแย้งทางอาวุธอาจจะสร้างผลกระทบเชิงลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก

    ในขณะเดียวกัน ปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ก่อให้เกิดการปรับโครงสร้างอุปสงค์การเดินทาง (Demand Restructuring) อย่างมีนัยสำคัญ ความขัดแย้งได้เปลี่ยนพฤติกรรมและแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวจากบางกลุ่มประเทศ จากเดิมที่เป็นการเดินทางเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ให้กลายเป็นการเดินทางเพื่อแสวงหา พื้นที่ปลอดภัย(Safe Haven) การรักษาพยาบาลจากสภาวะสงคราม การลงทุนเพื่อย้ายถิ่นฐานแบบกึ่งถาวร หรือแม้แต่การหลีกเลี่ยงการถูกเกณฑ์ทหาร

    บทวิเคราะห์นี้เน้นการวิเคราะห์ผลกระทบเชิงซ้อนและผลกระทบต่อเนื่องของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่มีต่อมการท่องเที่ยวไทยในรอบทศวรรษ (พ.ศ. 2559-2569) ครอบคลุมตั้งแต่มิติของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานการบินระดับโลก การปรับเปลี่ยนรูปแบบตลาดนักท่องเที่ยวและพฤติกรรมการใช้จ่าย

    ผลกระทบทางอ้อมต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ การเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ความท้าทายด้านความมั่นคง นโยบายการอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ตลอดจนการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยท่ามกลางสมรภูมิการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อระบบห่วงโซ่อุปทานการบินและต้นทุนการเดินทาง

    ผลกระทบทางตรงที่รวดเร็วและเป็นรูปธรรมที่สุดประการหนึ่งจากสงครามระหว่างประเทศ คือ การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานการบินระดับโลก (Aviation Supply Chain Disruption) ซึ่งเป็นกลไกหลักในการนำส่งนักท่องเที่ยวมายังประเทศไทย ความขัดแย้งได้สร้างข้อจำกัดเชิงกายภาพและข้อจำกัดเชิงนโยบายที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร (Seat Capacity) โครงสร้างต้นทุนของสายการบิน และราคาบัตรโดยสารเครื่องบิน

    วิกฤตการณ์ปิดน่านฟ้าและผลกระทบต่อต้นทุนเชื้อเพลิงอากาศยาน

    การเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารอย่างเต็มรูปแบบของรัสเซียในยูเครนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 ได้นำไปสู่มาตรการควํ่าบาตรทางเศรษฐกิจและการปิดน่านฟ้าตอบโต้กันระหว่างรัสเซียและกลุ่มประเทศตะวันตกปรากฏการณ์นี้บังคับให้สายการบินพาณิชย์และสายการบินขนส่งสินค้าที่เดินทางระหว่างทวีปยุโรป อเมริกาเหนือและเอเชียตะวันออก ต้องยกเลิกการใช้เส้นทางบินที่สั้นที่สุดซึ่งพาดผ่านน่านฟ้าของรัสเซีย สายการบินจำนวนมากต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางบินโดยอ้อมไปทางตอนใต้ของรัสเซียหรือบินข้ามขั้วโลกเหนือ ซึ่งการเบี่ยงเส้นทางบินดังกล่าวทำให้ระยะเวลาเดินทางเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    ส่งผลให้เครื่องบินพาณิชย์ในเส้นทางที่ได้รับผลกระทบต้องเผาผลาญเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 13 % เมื่อเปรียบเทียบกับเส้นทางบินเดิมก่อนเกิดสงคราม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเที่ยวบินระหว่างทวีปยุโรปและเอเชียซึ่งเป็นตลาดหลักของการท่องเที่ยวไทย ต้องเผชิญกับอัตราการใช้เชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นถึง 14.8 % ในขณะที่เที่ยวบินระหว่างอเมริกาเหนือและเอเชียมีอัตราการใช้เชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 9.8 %

    นอกเหนือจากความขัดแย้งในยุโรปตะวันออกแล้ว ข้อจำกัดการใช้น่านฟ้าเหนือประเทศลิเบีย ซีเรีย และเยเมน จากสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. 2560 ยังคงส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินพาณิชย์ระหว่าง 60 ถึง 100 เที่ยวบินต่อวัน ทำให้ต้องใช้เชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นอีกเฉลี่ย 2.7 %

    นอกจากต้นทุนด้านปริมาณการเผาผลาญที่เพิ่มขึ้นแล้ว สงครามยังเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ราคานํ้ามันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet Fuel) ในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยในช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2565 ราคานํ้ามันเชื้อเพลิงอากาศยานทะยานขึ้นไปแตะระดับ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 121% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า 10 ต้นทุนเชื้อเพลิงซึ่งโดยปกติแล้วคิดเป็นสัดส่วนประมาณ25% ของต้นทุนการดำเนินงานทั้งหมดของสายการบิน

    กลายเป็นภาระหนักสำหรับผู้ประกอบการ สายการบินที่ไม่มีการทำสัญญาประกันความเสี่ยงราคานํ้ามัน (Unhedged Fuel Demand) ต้องเผชิญกับภาวะกำไรหดตัว และถูกบีบบังคับให้ต้องส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ไปยังผู้บริโภคในรูปแบบของราคาตั๋วโดยสารและค่าธรรมเนียมนํ้ามัน (Fuel Surcharge) ที่แพงขึ้น

    ปรากฏการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจเดินทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวระดับกลางและกลุ่มที่อ่อนไหวต่อราคา (Price-sensitive Travelers) ทำให้แนวโน้มการท่องเที่ยว ระยะไกล (Long-haul Travel) มายังประเทศไทยฟื้นตัวช้ากว่าที่ควรจะเป็นในช่วงปี 2565-2566

    อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ช่วงปี 2567 จนถึงต้นปี 2568 ทิศทางราคานํ้ามันในตลาดโลกเริ่มมีการปรับตัวลดลงและมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยราคานํ้ามันดิบเบรนท์เฉลี่ยลดลงมาอยู่ในกรอบ 70-80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล กอปรกับส่วนต่างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet Fuel Crack Spread) ที่แคบลงจนต่ำกว่าระดับ 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล การลดลงของต้นทุนพลังงานนี้ได้กลายเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยบรรเทาภาระของสายการบิน และเปิดโอกาสให้มีการเพิ่มความถี่ของเที่ยวบินมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้การท่องเที่ยวไทยสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากยุโรปให้กลับมาเติบโตได้อีกครั้ง

    ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกับความปั่นป่วนของตารางบินระดับภูมิภาค

