Category: ท่องเที่ยว

  • “พิพัฒน์” ย้ำ ไม่ต้องกังวล สงกรานต์ปีนี้ ท่องเที่ยว-กลับภูมิลำเนา น้ำมันไม่ขาดมือ

    “พิพัฒน์” ย้ำ ไม่ต้องกังวล สงกรานต์ปีนี้ ท่องเที่ยว-กลับภูมิลำเนา น้ำมันไม่ขาดมือ

    “พิพัฒน์” ย้ำ ไม่ต้องกังวล สงกรานต์ปีนี้ ท่องเที่ยว-กลับภูมิลำเนา น้ำมันไม่ขาดมือ

    25 มี.ค. 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม แถลงภายหลังหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ประกอบการค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาวิกฤตราคาน้ำมัน และสถานการณ์พลังงานที่ตึงเครียด จากปัญหาในตะวันออกกลาง โดยยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ เร่งตรวจสอบการกักตุน โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องเร่งหาแนวทางบรรเทาผลกระทบ โดยเฉพาะการตรวจสอบเส้นทางการขนส่งน้ำมันเพื่อป้องกันการลักลอบหรือกักตุน

    “พวกเราไม่ได้นั่งเฉย ไม่ได้นิ่งนอนใจ รัฐบาลกำลังหาทางออกทุกวิถีทาง และกำลังลงในรายละเอียดทุกไอเทม น้ำมันทุกลิตรที่ออกจากโรงกลั่น เราจะใช้ระบบ GPS ติดตามรถน้ำมันทุกคันเพื่อดูว่ามีการวิ่งออกนอกเส้นทางหรือไม่ เพื่อพิสูจน์ว่าที่บอกว่ามีการลักลอบหรือกักตุนนั้น จริงหรือไม่” 

     

    นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ รัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมแผนรองรับในหลายมิติ ทั้งเรื่องโครงสร้างภาษีสรรพสามิต และการขอความร่วมมือจากภาคประชาชน เมื่อเข้าสู่ภาวะวิกฤตจริงๆ คนไทยช่วยกันประหยัดพลังงานได้ไหม อะไรที่ประหยัดได้ก็ต้องช่วยกัน เช่น การปรับอุณหภูมิแอร์เพิ่มขึ้นสัก 1-2 องศา หรือการใช้ระบบขนส่งมวลชนแทนรถส่วนตัว เพราะหากถึงจุดที่น้ำมันดิบขาดแคลนจริงๆ เราอาจต้องมีมาตรการจำกัดการใช้ ซึ่งเราต้องเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้

    ส่วนที่ฝ่ายค้านวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลนั้น 
     

    “ที่บอกว่าไม่เห็นรัฐบาลทำอะไร ถามว่าวันนี้พวกเราพยายามแก้ทุกวิถีทางภายใต้อำนาจที่จำกัด ที่ท่านวิจารณ์พวกเรามากมาย พวกท่านทำอะไรบ้าง เสนอแนะพวกเราได้ไหม ไม่ใช่สักแต่จะวิจารณ์อย่างเดียว ถ้าท่านมีความรู้ความเข้าใจ ฝากเสนอแนะมาที่ผมได้เลย ผมพร้อมรับเสมอ” นายพิพัฒน์ กล่าว

    นายพิพัฒน์ ยังบอกข่าวดีเรื่องการเจรจานำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่าน ที่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซมาได้ พร้อมยืนยันความพร้อมช่วงเทศกาลสงกรานต์ ว่า น้ำมันจะไม่ขาดมือ เราได้ประสาน ปตท. เตรียมน้ำมันสำรองไว้ให้รถโดยสารและรถร่วม บขส. เติมให้เต็มถังทั้งไปและกลับ ส่วนสถานีบริการน้ำมันทั่วไป สภาพคล่องจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติภายในสิ้นเดือนนี้แน่นอน ประชาชนไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีน้ำมันเติมระหว่างเดินทางท่องเที่ยว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/615031&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JhWz4cmT0o08F9iuw0cH_

  • เสียงสะท้อน ‘ชาวตรัง’ วิกฤตน้ำมัน! ตั๋วเครื่องบินราคาแพง กระทบเดินทาง-ท่องเที่ยว

    เสียงสะท้อน ‘ชาวตรัง’ วิกฤตน้ำมัน! ตั๋วเครื่องบินราคาแพง กระทบเดินทาง-ท่องเที่ยว

    สถานการณ์ราคาตั๋วเครื่องบินเส้นทาง ดอนเมือง-ตรัง-ดอนเมือง ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (แตะระดับ 5,000–7,000 บาทต่อเที่ยวในบางช่วง) กลายเป็นประเด็นที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวตรังและนักท่องเที่ยวมาอย่างยาวนาน

    Reflections-from-Trang Province-The-oil-crisis-is-impacting-travel-resulting-in-expensive-airfares-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ปัจจุบันมีเพียง 3 สายการบิน คือ นกแอร์, ไทยไลออนแอร์, และไทยแอร์เอเชีย ให้บริการรวมเพียง วันละ 5 เที่ยวบิน ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการเดินทางที่เพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งราคาตั๋วเครื่องบินแพงกว่าจังหวัดอื่นๆ ทำให้ ผู้โดยสารจำนวนมากเลือกไปใช้บริการที่ สนามบินกระบี่ หรือ สนามบินนครศรีธรรมราช แทน เนื่องจากมีเที่ยวบินมากกว่าและราคาถูกกว่าเกือบเท่าตัว

    Reflections-from-Trang Province-The-oil-crisis-is-impacting-travel-resulting-in-expensive-airfares-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ชาอิศม์ฉัตร สมหวังณชพล ผู้จัดการสถานีตรัง สายการบินไทยไลออนแอร์ เปิดเผยถึงสาเหตุของราคาตั๋วเครื่องบินแพง “มหาโหด” ว่า เนื่องมาจากไฮซีซั่น นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเที่ยว จ.ตรัง โดยเฉพาะพื้นที่เกาะต่างๆ เป็นจำนวนมาก และนักท่องเที่ยวต่างชาติจากเกาะหลีเป๊ะ สตูล ก็เดินทางมาขึ้นลงเครื่องบินสนามบินตรัง ทั้ง 3 สายการบินมีนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยสารถึง 50% ในแต่ละเที่ยวบิน ราคาตั๋วก็ขยับสูงขึ้น 

    “หากนักท่องเที่ยวหรือผู้โดยสารวางแผนการเดินทางล่วงหน้าราคาตั๋วเครื่องบินก็ไม่น่าตกใจ ถ้าจะเดินทางในระยะไม่ถึงสัปดาห์แล้วซื้อตั๋ว ผู้โดยสารจะตกใจ เพราะหากตั๋วเหลือจำนวนน้อยราคาก็จะขยับขึ้นแบบขั้นบันไดราคาขยับสูงขึ้น”

    “ส่วนที่ช่วงนี้น้ำมันเชื้อเพลิงขาดตลาด ราคาน้ำมันโดยทั่วไปขยับขึ้น แต่ในส่วนสายการบินจะยังไม่ขยับขึ้นราคาตั๋วเครื่องบิน เพราะรัฐบาลจะดูในเรื่องนี้อยู่แล้ว กรณีสนามบินตรังมี 2 แผน แผนแรก คือ มีน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองในการใช้งานอยู่แล้วสำหรับใช้รถลากเครื่องบิน รถขนส่งสัมภาระผู้โดยสาร  หากไม่มีน้ำมันดีเซล แผนที่ 2 จะให้เครื่องบินจอดห่างตัวอาคารสนามบิน ให้เครื่องบินสามารถขับออกไปได้เอง โดยไม่ใช้รถลากเรื่องบิน สะพานเทียบเครื่องบินก็เช่นกัน ใช้คนลากเข้ามาเทียบซึ่งไม่ต้องใช้รถ”

    Reflections-from-Trang Province-The-oil-crisis-is-impacting-travel-resulting-in-expensive-airfares-SPACEBAR-Photo03-1.jpg

