Category: ท่องเที่ยว

  • เที่ยวไทย 2 เดือนแรกปี 69หดตัว 4.2%แต่กพ.พบสัญญาณฟื้นตัวนทท.ต่างชาติเพิ่มขึ้น 4.63%

    เที่ยวไทย 2 เดือนแรกปี 69หดตัว 4.2%แต่กพ.พบสัญญาณฟื้นตัวนทท.ต่างชาติเพิ่มขึ้น 4.63%

    05 มีนาคม 2569, 16:29น.

              ภาพรวมการท่องเที่ยวไทย 2 เดือนแรกของปี 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 6.5 ล้านคน ซึ่งหดตัวลง 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า นักท่องเที่ยวจีนยังคงครองอันดับหนึ่งด้วยจำนวนสะสมกว่า 1 ล้านคน โดยได้รับอานิสงส์หลักจากช่วงเทศกาลตรุษจีน หากพิจารณาเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์จะพบสัญญาณฟื้นตัว โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 4.63%

             รายงานล่าสุดจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยตัวเลขสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยในช่วงต้นปี 2569 (1 ม.ค. – 28 ก.พ.) พบว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 6,541,710 คน ซึ่งปรับตัวลดลง 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ส่งผลให้รายได้จากตลาดต่างประเทศสะสมอยู่ที่ 322,595 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยที่ 0.6%

             ‘จีน’ ยังครองแชมป์ อานิสงส์ตรุษจีนดันยอดพุ่ง แม้ภาพรวมจะมีการหดตัวลง แต่ตลาดที่น่าจับตามองที่สุดยังคงเป็น นักท่องเที่ยวจีน ซึ่งรั้งอันดับหนึ่งด้วยจำนวนสะสม 1,078,089 คน ปัจจัยบวกหลักมาจาก เทศกาลตรุษจีน ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงหยุดยาวที่ชาวจีนนิยมเดินทางมาพักผ่อนในไทย จากข้อมูลพบว่าในช่วงพีคของการเดินทาง มียอดนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยสูงถึง 30,000 คนต่อวัน ก่อนจะเริ่มชะลอตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 14,000 คนต่อวันในช่วงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์

              5 อันดับแรกและกลุ่มตลาดระยะไกล นอกจากตลาดจีนแล้ว ประเทศที่ส่งออกนักท่องเที่ยวมายังไทยสูงสุด 5 อันดับแรกยังคงเป็นกลุ่มหน้าเดิม ได้แก่ มาเลเซีย (6.16 แสนคน), รัสเซีย (5.04 แสนคน), อินเดีย (4.17 แสนคน) และเกาหลีใต้ (3.12 แสนคน) ตามลำดับ

              ขณะที่กลุ่มตลาดระยะไกล (Long-haul) เช่น สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ยังคงรักษากระแสการเดินทางได้ดีในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) โดยแต่ละประเทศมียอดสะสมมากกว่า 200,000 คน ซึ่งช่วยพยุงภาพรวมของอุตสาหกรรมไว้ได้ในระดับหนึ่ง

              เดือนกุมภาพันธ์ สัญญาณการฟื้นตัวที่น่าสนใจ หากพิจารณาเฉพาะสถิติในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จะพบสัญญาณที่ค่อนข้างเป็นบวก มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 3,263,802 คน เพิ่มขึ้น 4.63% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้ภาพรวมสองเดือนแรกจะติดลบจากการชะลอตัวในเดือนมกราคม

              แต่ในเดือนกุมภาพันธ์เริ่มมีการขยายตัวที่โดดเด่นขึ้น โดยเฉพาะจากกลุ่มนักท่องเที่ยวเอเชียและยุโรปที่ยังคงเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางหลัก

     #นักท่องเที่ยว

    #กพ69นักท่องเที่ยวเพิ่ม

    Cr:กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159749&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oF2b4ZWilrxFyjQKnbZ9Z

  • “รมว.อรรถกร” เกาะติดสถานการณ์ตะวันออกกลาง ประชุมผู้บริหาร ททท. วางมาตรการเชิงรุก รับมือผลกระทบน่านฟ้าปิด รักษาเสถียรภาพท่องเที่ยวไทย

    “รมว.อรรถกร” เกาะติดสถานการณ์ตะวันออกกลาง ประชุมผู้บริหาร ททท. วางมาตรการเชิงรุก รับมือผลกระทบน่านฟ้าปิด รักษาเสถียรภาพท่องเที่ยวไทย

    วันที่ 5 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมร่วมกับคณะผู้บริหารระดับสูงของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อติดตามและประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจส่งผลต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย พร้อมกำหนดแนวทางการรับมือเชิงรุกในกรณีที่มีการปิดน่านฟ้าและเส้นทางการบินในบางพื้นที่ โดยการประชุมจัดขึ้น ณ อาคารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ 

    ในการประชุมครั้งนี้ คณะผู้บริหาร ททท. นำโดย นายชูวิทย์ ศิริเวชกุล รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ และนางจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ได้รายงานสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับแนวโน้มการเดินทางของนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดระยะไกล ได้แก่ ยุโรปและตะวันออกกลาง ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านเส้นทางการบินและการปิดน่านฟ้าในบางประเทศของภูมิภาค 

    ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในหลายมิติ ทั้งด้านการเดินทางของนักท่องเที่ยว ความต่อเนื่องของเที่ยวบิน และการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวในช่วงระยะสั้น โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้เน้นย้ำให้ ททท. ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  

    นายอรรถกร กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ที่อาจส่งผลต่อการเดินทางระหว่างประเทศ โดยได้มอบหมายให้ ททท. ดำเนินมาตรการเชิงรุก ทั้งการปรับแผนการสื่อสารการตลาด การสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว รวมถึงการประสานสายการบินและพันธมิตรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพื่อรักษาเสถียรภาพของการท่องเที่ยวไทยและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น  

    นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และเตรียมแผนสำรองรองรับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือสำหรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก  

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวย้ำว่า แม้สถานการณ์ในต่างประเทศจะมีความผันผวน แต่ประเทศไทยยังคงมีความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยกระทรวงฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันดำเนินมาตรการอย่างรอบด้าน เพื่อดูแลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้สามารถเดินหน้าได้ต่อไป 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/67652&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03ir_1RHVn2he8LqAsVRNN

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมประชุมติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางกับคณะผู้บริหารระดับสูงของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมประชุมติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางกับคณะผู้บริหารระดับสูงของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมประชุมติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางกับคณะผู้บริหารระดับสูงของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)


    5/03/2569 | 80 |

    (5 มี.ค. 69) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมประชุมติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางกับคณะผู้บริหารระดับสูงของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำโดย นายชูวิทย์ ศิริเวชกุล  รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชีย และแปซิฟิกใต้ และนางจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา เพื่อรับฟังการรายงานสถานการณ์และประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ณ อาคารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่

    ในการนี้ ททท. ได้รายงานความคืบหน้าการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ตลอดจนประเมินผลกระทบของสถานการณ์ที่มีต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกล อาทิ ตลาดตะวันออกกลาง และตลาดยุโรป ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดน่านฟ้าและเส้นทางการบินในภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมนำเสนอแนวทางการดำเนินงานของ ททท. เพื่อรองรับสถานการณ์ ตลอดจนมาตรการเชิงรุกในการลดผลกระทบเชิงลบและการดำเนินการส่งเสริมตลาดทั้งระยะไกลและระยะใกล้ เพื่อรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ ตลอดจนเตรียมความพร้อมในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไป


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/482473&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vy1SWyyF9R1PxdBB3d5js

  • ส่องเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2569 อะมาดิอุสเผย “กรุงเทพฯ” แชมป์เอเชียแปซิฟิก ตั๋วเครื่องบินเมืองรองพุ่ง

    ส่องเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2569 อะมาดิอุสเผย “กรุงเทพฯ” แชมป์เอเชียแปซิฟิก ตั๋วเครื่องบินเมืองรองพุ่ง

    อะมาดิอุสเผยอินไซต์ท่องเที่ยวไทยปี 2569 กรุงเทพฯ ครองสัดส่วนนักท่องเที่ยวสูงสุดในเอเชียแปซิฟิก พร้อมวิเคราะห์เทรนด์ราคาตั๋วเครื่องบินเมืองรองที่พุ่งสูงขึ้น และการเติบโตของกลุ่มครอบครัวในภูเก็ต

    ข้อมูลล่าสุดจาก Amadeus Travel Intelligence เผยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยยังคงเป็นหัวหอกสำคัญของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะ “กรุงเทพฯ” ที่เตรียมครองแชมป์จุดหมายปลายทางยอดนิยม ขณะที่พฤติกรรมนักท่องเที่ยวเริ่มเปลี่ยนทิศ มุ่งสู่เมืองรองและเดินทางเป็นกลุ่มใหญ่มากขึ้น สะท้อนโอกาสใหม่ของผู้ประกอบการไทยในยุคใช้ข้อมูลนำทาง

    เปิดโมเมนตัมท่องเที่ยวเอเชียแปซิฟิก 2569 ไทยยังเป็นเบอร์ 1

    ภาพรวมการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีแนวโน้มสดใส โดยคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้เมืองอย่างฮานอย กัวลาลัมเปอร์ และเซี่ยงไฮ้ จะมีการเติบโตที่โดดเด่น แต่ในเชิงปริมาณแล้ว “กรุงเทพมหานคร” ยังคงเป็นแชมป์ที่ยากจะใครเทียบ 

    ข้อมูลระบุว่า กรุงเทพฯ มีแนวโน้มครองสัดส่วนนักท่องเที่ยวสูงสุดของภูมิภาค โดยคาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวขาเข้าได้ถึง 6.8% ของทั้งหมดในเอเชียแปซิฟิก ซึ่งขยายตัวเพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบรายปี

    ส่องราคาตั๋วเครื่องบินปี 69 เมืองหลักถูกลง เมืองรองขยับตัว

    อีกหนึ่งอินไซต์ที่น่าสนใจคือ “ราคาตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัด” ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ที่สะท้อนถึงดีมานด์ที่กระจายตัวไปยังพื้นที่ใหม่ๆ มากขึ้น ดังนี้: 

