Category: ท่องเที่ยว

  • “จูรี” จี้รัฐบาลตามหาโควตาน้ำมันหาย ซัดสื่อสารเหมือนอยู่คนละภพกับประชาชน

    “จูรี” จี้รัฐบาลตามหาโควตาน้ำมันหาย ซัดสื่อสารเหมือนอยู่คนละภพกับประชาชน

    “จูรี” จี้รัฐบาลตามหาโควตาน้ำมันหายไปไหน หวั่นกระทบท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ ซัดนายกฯ สื่อสารเหมือนอยู่คนละภพกับประชาชน

    วันนี้ (25 มี.ค.) เวลา 14.23 น. นายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องออกไปตามหาน้ำมัน หรือการนำรถไปรอในช่วงเย็นเพื่อรอเติมน้ำมันในช่วงเช้า ซึ่งไม่มีอะไรการันตีว่าจะได้เติมน้ำมันหรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของภาคใต้โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ และหลายอำเภอในจังหวัดสงขลา ดังนั้น รัฐบาลควรสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาและจริงจัง ไม่ควรให้ชาวบ้านต้องกังวล แล้วจินตนาการถึงการใช้น้ำมันในวันข้างหน้าไม่ได้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้สื่อสารว่าน้ำมันไม่ขาดแคลน และมีเพียงพอ รวมถึงสถานการณ์อยู่ในภาวะปกติ ทำให้รู้สึกว่าการสื่อสารกับปัญหาที่ชาวบ้านเจออยู่คนละโลก คนละภพภูมิ

    ซึ่งตนอยากให้นายกฯ เดินทางไปหาดใหญ่จะได้เห็นภาพที่ชัดเจน ตั้งแต่นั่งเครื่องบิน เรื่องตั๋วเครื่องบินที่มีราคาแพง และเมื่อถึงหากนั่งรถเข้าไปในพื้นที่ไหนของสงขลา จะพบปั๊มน้ำมัน คือมีรถจอดเต็มยาวเป็นกิโลเมตร หรือปั๊มโล่งไม่มีรถจอด

    นายจูรี กล่าวว่า วันนี้ที่ต้องการคำตอบคือโควตาน้ำมันหายไปไหน นอกจากนี้ยังมีการประกาศเตือนนักท่องเที่ยวมาเลย์เดินทางเข้าหาดใหญ่ ซึ่งหากไม่แก้ไขจะบานปลายไปถึงช่วงท่องเที่ยวสงกรานต์ ที่จะเป็นลมหายใจต่อให้ชาวหาดใหญ่ แต่เรื่องปัญหาดังกล่าวจะทำให้ประชาชนกำลังสิ้นลม ดังนั้น ขอเรียกร้องให้รัฐบาลไปตามหาน้ำมันที่หายจากโกดัง หรือโควตาที่แต่ละปั๊มควรจะได้ และควรหามาตรการสำรองน้ำมันเพิ่มเติมในพื้นที่ท่องเที่ยว หรือพื้นที่เศรษฐกิจ อย่างหาดใหญ่ รวมถึงพื้นที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่งในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาในช่วงเทศกาลสงกรานต์

    “อย่าให้ผมและประชาชนอีกหลายคนรู้สึกว่าสิ่งที่นายกได้เคยพูดบนเวทีปราศรัยหาเสียง พี่น้องประชาชนจะร้องว่าพอแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว ผมคิดว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นจริง แต่คนที่รวยอาจไม่ใช่ประชาชน อาจจะเป็นนายทุนหรือไม่” นายจูรี กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/political/morning/459784&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VHC0oti1UxpyADk0dNCEg

  • “ปชป.” แท็กทีมจัดหนักถล่มวิกฤตพลังงาน จี้ปลดแอกน้ำมันแพง ทำท่องเที่ยวพังยับ

    “ปชป.” แท็กทีมจัดหนักถล่มวิกฤตพลังงาน จี้ปลดแอกน้ำมันแพง ทำท่องเที่ยวพังยับ

    “ปชป.” แท็กทีมถล่มวิกฤตพลังงาน “รัดเกล้า” กาง 4 ยุทธศาสตร์ปลดแอกน้ำมันแพง ด้าน “ศักดิ์สิทธิ์” แฉซ้ำหาดใหญ่โคม่า ท่องเที่ยวพังยับ

    วันที่ 25 มีนาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สส. พรรคประชาธิปัตย์ประสานเสียงจี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานที่กำลังลามหนัก โดยนางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี อภิปรายเสนอ “4 ยุทธศาสตร์ปลดแอกพลังงานไทย” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วย ยกระดับไบโอดีเซลสู่เทคโนโลยี HVO ขั้นสูง สร้างตลาดรองรับเครื่องจักรกลเกษตรใช้พลังงานสะอาด กระจายงบสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน (2W 2S) ทั้งขยะ ลม แสงอาทิตย์ และเชื้อเพลิงอากาศยาน (SAF) และบูรณาการภาคเกษตรวาง Zoning พืชพลังงานและประกันราคาที่เป็นธรรม เพื่อลดการพึ่งพานำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางที่ผันผวนตามสถานการณ์โลก

    ขณะที่ นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สส.สงขลา อภิปรายขยี้ปมความล้มเหลวในพื้นที่ภาคใต้ โดยแฉว่า กลไกตลาดบิดเบี้ยวจากการตัดโควตาน้ำมันหน้าปั๊มลดลงกว่าครึ่ง จนเกิดภาวะขาดแคลนหนัก ส่งผลให้รัฐบาลมาเลเซียต้องประกาศเตือนนักท่องเที่ยวให้ระวังน้ำมันหมดก่อนมาไทย ทำให้เศรษฐกิจของหาดใหญ่ซบเซาในช่วงเทศกาลสำคัญ พร้อมตำหนิมาตรการห้ามเติมน้ำมันใส่แกลลอนที่ทำลายวิถีชีวิตชาวประมงอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตามได้ทิ้งท้ายเตือนสติรัฐบาลว่าอย่าพลิกโอกาสให้เป็นวิกฤต และฝากคำจากคนในพื้นที่ถึงนายกรัฐมนตรีว่า “ไม่อยากใช้ชีวิตติดหรู กลัวลุงหนูอยู่ยาว” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2922523&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UsdBn_NcL9WIFzTvMnII_