    ในขณะที่สงครามในยุโรปตะวันออกส่งผลกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนระยะยาว ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลับสร้างผลกระทบในลักษณะของความปั่นป่วนเฉียบพลันต่อตารางการบินระดับภูมิภาค การลุกลามของสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส ตลอดจนการปะทะกันทางทหารโดยตรงระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ส่งผลให้เกิดการปิดน่านฟ้าฉุกเฉินเป็นระยะในหลายประเทศของตะวันออกกลาง

    สายการบินหลักที่เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมต่อภูมิภาคยุโรป ตะวันออกกลาง และประเทศไทย เช่น Emirates, Etihad, Qatar Airways,Turkish Airlines, Flydubai และ Oman Air ต้องเผชิญกับความท้าทายในการบริหารจัดการเส้นทางบินเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงภัย

    ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนคือการที่สายการบิน Mahan Air ของอิหร่าน จำเป็นต้องระงับเที่ยวบินตรงสู่กรุงเทพมหานครและจังหวัดภูเก็ตเป็นการชั่วคราวในช่วงที่มีการปิดน่านฟ้าอิหร่าน ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจากตลาดอิหร่านหายไปจากระบบของไทยโดยทันที

    ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า การปิดน่านฟ้า และการปรับตารางบินในช่วงที่มีความขัดแย้งสูงสุด อาจส่งผลให้นักท่องเที่ยวจาก 5 ประเทศหลักในภูมิภาค ได้แก่ อิหร่าน อิรัก จอร์แดน เลบานอน และซีเรีย หดตัวลง 30-50 % หรือหายไปประมาณ 3,500 ถึง 5,000 คน ภายในเดือนเดียว โดยเฉพาะในช่วงเทศกาล Eid al-Adha ซึ่งถือเป็นฤดูท่องเที่ยวสำคัญของตลาดตะวันออกกลาง

    นอกจากสายการบินต่างชาติแล้ว บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ก็ได้รับผลกระทบทางอ้อมเช่นกัน แม้การบินไทยจะไม่มีเส้นทางบินที่พาดผ่านน่านฟ้าของอิสราเอลหรืออิหร่านในปัจจุบัน แต่ความขัดแย้งทางยุทธศาสตร์ในเอเชียใต้ระหว่างปากีสถานและอัฟกานิสถานที่ปะทุขึ้นเป็นระยะ ได้บีบให้การบินไทยต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางบินสู่ทวีปยุโรปเพื่อหลีกเลี่ยงน่านฟ้าดังกล่าว เป็นการเพิ่มระยะเวลาทำการบินอีกประมาณ 20 นาทีต่อเที่ยวบิน สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบการขนส่งทางอากาศที่พึ่งพาเสถียรภาพของภูมิรัฐศาสตร์โลก

    การปรับเปลี่ยนโครงสร้างอุปสงค์: ปรากฏการณ์ “Safe Haven” และ “Refugee Tourism”

    ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ได้เปลี่ยนกระบวนทัศน์และวัตถุประสงค์ของการเดินทางระหว่างประเทศประเทศไทยในฐานะรัฐเอกราชที่มีนโยบายต่างประเทศแบบสร้างสมดลุ (Balanced Foreign Policy) ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในความขัดแย้งทางการทหาร มีความสงบสุขภายในประเทศ และมีนโยบายการตรวจลงตรา (Visa Policy) ที่เปิดกว้าง ได้รับการยอมรับจากประชากรในพื้นที่ขัดแย้งให้เป็น “พื้นที่ปลอดภัย” (Safe Haven)

    ปรากฏการณ์นี้นำมาซึ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่เดินทางเข้าประเทศด้วยแรงจูงใจในการหลีกหนีสภาวะสงคราม การแสวงหาที่พักพิงชั่วคราว การฟื้นฟูสภาพจิตใจ หรือแม้กระทั่งการย้ายถิ่นฐานและการลงทุน ซึ่งสร้างพลวัตใหม่ ให้กับการท่องเที่ยวไทยและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้ง

    กรณีศึกษารัสเซีย-ยูเครน: การขยายตัวของชุมชนต่างชาติและผลกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์

    นับตั้งแต่รัสเซียเริ่มปฏิบัติการทางทหารในยูเครนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 ประเทศไทยได้กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักสำหรับพลเมืองรัสเซียที่ต้องการหลีกหนีผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการควํ่าบาตรของชาติตะวันตก ที่สำคัญคือการหลีกหนีจากการระดมพลเพื่อเกณฑ์ทหาร ปรากฏการณ์นี้เห็นได้อย่างชัดเจนจากตัวเลขสถิตินักท่องเที่ยวรัสเซียที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ในปี พ.ศ. 2566 มีชาวรัสเซียเดินทางเข้าประเทศไทยกว่า 1.4 ล้านคน และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็น 1.74 ล้านคนในปี พ.ศ. 2567 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 15 % ของตลาดนักท่องเที่ยวขาออกของรัสเซียทั้งหมด

    การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวรัสเซีย จากเดิมที่มักจะเป็นกลุ่มคนหนุ่มสาวที่เดินทางมาท่องเที่ยวระยะสั้นแบบประหยัด ได้เปลี่ยนบริบทมาสู่กลุ่มครอบครัวและกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงที่ต้องการพำนักระยะยาว (Long-stay) นโยบายของรัฐบาลไทยที่ขยายระยะเวลาของวีซ่านักท่องเที่ยวสำหรับชาวรัสเซียจาก 30 วันเป็น 90 วันเมื่อปลายปี 2566

    ถือเป็นปัจจัยเร่งปฏิกิริยาที่สำคัญที่เอื้อให้เกิดการพำนักแบบกึ่งถาวร การหลั่งไหลของประชากรรัสเซียจำนวนมหาศาลนี้ได้สร้างผลกระทบทางอ้อม (Spillover Effects) อย่างรุนแรงต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตและเมืองพัทยา

    ชาวรัสเซียได้กลายเป็นผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ชาวต่างชาติกลุ่มใหญ่ที่สุดบนเกาะภูเก็ต โดยมีสัดส่วนการซื้อคอนโดมิเนียมสูงถึง 40-60 % ของโควตาชาวต่างชาติทั้งหมด จุดเด่นของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตและพัทยาคือการเป็นตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยการทำธุรกรรมเงินสด (Cash-based Market) ซึ่งแตกต่างจากตลาดในยุโรป อย่างเช่น เกาะมายอร์กา (Mallorca) ที่พึ่งพาสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลัก การใช้เงินสดซื้ออสังหาริมทรัพย์ช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับภาคอสังหาริมทรัพย์ในระดับหนึ่ง แต่ในทางกลับกัน ความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหันได้ดันราคาขายอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตให้ปรับตัวสูงขึ้น 10-20 % และผลักดันให้ค่าเช่าคอนโดมิเนียมระดับหรูพุ่งสูงขึ้นถึง 300 %

