Category: ท่องเที่ยว

  • “นิวซีแลนด์” ประเทศที่สวยทุกกิโลเมตร เที่ยวได้ทุกฤดูกาล อากาศสะอาดติดอันดับโลก

    “นิวซีแลนด์” ประเทศที่สวยทุกกิโลเมตร เที่ยวได้ทุกฤดูกาล อากาศสะอาดติดอันดับโลก

    ใครที่รู้สึกว่าโลกใบนี้เริ่มซ้ำเดิม มีแต่เมืองใหญ่ที่คล้ายกันไปหมด ธรรมชาติก็เหมือนถูกจัดฉากเพื่อการท่องเที่ยว บางที “นิวซีแลนด์” อาจเป็นคำตอบที่ตามหามานาน ประเทศเล็กๆกลางมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ ที่มีประชากรแกะมากกว่าคน ไม่ใช่แค่จุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวสำหรับสายรักธรรมชาติ แต่มันคือโลกอีกใบที่ปลุกให้เราตื่นขึ้นมาโอบกอดธรรมชาติและสูดอากาศบริสุทธิ์ได้ทุกวัน

    “นิวซีแลนด์” เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่มีภูเขา, ทะเล, ป่าไม้ และทะเลสาบ อยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ที่สำคัญมีอากาศสะอาดติดอันดับโลก ประชากรน้อยแต่พื้นที่กว้างใหญ่กว่า 268,000 ตารางกิโลเมตร ขนาดใหญ่กว่าสหราชอาณาจักรเล็กน้อย และใกล้เคียงญี่ปุ่น ทั้งประเทศมีคนอาศัยแค่ 5 ล้านคน เป็นชาวเมารี 850,000 คน ปัจจุบันมีประชากรแกะ 25 ล้านตัว จากที่เคยพีกสุด 70 ล้านตัว ในทศวรรษ 1980

    ในขณะที่ “เกาะใต้” มีลักษณะเป็นเทือกเขาสูง “เกาะ เหนือ” กลับมีภูมิประเทศที่หลากหลายกว่า มีครบทั้งภูเขา, ทะเล, ป่าไม้ และทะเลสาบ

    ถามว่าทำไมใครๆตกหลุมรัก “นิวซีแลนด์” ตั้งแต่แรกพบ ก็เพราะแดนกีวีเต็มไปด้วยธรรมชาติไม่ต้องปรุงแต่ง มีเสน่ห์อยู่ที่ความสวยแบบดิบแต่สมบูรณ์ของธรรมชาติ, ทะเลสีฟ้าไม่ใส่ฟิลเตอร์, ภูเขาเขียวขจี และท้องฟ้าเต็มไปด้วยดาว เป็นการเดินทางที่สวยทุกกิโลเมตรจริงๆ แค่ขับรถไม่กี่ชั่วโมงก็เปลี่ยนฉากจากชายหาด เป็นถนนเลียบภูเขา, ทะเลสาบสะท้อนเงาขุนเขา หรือทุ่งหญ้าแฟนตาซี

    ตามคำเชิญของ “การท่องเที่ยวประเทศนิวซีแลนด์” ภายใต้แคมเปญ “100% Pure New Zealand” คณะสื่อไทยเดินทางไปเยือนเกาะเหนือของนิวซีแลนด์ด้วยสายการบิน “แอร์นิวซีแลนด์” โดยแวะต่อเครื่องที่สิงคโปร์ ใช้เวลาประมาณ 11-13 ชั่วโมง รวมแวะพัก ก็ถึงจุดหมายปลายทางแรกคือ “โอ๊คแลนด์” ศูนย์กลางเศรษฐกิจของนิวซีแลนด์ มีประชากรมากที่สุดและมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เมืองนี้ได้ฉายา “City of Sails” เมืองแห่งการแล่นเรือใบ เนื่องจากมีท่าเรือและเรือยอชต์จำนวนมาก

    “โอ๊คแลนด์” ตั้งอยู่ระหว่างอ่าวไวเตมาตา และอ่าวมานูเกา ถือเป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ผสมผสานเมืองใหญ่เข้ากับธรรมชาติได้ลงตัว หลังเช็กอินโรงแรมเรียบร้อย คณะเราก็ไปสำรวจเมืองกัน ปักหมุดจุดแรกกันที่ “Sky Tower” หอคอยสูง 328 เมตร จุดชมวิวที่เป็นสัญลักษณ์ของเมือง จากนั้นไปเดินเล่นชิลๆแถวย่านท่าเรือ “Viaduct Harbour” ซึ่งเต็มไปด้วยคาเฟ่เก๋ๆ และผู้คนที่ใช้ชีวิตแบบไม่เร่งรีบ รุ่งขึ้นมีนัดไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ “All Blacks Experience” เปิดประสบการณ์แบบ “Immersive Experience” พาทุกคนเข้าไปอยู่ในโลกของทีมรักบี้ระดับตำนานของนิวซีแลนด์ “All Blacks” ปลุกความฮึกเหิมเหมือนได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมจริงๆ ไฮไลต์สุดคือ “ห้อง Haka” จำลองบรรยากาศของการแสดง “Haka” เพื่อปลุกพลังนักรบและข่มขวัญศัตรูตามวัฒนธรรมเมารี ก่อนการแข่งขัน “All Blacks” จะแสดงภาษาแห่งจิตวิญญาณนี้ต่อหน้าคู่แข่ง เป็นการรวมพลังของทีม, แสดงความเคารพรากเหง้า และประกาศว่าเราพร้อมแล้ว “Haka” เป็นการผสมกันของการตะโกนเป็นจังหวะ, กระแทกเท้า, ตีอก และแสดงสีหน้า เช่น แลบลิ้น และเบิกตาโต ขยับเข้าไปยังมีโซนอินเตอร์แอกทีฟที่เปิดให้ทดลองเตะลูกรักบี้, ทดสอบรีแอกชันสปีด และวัดพลังการเคลื่อนไหว

    ช่วงสายๆคณะเราขึ้นเรือเฟอร์รีข้ามไปเที่ยว “เกาะไวเฮเก” (Waiheke Island) นอกจากจะมีไร่องุ่นชื่อดังหลายแห่ง ที่โด่งดังเรื่องการผลิตไวน์ “Sauvignon Blanc” และ “Syrah” บนเกาะนี้ยังมีแกลเลอรีน่ารักๆ, คาเฟ่ดีไซน์เก๋ และงานแฮนด์เมดจากศิลปินท้องถิ่น จะเช่าจักรยาน หรือสกูตเตอร์ ขี่ไปตามถนนเล็กๆแวะไร่องุ่น, คาเฟ่ และชายหาด ก็ได้ฟีลการพักผ่อนแบบชาวกีวี ทั้งหมดนี้อยู่ห่างจากเมืองแค่ 40 นาที