    ชาอิศม์ฉัตร กล่าวว่า ราคาตั๋วเครื่องบินสนามบินตรัง ที่แพงกว่านครศรีธรรมราช และกระบี่ เนื่องจากสนามบินตรังมีเที่ยวบินวันละ 5 ไฟล์  กระบี่ 10 กว่าไฟล์ ราคาย่อมไม่เท่ากัน เพราะการบริหารจัดการ ค่าการตลาด จังหวัดที่มีเที่ยวบินมากย่อมราคาถูกกว่า หากตรังมีเที่ยวบินวันละ 10 เที่ยว ราคาก็จะไม่สูง แต่ตรังมีเที่ยวบินไม่มากทำให้ราคาตั๋วอาจจะดูน่าตกใจไปบ้าง ในช่วงไฮซีซั่น

    ชาอิศม์ฉัตร กล่าวด้วยว่า สายการบินไทยไลออนแอร์ มีตั๋วโปรโมชั่นทุกวันศุกร์แรกของเดือน ราคาตั๋วลด 25% จะช่วยประหยัดได้มาก ช่วงปลายมีนาคมและเมษายนทั้งเดือน ราคาประมาณ 3,000 บาทเท่านั้น ช่วงเดือนเมษายนนี้ ไทยแอร์เอเชียเปิดเที่ยวบินเพิ่มอีก 1 เที่ยวบิน สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้มาก เพราะช่วงดังกล่าวคนกลับมาเชงเม้ง ช่วงวันหยุดกลับเยี่ยมบ้านสงกรานต์

    “ยอมรับบางวันราคาตั๋วเครื่องบินสูง 4,000-4,500บาท กระบี่ 2,000กว่าบาท ทางเราก็แนะนำให้ผู้โดยสารเดินทางขึ้นเครื่องกระบี่ สำหรับผู้โดยสารที่มีความพร้อม บางท่านก็ไปขึ้นเครื่องที่กระบี่ และช่วงเมษายน นี้ ราคาตั๋วโยสารดอนเมือง-ตรัง 1-6 เมษายน ราคา 3,500-4,000 บาท วันที่ 10-13 เมษายน ราคา 3,500-4,500 จากตรัง-ดอนเมือง ส่วนวันที่ 14-19 เมษายน เป็นต้นไป ราคาเฉลี่ยน 3,000-4,000 บาท”

    Reflections-from-Trang Province-The-oil-crisis-is-impacting-travel-resulting-in-expensive-airfares-SPACEBAR-Photo09.jpg

    ด้าน จงกลณี อุสาหะ หุ้นส่วนผู้จัดการเจ้าไหมทัวร์ และอดีตนายกสมาคมท่องเที่ยวและโรงแรม จ.ตรัง กล่าวว่า จากประสบการณ์ทำงานช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม และมีการเดินทางเมษายน เป็นช่วงไฮซีซั่นของ จ.ตรัง  นักท่องเที่ยว ผู้คนที่มาเยี่ยมบ้าน ปิดภาคเรียน ช่วงเทศกาลเชงเม้ง คนไทยเชื้อสายจีนกลับมาไหว้บรรพบุรุษ แล้วก็สงกรานต์วันหยุดยาว ช่วงนี้จึงทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินขยับราคาขึ้นเป็นขั้นบันไดอยู่แล้ว

    แต่ละสายการบินวางแผนราคาตั๋วห่างกันแต่ละขั้นกี่ร้อยบาท บางสายการบินก็จะตั้งราขั้นละ 200 – 500 บาท สำนักงานการบินพลเรือนสามารถให้สายการบินโลว์คอสแอร์ หรือสายการบินต้นทุนต่ำขายสูงสุดเส้นทางตรัง 7,500 บาท เช่น ตรัง กระบี่ ภูเก็ต และหาดใหญ่ สงขลา   

    “สำหรับเส้นทางบินในประเทศไทย ส่วนตัวได้เข้าไปประชุมกับสายการบิน เรื่องของสถานการณ์น้ำมัน ซึ่งบางสายการบินยังไม่ขึ้นราคาตั๋วโดยสาร เพราะยังมีน้ำมันในสต๊อก หลังจากสงกรานต์ หรือว่าพ้นจากเดือนเมษายนไปแล้วอาจจะมีการขึ้นราคาหรือไม่ ต้องคอยติดตาม”

    Reflections-from-Trang Province-The-oil-crisis-is-impacting-travel-resulting-in-expensive-airfares-SPACEBAR-Photo07.jpg

    จงกลณี กล่าวต่อว่า ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน นี้ ตั๋วเครื่องบินราคาแพงตามเรทที่เขาตั้งไว้เป็นธรรมชาติของราคาตั๋วเครื่องบินช่วงนี้ ไม่ใช่เป็นเพราะว่าช่วงนี้เกิดจากราคาของน้ำมันเชื้อเพลิงขาดแคลนหรือราคาแพง ทำราคาตั๋วเครื่องบินแพงตาม

    “ซึ่งในช่วงนี้จะได้รับคำถามจากลูกค้าตลอดว่าทำไมตั๋วเครื่องบินตรังแพง อันนี้มันเป็นกลไกอัตโนมัติของสายการบินที่เค้ากำหนดขึ้นมาขายในช่วงนี้เป็นวัฏจักร”

    “ราคาตั๋วช่วงนี้ ประมาณ 5,300 บาท จากดอนเมืองมาตรัง และจากตรังไปดอนเมือง ราคาประมาณ 4,000 ถึง 5,000 บาทเช่นกัน ดังนั้นหากทราบวันเดินทางที่แน่นอน ก็แนะนำให้จงอตั๋วล่วงหน้า 2-3 เดือนจะได้ตั๋วราคาถูก หากมีซื้อตั๋ววันศุกร์, เสาร์ล อาทิตย์หรือวันหยุดยาว เช่นนี้ราคาตั๋วก็จะแพงแน่นอน กรณีตั๋วข้าราชการจะต้องเดินทางวันจันทร์-ศุกร์ หากมาซื้อตั๋วในหยุด นักขัตฤกษ์ ราคาก็จะแพงกว่าตั๋ววันปกติ” 

    Reflections-from-Trang Province-The-oil-crisis-is-impacting-travel-resulting-in-expensive-airfares-SPACEBAR-Photo08.jpg

    จงกลณี  กล่าวอีกว่า ส่วนนักท่องเที่ยวจะเดินทางมากับรถไฟ เป็นเรื่องค่อนข้างยากเพราะตั๋วโดยสารจะเต็มตลอด การรถไฟเปิดให้จองตั๋วล่วงหน้าประมาณ 1 เดือน ใช้เวลา 2 วันตั๋วก็จะถูกจองเต็มแล้ว เพราะการเดินทางกับรถไฟ คือ ปลอดภัย ประหยัด ที่นั่งทุกชั้น ชั้น 1, 2 และ 3 เต็มหมด

    “ตั๋วเครื่องบินราคาแพง นักท่องเที่ยวอาจจะขับรถยนต์มากันเองดีกว่า ดังนั้นน้ำมันก็เป็นตัวแปลอีกตัวนึงที่ทำให้เขาตัดสินใจไม่เดินทางมาเที่ยว เพราะน้ำมัน ขาดแคลนและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น น้ำมันจะหมดหรือไม่ จะเติมน้ำมันได้ที่ปั๊มไหน  ปัจจุบันนี้เราแล้วไม่สามารถที่จาดเดาได้ว่า เมื่อไหร่รัฐบาลให้คำตอบได้ว่ามีน้ำมันใช้ไม่ขาดแคลน”

    จงกลณี ยังกล่าวอีกว่า ในช่วงนี้ผู้ประกอบการเรือนำเที่ยวหรือเรือทัวร์หาดปากเมง แบบเช้าไปเย็นกลับหรือ “วันเดย์ทริป” ผู้ประกอบการเดินเรือนำเที่ยวบางรายประกาศในกลุ่มไลน์เอเยนต์จำหน่ายตั๋วเรือนำเที่ยวทะเลตรัง จะปรับขึ้นราคาช่วงระหว่างวันที่ 13, 14, 15 เมษายนนี้ จากราคาปกติ 950 บาท ขึ้นอีก 100 บาท รวม 1,050 บาทต่อคน อันเนื่องมาจากราคาน้ำมันดีเซลขึ้นราคา และขาดแคลน