    • กรุงเทพฯ: ราคาเฉลี่ย 477 ดอลลาร์สหรัฐ (ลดลง 2%) 
    • ภูเก็ต: ราคาเฉลี่ย 404 ดอลลาร์สหรัฐ (ลดลง 2%) 
    • เชียงใหม่: ราคาเฉลี่ย 390 ดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้น 5%) 
    • กระบี่: ราคาเฉลี่ย 417 ดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้น 12%) 

    การที่ราคาตั๋วเครื่องบินสู่เมืองรองขยับสูงขึ้น บ่งบอกว่านักเดินทางเริ่มมองหาประสบการณ์ใหม่นอกเหนือจากแหล่งท่องเที่ยวเดิมๆ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

    ถอดรหัสภูเก็ตช่วงโลวซีซัน พลังของ “กลุ่มครอบครัว”

    ภาพจาก iStock
    ภาพจาก iStock

    แม้เดือนกันยายนจะถูกมองว่าเป็นช่วงนอกฤดูกาล (Low Season) ของภูเก็ต แต่ข้อมูลจากปี 2568 กลับพบสัญญาณการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งจากกลุ่มนักท่องเที่ยวขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่ม 3–5 คน ที่เพิ่มขึ้น 9% และกลุ่ม 6 คนขึ้นไป เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบรายปี ที่น่าสนใจคือ กลุ่มครอบครัวจากยุโรป ซึ่งเป็นตลาดระยะไกลที่มีคุณภาพ มียอดการเดินทางมาภูเก็ตเติบโตสูงถึง 18% สะท้อนให้เห็นว่าเสน่ห์ของไทยยังคงดึงดูดใจนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มได้ตลอดทั้งปี หากมีการวางกลยุทธ์ที่ตรงจุด

    ข้อมูลและเทคโนโลยี คือหัวใจสำคัญ

    คุณพอล วิลสัน รองประธานฝ่าย Hospitality ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของ Amadeus ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ความแข็งแกร่งของไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่ในกรุงเทพฯ แต่ความสนใจของนักท่องเที่ยวได้กระจายตัวไปทั่วประเทศแล้ว 

    โดยเขาย้ำว่าสิ่งที่จะทำให้ผู้ประกอบการไทยไปต่อได้สวย คือการนำ “ข้อมูลเชิงลึก” มาบวกกับ “เทคโนโลยี” เพื่ออ่านใจนักท่องเที่ยวให้ขาด 

    “หากเรามีข้อมูลที่แม่นยำ ผู้ประกอบการโรงแรมและหน่วยงานท่องเที่ยวจะสามารถวางแผนรับมือกับดีมานด์ที่เปลี่ยนไปได้ทันที ซึ่งนั่นคือหัวใจสำคัญในการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนไทย” คุณพอลกล่าวสรุป

    ทิศทางการท่องเที่ยวของไทยในปี 2569 ไม่ได้โตแค่ปริมาณ แต่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่คุณภาพและการกระจายตัว ความท้าทายสำคัญคือการนำข้อมูลอินไซต์มาใช้เพื่อปรับตัวให้ทันความต้องการของนักท่องเที่ยวที่หลากหลายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มครอบครัวขนาดใหญ่หรือผู้ที่หลงใหลในเมืองรอง เพื่อรักษาตำแหน่ง “จุดหมายปลายทางระดับโลก” ไว้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2918189&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14ZpVm-xkV3tLy-xUWmQyM

  • อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมงาน ITB Berlin 2026 ชูเสน่ห์ผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาและการท่องเที่ยวชุมชนสู่สายตานานาชาติ

    อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมงาน ITB Berlin 2026 ชูเสน่ห์ผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาและการท่องเที่ยวชุมชนสู่สายตานานาชาติ

    อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมงาน ITB Berlin 2026 ชูเสน่ห์ผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาและการท่องเที่ยวชุมชนสู่สายตานานาชาติ


    5/03/2569 | 36 | |

    อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมงาน ITB Berlin 2026 ชูเสน่ห์ผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาและการท่องเที่ยวชุมชนสู่สายตานานาชาติ

    วันที่ 4 มีนาคม 2569 ณ CityCube Messe Berlin กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมกิจกรรม Amazing Thailand Networking Event ภายในงาน Internationale Tourismus Borse (ITB Berlin 2026) ซึ่งเป็นงานมหกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับโลก โดยมีนางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ประธานกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นผู้นำฉายภาพทิศทางการท่องเที่ยวไทยปี 2569 แก่ผู้ประกอบการและสื่อมวลชนต่างชาติที่เข้าร่วมงาน

    ในการร่วมงานครั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชน ได้นำร่วมนำยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาไทย (OTOP) และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่สอดคล้องกับแนวคิด “Value over Volume” ของ ททท. โดยเน้นการสร้างรายได้เชิงคุณภาพและการมอบประสบการณ์ที่มีความหมายลึกซึ้งให้แก่นักเดินทาง โดยมีประเด็นสำคัญที่เชื่อมโยงกับงานพัฒนาชุมชน อันได้แก่

    – การยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP สู่สากล ชูจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ที่ผสมผสานระหว่างมรดกทางวัฒนธรรมและนวัตกรรม (Heritage & Innovation) โดยเฉพาะในกลุ่มสมุนไพร เครื่องหอม และงานหัตถศิลป์ชั้นสูง เพื่อตอบโจทย์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพภายใต้แนวคิด “Healing is the New Luxury” ที่นักท่องเที่ยวชาวยุโรปให้ความสนใจอย่างมาก

    – เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยววิถีชุมชน ผลักดันหมู่บ้านท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ให้เป็นหมุดหมายใหม่ของการเดินทางที่มอบประสบการณ์ ที่แตกต่างและทรงคุณค่า

    – การเชื่อมโยงตลาดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง การร่วมงาน ณ กรุงเบอร์ลิน ถือเป็นโอกาสสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อและเห็นคุณค่าในงานฝีมือของคนไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP และกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชนท้องถิ่นได้โดยตรง

    ทั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชนพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อพัฒนาศักยภาพชุมชนและผู้ประกอบการไทยให้มีความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ตามนโยบายรัฐบาล และกระทรวงมหาดไทย

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    รูปภาพ

    ” id=”lightGallery”>


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/332173&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IP5DScVkmX96zxVu_zrZ3

  • กกท.จัดใหญ่!

    กกท.จัดใหญ่!

    วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.25 น.

    การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ร่วมงานมหกรรมแสดงสินค้าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพื่อส่งเสริมการขายชั้นนำของโลก หรือ ITB Berlin 2026 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 60 ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ระหว่างวันที่ 3-5 มีนาคมที่ผ่านมา โดยมีนางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย, นายณัฐพล อันตรเสน ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย กกท. นำคณะร่วมงาน ณ เบอร์ลิน เอ็กซ์โป เซ็นเตอร์ ซิตี้ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี

    ในโอกาสนี้ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเยี่ยมชมการเปิดบูธ เจรจาการค้าสำหรับผู้ซื้อและผู้ขาย เครือข่ายการท่องเที่ยว และการสัมมนาแนวโน้มอุตสาหกรรมของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รวมถึงการเปิดกิจกรรม “อะเมซิ่ง มวยไทย เฟสติวัล” ในงาน ITB Berlin 2026 ซึ่งจัดโดยการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) โดยมีนางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการ กกท., นายณัฐพล  อันตรเสน ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย และนายธีรวัฒน์ ศิลปอาชา ผู้อำนวยการกองส่งเสริมพัฒนากีฬามวย ร่วมรับเสด็จและถวายของที่ระลึก ขณะเดียวกันยังมี เพชรพนมรุ้ง เกียรติหมู่ 9 นักมวยไทยชื่อดัง ร่วมโชว์ศิลปะแม่ไม้มวยไทย และสอนทักษะมวยไทยเบื้องต้นให้กับชาวต่างชาติที่เข้าร่วม การแสดงนาฎยุทธไหว้ครู และต่อสู้ ท่ามกลางการได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติในงานจำนวนมาก

    ขณะเดียวกันในเรื่องของการเจรจาธุรกิจมีผู้แทนสนามมวยเวทีราชดำเนิน และ3 ค่ายมวยไทยมาตรฐานที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย (สคม.) ได้แก่ ค่ายมวยสิงห์มาวิน, ค่ายมวยแฟร์เท็กซ์ และค่ายมวยภูเก็ตสิงห์มวยไทย ร่วมเจรจาธุรกิจกับผู้ร่วมงาน  ITB Berlin 2026 อีกด้วย 

    สำหรับกิจกรรม “อะเมซิ่ง มวยไทย เฟสติวัล” ในงาน ITB Berlin 2026 จัดขึ้นเพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลในการผลักดันให้กีฬา “มวยไทย” เป็นสื่อในการเผยแพร่วัฒนธรรมและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศโดยส่งเสริมให้มีการจัดการแข่งขันกีฬามวยไทย การจัดตั้งสถาบันมวยไทยนานาชาติ และยกระดับค่ายมวยให้มีมาตรฐานมีความสามารถเชิงธุรกิจเพื่อรองรับชาวต่างชาติที่มีความสนใจกีฬามวยไทยเพื่อการท่องเที่ยว และแข่งขัน กกท. ต้องการส่งเสริมและสนับสนุนมวยไทยเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศในรูปแบบของเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ รวมไปถึงการใช้กีฬา     เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว (Sports Tourism) ซึ่ง “มวยไทย” ทำให้เกิดอุตสาหกรรมในระดับมหภาคที่ครอบคลุมตั้งแต่หลักสูตรการเรียน การสอน การฝึกซ้อมมวยไทยทั้งเพื่อการกีฬาและการออกกำลังกาย อุปกรณ์กีฬามวยไทย บุคลากรทั้งผู้ตัดสิน ผู้ฝึกสอน ตลอดจนค่ายมวยไทย กิจกรรมการแข่งขันหรือการสาธิตมวยไทยทั้งในและต่างประเทศ การมาจัด “อะเมซิ่ง มวยไทย เฟสติวัล” ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ในงาน ITB Berlin 2026 จะมีส่วนช่วยส่งเสริมและสนับสนุนผลักดันกีฬามวยไทยให้นานาชาติได้รู้จักมากยิ่งขึ้น จนเกิดการกระตุ้นด้านการพัฒนาอาชีพผู้ฝึกสอนมายไทย ในระดับสากลมากขึ้น ผู้เข้าร่วมชมงานเกิดการรับรู้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีกับประเทศไทย เกิดการยอมรับและโน้มน้าวจิตใจของผู้เข้าร่วมงานต่อยอดไปสู่การใช้ และบริโภคสินค้าและบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกีฬามวยไทย 

    นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมงานยังได้รับทราบข้อมูลค่ายมวยไทย มาตรฐานมวยไทยจากประเทศต้นแบบมวยไทย อันจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมมวยไทยในภาพรวมทั้งระบบ สร้างความเชื่อมั่น และภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่มวยไทย และการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) รวมไปถึงชาวต่างชาติจะได้รับรู้เวิลด์คลาส สปอร์ตส์ อีเวนต์ เดสติเนชั่น ที่จะจัดขึ้นที่ประเทศไทยในอนาคต จากงาน ITB Berlin 2026

    นางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย เปิดเผยว่า เรามางาน ITB Berlin 2026 ในฐานะที่บูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เราแยกออกมาจัดบูธของมวยไทย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism) นอกจากเรื่องมวยไทย ยังมีเรื่องของการวิ่งเทรล, รถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก (โมโตจีพี) แต่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเรามีเรื่องของมวยไทยที่เป็นที่ขึ้นชื่อ และเป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก ดังนั้นเราจึงมาเปิดบูธแยก เรานำผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นผู้จัดมวย ค่ายมวย นักมวย ผู้ประกอบการธุรกิจมวยไทยทั้งมาจากเมืองไทย และต่างชาติมารวมตัวกันเพื่อต่อยอดในการกลับไปเมืองไทยไม่ว่าเป็นในรูปแบบนักท่องเที่ยว หรือนักเรียนมวย ปัจจุบันทัวร์ในเรื่องของมวยไทยได้รับการยอมรับทั่วโลก การมาเที่ยวเมืองไทยสิ่งหนึ่งที่จะต้องทำคือ การเรียนมวยไทย ดังนั้น กกท.จึงต่อยอดเรื่องนี้เพื่อไปสู่อุตสาหกรรมมวยไทยได้ในอนาคต

    นางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย กล่าวต่อว่า นักท่องเที่ยวที่จะเข้าประเทศไทยเราอำนวยความสะดวกเราจะรับรองนักท่องเที่ยวเหล่านี้ในเรื่องของวีซ่าที่จะอยู่เมืองไทยได้ 90-180 วัน ในกลุ่มนี้จะมีคนที่ตั้งใจไปท่องเที่ยวเมืองไทยด้วย และตั้งใจไปเรียนมวยไทยด้วย เมื่อก่อนมาแค่ดูมวยไทย 3-4 วันแต่ปัจจุบันผู้สนใจมาเพื่อเรียนมวยไทยจริงๆ มากขึ้น อย่างน้อยถ้าจะครบหลักสูตรต้อง 21 วัน ดังนั้นเราจะมีสามารถมีรายได้เข้าประเทศในเรื่องของกีฬา และมวยไทยเพิ่มมากขึ้น นอกจากมาเรียนมวยไทย แล้วยังมีกิจกรรมอื่นๆ เช่น ไปวิ่ง ไปปีนหน้าผา ผสมผสานกันไป 

    “คาดหวังว่า เราจะได้ประชากรมวยไทยที่มีคุณภาพ คนที่มางานอย่าง  ITB Berlin 2026 เขามีกำลัง เขาจะสามารถต่อยอดธุรกิจต่อไปเช่นนำบุคลากรมวย หรือประชากรมวยที่เป็นนานาชาติเข้าประเทศไทย เป็นบุคลากรที่มีที่มาที่ไป และมีมูลค่าที่ชัดเจน” นางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย กล่าว 

    อนึ่งในปีหน้าสำหรับงาน ITB Berlin 2027  มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-18 มีนาคม 2027 ณ เบอร์ลิน เอ็กซ์โป เซ็นเตอร์ ซิตี้ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/sport/950976&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SGei9gNU2VKz5Twcx2Edy

  • ชายผู้เที่ยวมาแล้ว 105 ประเทศ เปิดพิกัด 5 ประเทศที่รู้สึกว่า “ไปครั้งเดียวก็พอ”

    ชายผู้เที่ยวมาแล้ว 105 ประเทศ เปิดพิกัด 5 ประเทศที่รู้สึกว่า “ไปครั้งเดียวก็พอ”

    ชายผู้เที่ยวมาแล้ว 105 ประเทศ เผย 5 ประเทศที่ “ไม่อยากกลับไปอีก” พร้อมลิสต์จุดหมายที่ควรไปสักครั้ง

    การเดินทางท่องเที่ยวรอบโลกเป็นประสบการณ์ที่เปิดมุมมองใหม่ให้กับชีวิต เพราะแต่ละประเทศต่างมีวัฒนธรรม วิถีชีวิต และเสน่ห์เฉพาะตัว อย่างไรก็ตาม นักเดินทางบางคนก็พบว่ามีบางสถานที่ที่อาจไม่ตอบโจทย์ความคาดหวังของตนเอง

