Category: ท่องเที่ยว

  • พาณิชย์ ลุยเกาะลันตา จ.กระบี่ เช็คบิลนอมินี ลั่นฟันไม่เลี้ยง! ธุรกิจต่างชาติแฝงตัว : อินโฟเควสท์

    พาณิชย์ ลุยเกาะลันตา จ.กระบี่ เช็คบิลนอมินี ลั่นฟันไม่เลี้ยง! ธุรกิจต่างชาติแฝงตัว : อินโฟเควสท์

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดปฏิบัติการเชิงรุกปราบ “นอมินี” ธุรกิจท่องเที่ยว ลงพื้นที่เกาะลันตา จ.กระบี่ ตรวจเข้มกลุ่มเป้าหมายที่เสี่ยงสูงกลุ่มธุรกิจโรงแรม บริษัทนำเที่ยว ธุรกิจดำน้ำ และธุรกิจร้านอาหาร พบ 5 ราย เข้าข่ายผิดกฎหมาย อำพรางบัญชี โยกทรัพย์สินกลับประเทศ และเลี่ยงภาษี เร่งส่งไม้ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเอาผิดทางกฎหมายให้ถึงที่สุด สกัดทุนต่างชาติแฝง สร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการดี

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 26-27 มี.ค.69 กรมฯ ได้ส่งทีมปราบนอมินีลงพื้นที่ ณ เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมการท่องเที่ยว โดยสำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคใต้ เขต 2 สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกระบี่ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดกระบี่ เพื่อตรวจสอบนอมินีและผู้ประกอบการต่างด้าว ที่ฝ่าฝืนพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยลงพื้นที่เป้าหมายที่เป็นสถานประกอบการในกลุ่มธุรกิจโรงแรม บริษัทนำเที่ยว ธุรกิจดำน้ำ และธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งธุรกิจดังกล่าว ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงจากข้อมูลเชิงลึกด้านทะเบียนนิติบุคคล และธุรกรรมทางการเงิน

    โดยผลการลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจในจังหวัดกระบี่ พบว่า มี 5 ธุรกิจที่เข้าข่ายกระทำความผิด สำหรับพฤติการณ์ของธุรกิจนอมินีที่ตรวจพบ ส่วนใหญ่จะเป็นการให้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนต่างชาติ หรือบริหารกิจการแทนโดยไม่มีอำนาจที่แท้จริง ซึ่งเข้าข่ายฝ่าฝืนพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้านการท่องเที่ยวและการประกอบธุรกิจโรงแรม และ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522

    ประกอบกับจากการสอบสวนเบื้องต้น พบว่า บางรายมีการจัดทำเอกสารทางบัญชีและโครงสร้างผู้ถือหุ้น เพื่ออำพรางแหล่งที่มาของเงินลงทุน และมีการโยกย้ายผลประโยชน์กลับไปยังต่างประเทศอย่างเป็นระบบ สะท้อนให้เห็นถึงเครือข่ายการดำเนินธุรกิจที่มีลักษณะซับซ้อน และอาจเชื่อมโยงกับการหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งกรมฯ จะส่งข้อมูลที่ตรวจพบในครั้งนี้ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และกรมสรรพากร เพื่อดำเนินการทางกฎหมายขั้นสูงสุดต่อไป”

    “การปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายเชิงรุกของรัฐบาล และกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งรักษาความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวไทย และต่างชาติ โดยการจัดระเบียบธุรกิจท่องเที่ยวไทยเดินหน้าเข้าสู่เฟสเข้มข้น เร่งตรวจสอบการดำเนินธุรกิจที่เข้าข่ายผิดกฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการใช้นอมินีอำพรางการถือหุ้นของชาวต่างชาติ ซึ่งถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยมาอย่างต่อเนื่อง” นายพูนพงษ์ ระบุ

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวด้วยว่า ปัญหาเหล่านี้ ล้วนส่งผลกระทบที่สร้างความเสียหายต่อธุรกิจท่องเที่ยวของไทย ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงการฝ่าฝืนกฎหมายเท่านั้น แต่ยังบิดเบือนโครงสร้างธุรกิจ ที่ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรมของธุรกิจไทย โดยธุรกิจที่มีทุนต่างชาติแฝงมักมีความได้เปรียบด้านเงินทุน ทำให้สามารถตัดราคา หรือขยายกิจการได้รวดเร็ว ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบในระยะยาว การปล่อยให้ธุรกิจนอมินีขยายตัว จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย ทั้งในด้านการแข่งขันด้านราคา การเข้าถึงทรัพยากร และการผูกขาดตลาดในบางพื้นที่ท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน ยังทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีจำนวนมาก และบั่นทอนภาพลักษณ์ความโปร่งใสของประเทศในสายตานักลงทุนต่างชาติ

    “การกระทำดังกล่าว เข้าข่ายความผิดทั้งทางอาญา และทางปกครอง โดยผู้กระทำความผิดมีโทษตามกฎหมาย จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในกรณีที่ยังฝ่าฝืนต่อเนื่อง มีโทษปรับรายวันเพิ่มเติม นอกจากนี้ ผู้ที่ให้การสนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจ เช่น ผู้ถือหุ้นนอมินี นักบัญชี หรือที่ปรึกษาทางกฎหมาย อาจถูกดำเนินคดีในฐานะผู้ร่วมกระทำความผิด” นายพูนพงษ์ กล่าว

    พร้อมเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการถือหุ้น และการบริหารกิจการที่ต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริง พร้อมเตือนว่าการรับจ้างเป็นนอมินี แม้ว่าจะได้รับผลตอบแทนเพียงเล็กน้อย แต่ไม่คุ้มค้ากับความเสี่ยงสูงต่อการถูกดำเนินคดีและผลกระทบในอนาคตตามมา

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/580916&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yrCpf5z4KGbKvS8DpRonL

  • ทำไม ‘Sleep Tourism’ ถึงกลายเทรนด์ท่องเที่ยวที่คนยุคนี้ต้องการมากที่สุด

    ทำไม ‘Sleep Tourism’ ถึงกลายเทรนด์ท่องเที่ยวที่คนยุคนี้ต้องการมากที่สุด

    ใครจะเชื่อว่าในยุคที่เราสามารถครอบครองความสะดวกสบายได้เพียงปลายนิ้ว สิ่งที่คนเมืองโหยหามากที่สุดกลับเป็น ‘การนอน’ นอนแบบครบชั่วโมง แบบมีคุณภาพ ตื่นมารู้สึกสดชื่น หัวไม่หนืด สมองเฟรช มีเรี่ยวแรงออกไปทำกิจกรรมแบบเต็มเปี่ยม ค่านิยมแบบ Hustle Culture และกงล้อของระบบทุนนิยมบีบคั้นให้คนเมืองวิ่งวุ่นทำงานหนักจนละเลยการพักผ่อน รู้ตัวอีกทีก็มีสารพัดโรคที่เกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอมารุมเร้า

    คำว่า ‘ความหรูหรา’ จึงถูกนิยามใหม่ ไม่ใช่แค่การสวมใส่นาฬิกาเรือนแพงหรือการพักในวิลล่าหรูเพื่อถ่ายรูปอวดใคร แต่คือการได้ครอบครอง ‘เวลาว่าง’ ที่บริสุทธิ์และการได้นอนหลับลึกอย่างมีคุณภาพ (Quality Sleep) ท่ามกลางกระแส Longevity ที่ผู้คนหันมาลงทุนกับอายุขัยที่ยืนยาว เทรนด์ Sleep Tourism จึงไม่ใช่แค่แฟชั่นชั่วคราวของนักเดินทาง แต่เป็นวิถีแห่งการเอาตัวรอดที่คนยุคนี้ยอมจ่ายเพื่อแลกกับความสดชื่นที่เงินเคยซื้อไม่ได้

    ภาพปก: ‘Sleep Tourism’ เทรนด์ท่องเที่ยวที่คนยุคนี้ต้องการมากที่สุด 1

    ภาพปก: ‘Sleep Tourism’ เทรนด์ท่องเที่ยวที่คนยุคนี้ต้องการมากที่สุด 2

    เหตุใดการนอนจึงกลายเป็นวาระระดับโลกที่เราต้องดิ้นรนออกไปไขว่คว้าถึงต่างถิ่น?