    Reflections-from-Trang Province-The-oil-crisis-is-impacting-travel-resulting-in-expensive-airfares-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ขณะที่ ศุภชัย ชูเชิดรัตน์ นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวหาดปากเมง เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการเรือนำเที่ยวส่วนมากยังตรึงราคาตั๋วโดยสารท่องเที่ยวทะเลตรัง วันเดย์ทริป เที่ยว 4 เกาะ พร้อมอาหาร ไว้ที่ 950 บาทต่อหัว โดยจะตรึงราคาไว้จนจบฤดูการท่องเที่ยว สิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ ดังนั้น นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวทะเลตรังกับเรือทัวร์ก็สามารถจองตั๋วมาได้ ถึงแม้นราคาน้ำมันดีเซลจะปรับขึ้นมาบ้าง ก็สามารถดำเนินธุรกิจไปได้ ขอให้รัฐบาลดูแลให้มีน้ำมันขายทุกปั๊มก็เพียงพอ

    “ถึงแม้ตั๋วเครื่องบินจะมีราคาแพงมากในช่วงนี้ แต่นักท่องเที่ยวก็จะเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว รถไฟ และรถประจำทาง มาท่องเที่ยวทะเลตรังในช่วงเมษายนนี้ เชื่อว่าช่วงเมษายนตลอดจนถึงพฤษภาคม นักท่องเที่ยวจะหลั่งไหลมาเที่ยวทะเลตรัง และเชื่อว่าอีกไม่นานสถานการณ์น้ำมันจะเข้าสู่สภาวะปกติ ตามที่นายกรัฐมนตรีประกาศไว้ให้ทุกปั๊มมีน้ำมันจำหน่าย”

    “สำหรับโรงแรม รีสอร์ท ที่หาดปากเมงมีด้วยกันประมาณ 400 ห้อง ก็สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ในระดับหนึ่ง  ดังนั้นผู้ประกอบการ เรือนำเที่ยว ร้านอาหาร ที่พัก ยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องทะเลตรัง และหาดปากเมง”

    Reflections-from-Trang Province-The-oil-crisis-is-impacting-travel-resulting-in-expensive-airfares-SPACEBAR-Photo05.jpg

    Reflections-from-Trang Province-The-oil-crisis-is-impacting-travel-resulting-in-expensive-airfares-SPACEBAR-Photo06.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/reflections-from-trang-province-the-oil-crisis-is-impacting-travel-resulting-in-expensive-airfares&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gd52PJKqmixv_arhJMa_g

  • โลกจับตา ‘พืชสวนโลกอุดรฯ’  ดันศก. 3.2 หมื่นล้าน ปั้นฮับท่องเที่ยวใหม่

    โลกจับตา ‘พืชสวนโลกอุดรฯ’ ดันศก. 3.2 หมื่นล้าน ปั้นฮับท่องเที่ยวใหม่

    นับถอยหลังไม่ถึง 8 เดือน “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี  พ.ศ. 2569″ (Udon Thani International Horticultural Expo 2026) เตรียมเปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึง 14 มีนาคม 2570 ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ตำบลกุดสระ อำเภอเมืองอุดรธานี  ท่ามกลางความสนใจถึงความพร้อมในการจัดงานและไฮไลท์สำคัญภายในงาน

    “ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร หลังการเดินทางไปรายงานความคืบหน้าต่อคณะกรรมการสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) ณ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าประเทศไทยมีความพร้อมเต็มที่ในการเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลก และรับนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาชมงานมากกว่า 3 ล้านคน สร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวให้กับประเทศอย่างตื่นตาตื่นใจ

    ย้อนอารยธรรมสู่โลกล้านปี

    นายรพีภัทร์ เปิดเผยว่า งานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 จัดภายใต้แนวคิด “ความหลากหลายแห่งชีวิต: เชื่อมโยงผู้คน สายน้ำ และพรรณไม้ สู่ความยั่งยืน” นำเสนออัตลักษณ์พื้นที่ ความหลากหลายทางชีวภาพ และนวัตกรรมเพื่ออนาคต โดยชู “มรดกอารยธรรม” ผ่านการจัดแสดงไดโนเสาร์ 13 สายพันธุ์ที่ค้นพบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สะท้อนวิวัฒนาการสิ่งมีชีวิตบนโลก

    โลกจับตา ‘พืชสวนโลกอุดรฯ’  ดันศก. 3.2 หมื่นล้าน ปั้นฮับท่องเที่ยวใหม่

    ภาคอีสานถือเป็นแหล่งฟอสซิลสำคัญของโลก เผยความหลากหลายเมื่อกว่า 100 ล้านปีก่อน เช่น ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน ไดโนเสาร์กินพืชคอยาวขนาดใหญ่ สยามโมไทรันนัส อีสานเอนซิส ไดโนเสาร์กินเนื้อที่เป็นญาติยุคแรกของทีแร็กซ์ และกินรีไมมัส ไดโนเสาร์ขนาดเล็กเคลื่อนไหวรวดเร็ว

    โลกจับตา ‘พืชสวนโลกอุดรฯ’  ดันศก. 3.2 หมื่นล้าน ปั้นฮับท่องเที่ยวใหม่

    องค์ประกอบเหล่านี้ถูกบูรณาการสู่การออกแบบพื้นที่และสถาปัตยกรรม อาทิ อาคารศูนย์ข้อมูลรูปทรง “ไห” แรงบันดาลใจจากบ้านเชียง ศาลา “ไซ” สะท้อนภูมิปัญญาจัดการน้ำ รวมถึงแลนด์มาร์กสำคัญอย่าง “คุณทองโบราณ” อายุ 2,000 ปี และ “เป็ดเหลือง” หนองประจักษ์ ที่เชื่อมโยงมรดกวัฒนธรรมกับวิถีชีวิตร่วมสมัย

    “ลิซ่า” โปรโมตท่องเที่ยว “ทะเลบัวแดง”

    ส่วนจุดเช็คอินสร้างความฮือฮาไปทั่วโลก ”ลิซ่า ลลิษา มโนบาล” ศิลปินระดับโลก ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador โปรโมตการท่องเที่ยว “ทะเลบัวแดง” จ.อุดรธานี  เป็นสวนบัวและพื้นที่ชุ่มน้ำ ได้รับแรงบันดาลใจจากทะเลบัวแดง แหล่งท่องเที่ยวระดับโลก โดยรวบรวมบัวและพืชน้ำหลากหลายชนิดมาจัดแสดงในพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด น้ำตกถ้ำนาคา ประติมากรรมน้ำตกที่จำลองภูมิประเทศทางธรณีวิทยาที่โดดเด่นของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    โลกจับตา ‘พืชสวนโลกอุดรฯ’  ดันศก. 3.2 หมื่นล้าน ปั้นฮับท่องเที่ยวใหม่

    นายรพีภัทร์ กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแสดงสวนสวยงามเท่านั้น แต่จะเป็นการสร้าง New S-Curve ในมิติใหม่ของภาคเกษตรไทย โดยการนำเทคโนโลยี “เกษตรแม่นยำ” (Precision Agriculture) โมเดล Agriculture Service Provider (ASP) หรือการให้บริการด้านการเกษตรแบบมืออาชีพ เช่น การใช้โดรนและเครื่องจักรกลเกษตรมาบริหารจัดการพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น

    โลกจับตา ‘พืชสวนโลกอุดรฯ’  ดันศก. 3.2 หมื่นล้าน ปั้นฮับท่องเที่ยวใหม่

    ในส่วนของพืชพันธุ์ไทย กรมวิชาการเกษตรตั้งเป้าโชว์ศักยภาพการเป็นศูนย์กลางผลิตเมล็ดพันธุ์พืชเมืองร้อน  เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารในระดับโลก รวมถึงการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Medical Hub ผ่านพืชสมุนไพรที่เป็น “แชมป์เปี้ยน” ของไทย โดยจะมีการนำเสนอนวัตกรรมการผลิตพืชที่ทนต่อโรคและแมลง เพื่อแสดงความเข้มแข็งของภาคเกษตรไทยให้ชาวโลกเห็นนวัตกรรมเกษตรและอาหารแห่งอนาคต