    แม้การลงทุนเหล่านี้จะสร้างเม็ดเงินมหาศาล แต่ก็นำมาซึ่งความกังวลและปฏิกิริยาต่อต้านจากคนในท้องถิ่น การเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพและค่าเช่าที่อยู่อาศัยส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของแรงงานท้องถิ่น นอกจากนี้ การเติบโตของธุรกิจบริการ ร้านอาหาร และบริการขนส่งที่ดำเนินงานโดยชาวรัสเซียเพื่อรองรับลูกค้าชาวรัสเซียด้วยกันเอง ยังสร้างความกังวลเกี่ยวกับการแย่งอาชีพและการสูญเสียรายได้ของคนไทยในพื้นที่ในมิติของระบบการเงิน

    การควํ่าบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซียโดยชาติตะวันตกทำให้เกิดความขัดข้องในระบบการชำระเงินข้ามพรมแดน เมื่อเครือข่ายบัตรเครดิตระดับโลกอย่าง Visa และ Mastercard หยุดให้บริการในรัสเซีย นักท่องเที่ยวและผู้พำนักระยะยาวชาวรัสเซียในไทยต้องเผชิญกับความยากลำบากในการทำธุรกรรม

    ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน โดยพิจารณาทางเลือกอื่น เช่น ความเป็นไปได้ในการรองรับระบบบัตร Mir ของรัสเซีย หรือการหันไปพึ่งพาเครือข่ายบัตร UnionPay ของจีนเป็นหลักในการทำธุรกรรมตามเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ความซับซ้อนนี้บีบให้นักท่องเที่ยวรัสเซียต้องวางแผนล่วงหน้ามากขึ้น ต้องพึ่งพาเงินสด หรือทำธุรกรรมผ่านบริษัทนำเที่ยวที่เป็นตัวกลาง นับเป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานที่เกิดจากผลกระทบของสงครามโดยตรง

    ความขัดแย้งตะวันออกกลาง (อิสราเอล-ปาเลสไตน์-ฮามาส): ความอ่อนไหวและมิติความมั่นคงระดับชาติ

    ตลาดนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางมีความซับซ้อนและเปราะบางอย่างมากต่อสถานการณ์ความขัดแย้ง ในกรณีของอิสราเอล ประเทศไทยถือเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้น ๆ และเป็นที่นิยมที่สุดในภูมิภาคเอเชียสำหรับชาวอิสราเอล โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก คือ การที่ชาวอิสราเอลได้รับสิทธิยกเว้นวีซ่าในการเดินทางเข้าประเทศไทย สถิตินักท่องเที่ยวอิสราเอลมีความผันผวนอย่างรุนแรงตามจังหวะของความขัดแย้งในภูมิภาค

    ตัวอย่างเช่น ในเดือนกันยายน 2568 มีชาวอิสราเอลเดินทางเข้าไทยสูงถึง 45,182 คน แต่ตัวเลขดังกล่าวกลับดิ่งลงเหลือเพียง 28,773 คนในเดือนพฤศจิกายนของปีเดียวกัน ซึ่งเป็นผลมาจากความตึงเครียดของสงครามและข่าวลบเกี่ยวกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวอิสราเอลบางกลุ่มในไทย นอกจากนี้ ในช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2568 ตัวเลขนักท่องเที่ยวอิสราเอลก็เคยหดตัวอย่างฉับพลันจากเหตุการณ์ที่อิหร่านเปิดฉากโจมตีอิสราเอล ก่อนที่จะฟื้นตัวกลับมาเมื่อสถานการณ์บรรเทาลง

    ประเด็นที่ลึกซึ้งและน่ากังวลกว่าความผันผวนของตัวเลขสถิติ ก็คือ โครงสร้างทางประชากรของนักท่องเที่ยวอิสราเอลที่เปลี่ยนไป ข้อมูลชี้ให้เห็นว่า มีกลุ่มเยาวชนอิสราเอลที่เพิ่งปลดประจำการจากการเกณฑ์ทหาร และกลุ่มทหารกองหนุนที่เพิ่งผ่านประสบการณ์จากสมรภูมิรบในฉนวนกาซา เลือกเดินทางมายังประเทศไทยเพื่อ “พักฟื้นและสันทนาการ” (Rest and Recreation) จุดประสงค์หลัก คือ การบรรเทาและรักษาภาวะบาดแผลทางจิตใจ (Post-Traumatic Stress Disorder – PTSD) จากสงคราม ทั้งนี้ ปรากฏการณ์การหลั่งไหลของทหารกองหนุนและครอบครัวชาวอิสราเอลนี้ นำมาซึ่งความท้าทายในหลายมิติ กล่าวคือ

    (1) การก่อตัวของชุมชนปิดและการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ท้องถิ่น การรวมกลุ่มกันอย่างหนาแน่นของชาวอิสราเอลในพื้นที่เฉพาะเจาะจง เช่น อำเภอปาย และเกาะพะงัน ได้นำไปสู่การสร้างชุมชนกึ่งถาวร มีการตั้งโรงเรียนสำหรับเด็กชาวอิสราเอล (Forest School) รวมถึงการก่อสร้างกำแพงระบบรักษาความปลอดภัยล้อมรอบศูนย์กลางศาสนา (Chabad house) ซึ่งมีอยู่ 7 แห่งทั่วประเทศไทยปรากฏการณ์เหล่านี้ สร้างความรู้สึกแปลกแยกและนำไปสู่ความตึงเครียดกับคนในท้องถิ่นที่มองว่าอัตลักษณ์ของเมืองที่เงียบสงบกำลังถูกเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร

    (2) ประเด็นด้านความมั่นคงและภาพลักษณ์ระดับสากล การที่รายงานขององค์การสหประชาชาติระบุถึงปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในฉนวนกาซาในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ ทำให้เกิดกระแสต่อต้านและถูกตั้งคำถามจากบางกลุ่มในสังคมไทยและภาคประชาสังคมระหว่างประเทศว่า การเปิดให้ชาวอิสราเอลเดินทางเข้าประเทศโดยเสรี อาจถูกตีความได้ว่าประเทศไทยกำลังให้พื้นที่พักพิงและบริการด้านสุขภาพแก่กลุ่มบุคคลที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงในสงคราม ซึ่งสร้างความเสี่ยงต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

    (3) ปัญหาหลักต่างตอบแทนทางการทูต (Lack of Reciprocity) ขณะที่ชาวอิสราเอลสามารถเข้าไทยได้ โดยไม่ต้องใช้วีซ่า แต่พลเมืองไทยกลับไม่ได้รับสิทธิดังกล่าวในการเดินทางเข้าอิสราเอล ในทางตรงกันข้าม ชาวไทยต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและซักถามอย่างเข้มงวดทั้งในขั้นตอนการขอวีซ่า และเมื่อเดินทางถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองของอิสราเอล โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับชาวไทยมุสลิม นอกจากนี้ การที่ไทยให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์ แต่ชาวไทยที่ต้องการเดินทางไปปาเลสไตน์กลับต้องขออนุมัติจากทางการอิสราเอล ยิ่งตอกยํ้าถึงความไม่สมดุลของความสัมพันธ์ทางนโยบาย