    ข้อมูลจากวารสาร Sleep Epidemiology เผยสถิติที่น่าตกใจว่า ประชากรผู้ใหญ่เกือบ 1 ใน 3 ทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตการนอนไม่หลับ ซึ่งเป็นชนวนเหตุบ่อนทำลายระบบภูมิคุ้มกันไปจนถึงสภาวะทางอารมณ์ เมื่อ ‘บ้าน’ ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับการพักผ่อนอีกต่อไป เพราะถูกรบกวนด้วยแสงสีฟ้าจากหน้าจอและความเครียดที่ตามติดมาในสมาร์ทโฟน นักพักผ่อนยุคใหม่จึงต้องออกแสวงหา ‘Safe Zone’ แห่งใหม่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง เพื่อรีเซ็ตนาฬิกาชีวิต (Circadian Rhythm) และพวกเขาเลือกเปลี่ยนการท่องเที่ยวให้เป็นการฟื้นฟูจิตวิญญาณผ่านการหลับใหลอย่างแท้จริง

    แต่เดิมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) มักเน้นไปที่การทำสปา การเล่นโยคะ หรือการกินอาหารออร์แกนิก แต่ Sleep Tourism ยกระดับไปอีกขั้นด้วยการใช้ ‘วิทยาศาสตร์การนอน’ เข้ามาเกี่ยวข้อง โรงแรมระดับโลกไม่ได้ทำแค่เลือกที่นอนนุ่มๆ แต่มีการลงทุนในเทคโนโลยีควบคุมอุณหภูมิห้องที่เหมาะสม เช่น ปรับอุณภูมิให้ห้องให้เย็นประมาณ 18-20 องศาเซลเซียส, จัดแสงไฟอย่างไรให้ไร้คลื่นแสงรบกวนเมลาโทนิน หรือแม้แต่การการใช้กลิ่นบำบัดที่ผ่านการทดลองทางคลินิกว่าช่วยให้คลื่นสมองสงบลง

    การเปลี่ยนสถานที่ส่งผลต่อสมองอย่างไร?

    นักจิตวิทยาชี้ให้เห็นว่าการเดินทางเพื่อไปนอนมีผลเชิงบวกต่อ ‘Neuroplasticity’ หรือความยืดหยุ่นของสมอง การนำตัวเองออกจากสิ่งแวดล้อมเดิมที่สมองจดจำว่าเป็นพื้นที่แห่งความเครียด เช่น ห้องนอนที่มีโต๊ะทำงานตั้งอยู่ข้างๆ ไปสู่สถานที่ใหม่ที่นิยามว่าเป็น ‘พื้นที่แห่งการพักผ่อน’ จะช่วยลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ งานวิจัยจาก Stanford University ยังระบุว่าการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมไปยังที่ที่มีธรรมชาติรายล้อม ช่วยให้การนอนหลับลึก (Deep Sleep) ยาวนานขึ้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้ดีที่สุด

    ภาพปก: ‘Sleep Tourism’ เทรนด์ท่องเที่ยวที่คนยุคนี้ต้องการมากที่สุด 3

    ภาพ:The Cadogan, A Belmond Hotel

    ตัวอย่างรีสอร์ตและโรงแรมที่ทำให้เราหลับสบาย

    เดิมทีการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) มักเน้นไปที่การทำสปา การเล่นโยคะ หรือการกินอาหารออร์แกนิก แต่ Sleep Tourism ยกระดับไปอีกขั้นด้วยการใช้ ‘วิทยาศาสตร์การนอน’ เข้ามาเกี่ยวข้อง โรงแรมระดับโลกไม่ได้ทำแค่เลือกที่นอนนุ่มๆ แต่มีการลงทุนในเทคโนโลยีควบคุมอุณหภูมิห้องที่เหมาะสม เช่น ปรับอุณภูมิให้ห้องให้เย็นประมาณ 18-20 องศาเซลเซียส, จัดแสงไฟอย่างไรให้ไร้คลื่นแสงรบกวนเมลาโทนิน หรือแม้แต่การการใช้กลิ่นบำบัดที่ผ่านการทดลองทางคลินิกว่าช่วยให้คลื่นสมองสงบลง และนี่ตัวอย่างโรงแรมที่จริงจังเรื่องการนอนเป็นที่สุด

    1. The Cadogan, A Belmond Hotel

    ลอนดอน, อังกฤษ

    มีบริการ ‘Sleep Concierge’ อย่างเต็มรูปแบบ โดยร่วมมือกับนักสะกดจิตบำบัดชื่อดัง เพื่อสร้างไฟล์เสียงนำสมาธิก่อนนอน มีบริการเมนูหมอนที่มีความสูงและวัสดุต่างกันตามสรีระ รวมถึง ‘Bedtime Tea’ สูตรเฉพาะที่ช่วยให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขก่อนเข้าสู่ภวังค์

    2. Six Senses

    ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

    ถือเป็นผู้นำด้านนี้ด้วยโปรแกรม ‘Sleep With Six Senses’ ซึ่งก่อนที่แขกจะเข้าพัก จะมีการส่งแบบสอบถามเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการนอน จากนั้นโรงแรมจะเตรียมชุดเครื่องนอนผ้าฝ้ายออร์แกนิก เครื่องวัดคุณภาพการนอน (Sleep Tracker) และหากเลือกโปรแกรมระยะยาว จะมีผู้เชี่ยวชาญคอยวิเคราะห์ข้อมูลการนอนรายวันเพื่อปรับโปรแกรมอาหารและการออกกำลังกายให้ส่งเสริมการนอนในคืนถัดไป

    3. Hästens Sleep Spa

    โกอิมบรา, โปรตุเกส

    แบรนด์เตียงนอนที่แพงที่สุดในโลกจากสวีเดนเปิดโรงแรมของตัวเอง เพื่อให้แขกได้สัมผัสประสบการณ์การนอนบนเตียงราคาหลักล้านบาท ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบและการออกแบบห้องพักที่เน้นเรื่องเสียงสะท้อน (Acoustics) เพื่อความเงียบสงัดระดับสูงสุด แม้ตอนนี้อยู่ภายใต้การบริหาร CBR Boutique Hotel โดยตรงแต่ที่นอนและบรรยากาศยังเหมือนเดิมเป๊ะ