    14 ชาติยกขบวนร่วม โชว์

    นอกจากนี้มีการตอบรับเข้าร่วมจัดสวนนานาชาติ จำนวน 14 ประเทศ/องค์กรได้แก่ สาธารณรัฐเยเมน,มอนเตเนโกร, สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน (HSP), สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน. สาธารณรัฐโคลอมเบีย ,เนปาล , ราชอาณาจักรภูฏาน ,สหพันธ์สาธารณรัฐโซมาเลีย ,สาธารณรัฐมาดากัสการ์, สาธารณรัฐตุรกี ,สาธารณรัฐจิบูตี, สหรัฐอเมริกา. สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH)

    สำหรับไฮไลต์เด่นๆ ของการจัดสวนจากนานาชาติ อาทิ  สาธารณรัฐมาดากัสการ์ มาในแนวคิด “Amazing Tropical Garden” นำเสนอภูมิทัศน์และบ้านเรือนของมาดากัสการ์ รวมถึงพืชและสัตว์ประจำถิ่น ส่วนประเทศเนปาล  ภายใต้แนวคิด “LUMBINI GARDEN OF NEPAL” สะท้อนการผสานนิเวศวิทยาและวัฒนธรรมอันศักดิ์สิทธิ์  และคำสอนทางพุทธศาสนา

    โลกจับตา ‘พืชสวนโลกอุดรฯ’  ดันศก. 3.2 หมื่นล้าน ปั้นฮับท่องเที่ยวใหม่

    ขณะที่ สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน นำเสนอ ในธีม “เชื่อมโยงผู้คน น้ำ และพืชเพื่อการใช้ชีวิตที่ยั่งยืน”นำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจ ซึ่งธรรมชาติ วัฒนธรรม และนวัตกรรมมาบรรจบกันเพื่อกำหนดอนาคตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีสุขภาพดีขึ้น ผ่าน ศาลา Pakistan Garden ตั้งอยู่ใจกลางาน Expo โดยทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของไฮไลต์ที่น่าสนใจเท่านั้น

    อุดรฯ ผุดสถานีรถไฟพิเศษรับมหาชน

     อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 4 เดือนของการจัดงาน ซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาวของภาคอีสานคาดว่าจะมีจำนวนผู้เข้าร่วมงานกว่า 3.6 ล้านคน ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เพิ่มขึ้นและมีกระแสเงินสดหมุนเวียนเข้าสู่ประเทศกว่า 32,000 ล้านบาท จากการขยายตัวของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาร่วมงาน โดยเฉพาะในช่วงพีคอาจมีผู้เข้าชมสูงถึงวันละ 20,000-30,000 คน

    โลกจับตา ‘พืชสวนโลกอุดรฯ’  ดันศก. 3.2 หมื่นล้าน ปั้นฮับท่องเที่ยวใหม่

     ทั้งนี้ จังหวัดอุดรธานีได้เตรียมแผนรองรับไว้อย่างครบด้าน ทั้งการเพิ่มเที่ยวบินระหว่างประเทศและการจัดตั้ง “สถานีรถไฟพิเศษ” บริเวณหน้าพื้นที่จัดงานเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักเที่ยวสามารถเดินทางเข้าสู่งานได้ทันที เมื่อเดินทางมาถึง พร้อมเชิญชวนคนไทยร่วมเป็นเจ้าภาพต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วโลกและร่วมกันนำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทยสู่เวทีนานาชาติ

    หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,186 วันที่ 26 – 28 มีนาคม พ.ศ. 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/654897&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Hyjocwa_uHu-wkua2Bonk

  • “องค์กรต้านโกง” เปิดข้อมูล ดูงานเมืองนอก 10 ปี ใช้งบกว่า 2.5พ้นล้าน ชี้ทริปแฝงท่องเที่ยวคือ “คอร์รัปชั่น” เงินแผ่นดิน

    “องค์กรต้านโกง” เปิดข้อมูล ดูงานเมืองนอก 10 ปี ใช้งบกว่า 2.5พ้นล้าน ชี้ทริปแฝงท่องเที่ยวคือ “คอร์รัปชั่น” เงินแผ่นดิน

    วันที่ 25 มี.ค.2569 ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุก ในหัวข้อ

    ” หยุดทริปศึกษาดูงานต่างประเทศที่แฝงท่องเที่ยว

    ทราบหรือไม่!! เมื่อค้นข้อมูลใน ACT Ai โดยพิมพ์คำว่า “ศึกษาดูงานต่างประเทศ” จะพบว่าตั้งแต่ปี 2559 ถึง 2568 หน่วยงานของรัฐจัดทริปดูงานต่างประเทศมากถึง 928 โครงการ หมดเงินไม่น้อยกว่า 2,500 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 250 ล้านบาท (ช่วงปี 2563 – 2565 ไม่มีการเดินทางเนื่องจากการระบาดของโรคโควิด) โดยพบว่าเคยมีโครงการที่ใช้งบสูงสุดถึง 20.8 ล้านบาทในการไปดูงานคณะเดียว

    จุดหมายปลายทางยอดนิยมเช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ออสเตรีย ญี่ปุ่น (ฮอกไกโด) เกาหลี ฯลฯ

    จากการสืบค้นยังพบว่า กิจกรรมประเภทนี้ถูกจัดโดยหน่วยงานของรัฐทุกประเภททั้งรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรม หน่วยราชการ ทหารตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฯลฯ แต่ละแห่งใช้งบมากน้อยต่างกัน

    และอาจเป็นเพราะมีการ “ใช้ชื่อโครงการแตกต่างกัน” จึงทำให้ระบบตรวจไม่เจอโครงการทั้งหมด เช่น ศึกษาดูงาน การฝึกอบรมและดูงานนอกสถานที่ การพัฒนาศักยภาพ การเข้าร่วมการประชุมนานาชาติ โครงการแลกเปลี่ยน เป็นต้น

    ขอชื่นชมในความกล้าหาญ ยึดมั่นธรรมาภิบาลและแสดงตนเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้บริหารสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการ ศาลยุติธรรม ที่ประกาศยกเลิกทริปเดินทางไปดูงานแถบประเทศยุโรปของคณะผู้พิพากษาศาลฎีกา ตามที่ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์อยู่ขณะนี้

    ขอสนับสนุนให้ศาลยุติธรรมได้ต่อยอดการตัดสินใจเฉพาะกิจครั้งนี้ ด้วยการทบทวนนโยบาย แนวปฏิบัติเรื่องการเดินทางดูงานหรือการประชุมให้เกิดความรัดกุม เคร่งครัด คำนึงถึงความคุ้มค่าเงินของประชาชน ยึดหลักธรรมมาภิบาลที่เข้มแข็ง อันจะกลายเป็นต้นแบบสำคัญให้หน่วยงานภาครัฐอื่นๆ นำไปเป็นแนวปฏิบัติต่อไปได้

    ถือว่าเป็นการแสดงความเป็นผู้นำและแสดงบทบาทของศาลที่เป็นสถาบันที่พึ่งของประชาชนได้ในอีกมิติหนึ่ง

    ขอตั้งข้อสังเกตที่สำคัญ ดังนี้

    1. ประเด็นสำคัญที่ประชาชนคัดค้านไม่ได้อยู่ที่ “การเดินทางในช่วงนี้” แต่เป็นเรื่องความไม่เหมาะของ “เนื้อหาในการไปดูงานแบบนี้” ต่างหาก เพราะหัวข้อหลักของการไปดูงานตลอดโปรแกรมนี้คือไป “ศึกษาสภาพภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม และศิลปวัฒนธรรม” ของเมืองท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งแสดงเจตนาชัดเจนจนคนธรรมดาก็พิพากษาได้ว่าไปทำไม

    ดังนั้นในการศึกษาดูงานต่างประเทศของหน่วยงานใดก็ตาม หากตลอดการเดินทางมีการไปดูงานแบบมีเนื้อหาสาระที่จะเป็นประโยชน์จริงๆ เป็นหลักก่อน แล้ววันหยุดจะไปท่องเที่ยวบ้าง เช่นนี้ก็คงยอมรับกันได้

    2. เสียงทักท้วงเรื่องการจัดทริปดูงานต่างประเทศ “มีมาหลายปีแล้ว” ทำอย่างไรว่าจะมั่นใจได้ว่า เหตุการณ์เยี่ยงนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในปีต่อๆ ไป…ใครคือผู้รับผิดชอบ