  • เจาะอินไซด์ ท่องเที่ยว สงกรานต์ 69 ‘พัทยา’ ครองแชมป์คนไทยแห่เที่ยว

    เจาะอินไซด์ ท่องเที่ยว สงกรานต์ 69 ‘พัทยา’ ครองแชมป์คนไทยแห่เที่ยว

    เจาะลึกอินไซต์ท่องเที่ยวสงกรานต์ 2569 เมื่อ ‘พัทยา’ ขึ้นแท่นแชมป์จุดหมายยอดฮิตคนไทย

    เทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่ไทยระหว่างวันที่ 13-15 เมษายน ยังคงเป็นไฮซีซั่นที่ทรงอิทธิพลที่สุดต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย

    ล่าสุด อโกด้า (Agoda) แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยวระดับโลก ได้เผยอินไซต์ข้อมูลการค้นหาที่พักช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ซึ่งชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของนักเดินทางที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการผงาดขึ้นมาครองแชมป์ของเมืองท่องเที่ยวระยะใกล้อย่าง “พัทยา”
     

    เจาะอินไซด์ ท่องเที่ยว สงกรานต์ 69 ‘พัทยา’ ครองแชมป์คนไทยแห่เที่ยว

    ‘พัทยา’ แชมป์ท่องเที่ยวไทย อานิสงส์เทศกาลวันไหล

    จากข้อมูลการค้นหาที่พักบนแพลตฟอร์มอโกด้า พบว่า พัทยา สามารถคว้าอันดับ 1 จุดหมายปลายทางภายในประเทศที่ชาวไทยนิยมไปเยือนมากที่สุดในช่วงสงกรานต์ปีนี้ ตามมาด้วย หัวหิน/ชะอำ, กรุงเทพฯ, ภูเก็ต และเชียงใหม่ ตามลำดับ

    ปัจจัยความสำเร็จที่ทำให้พัทยายังคงได้รับความนิยมอย่างแข็งแกร่ง คือจุดเด่นด้านทำเลที่เดินทางสะดวก ตอบโจทย์ความต้องการสัมผัสทะเลในช่วงฤดูร้อน และไฮไลต์สำคัญอย่าง “เทศกาลวันไหล” ซึ่งจัดต่อเนื่องยาวไปจนถึงวันที่ 20 เมษายนของทุกปี บรรยากาศชายหาดที่คึกคักและการผสมผสานวัฒนธรรมท้องถิ่น ทำให้พัทยาสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มหาศาลแม้ช่วงวันหยุดหลักจะสิ้นสุดลงไปแล้ว นอกจากนี้ยังสะท้อนเทรนด์ใหม่ของนักเดินทางชาวไทยที่ นิยมขยายวันหยุดพักผ่อนให้ยาวขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงความแออัดในช่วงพีก

    กรุงเทพฯ ยืนหนึ่งในใจต่างชาติ ดันเอเชียขับเคลื่อนการเดินทาง

    ในมิติของการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ สงกรานต์ไทยยังคงเป็นบิ๊กอีเวนต์ที่ดึงดูดเม็ดเงินจากทั่วโลก ข้อมูลระบุว่า นักเดินทางจาก มาเลเซีย เป็นกลุ่มที่ค้นหาที่พักในไทยมากที่สุดเป็นอันดับ 1 รองลงมาคือ อินเดีย, เกาหลีใต้, จีน และสิงคโปร์ ตอกย้ำความนิยมของประเทศไทยในระดับภูมิภาคเอเชีย

    สำหรับจุดหมายปลายทางที่ชาวต่างชาติให้ความสนใจมากที่สุด กรุงเทพมหานคร ครองอันดับ 1 ด้วยความโดดเด่นในการผสานประเพณีดั้งเดิมเข้ากับไลฟ์สไตล์คนเมืองอย่างลงตัว ตั้งแต่กิจกรรมทางวัฒนธรรมไปจนถึงเทศกาลดนตรีระดับโลก เช่น SIAM Songkran Music Festival ส่วนจุดหมายปลายทางยอดฮิตอันดับ 2-5 ของชาวต่างชาติ ได้แก่ พัทยา, ภูเก็ต, หาดใหญ่ และเชียงใหม่ เจาะอินไซด์ ท่องเที่ยว สงกรานต์ 69 ‘พัทยา’ ครองแชมป์คนไทยแห่เที่ยว

    นางสาวอรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและอินโดจีนของอโกด้า ให้มุมมองว่า “การที่พัทยากลับมาครองอันดับหนึ่งอีกครั้ง สะท้อนให้เห็นว่านักเดินทางยังคงมองหาจุดหมายที่มีทั้งความคึกคักและความคุ้นเคย ขณะที่ความสนใจจากต่างชาติก็ตอกย้ำว่าเทศกาลของไทยยังคงดึงดูดผู้คนทั่วโลก อโกด้าภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเชื่อมโยงนักเดินทางเข้ากับประสบการณ์เหล่านี้”

    เพื่อตอบรับกับดีมานด์การเดินทางที่พุ่งสูง อโกด้าซึ่งมีเครือข่ายที่พักกว่า 6 ล้านแห่ง เส้นทางบิน 130,000 เส้นทาง และกิจกรรมกว่า 300,000 รายการ ได้เตรียมกระตุ้นตลาดด้วยการมอบส่วนลด 10% 

    สำหรับช่วงเทศกาล สามารถจองได้ระหว่างวันที่ 1-18 เมษายน 2569 (สำหรับการเข้าพัก 1 เมษายน – 28 มิถุนายน 2569) ซึ่งคาดการณ์ว่าจะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายและสร้างความคึกคักให้กับภาคธุรกิจท่องเที่ยวไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/739907&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aHNpV6fwySi3fDcHX2Ikh