    เช้าตรู่ของอีกวัน “คุณอลัน ดาห์ยา” เจ้าของบริษัททัวร์และบริการรถเช่าพร้อมคนขับ “Ready2Roll” นำรถตู้เบนซ์มารับคณะเรา เพื่อออกเดินทาง 3 ชั่วโมงไปยัง “ไวโตโม” (Waitomo) เขตเมืองท่องเที่ยวที่โด่งดังเรื่องถ้ำหินปูน มีไฮไลต์อยู่ที่ “ถ้ำหนอนเรืองแสง” (Waitomo Glowworm Caves) อายุเก่าแก่กว่า 30 ล้านปี เป็นที่อยู่อาศัยของหนอนเรืองแสงนับล้านตัวที่เปล่งแสงสีฟ้าอมเขียวสว่างไสวเหมือนดวงดาวในความมืดมิด พวกเราล่องเรือชมหนอนเรืองแสงไปตามลำธารภายในถ้ำใต้ดิน เพื่อชมแสงระยิบระยับบนเพดานถ้ำ ท่ามกลางทัศนียภาพสวยงามแปลกตาของหินงอกหินย้อย ถือเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของแดนกีวี

    ตื่นตาตื่นใจสุดๆกับโลเกชันถ่ายภาพยนตร์ดัง “Hobbiton Movie Set” เป็นโลกแฟนตาซีที่มีอยู่จริง สร้างขึ้นเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลก “The Lord of the Rings” และ “The Hobbit” ประกอบด้วยบ้านฮอบบิตกว่า 40 หลัง กระจัดกระจายอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าสีเขียว, เนินเขาโค้งนุ่ม และท้องฟ้ากว้าง หลังถ่ายทำเสร็จไม่มีการรื้อ แต่ยังดูแลให้เหมือนมีชาวฮอบบิตอาศัยอยู่จริง  ผู้กำกับ “ปีเตอร์ แจ็กสัน” เลือกโลเกชันนี้เองและปรับพื้นที่จริงให้เหมือนจินตนาการ โดยตัดสินใจสร้างถาวร เพราะมันดีเกินกว่าจะปล่อยให้หายวับไป

    ลุยต่อกันที่เมืองแห่งพลังใต้พิภพ “โรโตรัว” (Rotorua) มีของดีซ่อนอยู่เยอะ ตั้งแต่ “หุบเขาภูเขาไฟไวมังกู” (Waimangu Volcanic Valley) พื้นที่ภูเขาไฟอายุน้อยที่สุดในโลก เกิดจากการระเบิดครั้งใหญ่ของภูเขาทาราเวรา เมื่อปี 1886 ทำให้ภูมิประเทศทั้งหมดเปลี่ยนใหม่ กลายเป็นแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพที่หลากหลายและสมบูรณ์ที่สุด เสมือนห้องทดลองธรรมชาติขนาดใหญ่อันน่าทึ่ง ไม่ได้มีแค่บ่อน้ำร้อนธรรมดาๆ แต่มีครบทั้งน้ำพุร้อน, บ่อโคลนเดือด, ไอน้ำพุ่งจากพื้นดิน, แอ่งน้ำสีสันแปลกตาจากแร่ธาตุหายาก ถือเป็นเส้นทางเดินป่าที่สวยงามและเต็มไปด้วยพืชหายาก ซึ่งถักทอผ่านระบบนิเวศความร้อนใต้พิภพตามธรรมชาติ เส้นทางนี้ยังพาสำรวจโลกแห่งพลังงานความร้อนใต้พิภพจากมุมมองในน้ำผ่าน “การล่องเรือในทะเลสาบโรโตมาฮานา” (Lake Rotomahana) ชมระบบนิเวศธรรมชาติที่ฟื้นตัวเองกลับมาใหม่ หลังการระเบิดครั้งใหญ่ของภูเขาทาราเวราจนพื้นที่นี้ถูกทำลายไปเกือบหมด ปิดท้ายวันไปแช่บ่อน้ำแร่ธรรมชาติที่ “Wai Ariki Hot Springs & Spa” สปาน้ำพุร้อนระดับพรีเมียมที่ใช้แหล่งน้ำแร่ร้อนจากใต้ดิน โดยผสานศาสตร์การบำบัดของเมารี ทั่วเมืองยังมีบ่อน้ำแร่ธรรมชาติให้เลือกฟินหลากสไตล์

    เที่ยวนิวซีแลนด์ให้ครบทุกมิติ ต้องไปสัมผัส “วัฒนธรรมของชาวเมารี” เป็นชนพื้นเมืองกลุ่มแรกที่ตั้งถิ่นฐานในนิวซีแลนด์ก่อนที่ชาวยุโรปจะเข้ามาหลายร้อยปี ปัจจุบันกลายเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมของนิวซีแลนด์ พวกเขามาถึงแดนกีวีราว 700-1,000 ปีก่อน และตั้งชื่อว่า “Aotearoa” ดินแดนเมฆสีขาวยาว

    เพื่อให้เข้าถึงจิตวิญญาณของเมารี คณะเราไปเยี่ยมชม “หมู่บ้านเตปาตู” (Te Pā Tū) หนึ่งในต้นแบบการอนุรักษ์วัฒนธรรมเก่าแก่ชาวเมารี เจ้าบ้านต้อนรับแขกผู้มาเยือนด้วยวัฒนธรรม “Haka” พร้อมเชิญชวนให้ลองการละเล่นสไตล์เมารี และชิมอาหารฝังใต้ดิน “Hangi” ที่ใช้หินร้อนปรุงแบบโบราณแท้ๆ อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญคือ “Te Puia” ศูนย์วัฒนธรรมและอุทยานความร้อนใต้พิภพ ถือเป็นจุดนัดพบของธรรมชาติใต้พิภพ, วัฒนธรรมเมารี และงานหัตถศิลป์ดั้งเดิม ไฮไลต์อยู่ที่น้ำพุร้อนทรงพลังที่สุดของนิวซีแลนด์ ที่พุ่งได้สูงถึง 30 เมตร, บ่อโคลนเดือดปุดๆ และได้ดู “นกกีวี” ตัวจริง รวมถึงชมศูนย์ฝึกงานหัตถศิลป์เมารี

    สายรักธรรมชาติจะต้องฟินกับกิจกรรม “Redwoods Treewalk” การเดินเหนือผืนป่าท่ามกลางต้นไม้ยักษ์ เสมือนลอยตัวอยู่กลางผืนป่า น่าทึ่งในนวัตกรรมที่เขาสร้างเป็นทางเดินแขวนเชื่อมต้นไม้ขนาดยักษ์ 20-30 ต้นเข้าด้วยกัน ทางเดินสูงจากพื้น 10-20 เมตร เป็นการเปิดมุมมองใหม่ที่ว้าวจริงๆ