    (4) ผลกระทบต่อเนื่องต่ออุตสาหกรรมอื่นและสังคม ความขัดแย้งนี้ได้ลุกลามเข้าสู่วงการธุรกิจและการจัดงานระดับนานาชาติในไทย มีรายงานการประท้วงและการขู่ควํ่าบาตร (Boycott) ในงานจัดประชุมนิทรรศการ (MICE) หากมีตัวแทนหรือบริษัทจากอิสราเอลเข้าร่วม นอกจากนี้ ในเวทีประกวดนางงามระดับโลกอย่าง Miss Universe ที่จัดขึ้นในประเทศไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ก็เกิดเหตุการณ์วิวาทะทางโซเชียลมีเดียระหว่างผู้เข้าประกวดจากอิสราเอลและปาเลสไตน์ ซึ่งดึงให้ไทยเข้าไปอยู่ในพื้นที่ความขัดแย้งทางอารมณ์ของประชาคมโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    สถานการณ์การสู้รบในเมียนมาและการหลั่งไหลของทุนชนชั้นนำ

    ในระดับภูมิภาคเพื่อนบ้าน สถานการณ์การสู้รบในประเทศเมียนมาที่ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงหลังการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2564 ได้สร้างผลกระทบแบบสองขั้วต่อประเทศไทย ความขัดแย้งทำให้มีผู้พลัดถิ่น ภายในประเทศกว่า 3 ล้านคน และนำมาซึ่งวิกฤตการณ์ผู้ลี้ภัยตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งมีผู้อพยพพักพิงอยู่กว่า 100,000 คน

    สถานการณ์เลวร้ายลงเมื่อการตัดงบประมาณความช่วยเหลือจากหน่วยงานระหว่างประเทศ เช่น การตัดเงินสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาและปัญหาการยุติบทบาทของ TBC (The Border Consortium) และ IRC (International Rescue Committee) ในปี พ.ศ. 2568 ทำให้ภาระในการบริหารจัดการตกอยู่กับรัฐบาลไทย

    ในขณะที่สถานการณ์การสู้รบในประเทศได้ทำลายระบบสาธารณสุขและโครงสร้างพื้นฐานในเมียนมา บีบให้กลุ่มชนชั้นนำ ผู้บริหาร และเศรษฐีชาวเมียนมาต้องเคลื่อนย้ายทุนและครอบครัวเข้ามาในไทยโดยอาศัยช่องทางการเดินทางทางอากาศ เข้ามารับบริการทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำของไทย ซื้ออสังหาริมทรัพย์ราคาแพงในกรุงเทพฯ ส่งบุตรหลานเข้าศึกษาในโรงเรียนนานาชาติ ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าในขณะที่การท่องเที่ยวชายแดนหยุดชะงัก แต่อุตสาหกรรมการบริการระดับบนและ Medical Tourism ของไทยกลับได้รับการหล่อเลี้ยงจากวิกฤตของประเทศเพื่อนบ้าน

    พลวัตของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และการพำนักระยะยาว (Medical Tourism & Long-Term Stay)

    ความไม่มั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ การทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขในพื้นที่สงคราม และความกังวลด้านสวัสดิภาพ ล้วนเป็นปัจจัยเร่งปฏิกิริยาให้เกิดความต้องการบริการด้านสุขภาพที่ปลอดภัยและมีมาตรฐานระดับโลก

    การที่ประเทศไทยมีวิสัยทัศน์ในการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาอย่างยาวนาน จึงได้รับอานิสงส์อย่างเต็มที่ในการรองรับอุปสงค์ที่หลั่งไหลเข้ามาการที่ระบบสาธารณสุขในประเทศที่ประสบภัยสงคราม เช่น ซีเรีย เยเมน หรือแม้แต่ผลกระทบทางอ้อมในภูมิภาคใกล้เคียง ไม่สามารถให้บริการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

    ทำให้ประชากรกลุ่มที่มีกำลังซื้อในประเทศเหล่านั้นต้องแสวงหาการรักษาในต่างประเทศ ไทยมีข้อได้เปรียบที่โดดเด่นทั้งในด้านคุณภาพระดับโลก โดยมีโรงพยาบาลเอกชนถึง 62 แห่งที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล JCI (Joint Commission International)ปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการให้มีลักษณะผสมผสานระหว่างสถานพยาบาลและโรงแรมระดับห้าดาว มีการจัดเตรียมล่ามแปล

    รวมถึงการออกแบบบริการด้านอาหารและสถานที่ประกอบศาสนกิจที่สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมของผู้ป่วยจากตะวันออกกลาง และมีโครงสร้างราคาที่สามารถแข่งขันได้ดีเยี่ยมเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งหลักอย่างสิงคโปร์ โดยไทยสามารถดึงดูดผู้ป่วยและนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพชาวต่างชาติได้มากกว่า 1.4 ล้านคนต่อปี นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคตะวันออกกลาง จีน และประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เป็น กลุ่มลูกค้าหลักที่เดินทางเข้ามารับการรักษาพยาบาลตั้งแต่การผ่าตัดที่ซับซ้อน ทันตกรรม ไปจนถึงโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพและการพักฟื้น(Wellness)

    นโยบายวีซ่าพำนักระยะยาว (LTR Visa) ขีดจำกัดและผลสัมฤทธิ์

    เพื่อตอบสนองต่อแนวโน้มการย้ายถิ่นฐานของกลุ่มผู้มีฐานะ (Wealthy Global Citizens) กลุ่มทำงานทางไกล (Remote Workers หรือ Digital Nomads) และกลุ่มผู้เกษียณอายุ ที่ต้องการหาที่พำนักที่ปลอดภัยและมีค่าครองชีพที่สมเหตุสมผล รัฐบาลไทยได้ริเริ่มและเปิดตัวโครงการวีซ่าพำนักระยะยาว (Long-Term Resident Visa: LTR) อย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน พ.ศ. 2565 โดยตั้งเป้าหมายที่ทะเยอทะยานในการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงให้เข้ามาพำนักในประเทศจำนวน 1 ล้านคนภายในกรอบเวลา 5 ปี

    จากสถิติของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พบว่า ภายในระยะเวลา 3 ปีแรกของการดำเนินโครงการ โครงการ LTR Visa สามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยรวมได้มากกว่า 23,000 ล้านบาท มูลค่าทางเศรษฐกิจดังกล่าวสามารถจำแนกออกเป็น 4 ส่วนหลัก ได้แก่ การใช้จ่ายโดยตรงเพื่อการอุปโภคบริโภค13,200 ล้านบาท การลงทุนโดยตรงจากกลุ่มผู้มั่งคั่ง 8,100 ล้านบาท

    ภาษีเงินได้ที่จัดเก็บได้ 800 ล้านบาท และรายได้จากค่าธรรมเนียมวีซ่า 351 ล้านบาท อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาในแง่ของจำนวน จะพบว่ามีผู้ได้รับการอนุมัติวีซ่าประเภทนี้เพียง 6,000-7,000 รายเท่านั้น ซึ่งตํ่ากว่าเป้าหมายระดับ 1 ล้านคนที่วางไว้อย่างมาก

    ความท้าทายที่ทำให้ตัวเลขผู้เข้าร่วมโครงการไม่เป็นไปตามเป้าหมาย มาจากเกณฑ์การพิจารณาที่ถูกออกแบบไว้ค่อนข้างเข้มงวด โดยเฉพาะข้อกำหนดด้านรายได้และเงื่อนไขของบริษัทนายจ้างในต่างประเทศ ซึ่งต้องมีรายได้ขั้นตํ่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้กลุ่มทำงานทางไกลจากบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กขาดโอกาสในการเข้าร่วม นอกจากนี้ LTR Visa ยังเผชิญกับการแข่งขันแย่งชิงฐานลูกค้าจากโครงการวีซ่าอื่น ๆ ของทางการไทยเอง เช่น Thailand Privileges และ Destination Thailand Visa (DTV) ซึ่งมีเงื่อนไขที่ยืดหยุ่นกว่า

    การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ: ความเปราะบางและความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีอาเซียน

    ในขณะที่ประเทศไทยพยายามฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวหลังวิกฤตโควิด-19 ควบคู่ไปกับการรับมือกับความท้าทายจากสงครามระหว่างประเทศ ภูมิทัศน์การแข่งขันในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับภัยคุกคามในการสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ให้กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศเวียดนามและมาเลเซีย ที่แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์การปรับตัวที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง

    การวิเคราะห์พลวัตการแข่งขันสะท้อนให้เห็นว่า เวียดนามและมาเลเซียมีความยืดหยุ่น (Resilience) และสามารถฟื้นตัวจากผลกระทบทางเศรษฐกิจและความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลกได้ดีกว่า ปรากฏการณ์ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนผ่านนี้เริ่มขึ้นในไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2568 เมื่อเวียดนามสามารถก้าวขึ้นมาแซงหน้า ประเทศไทยในการดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยเวียดนามต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนถึง 1.6 ล้านคน ในขณะที่ประเทศไทยทำได้เพียง 1.3 ล้านคน ซึ่งถือเป็นการหดตัวลง 24 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า การเปลี่ยนแปลงนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากในปี พ.ศ. 2567 จำนวนนักท่องเที่ยวจีนในเวียดนามยังมีขนาดเพียงครึ่งหนึ่งของไทยเท่านั้น

    ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ทำให้ประเทศคู่แข่งในอาเซียนเติบโตอย่างก้าวกระโดดและท้าทายสถานะผู้นำของไทย ได้แก่

    (1) วิกฤตความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย ประเทศไทยต้องเผชิญกับผลกระทบอย่างหนักจากข่าวลือเชิงลบและเหตุการณ์อาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ เช่น กรณีการลักพาตัวนักแสดงชาวจีน Xing Xing ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2568 และเหตุกราดยิงในศูนย์การค้า ข่าวสารเหล่านี้ถูกขยายผลอย่างรวดเร็วผ่านเครือข่ายโซเชียลมีเดีย ทำลายภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยและความเป็นมิตรของไทยอย่างรุนแรง ในขณะที่คู่แข่งอย่างสิงคโปร์และเวียดนามยังคงรักษาภาพลักษณ์ด้านความมั่นคงไว้ได้ดีกว่า

    (2) ความคล่องตัวเชิงนโยบายและการทูตเชิงท่องเที่ยว (Agility and Tourism Diplomacy) เวียดนาม และมาเลเซียได้ประยุกต์ใช้นโยบายยกเว้นวีซ่า (Visa Waiver) อย่างเป็นระบบ ควบคู่ไปกับการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินเชิงรุก การทำการทูตระดับภูมิภาค และการกระจายความเสี่ยงของตลาดต้นทาง แทนที่จะพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป นอกจากนี้ เวียดนามยังนำนวัตกรรมทาง ดิจิทัล เช่น ระบบ Smart Travel Card มาใช้อำนวยความสะดวกแก่นักเดินทางอย่างเป็นรูปธรรม

    (3) โครงสร้างต้นทุนและประสบการณ์ใหม่ ในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ และปัญหาค่าครองชีพสูงอันเป็นผลพวงจากสงคราม นักท่องเที่ยวในตลาดหลักมีความอ่อนไหวต่อราคาและให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า (Value for Money) การที่เวียดนามพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ ในราคาที่สามารถแข่งขันได้ ทำให้ผู้บริโภคเกิดทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าและพร้อมจะเบี่ยงเบนเส้นทางจากประเทศไทย

    (4) ผลกระทบจากความขัดแย้งตามแนวชายแดน ความตึงเครียดทางการเมืองตามแนวชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณนักท่องเที่ยวและการลงทุนข้ามพรมแดน ความขัดแย้งทางการเมืองกับประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้เกิดบรรยากาศความไม่มั่นคงระดับภูมิภาค ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจากสหรัฐอเมริกาและยุโรปลดลง

    นอกจากนี้ ความตึงเครียดยังส่งผลทำให้บางกลุ่มธุรกิจต้องย้ายฐานโลจิสติกส์การขนส่งสินค้าผ่านเวียดนามแทนเพื่อเข้าไปดำเนินธุรกิจร้านอาหารในกัมพูชา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งระหว่างประเทศบั่นทอนศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทยในทุกมิติ

    ยุทธศักดิ์ สุภสร

    เมื่อเปรียบเทียบในมิติของการกำหนดยุทธศาสตร์ระดับชาติ จะพบว่ากลยุทธ์ของไทยพยายามก้าวข้ามการแข่งขันด้านราคา มุ่งสู่การดึงดูด “นักท่องเที่ยวคุณภาพ” (High-value tourism) ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน และการนำเสนอประสบการณ์หรูหราเฉพาะกลุ่ม ในขณะที่กลยุทธ์ของเวียดนามมุ่งเน้นการฟื้นฟูด้านปริมาณ (Volume and Speed) อย่างรวดเร็ว