    3. การเรียนรู้ประสบการณ์จากต่างประเทศคือเรื่องจำเป็น แต่การศึกษาดูงานที่แฝงการท่องเที่ยว คือ “คอร์รัปชัน” จากการใช้เงินและเวลาของหลวงไปเพื่อประโยชน์ส่วนตน เอาเปรียบคนส่วนใหญ่ที่เขาไม่ทำเช่นนั้น ทั้งเป็นการละเมิดมาตรฐานจริยธรรมที่ว่า

    “ต้องถือประโยชน์ของบ้านเมืองเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน” การจัดทริปอย่างต่อเนื่องของทุกหน่วยงาน กำลังสะท้อนสำนึกเก่าที่มองว่าเป็น “สวัสดิการ” หรือ “รางวัล” อย่างเห็นแก่ตัว รังแต่จะถูกต่อต้านจากสังคม

    4. มีวิธีที่ใช้งบประมาณได้อย่างคุ้มค่าได้ด้วยทางเลือกอื่น เช่น เชิญผู้เชี่ยวชาญให้เดินทางมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ จัดประชุมออนไลน์ หรือสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรในระยะยาว ส่งผู้เกี่ยวข้องโดยตรงจำนวนหนึ่งเดินทางไปศึกษางานแล้วกลับมาถ่ายทอดอย่างครบถ้วน เป็นต้น

    บทสรุป

    ข้อมูลทริปของศาลฎีกาที่เป็นข่าวออกมาสู่สาธารณะครั้งนี้ คงไม่ใช่เอกสารที่หน่วยงานเผยแพร่ออกมาเอง แต่เป็นผลงานของ Active Citizen ที่ไม่เปิดเผยตัวตน เขาเห็นเหตุการณ์แล้วทนไม่ได้ ดังนั้นเสาหลักของประเทศทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ ควรจะทำอะไรโดยคำนึงถึงการสร้างบรรทัดฐานที่ดีที่เหมาะให้กับหน่วยงานต่างๆ ในเรื่องการใช้ “เงินของแผ่นดิน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/137135&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35aLlavQIu5mRObxa3DNMx

  • ต่างชาติยังไม่เลื่อนมาไทย “สงกรานต์หัวหิน”คึกคัก “ไมเนอร์”ส่งอนันตราโฉมใหม่-NH ยึดหัวหาดท่องเที่ยว

    ต่างชาติยังไม่เลื่อนมาไทย “สงกรานต์หัวหิน”คึกคัก “ไมเนอร์”ส่งอนันตราโฉมใหม่-NH ยึดหัวหาดท่องเที่ยว

    “ไมเนอร์”โฮเทลส์” ปักธงรบ “หัวหิน” ปรับโฉม “อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท” ยกระดับความลักซัวรี่ร่วมสมัยสไตล์ “หมู่บ้านไทยริมทะเล” ในวาระครบรอบ 25 ปี รับนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวที่เพิ่มมากขึ้น พร้อมส่ง “NH Hua Hin” เจาะตลาดระดับอัพสเกล คุณภาพในราคาเข้าถึงง่าย รองรับคนไทยที่มาเดินทางพักผ่อนพร้อมสัตว์เลีี้ยง กลุ่มนักกีฬา และผู้เข้าพักระยะยาว ชี้เหตุการณ์ตะวันออกกลางกระทบท่องเที่ยวหัวหินไม่มาก

    “การเปิดตัว “NH Hua Hin” เข้ามาเสริมทัพ อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท ซึ่งรองรับนักท่องเที่ยวในระดับลักซัวรี และอวานี พลัส หัวหิน รีสอร์ท สำหรับนักท่องเที่ยวระดับพรีเมียม ส่งผลให้ “ไมเนอร์”โฮเทลส์” มีทางเลือกที่หลากหลายตอบโจทย์ “คนเที่ยวหัวหิน” ได้ทุกชาติทุกภาษา ทุกกลุ่มเป้าหมายทุกราคาได้อย่างลงตัว พร้อมยืนยันประเทศไทยยังเป็นเป้าหมายการขยายพอร์ตการลงทุนในอนาคต”

    นายโอมาร์ โรเมโร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ไมเนอร์ โฮเทลส์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หัวหินมีจุดแข็งในฐานะเมืองพักผ่อนใกล้กรุงเทพฯ ที่เหมาะทั้งการเดินทางระยะสั้นทริปสุดสัปดาห์ และยังเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดยุโรปที่มาพักระยะยาวในฤดูหนาว สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จ.ประจวบคีรีขันธ์ ระบุว่าในช่วงเดือน ม.ค.-ก.ย.68 มีนักท่องเที่ยวกว่า 8.55 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 39,020 ล้านบาท อัตราเข้าพักเฉลี่ย 72.97% ส่งผลให้ติดอันดับ 5 ของประเทศด้านจำนวนผู้เยี่ยมเยือน สะท้อนศักยภาพหัวหิน และการเติบโตของธุรกิจโรงแรม

    “แบรนด์ NH Hotels & Resorts เป็นแบรนด์ในกลุ่ม Select ของเครือไมเนอร์ โฮเทลส์ ที่มุ่งเน้นประสบการณ์การเข้าพักที่มีคุณภาพ สะดวกสบาย คุ้มค่า และมาตรฐานการบริการที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้เข้าพักมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวยุโรป ที่มีความเชื่อมั่นในแบรนด์ NH เมื่อบวกับเครือข่ายโรงแรมและสมาชิกที่แข็งแกร่งของเรา ยิ่งช่วยเสริมศักยภาพการเข้าถึงลูกค้านานาชาติ โดยปัจจุบันมีโรงแรม NH มากกว่า 200 แห่ง ใน 26 ประเทศ ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญที่มีโรงแรม NH เปิดให้บริการแล้ว 4 แห่งในภูเก็ต กรุงเทพฯ และล่าสุดหัวหิน”

    นายโอมาร์ ยังกล่าวถึงทิศทางในระยะต่อไปด้วยว่า นอกจากในหัวหินแล้ว wมเนอร์ โฮเทลส์ยังมองหาจุดหมายจังหวัดใหม่ที่มีศักยภาพสำหรับแบรนด์ NH ในไทย เช่น เชียงใหม่ พัทยา ระยอง โดยเตรียมเปิดตัวในระยะต่อไป

    .ถูกใจ“นักกอล์ฟ-คนรักน้องหมาแมว”

    น.ส.นาถสุภัค ทวีวงศ์ ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมเอ็นเอช หัวหิน กล่าวว่า เอ็นเอช หัวหิน เป็นโรงแรมที่ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ โดยมีห้องพักและห้องสวีทรวม 152 ห้อง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันในบรรยากาศที่ผ่อนคลายและทันสมัย ที่นี่จึงเหมาะสำหรับนักเดินทางหลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย และนักเดินทางจากเอเชียและตลาดระยะไกลจากยุโรป โดยตลาดหลักประกอบด้วยประเทศไทย จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ ตลอดจนตลาดยุโรป อาทิ สหราชอาณาจักร เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์

    “กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของโรงแรมครอบคลุมทั้งคู่รัก ครอบครัวพ่อแม่ลูก กลุ่มเพื่อน รวมถึงผู้เข้าพักระยะยาว ซึ่งต้องการที่พักที่มีความทันสมัย ในราคาที่จับต้องได้ ผู้เดินทางสัตว์เลี้ยงที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่ต้องการให้น้องหมาน้องแมวอยู่บ้านลำพัง ซึ่งเราเข้าใจคนกลุ่มนี้ รวมทั้งยังมีนักกอล์ฟที่มาพักเป็นกลุ่ม 3-10 คน โดยส่วนใหญ่จะเข้าพักระยะสั้น 1–2 คืนในช่วงสุดสัปดาห์  ทั้งกลุ่มคนไทย  Expat และนักเดินทางต่างชาติที่เดินทางมาออกรอบ นอกจากนั้น ในช่วงที่หัวหินมีงานวิ่ง ซึ่งขณะนี้เป็นเทรนด์ใหม่สำหรับคนรักสุขภาพ จะมีนักวิ่งมาพักกับเราค่อนข้างมาก นอกจากนั้น เรายังมีห้องประชุมสำหรับรองรับการเข้าพักจัดประชุม Outing นอกสถานที่ของบริษัทด้วย”