    ปิดท้ายทริปสุดประทับใจที่ “เมืองเตาโป” (Taupo) เมืองตากอากาศกลางเกาะเหนือ ที่มีครบทั้งธรรมชาติ, วัฒนธรรม และกิจกรรมผจญภัย ก่อนดินเนอร์คณะเราไปเดินชม “ทะเลสาบเตาโป” (Lake Taupo) ทะเลสาบขนาดยักษ์ที่เกิดจากปล่องภูเขาไฟในอดีต น้ำใสนิ่งท่ามกลางวิวภูเขาและท้องฟ้ากว้าง รุ่งขึ้นได้ไปสัมผัสความยิ่งใหญ่ของ “น้ำตกฮูกา” (Huka Falls) ชมสายน้ำจากแม่น้ำไวกาโตไหลแรงพุ่งผ่านช่องแคบด้วยพลังมหาศาล ก่อนตกจากหน้าผาสูง 11 เมตร สะท้อนแดดระยิบระยับ สายแอดเวนเจอร์ต้องลอง “Rapids Jet” ประสบการณ์นั่งเรือเร็วสุดเร้าใจ ทั้งสนุกทั้งได้สัมผัสความงามของแก่งน้ำเชี่ยวและหุบเขาแคบๆตลอดเส้นทางธรรมชาติของแม่น้ำไวกาโต ขึ้นฝั่งแล้วอย่าลืมจิบเบียร์ท้องถิ่น “Lakeman Brewing” พร้อมแวะซื้อของฝากขึ้นชื่อ “Manuka honey” มีให้เลือกครบที่ “Huka Honey Hive” ศูนย์รวมผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งคุณภาพจากทั่วนิวซีแลนด์ และชมศิลปะการเป่าแก้วที่ “Lava Glass Cafe”

    สีสันของภูมิประเทศอันหลากหลาย, ทัศนียภาพงดงามจนแทบหยุดหายใจ, มรดกวัฒนธรรมเปี่ยมเอกลักษณ์ของชาวเมารี, การผจญภัยใหม่ๆที่รอการค้นพบ บวกกับอาหารและไวน์ชั้นเลิศ บอกเลยว่าเที่ยวได้ครบทุกฤดูกาล “นิวซีแลนด์” พร้อมแล้วที่จะเผยเสน่ห์ให้โลกได้เห็นถึงความมีชีวิตชีวาและพลังยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ.

    ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

    อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ทั้งหมดที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2923181&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s9J-JbXn_mM9j-EqnjXOi

  • “ไมล์ส ไดเชอร์” นักกีฬาเอ็กซ์ตรีมชาวอเมริกัน สร้างประวัติศาสตร์ บินวิงสูทกลางกรุง ครั้งแรกในไทย

    “ไมล์ส ไดเชอร์” นักกีฬาเอ็กซ์ตรีมชาวอเมริกัน สร้างประวัติศาสตร์ บินวิงสูทกลางกรุง ครั้งแรกในไทย

    โดย ดิถดนัย สิริประทีปสุข

    เขียนเมื่อ 28/03/2026 20:00 | อัพเดทล่าสุด 28/03/2026 22:13 56

    เมื่อเช้าวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา ไมล์ส ไดเชอร์ นักกีฬาเอ็กซ์ตรีมระดับตำนานจากทีม Red Bull Air Force สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการกีฬาเอ็กซ์ตรีมของประเทศไทย ด้วยการบินวิงสูท หรือการสวมชุดติดปีกเพื่อร่อนในอากาศลงสู่พื้นดินด้วยความเร็วสูง เป็นครั้งแรกในกรุงเทพมหานคร จากความร่วมมือระหว่าง Red Bull แบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังจากยุโรป, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และเลอบัว โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมและความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวในประเทศ

    ไมล์ส ไดเชอร์ นักกีฬาชาวอเมริกัน เป็นหนึ่งในนักบินผาดโผนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก ด้วยสถิติการกระโดดร่มมากกว่า 12,000 ครั้ง อีกทั้งยังมีบทบาทในวงการฮอลลีวูด ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังฉากแอ็กชันสุดเสี่ยง โดยเป็นผู้ฝึกสอนให้ ทอม ครูซ ในฉากกระโดดร่มพร้อมมอเตอร์ไซค์จากภาพยนตร์ Mission: Impossible – Dead Reckoning และร่วมแสดงความสามารถใน Iron Man 3 นอกจากนี้ “ไมล์ส” ยังเป็นผู้ทำลายสถิติกับการกระโดดร่ม 64 ครั้ง ในเวลา 24 ชั่วโมง ในปี 2560

    การบินวิงสูทครั้งนี้ ไมล์ส ไดเชอร์ กระโดดร่มลงจากเครื่องบินที่บินอยู่เหนือน่านฟ้า ก่อนทะยานผ่านโดมทองโรงแรมเลอบัว กรุงเทพฯ ด้วยความเร็วสูงถึง 260 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ท่ามกลางทัศนียภาพอันงดงามของกรุงเทพมหานคร ก่อนที่จะร่อนตัวควบคุมทิศทางลงจอดบนเรือที่กำลังแล่นอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างแม่นยำ ท่ามกลางภาพอันงดงามของกรุงเทพมหานคร

    “มันว้าวมาก กรุงเทพมหานครสวยงามจริง ๆ ผมแทบไม่อยากเชื่อภาพที่เห็น เพราะผมกระโดดตอนเช้า ช่วงที่พระอาทิตย์กำลังขึ้น แสงสีทองสาดไปทั่วทั้งเมือง ลองนึกภาพดูสิว่ามันจะสวยขนาดไหน สำหรับผม ที่นี่ติดท็อป 4 ของสถานที่ที่เคยบินมาเลย”

    ไมล์ส ไดเชอร์ พูดถึงการตัดสินใจและความท้าทายในการมาบินวิงสูทที่กรุงเทพมหานครว่า “ผมเคยมางานแต่งงานของเพื่อนที่นี่ และประทับใจมาก เมืองสวยจนทำให้ผมอยากมาบินวิงสูทที่นี่ตั้งแต่ตอนนั้น โปรเจกต์นี้ใช้เวลาหลายปีกว่าจะเกิดขึ้น เพราะต้องวางแผนและขออนุญาต รวมถึงต้องดูสภาพอากาศและทิศทางลมด้วย”

    “ผมบินทั้งหมด 2 รอบ และท้าทายทุกรอบ มีความตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะนี่เป็นครั้งแรกในกรุงเทพฯ ด้วยโลเคชันที่มีตึกจำนวนมาก ความยากคือการจำจังหวะให้แม่นยำ ทั้งจังหวะกระโดด กางร่ม และการเลี้ยว ซึ่งทั้งหมดต้องเป็นไปตามแผนที่วางไว้ นี่คือความท้าทายของมัน”