    4. Kamalaya Koh Samui

    สมุย, ไทย

    ที่นี่เชื่อว่าการนอนไม่หลับเป็นเพียงปลายเหตุของความไม่สมดุลในร่างกาย โปรแกรม Sleep Enhancement จึงเน้นวิถีองค์รวม (Holistic) โดยมีการทำงานร่วมกันระหว่างที่ปรึกษาด้านธรรมชาติบำบัด (Naturopath) และแพทย์แผนจีน เพื่อวิเคราะห์ว่าอะไรคือตัวขัดขวางการนอนที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นความเครียดสะสม ฮอร์โมนที่ผิดเพี้ยน หรือระบบประสาทที่ตื่นตัวตลอดเวลา ผ่านการทำสมาธิ (Meditation), การฝึกลมหายใจ (Breathwork) ไปจนถึงโภชนาการบำบัดและสมุนไพร

    5. Chiva-Som Hua Hin

    หัวหิน, ไทย

    นำเสนอทางออกในเชิงการแพทย์ที่เข้มข้นสำหรับผู้ที่มีปัญหาการนอนเรื้อรังกับโปรแกรม Sleep Enhancement ที่ตรวจไปถึงการตรวจวัดสัญญาณชีพและการหายใจขณะหลับ รวมถึงการตรวจระดับฮอร์โมนเมลาโทนินและคอร์ติซอลในช่วงเวลาต่างๆ ของวัน เพื่อหาจุดที่นาฬิกาชีวิตผิดเพี้ยนไป ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญจะนำผลตรวจมาสร้างโรดแมปใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การปรับพฤติกรรมก่อนนอน (Sleep Hygiene) ไปจนถึงการปรับไลฟ์สไตล์ในระยะยาว

    ในอนาคตอันใกล้ Sleep Tourism จะไม่ใช่เรื่องของคนรวยเท่านั้น แต่จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมโรงแรม ตั้งแต่ระดับบูทีคโฮเทลไปจนถึงโฮสเทล ที่ต้องเริ่มพิจารณาเรื่องการป้องกันเสียงรบกวน (Soundproofing) และคุณภาพของแสงไฟ เพราะนักเดินทางยุค 2026 ไม่ได้มองหาแค่ ‘ที่ซุกหัวนอน’ แต่พวกเขามองหา ‘การฟื้นคืนชีพ’ (Restoration) เพื่อให้พร้อมกลับไปเผชิญหน้ากับโลกที่วุ่นวายอีกครั้ง การลงทุนกับทริปนอนหลับจึงไม่ใช่การเสียเวลาเปล่า แต่มันคือการลงทุนกับทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในชีวิต นั่นคือ ‘พลังงานและสุขภาพจิต’ ของเรานั่นเอง

    ภาพ: Shutterstock, The Cadogan, A Belmond Hotel, พลอยจันทร์ สุขคง

    ABOUT THE AUTHOR

    พลอยจันทร์ สุขคง

    Senior Content Creator ประจำกองไลฟ์สไตล์ สำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/life/sleep-tourism-new-travel-trend/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eaPMNUCT9hRMwOZsFllbV

  • ททท. ชวนสุขทันทีที่เที่ยวไทยกับเซเว่น อีเลฟเว่น เที่ยวเมืองไทย ใกล้ไกล อยู่ที่ไหนก็เที่ยวได้

    ททท. ชวนสุขทันทีที่เที่ยวไทยกับเซเว่น อีเลฟเว่น เที่ยวเมืองไทย ใกล้ไกล อยู่ที่ไหนก็เที่ยวได้

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี เชิญชวนเที่ยวเมืองไทย เที่ยวใกล้ เที่ยวง่าย อยู่ที่ไหนก็เที่ยวได้ สัมผัสเสน่ห์ไทยไปด้วยกันในเทศกาลหยุดยาวนี้ เตรียมพบกับ 15 ภาพแหล่งท่องเที่ยวจาก 5 ภูมิภาคทั่วไทยบนฉลากขวดน้ำดื่ม7Select พร้อมเชิญชวนทุกคนมาร่วมโหลดภาพ E-Wallpaper แหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามของประเทศไทยผ่านแอปพลิเคชัน 7-Eleven พร้อมข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวจาก ททท. เพื่อเตรียมตัวออกเดินทางตามรอยทั่วประเทศไทย

    นางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง ททท. กับบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ เซเว่น อีเลฟเว่น ในครั้งนี้ จะช่วยทำให้เกิดการเชื่อมโยงเรื่องราวการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และเสน่ห์ของไทย เพื่อนำไปสู่การสร้างประสบการณ์ที่ดีของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติผ่านการนำเสนอภาพแหล่งท่องเที่ยวจาก 5 ภูมิภาคทั่วประเทศไทยบนช่องทางสินค้าและบริการของเซเว่น อีเลฟเว่น ทั้งขวดน้ำดื่ม 7Select และแอปพลิเคชัน 7-Eleven ซึ่งจะช่วยสร้างการรับรู้ถึงความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวไทยแก่นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ กระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยว และยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในมิติใหม่ ที่ทันสมัย เข้าถึงง่าย และเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตจริงของนักท่องเที่ยว ผ่าน Touchpoint ที่สำคัญอย่างเซเว่น อีเลฟเว่น ที่มีเครือข่ายร้านค้าที่แข็งแกร่ง รวมถึงช่องทางออนไลน์ที่สามารถเข้าถึงนักท่องเที่ยวได้ในทุกพื้นที่

    นอกจากนี้ ด้วยจำนวนร้านค้าในทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย และพนักงานของเซเว่น อีเลฟเว่น ที่พร้อมจะอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ จึงเป็น Touchpoint สำคัญที่จะช่วยสร้างภาพลักษณ์การเป็นเจ้าบ้านที่ดีของคนไทยและสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว สอดคล้องกับโครงการ Trusted Thailand ของ ททท. ที่มุ่งยกระดับความปลอดภัยของการเดินทางท่องเที่ยวไทย สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว และสร้างภาพลักษณ์ความพร้อมของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยในระดับนานาชาติ

    ด้าน นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ กล่าวถึง ความพร้อมของร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในการต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึงนี้ ซึ่งเป็นเทศกาลที่มีชื่อเสียงระดับโลก ไม่ว่าจะจุดหมายปลายทางจะอยู่ใกล้ไกลแค่ไหน ก็สามารถเที่ยวไทยได้อย่างอุ่นใจ เพราะร้านเซเว่น อีเลฟเว่น กว่า 15,000 สาขา ตั้งอยู่กระจายทั่วทุกพื้นที่ทุกชุมชนคอยอำนวยความสะดวกให้ทุกคน

    “ร้านเซเว่นฯ พร้อมดูแลนักท่องเที่ยวทุกคน มีสินค้าหลากหลายไม่ว่าจะเป็นอาหารพร้อมทานที่ตอบโจทย์ความชอบทุกประเภท สิ่งของจำเป็นสำหรับการเดินทางที่คัดสรรมาแล้วให้เหมาะกับการใช้งานและความต้องการของลูกค้า ที่สำคัญคือสินค้าคุณภาพ ราคามาตรฐาน นอกจากนี้ ยังมีพนักงานที่ถูกเทรนมาเป็นอย่างดีพร้อมให้บริการด้วยรอยยิ้ม และคอยให้ความช่วยเหลือดูแลตลอด 24 ชั่วโมง จึงอยากจะชวนคนไทยเที่ยวเมืองไทย สุขใจใกล้ๆบ้าน”