    โดยอาศัยฐานตลาดการท่องเที่ยวภายในประเทศที่แข็งแกร่งกว่า 110 ล้านคนเป็นฟูกรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนผ่านเชิงยุทธศาสตร์ของไทยนี้ แม้จะเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจในระยะยาว แต่ในระยะสั้น การทิ้งตลาดมวลชน (Mass Market) ได้เปิดช่องว่างให้ประเทศคู่แข่งแย่งชิงปริมาณตัวเลขรวมไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    อุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) และยุทธศาสตร์ของไทยในฐานะ “พื้นที่เป็นกลางทางธุรกิจ”

    ท่ามกลางกระแสการแบ่งขั้วของระบบเศรษฐกิจและการเมืองโลก (Geoeconomic Fragmentation)สงครามการค้าและการกีดกันทางเทคโนโลยีระหว่างมหาอำนาจ อุตสาหกรรมการจัดประชุม นิทรรศการ และการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล (MICE) ของประเทศไทย กลับสามารถค้นพบโอกาสในการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญและเป็นรูปธรรม การที่ประเทศไทยดำรงจุดยืนนโยบายต่างประเทศที่เป็นกลาง (Neutral Position) ไม่เข้าร่วมเป็นคู่ขัดแย้งทางการทหารและการเมืองระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

    ทำให้ไทยได้รับความไว้วางใจให้เป็น “พื้นที่ปลอดภัยและเป็นกลาง” (Neutral Hub) สำหรับการจัดเวทีเจรจาธุรกิจระดับโลก การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการประชุมเชิงนโยบาย

    แผนแม่บทอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE Masterplan 2026–2027) ที่ถูกร่างและผลักดันร่วมกันโดยสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB และสมาคมการแสดงสินค้าไทย (TEA) เป็นยุทธศาสตร์ที่มุ่งยกระดับให้ไทยเป็นศูนย์กลางนิทรรศการชั้นนำของเอเชีย โดยวางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนบน 3 เสาหลัก ได้แก่ (1) นวัตกรรมดิจิทัล (2) ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม และ (3) การสร้างเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก

    ภาคอุตสาหกรรมไมซ์ของไทยแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปี พ.ศ. 2567 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติทั้งแบบ B2B และ B2C จำนวน 199 งาน และมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 214 งานในปี 2568 ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้จัดงานทั่วโลกที่มีต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดงานของไทย

    ความสำเร็จที่สะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนด้านความมั่นคงและศักยภาพของไทย คือ การได้รับคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพการจัดงานระดับโลก (Mega Events) ในปี 2569 ซึ่งรวมถึงการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก (IMF-WBG Annual Meetings 2026) นับเป็นการกลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในรอบหลายทศวรรษนับตั้งแต่ปี 2534 คาดการณ์ว่าจะสามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมประชุมระดับสูงจากทั่วโลกได้กว่า 50,000 คน ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจหมุนเวียนในระบบประเทศสูงกว่า 20,000 ล้านบาท

    งานนิทรรศการอุตสาหกรรมพลังงานระดับโลก (Gastech 2026) มีกำหนดจัดขึ้นในเดือนกันยายน 2569คาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนด้านพลังงานทั่วโลกถึง 50,000 คน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 14,620 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญท่ามกลางวิกฤตความมั่นคงทางพลังงานที่เกิดจากสงครามในยุโรปและตะวันออกกลาง

    แม้โลกจะเผชิญกับความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงจากสงคราม แต่ประเทศไทยสามารถรักษาความสมดุลและมีความพร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นกลไกข้อต่อในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ความเป็นกลางนี้ยังช่วยสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของอาเซียนและอันดับหกของโลกในการดึงดูดการลงทุนด้าน Data Centers

    การย้ายฐานการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ซึ่งหนีความเสี่ยงจากพื้นที่ขัดแย้ง ฐานอุตสาหกรรมเหล่านี้ส่งผลกระทบเชิงบวกโดยตรงต่อตัวเลขนักเดินทางกลุ่มองค์กร (Corporate Travelers) และอุตสาหกรรมไมซ์ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีอัตราการใช้จ่ายสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปหลายเท่าตัว

    ล่าสุดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน การขยายวงกว้างของการสู้รบ ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในตะวันออกกลางเท่านั้น แต่ยังส่งแรงสั่นสะเทือนเชิงระบบต่อเศรษฐกิจโลก การค้า พลังงาน ตลาดการเงิน รวมถึงการท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีความอ่อนไหวสูงต่อราคาพลังงานและพึ่งพาอุปสงค์จากต่างประเทศ ทำให้ตกอยู่ในสภาวะที่ต้องรับศึกหลายด้านพร้อมกัน

    เนื่องจากศูนย์กลางของผลกระทบทางเศรษฐกิจในครั้งนี้อยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก ทันทีที่การสู้รบขยายตัว กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่านได้ออกคำเตือนและเริ่มปฏิบัติการปิดกั้นเส้นทางเดินเรือ ส่งผลให้บริษัทเดินเรือและเจ้าของเรือบรรทุกนํ้ามันตัดสินใจระงับการเดินทางผ่านช่องแคบนี้เพื่อความปลอดภัย การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้เกิดสภาวะ Artificial Supply Shortage ในทันที เนื่องจากนํ้ามันดิบกว่า 15 ล้านบาร์เรลต่อวัน ไม่สามารถเคลื่อนย้ายไปยังจุดหมายปลายทางได้

    ทำให้ “เบี้ยความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์” (Geopolitical Risk Premium) พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยราคานํ้ามันดิบ Brent มีโอกาสพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากระดับเดิมที่ประมาณ 67 ดอลลาร์ ความผันผวนนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของราคาพลังงาน แต่ยังส่งผลต่อต้นทุนการขนส่งสินค้าทั่วโลก เนื่องจากค่าระวางเรือและค่าประกันภัยเพิ่มขึ้นกว่า 50-140% ผลกระทบของราคานํ้ามันที่พุ่งสูงขึ้นจะส่งผ่านไปยังอัตราเงินเฟ้อโลกอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจากธนาคารโลกชี้ว่าราคานํ้ามันที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 10% จะฉุดให้อัตราเงินเฟ้อโลกเพิ่มขึ้น 0.35% ภายในหนึ่งปี

    การท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหม่ การปิดน่านฟ้าในตะวันออกกลางทำให้สายการบินหลัก เช่น Emirates และ Qatar Airways ต้องระงับเที่ยวบิน ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากยุโรป และตะวันออกกลางที่ต้องใช้จุดแวะพักในภูมิภาคดังกล่าว ในขณะที่ สายการบินต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางบินอ้อมผ่านปากีสถานและอัฟกานิสถาน ส่งผลให้เวลาบินยาวนานขึ้น 20-90 นาทีต่อเที่ยวบิน และมีต้นทุนนํ้ามันและประกันภัยที่สูงขึ้น

    บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

    ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risks) เป็นปัจจัยเชิงลบที่สร้างความสั่นคลอนและท้าทายการวางแผนเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยอย่างลึกซึ้งและต่อเนื่อง รายงานของสภาเศรษฐกิจโลก (The Global Risks Report 2024/2026) ยืนยันว่า ความตึงเครียดทางเศรษฐกิจภูมิรัฐศาสตร์ได้กลายเป็นความกังวลอันดับ 1 ของโลก แซงหน้าประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมไปเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตการณ์การท่องเที่ยวไทยได้แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นเชิงพลวัตทางเศรษฐกิจ (Economic Resilience Dynamics) ที่โดดเด่น ประเทศไทยสามารถปรับเปลี่ยนและแปรสภาพวิกฤตความขัดแย้งระดับโลก ให้กลายเป็นโอกาสในการดึงดูดเม็ดเงินจากการเคลื่อนย้ายประชากรที่หนีภัยสงคราม กลุ่มผู้ลี้ภัยทางเศรษฐกิจ และกลุ่มผู้แสวงหาบริการทางการแพทย์คุณภาพสูงจากประเทศที่ระบบสาธารณสุขล่มสลาย

    แต่การพึ่งพาอุปสงค์ที่เกิดจากความตึงเครียดของโลกเป็นสภาวะที่เปราะบางและก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบที่ไม่อาจมองข้าม เช่น ปัญหาเงินเฟ้อระดับท้องถิ่นการเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพจากการแทรกแซงของทุนต่างชาติ และความขัดแย้งเชิงวัฒนธรรมระหว่างชุมชนคนท้องถิ่นและชุมชนผู้อพยพ รวมถึงความเสี่ยงในการสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวให้กับประเทศเพื่อนบ้านที่มีการปรับตัวเชิงนโยบายที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง

    ดังนั้น เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างภูมิต้านทานต่อบริบทโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนซึ่งมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต จึงมีข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ระดับมหภาค ดังต่อไปนี้

    1. การบูรณาการการจัดการความเสี่ยงด้านความมั่นคงและภาพลักษณ์แบบเบ็ดเสร็จ (Integrated Security Risk Management) ปัญหาความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยคือช่องโหว่ทางยุทธศาสตร์ที่ทำให้ไทยเสียเปรียบคู่แข่งอย่างเวียดนามและสิงคโปร์ รัฐบาลควรเร่งลงทุนและบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ยกระดับการบังคับใช้กฎหมายเพื่อปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

    ควบคู่ไปกับการบริหารความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างชาญฉลาด และรัดกุม เพื่อป้องกันไม่ให้การเปิดรับประชากรที่หลบหนีสงคราม เช่น รัสเซีย อิสราเอล อาจกลายเป็นประเด็นที่บั่นทอนจุดยืนความเป็นกลางของประเทศ และไม่ให้ประเทศไทยถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งทางการเมืองระดับนานาชาติ

    2. ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างพื้นที่และกระจายผลประโยชน์ (Spatial Reconfiguration & Decentralization) จากปรากฏการณ์การกระจุกตัวของเม็ดเงินลงทุนและชุมชนปิด (Enclaves) ของชาวต่างชาติในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลักอย่างภูเก็ตและพัทยา ภาครัฐและเอกชนควรร่วมมือกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การกระจายนักท่องเที่ยวและกลุ่มผู้พำนักระยะยาวไปยัง “เมืองรอง” ที่มีศักยภาพและโครงสร้างพื้นฐานรองรับ เพื่อกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมลํ้า และบรรเทาแรงกดดันด้านอัตราเงินเฟ้อ ราคาสินทรัพย์ และค่าครองชีพที่กระทบต่อสิทธิของประชาชนในเมืองท่องเที่ยวหลัก

    3. นวัตกรรมทางการเงินเพื่อลดอุปสรรคทางภูมิรัฐศาสตร์ (Alternative Financial Corridors) เนื่องจากมาตรการควํ่าบาตรทางเศรษฐกิจ (Sanctions) ระหว่างมหาอำนาจมักถูกนำมาใช้เป็นอาวุธ และมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไป ภาคอุตสาหกรรมการเงินและการท่องเที่ยวของไทยควรศึกษาวิจัย และพัฒนาระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนที่หลากหลายและมีความยืดหยุ่นทางเทคโนโลยี (Alternative Payment Rails)

    นอกเหนือจากการพึ่งพาเครือข่ายสถาบันการเงินกระแสหลักของซีกโลกตะวันตกเพียงอย่างเดียว เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักเดินทางและนักลงทุนจากภูมิภาคที่ถูกจำกัดทางการเงิน โดยยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานความโปร่งใสและหลักเกณฑ์การป้องกันการฟอกเงินระดับสากล

    4. การปฏิรูปโครงสร้างทางกฎหมายเพื่อรองรับการย้ายถิ่นฐานทางเศรษฐกิจ (Deregulation for Highvalue Migration) ประเทศไทยต้องเร่งเครื่องในการผลักดันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และการยกระดับโครงการวีซ่าพำนักระยะยาว (LTR Visa) อย่างเป็นรูปธรรม โดยการปรับลดอุปสรรคทางกฎระเบียบที่ล้าสมัย (Deregulation) ปรับปรุงเงื่อนไขให้สะท้อนความเป็นจริงของกลุ่มประชากรเป้าหมาย

    รวมถึงการต่อยอดวิสัยทัศน์จากการเป็นเจ้าภาพงานจัดประชุมขนาดใหญ่ระดับโลก เช่น IMF-WBG 2026 และ Gastech 2026 เพื่อใช้เป็นกลไกในการดึงดูดทุน องค์ความรู้ และทักษะขั้นสูง(Brain Gain) เข้าสู่ประเทศ โดยอาศัยจุดแข็งด้าน “ความมั่นคง ความเป็นกลาง และความเป็นเลิศด้านบริการ”

    ความสำเร็จและความอยู่รอดของการท่องเที่ยวไทยในทศวรรษหน้า จะไม่สามารถประเมินผลสัมฤทธิ์จากจำนวนรวมของนักท่องเที่ยวเพียงมิติเดียว แต่จะถูกประเมินจากขีดความสามารถในการบริหารจัดการความเสี่ยงศักยภาพในการปรับตัวเพื่อรองรับคลื่นกระแทกจากภูมิรัฐศาสตร์โลก การรักษาดุลยภาพที่เหมาะสมระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและมิติด้านความมั่นคงแห่งชาติ ตลอดจนความสามารถในการรักษาสันติภาพเชิงโครงสร้างทั้งภายในและภายนอกประเทศ เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจชาติอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/653097&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lRWMltYEJ4d5P1ehy9blo