    นอกจากนี้ ไมล์ส ไดเชอร์ ยังแนะนำคนไทยที่สนใจกีฬาชนิดนี้ว่า ในประเทศไทยมีชมรมที่สามารถติดต่อสอบถามและเริ่มต้นฝึกฝนได้ อีกทั้งยังมีหลากหลายสถานที่ที่เหมาะสำหรับการบินวิงสูท ขณะเดียวกัน เจ้าตัวยังเผยว่าอยากกลับมาบินในหลายโลเคชันของไทย โดยเฉพาะหาดไร่เลย์ ตำบลอ่าวนาง อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mainstand.co.th/th/news/9/article/24710&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EK9etxZZhoUhsOs7k0qOa

  • สธ.จับมือ วธ. ผลักดันอาหารถิ่นสู่ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ผ่านมัคคุเทศก์ท้องถิ่นและเครือข่ายในพื้นที่จังหวัดนำร่อง | TOPNEWS

    สธ.จับมือ วธ. ผลักดันอาหารถิ่นสู่ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ผ่านมัคคุเทศก์ท้องถิ่นและเครือข่ายในพื้นที่จังหวัดนำร่อง | TOPNEWS

    สธ.จับมือ วธ. ผลักดันอาหารถิ่นสู่ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ผ่านมัคคุเทศก์ท้องถิ่นและเครือข่ายในพื้นที่จังหวัดนำร่อง

    • เผยแพร่ : 28/03/2026 22:03

    สธ.จับมือ วธ. ผลักดันอาหารถิ่นสู่ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ผ่านมัคคุเทศก์ท้องถิ่นและเครือข่ายในพื้นที่จังหวัดนำร่อง

    เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น. นายสมศักดิ์ กรีชัย รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพ ครู ก. ด้าน การสื่อสารและประชาสัมพันธ์ “การส่งเสริมอาหารเป็นยา” เพื่อรองรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ” พร้อมมอบประกาศนียบัตรให้แก่ผู้ที่เข้ารับการอบรมดังกล่าว โดยมี นางสาวอุบลรัตน์ มโนศิลป์ รองผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทย เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมด้วย ดร. สง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการโภชนาการอิสระ และนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ และนายเอกชัย เกื้อทอง นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมเป็นวิทยากร ณ ห้องประชุมสวรรคโลก โรงแรมคุ้มภูคำ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

    สำหรับการอบรมในครั้งนี้ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โดยสถาบันการแพทย์แผนไทย กลุ่มงานส่งเสริมบริการ ได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพ ครู ก. ด้านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ “การส่งเสริมอาหารเป็นยา เพื่อรองรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพให้กับมัคคุเทศก์ และนักโภชนาการที่ปฏิบัติงานในสถานบริการสาธารณสุขของภาครัฐ ให้มีองค์ความรู้ สามารถถ่ายทอด นำประโยชน์ของการบริโภคอาหารเป็นยา อีกทั้งยังเป็นการยกระดับภูมิปัญญาให้สอดคล้องกับบริบทใหม่ และการบริโภคอาหารของประชาชนที่เหมาสม ลดโอกาสการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) สร้างความแข็งแรง และพัฒนาศักยภาพในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ เพื่มมูลค่าให้กับเมนูอาหารเป็นยาในแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพต่อไป

    vdveev

    531531

    115 ปี “กรมศิลปากร” พร้อมสร้างสรรค์ และต่อยอดมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ

    สธ.จับมือ วธ. ผลักดันอาหารถิ่นสู่ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ผ่านมัคคุเทศก์ท้องถิ่นและเครือข่ายในพื้นที่จังหวัดนำร่อง

    พนักงานส่งพัสดุแปดริ้ว ปรับตัวสู้วิกฤตน้ำมันแพง ใช้พ่วงท้ายมอเตอร์ไซค์ขนของ ประหยัดต้นทุน

    ทรภ.1 ผนึก ศรชล.ภาค 1 คุมเรือลักลอบขนน้ำมันผิดกฎหมาย เข้าตรวจเข้มสัตหีบ

    สมุทรสงคราม///วัดอินทาราม จัดงานลิ้นจี่ช่วยชาวสวน แจกแกงเขียวหวานลิ้นจี่ฟรีเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนญาติโยม

    เปิดป่าช้าเก็บศพไร้ญาติ คอหวยฮือฮา “หลุมปฐมฤกษ์ 39” เซียนสื่อประทับทรง ชาวบ้านแห่จดเลขเสี่ยงโชค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1530785&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25YL8WNQYuuIyj8EwLqAFL

  • ‘ซาบีดา’ เปิดเส้นทางศรัทธาปัตตานี ดัน 7 ไฮไลต์พหุวัฒนธรรม สร้างรายได้ชุมชน

    ‘ซาบีดา’ เปิดเส้นทางศรัทธาปัตตานี ดัน 7 ไฮไลต์พหุวัฒนธรรม สร้างรายได้ชุมชน

    “ซาบีดา” ลุยเปิดเส้นทางพหุวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี ชวนสัมผัสวัฒนธรรม 3 วิถี ดัน 7 ไฮไลต์ Unseen Thai Thai สร้างรายได้กลับสู่ชุมชน

    28 มีนาคม 2569 – นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “เส้นทางตามรอยศรัทธา เมืองพหุวัฒนธรรมปัตตานี จังหวัดปัตตานี” ภายใต้โครงการเส้นทางท่องเที่ยวในมิติศาสนา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี โดยมีนางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าวต้อนรับ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล (Quick Big Win) ที่มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ทางวัฒนธรรมใหม่ (Unseen Thai Thai) เพื่อสร้างสรรค์และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านกิจกรรมท่องเที่ยวในมิติศาสนา อันจะช่วยยกระดับอัตลักษณ์ของพื้นที่ สร้างคุณค่าทางสังคม และสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนและชุมชนอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ จังหวัดปัตตานีถือเป็นพื้นที่ที่มีความโดดเด่นด้านความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทั้งด้านประวัติศาสตร์ ภาษา อาหาร วิถีชีวิต และศาสนา โดยเป็นพื้นที่ที่ผสมผสานความเชื่อของศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ และวัฒนธรรมจีนไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน
    สะท้อนผ่าน “แหล่งเรียนรู้วัฒนธรรม 3 วิถี” ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด

    สำหรับจังหวัดปัตตานี เป็น 1 ใน 20 เส้นทางท่องเที่ยวในมิติศาสนาที่ได้รับการส่งเสริมในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยกรมการศาสนาได้มุ่งพัฒนาศักยภาพวัด ศาสนสถาน และชุมชนโดยรอบ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านศาสนาและวัฒนธรรม ควบคู่กับการส่งเสริมเศรษฐกิจ มีไฮไลต์ Unseen 7 จุดสำคัญ ได้แก่

