Category: วัฒนธรรม

  • ผู้ว่าฯ อยุธยา ประชุมคัดเลือก ผู้ขอรับพระราชทานทุนการศึกษา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร  | เดลินิวส์

    ผู้ว่าฯ อยุธยา ประชุมคัดเลือก ผู้ขอรับพระราชทานทุนการศึกษา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร  | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 17 เมษายน ณ ห้องประชุมมงคลบพิตร 1 ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการคัดเลือก คัดสรร ผู้ขอรับพระราชทานทุนการศึกษา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ภายใต้มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทาน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ.) และประสานงานระดับจังหวัด : จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รุ่นที่ 18 ปีการศึกษา 2569 โดยมี นางศุทธิกานต์ วงศ์สถิตจิรกาล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายวรวิทย์ ยอแสง รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายชัยวัฒน์ คลังทรัพย์ ศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมคณะกรรมการฯ เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มีพระราชดำริให้ดำเนิน “โครงการทุนการศึกษาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” ขึ้นเมื่อปี 2552 ทรงให้นำพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และเงินบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และต่อมาในปี 2553 ทรงให้จัดตั้ง “มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ.)” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสนับสนุนเด็กและเยาวชนไทยที่เรียนดี ประพฤติดี มีคุณธรรม ด้วยการพระราชทานทุนการศึกษาให้กับผู้ที่จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีโอกาสศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สายสามัญ สายอาชีพ และศึกษาต่อเนื่องไปจนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ในสาขาที่เป็นความต้องการของประเทศ สาขาที่ขาดแคลน สาขาด้านความมั่นคง และเข้าสู่การมีอาชีพอย่างมั่นคง โดยให้จังหวัดคัดเลือกคัดสรรนักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 18 ปีการศึกษา 2569 ระดับจังหวัด : จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 6 ราย ส่งสำนักงานศึกษาธิการ ภาค 1 เพื่อเข้าสู่กระบวนการในระดับภาคต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5790917/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JskhQ_m-YfeRUmHFJIYvE

  • “ก่อแก้ว” แจกลอตเตอรี่คนเสื้อแดงหน้าเรือนจำ นับวันรอ “ทักษิณ” พักโทษ 11 พ.ค.นี้

    “ก่อแก้ว” แจกลอตเตอรี่คนเสื้อแดงหน้าเรือนจำ นับวันรอ “ทักษิณ” พักโทษ 11 พ.ค.นี้

    นับวันรอ “ทักษิณ ชินวัตร” พักโทษ 11 พ.ค.นี้ “ก่อแก้ว” นำทีมแจกลอตเตอรี่ทุกวันอาทิตย์ รวม 500 คู่ ให้คนเสื้อแดงหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม ยก เป็นผู้ที่เคารพและศรัทธามาตลอดบนเส้นทางการเมือง

    เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 19 เมษายน 2569 นายก่อแก้ว พิกุลทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ อดีตแกนนำ นปช. เดินทางมาแจกสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือ ลอตเตอรี่ จำนวน 100 คู่ ให้กับประชาชนคนเสื้อแดง ที่มาทำกิจกรรมกินข้าวหน้าเรือนจำ ให้กำลังใจ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่หน้าเรือนจำกลางคลองเปรม บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีคนเสื้อแดงรอต่อคิวเพื่อรับสลากกินแบ่งรัฐบาลอย่างเป็นระเบียบ โดยทางทีมงานบนเวทีกำชับว่าให้รับได้คนละ 1 คู่ ห้ามวน เพื่อให้ได้รับกันอย่างครบถ้วน

    นายก่อแก้ว เปิดเผยว่า นายทักษิณ คือผู้ที่ตนเคารพและศรัทธามาตลอดบนเส้นทางการเมือง จากผลงานในการสร้างโอกาสและความหวังแก่คนไทยจำนวนมาก ทั้ง “ให้โอกาส ในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล” จากโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ผ่านมา 20 ปี ทำให้คนไทยหลายแสนคนรอดตาย “ให้โอกาส ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน” เพื่อทำมาค้าขายเล็กๆ น้อยๆ หรือเริ่มต้นทำธุรกิจส่วนตัวได้ เช่น กองทุนหมู่บ้าน OTOP “ให้โอกาส เด็กไทย เข้าถึงการศึกษา”  ทั้งในและต่างประเทศ ในโครงการ 1 ทุน 1 อำเภอ หรือทุนการศึกษาจากหวยบนดิน “ให้ความสุขและความหวังกับคนไทย” ในการพัฒนาจนทำให้ประเทศไทยเกือบเจริญ กลายเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย รวมถึง “คืนศักดิ์ศรี” แก่ประชาชนคนธรรมดาทุกคน โดยการปฏิรูประบบราชการ ให้ข้าราชการมีหน้าที่สำคัญคือการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ประชาชนไม่ต้องไปร้องขอใครหน้าไหน ในวันที่ต้องไปติดต่อราชการพื้นฐาน ผลงานอื่นๆ อีกมากมาย สาธยายได้ไม่รู้จบ 