    น.ส.นาถสุภัค กล่าวต่อว่า หลังที่การรีแบรนด์ และเปิดให้บริการในวันที่ 16 ม.ค.ที่ผ่านมา เรามียอดจองพักเฉลี่ยอยู่ที่ 70% ของยอดห้องพัก และในเดือน มี.ค.ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 70-80% และในช่วงเดือน เม.ย.รับสงกรานต์ห้องเราอยู่ที่ 80% ใกล้เต็มแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นอัตราการจองพักที่ดี ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้นในหัวหินขณะนี้”

    .รีโนเวท“อนันตรา หัวหิน”รับไทยเที่ยวไทย

    นอกจากนั้น ในช่วงปลายปี 68 ที่ผ่านมา ไมเนอร์ โฮเทลส์ ยังได้ทุ่มเงิน 400 ล้านบาท รีโนเวท “อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท” ซึ่งเป็นรีสอร์ทแห่งแรกของแบรนด์อนันตราในประเทศไทย ในโอกาสจะครบรอบ 25 ปีของการก่อตั้งในปีนี้ โดยยังคงแนวคิดหลักเป็นการผสานเอกลักษณ์หมู่บ้านไทยซึ่งเป็นเสน่ห์ดั้งเดิมของรีสอร์ทเข้ากับความหรูหราร่วมสมัย

    นายเจมส์ ซัตคลิฟฟ์ ผู้จัดการทั่วไป อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท กล่าวว่า การท่องเที่ยวระดับลักชัวรีกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่นักเดินทางมองหาประสบการณ์ที่เฉพาะตัวมากขึ้น เลือกสถานที่พักที่สามารถสะท้อนตัวตน ไลฟ์สไตล์ และความหมายของการเดินทางได้อย่างแท้จริง ทำให้รีสอร์ทระดับลักชัวรีทั่วโลกต้องปรับตัว ซึ่งอนันตรา หัวหิน มีจุดแข็งในการเป็นประตูสู่ประสบการณ์ที่เชื่อมผู้เข้าพักเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นและผู้คน ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่

    การปรับปรุงครั้งนี้เป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ครั้งใหญ่ นอกเหนือจากห้องพักทุกห้องที่ได้รับการปรับดีไซน์ และสิ่งอำนวยความสะดวก ยังได้เปิดตัวห้องพักรูปแบบใหม่ Pool Access Room Two-Bedroom Family Suites และ Two-Bedroom Family Pool Suite รองรับคู่รัก ครอบครัว และนักเดินทางที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและพื้นที่พักผ่อนที่กว้างขวางขึ้น รวมทั้ง เพิิ่มพื้นรับกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น ห้องอาหารริมทะเล Sea.Fire.Salt, Kids’ Club, Mini Farm พื้นที่ทำกิจกรรมและกีฬา และก้าวต่อไปจะเดินหน้าสู่ Wellness Travel และการพักระยะยาวที่เป็นเทรนด์ท่องเที่ยวโลก

    “เทรนด์ของการท่องเที่ยวแบบครอบครัว ปู่ย่า พ่อแม่ ลูกหลาน และการเที่ยวแบบกลุ่มเพื่อนที่มาแรงในขณะนี้ ทำให้ห้องพักประเภท 2 ห้องนอน กลายเป็นห้องที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และในหัวหินเองไม่มีห้องพัก 2 ห้องนอนมากนัก ส่วนใหญ่เป็น 2 ห้องนอนแต่ห้องน้ำเดียว หรือเป็นวิลล่า แต่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกแบบที่รีสอร์ทมี แต่ของเราเป็นห้อง 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ที่มีพื้นส่วนกลางให้ทำกิจกรรมร่วมกัน ทำให้ได้รับความนิยมมาก”

    .ตะวันออกกลางกระทบท่องเที่ยวไม่มาก

    นายเจมส์ กล่าวต่อว่า อัตราการเข้าพักของอนันตรา หัวหิน อยู่ที่ 70% ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงก่อนหน้า แต่หลังรีโนเวทแล้วนักท่องเที่ยวชาวไทยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นประมาณ 10% จาก 35% เป็น 45%  และเราอยากเพิ่มขึ้นเป็น 50% เพราะนอกจากช่วยเพิ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ ยังสามารถทดแทนนักท่องเที่ยวต่างชาติได้หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

    สำหรับสถานการณ์สงครามและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ในขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะประเมิน ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด แต่เบื้องต้น อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท ยังไม่ได้รับกระทบมากนัก เนื่องจากนักท่องเที่ยวในเดือนมี.ค. มีการเลื่อนเวลา หรือยกเลิกการมาบ้าง โดยเฉพาะที่ต้องมาต่อเครื่องที่ตะวันออกกลาง แต่ในเดือนเม.ย.และช่วงสงกรานต์ยังไม่มีการยกเลิกการจองเข้ามา เนื่องนักท่องเที่ยวของเราส่วนใหญ่มาจากยุโรปและสหราชอาณาจักร ขณะที่มีแขกบางส่วนที่เดินทางกลับไม่ได้เพราะเที่ยวบินยกเลิก ทำให้ตัดสินใจอยู่ต่อแต่ไม่มากนัก

    “ส่วนผลกระทบจากเหตุการณ์อุบัติเหตุบนถนนพระราม 2 มีผลกระทบบ้างในช่วงสัปดาห์ที่มีเหตุเกิดขึ้น แต่หลังจากนั้นสัปดาห์ถัดไปก็กลับมาเป็นปกติ แต่ในทางตรงกันข้ามเชื่อว่าหากถนนพระราม 2 ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ จะเปิดการเปิดโลกใหม่ของการท่องเที่ยวในหัวหิน มีคนมาท่องเที่ยวมากขึ้นเหมือนทุกวันเป็นวันหยุด”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2922556&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37mZ5t_6lfmh6aWcGqmwL1

  • เปิด M6 บางปะอิน-โคราช วิ่งฟรีสงกรานต์ 69 หนุนเที่ยวอีสาน

    เปิด M6 บางปะอิน-โคราช วิ่งฟรีสงกรานต์ 69 หนุนเที่ยวอีสาน

    กรมทางหลวง ประกาศความพร้อมเปิดทดลองให้บริการมอเตอร์เวย์สาย 6 (M6) บางปะอิน–นครราชสีมา ตลอดสาย ระยะทางรวมกว่า 196 กิโลเมตร ระหว่างวันที่ 10-19 เมษายน 2569 เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ที่ช่วยลดความแออัด ลดเวลาเดินทาง และกระตุ้นบรรยากาศการท่องเที่ยวในระดับภูมิภาค
     

    เปิด M6 บางปะอิน-โคราช วิ่งฟรีสงกรานต์ 69 หนุนเที่ยวอีสาน

    นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง เผยว่า การบูรณาการในครั้งนี้มุ่งเน้นที่ความสะดวกและปลอดภัยเป็นหลัก โดยการคมนาคมที่รวดเร็วขึ้นจะไม่เพียงส่งผลดีต่อเมืองหน้าด่านอย่างโคราช 

    แต่ยังเป็นผลบวกต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภาพรวม ทำให้นักเดินทางสามารถออกแบบเส้นทางได้หลากหลายยิ่งขึ้น เช่น การวางแผนทริปท่องเที่ยวระยะสั้นแบบวันเดย์ทริป (One-day Trip) เพื่อไปสัมผัสเสน่ห์ของจังหวัดอุดรธานี ก็สามารถเดินทางเชื่อมต่อได้อย่างประหยัดเวลาและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    เปิดโมเดลบริหารจราจร M6 รับคลื่นนักเดินทาง

    เพื่อให้การระบายรถเป็นไปอย่างคล่องตัว กรมทางหลวงได้แบ่งรูปแบบการให้บริการ ดังนี้:

    ช่วงปากช่อง–นครราชสีมา: เปิดสัญจร 2 ทิศทางตามปกติ ตลอด 24 ชั่วโมง

    ช่วงบางปะอิน–ปากช่อง: จัดการจราจรแบบเดินรถทิศทางเดียว (One-way) แบ่งเป็น 2 ช่วงเวลา ได้แก่