    1. อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว ชุมชนวัดทรายขาว และมัสยิดนัจมุดดิน มัสยิดโบราณกว่า 300 ปี สะท้อนวิถีชุมชน 2 วัฒนธรรม (พุทธ–มุสลิม) พร้อมกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เช่น เดินป่า นั่งรถจิ๊บโบราณ และเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น 2. วัดราษฎร์บูรณาราม (วัดช้างให้) วัดเก่าแก่กว่า 300 ปี ที่ประดิษฐานหลวงปู่ทวด พระเถราจารย์ผู้มีชื่อเสียง เป็นศูนย์รวมศรัทธาของพุทธศาสนิกชน

    3. เมืองโบราณยะรัง แหล่งโบราณคดีสำคัญของภาคใต้ ซึ่งเชื่อว่าเป็นศูนย์กลางอาณาจักรลังกาสุกะ อายุกว่า 1,000 ปี 4. ศาลเจ้าเล่งจูเกียง (ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว) ศาลเจ้าเก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีความเชื่อเรื่อง “เงินถุงแดง” เพื่อความเป็นสิริมงคล 5. มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ศูนย์กลางศาสนาอิสลามในพื้นที่ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากทัชมาฮาล

    6. มัสยิดกรือเซะ โบราณสถานอายุกว่า 300 ปี โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมอิฐแดงแบบอาหรับ 7. วัดอัครเทวดาคาเบรียล ศูนย์กลางคริสตชนคาทอลิกในจังหวัดปัตตานี สะท้อนบทบาทของคณะธรรมทูตในอดีต

    นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังสามารถสัมผัสวิถีชีวิตชุมชนพหุวัฒนธรรม ผ่านการเลือกซื้อสินค้าและลิ้มลองอาหารพื้นถิ่น อาทิ ไก่ฆอและ ไข่พ่อเฒ่า ข้าวยำปัตตานี ปลาส้ม มะตะบะ โรตีปาแย ละแซ ตูปะซูตง (ปลาหมึกยัดไส้ข้าวเหนียว) ยำส้มแขก และแกงไตปลาน้ำขลุกขลิก รวมถึงผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม เช่น ผ้าจวนตานี ลูกปัดมโนราห์ และผ้าบาติกพิมพ์ลาย ตลอดจนการเช่าบูชาวัตถุมงคล เหรียญหลวงปู่ทวดจากวัดช้างให้

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้วัดและศาสนสถานเป็นศูนย์กลางของชุมชนในการถ่ายทอดคุณธรรมและภูมิปัญญา สร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น และกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม

    ในโอกาสนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา จึงขอเชิญชวนศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ร่วมเดินทางมาสัมผัส “เส้นทางตามรอยศรัทธา เมืองพหุวัฒนธรรมปัตตานี” เพื่อเรียนรู้รากฐานทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย สัมผัสวิถีชีวิตที่เรียบง่าย เปี่ยมด้วยศรัทธา และร่วมสืบสาน อนุรักษ์ และเผยแพร่คุณค่าทางศาสนาและวัฒนธรรมให้คงอยู่อย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรมของประเทศไทยสู่ระดับสากลต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/971199/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ar0_Gk2o7xGr_taOTgclk

  • วันหยุดนี้ ไปเช็คอิน กับ ดอกบัว เทรนด์ใหม่ Gen Z ปลุกเศรษฐกิจ SME

    วันหยุดนี้ ไปเช็คอิน กับ ดอกบัว เทรนด์ใหม่ Gen Z ปลุกเศรษฐกิจ SME

    เทรนด์ “ดอกบัว” จากดอกไม้บูชาพระสู่ไอเทมแฟชั่นสุดชิค: เมื่อ Gen Z ปลุกกระแสซอฟต์พาวเวอร์ไทยให้เป็นไวรัลทั่วประเทศ

    จากกระแสการท่องเที่ยวตามรอยวัฒนธรรมไทยอย่าง “นุ่งยีนส์ห่มสไบ” ที่เคยฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมือง วันนี้กลุ่ม Gen Z ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการเปลี่ยน “ดอกบัว” ที่เดิมทีถูกจดจำในฐานะดอกไม้สำหรับไหว้พระอันเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์และความศรัทธา ให้กลายเป็น ไอเทมแฟชั่นสุดไวบ์ (Vibe) ที่กำลังมาแรงบนแพลตฟอร์ม TikTok และโซเชียลมีเดีย

    จุดเริ่มต้นของกระแสนี้คาดว่ามาจากผู้ใช้งานเอ็กซ์ (Twitter) บัญชี “เอโคโอเค” ที่โพสต์ภาพดอกบัวในแจกันพร้อมระบุถึงความสวยงามในราคาที่ย่อมเยาเพียงช่อละ 30-40 บาท

    จนเกิดเป็นกระแสบอกต่อว่า ดอกไม้ไทยก็สวยงามและนำมาตกแต่งได้ทุกสไตล์ ไม่แพ้ดอกไม้นอกอย่างกุหลาบหรือทิวลิป

    วันหยุดนี้ ไปเช็คอิน กับ ดอกบัว เทรนด์ใหม่ Gen Z ปลุกเศรษฐกิจ SME ซ้อก้าด

    ยิ่งเมื่อเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังอย่าง ซ้อก้าด, เนสตี้ และฟาอัล หยิบมาทำคอนเทนต์ร่วมกับเพลง “ดั่งฝันฉันใด” ของวง Klear ก็ยิ่งทำให้เทรนด์นี้กลายเป็นไวรัลที่ใครก็อยากทำตาม

    การขยายตัวของโลเคชั่น

    จากปากคลองตลาดสู่จุดเช็กอินทั่วประเทศ ความแรงของเทรนด์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ “ปากคลองตลาด” หรือ “สะพานพุทธ” ในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่กำลังขยายวงกว้างไปยังแหล่งท่องเที่ยวและตลาดดอกไม้ในต่างจังหวัด เช่น

    พระนครศรีอยุธยา: วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร, ตลาดเจ้าพรหม และวัดพระราม

    เชียงใหม่: กาดหลวง (ตลาดวโรรส)

    สุราษฎร์ธานี: ตลาดสดริมน้ำตาปี

    ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงพลังของคนรุ่นใหม่ที่ใช้โซเชียลมีเดียขับเคลื่อนวัฒนธรรมไทยให้ดูร่วมสมัยและเข้าถึงง่ายขึ้น (Soft Power) โดยก้าวข้ามกรอบความเชื่อเดิมๆ

    วิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจจากกระแส “ดอกบัวฟีเวอร์”

    เทรนด์นี้ไม่ได้สร้างแค่ยอดไลก์ แต่เป็น โอกาสทองของผู้ประกอบการ ในการปรับตัวเพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้า Gen Z ดังนี้

    ธุรกิจร้านดอกไม้: นอกจากการจำหน่ายดอกบัวแบบเดิม พ่อค้าแม่ค้าสามารถเพิ่มมูลค่าด้วยการ “จัดช่อพับกลีบให้สวยงาม” หรือจำหน่ายเป็นเซ็ตสำหรับให้นำไปพับเอง ซึ่งตอบโจทย์ Gen Z ที่มองว่าการพับดอกบัวช่วยฝึกสมาธิและทำให้จิตใจสงบ

    ธุรกิจคาเฟ่และร้านอาหาร: สามารถนำดอกบัวมาใช้เป็น องค์ประกอบในการตกแต่งร้าน (Photo Spot) หรือจัดทำเมนูเครื่องดื่มและขนมที่มีดอกบัวเป็นส่วนประกอบ เพื่อสร้างจุดเด่นให้ลูกค้าเข้ามาทำคอนเทนต์

    ธุรกิจแฟชั่นและเสื้อผ้า: แบรนด์สามารถออกแบบชุดที่ แมตช์กับสีชมพูละมุนของดอกบัว หรือจัดทำแคมเปญถ่ายภาพสินค้าโดยใช้ดอกบัวเป็นพร็อพ เพื่อสื่อสารถึงความทันสมัยที่ผสมผสานความเป็นไทย

    ธุรกิจท่องเที่ยวและท้องถิ่น: แหล่งท่องเที่ยวในต่างจังหวัดที่มีนาบัวหรืออยู่ใกล้ตลาดดอกไม้ สามารถจัดกิจกรรมหรือมุมถ่ายรูปที่ล้อไปกับเทรนด์นี้ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเช็กอินในพื้นที่มากขึ้น

    การที่ดอกบัวกลายเป็นสินค้าแฟชั่นที่ “ราคาคุ้มและถูก” ทำให้เข้าถึงคนได้ทุกกลุ่ม ซึ่งหากผู้ประกอบการสามารถหยิบจับกระแสนี้มาปรับใช้ได้อย่างรวดเร็ว จะเป็นการเพิ่มโอกาสทางการค้าในช่วงที่วัฒนธรรมไทยกำลังอยู่ในกระแสความสนใจของคนรุ่นใหม่ได้อย่างยั่งยืน

    ข้อมูลประกอบhttps://www.khaosod.co.th/sentangsedtee/featured/article_324232

    ขอบคุณภาพจากhttps://www.facebook.com/photo?fbid=922585750644175&set=pcb.922587517310665

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/740068&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bUmVNERX0g-z2Y7L_jP16

  • ท่องเที่ยวทรุดหนัก! “พิษน้ำมันแพง” เล่นงานสุรินทร์ แพลอยน้ำรายได้วูบเกินครึ่ง นักท่องเที่ยวหาย-ร้านค้าร้องรัฐเร่งแก้ด่วน

    ท่องเที่ยวทรุดหนัก! “พิษน้ำมันแพง” เล่นงานสุรินทร์ แพลอยน้ำรายได้วูบเกินครึ่ง นักท่องเที่ยวหาย-ร้านค้าร้องรัฐเร่งแก้ด่วน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/137824&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WYwGS6HqpFQbvMq7tg9KE

  • สุดทน! พลังงานแพงถล่มท่องเที่ยวภูเก็ต ต้นทุนโรงแรมพุ่ง 25% ขนส่งแตะ 40%

    สุดทน! พลังงานแพงถล่มท่องเที่ยวภูเก็ต ต้นทุนโรงแรมพุ่ง 25% ขนส่งแตะ 40%

    วันนี้ (วันที่ 28 มีนาคม 2569)นายธเนศ ตันติพิริยะกิจ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า การปรับตัวสูงขึ้นของราคาพลังงานในปัจจุบันกำลังกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรม กลุ่มรถสาธารณะ เช่น รถแท็กซี่ รถโดยสาร รถทัวร์ รวมถึงขนส่งทางทะเล เช่น เรือนำเที่ยวและเรือสปีดโบ๊ท ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของจังหวัด

    อ้างอิงผลการศึกษาของ รศ.ดร.ชยานนท์ ภู่เจริญ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่า พลังงานเป็นต้นทุนสำคัญของภาคท่องเที่ยว โดยภาคขนส่งมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานสูงถึง 39–48%

    ขณะที่ธุรกิจโรงแรมมีสัดส่วนประมาณ 24% ของต้นทุนรวม ส่งผลให้ทั้งสองภาคส่วนได้รับผลกระทบโดยตรงเมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้ แม้ธุรกิจร้านอาหารจะมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานโดยตรงไม่สูงมาก แต่ยังคงได้รับผลกระทบผ่านต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่ปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย และส่งผลต่อค่าใช้จ่ายโดยรวมของนักท่องเที่ยว

    ธเนศ ตันติพิริยะกิจ

    จากการจำลองสถานการณ์ในงานวิจัย หากราคาพลังงานปรับเพิ่มขึ้น 10% จะส่งผลให้ต้นทุนโรงแรมเพิ่มขึ้นประมาณ 5% และภาคขนส่งเพิ่มขึ้นกว่า 7% อย่างไรก็ตาม หากเกิดสถานการณ์รุนแรงที่ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นถึง 50% ต้นทุนโรงแรมอาจเพิ่มสูงถึง 25.7% ขณะที่ภาคขนส่งอาจเพิ่มขึ้นถึง 38.5% ซึ่งสะท้อนถึงแรงกระแทกต่อทั้งระบบอุตสาหกรรม

    นายกสมาคมฯ ระบุว่า ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวมีแนวโน้มจะถูกส่งต่อไปยังราคาห้องพัก ค่าอาหาร โปรแกรมท่องเที่ยวทั้งทางบกและทางทะเล รวมถึงค่าเดินทางของนักท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดโลกในระยะยาว

    โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนและไม่สามารถดูดซับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้เท่าผู้ประกอบการรายใหญ่

    พร้อมกันนี้ สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตได้เสนอชุดมาตรการเร่งด่วนและเชิงโครงสร้าง” เพื่อบรรเทาผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม โดยเสนอให้ภาครัฐพิจารณา ตรึงราคาน้ำมันดีเซลในระดับเป้าหมายสำหรับภาคท่องเที่ยว ผ่านกลไกกองทุนน้ำมัน