  • แก้เกมน้ำมันแพง ททท. ชู “เที่ยวใกล้บ้าน” เยียวยาใจ พยุงเศรษฐกิจไทย

    แก้เกมน้ำมันแพง ททท. ชู “เที่ยวใกล้บ้าน” เยียวยาใจ พยุงเศรษฐกิจไทย

    แก้เกมน้ำมันแพง ททท. ชู “เที่ยวใกล้บ้าน” เยียวยาใจ พยุงเศรษฐกิจไทย

    สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ฉุดความเชื่อมั่นในภาคการเดินทางท่องเที่ยวของไทย เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นและการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงในบางพื้นที่

     ปัญหานี้สร้างความกังวลอย่างมากต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญอย่างสงกรานต์ที่คนไทยนิยมเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวเป็นหลัก
     

    แก้เกมน้ำมันแพง ททท. ชู

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยอมรับถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า

    “สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทยปรับสูงขึ้น เกิดเหตุติดขัดในการเติมน้ำมันหน้าปั๊ม หากจะพูดว่าไม่กระทบคงเป็นไปไม่ได้ เพราะประชาชนก็ได้รับผลกระทบจากการหาปั๊มเติมน้ำมันได้แบบไม่ปกติ และน้ำมันมีราคาแพงขึ้นจริงๆ เมื่อการใช้รถเดินทางประจำวันต้องคิดมากขึ้น ย่อมมีผลกระทบต่อการเดินทางท่องเที่ยวแน่นอน”

    กลยุทธ์ “Healing is The New Luxury”: เที่ยวใกล้เพื่อเยียวยา เพื่อรับมือกับวิกฤตนี้ ททท. ได้เร่งปรับแผนการตลาดภายใต้แคมเปญ “Healing is The New Luxury” โดยมุ่งเน้นไปที่การท่องเที่ยวเพื่อเยียวยาจิตใจและสนับสนุนตลาด “ไทยเที่ยวไทย” ในระยะใกล้

     โดยเน้นการค้นหาแหล่งท่องเที่ยวที่เป็น “Hidden Gem” หรือเพชรเม็ดงามที่ซ่อนอยู่ใกล้ตัว เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่โดยไม่ต้องเดินทางไกล
    นางสาวฐาปนีย์ ได้ระบุถึงเป้าหมาย 3 ประการในการขับเคลื่อนครั้งนี้ว่า

     “ในตอนนี้ทุกคนต้องร่วมด้วยช่วยกันในการพยุงเศรษฐกิจ แต่ต้องลดการใช้พลังงานลงด้วย โดย ททท. มุ่งดำเนินการ 3 เรื่องพร้อมกัน ได้แก่ 

    1.เที่ยวเพื่อเยียวยาตัวเอง 

    2.เที่ยวเพื่อเยียวยาผู้ประกอบการทุกธุรกิจ เพราะเมื่อมีการท่องเที่ยว ก็จะเกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทั้งอาหารการกิน ที่พัก ของฝาก 

     3.เที่ยวเพื่อเยียวยาเศรษฐกิจในประเทศ เน้นสนับสนุนให้คนไทยออกเที่ยวใกล้บ้าน หรือหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในชุมชนมากขึ้น”
     

    นอกจากนี้เธอยังย้ำว่า “จากสถานการณ์แบบนี้ การเที่ยวใกล้บ้านถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะเยียวยาธุรกิจ และสภาวะจิตใจตัวเองได้” โดยเป้าหมายคือการดึงกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อให้กลับมาเที่ยวในประเทศ แทนการเดินทางไปต่างประเทศที่อาจประสบปัญหาเรื่องเที่ยวบินและต้นทุนที่สูงขึ้น

    ผนึกกำลังภาคเอกชน รับมือน้ำมันพุ่ง เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ททท. ได้ประชุมร่วมกับศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤติ (ศตท.) และภาคเอกชน 10 หน่วยงาน เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบและกำหนดแนวทางรับมือ

     โดยที่ประชุมเห็นพ้องกันว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกระทบทั้งทางตรง เช่น ค่าโดยสารเครื่องบิน และทางอ้อมคือลดกำลังซื้อของผู้บริโภค

     จึงต้องเน้นการสร้างสมดุลด้วยการส่งเสริมการประชุมในประเทศและการท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะเพื่อลดการใช้พลังงาน

    สะท้อนภาพจริงจากพื้นที่: บางแสน-พัทยา ในภาคตะวันออก แหล่งท่องเที่ยวใกล้กรุงอย่างบางแสนและพัทยายังคงได้รับความนิยม นายวัชรพงศ์ คุณปลื้ม นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันออก เผยว่ายอดจองห้องพักช่วงปิดเทอม (มี.ค.-เม.ย.) ยังคงหนาแน่นอยู่ที่ 70-80%

     อย่างไรก็ตาม ตลาดที่ได้รับผลกระทบชัดเจนคือกลุ่มประชุมสัมมนา

    นายวัชรพงศ์ ระบุว่า “ตลาดที่เห็นชัดว่ามียอดจองน้อยลงคือ ตลาดประชุมสัมมนาจากทั้งภาครัฐ และเอกชน โดยเฉพาะงานที่ยังไม่คอนเฟิร์ม ก็จะขอเวลาในการคิดก่อน ยังลังเลว่าจะจัดหรือไม่”

     เนื่องจากหลายหน่วยงานมีนโยบายให้ทำงานที่บ้าน (Work From Home) เพื่อลดการเดินทางและประหยัดน้ำมัน

    ขณะเดียวกัน นางสาวมรกต กุลดิลก เลขาธิการสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันออก ให้ความเห็นว่าระยะทางที่ใกล้เป็นจุดแข็งสำคัญในวิกฤตนี้ 

    “ด้วยระยะทางจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล มาพัทยาอยู่ที่ประมาณ 300 กิโลเมตรเท่านั้น สัดส่วนค่าน้ำมันไม่ได้เพิ่มสูงมากเมื่อเทียบกับเดินทางไปเชียงใหม่หรือจังหวัดอื่นๆ ที่ไกลกว่านี้ จึงยังไม่กระทบมาก” 

    พร้อมทั้งยังมองเห็นโอกาสในการปรับตัวของผู้ประกอบการ เช่น การเพิ่มจุดชาร์จรถ EV เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนมาใช้พลังงานทางเลือก

