Category: ท่องเที่ยว

  • เศรษฐกิจไทย ก.พ.69 ท่องเที่ยวบูม หวั่นราคาพลังงานพุ่ง กระทบต้นทุนการผลิต

    เศรษฐกิจไทย ก.พ.69 ท่องเที่ยวบูม หวั่นราคาพลังงานพุ่ง กระทบต้นทุนการผลิต

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของการท่องเที่ยวทั้งนักท่องเที่ยวต่างประเทศและการท่องเที่ยวภายในประเทศ ขณะที่การส่งออกสินค้ามีการขยายตัวในอัตราชะลอตัวลง และการผลิตอุตสาหกรรมทรงตัวจากเดือนก่อน 

    ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมัน ทิศทางค่าเงินบาท และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตสินค้าของไทย” โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้

    เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน 

    มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่และปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ 5.8 และ 1.3 ตามลำดับ 

    สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และสูงสุดในรอบ 9 เดือน มาอยู่ที่ระดับ 53.7 จากระดับ 52.8 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และภาคการส่งออกที่ขยายตัว อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคยังกังวลค่าครองชีพและความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ และรายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569  ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ -4.3

    เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน 

    มีสัญญาณทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน (ตัวเลขเบื้องต้น) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 43.7 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 0.9 

    ขณะที่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -10.0 และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ -0.5 

    มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน

    โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ 29,439.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 ที่ร้อยละ 9.9 

    หากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่ร้อยละ 11.0 ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และหมวดยานพาหนะ โดยขยายตัวร้อยละ 56.8 10.6 และ 7.8 ตามลำดับ 

    นอกจากนี้ การส่งออกผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง  ไก่แปรรูป และอาหารสัตว์เลี้ยง ขยายตัวร้อยละ 62.3 9.4 และ 4.7 ตามลำดับ ในขณะที่การส่งออกน้ำตาลทราย ยางพารา เครื่องดื่ม และเคมีภัณฑ์ ปรับตัวลดลง 

    เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน 

    โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติขยายตัว โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 3.26 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 4.6 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 2.6 

    ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จำนวน 23.7 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 3.3 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 3.3 

    ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 5.5 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 4.1 ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน และหมวดไม้ผล อย่างไรก็ดี ผลผลิตข้าว และมันสำปะหลัง ลดลงจากเดือนก่อน 

    สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 90.0 จากระดับ 88.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากจากคำสั่งซื้อที่ฟื้นตัว 

    อย่างไรก็ดี ในระยะต่อไปมีปัจจัยกดดันจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ระดับ 53.5 เพิ่มขึ้นจากระดับ 52.7 ในเดือนก่อนหน้า ตามการเพิ่มขึ้นของคำสั่งซื้อใหม่และผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน

    เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี

    สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ร้อยละ -0.88 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ร้อยละ 0.56 ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ร้อยละ 66.0 ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 

    สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 293.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    สถานการณ์เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่อง 

    สะท้อนจาก ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลก (Global Composite PMI) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ระดับ 53.3 จุด ค่าดัชนีอยู่สูงกว่าระดับ 50.0 จุด บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกยังมีทิศทางขยายตัว ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคการผลิต (Global Manufacturing PMI) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ระดับ 51.9 จุด สูงสุดในรอบ 4 เดือน และสูงกว่าระดับ 50.0 จุด 

    บ่งชี้ทิศทางการขยายตัวต่อเนื่อง ด้านดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลก ภาคบริการ (Global Service PMI) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ระดับ 53.4 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 52.7 จุด บ่งชี้ทิศทางการขยายตัวต่อเนื่องของภาคบริการ สำหรับด้านภาคการท่องเที่ยว ภาคการส่งออกยังคงขยายตัวแต่มีทิศทางชะลอลง 

    ขณะที่ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศต่าง ๆ มีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้นหรือคงในระดับเดิมเอาไว้ ในส่วนของสถานการณ์ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีอิหร่าน ที่มีความเสี่ยงยกระดับจากความตึงเครียดด้านความมั่นคงและการเผชิญหน้าทางทหารในตะวันออกกลาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/655290&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uvvK5ft9dCj2I07o5_7ml

  • สงกรานต์ท่าปอม 2569 เที่ยว Unseen กระบี่ สนุก ปลอดภัย!

    สงกรานต์ท่าปอม 2569 เที่ยว Unseen กระบี่ สนุก ปลอดภัย!

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/NXNG03GPO0ZL&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hLBxLmOSdQgO51orqPEhu

  • ททท. รับดีลเวสต์แฮมจริง! ลุ้นจบดีลทันก่อนเปิดฤดูกาล 2026-27

    ททท. รับดีลเวสต์แฮมจริง! ลุ้นจบดีลทันก่อนเปิดฤดูกาล 2026-27

    นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยถึงความเคลื่อนไหวล่าสุดในการผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยผ่านกลยุทธ์ Sports Tourism 

    โดยระบุว่าขณะนี้แบรนด์ Amazing Thailand กำลังได้รับความสนใจอย่างมากจากสโมสรฟุตบอลชั้นนำในยุโรป โดยเฉพาะการเจรจากับสโมสร เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ที่มีความคืบหน้าไปอย่างมาก

    นายนิธีได้กล่าวถึงสาเหตุที่ทีมฟุตบอลยักษ์ใหญ่ต่างให้ความสนใจว่า “ทีมสโมสรต่าง ๆ มองเห็นถึงความแข็งแกร่งของ ‘แบรนด์ประเทศไทย’ และเชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างกระแสและส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวได้”
     

    ททท. รับดีลเวสต์แฮมจริง! ลุ้นจบดีลทันก่อนเปิดฤดูกาล 2026-27

     ซึ่งนอกจากเวสต์แฮมแล้ว ยังมีทีมจาก บุนเดสลีกา เยอรมนี อีกหลายทีมที่ทาบทามเข้ามาเพื่อขอความร่วมมือในลักษณะเดียวกัน

    สำหรับการร่วมงานกับสโมสรเวสต์แฮมนั้น นายนิธีได้นำทีมงานเดินทางไปหารือกับ เนธาน ทอมสัน บอร์ดบริหารของสโมสรถึงประเทศอังกฤษ เพื่อหาแนวทางประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทยผ่านช่องทางต่าง ๆ ของทีม

     โดยนายนิธีเน้นย้ำถึงสถานะปัจจุบันของการเจรจาว่า “การเจรจายังคงดำเนินอยู่ อยู่ระหว่างการพิจารณาข้อเสนอจากทีมต่าง ๆ และยังไม่มีข้อสรุปใด ๆ ทั้งสิ้น”

    อย่างไรก็ตาม เป้าหมายสำคัญคือการนำโลโก้ Amazing Thailand ไปปรากฏบนชุดแข่งทีมชายในฤดูกาล 2026/27 รวมถึงการใช้สื่อในสนามและเชิญนักเตะชื่อดังมาสร้างคอนเทนต์ในไทย เพื่อต่อยอดความสำเร็จจากแคมเปญก่อนหน้าที่ได้ศิลปินระดับโลกอย่าง “ลิซ่า” มาช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้กับการท่องเที่ยวไทย ททท. รับดีลเวสต์แฮมจริง! ลุ้นจบดีลทันก่อนเปิดฤดูกาล 2026-27

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/lifestyle/740151&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rK701EEZzBfxSbDx3Uajt

  • เจาะ 30 ต้นแบบท่องเที่ยวยั่งยืน รับเทรนด์โลก สร้างรายได้ชุมชน

    เจาะ 30 ต้นแบบท่องเที่ยวยั่งยืน รับเทรนด์โลก สร้างรายได้ชุมชน

    กรมการท่องเที่ยวชู 30 ต้นแบบ ท่องเที่ยวยั่งยืน สร้างรายได้ชุมชน ควบคู่ดูแลสิ่งแวดล้อม หนุนธุรกิจไทยก้าวสู่เวทีโลก

    กรมการท่องเที่ยว เดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจแห่งความยั่งยืน ภายใต้โครงการ Thailand Green Tourism Plan 2030 โดยประกาศยกย่องความสำเร็จของผู้ประกอบการและแหล่งท่องเที่ยวจากทั่วประเทศจำนวน 30 ราย เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืน ต้นแบบเหล่านี้ได้ผสานมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

    ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจากโครงการนี้ จะได้รับการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวสู่เวทีประกวดระดับนานาชาติ ได้แก่ Top 100 Stories Competition 2026 สำหรับแหล่งท่องเที่ยว และ Good Travel Stories Competition 2026 สำหรับภาคธุรกิจ โดยแบ่งความสำเร็จออกเป็น 4 หมวดหมู่ ดังนี้

    เจาะ 30 ต้นแบบท่องเที่ยวยั่งยืน รับเทรนด์โลก สร้างรายได้ชุมชน

    1. หมวดชุมชนท่องเที่ยว (CBT): สัมผัสวิถีชีวิตและเที่ยวคาร์บอนต่ำ

    แต่ละชุมชนท่องเที่ยวได้ส่งมอบประสบการณ์ที่มีคุณค่าและมีแนวทางสู่ความยั่งยืนที่แตกต่างกัน ได้แก่

    • บ้านริมคลองโฮมสเตย์ (สมุทรสงคราม): พัฒนาพิพิธภัณฑ์มะพร้าวและฐานการเรียนรู้ ชูจุดเด่นการเที่ยวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon)
    • ตำบลเกาะหมาก (พัทลุง): จัดกิจกรรม “กินร้อยปล่อยล้าน” ชวนนักท่องเที่ยวปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกรามคืนสู่ทะเลสาบสงขลา
    • บ้านไหนหนัง (กระบี่): ใช้วิถีการเลี้ยงผึ้งโพรงมาสื่อสารให้เห็นว่า หากป่าอยู่ได้ ผึ้งอยู่ได้ ชุมชนก็จะมีรายได้
    • บ้านทุ่งหยีเพ็ง (กระบี่): นำเสนอวิถีเที่ยวรักษ์โลกผ่านกิจกรรมเรือแจวชมอุโมงค์โกงกางยามเช้า ไร้เสียงและมลพิษทางน้ำจากเครื่องยนต์
    • บ่อแก้ว ลัวฉือนี (เชียงใหม่): สร้างการท่องเที่ยวจากความหลากหลายของ 4 ชนชาติพันธุ์
    • ไตลื้อเมืองลวงเหนือ (เชียงใหม่): สร้างฐานเรียนรู้วัฒนธรรม เพื่อส่งต่อรากเหง้าสู่คนรุ่นใหม่
    • บ้านนาต้นจั่น (สุโขทัย): เน้นความแข็งแกร่งด้านการพึ่งพาตนเอง ชวนนักท่องเที่ยวมาเรียนรู้วิถีท้องถิ่น
    • โป่งแยงฟาร์ม บ้านม่วงคำ (เชียงใหม่): เสิร์ฟอาหารที่ใช้วัตถุดิบจากแปลงเกษตรอินทรีย์ของชุมชน
    • เซฟติสท์ฟาร์ม (กรุงเทพมหานคร): สร้างคลังอาหารชุมชน พร้อมปั้นนวัตกรรมเรือหางยาวไฟฟ้า (E-Boat)

    เจาะ 30 ต้นแบบท่องเที่ยวยั่งยืน รับเทรนด์โลก สร้างรายได้ชุมชน

    2. หมวดที่พักขนาดเล็ก (Small Good Stay): ยกระดับที่พักรักษ์โลก

    กลุ่มโรงแรมและที่พักได้ปรับตัวสู่การเป็นที่พักรักษ์โลกตามบริบทของตนเอง อาทิ

    • โรงแรมเดอะโมทีฟส์ อีโค่ โฮเทล (จันทบุรี): รีโนเวตบ้านไม้เก่า 60 ปี คงคุณค่าพื้นที่เดิม และชวนแขกจัดการขยะร่วมกัน
    • โรงแรม ศิริ เฮอริทิจ แบงค็อค (กรุงเทพฯ): สนับสนุนการอยู่ร่วมกับชุมชน และชวนเที่ยวรอบย่านด้วยจักรยานและตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า
    • กะช่องฮิลส์ เต็นท์ รีสอร์ท (ตรัง): มาพร้อมคอนเซปต์ Regenerative Luxury Resort พัฒนาแพลตฟอร์ม Forest Bathing เพื่อบำบัดสุขภาพ
    • เดอะ ซิลเวอร์ ปาล์ม เวลเนส รีสอร์ท (กรุงเทพฯ): นำเสนอ Green Lifestyle ใช้หลอดตะไคร้จากสวนโรงแรม และวัตถุดิบจากเพื่อนบ้าน
    • บ้านทะเลดาว (ประจวบคีรีขันธ์): อนุรักษ์สถาปัตยกรรมบ้านไม้สักทอง สวนป่าริมทะเล และมีแนวทางชดเชยคาร์บอนอย่างจริงจัง
    • โรงแรม ตั๊ก หลัก เกี้ย (กรุงเทพฯ): ออกแบบอาคารลดพลังงาน และทำ Walking Maps & Tours ชวนแขกเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ
    • ไฮด์ปาร์ค เชียงใหม่ (เชียงใหม่): จ้างงานคนในพื้นที่กว่า 80% สร้างความสัมพันธ์กับชุมชน และส่งเสริม Eco-Wellness
    • โรงแรมอทิตา เดอะฮิดเด้น คอร์ท เชียงแสน บูทีค โฮเทล (เชียงราย): นิยามความหรูหราผ่านความเรียบง่าย เชื่อมโยงช่างฝีมือและวัตถุดิบอาหารท้องถิ่น
    • ผาปก อีโค่ รีสอร์ท (ราชบุรี): ออกแบบให้อยู่ร่วมกับธรรมชาติ และติดตั้งโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้า 30% ของการใช้งานทั้งหมด

    เจาะ 30 ต้นแบบท่องเที่ยวยั่งยืน รับเทรนด์โลก สร้างรายได้ชุมชน

    3. หมวดผู้ประกอบการนำเที่ยว (Tour Operator): มุ่งเน้นการท่องเที่ยวเชิงลึก

    • บริษัท ออคโต้ ครีเอทีฟ แพลนเนอร์ จำกัด: ใช้จักรยานเป็นพาหนะขับเคลื่อนการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ
    • ทัวร์ อินเด็พธ์ บาย ปารี ทราเวล: นำเสนอวัดโพธิ์ในมิติเชิงลึก เพื่อพลิกฟื้นคุณค่าทางวัฒนธรรมของพื้นที่
    • บริษัท ฟรายเดย์ ทริป จำกัด: ออกแบบเส้นทางเยียวยาด้วยวัฒนธรรมและธรรมชาติร่วมกับชุมชน โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการ

    เจาะ 30 ต้นแบบท่องเที่ยวยั่งยืน รับเทรนด์โลก สร้างรายได้ชุมชน

    4. หมวดแหล่งท่องเที่ยว: สะท้อนการจัดการทรัพยากรอย่างสร้างสรรค์

    • บางโรง-ป่าคลอก (ภูเก็ต): ฟื้นฟูระบบนิเวศป่าชายเลน ควบคู่ไปกับการทำธนาคารปูม้า
    • เมืองเก่าตะกั่วป่า (พังงา): นำเสนอเรื่องราวเหมืองสร้างเมือง พร้อมทำแผนที่มรดกเมืองให้นักท่องเที่ยวสำรวจ
    • เมืองแม่ฮ่องสอน (แม่ฮ่องสอน): ใช้คอนเซปต์ Living Museum เปลี่ยนทุกซอกซอยเป็นห้องเรียน และชาวบ้านคือผู้เล่าเรื่อง
    • แหล่งมรดกโลกบ้านเชียง (อุดรธานี): ตีความมรดกโลก 5,000 ปี ในรูปแบบ Street Art พร้อมแสง สี และบรรยากาศ
    • เกาะเต่า (สุราษฎร์ธานี): นำเรือรบปลดประจำการมาทำเป็นบ้านปะการัง ดึงดูดนักดำน้ำและสร้างรายได้
    • เมืองเก่าเพชรบุรึ (เพชรบุรี): ปลุกถนนประวัติศาสตร์ 300 ปี ด้วยกิจกรรมเปิดหมวก ละครชาตรี และหุ่นกระบอก
    • อุทยานแห่งชาติแม่วาง (เชียงใหม่): จัดการเศษอาหารด้วยระบบถังแยกอัจฉริยะ นำปุ๋ยอินทรีย์คืนสู่ดิน
    • อุทยานแห่งชาติขุนขาน (เชียงใหม่): ชูพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ 6 มิติ ท่องเที่ยวโดยไม่รบกวนสิ่งมีชีวิตในถ้ำ
    • อุทยานแห่งชาติดอยภูคา (น่าน): เปลี่ยนนักท่องเที่ยวเป็นผู้พิทักษ์ป่า ใช้หลักการ “นำขยะเข้าเท่าไหร่ นำออกเท่านั้น”