    นายยุทธศักดิ์ ยังเสริมอีกด้วยว่า ในส่วนของนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้น ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น จะเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของคนไทยในการสร้างความประทับใจให้กับแขกผู้มาเยือน สร้างประสบการณ์ที่ดีได้ง่ายๆ สัมผัสเสน่ห์ความเป็นไทยทั้งอาหารไทยหลากหลาย ได้อิ่มท้อง อิ่มใจ ได้รับบริการที่เปี่ยมไปด้วยความเอาใจใส่ และรอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ของคนไทย เป็นที่พึ่งให้นักท่องเที่ยวยามฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกเอาเปรียบเพราะมีมาตรฐานสินค้า บริการ ราคาเดียวกัน นอกจากนี้ยังเป็นที่รวมของฝากของดีจากท้องถิ่นต่างๆ ของเมืองไทย ที่เซเว่น อีเลฟเว่น ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้นำสินค้า OTOP จากชุมชนเข้ามาวางจำหน่ายให้นักท่องเที่ยวเลือกอุดหนุน เปิดโอกาสขยายตลาดกระจายรายได้สู่ชุมชน เป็นอีกจุดเช็คอินที่จะเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ทำให้ต่างชาติกลับมาเที่ยวเมืองไทยอีกครั้ง 

    สำหรับโครงการ “ททท. ชวนสุขทันทีที่เที่ยวไทยไปกับ 7-Eleven” ประกอบด้วย การนำเสนอภาพแหล่งท่องเที่ยวไทย 15 แห่ง จาก 5 ภูมิภาคทั่วประเทศไทยบนฉลากขวดน้ำดื่ม 7Select ประเภท น้ำแร่ธรรมชาติและน้ำดื่ม อาทิ หมู่เกาะรัง จังหวัดตราด, ทะเลแหวก จังหวัดกระบี่, ภูทอก จังหวัดเลย, เขาช้างเผือก จังหวัดกาญจนบุรี และดอยเสมอดาว จังหวัดน่าน ซึ่งจะเริ่มวางจำหน่ายในเดือนเมษายน – ธันวาคม 2569 พร้อมเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจร่วมดาวน์โหลดภาพถ่ายสำหรับ E-Wallpaper และข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวไทยผ่านแอปพลิเคชัน 7-Eleven นอกจากนี้ พบกับจุดเช็คอินใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวจาก 7-Eleven Art Gallery ที่เปลี่ยนร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เป็น Art Gallery ด้วยสตรีทอาร์ทผลงานศิลปะที่สะท้อนเอกลักษณ์ของชุมชนและจังหวัด อาทิ 7-Eleven X ขัวศิลปะ บริเวณร้านเซเว่น อีเลฟเว่น สาขาหอนาฬิกา และสาขาชุมชนห้วยปลากั้ง จังหวัดเชียงราย พร้อมกันนี้เตรียมพบกับ อนุสาร อ.ส.ท. ในช่องทางจำหน่ายของเซเว่น อีเลฟเว่นและความร่วมมือในการสร้างสรรค์สิทธิประโยชน์ร่วมกันระหว่างสมาชิก All member และ อ.ส.ท. Club

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/pr-news/41490&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Pjt-YQlJ05s3a9sT0bQwu

  • ชาวเชียงใหม่หนีฝุ่นซุกห้างสรรพสินค้าตั้งแต่เริ่มเปิด ที่จอดรถแน่นทั้งวัน

    ชาวเชียงใหม่หนีฝุ่นซุกห้างสรรพสินค้าตั้งแต่เริ่มเปิด ที่จอดรถแน่นทั้งวัน

    วันที่ 29 มี.ค.2569 เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ สภาพอากาศในเมืองเชียงใหม่ทั้งร้อนอบอ้าว ท้องฟ้าขมุกขมัว ปกคลุมไปด้วยฝุ่นควันเข้าสู่เป็นวันที่ 6 แล้ว ทำให้ชาวเชียงใหม่อยู่บ้านไม่ติด ใครมีลูกมีหลานก็พาไปหลบร้อนตามห้างสรรพสินค้า จะพบว่าแต่ละห้างเต็มไปด้วยผู้คนแม้กระทั่งลานจอดรถแทบไม่มีที่จอด

    ส่วนผู้ที่อาศัยตามอำเภอรอบนอกที่ไม่สะดวกในการเดินทางมาพักผ่อนตามห้าง ก็จะพาก้นไปเล่นน้ำตามแหล่งท่องเที่ยวริมน้ำใกล้บ้านเป็นการผ่อนคลายความร้อนกัน

    มีรายงานข่าวจากหมู่บ้านแม่กำปอง
    สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ที่เคยมีนักท่องเที่ยวขึ้นไปเที่ยวกันอย่างหนาแน่นเมื่อช่วงหน้าหนาวที่ผ่านมา แต่เมื่อสิ้นสุดหน้าหนาว ทำให้หมู่บ้านแม่กำปองเงียบเหงามาก แทบไม่มีนักท่องเที่ยวเลย ผู้ประกอบการบ้านพัก รีสอร์ท ทะยอยกันปิดตัวลงชั่วคราวไปจนกว่าจะถึงช่วงปลายปี หรือฤดูกาลท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3907441/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3izLO2WvmBcMWTxl_6WzvD

  • เวทีนางงามยุคใหม่ : พลิกความนิยมสู่ธุรกิจพันล้าน พลังขับเคลื่อนสังคม-เศรษฐกิจ

    เวทีนางงามยุคใหม่ : พลิกความนิยมสู่ธุรกิจพันล้าน พลังขับเคลื่อนสังคม-เศรษฐกิจ

    เจาะลึกประวัติ หนิง ปัทมา: เส้นทางศิลปินสู่มงกุฎ

    ตัวตนและจุดเด่นของ หนิง ปัทมา คือเรื่องราวแห่งความพยายามที่สร้างแรงบันดาลใจ พรสวรรค์ด้านเสียงร้องของเธอถูกค้นพบในห้องคาราโอเกะเล็กๆ ที่บ้าน แม้จะมีความฝันอยากเป็นนักร้องอาชีพ แต่กลับถูกทัดทานจากครอบครัวที่มองว่าเป็นอาชีพ “เต้นกินรำกิน” และไม่มั่นคง ทว่าเธอก็ไม่ยอมแพ้

    หนิง ปัทมา เดินสายประกวดร้องเพลงตั้งแต่อายุ 18 ปี ผ่านเวทีระดับประเทศมากมาย จนได้เซ็นสัญญากับค่ายใหญ่อย่างแกรมมี่โกลด์ ก่อนจะผันตัวมาเป็นศิลปินอิสระที่มีวงดนตรีเป็นของตัวเอง และกวาดผู้ติดตามบน YouTube ไปนับล้านคน เส้นทางนางงามของเธอเริ่มต้นจากการคว้ามงกุฎมิสยูนิเวิร์สชลบุรี 2025 แต่ด้วยภาวะผู้นำ

    เธอเลือกสละสิทธิ์เพื่อไม่ให้กระทบงานของทีมงานในวงดนตรี จนกระทั่งเสียงเรียกร้องจากแฟนคลับผลักดันให้เธอก้าวสู่ เวทีมิสแกรนด์ ไทยแลนด์ 2026 เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าอดีตนักร้องลูกทุ่งก็สามารถเป็นนางงามระดับประเทศได้

    หนิง ปัทมา: นางงามซุปตาร์ผู้คว้ามงมิสแกรนด์ 2026 -  มุมมองเวทีนางงามยุคใหม่ : พลิกความนิยมสู่ธุรกิจพันล้าน พลังขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจ

    ความกล้าหาญบนเวที: ทลายกรอบการเมืองและโปรดักชัน

    การประกวดรอบตัดสินของมิสแกรนด์ ไทยแลนด์ 2026 ภายใต้คอนเซปต์ “Grand Evolution” ถือเป็นการทลายขีดจำกัดโปรดักชันนางงามไทย ด้วยการนำเสนอผ่านธีม “ดิน น้ำ ลม ไฟ” ที่มีกิมมิคไฮไลต์อย่างม่านน้ำพุจากเพดานฮอลล์

    แต่จุดที่ทำให้ หนิง ปัทมา เฉือนชนะคู่แข่งตัวเต็งอย่าง แองเจ ปนัสยา (บุรีรัมย์) และ ไอลิน แนบสุข (ภูเก็ต) ไปได้อย่างขาดลอย คือรอบตอบคำถาม (Brain) ที่สะท้อนจุดยืนทางการเมืองและวิกฤตสังคม เมื่อเจอคำถามเกี่ยวกับจริยธรรมทางการเมืองและราคาน้ำมัน หนิงเลือกที่จะตอบด้วยความกล้าหาญและเผ็ดร้อน ชี้ให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้คือ “อำนาจมืดที่ประชาชนไม่เคยได้เห็น” พร้อมประกาศกร้าวเรียกขานให้ประชาชนรวมพลังต่อสู้กับกลุ่มอำนาจที่เอารัดเอาเปรียบ คำตอบของเธอไม่เพียงแต่เรียกเสียงเชียร์สนั่นฮอลล์ แต่ยังสะท้อนเจตนารมณ์ของเวทีที่ต้องการผู้หญิงที่มีไหวพริบ ปราดเปรียว และกล้าเป็นกระบอกเสียงอย่างแท้จริง

    สรุปผลรางวัลมิสแกรนด์ 2026 และก้าวต่อไปบนเวทีสากลที่ประเทศอินเดีย

    นอกเหนือจากผู้ชนะเลิศ เวทีปีนี้ยังอัดแน่นไปด้วยสาวงามเปี่ยมศักยภาพ

    โดยสรุปผลตำแหน่งสำคัญมีดังนี้:

    • มิสแกรนด์ ไทยแลนด์ 2026: หนิง ปัทมา จิตรสวัสดิ์ (ชลบุรี)
    • รองอันดับ 1: แองเจ ปนัสยา แองเจลิกา ดีมากด์ (บุรีรัมย์)
    • รองอันดับ 2: ไอลิน แนบสุข (ภูเก็ต)
    • รองอันดับ 3: ผ้าแพร ณัฐกฤตา เกิดแก่นจิโรจ (สระบุรี)
    • รองอันดับ 4: เนย นฤมล เฉลิมฤกษ์ (สุโขทัย)
    • รองอันดับ 5 (6 ตำแหน่ง): เหมยลี่ (ฉะเชิงเทรา), ทีน่า (ตราด), เจสสิกา (แพร่), คะนิ้ง (อุดรธานี), ขนมเนย (ตรัง), ยีนส์ (กรุงเทพฯ)
    • รางวัลพิเศษ: Best National Costume ได้แก่ หมวย ธิดารัตน์ (นครพนม) และ Best in Swimsuit ได้แก่ โซเฟีย ศศิวรารินทร์ (เชียงใหม่)

    ภารกิจที่ยิ่งใหญ่และท้าทายที่สุดของ หนิง ปัทมา กำลังจะเริ่มต้นขึ้นใน ต.ค. นี้ กับการเป็นตัวแทนสายสะพายไทยแลนด์เข้าร่วมประกวด Miss Grand International 2026 ณ ประเทศอินเดีย การจะก้าวไปคว้ามงกุฎแรกให้กับประเทศไทย เธอจะต้องเผชิญกับการปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อต่อกรกับนางงามสายลาตินที่มีสไตล์การเดินสับและเอเนอร์จี้ล้นเหลือ แต่ด้วยต้นทุนความเป็น “นางงามซุปตาร์” ทักษะการแสดงบนเวทีที่หาตัวจับยาก และการเป็นเจ้าของรางวัล Grand Voice Award เชื่อมั่นได้เลยว่า หนิง ปัทมา จะเป็นอีกหนึ่งตัวเต็งที่ทั่วโลกต้องจับตามอง และพร้อมพิสูจน์ให้เห็นว่ามาตรฐานนางงามไทยยุค “Evolution” นั้นแข็งแกร่งเพียงใดบนเวทีระดับสากล

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/lifestyle/inspiration/862720&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eWbdFSvsjJh6S3vcuvnMR

  • นำเทรนด์ประหยัดพลังงาน นั่งคาร์พูล ชูโมเดลท่องเที่ยวยั่งยืน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    นำเทรนด์ประหยัดพลังงาน นั่งคาร์พูล ชูโมเดลท่องเที่ยวยั่งยืน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/114340&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CTlOPDZdwNO47Ynly3oPi

  • ภาคท่องเที่ยว-เกษตร “ตราด” กระอัก! โอดแบกรับชะตากรรมวอนรัฐเลิก “เกียร์ว่าง” เร่งอัดฉีดเงินกู้ช่วย SME

    ภาคท่องเที่ยว-เกษตร “ตราด” กระอัก! โอดแบกรับชะตากรรมวอนรัฐเลิก “เกียร์ว่าง” เร่งอัดฉีดเงินกู้ช่วย SME

    วันที่ 29 มี.ค.69 สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางและเพื่อนบ้าน ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการท่องเที่ยวและภาคเกษตรกรรม ภาคการขนส่งของจังหวัดตราดอย่างหนักจนส่งผลกระทบในวงกว้าง ซึ่งนางวิภา สุเนตร ประธานหอการค้าจังหวัดตราด และกรรมการหอการค้าไทย เจ้าของโรงแรมบ้านปู้รีสอร์ท เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดตราดได้รับผลกระทบจากหลายสถานการณ์ต่อเนื่องกันส่งผลต่อธุรกิจและสร้างความเดือดร้อนอย่างหนัก เพราะต้องเผชิญวิกฤตซ้ำซ้อนทั้งค่าน้ำมันพุ่งสูง และสถานการณ์ชายแดน รวมทั้งสงครามการสู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ตั้งแต่ธุรกิจเรือโดยสาร โรงแรม ร้านอาหาร ไปจนถึงภาคการเกษตร ซึ่งปัญหาเหล่านี้ ภาคเอกชนไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะเป็นหน้าที่ของรัฐบาล จึงอยากเห็นรัฐบาลเลิกอ้างเหตุผลหรือข้อจำกัดต่างๆ ทั้งเรื่องสถานการณ์รักษาการทีทยังทำอะไรมากไม่ได้ เร่งออกมาตรการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมก่อนธุรกิจท้องถิ่นจะล่มสลายหลังจบเทศกาลสงกรานต์ เพราะจากการหารือกับผู้ประกอบการโรงแรมด้วยกันพบว่าธุรกิจท่องเที่ยวซบเซาจากยอดจองดิ่งไปกว่า 30% และโรงแรมดังได้รับผลกระทบต่อเนื่องและเริ่มทยอยปิดตัวกันแล้ว