    ล่าสุด ชายคนหนึ่งที่เดินทางไปแล้วกว่า 105 ประเทศ ได้ออกมาแบ่งปันรายชื่อสถานที่ที่เขาไม่อยากกลับไปอีก พร้อมทั้งแนะนำประเทศที่ควรอยู่ในลิสต์ทริปครั้งต่อไป

    ชายคนดังกล่าวได้แชร์ประสบการณ์ผ่านชุมชนออนไลน์ Reddit ในหมวด r/travel โดยระบุว่า เมื่อผู้คนรู้ว่าเขาเดินทางไปหลายประเทศ มักจะถามว่า “ประเทศที่ชอบที่สุดคือที่ไหน” ซึ่งคำถามนี้ตอบได้ยาก เพราะแต่ละสถานที่มีรายละเอียดและประสบการณ์ที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม เขาหวังว่ารายชื่อประเทศที่แบ่งปันจะช่วยให้คนที่กำลังวางแผนทริปปี 2026 ได้ไอเดียบางอย่าง

    5 ประเทศที่นักเดินทางรายนี้ไม่อยากกลับไปอีก

    จากประสบการณ์การท่องเที่ยวทั่วโลก เขาระบุว่ามี 5 ประเทศที่เขารู้สึกว่า “ไปครั้งเดียวก็พอ” ได้แก่

    • โมร็อกโก 
    • บังกลาเทศ 
    • เบลีซ 
    • เอลซัลวาดอร์ 
    • โมซัมบิก 

    รายชื่อดังกล่าวสร้างความประหลาดใจให้กับผู้ใช้โซเชียลจำนวนไม่น้อย เนื่องจากบางประเทศอย่างโมร็อกโกหรือบังกลาเทศถือเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยว

    เมื่อมีผู้ถามเหตุผลเกี่ยวกับเบลีซและเอลซัลวาดอร์ เขาอธิบายว่า เบลีซมีค่าครองชีพค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้รับ ส่วนเอลซัลวาดอร์แม้จะไม่ใช่สถานที่ที่แย่ แต่ก็ไม่ได้มีจุดเด่นที่โดดเด่นกว่าประเทศเพื่อนบ้าน จึงรู้สึกว่าไปครั้งเดียวก็เพียงพอ

    iStockphoto

    เหตุผลที่ไม่อยากกลับไปโมซัมบิก

    สำหรับโมซัมบิก นักเดินทางรายนี้ระบุว่าประสบการณ์การเดินทางค่อนข้างลำบาก เช่น การหยุดรถตรวจระหว่างทางบ่อยครั้ง โครงสร้างพื้นฐานที่เสื่อมสภาพ และความรู้สึกไม่ปลอดภัยในบางพื้นที่ อีกทั้งเขายังมองว่าคนท้องถิ่นไม่ค่อยเป็นมิตรนัก

    อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าชายหาดของประเทศนี้ยังมีความสวยงามในระดับหนึ่ง และเป็นจุดดำน้ำที่มีสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลที่น่าสนใจ

    ประเทศที่ประทับใจและควรถูกพูดถึงมากกว่านี้

    แม้จะมีบางประเทศที่ไม่อยากกลับไปอีก แต่เขาก็ยอมรับว่ามีหลายจุดหมายที่สร้างความประทับใจอย่างมาก โดยเฉพาะประเทศที่เขามองว่า “ถูกมองข้าม” เช่น

    • จอร์เจีย 
    • โอมาน 
    • เอกวาดอร์ 
    • นามิเบีย 
    • ไต้หวัน 

    เขายังแนะนำประเทศที่อาจไม่อยู่ในเรดาร์ของนักท่องเที่ยวทั่วไป แต่ควรพิจารณาเป็นจุดหมายปลายทางในอนาคต เช่น เลโซโท ที่มีภูเขาสวยงาม กลุ่มประเทศบอลติกอย่างลัตเวีย ลิทัวเนีย และเอสโตเนียที่มีวัฒนธรรมโดดเด่น รวมถึงจอร์เจียที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารอร่อย และมอนเตเนโกรที่เขาอธิบายว่า “คล้ายโครเอเชีย แต่ค่าใช้จ่ายถูกกว่า”

    ใช้เวลากว่า 12 ปี เดินทางครบ 105 ประเทศ

    ชายคนนี้เปิดเผยว่า เขาใช้เวลากว่า 12 ปี ในการเดินทางไปยัง 105 ประเทศทั่วโลก พร้อมทิ้งท้ายว่า หากใครอยากทำเป้าหมายแบบเดียวกัน ก็คงต้องเริ่มวางแผนการเดินทางตั้งแต่ตอนนี้

    1. UNILAD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9876594/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xdlZ1RXYP1N3MWHEal8CH

  • เปิดเส้นทางนำร่อง “นั่งสกายแล็บ เที่ยวเมืองนครพนม” ชูท่องเที่ยว Experience Style กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น | เดลินิวส์