    เจาะ 30 ต้นแบบท่องเที่ยวยั่งยืน รับเทรนด์โลก สร้างรายได้ชุมชน

    ความหลากหลายของแนวทางเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่าตราสัญลักษณ์ Thailand Good Travel ไม่ใช่เพียงแค่รางวัลเชิดชูเกียรติ แต่เป็นการพัฒนาที่เกิดขึ้นจริง และพร้อมเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทย สู่การเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการท่องเที่ยวยั่งยืนในเวทีโลกอย่างมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/740152&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Mqkm8Gs1HuBI9fs1CYsWY

  • ไกด์กระบี่ อัดอั้น ​จาก “รวยไม่ไหว” สู่ “จนไม่ไหวแล้ว” พิษน้ำมัน-นทท.หาย

    ไกด์กระบี่ อัดอั้น ​จาก “รวยไม่ไหว” สู่ “จนไม่ไหวแล้ว” พิษน้ำมัน-นทท.หาย

    ไกด์กระบี่ อัดอั้น ​จาก

    ไกด์กระบี่ อัดอั้น ​จาก “รวยไม่ไหว” สู่ “จนไม่ไหวแล้ว” พิษน้ำมัน-นทท.หาย

    วิกฤตการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังพ่นพิษใส่ภาคการท่องเที่ยวและประมงในพื้นที่ภาคใต้อย่างหนัก โดยสะท้อนผ่านเสียงของ นายภูวดล จำนงการณ์ มัคคุเทศก์วัย 22 ปี ในจังหวัดกระบี่ ที่ระบุว่าขณะนี้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงอย่างเห็นได้ชัดจากการชะลอตัวของการเดินทางระหว่างประเทศ ส่งผลให้ลูกค้าหลายรายตัดสินใจยกเลิกที่พักและทริปท่องเที่ยว

    ไกด์กระบี่ อัดอั้น ​จาก

    ขณะที่ปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นกลายเป็นต้นทุนซ้ำเติมทั้งกลุ่มเรือนำเที่ยวและเรือประมง เมื่อผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับราคาค่าบริการตามต้นทุนพลังงาน ก็ยิ่งทำให้กำลังซื้อของนักท่องเที่ยวลดลงตามไปด้วย จนส่งผลกระทบต่อรายได้ของคนทำงานในพื้นที่ซึ่งจากเดิมในช่วงไฮซีซั่นเคยมีงานทำทุกวัน แต่ปัจจุบันกลับเหลือเพียงการจ้างงานแบบวันเว้นวันเท่านั้น

    นอกจากนี้ นายภูวดลยังได้ส่งเสียงสะท้อนถึงรัฐบาลโดยหยิบยกคำโฆษณาในช่วงหาเสียงที่เคยระบุว่าจะทำให้ประชาชน “รวยจนไม่ไหว” มาเปรียบเทียบกับสถานการณ์จริงในปัจจุบันที่กลายเป็น “จนไม่ไหว” แทน

    “อยากจะฝากเหมือนที่ท่านเคยพูดว่า จะทำให้รวยไม่ไหวแล้ว ผมอยากจะพูดคำนั้นเหมือนกันที่จะพูดว่ารวย แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นจนเพราะว่าจนไม่ไหวแล้ว”

    พร้อมยืนยันว่าแม้ประชาชนจะรับทราบถึงคำขอโทษของรัฐบาลต่อวิกฤตน้ำมันที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่ต้องการมากกว่าคำพูดคือการตั้งใจทำงานและเร่งพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาปากท้องซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการทำมาหากินของประชาชนในขณะนี้

    ไกด์กระบี่ อัดอั้น ​จาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/economic/615174&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07rMtKI5xPNDkFznfis2Aw

  • มหาวิทยาลัยสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง สั่งเรียนออนไลน์ทั้งหมด หลังอิหร่านขู่โจมตี

    มหาวิทยาลัยสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง สั่งเรียนออนไลน์ทั้งหมด หลังอิหร่านขู่โจมตี

    Loading…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/fast/content/2923392&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1O7K1kPdYvrRmj2FQYSfZw

  • อุทัยธานีจัดโปรลดที่พัก หวังกระตุ้นท่องเที่ยว หลังเจอวิกฤตตะวันออกกลางฉุดยอด นทท.

    อุทัยธานีจัดโปรลดที่พัก หวังกระตุ้นท่องเที่ยว หลังเจอวิกฤตตะวันออกกลางฉุดยอด นทท.

    อุทัยธานีจัดโปรลดที่พัก หวังกระตุ้นท่องเที่ยว หลังเจอวิกฤตตะวันออกกลางฉุดยอด นทท.

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    ทันตแพทย์ กฤตพล พรพิบูลย์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวอุทัยธานี เปิดเผยถึงธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดอุทัยธานี ที่กำลังเผชิญผลกระทบอย่างหนักจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ว่า มีนักท่องเที่ยวยกเลิกการจองห้องพักแล้วประมาณร้อยละ 40 จากสถานการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ วันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ซึ่งเดิมเป็นช่วงที่มีอัตราการเข้าพักสูง

    ทั้งนี้ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวอุทัยธานี ได้ร่วมกับจังหวัดอุทัยธานี และภาคีเครือข่าย ออกมาตรการเร่งด่วน เพื่อลดผลกระทบและกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยจัดโปรโมชั่นลดราคาที่พักทั้งโรงแรม รีสอร์ท และโฮมสเตย์กว่า 20 แห่ง ในพื้นที่ ตั้งแต่ร้อยละ 10-40 พร้อมประสานความร่วมมือกับสถานีบริการน้ำมันทั่วทั้งจังหวัด เพียงนักท่องเที่ยวแจ้งกับที่พักว่าต้องการเติมน้ำมัน เพื่อสำรองน้ำมันให้เพียงพอสำหรับนักท่องเที่ยวทุกคณะ สร้างความมั่นใจว่าสามารถเดินทางไป-กลับได้อย่างไม่ติดขัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000030261&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1M2bzIYYIkH8YN2n066CTY

  • ธุรกิจท่องเที่ยวอุทัยธานีอ่วม! รับผลกระทบราคาน้ำมันพุ่ง ลูกค้ายกเลิกจองเกือบ 40% | เดลินิวส์

    ธุรกิจท่องเที่ยวอุทัยธานีอ่วม! รับผลกระทบราคาน้ำมันพุ่ง ลูกค้ายกเลิกจองเกือบ 40% | เดลินิวส์

    ที่ อุทัยธานี  ภาคธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดอุทัยธานี เผชิญผลกระทบอย่างหนักจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อันเป็นผลพวงจากวิกฤตในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนการเดินทางของนักท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่บางช่วงยังเกิดภาวะน้ำมันขาดแคลน กระทบต่อความเชื่อมั่นในการเดินทาง ส่งผลนักท่องเที่ยวยกเลิกจองห้องพักช่วงใกล้สงกรานต์

    ทันตแพทย์ กฤตพล พรพิบูลย์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวอุทัยธานี เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวยกเลิกการจองห้องพักแล้วประมาณร้อยละ 40 จากสถานการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ วันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ซึ่งเดิมเป็นช่วงที่มีอัตราการเข้าพักสูงเพื่อลดผลกระทบและกระตุ้นการท่องเที่ยว สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวอุทัยธานี ได้ร่วมกับจังหวัดอุทัยธานี และภาคีเครือข่าย ออกมาตรการเร่งด่วน จัดโปรโมชั่นลดราคาที่พักทั้งโรงแรม รีสอร์ท และโฮมสเตย์ กว่า 20 แห่ง ในพื้นที่ ลดราคาตั้งแต่ร้อยละ 10-40 พร้อมประสานความร่วมมือกับสถานีบริการน้ำมันทั่วทั้งจังหวัด เพียงนักท่องเที่ยวแจ้งกับที่พักว่าต้องการเติมน้ำมัน เพื่อสำรองน้ำมันให้เพียงพอสำหรับนักท่องเที่ยวทุกคณะ สร้างความมั่นใจว่าสามารถเดินทางไป-กลับได้อย่างไม่ติดขัด