    แม้ในยามวิกฤตน้ำมันแพง ททท. และภาคเอกชนยังคงเชื่อมั่นว่า “การท่องเที่ยว” จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเยียวยาทั้งสภาพจิตใจของประชาชนและพยุงโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้ ผ่านการปรับตัวและเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/739903&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3C3lf-w-PnagcvjPBj4knD

  • ‘พัทยา’ ติดอันดับ 1 เมืองยอดฮิต คนไทยเดินทางท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569

    ‘พัทยา’ ติดอันดับ 1 เมืองยอดฮิต คนไทยเดินทางท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569

    ‘พัทยา’ ติดอันดับ 1 เมืองยอดฮิต คนไทยเดินทางท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569

    วันนี้ (วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569) อโกด้า แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว เผยว่า พัทยา ขึ้นแท่นเป็นจุดหมายปลายทางภายในประเทศอันดับ 1 ของนักเดินทางคนไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ที่กำลังจะมาถึง โดยอ้างอิงจากข้อมูลการค้นหาที่พักบนแพลตฟอร์มอโกด้า ได้แก่ หัวหิน ชะอำ กรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ ซึ่งติดอันดับ 5 จุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการท่องเที่ยวในประเทศช่วงปีใหม่ไทย

    สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมของนักเดินทางชาวไทยที่มองหาจุดหมายปลายทางระยะใกล้ เดินทางสะดวก โดยเฉพาะหาดทราย ทะเลในช่วงวันหยุดยาว

    ความนิยมอย่างต่อเนื่องของพัทยามาจากการจัดงานเฉลิมฉลองสงกรานต์ที่ยาวนานกว่าที่อื่น โดยมีไฮไลต์อย่างเทศกาลวันไหล ซึ่งจัดต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 20 เมษายนของทุกปี พัทยาเป็นที่รู้จักจากบรรยากาศชายหาดที่คึกคัก มีการเล่นน้ำสงกรานต์ขนาดใหญ่ และยังมีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่โดดเด่นอีกด้วย

    ทำให้เทศกาลวันไหลสามารถดึงดูดนักเดินทางจำนวนมากแม้หลังช่วงสงกรานต์สิ้นสุดลง ทั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของนักเดินทางชาวไทยที่นิยมขยายช่วงวันหยุดให้ยาวนานกว่ากำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงความแออัดในช่วงพีคของการเดินทาง

    สงกรานต์ 2569

    เทศกาลสงกรานต์ จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีระหว่างวันที่ 13 ถึง 15 เมษายน ซึ่งถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ไทย และยังคงเป็นหนึ่งในเทศกาลที่สำคัญและได้รับความนิยมมากที่สุดของประเทศ โดยเทศกาลนี้ผสมผสานความสนุกสนานของการเล่นน้ำเข้ากับขนบธรรมเนียมประเพณีอันทรงคุณค่า เป็นช่วงเวลาที่ครอบครัวได้กลับมาพบปะกัน ผู้คนเดินทางกลับภูมิลำเนา และร่วมเฉลิมฉลองปีใหม่ไปพร้อมกับการรักษามรดกทางวัฒนธรรม

    ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียขับเคลื่อนการท่องเที่ยวระหว่างประเทศในช่วงสงกรานต์

    เทศกาลสงกรานต์ไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลสำคัญของประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังดึงดูดนักเดินทางจากทั่วโลกให้เดินทางมาร่วมเฉลิมฉลองในทุก ๆ ปีอีกด้วย

    โดยข้อมูลจากอโกด้าพบว่า นักเดินทางจากมาเลเซียเป็นกลุ่มที่ค้นหาที่พักในประเทศไทยมากที่สุดในช่วงเทศกาล รองลงมาคือนักเดินทางจาก อินเดีย เกาหลีใต้ จีน และสิงคโปร์ แสดงให้เห็นถึงความนิยมของทั้งเทศกาลสงกรานต์และประเทศไทยในระดับภูมิภาค

    พัทยา

    เมืองหลักของไทยครองอันดับจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักเดินทางชาวต่างชาติช่วงสงกรานต์

    สำหรับนักเดินทางชาวต่างชาติ กรุงเทพฯ ครองอันดับหนึ่งของจุดหมายปลายทางยอดนิยมในช่วงสงกรานต์ ด้วยกิจกรรมที่หลากหลายซึ่งผสมผสานประเพณีสงกรานต์เข้ากับความทันสมัยไว้ได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลดนตรีขนาดใหญ่ เช่น SIAM Songkran Music Festival ไปจนถึงกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมต่าง ๆ

    ทำให้เมืองหลวงแห่งนี้สามารถตอบโจทย์นักเดินทางได้ทุกไลฟ์สไตล์ รองลงมาคือ พัทยา ภูเก็ต หาดใหญ่ และเชียงใหม่ เป็นอันดับจุดหมายปลายทาง 5 อันดับแรกที่ถูกค้นหามากที่สุดในช่วงสงกรานต์ โดยนักเดินทางชาวต่างชาติบนแพลตฟอร์มอโกด้า

    เทศกาลสงกรานต์

    นางสาวอรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและอินโดจีนของอโกด้า กล่าวว่า สงกรานต์เป็นช่วงเวลาที่การเดินทางมีความหมายมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการได้กลับไปใช้เวลากับครอบครัว หรือการออกไปค้นพบสถานที่ใหม่ ๆ การที่พัทยากลับมาครองอันดับหนึ่งอีกครั้ง สะท้อนให้เห็นว่านักเดินทางยังคงมองหาจุดหมายปลายทางที่มีทั้งความคึกคักและความคุ้นเคย

    ขณะเดียวกัน ความสนใจที่เพิ่มขึ้นจากนักเดินทางต่างชาติยังแสดงให้เห็นว่าเทศกาลที่เต็มไปด้วยความสุขของไทยยังคงดึงดูดความสนใจจากผู้คนทั่วโลก อโกด้าภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้นักเดินทางเข้าถึงประสบการณ์เหล่านี้ได้อย่างคุ้มค่าและสะดวกสบาย