  • ท่องเที่ยวไทย 2 เดือนแรกปี 69 หดตัว 4.2% จับตาจีนยังครองแชมป์

    ท่องเที่ยวไทย 2 เดือนแรกปี 69 หดตัว 4.2% จับตาจีนยังครองแชมป์

    รายงานล่าสุดจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยตัวเลขสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยในช่วงต้นปี 2569 (1 ม.ค. – 28 ก.พ.) พบว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 6,541,710 คน 

    ซึ่งปรับตัวลดลง 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ส่งผลให้รายได้จากตลาดต่างประเทศสะสมอยู่ที่ 322,595 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยที่ 0.6%
     

    ท่องเที่ยวไทย 2 เดือนแรกปี 69 หดตัว 4.2% จับตาจีนยังครองแชมป์

    “จีน” ยังครองแชมป์ อานิสงส์ตรุษจีนดันยอดพุ่ง แม้ภาพรวมจะมีการหดตัวลง แต่ตลาดที่น่าจับตามองที่สุดยังคงเป็น นักท่องเที่ยวจีน ซึ่งรั้งอันดับหนึ่งด้วยจำนวนสะสม 1,078,089 คน

    โดยมีปัจจัยบวกหลักมาจาก เทศกาลตรุษจีน ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงหยุดยาวที่ชาวจีนนิยมเดินทางมาพักผ่อนในไทย จากข้อมูลพบว่าในช่วงพีคของการเดินทาง 

    มียอดนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยสูงถึง 30,000 คนต่อวัน ก่อนจะเริ่มชะลอตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 14,000 คนต่อวันในช่วงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์

    ส่อง 5 อันดับแรกและกลุ่มตลาดระยะไกล นอกจากตลาดจีนแล้ว ประเทศที่ส่งออกนักท่องเที่ยวมายังไทยสูงสุด 5 อันดับแรกยังคงเป็นกลุ่มหน้าเดิม ได้แก่ มาเลเซีย (6.16 แสนคน), รัสเซีย (5.04 แสนคน), อินเดีย (4.17 แสนคน) และเกาหลีใต้ (3.12 แสนคน) ตามลำดับ
     

    ขณะที่กลุ่มตลาดระยะไกล (Long-haul) เช่น สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ยังคงรักษากระแสการเดินทางได้ดีในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) โดยแต่ละประเทศมียอดสะสมมากกว่า 200,000 คน ซึ่งช่วยพยุงภาพรวมของอุตสาหกรรมไว้ได้ในระดับหนึ่ง

    เดือนกุมภาพันธ์: สัญญาณการฟื้นตัวที่น่าสนใจ หากพิจารณาเฉพาะสถิติในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จะพบสัญญาณที่ค่อนข้างเป็นบวก 

    โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 3,263,802 คน เพิ่มขึ้น 4.63% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้ภาพรวมสองเดือนแรกจะติดลบจากการชะลอตัวในเดือนมกราคม 

    แต่ในเดือนกุมภาพันธ์เริ่มมีการขยายตัวที่โดดเด่นขึ้น โดยเฉพาะจากกลุ่มนักท่องเที่ยวเอเชียและยุโรปที่ยังคงเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางหลัก
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/738909&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IBkKxqNyMSg7wm9DctJGg

  • พัทยาลุยจัดระเบียบขอทานสร้างภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว

    พัทยาลุยจัดระเบียบขอทานสร้างภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว

    ภูมิภาค

    พัทยาลุยจัดระเบียบขอทานสร้างภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว

    วันพฤหัสบดี ที่ 05 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.03 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 4 มี.ค.69 ที่หน้าศาลาว่าการเมืองพัทยา จ.ชลบุรี นางรัชนี วรรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตจังหวัดชลบุรี นายเกียรติศักดิ์ ศรีวงษ์ชัย ปลัดเมืองพัทยา และ พ.ต.ต.กิตติภัทร หงษ์ชูเวช สว.ตม.ชลบุรี เปิดกิจกรรมรณรงค์จัดระเบียบขอทานในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวจังหวัดชลบุรี

    โดยในพิธีการ มีแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นางปาณรดา อัตโตหิ รองปลัดเมืองพัทยา พ.ต.อ.จีรวัฒน์ สุคนธทรัพย์ ผู้อำนวยการส่วนปกครอง รักษาราชการแทนหัวหน้าสำนักปลัดเมืองพัทยา และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ก่อนกระจายกำลังลงพื้นที่กวดขันจัดระเบียบขอทานในพื้นที่พัทยา 

    ทั้งนี้ ด้วยศูนย์คุ้มครองและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตจังหวัดชลบุรี มีแผนในการจัดระเบียบขอทาน ตามพระราชบัญญัติควบคุมการขอทาน พ.ศ.2559 เป็นประจำทุกเดือนอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับศูนย์ฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนผ่านศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน 1300 กรณีพบขอทานในพื้นที่เมืองพัทยา จึงบูรณาการร่วมกับเมืองพัทยา และหน่วยงานภาคีเครือข่ายลงพื้นที่กวดขันจัดระเบียบในครั้งนี้ ซึ่ง

    ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ สำนักสวัสดิการสังคม เจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความสงบเรียบร้อย (กิจการพิเศษ) ส่วนปกครอง สำนักปลัดเมืองพัทยา ศูนย์คุ้มครองและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตจังหวัดชลบุรี ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา และตำรวจตรวจคนเข้าเมือง โดยแบ่งกำลังออกเป็น 3 ทีม ครอบคลุม 3 เส้นทางหลัก ได้แก่ ถนนเลียบชายหาดพัทยา ถนนพัทยาสายสอง และบริเวณหน้าวัดชัยมงคล พระอารามหลวง 

    อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่ปฏิบัติการกวดขันดังกล่าว ทำให้สามารถจับกุมกลุ่มบุคคลขอทานได้จำนวน 9 ราย เป็นชายไทย 3 ราย เป็นหญิงไทย 2 ราย เด็กชายไทย 2 ราย ชายชาวพม่าอีก 1 ราย และหญิงชาวกัมพูชา 1 ราย ซึ่งทั้งหมดได้ถูกนำตัวไปทำประวัติที่ สภ.เมืองพัทยา เพื่อดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/468152&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NlURJdKZng9ZmYKrRVbtV

  • เศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาซ้ำซาก ท่ามกลางระเบียบโลกเปลี่ยน

    เศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาซ้ำซาก ท่ามกลางระเบียบโลกเปลี่ยน

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-86&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oy2HZUuykqVG5om0-P2ng