    ทั้งนี้ ผู้ประกอบการคาดหวังว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่จังหวัดอุทัยธานีในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยเฉพาะต้นเดือนเมษายน 2569 ซึ่งจังหวัดเตรียมจัดงานใหญ่ “งานเทิดพระเกียรติสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก จังหวัดอุทัยธานี ประจำปี 2569” ระหว่างวันที่ 1-9 เมษายน 2569 รวม 9 วัน 9 คืน ณ สวนน้ำเฉลิมพระเกียรติ (บึงพระชนก) อำเภอเมืองอุทัยธานี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5733102/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WYhkuVKFGZxktugUhDBcz

  • ผ่า 3 ฉากทัศน์ ค่าเงินบาท Vs ราคานํ้ามันดิบ ผลกระทบเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวไทย 

    ผ่า 3 ฉากทัศน์ ค่าเงินบาท Vs ราคานํ้ามันดิบ ผลกระทบเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวไทย 

    นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า ในการวิเคราะห์ทิศทางของค่าเงินบาทไม่อาจมองข้ามอิทธิพลของ “ราคานํ้ามันดิบในตลาดโลก” ซึ่งมีความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างและส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อทั้งเสถียรภาพของค่าเงินและต้นทุนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ดังนี้

    1. กลไกการส่งผ่านผ่านดุลบัญชีเดินสะพัด

    งานวิจัยเชิงประจักษ์ที่ใช้แบบจําลองทางเศรษฐมิติยืนยันว่า ราคานํ้ามันดิบเป็นหนึ่งในตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในระยะยาวอย่างมีนัยสําคัญ เนื่องจากประเทศไทยมีสถานะเป็นประเทศผู้นําเข้านํ้ามันสุทธิ (Net Oil Importer) โดยต้องพึ่งพาการนําเข้านํ้ามันดิบสูงถึงร้อยละ 86 ของปริมาณการบริโภคภายในประเทศ และมูลค่าการนําเข้าพลังงานคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 6.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เมื่อราคานํ้ามันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น 

    ประเทศไทยจําเป็นต้องใช้เงินตราต่างประเทศ โดยเฉพาะดอลลาร์สหรัฐ จํานวนมหาศาลเพื่อชําระค่าพลังงานที่นําเข้า การไหลออกของเม็ดเงินนี้ส่งผลให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว และมีความเสี่ยงสูงที่จะพลิกจากภาวะเกินดุลไปสู่การขาดดุล 

    จากการประเมินความอ่อนไหวของสถาบันการเงิน (Sensitivity Analysis) พบว่าหากราคานํ้ามันดิบโลกเพิ่มขึ้นทุก ๆ 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลจะส่งผลให้ดุลการค้าของไทยลดลงร้อยละ 0.9 ของ GDP ซึ่งสะท้อนความเปราะบางอย่างมาก สภาวะการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดนี้จะสร้างแรงกดดันให้ “เงินบาทอ่อนค่าลง” ตามกลไกตลาดในที่สุด

    2. ผลกระทบแบบทวีคูณต่อต้นทุนพลังงานภายในประเทศ

    ความสัมพันธ์ระหว่างค่าเงินและราคานํ้ามันยังส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงานหน้าสถานีบริการและต้นทุนการขนส่งภายในประเทศ ตัวอย่างเช่น หากราคานํ้ามันดิบอยู่ที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในสภาวะที่เงินบาทแข็งค่า (เช่น 32 บาทต่อดอลลาร์) ต้นทุนการนําเข้าจะอยู่ที่ประมาณ 3,200 บาท แต่หากเงินบาทอ่อนค่าลง (เช่น.37 บาทต่อดอลลาร์) ต้นทุนนําเข้านํ้ามันปริมาณเท่าเดิมจะพุ่งสูงถึง 3,700 บาททันที 

    ดังนั้น เมื่อเกิดสภาวะที่ราคาน้ำมันดิบโลกแพงขึ้นพร้อมกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง จะกลายเป็นปัจจัยซํ้าเติมต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพภายในประเทศอย่างรุนแรง

    3. แรงกระเพื่อมถึงห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

    ความผันผวนของราคานํ้ามันดิบและค่าเงินบาทได้สร้างแรงกดดันต่อโครงสร้างต้นทุนของผู้ประกอบการท่องเที่ยวในทุกมิติ ในภาคการขนส่งทางอากาศ ราคานํ้ามันอากาศยาน (Jet fuel) ที่พุ่งสูงขึ้นบีบบังคับให้สายการบินต้องพยุงต้นทุนด้วยการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง ส่งผลให้ราคาตั๋วเครื่องบินอาจปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 15-20 ซึ่งกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ 

    นอกจากนี้ ภาวะต้นทุนพลังงานแพงยังส่งผลให้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการขนส่งสําหรับนักท่องเที่ยวพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 40 ในขณะที่ต้นทุนการดําเนินงานของธุรกิจโรงแรมและการบริการก็ขยับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 25 ตามไปด้วย การส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นเหล่านี้ไปยังนักท่องเที่ยว จะย้อนกลับมาบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ขณะที่การประเมินฉากทัศน์การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

    นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า เพื่อคาดการณ์อนาคตและกําหนดทิศทางเชิงนโยบาย การประเมินฉากทัศน์การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐใน 3 ระดับ จะทําให้เห็นถึงผลกระทบเชิงปริมาณและทิศทางการปรับตัวของเศรษฐกิจไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ฉากทัศน์ที่ 1 ค่าเงินบาทตํ่ากว่า 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (วิกฤตความสามารถในการแข่งขัน) 

    ฉากทัศน์นี้จัดเป็นสภาวะจําลองขั้นวิกฤตซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หากกระแสเงินทุนไหลเข้าเก็งกําไรในสินทรัพย์เสี่ยงของไทยอย่างรุนแรง ราคาทองคําในตลาดโลกพุ่งทะยานอย่างต่อเนื่อง หรือดอลลาร์สหรัฐเสื่อมค่าลงอย่างหนักจากปัญหาหนี้สาธารณะในสหรัฐฯ การที่เงินบาทแข็งค่าหลุดระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะสร้างผลกระทบที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

    ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว: หากค่าเงินบาทแข็งค่าถึงระดับนี้อย่างเรื้อรัง จะบั่นทอนรายได้จากการท่องเที่ยวของไทยลงถึงร้อยละ 15-17 การแข็งค่าระดับนี้ทําให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมองว่าการเดินทางมาประเทศไทยมีราคาแพงเกินจริงอย่างไม่มีเหตุผล เมื่อเทียบกับคุณภาพโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับ การหดตัวจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันในกลุ่มตลาดระยะไกล (Long-haul) จากยุโรปและอเมริกา เนื่องจากค่าใช้จ่ายโดยรวมจะเกินกว่างบประมาณที่ยอมรับได้ ในขณะที่ตลาดระยะใกล้จากประเทศเพื่อนบ้านจะเปลี่ยนจุดหมายปลายทางไปยังเวียดนาม ฟิลิปปินส์ หรืออินโดนีเซียอย่างถาวร

    ความท้าทายของภาคธุรกิจ: อุตสาหกรรมโรงแรมจะเผชิญกับภาวะอุปทานส่วนเกิน Oversupply อย่างหนักหน่วง ปัจจุบันประเทศไทยมีห้องพักที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายและห้องพักทางเลือกในแพลตฟอร์มอย่าง Airbnb รวมกันมากกว่า 200,000 ห้อง (คิดเป็นร้อยละ 15 ของอุปทานทั้งหมด) เมื่ออุปสงค์หดตัวลงอย่างรุนแรงถึงร้อยละ 15-17 สงครามราคา จะปะทุขึ้นในหมู่ผู้ประกอบการโรงแรมระดับ3 ดาวลงมา นําไปสู่การลดคุณภาพบริการ การปลดพนักงาน และปัญหาหนี้เสียในภาคอุตสาหกรรมบริการ