    ในขณะที่นักเดินทางเตรียมตัวสำหรับเทศกาลสงกรานต์ ข้อมูลจาก อโกด้าชี้ให้เห็นว่าเทศกาลนี้ยังคงมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเดินทางอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่จุดหมายปลายทางยอดนิยมในประเทศอย่างพัทยา ไปจนถึงแหล่งท่องเที่ยวที่เปี่ยมด้วยวัฒนธรรมทั่วประเทศไทย โดยความสนใจจากทั้งนักเดินทางชาวไทยและชาวต่างชาติ ตอกย้ำให้สงกรานต์ยังคงเป็นช่วงเวลาแห่งการสร้างประสบการณ์และการเดินทางที่น่าจดจำ

    สำหรับนักเดินทางที่กำลังวางแผนสำหรับทริปถัดไป อโกด้ามีตัวเลือกรายการที่พักกว่า 6 ล้านแห่ง เส้นทางบินมากกว่า 130,000 เส้นทางและกิจกรรมมากกว่า 300,000 รายการ โดยอโกด้ามอบส่วนลด 10% สำหรับช่วงสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 1 ถึง 18 เมษายน พ.ศ. 2569 สำหรับการจองที่พักที่เข้าพักระหว่างวันที่ 1 เมษายน ถึง 28 มิถุนายน 2569 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/654870&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kLF5nLnJ2nfG9MBQwOSZM

  • ททท.เปิด “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569” ยกเสน่ห์ 5 ภูมิภาคไว้ในงานเดียว

    ททท.เปิด “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569” ยกเสน่ห์ 5 ภูมิภาคไว้ในงานเดียว

    ททท.เปิด “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569” ครั้งที่ 44 ยกเสน่ห์ 5 ภูมิภาคไว้ในงานเดียว จัดเต็ม 9 โซน ปลุกกระแสท่องเที่ยวไทย ผ่านแนวคิด “สุขทันที ที่เที่ยวไทย” เข้าร่วมงานฟรี 25-29 มี.ค.นี้

    วันที่ 25 มีนาคม 2569 น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยระบุว่า งานเทศกาลเที่ยวเมืองไทยถือเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศมาอย่างต่อเนื่อง จนก้าวสู่การจัดงานครั้งที่ 44 และเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่มิติใหม่ ภายใต้แนวคิด “The New Thailand” ที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน การสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีคุณค่า การเพิ่มมูลค่าจากอัตลักษณ์ท้องถิ่น และการกระจายรายได้สู่ชุมชนในทุกภูมิภาค

    ด้าน น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท.มุ่งผลักดันรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวให้เติบโตตามเป้าหมาย โดยงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทยเป็นกิจกรรมการตลาดสำคัญที่รวบรวมความมหัศจรรย์ของประเทศไทยมาไว้ในที่เดียว ผ่านการนำเสนอภาพลักษณ์ท่องเที่ยวที่ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวไทยได้ตลอดทั้งปี จากการสร้างการรับรู้เอกลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค ภายใต้ความร่วมมือของทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    สำหรับปีนี้ ททท.จัดเต็มกิจกรรม 9 โซนหลัก ครบทั้งเสน่ห์ 5 ภูมิภาค และประสบการณ์ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เริ่มจาก โซนที่ 1 สุขทันที ที่เที่ยวภาคตะวันออก ภายใต้แนวคิด “สีสันตะวันออก” นำเสนอความสดใสของ 9 จังหวัดภาคตะวันออก ผ่านธีม “สีสันสวรรค์นักกิน” “สีสันสวรรค์ทะเลตะวันออก” “สีสันสวรรค์นักช้อป” และ “สีสันสวรรค์นักผจญภัย” พร้อมแลนด์มาร์กเด่นอย่าง อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จ.จันทบุรี และขนทัพอาหารทะเล-อาหารถิ่นกว่า 50 ร้าน มาให้เลือกชิม

    โซนที่ 2 สุขทันที ที่เที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชูแนวคิด “สุขทันที ที่เที่ยวอีสาน” ถ่ายทอดเสน่ห์อีสานผ่านประสบการณ์ 5 Senses ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส ตั้งแต่การชมวิวท้องถิ่น ลิ้มรสเมนูเด็ด ดื่มด่ำกลิ่นอายพื้นถิ่น ฟังดนตรีอีสาน และร่วมกิจกรรมประเพณี โดยยก “เทียนพรรษา” สัญลักษณ์ของประเพณีแห่เทียนพรรษา จ.อุบลราชธานี มาเป็นแลนด์มาร์กสำคัญ พร้อมโซน “หม่องแซ่บหลาย” รวมร้านเด็ดกว่า 36 ร้าน และการแสดงดนตรีพื้นบ้าน-หมอลำแบบจัดเต็ม

    โซนที่ 3 สุขทันที ที่เที่ยวภาคใต้ มาในแนวคิด “GO SOUTH แลต่ะเสน่ห์ใต้” ถ่ายทอดความงดงามของท้องทะเลภาคใต้ ผสานอัตลักษณ์วัฒนธรรม วิถีชีวิต และความเชื่อของชาวปักษ์ใต้ทั้ง 14 จังหวัด พร้อมแลนด์มาร์กสุดตื่นตาในรูปแบบ Immersive Experience และมุม Film Location จากสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง เช่น ถ้ำโต๊ะหลวง จ.กระบี่ และ ตึก Standard Chartered จ.ภูเก็ต

    โซนที่ 4 สุขทันที ที่เที่ยวภาคกลาง เปิดบ้านต้อนรับผู้มาเยือนภายใต้คอนเซปต์ “อู่ข้าว อู่น้ำ…ผ้าทอราชธานี วิถีภาคกลาง : Harmony of Heritage and Charm” ถ่ายทอดเรื่องราวของศูนย์กลางอารยธรรมไทย ผ่านแลนด์มาร์กบ้านทรงไทยร่วมสมัย ลานโอ่งราชบุรี ซุ้มทางเข้าลานบุปผาราชินี และลานภูษาพัสตรา พร้อมนำเสนอความโดดเด่นของ 3 เมืองสร้างสรรค์ที่ได้รับการรับรองจาก UNESCO ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (Creative City of Design), เพชรบุรี (City of Gastronomy) และ สุพรรณบุรี (Creative City of Music)