    เปิดเส้นทางนำร่อง “นั่งสกายแล็บ เที่ยวเมืองนครพนม” ชูท่องเที่ยว Experience Style กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 5 มีนาคม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครพนม ร่วมกับบริษัท วินวิน สมาย จำกัด จัดกิจกรรมทดสอบเส้นทางนำร่อง “นั่งสกายแล็บ เที่ยวเมืองนครพนม (SkyLab Nakhon Phanom City Experience)” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดนครพนม โดยนำเสนอเรื่องราวจุดเด่นและเอกลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมือง ผ่านกิจกรรมนั่งรถสกายแล็บชมเมืองในรูปแบบ Experience Style เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวแนวใหม่ให้แก่นักท่องเที่ยว กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้วัตถุประสงค์โครงการ Must สนุก #2 ของ ททท.สำนักงานนครพนม ตามแผนปฏิบัติการส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยว ปี 2569 เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว และสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับชุมชนในพื้นที่

    โดยมี นางสาวเสาวนีย์ คนกล้า ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครพนม นำคณะหัวหน้าส่วนราชการ สื่อมวลชน และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมทดลองเส้นทางท่องเที่ยว เริ่มต้นจากสวนเทิดพระเกียรติ หน้าลานชิงช้าสวรรค์แม่โขงริเวอร์อาย ก่อนนั่งสกายแล็บชมเมืองผ่านเส้นทางสำคัญของจังหวัดนครพนม แวะสักการะ ศาลหลักเมืองนครพนม เยี่ยมชม หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ นครพนม อาคารสถาปัตยกรรมโคโลเนียลเก่าแก่ พร้อมเดินทางไปยัง วัดนักบุญอันนา หนองแสง โบสถ์คริสต์เก่าแก่ของเมืองนครพนม และ พิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม (หลังเก่า) ก่อนปิดท้ายที่ หอนาฬิกาเวียดนามอนุสรณ์ แลนด์มาร์กสำคัญริมแม่น้ำโขง

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครพนม ยังเตรียมเปิดกิจกรรม “นั่งสกายแล็บ เที่ยวเมืองนครพนม” สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป โดยมีโปรโมชันพิเศษ 50 คนแรกที่จองทัวร์ รับสิทธิ์เที่ยวคนละครึ่ง จากราคา 500 บาท เหลือเพียง 250 บาท เพื่อเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสเสน่ห์เมืองนครพนม ผ่านการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่สนุก ใกล้ชิดวิถีชุมชน และเรียนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ของเมืองริมแม่น้ำโขง ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ เพจการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครพนม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5659405/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Dqdt_AjFTtw5vqo6oJVli

  • ททท.ดันสร้างรายได้เจาะกลุ่มนักเที่ยวคุณภาพกำลังซื้อสูง

    ททท.ดันสร้างรายได้เจาะกลุ่มนักเที่ยวคุณภาพกำลังซื้อสูง

    ททท.กางแผนทิศทางท่องเที่ยวไทยปี 2569 บนเวที ITB Berlin มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ เน้นตลาดระยะไกลกำลังซื้อสูง ตอกย้ำภาพไทยจุดหมายปลายทางระดับโลก หลังปี 2568 ต่างชาติเที่ยวไทยกว่า 32 ล้านคน สร้างรายได้ทะลุ 1.5 ล้านล้านบาท

    5 มี.ค. 2569 – นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)  เปิดเผยว่า ปี 2569 ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในการยกระดับการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างแข็งแรงและยั่งยืน หลังจากปี 2568 อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสามารถฟื้นตัวได้อย่างโดดเด่น โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยมากกว่า 32 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้รวมกว่า 1.5 ล้านล้านบาท สะท้อนการฟื้นตัวเชิงคุณภาพของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างชัดเจน โดยแรงขับสำคัญมาจากตลาดระยะไกล ซึ่งมีจำนวนนักท่องเที่ยวรวมมากกว่า 10 ล้านคนเป็นครั้งแรก สร้างรายได้กว่า 684,000 ล้านบาท คิดเป็น 45% ของรายได้การท่องเที่ยวจากตลาดต่างประเทศทั้งหมด

    ทั้งนี้ ตลาดยุโรปยังคงเป็นตลาดสำคัญ โดยเฉพาะตลาดเยอรมนีที่ยังติดอันดับ 1 ใน 5 ตลาดระยะไกลที่เดินทางมายังประเทศไทยสูงสุด ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยว 965,898 คน สะท้อนความนิยมของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระยะไกลของนักเดินทางยุโรป

    สำหรับปี 2569 ททท. เตรียมปรับทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่แนวคิด “Value over Volume” โดยมุ่งเน้นการสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและกำลังใช้จ่ายสูง ควบคู่กับการมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีความหมายและการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการเจาะตลาดระยะไกลที่มีศักยภาพสูง พร้อมพัฒนาสินค้าและประสบการณ์การท่องเที่ยวให้ตอบโจทย์นักเดินทางหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่กิจกรรมและเทศกาลระดับนานาชาติ การท่องเที่ยวเชิงกีฬา ไปจนถึงเส้นทางท่องเที่ยวท้องถิ่นที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น ภายใต้ความร่วมมือกับพันธมิตรต่างประเทศ