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาค: ภาพรวมของเศรษฐกิจไทย (GDP) จะถูกฉุดรั้งอย่างรุนแรง ภาคการส่งออกจะสูญเสียตลาดให้แก่ประเทศคู่แข่งในอาเซียนอย่างไม่อาจกู้คืนได้ และหากราคานํ้ามันดิบในตลาดโลกทรงตัวในระดับสูงกว่า 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตามการคาดการณ์ของ Bank of America ในช่วงไตรมาสที่สองของปีประเทศไทยอาจเผชิญกับภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดซึ่งจะยิ่งซํ้าเติมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้ทรุดโทรมลง

    ฉากทัศน์ที่ 2 ค่าเงินบาทอยู่ที่ 30-32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านและคัดกรอง)

    นี่คือฉากทัศน์ที่เป็นสภาวะปัจจุบันและมีแนวโน้มที่จะดําเนินต่อไปในช่วงปี2569 โดย Bank of America คาดการณ์ว่าเงินบาทจะอ่อนค่าไปแตะระดับ 33 บาทในช่วงกลางปี 2569 ก่อนจะแข็งค่ากลับมาปิดปีที่ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ระดับอัตราแลกเปลี่ยนนี้ถือเป็น “ตัวกรอง” ทางโครงสร้างเศรษฐกิจที่บีบบังคับให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยต้องก้าวออกจาก Comfort Zone

    การปรับเปลี่ยนองค์ประกอบนักท่องเที่ยว ภายใต้ค่าเงินในกรอบ 30-32 บาท ประเทศไทยยังคงไม่สูญเสียความน่าดึงดูดใจระดับโลก แต่โครงสร้างและคุณลักษณะของนักท่องเที่ยวจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสําคัญ นักท่องเที่ยวที่ให้ความสําคัญกับราคาของถูกจะลดลง ในขณะที่ตลาดที่มี “ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจสูง” จะทวีความสําคัญมากขึ้น 

    กลุ่มนักท่องเที่ยวรายได้สูงจากตลาดระยะใกล้ เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง ออสเตรเลีย และกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ซึ่งตัดสินใจเดินทางโดยเน้นที่ประสบการณ์ ความปลอดภัย สุขภาพและ Gastronomy มากกว่าการพิจารณาเพียงแค่ราคา จะกลายเป็นเป้าหมายหลัก 

    ข้อมูลการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปของนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1,300 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยังคงตํ่ากว่าระดับ 1,600 ดอลลาร์สหรัฐของญี่ปุ่น และ 1,700 ดอลลาร์สหรัฐของสิงคโปร์แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีช่องว่างในการยกระดับไปสู่การเป็นจุดหมายปลายทางระดับพรีเมียม ฉากทัศน์นี้เป็นการส่งสัญญาณว่าประเทศไทยกําลังก้าวข้ามยุค “ของถูก” ไปสู่อนาคตของการท่องเที่ยวที่กําหนดด้วยประสบการณ์ คุณภาพ และมูลค่าระยะยาว

    ผลลัพธ์เชิงธุรกิจและภาพรวมเศรษฐกิจ: การเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวมจะขยายตัวในระดับที่ตํ่ากว่าศักยภาพ (ประมาณร้อยละ 1.8 – 2.0) ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับความท้าทายจากปรากฏการณ์ที่นักท่องเที่ยวระมัดระวังในการใช้จ่าย ธุรกิจระดับกลางที่ไม่มีจุดขายชัดเจนจะประสบปัญหา ในขณะที่ธุรกิจที่นําเสนอบริการเชิงคุณค่า เช่น Medical Tourism สปาและการดูแลสุขภาพ จะสามารถปรับตัวและดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มกําลังซื้อสูงเพื่อรักษากําไรไว้ได้

    ฉากทัศน์ที่ 3 ค่าเงินบาทอยู่ที่ 32-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (จุดสมดุลเชิงยุทธศาสตร์)

    ระดับอัตราแลกเปลี่ยนในกรอบ 32-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ได้รับการประเมินจากภาคเอกชนและหอการค้าไทยว่าเป็น “จุดสมดุลเชิงกลยุทธ์” (Strategic Sweet Spot) ที่เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจตามความเป็นจริงมากที่สุด ในขณะที่การอ่อนค่าไปจนถึง 35 บาทต่อดอลลาร์เหมือนเช่นในปี 2562 (ก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19) จะเป็นปัจจัยหนุนเชิงบวกที่ทรงพลังที่สุด

    ประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว: เมื่อค่าเงินบาทอยู่ในระดับนี้ ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของไทยจะทัดเทียมหรือเหนือกว่าประเทศเวียดนามและญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวต่างชาติจะรู้สึกถึงความคุ้มค่าอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยปลดล็อกข้อจํากัดทางจิตวิทยาในการตัดสินใจเดินทาง อํานาจซื้อที่เพิ่มขึ้นจะช่วยดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนขนาดใหญ่ (Group) ให้กลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

    ผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้าง: การใช้จ่ายที่ผ่อนคลายขึ้นของนักท่องเที่ยวในฉากทัศน์นี้ จะก่อให้เกิดตัวคูณผลสัมฤทธิ์ (Multiplier Effect) ที่มีประสิทธิภาพ เม็ดเงินจะไหลทะลักออกจากโรงแรมหรูใจกลางเมือง กระจายลงสู่ร้านอาหารริมทาง ธุรกิจนวดแผนไทย รถรับจ้างสาธารณะ และตลาดนัดชุมชนช่วยบรรเทาปัญหาการกระจุกตัวของรายได้ ซึ่งในปัจจุบันรายได้จากการท่องเที่ยวยังคงกระจุกตัวอยู่เพียง 6 จังหวัดหลัก ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ และกระบี่ 

    ยิ่งไปกว่านั้น ในมิติของเศรษฐกิจมหภาค ค่าเงินที่ 32-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะช่วยชุบชีวิตภาคการส่งออกของไทยให้กลับมามีส่วนต่างกําไรที่เหมาะสม ป้องกันปัญหาสินค้านําเข้าทะลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่สร้างแรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศจนเกินควบคุม ช่วยผลักดันให้ GDP ของประเทศสามารถขยายตัวทะลุเป้าหมายร้อยละ 2.5 ได้สําเร็จ

    นายยุทธศักดิ์ ระบุว่า อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทจึงเปรียบเสมือนกระจกสะท้อนโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศไทยการพึ่งพากลยุทธ์การลดราคาและเน้นปริมาณการรองรับนักท่องเที่ยวจํานวนมากเช่นในอดีต สร้างความเปราะบางเมื่อประเทศต้องเผชิญกับสภาวะเงินบาทแข็งค่า ดังนั้น เพื่อก้าวข้ามผ่านวงจรอุบาทว์ที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขัน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยจําเป็นต้องดําเนินการปรับตัวเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้

    1. การปรับจุดยืนทางการตลาดจาก “ปริมาณ” สู่ “คุณค่า” เร่งเปลี่ยนผ่านรูปแบบธุรกิจ โดยลดการพึ่งพานักท่องเที่ยวที่อ่อนไหวต่อราคา และหันมามุ่งเน้นกลุ่มที่มีความยืดหยุ่นสูง การใช้ประโยชน์จากกระแส “Silver Economy” หรือสังคมผู้สูงวัย โดยบูรณาการภาคการท่องเที่ยวเข้ากับบริการด้านสุขภาพและการแพทย์ (Medical and Wellness Tourism) จะช่วยเพิ่มระยะเวลาการพํานักและมูลค่าการใช้จ่ายต่อหัวได้อย่างมีนัยสําคัญ 

    ธุรกิจโรงแรมจําเป็นต้องชูจุดเด่นด้านคุณค่าของประสบการณ์ ความปลอดภัย สุขภาพ และคุณภาพของการบริการระดับเวิลด์คลาส เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มชดเชยความเสียเปรียบด้านอัตราแลกเปลี่ยน

    2. การปกป้องและเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่น เพื่อลดผลกระทบจากต้นทุนที่ผันผวนตามอัตราแลกเปลี่ยน ผู้ประกอบการโรงแรมและบริการร้านอาหารควรลดสัดส่วนการนําเข้าวัตถุดิบลงจากปัจจุบันที่ร้อยละ 30-35 และหันมาใช้กระบวนการจัดซื้อวัตถุดิบคุณภาพสูงจากเครือข่ายเกษตรกรภายในประเทศ 