    “มาถึงวันนี้ การสู้รบในตะวันออกกลางก็กินเวลา 1 เดือนแล้ว และสถานการณ์การสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชาก็เหลืออีก 2-3 เดือนก็จะครบ 1 ปี สถานการณ์แบบนี้ ธุรกิจท่องเที่ยวในจังหวัดตราดไปไม่รอดแน่ วันนี้พบว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวเริ่มชะลอการเดินทางเนื่องจากมองว่าการท่องเที่ยวเป็น“สินค้าฟุ่มเฟือย”และควรจะหยุดการเดินทางไว้ก่อนในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยพบว่ายอดจองที่พักในช่วงต้นเดือนเมษายนลดลงถึง 20-30% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากปัญหาราคาน้ำมันสูงขึ้นมาก ซึ่งเข้ามาเป็นละลอกล่าสุด ทำให้ ล่าสุดมีรายงานว่าโรงแรมแบรนด์ดังอย่าง “เซ็นทารา ชาน ทะเล” (ตั้งอยู่ที่ต.แหลมกลัด อ.เมือง จ.ตราด ใกล้กับบ้านท่าเส้น ซึ่งเป็นพื้นที่การสู้รบกับกัมพูชา ที่บ้านทมอดา)ในเครือเซ็นทรัลเตรียมปิดตัวลงในสิ้นเดือนเมษายนนี้ และมีอีกหลายแห่งในอำเภอเกาะช้างก็จะปิดลงเช่นกัน เพียงแต่รอนักท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์ก่อนจึงจะปิดตัวลง ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยส่วนใหญ่ต่างตั้งความหวังไว้ที่ “เฮือกสุดท้าย” ก่อนจะประเมินสถานการณ์ว่าจะดำเนินธุรกิจต่อไปได้หรือไม่“ประธาจหอการค้าจังหวัดตราดกล่าว

    ประธานหอการค้าจังหวัดตราด กล่าวอีกว่า ธุรกิจที่พักและร้านอาหารในพื้นที่เริ่มแบกรับต้นทุนไม่ไหว โดยเฉพาะร้านอาหารทะเลที่ต้องเผชิญกับภาวะของสดขาดแคลนเนื่องจากเรือประมงหยุดวิ่งจากปัญหาน้ำมัน ทำให้ต้องแช่อาการทะเลไว้ในห้องเย็นเพื่อรอการจำหน่าย ขณะภาคเกษตรก็รับภาระจากราคาน้ำมันสูงเพราะต้องใช้น้ำมันใส่เครื่องสูบน้ำดึงน้ำเข้าสวนผลไม้ และยังถูกพ่อค้าจีนและรัฐบาลจีนคุมเข้มมาตรการนำเข้า-ขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์

    ในส่วนของภาคการเกษตร โดยเฉพาะทุเรียนและผลไม้ฤดูกาลที่กำลังออกสู่ตลาด พบปัญหาใหญ่ 2 ด้าน คือ:1. ต้นทุนขนส่ง: ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงกระทบต่อระบบโลจิสติกส์การส่งออกไปจีน และ 2. มาตรการตรวจสอบ: ประเทศจีนเข้มงวดเรื่องการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และมาตรฐานความสะอาด ทำให้เกษตรกรต้องเร่งปรับตัวทำ Branding และระบบ QR Code เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเรื่องการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์สำหรับการส่งออก ซึ่งอาจซ้ำรอยวิกฤตในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมาด้วย

    นางวิภายังได้เสนอทางออกให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการดังนี้:

    1)มาตรการทางการเงิน: ขอให้รัฐสั่งการธนาคารปล่อยกู้ SME โดยใช้เกณฑ์พิเศษเหมือนช่วงโควิด (ไม่ดู Statement ย้อนหลังในช่วงที่ขาดทุน) และขอให้รัฐช่วยซัพพอร์ตดอกเบี้ยเพื่อให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่อง

    2)การบริหารจัดการท้องถิ่น: เสนอให้ท้องถิ่นจัดระบบขนส่งสาธารณะเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ลดการนำรถส่วนตัวลงเกาะเพื่อประหยัดน้ำมัน และทำโปรโมชันกระตุ้นการท่องเที่ยว เช่น นำใบเสร็จค่าน้ำมันมาแลก Voucher ส่วนลดร้านอาหาร

    3)การทำงานเชิงรุก: เรียกร้องให้กระทรวงมหาดไทยร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ ตั้ง “War Room” ลงพื้นที่ระดับรากหญ้าเพื่อช่วยเกษตรกรบริหารจัดการผลผลิต แทนการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ

    “ตอนนี้ทุกคนเหมือนต้องก้มหน้ารับชะตากรรม รัฐบาลมักอ้างว่าเป็นช่วงรักษาการต้องรอ กกต. อนุมัติ แต่ในความเป็นจริงปัญหาปากท้องประชาชนรอไม่ได้ รัฐควรใส่เกียร์เดินหน้าช่วยเหลืออย่างเต็มที่มากกว่านี้” นางวิภาสะท้อนถึงปัญหาที่ได้รับผลกระทบ

    ภูมิภาค-24

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/137929&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TF6LlRjSXccp3IDDo1WqL

  • ไฟไหม้ป่าและสวนชาวบ้าน ใกล้แหล่งท่องเที่ยวหินพัด สุราษฏร์ธานี ล่าสุดควบคุมได้แล้ว เสียหาย 500 ไร่ เฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

    ไฟไหม้ป่าและสวนชาวบ้าน ใกล้แหล่งท่องเที่ยวหินพัด สุราษฏร์ธานี ล่าสุดควบคุมได้แล้ว เสียหาย 500 ไร่ เฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

    เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ชาวบ้านหมู่ที่ 13 บ้านยวนสาว ต.ท่าขนอน อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี ได้แจ้งกับผู้นำท้องที่ว่า เกิดเหตุไฟไหม้ป่าบริเวณทางไปแหล่งท่องเที่ยวหินพัด ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อระหว่างหมู่ที่ 8 ต.กะเปากับหมู่ที่ 13 ต.ท่าขนอน โดยเพลิงเริ่มไหม้ลุกลาม ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2569 ช่วงบ่าย จากนั้นทางองค์การบริหารส่วนตำบลกะเปา และตำบลท่าขนอน พร้อมผู้นำท้องที่ กำนันผู้ใหญ่บ้านทั้งสองตำบล ผู้เกี่ยวข้อง และประชาชนในพื้นที่ ได้ช่วยกันดับไฟที่กำลังลุกไหม้ พร้อมสร้างแนวกันไฟ แต่ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นเขาสูงชันไม่สะดวกในการเดินทางและการขนอุปกรณ์เข้าไปควบคุมไฟด้วยความยากลำบาก ทำไฟยังดับไม่สนิท  

    จนมาถึงช่วงเที่ยงของวันที่ 28 มีนาคม ที่ผ่านมา เปลวไฟได้เริ่มปะทุรุนแรงขึ้นมาอีกครั้ง และขยายเป็นบริเวณกว้าง ทำให้ลุกลามเกิดความเสียหายในพื้นที่สวนยางพาราและสวนปาล์มของชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงรวมพื้นที่สวนและพื้นที่ป่าไม้ได้รับความเสียหายกว่า 500 ไร่ ซึ่งทางอำเภอคีรีรัฐนิคม นำโดยนางสาวศริญดา ปาลคะเชนทร์ นายอำเภอคีรีรัฐนิคม พร้อมด้วยนายก อบต.กะเปา อบต.ท่าขนอน และผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่และประชาชนพร้อมรถบรรทุกน้ำเข้าไปช่วยกันดับไฟดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดวันนี้ (29 มี.ค.69) สามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเกรงว่าอาจมีไฟคุกรุ่นขึ้นมาได้อีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/69169&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xAyzXfLNgFwmDSk5OBZmv

  • กต.-มั่นคง ล้อมคอก‘ก่อการร้าย’  หั่นฟรีวีซ่า โละ’นักท่องเที่ยวแฝง’