    โซนที่ 5 สุขทันที ที่เที่ยวภาคเหนือ จัดภายใต้แนวคิด “SEASON OF NORTH 2026 สุขทันที…ฤดูนี้ ฤดูเหนือ” ชูการท่องเที่ยวภาคเหนือในแต่ละฤดูกาล เพื่อผลักดันสู่การเป็น Year Round Destination ในรูปแบบ Contemporary Lanna โดยยกแลนด์มาร์กจาก เมืองน่าน เมืองสร้างสรรค์ด้านงานหัตถศิลป์ของยูเนสโก พร้อมอัตลักษณ์เด่นอย่าง ภาพจิตรกรรมปู่ม่านย่าม่าน ผ้าทอลายน้ำไหล และหัวโอ้เรือ สัญลักษณ์ประเพณีแข่งเรือของเมืองน่าน

    ต่อด้วย โซนที่ 6 Amazing Thailand ที่ชวนผู้เข้าร่วมงาน Feel all the Feelings ผ่านนิทรรศการจุดถ่ายภาพ กิจกรรมเวิร์กช็อป และ Fan Meet กับศิลปิน-อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง อาทิ PERSES, จุ๊มเหม่ง (Japan and Friends), DICE, มาย–อาโป และ POLCASAN (โพก้าซัง) รวมถึงการนำเสนอเทคโนโลยีเพื่อการท่องเที่ยวสมัยใหม่ เพื่อยกระดับประสบการณ์เที่ยวไทยให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่

    โซนที่ 7 Road to Sustainability : Travel With Care เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน โดยเปิดประสบการณ์โลกเสมือนจริงของแหล่งท่องเที่ยวและเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในประเทศไทย ภายใน Immersive Room พร้อมนำเสนอผลงานเด่น “เต่าตนุ” ประติมากรรมจากสิ่งของเหลือใช้ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพระราชกรณียกิจของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผ่านโครงการในพระราชดำริ “ป่ารักน้ำ” และ “อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล (เกาะมันใน)”

    โซนที่ 8 โซนหน่วยงานพันธมิตรและโซนผู้ประกอบการท่องเที่ยวภายในประเทศ รวบรวมเครือข่ายพันธมิตรและผู้ประกอบการท่องเที่ยวชั้นนำจากทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้พบกับข้อเสนอและบริการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ตอบโจทย์การวางแผนเดินทางครั้งต่อไปให้พิเศษยิ่งขึ้น 

    ขณะที่ โซนที่ 9 เวทีกลาง เต็มไปด้วยสีสันความบันเทิงตลอด 5 วัน ทั้งการแสดงดนตรีจากศิลปินชื่อดัง เช่น KT Kratae, ลำไย ไหทองคำ, ไรอัล กาจบัณฑิต, ATLAS, กลัฟ คณาวุฒิ, Fellow Fellow, Paradox, Nuvo, No One Else และอะตอม ชนกันต์ รวมถึงการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย การแสดงร่วมสมัย แฟชั่นโชว์ และกิจกรรมเล่นเกมแจกของรางวัลตลอดงาน

    นอกจากนี้ ททท.ยังสานต่อแนวคิดการจัดงานอย่างยั่งยืน ภายใต้เป้าหมาย “Zero Waste to Landfills” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยจัดบริการจุดคัดแยกขยะ 14 จุด ทั่วพื้นที่งาน พร้อมขอความร่วมมือร้านค้าและผู้ประกอบการบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจร เพื่อมุ่งลดปริมาณขยะให้ต่ำกว่าปีก่อนหน้า สะท้อนการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

    ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรี ระหว่างวันที่ 25-29 มีนาคม 2569 โดยสามารถเดินทางด้วย MRT สถานีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ รถแท็กซี่ ณ จุดรับ-ส่ง ชั้น G ฝั่งทะเลสาบ หรือรถประจำทางสาย 136 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ TAT Contact Center 1672 Travel Buddy.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2922530&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27T7oLmA1_UhbNINu0U3hK

  • CPN  โต “High Single Digit”  รับทราฟฟิกท่องเที่ยวพุ่ง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    CPN  โต “High Single Digit”  รับทราฟฟิกท่องเที่ยวพุ่ง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น-CPN ตั้งเป้ารายได้ ปี 2569 โตระดับ High Single Digit แม้เศรษฐกิจไทยเผชิญวิกฤตแต่บริษัทเน้นปรับตัวเร็ว ชูจุดแข็งทราฟฟิกกลุ่มนักท่องเที่ยว (Tourist) ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเป็นแรงหนุนสำคัญ

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/03/25/628490/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fBr_yUzkNwKOVLlkRBMOM

  • จูรี บี้รัฐบาลตามหา โควตาน้ำมัน ที่หายไปจากปั๊ม แซะวลีนายกฯ รวยไม่ไหว คงแค่กับนายทุน

    จูรี บี้รัฐบาลตามหา โควตาน้ำมัน ที่หายไปจากปั๊ม แซะวลีนายกฯ รวยไม่ไหว คงแค่กับนายทุน

    จูรี บี้รัฐบาลตามหา โควตาน้ำมัน ที่หายไปจากปั๊ม แซะวลีนายกฯ รวยไม่ไหว คงแค่กับนายทุน

    วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.49 น.

    นายทุนรวยหรือเปล่า?! จูรี ยกวลี ‘ประชาชน พอแล้วๆ รวยไม่ไหวแล้ว’ ตอก ’อนุทิน‘ กำลังเกิดขึ้นจริง อัดสื่อสารสวนทางชาวบ้าน เหมือนอยู่กันคนละภพภูมิ บี้ตามหา ‘โควตาน้ำมัน’ ที่หายไปจากปั๊ม ฟื้นลมหายใจ ’ชาวหาดใหญ่-ภาคใต้‘ ก่อนเข้าสู่ช่วงสงกรานต์ หวั่นลามกระทบท่องเที่ยวซ้ำดาบสอง

    เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาถึงแนวทางรับมือวิกฤตตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย จำนวน 6 ญัตติ จาก 6 พรรคการเมือง โดยนายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ปัญหาที่เผชิญอยู่ตอนนี้รัฐบาลควรจะสื่อสารอย่างจริงจังตรงไปตรง ไม่ควรปล่อยให้ชาวบ้านมีความทุกข์ และกังวล และจินตนาการในการใช้น้ำมันในวันข้างหน้าไม่ได้ ขณะที่ชาวบ้านเอารถไปตากแดดรอน้ำมัน รัฐบาล นายกรัฐมนตรี กลับสื่อสารว่าน้ำมันเราไม่ขาดแคลนเพียงพอสถานการณ์อยู่ในภาวะปกติ ทำให้ความของชาวบ้าน รู้สึกเหมือนการสื่อสารรัฐบาลเหมือนอยู่กันคนละโลก คนละภพภูมิกัน ทำให้เกิดถึงปัญหาในปัจจุบัน 

    “อยากให้นายกฯเดินทางไปหาดใหญ่ สักวัน เริ่มตั้งแต่นั่งเครื่องบิน จะเจอปัญหาแรก คือตั๋วเครื่องบินแพงมาก เมื่อท่านลงเครื่องบิน ท่านมุ่งหน้าไปทางไหนของสงขลาก็จะเจอปัญหาทันทีไม่ว่าปั๊มไหนจะมี 3 ลักษณะด้วยกัน 1.จะมีรถจอดเต็มเป็นกิโลเพื่อรอคิวเติมน้ำมัน 2.ไม่มีรถจอดเลยในปั๊มโล่งสบาย แต่เมื่อขับเข้าไปจะเจอป้ายติดว่าน้ำมันดีเซลหมด 3.จะเขียนว่าหยุดให้บริการชั่วคราว นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น” นายจูรี กล่าว

    นายจูรี กล่าวต่อว่า ตนถามไปทุกปั๊มปัญหาเดียวกันคือโควตาเคยได้อยู่ 10,000 ลิตรแต่คลังน้ำมันส่งให้ 5,000 ลิตร บ้าง 3,000 ลิตรบ้าง เกิดปัญหาแล้วยังไม่ได้คำตอบ น้ำมันโควตาที่เหลือหายไปไหน ใครเอาไปไหน ตอนนี้ปัญหาหนักมากกระทบทุกอาชีพ เพื่อนตนขับรถบรรทุกกุ้ง มีลูกค้ามาจ้างให้เงินหลายหมื่น หรือเงินแสน มากองอยู่ตรงหน้าก็ไม่สามารถจะทำอาชีพนี้ได้ เพราะไม่มีน้ำมัน ปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้บางครอบครัวขาดรายได้

    “สิ่งที่กระทบหนักในพื้นที่ของผมล่าสุด สถาน กงสุลมาเลเซียประกาศเตือนนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่หาดใหญ่ ทำยกเลิกกันเป็นขบวน ที่ผ่านมาทุกท่านทราบดี ปลายปี 68 น้ำตาชาวหาดใหญ่ยังไม่เคยเหือดแห้ง ทุกวันนี้ผู้ว่าฯสั่งขีดเส้นว่า 31 มี.ค. จะได้เงินเยียวยาค่าซ่อมแซมบ้าน แล้วนี่มาโดนวิกฤตน้ำมันซ้ำสองทำให้นักท่องเที่ยวหายไป ถ้าเรื่องนี้ไม่แก้จะบานปลายไปถึงการท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์ ที่จะถึงนี้ที่กำลังจะเป็นลมหายใจที่จะต่อให้พี่น้องชาวหาดใหญ่ แต่มันกำลังจะทำให้พี่น้องชาวหาดใหญ่กำลังจะสิ้นลมอีกแล้ว ผมขอเรียกร้องไปถึงรัฐบาลให้ไปตามหาน้ำมันที่หายไปจากโควตาแต่ละปั๊ม ควรหามาตรการสำรองเพิ่มเติม ในพื้นที่การท่องเที่ยวพื้นที่เศรษฐกิจหาดใหญ่ และพื้นที่ท่องเที่ยวอีกหลายที่ในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาถึงในช่วงสงกรานต์นี้ อย่าทำให้ผมและพี่น้องประชาชนรู้สึกเลยว่า สิ่งที่นายกฯเคยพูดไว้บนเวทีปราศรัยหาเสียงว่า พี่น้องประชาชนจะร้องว่าพอแล้ว พอแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว ผมคิดว่าเรื่องนี้กำลังจะเกิดขึ้นจริง แต่คนที่รวยอาจจะไม่ใช่พี่น้องประชาชน แต่อาจจะเป็นนายทุนหรือไม่” นายจูรี กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/954783&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07_-rSqwtaNCrM-tNx965I

  • “จูรี” จี้รัฐบาลตามหาโควตาน้ำมันหาย หวั่นกระทบท่องเที่ยวสงกรานต์

    “จูรี” จี้รัฐบาลตามหาโควตาน้ำมันหาย หวั่นกระทบท่องเที่ยวสงกรานต์

    วันนี้ (25 มี.ค.2569) นายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องออกไปตามหาน้ำมัน หรือการนำรถไปรอในช่วงเย็น เพื่อรอเติมน้ำมันในช่วงเช้า และไม่มีอะไรการันตี ว่าจะได้เติมน้ำมันหรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของภาคใต้ โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ และหลายอำเภอในจังหวัดสงขลา

    นายจูรี กล่าวว่า รัฐบาลควรสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาและจริงจัง ไม่ควรให้ชาวบ้านต้องกังวลว่าจะไม่มีน้ำมันในวันข้างหน้า โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สื่อสารว่าน้ำมันไม่ขาดแคลนและมีเพียงพอ รวมถึงสถานการณ์อยู่ในภาวะปกติ ทำให้รู้สึกว่าการสื่อสารดังกล่าว กับปัญหาที่ชาวบ้านพบนั้นอยู่คนละโลกกัน

    นอกจากนี้ อยากให้นายกรัฐมนตรีเดินทางไป อ.หาดใหญ่ จะได้เห็นภาพที่ชัดเจน ตั้งแต่นั่งเครื่องบิน ราคาตั๋วโดยสารเครื่องบินราคาแพง และเมื่อถึงพื้นที่แล้วจะพบว่าปั๊มน้ำมันมีรถจอดยาวเป็นกิโลเมตรหรือปั๊มโล่งไม่มีรถจอด