    ขาออกกรุงเทพฯ (10 เม.ย. เวลา 00.01 น. – 13 เม.ย. เวลา 24.00 น.): เข้าใช้บริการได้ที่ด่านบางปะอิน, หินกอง, สระบุรี และแก่งคอย หากปริมาณรถสะสมมาก จะเปิดใช้ “ด่านมวกเหล็ก” เพื่อเร่งระบายรถ

    ขาเข้ากรุงเทพฯ (14 เม.ย. เวลา 06.00 น. – 19 เม.ย. เวลา 24.00 น.): เข้า-ออกได้ที่ด่านแก่งคอย, สระบุรี, หินกอง หรือออกที่ด่านบางปะอิน เพื่อเชื่อมโยงสู่ถนนพหลโยธินและวงแหวนกาญจนาภิเษก

    (หมายเหตุ: จะมีการปิดพื้นที่ชั่วคราวช่วงต่างระดับบางปะอินถึงด่านปากช่อง ในวันที่ 14 เม.ย. 2569 เวลา 00.00–06.00 น. เพื่อสลับทิศทางการจราจร) เปิด M6 บางปะอิน-โคราช วิ่งฟรีสงกรานต์ 69 หนุนเที่ยวอีสาน

    ข้อควรรู้ก่อนสตาร์ทเครื่องยนต์

    เนื่องจากเป็นช่วงเปิดทดลอง กรมทางหลวงจึงอนุญาตให้ใช้งานได้เฉพาะ รถยนต์ 4 ล้อ และจำกัดความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม. พร้อมจัดเตรียมจุดบริการห้องน้ำชั่วคราว 17 จุด (บริเวณด่านเก็บค่าผ่านทาง 14 จุด และจุดพักรถทับกวาง-สีคิ้ว)

    อย่างไรก็ตาม บนเส้นทางนี้ยังไม่มีสถานีบริการน้ำมัน จุดชาร์จ EV หรือร้านค้าให้บริการ นักเดินทางจึงควรเช็กสภาพรถ เติมน้ำมัน และเตรียมเสบียงให้พร้อมก่อนเข้าสู่มอเตอร์เวย์ โดยตลอดเส้นทางจะมีเจ้าหน้าที่และหน่วยเคลื่อนที่เร็วคอยอำนวยความสะดวกตลอด 24 ชั่วโมง (สายด่วน 1586)

    การเปิดเส้นทาง M6 ถือเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของไทยให้สอดรับกับการเติบโตของธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการท้องถิ่นในภาคอีสานได้อย่างเป็นรูปธรรมในช่วงเทศกาลแห่งความสุขนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/739945&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iRbpSgbEWEZJb1n2bNxSb

  • ‘จูรี’ อัดรัฐบาลสื่อสารข้อมูล ‘วิกฤตน้ำมัน’ ไม่ตรงไปตรงมา เหมือนอยู่คนละโลกกับชาวบ้าน

    ‘จูรี’ อัดรัฐบาลสื่อสารข้อมูล ‘วิกฤตน้ำมัน’ ไม่ตรงไปตรงมา เหมือนอยู่คนละโลกกับชาวบ้าน

    “จูรี” จี้รัฐบาลตามหาโควตาน้ำมันหาย เร่งแก้ไข-หามาตรการ หวั่น กระทบท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ ซัด สื่อสารข้อมูล เหมือนอยู่คนละภพกับประชาชน

    25 มีนาคม 2569 – เวลา 14.23 น. นายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องออกไปตามหาน้ำมัน หรือการนำรถไปรอในช่วงเย็นเพื่อรอเติมน้ำมันในช่วงเช้า ซึ่งไม่มีอะไรการันตีว่าจะได้เติมน้ำมันหรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของภาคใต้โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ และหลายอำเภอในจังหวัดสงขลา ดังนั้น รัฐบาลควรสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาและจริงจัง ไม่ควรให้ชาวบ้านต้องกังวล แล้วจินตนาการถึงการใช้น้ำมันในวันข้างหน้าไม่ได้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้สื่อสารว่าน้ำมันไม่ขาดแคลน และมีเพียงพอ รวมถึงสถานการณ์อยู่ในภาวะปกติ ทำให้รู้สึกว่าการสื่อสารกับปัญหาที่ชาวบ้านเจออยู่คนละโลก คนละภพภูมิ ซึ่งตนอยากให้นายกฯ เดินทางไปหาดใหญ่จะได้เห็นภาพที่ชัดเจน ตั้งแต่นั่งเครื่องบิน เรื่องตั๋วเครื่องบินที่มีราคาแพง และเมื่อถึงหากนั่งรถเข้าไปในพื้นที่ไหนของสงขลา จะพบปั๊มน้ำมัน คือมีรถจอดเต็มยาวเป็นกิโลเมตร หรือปั๊มโล่งไม่มีรถจอด

    นายจูรี กล่าวว่า วันนี้ที่ต้องการคำตอบคือโควตาน้ำมันหายไปไหน นอกจากนี้ยังมีการประกาศเตือนนักท่องเที่ยวมาเลย์เดินทางเข้าหาดใหญ่ ซึ่งหากไม่แก้ไขจะบานปลายไปถึง ช่วงท่องเที่ยวสงกรานต์ ที่จะเป็นลมหายใจต่อให้ชาวหาดใหญ่ แต่เรื่องปัญหาดังกล่าวจะทำให้ประชาชนกำลังสิ้นลม ดังนั้น ขอเรียกร้องให้รัฐบาลไปตามหาน้ำมันที่หายจากโกดัง หรือโควตาที่แต่ละปั๊มควรจะได้ และควรหามาตรการสำรองน้ำมันเพิ่มเติมในพื้นที่ท่องเที่ยว หรือพื้นที่เศรษฐกิจ อย่างหาดใหญ่ รวมถึงพื้นที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่งในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาในช่วงเทศกาลสงกรานต์

    “อย่าให้ผมและประชาชนอีกหลายคนรู้สึกว่าสิ่งที่นายกได้เคยพูดบนเวทีปราศรัยหาเสียง พี่น้องประชาชนจะร้องว่าพอแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว ผมคิดว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นจริง แต่คนที่รวยอาจไม่ใช่ประชาชน อาจจะเป็นนายทุนหรือไม่” นายจูรี กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/969152/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0n3f7ZHTOSrxCZv9jJYFuZ

  • 4เสร็จวิ่งฉิว! ทล.4140 เส้นทางยุทธศาสตร์เชื่อมพื้นที่สำคัญ-แหล่งท่องเที่ยวนครศรีธรรมราช | เดลินิวส์

    4เสร็จวิ่งฉิว! ทล.4140 เส้นทางยุทธศาสตร์เชื่อมพื้นที่สำคัญ-แหล่งท่องเที่ยวนครศรีธรรมราช | เดลินิวส์

    ประชาสัมพันธ์ กรมทางหลวง(ทล.) แจ้งว่า โครงการก่อสร้างขยายทางหลวงหมายเลข 4140 สาย อ.ท่าศาลา – อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช ดำเนินการเสร็จแล้ว โดยขยายจาก 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร (ไป–กลับข้างละ 2 ช่องจราจร) ช่วง กม.4+125 – กม.21+650 ระยะทาง 17.52 กม. งบประมาณกว่า 800 ล้านบาท

    ทล. 4140 เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์เชื่อมโยงพื้นที่สำคัญหลายด้าน ทั้งศูนย์ราชการใน อ.ท่าศาลา อาทิ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์(มวล.) รพ.ศูนย์การแพทย์มวล. เชื่อมแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ในอ.นบพิตำ อาทิ น้ำตกกรุงชิง ทะเลหมอกกรุงชิง และกิจกรรมล่องแก่งคลองกลาย เชื่อมวัดเจดีย์ (ไอ้ไข่) อ.สิชล รวมทั้งรองรับการขนส่งในพื้นที่เกษตรกรรมและเหมืองแร่

    การขยายเส้นทางเป็น 4 ช่องจราจร ช่วยยกระดับโครงข่ายคมนาคมรองรับการเดินทาง การขนส่ง และการเติบโตทางเศรษฐกิจของพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5718902/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CaLOw5Ip4ozpdUkmXGLcw

  • “ศักดิ์สิทธิ์”  จี้รัฐแก้วิกฤตพลังงาน แฉซ้ำบริหารเหลวทำปัญหาน้ำมันลามกระทบท่องเที่ยวหาดใหญ่