    การทําเช่นนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงด้านค่าเงิน แต่ยังเป็นการกระตุ้นตัวคูณทางเศรษฐกิจระดับฐานราก ในขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องมีมาตรการปกป้องผู้ประกอบการ SMEs จากการทุ่มตลาดของสินค้านําเข้าราคาถูก เพื่อรักษาเอกลักษณ์และขีดความสามารถในการผลิตสินค้าของที่ระลึกและไลฟ์สไตล์ของไทย

    3. นโยบายเศรษฐกิจมหภาคและการบริหารจัดการค่าเงินแบบบูรณาการ ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังประสานการทํางานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งเชิงนโยบายในสภาวะที่การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นการลงทุนและชะลอการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งอาจถูกจํากัดด้วยความกังวลด้านเสถียรภาพและภาวะเงินเฟ้อ 

    ภาครัฐจึงจําเป็นต้องใช้เครื่องมือทางการคลังอย่างตรงจุด (Targeted Measures) เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนของผู้ส่งออกและธุรกิจท่องเที่ยว พร้อมทั้งกําหนดมาตรการแยกบัญชีการเคลื่อนย้ายเงินทุนจากการซื้อขายทองคําออกจากระบบแลกเปลี่ยนเงินตราปกติอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การประเมินค่าเงินบาทสะท้อนปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ไม่ให้บิดเบือนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    นายยุทธศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเป็นทั้งบททดสอบและตัวเร่งปฏิกิริยาต่อเศรษฐกิจไทย การที่ค่าเงินบาททรงตัวอยู่ในกรอบ 32-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นจุดสมดุล (Sweet Spot) ที่เอื้ออํานวยต่อทั้งการเติบโตของการส่งออกและการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้กลับมาฟื้นตัวอย่างเต็มกําลัง 

    อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงไม่ได้จํากัดอยู่เพียงตัวเลขของอัตราแลกเปลี่ยน หากแต่อยู่ที่ความสามารถของกลไกภาครัฐและเอกชนในการปรับตัวเชิงโครงสร้าง ก้าวข้ามขีดจํากัดด้านการแข่งขันด้วยราคาและรังสรรค์ระบบนิเวศการท่องเที่ยวของไทยให้มีความยืดหยุ่น ทรงคุณค่า และพร้อมรับมือกับความผันผวนของโลกยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/655263&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zLgcLlbgYkcS-Q7-znFAQ

  • กลุ่มธุรกิจยูดี ทาวน์ ปรับกลยุทธด้านการบริหารในทุกมิติรับการเติบโตต่อเนื่อง

    กลุ่มธุรกิจยูดี ทาวน์ ปรับกลยุทธด้านการบริหารในทุกมิติรับการเติบโตต่อเนื่อง

    กลุ่มธุรกิจยูดี ทาวน์ ปรับกลยุทธด้านการบริหารในทุกมิติรับการเติบโตต่อเนื่อง ปักธงร่วมขับเคลื่อนจังหวัดอุดรธานีให้เป็นเมืองเฟสติวัลระดับภูมิภาค ทุ่มงบกว่า 30 ล้าน!! จัดงาน

    กลุ่มธุรกิจยูดีทาวน์ เดินหน้าตอกย้ำบทบาทการเป็นแลนด์มาร์คด้านการท่องเที่ยว และเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญ ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2569 กลุ่มธุรกิจยูดีทาวน์ และบริษัทในเครือ ได้วางแผนยกระดับการดำเนินธุรกิจในทุกมิติ ด้วยวิสัยทัศน์ เข้าใจพื้นที่ และ เข้าใจคน อันเป็นหนึ่งจุดแข็งในการบริหารงาน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กร พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่น่าประทับใจและตอบโจทย์ผู้บริโภค และสำหรับเทศกาลปีใหม่ไทยที่จะมาถึง ศูนย์การค้ายูดี ทาวน์ ทุ่มงบกว่า 30 ล้านบาท!! เตรียมสร้างปรากฏการณ์ความสนุกครั้งยิ่งใหญ่ ด้วยการจัดงาน “UDON SONGKRAN FESTIVAL 2026” ต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ เนรมิตพื้นที่ให้กลายเป็นเทศกาลแห่งความสุขที่ผสานทั้งความบันเทิง แสง สี เสียง ชุ่มฉ่ำกับอุโมงค์น้ำ ปาร์ตี้โฟม คอนเสิร์ตจากศิลปิน ชื่อดัง และดีเจชั้นนำ รวมประสบการณ์ร่วมสมัยไว้อย่างครบครัน ในวันที่ 13-16 เมษายน 2569 ณ ลาน เดอะแลนด์ (The Land) ศูนย์การค้ายูดี ทาวน์ อุดรธานี

    อภิชา วีรชาติยานุกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อุดรพลาซ่า จำกัด บริหารศูนย์การค้า ยูดี ทาวน์ เปิดเผยว่าภาพรวมของยูดีทาวน์ในปีที่ผ่านมา ถือว่าเติบโตอย่างต่อเนื่องจากการที่เราไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงศูนย์การค้า แต่เป็น Lifestyle Destination และ Event Destination ของคนอุดรธานีและภาคอีสาน กลยุทธ์สำคัญของเรา คือการบริหารพื้นที่ให้ตอบโจทย์คนหลายกลุ่มพร้อมกัน ทั้งลูกค้าท้องถิ่น นักท่องเที่ยว ผู้จัดงาน ร้านค้า และพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ โดยเราเน้น 3 เรื่องหลัก คือ 1.การคัดสรร tenant และกิจกรรมที่ตรงกับพฤติกรรมผู้บริโภคจริง 2.การสร้าง traffic ผ่านอีเวนต์ขนาดใหญ่และกิจกรรมต่อเนื่องตลอดปี 3.การบริหารพื้นที่แบบยืดหยุ่น เพื่อให้พื้นที่เดียวกันสามารถสร้างรายได้และประสบการณ์ได้หลายรูปแบบ

    สิ่งที่ทำให้ยูดีทาวน์เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง คือเราไม่หยุดนิ่งกับความสำเร็จเดิม แต่พยายามปรับตัวเร็ว ฟังเสียงลูกค้าเร็ว และตัดสินใจเร็ว ทำให้สามารถรักษาความคึกคักของศูนย์การค้าไว้ได้ตลอดทั้งปี และในปี 2569 แนวทางของยูดีทาวน์จะชัดเจนมากขึ้น โดยไม่ได้ทำการตลาดแบบ Mass อย่างเดียวอีกต่อไป แต่ขยับมาสู่การทำการตลาดแบบ แม่นยำขึ้น ตรงกลุ่มขึ้น และสร้าง Engagement มากขึ้น มีการปรับหลักการบริหารใน 3 มิติหลัก

    มิติแรก คือ Data & Insight Driven มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับพฤติกรรมลูกค้าในแต่ละช่วงเวลา ว่าผู้บริโภคมาศูนย์การค้าเพราะอะไร มาเวลาไหน ใช้จ่ายกับอะไร และกิจกรรมแบบใดทำให้เกิดการกลับมาซ้ำ

    มิติที่สอง คือ Experience-led Marketing โดยสถิติจากการวิเคราะห์ ในแต่ละวันผู้บริโภคไม่ได้ต้องการแค่สถานที่ซื้อของ แต่ต้องการประสบการณ์ที่น่าจดจำ เพราะฉะนั้นจึงให้ความสำคัญกับการสร้างบรรยากาศ การจัดเทศกาล และการทำคอนเทนต์ที่ทำให้ผู้คนอยากมา อยากแชร์ และอยากกลับมาอีก

    มิติที่สาม คือ Collaboration & Community ยูดีทาวน์ให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับทั้ง ภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการท้องถิ่น และชุมชนมากขึ้น เพราะเราเชื่อว่าการเติบโตอย่างยั่งยืน ต้องเป็นการเติบโตไปพร้อมกันทั้ง Ecosystem

    ดังนั้นปี 2569 จึงเป็นปีที่ยูดีทาวน์จะเน้นทั้ง ประสิทธิภาพทางธุรกิจ และ คุณค่าทางประสบการณ์ ไปพร้อมกัน ด้วยการอยู่ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานีมาอย่างยาวนาน ความสามารถในการ เข้าใจพื้นที่ และ เข้าใจคน นับเป็นจุดแข็งของยูดีทาวน์ ที่ทำให้เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคในพื้นที่ได้ทุกมิติ ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตลาดท้องถิ่น เรามองภาพใหญ่ขึ้น ทั้งเรื่องเทรนด์การท่องเที่ยว การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ การบริโภคแบบ Experiential และแนวโน้มของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในภูมิภาค

    สิ่งที่ยูดีทาวน์ทำมาตลอดคือ การแปลงเทรนด์เหล่านั้นให้เป็นสิ่งที่จับต้องได้จริงในพื้นที่ เช่น การจัดงานเทศกาลที่มีทั้งความบันเทิงและ Social Sharing Value, การพัฒนา Mix ของร้านค้าและบริการให้ตอบโจทย์หลายเจเนอเรชัน, การออกแบบพื้นที่ให้รองรับทั้งการใช้ชีวิต การท่องเที่ยว และการจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ เราไม่ได้พยายามตามเทรนด์อย่างเดียว แต่พยายามเลือกเทรนด์ที่เหมาะกับบริบทของอุดรธานี แล้วทำให้ดีที่สุดในแบบของเรา จึงทำให้ยูดีทาวน์ยังคงมีความสดใหม่และรักษาความเป็นผู้นำได้อย่างต่อเนื่อง

    และสำหรับหนึ่งอีเวนต์ใหญ่ประจำปี “UDON SONGKRAN FESTIVAL 2026” ในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้ธีม Neon Water: The Power of the Flow สะท้อนพลังของสายน้ำ ความสนุก ความสดใส และการไหลรวมของผู้คนจากหลากหลายที่ ให้มารับความสุขร่วมกันในช่วงสงกรานต์ อีกทั้งยูดีทาวน์ยังคงตั้งใจยกระดับการ จัดงานให้เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ที่สำคัญของภาคอีสาน ด้วยการทุ่มงบกว่า 30 ล้านบาท ในการพัฒนาทั้งโปรดักชัน กิจกรรม ความปลอดภัย ระบบอำนวยความสะดวก โดยร่วมกับพันธมิตรชั้นนำ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มตราช้าง, ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเป๊ปซี่, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, AIS และ Hotel Moco

    สำหรับคอนเซ็ปต์การตกแต่งพื้นที่อยากให้งานปีนี้เป็นมากกว่างานเล่นน้ำ แต่เป็น Festival Experience ที่รวมทั้งแสง สี เสียง ดนตรี และบรรยากาศความเป็นเมืองอุดรธานีสมัยใหม่ไว้ด้วยกัน อยากให้บรรยากาศเป็นงานสงกรานต์ที่มีทั้งความสนุก ความปลอดภัย และความร่วมสมัยในแบบของยูดี ทาวน์ พร้อมกันนี้ยังคงยึดมั่นในการสืบสานประเพณีไทยในเทศกาลสงกรานต์ให้คงไว้ ด้วยการจัดโซนวัฒนธรรม เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมสืบสานประเพณีอันดีงามของไทย โดยมีการอัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์จากวัดดัง 9 แห่งทั่วประเทศ มาให้ประชาชนได้ร่วมสรงน้ำเพื่อความเป็นสิริมงคลในวันขึ้นปีใหม่ไทย ได้แก่ พระแก้วมรกต, พระพุทธโสธร, พระพุทธชินราช, พระพุทธไตรรัตนนายก, หลวงพ่อวัดไร่ขิง, หลวงพ่อวัดบ้านแหลม, พระพุทธสิหิงค์, หลวงพ่อพระใส และพระพุทธนเรศร์สักชัยไพรีพินาศ รวมถึงยังมีกิจกรรมก่อเจดีย์ทราย เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ร่วมทำบุญ เสริมสิริมงคล และสัมผัสบรรยากาศสงกรานต์แบบไทยแท้ได้ตลอดช่วงเทศกาล ซึ่งมั่นใจได้ว่าทุกคนที่มาร่วมงานจะประทับใจในประสบการณ์ที่ได้รับกลับไปอย่างแน่นอน ตอกย้ำแนวคิดที่ว่าเป้าหมายของยูดีทาวน์ไม่ใช่แค่การจัดงานใหญ่ แต่ต้องการจัดงานที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน สร้างผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ การท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ของอุดรธานีในระดับภูมิภาคด้วย

    ในส่วนของการเตรียมความพร้อมด้านพื้นที่ ปีนี้มีการวางแผนอย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น ตั้งใจอยากให้เป็นเทศกาลสงกรานต์ที่ มีความสนุกอย่างมีระบบ มีการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ แบ่งเป็น การจัดโซน พื้นที่ให้ชัดเจน เพื่อให้การไหลของคนเป็นระเบียบ, การเพิ่มจุดกิจกรรมและจุดถ่ายภาพ เพื่อกระจายคนในพื้นที่การดูแลเรื่องทางเข้าออก จุดจอดรถ จุดบริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ, การยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัย ทั้งเจ้าหน้าที่ ระบบดูแลพื้นที่ และการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง, การดูแลความสะอาดและความพร้อมของพื้นที่ตลอดช่วงการจัดงาน โดยมีวัตถุประสงค์ต้องการให้ผู้เข้าร่วมงาน ทั้งชาวอุดรฯ นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ได้รับความมั่นใจว่าเมื่อมาเยือนยูดีทาวน์ จะได้สัมผัสทั้งความสนุกสนาน ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และประทับใจกับประสบการณ์ที่ดีตลอดทั้งงาน

    การเตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเทียว สำหรับงาน “UDON SONGKRAN FESTIVAL 2026” มีการเตรียมพื้นที่ไว้รองรับหลากหลายด้าน โดยมีการออกแบบพื้นที่อย่างเป็นระบบ ทั้งโซนคอนเสิร์ต โซนเล่นน้ำและโซนกิจกรรม เพื่อให้สามารถรองรับผู้เข้าร่วมงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ 1. พื้นที่จอดรถรองรับมากกว่า 3,000 คัน (ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์) 2. โซนร้านค้าและอาหารกว่า 30 ร้านเลือกอิ่มอร่อยได้ ตลอดทั้งคืน 3. ห้องน้ำมากกว่า 40 ห้อง แยกชาย-หญิงชัดเจน 4. มาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และยังได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน อาทิ ตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี พร้อมรถสายตรวจ, เจ้าหน้าที่กองบิน 23 (สห.ทอ.), หน่วยเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (EOD) จากค่ายเสนีรณยุทธ, หน่วยปฐมพยาบาลจากโรงพยาบาลเอกอุดร, เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเอกชน (การ์ด)

    ภายในการจัดงานตลอดทั้ง 4 วัน 4 คืน ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสความสนุกแบบเต็มรูปแบบ จากศิลปินชื่อดัง อาทิ ก้อง ห้วยไร่, Retrospect, อ๊อฟ ปองศักดิ์, Tilly Birds, MAIYARAP รวมถึงศิลปินและดีเจสายปาร์ตี้ระดับสากล อย่างSUN B x MC JASON, BUDDHA, SHOCKKO และอีกมากมาย

    สำหรับกติกา และการเตรียมตัวสำหรับนักท่องเที่ยว ในการเข้าร่วมเทศกาล “UD TOWN SONGKRAN FESTIVAL 2026” สามารถเข้าถึงได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะมาเล่นน้ำ มาชมคอนเสิร์ต หรือมาสนุกกับเพื่อนเป็นกลุ่มก็เลือกโซนได้ตามสไตล์ของตัวเอง และอยากเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเตรียมตัวมาให้พร้อม ทั้งการแต่งตัวที่เหมาะกับการเล่นน้ำ พลังความสนุก และการปฏิบัติตามกติกาของงาน เพื่อให้ทุกคนได้สนุกอย่างเต็มที่ ปลอดภัย และประทับใจกลับไป โดยการแบ่งโซนมีดังนี้ โซนคอนเสิร์ต บัตร 100 บาท และเข้าฟรีก่อน 18.00 น. โซนถังน้ำพร้อมเปียกสำหรับ 4 ท่าน พร้อมเครื่องดื่ม ราคาเริ่มต้น 1,999 บาท/วัน โซนพื้นที่ยกระดับพร้อมทางเข้าส่วนตัวและห้องน้ำแยกพิเศษ โซนโต๊ะยืนสำหรับ 4 ท่าน พร้อมเครื่องดื่ม ราคาเริ่มต้น 2,699 บาท/วัน โซนโต๊ะนั่งสำหรับ 6 ท่าน พร้อมเครื่องดื่ม ราคาเริ่มต้น 4,999 บาท/วัน

    โดยในปีนี้คาดการณ์จำนวนผู้เข้าร่วมงานตลอดช่วงเทศกาลกว่า 200,000 คน แบ่งเป็นสัดส่วนหลัก นักท่องเที่ยวชาวไทยประมาณ 85% และนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 15 % จุดที่น่าสนใจคือในปีนี้เรามองว่าแรงส่งจากการท่องเที่ยวของอุดรธานี และการรับรู้ของการจัดงานในวงกว้างดีขึ้น ทำให้มีโอกาสเห็นสัดส่วนผู้ร่วมงานจากต่างจังหวัดและต่างชาติเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่เดินทางเข้ามาเพื่อมองหาประสบการณ์เทศกาลความสนุกในภาคอีสานโดยเฉพาะ

    อยากเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้มาร่วมเก็บเกี่ยวประสบการณ์ความสุข ในเทศกาลสงกรานต์ของจังหวัดอุดรธานี ในวันที่ 13-16 เมษายน 2569 ณ ลานเดอะแลนด์ (The Land) ศูนย์การค้า ยูดี ทาวน์ อุดรธานี ประตูเปิดตั้งแต่เวลา เวลา 17.30 – 00.00 น.