    กต.-มั่นคง ล้อมคอก‘ก่อการร้าย’ หั่นฟรีวีซ่า โละ’นักท่องเที่ยวแฝง’

    สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง เดินทางเข้าสู่ห้วงสัปดาห์ที่ 4 ท่ามกลางการจับตา ไม่ว่าการสู้รบจะยืดเยื้อ หรือจบลงบนโต๊ะเจรจา ไม่เพียงแต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจ จากการขาดแคลนพลังงาน ที่ทั่วโลกต้องเผชิญ แต่ยังต้องกังวลเรื่องก่อการร้าย เช่นเดียวกับประเทศไทย

    ทันทีที่โฆษกอาวุโสกองทัพอิหร่าน ส่งคำเตือนถึงประเทศคู่ขัดแย้ง รีสอร์ต แหล่งท่องเที่ยว และสถานที่พักผ่อนต่าง ๆ ทั่วโลก ไม่ใช่สถานที่ปลอดภัยอีกต่อไป

    แม้ไทยจะมีนโยบายเป็นมิตรกับทุกประเทศ ไม่เป็นศัตรูกับใคร แต่สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ เป็นหมุดหมายที่คนทุกเชื้อชาติเดินทางมาท่องเที่ยว ส่งผลให้ “หน่วยงานความมั่นคง” เร่งยกระดับความปลอดภัย

    ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญภัยคุกคามที่ซ้อนทับกันอยู่ คือ อาชญากรรมข้ามชาติในหลากหลายรูปแบบ เช่น สแกมเมอร์ การหลอกลวงออนไลน์ การลักลอบเข้าเมือง การฟอกเงิน การค้ามนุษย์ ยาเสพติด และเรื่องการก่อการร้าย

    ดังนั้น เมื่อเข้าสู่โหมดรัฐบาลใหม่ หลังจากนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงนโยบายต่อรัฐสภา จะมีวาระเร่งด่วนเข้าที่ประชุม ครม.เพื่อพิจารณาข้อเสนอของ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รมว.การต่างประเทศ ให้ยกเลิกนโยบายฟรีวีซ่า หรือยกเว้นตรวจลงตรานักท่องเที่ยวต่างชาติ 60 วันเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เริ่มสมัยรัฐบาล“เศรษฐา ทวีสิน”

    เนื่องจาก คณะกรรมการที่เป็นผู้พิจารณาเรื่องวีซ่า ของกระทรวงการต่างประเทศ เห็นว่าการให้ระยะเวลา 60 วัน ยาวนานเกินไป กลายเป็นช่องว่างให้แก่ผู้ที่ไม่ได้ประสงค์ดี ทั้งกรณีตั้งถิ่นฐานอยู่ในไทยโดยไม่ขอวีซ่าให้ถูกประเภท การลักลอบทำงาน

    โดยอ้างอิงกรณีของคนที่ต้องการท่องเที่ยวระยะเวลา 30 วัน น่าจะเพียงพอ ดังนั้นกระทรวงการต่างประเทศจะเสนอรัฐบาลให้ลดจำนวนวันแก่บุคคลสัญชาติที่ได้รับการยกเว้นวีซ่าจาก 60 วัน ลดเหลือ 30 วัน โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติ ยังมีสิทธิขอต่อเวลาการพำนักได้อีก 30 วัน

    “มาตรการดังกล่าวไม่ได้เป็นการเลือกปฏิบัติต่อประเทศใด หรือบุคคลสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง อีกทั้งเป็นมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาขบวนการสแกมเมอร์ออนไลน์ เพราะมีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ อาศัยการยกเว้นวีซ่าระยะยาวเพื่อเข้ามาในไทย และไปยังประเทศเพื่อนบ้านของเราด้วย”

    “ยืนยันว่าประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับการต้อนรับ และดูแลนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันก็เป็นการสงวนสิทธิของไทย ในการแก้ปัญหาช่องโหว่ที่ทำให้มีคนเข้ามาในประเทศ แล้วทำกิจกรรมที่เป็นภัยความมั่นคงของประเทศ หรือเข้ามากระทำการที่ไม่ใช่วัตถุประสงค์เพื่อการท่องเที่ยว” สีหศักดิ์ ระบุ

    ขณะที่หน่วยงานความมั่นคง เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา ประสบปัญหาหลายด้าน เกี่ยวกับนโยบายฟรีวีซ่า เช่น ไม่สามารถตรวจสอบประวัตินักท่องเที่ยวต่างชาติได้ ไม่รู้แหล่งพำนักที่เป็นหลักแหล่ง เมื่อไปกระทําผิดกฎหมาย ไม่สามารถหาตัวได้ ตามปกตินักท่องเที่ยวอยู่ได้ 30 วัน หากยังไม่กลับ ก็สามารถต่อได้ อีก 30 วัน รวมเป็น 60 วัน จากนั้นต้องเดินทางออกไป แต่เมื่อมีฟรีวีซ่าสามารถได้อยู่ได้ 60 วัน ถ้าไม่กลับ สามารถอยู่ต่อได้อีก 30 วัน รวมเป็น 90 วัน การอยู่นานๆ ไม่ได้เป็นผลดีต่อประเทศไทย

    “การรวมกลุ่มของนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นชาติใดก็ตาม จนกลายเป็นกระแส มีการเพิ่มจำนวนมากขึ้น กลายเป็นเป้าหมายกลุ่มประเทศตรงข้ามที่มีความขัดแย้งกันอยู่ในปัจจุบัน ประเทศไทยไม่อยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ ไม่อยากให้มีการรวมกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติใด จนดึงประเทศไทยเข้าไปอยู่ในปัญหาความขัดแย้ง”

    “คนกลุ่มนี้เหมือนมาแฝงอยู่ ในคราบของนักท่องเที่ยว โดยอาศัยช่องว่างการฟรีวีซ่า ไม่ขอวีซ่าให้ถูกประเภท เช่น ถ้ามีภรรยาเป็นคนไทย มีข้อกำหนดต้องมีเงินในบัญชี 4 แสนบาท แต่เมื่อฟรีวีซ่า ใช้วิธีเข้า-ออก ก็อยู่ได้โดยไม่ต้องมีเงินในบัญชี ทำให้เงินไม่ได้หมุนเวียนภายในตามวัตถุประสงค์ของฟรีวีซ่า” แหล่งข่าวจากหน่วยงานความมั่นคง กล่าว

    แหล่งข่าว ระบุด้วยว่า สำหรับเรื่องก่อการร้ายจะแฝงตัวมากลุ่มนักท่องเที่ยว มีการคัดกรองนักท่องเที่ยวทุกประเทศ แต่หลังเกิดสถานการณ์ ผู้บังคับบัญชาเน้นย้ำให้เข้มงวดเป็นพิเศษ กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง แต่ปัจจุบันน่านฟ้าปิด เดินทางมาไม่ได้

    ในขณะเดียวกันกลุ่มประเทศตะวันออกกลางเดิม ที่ท่องเที่ยวอยู่ในประเทศไทย ก่อนเกิดเหตุการณ์ก็เดินทางกลับไม่ได้เช่นกัน เนื่องจากไม่มีตั๋วเครื่องบิน หรือมีการยกเลิกเที่ยวบิน เมื่อครบกำหนดก็จะใช้วิธีเดินทางไปประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ลาว เวียดนาม แล้วจะย้อนกลับมาไทยใหม่ ให้สามารถอยู่ต่อได้อีก 90 วัน ดังนั้นหากลดเวลาจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน ถือเป็นเรื่องดี