    ควบคู่กับการกำหนด “Tourism Fuel Rate” หรือราคาน้ำมันเฉพาะสำหรับภาคท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการกำหนดอัตราราคาพิเศษให้กับผู้ประกอบการขนส่งนักท่องเที่ยว เช่น รถรับส่งโรงแรม รถทัวร์ และเรือท่องเที่ยว ผ่านระบบบัตรหรือการคืนเงินตามปริมาณการใช้งานจริง เพื่อลดต้นทุนในภาคขนส่งซึ่งเป็นต้นทุนหลักของทั้งระบบ และป้องกันการส่งผ่านต้นทุนไปยังนักท่องเที่ยว

    ในด้านภาษี เสนอให้มีการ ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันชั่วคราว 6–12 เดือน และออกมาตรการ Energy Tax Credit ให้ผู้ประกอบการสามารถนำค่าไฟฟ้าและค่าน้ำมันไปหักภาษีได้โดยตรง

    ขณะเดียวกันควรมีมาตรการเฉพาะสำหรับ SMEs เช่น การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลชั่วคราว การพักชำระหนี้ หรือการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยประคองสภาพคล่องในช่วงที่ต้นทุนผันผวน เพื่อรักษา demand ของตลาด

    เสนอให้ภาครัฐเร่งออก โครงการ “คนละครึ่งพลัสท่องเที่ยว” โดยขยายรูปแบบจากคนละครึ่งเดิมให้ครอบคลุมค่าที่พัก ค่าเดินทาง และกิจกรรมท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและช่วยดูดซับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นโดยไม่กระทบราคาขายมากเกินไป

    ในขณะเดียวกัน สมาคมฯ เห็นว่าควรมีมาตรการช่วยเหลือสายการบินควบคู่กันไป เนื่องจากต้นทุนพลังงานเป็นต้นทุนหลักของสายการบินเช่นกัน โดยเสนอให้มีการ ลดภาษีน้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) ชั่วคราว และ ลดค่าธรรมเนียมสนามบิน เช่น landing fee และ passenger service charge

    รวมถึงการจัดทำ แพ็กเกจส่งเสริมเส้นทางบิน (Route Incentive Package) สำหรับเส้นทางระยะไกล เพื่อรักษาและเพิ่มจำนวนเที่ยวบินเข้าสู่ประเทศไทย

    นอกจากนี้ ยังเสนอแนวคิด การแบ่งเบาความเสี่ยงร่วมกับสายการบิน (Load Factor Support) ในบางเส้นทางใหม่หรือเส้นทางยุทธศาสตร์ เพื่อจูงใจให้สายการบินเปิดหรือคงเส้นทางบินไว้ในช่วงที่ต้นทุนสูงและ demand ยังไม่ฟื้นเต็มที่

    ในระยะกลาง เสนอให้จัดตั้งโครงการ “Solar for Tourism” โดยรัฐร่วมลงทุน 30–50% สำหรับการติดตั้ง Solar rooftop ในโรงแรมและธุรกิจท่องเที่ยว พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs

    นอกจากนี้ ยังเสนอแนวคิด “Green Transport Corridor” ในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต โดยสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า เช่น EV shuttle และ EV boat พร้อมโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อปรับโครงสร้างต้นทุนพลังงานของระบบขนส่งทั้งเกาะในระยะยาว

    ขณะเดียวกัน เสนอให้มีการจัดตั้ง กองทุนพยุงต้นทุนพลังงานภาคท่องเที่ยว (Tourism Energy Stabilization Fund) เพื่อช่วยรองรับความผันผวนของราคาพลังงาน และให้การช่วยเหลืออย่างตรงจุด โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่มีความเปราะบางสูง

    “มาตรการเหล่านี้ต้องดำเนินการควบคู่กันทั้งระบบ ตั้งแต่สายการบิน ขนส่ง ไปจนถึงโรงแรม หากขาดส่วนใดส่วนหนึ่ง จะส่งผลต่อทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม และสุดท้ายจะสะท้อนออกมาในราคาที่นักท่องเที่ยวต้องจ่าย” นายกสมาคมฯ กล่าว

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนยืนยันความพร้อมในการร่วมมือกับภาครัฐในการยกระดับประสิทธิภาพด้านพลังงาน และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/655155&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2njoNsFdgNLQ81FP4RJK5M

  • สวรรค์ทะเลอันดามัน!

    สวรรค์ทะเลอันดามัน!

    สวรรค์ทะเลอันดามัน! ‘เกาะไข่นอก’ น้ำใส-ทรายขาว พร้อมรับ นทท.ด้วยมิตรชาวใต้

    วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.33 น.

    ปักหมุดสวรรค์อันดามัน ‘เกาะไข่นอก’ พังงา! น้ำใส ทรายขาว เที่ยวได้ทั้งปี ย้ำพิกัดเขตอำเภอเกาะยาว พร้อมรับนักท่องเที่ยวด้วยมิตรภาพชาวใต้

    วันที่ 28 มี.ค. 69 บรรยากาศการท่องเที่ยวทางทะเลของจังหวัดพังงายังคงมีความคึกคักอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่ “เกาะไข่นอก” แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังในพื้นที่ตำบลพรุใน อำเภอเกาะยาว ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่ต้องการสัมผัสความงามของท้องทะเลอันดามันอย่างใกล้ชิด

    ‘เกาะไข่นอก’ มีลักษณะเป็นเกาะขนาดเล็ก โดดเด่นด้วยหาดทรายขาวละเอียดรูปครึ่งวงรียาวกว่า 600 เมตร ล้อมรอบด้วยน้ำทะเลสีฟ้าใสจนสามารถมองเห็นฝูงปลาว่ายวนอยู่ใกล้ชายฝั่ง เหมาะสำหรับการเล่นน้ำ ถ่ายภาพ และดำน้ำตื้นชมแนวปะการังเขากวางที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ โดยเกาะแห่งนี้มีข้อได้เปรียบคือสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี

    ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวหมุนเวียนเดินทางมาพักผ่อนที่เกาะไข่นอกตลอดทั้งวัน ทั้งกลุ่มที่เดินทางมาจากจังหวัดภูเก็ตและพังงา โดยบนเกาะมีชาวบ้านในพื้นที่คอยให้บริการอย่างเป็นกันเอง ทั้งร้านอาหาร เครื่องดื่ม และสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างเก้าอี้ชายหาดและร่มกันแดด สร้างรายได้และกระจายโอกาสสู่ชุมชนอย่างแท้จริง

    นอกจากความสวยงามแล้ว ทางพื้นที่ยังได้เน้นย้ำเรื่องความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับพิกัดที่ตั้ง โดยยืนยันว่า หมู่เกาะไข่ (เกาะไข่ใน, เกาะไข่นอก และเกาะไข่นุ้ย) ทั้งหมดตั้งอยู่ในเขตอำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ไม่ได้อยู่ในจังหวัดภูเก็ตตามที่บริษัทนำเที่ยวบางแห่งโฆษณาไว้

    ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสเสน่ห์ของทะเลพังงาแบบดั้งเดิม สามารถติดต่อใช้บริการเรือนำเที่ยวของชาวบ้านได้โดยตรงที่ ท่าเรือโล๊ะจาก อำเภอเกาะยาว หรือลงเรือจากท่าเรือในจังหวัดภูเก็ตซึ่งใช้เวลาเดินทางเพียงไม่นาน เพื่อร่วมสนับสนุนการท่องเที่ยวโดยชุมชนและสัมผัสความงามของธรรมชาติอย่างยั่งยืน

    ///////-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/955374&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ocg3q_rl4GA1psuHrdHfk

  • ททท. คาดสงกรานต์ 2569 เงินสะพัด 3 หมื่นล้าน เตรียมจัดงาน ‘มหาสงกรานต์’ ปีนี้ปักหมุดสวนเบญจกิติ

    ททท. คาดสงกรานต์ 2569 เงินสะพัด 3 หมื่นล้าน เตรียมจัดงาน ‘มหาสงกรานต์’ ปีนี้ปักหมุดสวนเบญจกิติ

    ททท. คาดเทศกาลสงกรานต์ 2569 เงินสะพัด 3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% เตรียมจัดงานใหญ่ Maha Songkran World Water Festival 2026 ตั้งแต่วันที่ 11-15 เมษายน 2569 ณ บริเวณสวนเบญจกิติและโรงงานยาสูบเดิม

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11-15 เม.ย. 2569 คาดว่าจะมีการเดินทางท่องเที่ยวของทั้งตลาดนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศประมาณ 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยในปีนี้ ททท.ยังคงรูปแบบการจัดงาน Maha Songkran World Water Festival 2026 เย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์ 2569 อย่างยิ่งใหญ่

    สำหรับตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยประมาณ 500,000 คน เพิ่มขึ้น 4% สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 8,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% เทียบช่วงเดียวกันของปี 2568 ส่วนตลาดในประเทศ คาดว่าจะมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย เดินทางจำนวน 5,963,000 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 7% สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 22,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% โดยหากไม่มีปัญหาวิกฤติพลังงาน มองว่าจำนวนและรายได้น่าจะเพิ่มมากกว่านี้ประมาณ 5-7%

    นางสาวฐาปนีย์ กล่าวว่า การจัดงานสงกรานต์ 2569 จะจัดอย่างยิ่งใหญ่เช่นทุกปี โดยงานหลักในกรุงเทพฯ ที่ ททท.เป็นผู้จัดเอง คืองาน Maha Songkran World Water Festival 2026 ตั้งแต่วันที่ 11-15 เมษายน 2569 ณ บริเวณสวนเบญจกิติและโรงงานยาสูบเดิม มุ่งเน้นการนำเสนออัตลักษณ์ประเพณีสงกรานต์ไทยผ่านศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อตอกย้ำความเป็นเทศกาลงานประเพณีระดับโลก โดยสอดแทรกแนวคิดย้อนยุค ปัจจุบัน และร่วมสมัย ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้เข้าร่วมกิจกรรม 

    และงาน Saneh Art by Songkran Festival 2026 จัดตั้งแต่วันที่ 10-30 เมษายน 2569 ณ อุทยานเบญจสิริ (สวนเบญจสิริ) และลานคนเมือง (ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร) นำเสนอเสน่ห์ ศิลปะ อัตลักษณ์ความเป็นไทยมาถอดรหัสและตีความใหม่ ใส่งานศิลป์โดยเชื่อมโยงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลสงกรานต์ ผ่านงานศิลปะร่วมสมัยที่สร้างสรรค์ โดยศิลปินไทยที่เป็นเจ้าของคาแรกเตอร์ (Character) ที่เป็นที่รู้จัก สะท้อนถึงคุณค่า เอกลักษณ์ และเสน่ห์ของเทศกาลสงกรานต์ไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1227196&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3c_USlGT6mPbaEOlNx9JX2

  • นักท่องเที่ยว ไทย-เทศ ยังแน่น แห่เที่ยวเกาะช้างแม้น้ำมันแพง

    นักท่องเที่ยว ไทย-เทศ ยังแน่น แห่เที่ยวเกาะช้างแม้น้ำมันแพง

    นักท่องเที่ยว ไทย-เทศ ยังแน่น แห่เที่ยวเกาะช้างแม้น้ำมันแพง

    วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้สถานการณ์ราคาน้ำมันแพงขึ้นทั้งเบนซินและดีเซล ทำให้นักท่องเที่ยวไม่กล้าเดินทางมาท่องเที่ยวในช่วงนี้ เนื่องจากการเดินทางมาโดยรถยนต์ส่วนตัวมีค่าต้นทุนที่เป็นราคาน้ำมันจึงตัดสินใจเลื่อนการเดินทางหรือท่องเที่ยวในจังหวัดใกล้ๆ ที่บริเวณท่าเทียบเรือเฟอร์รี่“เกาะช้างเฟอร์รี่”ต.คลองใหญ่ อ.แหลมงอบ จ.ตราด ตั้งช่วง 10.00 น.วันที่ 27 มีนาคม 2569 ยังคงมีนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวยังอำเภอเกาะช้างอย่างต่อเนื่อง โดยมีกลุ่มทัวร์ต่างชาติ และนักท่องเที่ยวไทยเดินทางมาลงเรือเฟอร์รี่จำนวนมาก และไม่ต้องต่อคิวนานเพียงต่อต้องรอลงเฟอร์รี่นานประมาณ 30 นาที เพื่อรอให้รถยนต์เต็มลำและเดินทางออก ซึ่งเที่ยวเวลา 11.00 น.ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    นายวิชิต สุกะสูยานนท์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจ.ตราด เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันแพง มีผลต่อการตัดสินใจในการเดินทางท่องเที่ยว จะเห็นได้จากยอดจองห้องพักที่ลดลงในช่วงสงกรานต์ซึ่งแตกต่างจากปี 2568 อย่างเห็นได้ชัด แม้แต่แพลตฟอร์มการจองที่พักออนไลน์ชื่อดังที่มักจัดโปรโมชั่นราคาพิเศษก็ยังไม่สามารถกระตุ้นยอดจองให้ขยับตัวขึ้นได้ เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปสู่การประหยัดและเฝ้าระวังสถานการณ์ หากสงครามยังไม่มีทีท่าจะยุติภายในเร็ววัน ความวิตกกังวลเรื่องน้ำมันขาดแคลนจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น และจะกลายเป็นปัจจัยหลักที่ทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวที่เคยเป็นความหวังของผู้ประกอบการ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/955281&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MzrShBbMevW4GdSJgaAnm