    ภาสกร วีรชาติยานุกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนาทิพย์ 456 จำกัด ผู้บริหารโรงแรมโมโค และศูนย์ประชุมนานาชาติ มลฑาทิพย์ ฮอลล์ กล่าวว่า ภาพรวมการเติบโตของธุรกิจกลุ่ม โรงแรม MOCO และศูนย์ประชุมนานาชาติมลฑาทิพย์ ฮอลล์ ในปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นปีที่ธุรกิจมีพัฒนาการที่ชัดเจน ในส่วนของ Hotel MOCO เห็นการตอบรับที่ดีขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากกลุ่มลูกค้าที่มองหาที่พักที่มีคาแรกเตอร์ชัดเจน บริการดี และให้ประสบการณ์ที่แตกต่างจากโรงแรมทั่วไป ซึ่งจุดแข็งของเราคือการเป็น Premium Boutique Hotel ที่ผสมความสะดวกสบายเข้ากับดีไซน์และกลิ่นอายท้องถิ่นของอุดรธานีได้อย่างลงตัว ขณะที่ Montatip Hall ก็มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในฐานะพื้นที่รองรับงานประชุม งานจัดเลี้ยง งานแสดงสินค้า และกิจกรรมระดับภูมิภาค ทำให้เราเห็นสัญญาณเชิงบวกว่าตลาด MICE และอีเวนต์ในอุดรธานียังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า อุดรธานีกำลังขยับตัวเป็นเมืองศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยว การประชุม และการพักผ่อนของอีสานตอนบนอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับการวางกลยุทธ์รุกการตลาดในปี 2569 คือการสร้างระบบการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น ไม่มองแค่เรื่องโรงแรมหรือสถานที่จัดงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองเป็นภาพรวมของประสบการณ์นักท่องเที่ยวทั้งหมดเราอยากให้ Hotel MOCO, Montatip Hall และธุรกิจในเครือ ทำงานส่งเสริมกันเป็น Ecosystem เดียวกัน ตั้งแต่เรื่องที่พัก อาหาร กิจกรรม ไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงการเชื่อมกับอีเวนต์สำคัญของจังหวัดอุดรธานี เพื่อให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าเมื่อมาถึงอุดรธานีแล้ว สามารถใช้เวลา พักผ่อน และทำกิจกรรมได้อย่างครบวงจร

    ในส่วนของเป้าหมายสำหรับโปรเจกต์ใหม่ เรามองไปที่การรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพมากขึ้น ทั้งกลุ่ม Long-stay, กลุ่มคนทำงานที่เดินทางได้อย่าง Digital Nomad, รวมถึงนักท่องเที่ยวจากเอเชียและประเทศเพื่อนบ้าน ที่มองหาเมืองที่ใช้ชีวิตง่าย เดินทางสะดวก และมีประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้ค้นหา เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่เพิ่มจำนวนผู้เข้าพัก แต่คือการยกระดับให้อุดรธานีเป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่ผู้คนอยากกลับมาอีก การเติบโตทางเศรษฐกิจการท่องเที่ยว และเทรนด์ของประเทศไทย ในปี 2569 มองว่าการท่องเที่ยวของไทยจะไม่ได้แข่งขันกันแค่จำนวนคนเดินทาง แต่จะเป็นการแข่งขันเรื่องคุณภาพของประสบการณ์ที่ได้รับมากขึ้น นักท่องเที่ยววันนี้ให้ความสำคัญกับหลายเรื่องพร้อมกัน ทั้งความสะดวก ความปลอดภัย ความคุ้มค่า ความเป็นท้องถิ่น และกิจกรรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เฉพาะตัว ซึ่งเทรนด์ที่น่าสนใจมากคือการท่องเที่ยวที่เชื่อมกับ กีฬา ธรรมชาติ สุขภาพ และวัฒนธรรม มองว่าจังหวัดอุดรธานี มีศักยภาพทั้งในมิติของงานอีเวนต์ เมืองกีฬา และแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถพัฒนาเป็นแพ็กเกจประสบการณ์ได้อีกมาก สิ่งที่เราอยากนำมาต่อยอดกับธุรกิจในเครือ คือการออกแบบบริการและแพ็กเกจที่เชื่อมที่พักเข้ากับกิจกรรมของจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นงานเทศกาล กิจกรรมกีฬาหรือการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เพื่อให้ลูกค้าไม่ได้มาพักแค่หนึ่งคืนแล้วจบ แต่อยากให้รู้สึกว่าอุดรธานี เป็นจังหวัดทที่มีเหตุผลมากพอที่จะอยู่ต่อและกลับมาอีกเรื่อยๆ

    สำหรับในส่วนของการสนับสนุนการจัดงาน “UD TOWN SONGKRAN FESTIVAL 2026” ทาง Hotel MOCO เตรียมความพร้อมไว้เต็มที่ เพื่อรองรับทั้งนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจมาพักผ่อน และกลุ่มที่เดินทางมาเพื่อร่วมงานเทศกาลโดยเฉพาะ ในส่วนของสิทธิพิเศษ แขกที่เข้าพักกับ Hotel MOCO จะได้รับโปรโมชันและสิทธิประโยชน์ที่ช่วยให้การมาร่วมงานสะดวกขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความคุ้มค่าในการเข้าร่วมกิจกรรม หรือสิทธิพิเศษจากร้านอาหารและบริการภายในเครือ แนวคิดของเราคืออยากให้ลูกค้าที่มาพักได้รับประสบการณ์ที่ครบมากกว่าการจองห้องพักทั่วไป คือพักได้สะดวก เดินทางง่าย และสนุกกับบรรยากาศของเทศกาลสงกรานต์อุดรธานีได้อย่างเต็มที่ อยากให้การมาอุดรฯ ในช่วงนี้เป็นทั้งทริปท่องเที่ยวและประสบการณ์เฟสติวัลที่น่าจดจำ

    โดยมีความคาดหวังให้งาน “UD TOWN SONGKRAN FESTIVAL 2026” เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของบรรยากาศเศรษฐกิจท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์ งานลักษณะนี้ไม่ได้สร้างแค่ความคึกคักภายในพื้นที่จัดงานเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อธุรกิจในวงกว้าง ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง ร้านค้า และบริการต่าง ๆ ในจังหวัดอุดรธานี เพราะเมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น การใช้จ่ายก็จะกระจายตัวออกไปในหลายภาคส่วน อีกเรื่องที่สำคัญคือ งานเทศกาลขนาดใหญ่ช่วยสร้างภาพจำใหม่ให้กับอุดรธานี ในการเป็นเมืองที่มีทั้งความสนุก

    ครบครันด้านความพร้อม และศักยภาพในการจัดกิจกรรมคุณภาพได้ในสเกลที่มีระดับใหญ่ จึงหวังว่างาน “UD TOWN SONGKRAN FESTIVAL 2026” จะไม่ใช่แค่การประสบความสำเร็จในช่วง 4 วัน 4 คืนเท่านั้น แต่จะช่วยต่อยอดความเชื่อมั่นและสร้างแรงส่งให้เศรษฐกิจท่องเที่ยวของอุดรธานีเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12802489&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rfe7UCHpIXemGTZZZM5Sj