    “ศักดิ์สิทธิ์”  จี้รัฐแก้วิกฤตพลังงาน แฉซ้ำบริหารเหลวทำปัญหาน้ำมันลามกระทบท่องเที่ยวหาดใหญ่

    การเมือง

    “ศักดิ์สิทธิ์”  จี้รัฐแก้วิกฤตพลังงาน แฉซ้ำบริหารเหลวทำปัญหาน้ำมันลามกระทบท่องเที่ยวหาดใหญ่

    วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.21 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายขยี้ปมบริหารวิกฤตพลังงานล้มเหลว ชี้กลไกตลาดบิดเบี้ยวทำชาวบ้านแบกรับกรรม แฉซ้ำความไม่ชัดเจนทำมาเลเซียประกาศเตือนนักท่องเที่ยวระวังน้ำมันหมด ฉุดเศรษฐกิจหาดใหญ่ทรุด

    เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569  นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายถึงมาตรการแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงาน โดยระบุว่า พี่น้องชาวหาดใหญ่และสงขลาต้องเผชิญกับ “เคราะห์ซ้ำกรรมซัด” จากการบริหารที่ล้มเหลวของรัฐบาล ตั้งแต่วิกฤตน้ำท่วมที่เงินเยียวยายังได้ไม่ครบ จนมาถึงวิกฤตพลังงานที่รัฐบาลปล่อยให้กลไกตลาดผิดปกติ

    แฉปมน้ำมันขาดแคลน ค้าส่งถูกตัด-เบียดเบียนรายย่อย

    นายศักดิ์สิทธิ์ ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาน้ำมันขาดแคลนในพื้นที่เกิดจากการที่โรงกลั่นและบริษัทน้ำมันปฏิเสธบัญชี “ค้าส่ง” (Jobber) ทำให้โรงงานอุตสาหกรรมและบริษัทขนส่งขนาดใหญ่ต้องหันมาแย่งเติมน้ำมันในปั๊มค้าปลีกเบียดเสียดกับประชาชน อีกทั้งยังมีการลดโควตาน้ำมันตามปั๊มต่างๆ ลงครึ่งหนึ่ง เช่น จาก 10,000 ลิตร เหลือเพียง 5,000 ลิตรต่อวัน ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการ

    ซัดรัฐบาลไร้ความจริงใจ ทำท่องเที่ยวหาดใหญ่พัง

    นอกจากนี้ นายศักดิ์สิทธิ์ ยังเผยข้อมูลสำคัญว่า ในช่วงเทศกาลฮารีรายอที่ผ่านมา ความไม่ชัดเจน และไม่จริงใจในการบอกความจริงเรื่องปัญหาน้ำมันของรัฐบาลไทย ส่งผลให้รัฐบาลมาเลเซียต้องประกาศเตือนประชาชนของเขาให้ระวังเรื่องน้ำมันหมดหากจะเดินทางมาเที่ยวหาดใหญ่ ซึ่งกระทบต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างรุนแรง

    จี้ชาวประมงเดือดร้อน “เรือขับไปเติมที่ปั๊มไม่ได้”

    ในส่วนของภาคการเกษตรและประมง นายศักดิ์สิทธิ์ ตำหนิข้อกำหนดที่ห้ามประชาชนนำแกลลอนไปเติมน้ำมันเพราะกลัวการกักตุน โดยระบุว่าเป็นคำสั่งที่ไม่เข้าใจวิถีชีวิตจริง “เราไม่สามารถขับเรือไปเติมน้ำมันที่ปั๊มได้ และเรายังไม่มีเรือไฟฟ้าที่ใช้การชาร์จไฟ” ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถออกไปหาปลาหรือทำมาหากินได้

    ทิ้งท้าย ฝ่ายค้านไม่ใช่ฝ่ายค้ำ แต่อาสาช่วยถ้าทำเพื่อประชาชน

    นายศักดิ์สิทธิ์ ยืนยันว่า ตนเองเป็นฝ่ายค้าน ไม่ใช่ฝ่ายค้ำ แต่หากรัฐบาลมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาเพื่อประชาชน ตนพร้อมที่จะโหวตสนับสนุนและเดินไปพร้อมกัน พร้อมทิ้งท้ายเตือนสติรัฐบาลว่าที่ผ่านมามักจะพลิกโอกาสให้เป็นวิกฤต ไม่ใช่พลิกวิกฤตเป็นโอกาส และฝากคำเตือนจากคนในพื้นที่ถึงนายกรัฐมนตรีว่า “ไม่อยากใช้ชีวิตติดหรู กลัวลุงหนูอยู่ยาว”
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/470429&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zOpzZ3QUz3wds3ikuPZVI

  • “จูรี” จี้รัฐบาลตามหาโควตาน้ำมันหาย ซัดสื่อสารเหมือนอยู่คนละภพกับประชาชน

    “จูรี” จี้รัฐบาลตามหาโควตาน้ำมันหาย ซัดสื่อสารเหมือนอยู่คนละภพกับประชาชน

    “จูรี” จี้รัฐบาลตามหาโควตาน้ำมันหายไปไหน หวั่นกระทบท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ ซัดนายกฯ สื่อสารเหมือนอยู่คนละภพกับประชาชน

    วันนี้ (25 มี.ค.) เวลา 14.23 น. นายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องออกไปตามหาน้ำมัน หรือการนำรถไปรอในช่วงเย็นเพื่อรอเติมน้ำมันในช่วงเช้า ซึ่งไม่มีอะไรการันตีว่าจะได้เติมน้ำมันหรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของภาคใต้โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ และหลายอำเภอในจังหวัดสงขลา ดังนั้น รัฐบาลควรสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาและจริงจัง ไม่ควรให้ชาวบ้านต้องกังวล แล้วจินตนาการถึงการใช้น้ำมันในวันข้างหน้าไม่ได้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้สื่อสารว่าน้ำมันไม่ขาดแคลน และมีเพียงพอ รวมถึงสถานการณ์อยู่ในภาวะปกติ ทำให้รู้สึกว่าการสื่อสารกับปัญหาที่ชาวบ้านเจออยู่คนละโลก คนละภพภูมิ

    ซึ่งตนอยากให้นายกฯ เดินทางไปหาดใหญ่จะได้เห็นภาพที่ชัดเจน ตั้งแต่นั่งเครื่องบิน เรื่องตั๋วเครื่องบินที่มีราคาแพง และเมื่อถึงหากนั่งรถเข้าไปในพื้นที่ไหนของสงขลา จะพบปั๊มน้ำมัน คือมีรถจอดเต็มยาวเป็นกิโลเมตร หรือปั๊มโล่งไม่มีรถจอด

    นายจูรี กล่าวว่า วันนี้ที่ต้องการคำตอบคือโควตาน้ำมันหายไปไหน นอกจากนี้ยังมีการประกาศเตือนนักท่องเที่ยวมาเลย์เดินทางเข้าหาดใหญ่ ซึ่งหากไม่แก้ไขจะบานปลายไปถึงช่วงท่องเที่ยวสงกรานต์ ที่จะเป็นลมหายใจต่อให้ชาวหาดใหญ่ แต่เรื่องปัญหาดังกล่าวจะทำให้ประชาชนกำลังสิ้นลม ดังนั้น ขอเรียกร้องให้รัฐบาลไปตามหาน้ำมันที่หายจากโกดัง หรือโควตาที่แต่ละปั๊มควรจะได้ และควรหามาตรการสำรองน้ำมันเพิ่มเติมในพื้นที่ท่องเที่ยว หรือพื้นที่เศรษฐกิจ อย่างหาดใหญ่ รวมถึงพื้นที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่งในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาในช่วงเทศกาลสงกรานต์

    “อย่าให้ผมและประชาชนอีกหลายคนรู้สึกว่าสิ่งที่นายกได้เคยพูดบนเวทีปราศรัยหาเสียง พี่น้องประชาชนจะร้องว่าพอแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว ผมคิดว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นจริง แต่คนที่รวยอาจไม่ใช่ประชาชน อาจจะเป็นนายทุนหรือไม่” นายจูรี กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/political/morning/459784&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VHC0oti1UxpyADk0dNCEg