    ภาพประกอบข่าว

    นายจูรี กล่าวว่า วันนี้ต้องการคำตอบว่าโควตาน้ำมันหายไปไหน อีกทั้งมีการประกาศเตือนนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่เดินทางเข้าหาดใหญ่ ซึ่งหากไม่แก้ไขปัญหาจะบานปลายไปถึงช่วงท่องเที่ยวสงกรานต์ ที่จะเป็นลมหายใจต่อให้ชาวหาดใหญ่

    แต่ปัญหาดังกล่าวจะทำให้ประชาชนกำลังสิ้นลม ดังนั้นเรียกร้องให้รัฐบาลไปตามหาน้ำมันที่หายจากโกดัง หรือโควตาที่แต่ละปั๊มควรจะได้ และควรหามาตรการสำรองน้ำมันเพิ่มเติมในพื้นที่ท่องเที่ยว หรือพื้นที่เศรษฐกิจอย่างหาดใหญ่ รวมถึงพื้นที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่งในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาในช่วงเทศกาลสงกรานต์

    อย่าให้ผมและประชาชนอีกหลายคนรู้สึกว่าสิ่งที่นายกฯ เคยพูดบนเวทีปราศรัยหาเสียง พี่น้องประชาชนจะร้องว่าพอแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว ผมคิดว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นจริง แต่คนที่รวยอาจไม่ใช่ประชาชน อาจจะเป็นนายทุนหรือไม่

    อ่านข่าว :

    “กรณ์” อภิปรายชี้ “รัฐบาล” ล้มเหลวแก้วิกฤตพลังงาน

    “เสรีพิศุทธ์” ฉะใช้ “พิพัฒน์” ทำให้แก้ปัญหาน้ำมันแพงไม่สำเร็จ

    วุฒิสภาสหรัฐฯ ยังหนุน “ทรัมป์” ในการใช้กำลังทางทหารต่ออิหร่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/503805&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VwAAjOKLf1CX8AYgSO-CZ

  • ททท. เวิร์กช็อป “ทูตถิ่นยั่งยืน จังหวัดนครพนม” ปั้นนักเล่าเรื่องชุมชนสู่การท่องเที่ยวระดับพรีเมียม | เดลินิวส์

    ททท. เวิร์กช็อป “ทูตถิ่นยั่งยืน จังหวัดนครพนม” ปั้นนักเล่าเรื่องชุมชนสู่การท่องเที่ยวระดับพรีเมียม | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ที่ห้องประชุม Mekong Conference Centre ที่โรงแรมแม่โขง เฮอริเทจ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม นายอรรถพล วรรณกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาด้านการท่องเที่ยว และนางสาวเสาวนีย์ คนกล้า ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท. นครพนม เข้าร่วมงานฯ   การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดพิธีเปิดโครงการพัฒนาการบริการและองค์ความรู้ด้านตลาดการท่องเที่ยวไทย “ทูตถิ่นยั่งยืน 2569” เพื่อเป็นเวทีพัฒนาศักยภาพบุคลากรท่องเที่ยว ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในวันที่ 25-26 มีนาคม 2569

    ​นายอรรถพล กล่าวว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยศูนย์พัฒนาวิชาการด้านตลาดการท่องเที่ยว (TAT Academy) เดินหน้าโครงการ “ทูตถิ่นยั่งยืน 2569” ภายใต้โครงการพัฒนาการบริการและองค์ความรู้ด้านการตลาดเพื่อการท่องเที่ยวไทย โดยเริ่มจัดการอบรมพื้นที่แรก ภาคเหนือ ณ โรงแรมเวียงอินทร์ จังหวัดเชียงราย และพื้นที่ที่ 2 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ โรงแรมแม่โขง เฮอริเทจ จังหวัดนครพนม เพื่อยกระดับศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยวในระดับพื้นที่ ให้สามารถสื่อสารอัตลักษณ์ท้องถิ่น สร้างคุณค่าให้การท่องเที่ยว และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

    ​โครงการ “ทูตถิ่นยั่งยืน” ประจำปี 2569 ดำเนินการในรูปแบบการอบรมสัญจร ครอบคลุม 9 พื้นที่ 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ ผู้นำชุมชน บุคลากรด้านบริการ และผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ให้สามารถออกแบบสินค้าและบริการบนฐานทุนวัฒนธรรม ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางการท่องเที่ยว และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    ​ภายใต้การออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ 2 ระดับ กับ 3 หลักสูตร โดยโครงการปีนี้ออกแบบเป็น Learning Path เพื่อให้ผู้เข้าร่วม สามารถพัฒนาองค์ความรู้ได้อย่างต่อเนื่องตามบทบาทการทำงาน ในเป็น 2 ระดับ  ​ระดับ Development Stage เป็นการพัฒนาศักยภาพพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวผ่าน 2 หลักสูตร ได้แก่  ​หลักสูตร “ทูตชุมชน คนเล่าเรื่องถิ่น”  ​หลักสูตร “ผู้นำถิ่นดี สร้างวิถียั่งยืน”

    ​ซึ่งผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้ทักษะการสื่อสารอัตลักษณ์ การบริการ และแนวคิดการบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ภายในระยะเวลา 2 วัน โดยจะจัดอบรมใน 5 พื้นที่ ได้แก่ เชียงราย นครพนม นครศรีธรรมราช สมุทรสงคราม และจันทบุรี

    สำหรับ จังหวัดนครพนม ถือเป็นพื้นที่เริ่มต้นของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของการจัดอบรมในปีนี้ โดยมีผู้ประกอบการ ผู้นำชุมชน และผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมพัฒนาศักยภาพ เปิดหลักสูตรต่อยอด “ภูมิปัญญาพาเที่ยว”

    ​นอกจากนี้ โครงการยังมีการพัฒนาหลักสูตรขั้นต่อยอดในระดับ Advanced Stage ภายใต้ชื่อ “ภูมิปัญญาพาเที่ยว” ซึ่งออกแบบสำหรับผู้ที่ผ่านการอบรมในระดับ Development Stage หรือผู้ที่มีประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวและการทำงานร่วมกับชุมชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5719206/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hjBqzvYGkiJ_yM9lF3Xu3