    ส่วนที่ฝังตัวในประเทศไทย หากโอเวอร์สเตย์ คืออยู่เกินเวลาที่กำหนด หากตรวจพบจะขึ้นแบ็คลิสต์ทันที เช่น อยู่เกินไม่ถึง 1 ปี ห้ามเข้าไทย 5 ปี แต่ถ้าเกิน 1 ปี ห้ามเข้าไทย 10 ปี ทุกอย่างมีมาตรการ แต่เจ้าบ้าน(ผู้ประกอบการ โรงแรม ที่พัก)ต้องแจ้งที่พักอาศัย หากมีปัญหาจะสามารถตามตัวได้ ที่ผ่านมา เจ้าบ้าน ไม่สนใจและไม่ได้แจ้ง เมื่อนักท่องเที่ยวมีการกระทําความผิดไม่สามารถหาตัวได้

    อย่างไรก็ตาม ในห้วง 10 ปีที่ผ่านมา หน่วยงานความมั่นคง มีกลุ่มต้องเฝ้าระวังการเข้า-ออกประเทศไทยบ่อยครั้ง ประมาณ 20 กลุ่ม โดยเดินทางผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง และอยู่ในเมืองไทยประมาณ 15-30 วัน ต้องเฝ้าประกบความเคลื่อนไหวตั้งแต่สนามบิน ส่วนใหญ่เดินทางเข้ามาพักผ่อน และพบปะพูดคุยสถานการณ์โลก และเดินทางต่อไปยังประเทศอื่น

    ดังนั้น หากครม.ใหม่ เห็นชอบข้อเสนอกระทรวงต่างประเทศ ลดจำนวนวันฟรีวีซ่าจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน จะสามารถแก้ปัญหานักท่องเที่ยวแฝง ลดภัยแทรกซ้อน และความเสี่ยงก่อการร้าย ป้องกันไม่ให้ไทยถูกดึงเข้าสู่วังวนความขัดแย้งได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1227265&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26eoRT_ZSMQN5hRwf34L4j

  • “ซาบีดา” ผลักดัน ปัตตานี เป็นแหล่งท่องเที่ยวเมืองพหุวัฒนธรรม

    “ซาบีดา” ผลักดัน ปัตตานี เป็นแหล่งท่องเที่ยวเมืองพหุวัฒนธรรม

    “ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ” ลุยเปิดเส้นทางพหุวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี ชวนสัมผัสวัฒนธรรม 3 วิถี ดัน 7 ไฮไลต์ Unseen Thai Thai สร้างรายได้กลับสู่ชุมชน เตรียมยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงศาสนาสู่สากล

    วันที่ 29 มีนาคม 2569  ที่ อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “เส้นทางตามรอยศรัทธา เมืองพหุวัฒนธรรมปัตตานี จังหวัดปัตตานี”  เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ภายใต้โครงการเส้นทางท่องเที่ยวในมิติศาสนา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล (Quick Big Win) ที่มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ทางวัฒนธรรมใหม่ (Unseen Thai Thai) เพื่อสร้างสรรค์และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านกิจกรรมท่องเที่ยวในมิติศาสนา อันจะช่วยยกระดับอัตลักษณ์ของพื้นที่ สร้างคุณค่าทางสังคม และสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนและชุมชนอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ จังหวัดปัตตานีถือเป็นพื้นที่ที่มีความโดดเด่นด้านความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทั้งด้านประวัติศาสตร์ ภาษา อาหาร วิถีชีวิต และศาสนา โดยเป็นพื้นที่ที่ผสมผสานความเชื่อของศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ และวัฒนธรรมจีนไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน สะท้อนผ่าน “แหล่งเรียนรู้วัฒนธรรม 3 วิถี” ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด

    สำหรับจังหวัดปัตตานี เป็น 1 ใน 20 เส้นทางท่องเที่ยวในมิติศาสนาที่ได้รับการส่งเสริมในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยกรมการศาสนาได้มุ่งพัฒนาศักยภาพวัด ศาสนสถาน และชุมชนโดยรอบ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านศาสนาและวัฒนธรรม ควบคู่กับการส่งเสริมเศรษฐกิจ มีไฮไลต์ Unseen 7 จุดสำคัญ ได้แก่ 1. อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว ชุมชนวัดทรายขาว และมัสยิดนัจมุดดิน มัสยิดโบราณกว่า 300 ปี สะท้อนวิถีชุมชน 2 วัฒนธรรม (พุทธ–มุสลิม) พร้อมกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เช่น เดินป่า นั่งรถจิ๊บโบราณ และเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น 2. วัดราษฎร์บูรณาราม 

    (วัดช้างให้) วัดเก่าแก่กว่า 300 ปี ที่ประดิษฐานหลวงปู่ทวด พระเถราจารย์ผู้มีชื่อเสียง เป็นศูนย์รวมศรัทธาของพุทธศาสนิกชน 3. เมืองโบราณยะรัง แหล่งโบราณคดีสำคัญของภาคใต้ ซึ่งเชื่อว่าเป็นศูนย์กลางอาณาจักรลังกาสุกะ อายุกว่า 1,000 ปี 4. ศาลเจ้าเล่งจูเกียง (ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว) ศาลเจ้าเก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีความเชื่อเรื่อง “เงินถุงแดง” เพื่อความเป็นสิริมงคล 5. มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ศูนย์กลางศาสนาอิสลามในพื้นที่ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากทัชมาฮาล 6. มัสยิดกรือเซะ โบราณสถานอายุกว่า 300 ปี โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมอิฐแดงแบบอาหรับ 7. วัดอัครเทวดาคาเบรียล ศูนย์กลางคริสตชนคาทอลิกในจังหวัดปัตตานี สะท้อนบทบาท

    ของคณะธรรมทูตในอดีต

    นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังสามารถสัมผัสวิถีชีวิตชุมชนพหุวัฒนธรรม ผ่านการเลือกซื้อสินค้าและลิ้มลองอาหารพื้นถิ่น อาทิ ไก่ฆอและ ไข่พ่อเฒ่า ข้าวยำปัตตานี ปลาส้ม มะตะบะ โรตีปาแย ละแซ ตูปะซูตง (ปลาหมึกยัดไส้ข้าวเหนียว) ยำส้มแขก และแกงไตปลาน้ำขลุกขลิก รวมถึงผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม เช่น ผ้าจวนตานี ลูกปัดมโนราห์ และผ้าบาติกพิมพ์ลาย ตลอดจนการเช่าบูชาวัตถุมงคล เหรียญหลวงปู่ทวดจากวัดช้างให้

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้วัดและศาสนสถานเป็นศูนย์กลางของชุมชนในการถ่ายทอดคุณธรรมและภูมิปัญญา สร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น และกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยว จึงขอเชิญชวนศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ร่วมเดินทางมาสัมผัส “เส้นทางตามรอยศรัทธา เมืองพหุวัฒนธรรมปัตตานี” เพื่อเรียนรู้รากฐานทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย สัมผัสวิถีชีวิตที่เรียบง่าย 

    เปี่ยมด้วยศรัทธา และร่วมสืบสาน อนุรักษ์ และเผยแพร่คุณค่าทางศาสนาและวัฒนธรรมให้คงอยู่อย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรมของประเทศไทยสู่ระดับสากลต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2923266&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28GE254vmfc9S-pzzQwnY_