    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกว่า 55% ของนักท่องเที่ยวยุโรปที่เดินทางมายังประเทศไทยเป็นนักท่องเที่ยวที่มาเยือนครั้งแรก สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทางอย่างต่อเนื่องในระยะยาว โดย ททท. จะเดินหน้าสานต่อความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวให้แข็งแกร่ง และผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยก้าวสู่หมุดหมายใหม่ของการเติบโตที่มีคุณภาพในอนาคต

    ขณะเดียวกัน ททท. จะเร่งขับเคลื่อนกลยุทธ์ Airlines Focus เพื่อเพิ่มการเชื่อมโยงเส้นทางบินและความถี่เที่ยวบินมายังประเทศไทย สนับสนุนการเดินทางตลอดทั้งปี หรือ All Year Round ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดท่องเที่ยวโลก และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ในด้านการสื่อสารการตลาด ททท. เตรียมยกระดับการสร้างแรงบันดาลใจให้การเดินทางท่องเที่ยวมีความหมายลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยตลาดต่างประเทศจะขับเคลื่อนผ่านข้อความหลัก “Healing is the New Luxury” เพื่อสื่อสารภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะดินแดนแห่งการเยียวยา พักผ่อน และเชื่อมโยงคุณค่าระหว่างผู้คนกับสถานที่ พร้อมเปิดตัวแคมเปญ “Healing Journey Thailand” ที่ร่วมสร้างสรรค์กับ Henry Moodie ศิลปินชาวอังกฤษ ถ่ายทอดประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในบริบทของความหรูหราและความสมดุลของชีวิต

    ส่วนตลาดในประเทศ ททท. ได้เปิดตัว Lalisa Manobal หรือ ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล เป็น “Amazing Thailand Ambassador” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและต่อยอดปรากฏการณ์ “LISA Effect” กระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวจริงในประเทศ ผ่านภาพยนตร์โฆษณา “Feel All the Feelings” และการนำเสนอ 12 เส้นทางท่องเที่ยวเอกลักษณ์ในแต่ละภูมิภาค อาทิ Wat Chedi Luang จังหวัดเชียงใหม่ Wat Arun Ratchawararam Ratchawaramahawihan กรุงเทพมหานคร Ko Kradat จังหวัดตราด Khao Sok National Park จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ Red Lotus Sea จังหวัดอุดรธานี

    นอกจากนี้ ททท. ยังเตรียมต่อยอดกระแสการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจาก Healing สู่แนวคิด Longevity ผ่านการพัฒนาจุดหมายปลายทางที่ผสานกิจกรรมดูแลสุขภาพและธรรมชาติ อาทิ เชียงใหม่และเชียงราย ที่นำเสนอประสบการณ์อาบป่า (Forest Bathing) การฝึกสติ โยคะ และสมาธิท่ามกลางธรรมชาติ ขณะที่จังหวัดน่านโดดเด่นด้วยเสน่ห์เมืองเก่า วัดวาอาราม และภูมิปัญญาหัตถศิลป์ท้องถิ่น ส่วนพื้นที่ชายทะเลอย่างเกาะช้าง จังหวัดตราด และจังหวัดพังงา นำเสนอทั้งกิจกรรมกีฬาทางน้ำ โปรแกรมสุขภาพ และประสบการณ์อาหารระดับมิชลิน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/958262/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hLRpSHAyYpvzZe7DsBp57

  • ประธานสภาอุตฯท่องเที่ยวระนอง ร่วมหารือ ผู้ตรวจฯกระทรวงคลัง เดินหน้าขับเคลื่อนสู่ ‘เมืองมหานครน้ำแร่’ พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ | เดลินิวส์

    ประธานสภาอุตฯท่องเที่ยวระนอง ร่วมหารือ ผู้ตรวจฯกระทรวงคลัง เดินหน้าขับเคลื่อนสู่ ‘เมืองมหานครน้ำแร่’ พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 5 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมธนารักษ์ระนอง นายสมโชค วงศ์ภิวัฒนา ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดระนอง เข้าร่วมการประชุมให้ข้อมูลและหารือ กับ นายวุฒิพงศ์ จิตตั้งสกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ซึ่งลงพื้นที่ตรวจราชการส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงการคลัง ที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในจ.ระนอง

    ในโอกาสนี้ นายสมโชคได้นำเสนอข้อมูล ภาพรวมสถานการณ์การท่องเที่ยวของจังหวัด พร้อมสถิติจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวของจังหวัด รวมถึงแนวทางการขับเคลื่อนจ.ระนองสู่การเป็น เมืองมหานครน้ำแร่ เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญของจังหวัด

    นอกจากนี้ ยังได้สะท้อนปัญหาที่เร่งด่วนของพื้นที่ กรณีการขาดแคลนตู้ ATM บนเกาะพยาม ซึ่งส่งผลต่อความสะดวกในการใช้จ่ายของประชาชน นักท่องเที่ยวต่างชาติ และผู้ประกอบการท่องเที่ยวในพื้นที่ ทั้งนี้ ได้รับคำชี้แจงว่า ธนาคารออมสินจะเข้ามาดำเนินการติดตั้งตู้ ATM เพิ่มเติมบนเกาะพยาม เพื่ออำนวยความสะดวกด้านบริการทางการเงิน และรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวจ.ระนองต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5660202/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dnKlpEKWG5QhXN_00h2iZ