    ก่อนจะระบุต่อไปว่า ผ่านมา 20 ปี ยังไม่มีใครทำได้ หรือมีความคิดอ่านเทียบเท่าคนๆ นี้ อีกไม่เกิน 1 เดือน ในวันที่ 11 พฤษภาคมนี้ ท่านจะได้รับการพักโทษ ซึ่งเชื่อว่าจะมีผู้คนมากมายไปรอรับท่าน ในทุกวันอาทิตย์นับตั้งแต่ท่านถูกจำคุก มีกิจกรรมนัดเยี่ยมหน้าเรือนจำ ที่พี่น้องจำนวนมากไปให้กำลังใจไม่ขาดสาย ต้องขอบคุณทุกท่านมาในโอกาสนี้

    “แต่ใน 4 สัปดาห์สุดท้ายนี้ ผมขอตอบแทนพี่น้องที่ไปเยี่ยม ด้วยการสร้างความหวังเล็กๆ น้อยๆ ให้แก่พี่น้อง ด้วยการแจกลอตเตอรี่ ถึงแม้จะเป็นความหวังเล็กๆ แต่ตราบใดที่ยังมีความหวัง ก็จะเป็นพลังใจให้แก่หลายๆ ชีวิตครับ วันที่ 19 เมษายน 2569 แจกลอตเตอรี่ 100 คู่ วันที่ 26 เมษายน 2569 แจกลอตเตอรี่ 100 คู่ วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 แจกลอตเตอรี่ 100 คู่ วันที่ 10 พฤษภาคม แจกลอตเตอรี่ 200 คู่”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2927456&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RBjTElWF6eiehSn5v9-sw

  • ต้นทุนบัตรทองเพิ่ม งบต้องขยับ (3) : งบสุขภาพยุคใหม่ จ่ายตามต้นทุน วัดผลด้วยประสิทธิภาพ

    ต้นทุนบัตรทองเพิ่ม งบต้องขยับ (3) : งบสุขภาพยุคใหม่ จ่ายตามต้นทุน วัดผลด้วยประสิทธิภาพ

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-289&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2u-ii0iN5VdGhzWhuBHRgQ

  • โพลเปิดผลสำรวจ ‘จับปรับจริง 10 ข้อหาจราจร’ เห็นด้วยโทษขับรถประมาท จี้ลดค่าปรับขับเร็ว

    โพลเปิดผลสำรวจ ‘จับปรับจริง 10 ข้อหาจราจร’ เห็นด้วยโทษขับรถประมาท จี้ลดค่าปรับขับเร็ว

    วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.52 น.

    19 เมษายน 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “จับปรับจริง 10 ข้อหาจราจร” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 7 – 8 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อบทลงโทษของกฎหมายจราจร การจับและปรับ 10 ข้อหาหลัก ที่เริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนถึงความเหมาะสมของบทลงโทษของกฎหมายจราจรการจับและปรับ 10 ข้อหาผู้ฝ่าฝืนกฎจราจร ที่เริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา พบว่า

    1. ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย: ปรับ 5,000 – 20,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 1 ปี ตัวอย่าง ร้อยละ 74.66 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 12.67 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป ร้อยละ 11.60 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป และร้อยละ 1.07 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    2. เมาแล้วขับ: ปรับ 5,000 – 20,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 1 ปี ตัวอย่าง ร้อยละ 70.38 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 20.38 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป ร้อยละ 8.86 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    3. ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 60.15 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 35.04 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 4.66 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    4. ไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลาย: ปรับไม่เกิน 4,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 60.08 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 28.09 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 11.68 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    5. ขับรถย้อนศร: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 58.40 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 26.41 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป ร้อยละ 14.96 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    6. ไม่พกใบขับขี่: ปรับไม่เกิน 1,000 บาท (อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน) ตัวอย่าง ร้อยละ 58.24 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 35.34 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 5.89 ระบุว่า บทลงโทษ
    น้อยเกินไป และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    7. ไม่สวมหมวกนิรภัย: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 55.57 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 38.70 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 5.50 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    8. ใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่ (โดยไม่มีอุปกรณ์เสริม): ปรับไม่เกิน 4,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 55.11 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 34.73 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 9.85 ระบุว่า บทลงโทษ
    น้อยเกินไป และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    9. ฝ่าไฟแดง: ปรับไม่เกิน 4,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 54.28 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา
    ร้อยละ 35.88 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 9.69 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.15 ระบุว่า
    ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    10. ขับรถเร็วเกินกำหนด: ปรับไม่เกิน 4,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 54.43 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป รองลงมา ร้อยละ 40.69 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว ร้อยละ 4.58 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

    ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18 – 25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26 – 35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36 – 45 ปี ร้อยละ 26.34
    อายุ 46 – 59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.04 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.97
    นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.99 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    ตัวอย่าง ร้อยละ 36.95 สถานภาพโสด ร้อยละ 60.53 สมรส และร้อยละ 2.52 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่
    โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.61 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 18.86 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 32.90 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 8.40 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 33.28 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 5.95 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 10.46 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 16.57 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 21.37 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 9.70 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 15.57 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 19.54 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน
    และร้อยละ 6.79 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    ตัวอย่าง ร้อยละ 21.30 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 2.82 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 14.43
    รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001 – 10,000 บาท ร้อยละ 31.60 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001 – 20,000 บาท ร้อยละ 11.37
    รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001 – 30,000 บาท ร้อยละ 5.34 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001 – 40,000 บาท ร้อยละ 2.44
    รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001 – 50,000 บาท ร้อยละ 1.68 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001 – 60,000 บาท ร้อยละ 0.31
    รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001 – 70,000 บาท ร้อยละ 0.15 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001 – 80,000 บาท ร้อยละ 0.85
    รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 7.71 ไม่ระบุรายได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/959256&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KXEi_A7WcuvZ2YTeKZX4x

  • ‘Sublime’ เหตุที่ความงดงามของอวกาศ ทำให้เรารู้สึกเล็กจ้อย

    ‘Sublime’ เหตุที่ความงดงามของอวกาศ ทำให้เรารู้สึกเล็กจ้อย

    ต่อให้ไม่อธิบาย พลเมืองโลกส่วนใหญ่ก็คงเข้าใจกันดีอยู่แล้วว่า ภารกิจอาร์ทีมิส (Artemis II) ที่เพิ่งสิ้นสุดลงเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นับเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่เพียงเพราะมันคือครั้งแรกในรอบ 50 กว่าปีที่เรากลับไปดวงจันทร์เท่านั้น แต่เพราะการปล่อยยานครั้งนี้ก่อผลกระทบทางจิตวิทยาต่อผู้คนนับล้านทั่วโลกที่เฝ้าชม 

    แน่นอนว่า คงไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าใจความสำคัญของหมุดหมายทางดาราศาสตร์นี้อย่างถ่องแท้ แต่ไม่ว่าใครก็คงต้องเผลอหยุดหายใจทั้งนั้น เมื่อได้เห็นว่าโลกอันไพศาลเกินจินตนาการใบนี้ สามารถถูกย่อส่วนเหลือแค่จุดสีน้ำเงินจางๆ 

    หรือเมื่อได้รู้ว่าหากเทียบขอบระบบสุริยะเป็นเชียงใหม่ การพิชิตดวงจันทร์ด้านไกลที่ยังไม่มีมนุษย์คนใดเคยเห็นด้วยตาเปล่า นอกจากนักบินอวกาศ 4 คนบนยานโอไรออนนั้น เท่ากับว่าเราเพิ่งขยับเท้าออกจากบ้านในกรุงเทพฯ ไปได้เป็นระยะทางไม่ถึง 1 มิลลิเมตรด้วยซ้ำ

    ภาพถ่ายทางไกลของโลก ‘Pale Blue Dot’ จากบนยานโอไรออน (ที่มา: NASA)

    ความซาบซึ้งตะลึงพรึงเพริดที่ได้รู้ข้อเท็จจริงอันน่าทึ่งเช่นนี้คืออะไรกัน เหตุใดจึงทำให้เรารู้สึกแสนเล็กจ้อย เปราะบาง และไร้ความหมาย เมื่ออยู่ต่อหน้าสิ่งที่มหาศาลเกินจะควบคุม และมโหฬารเกินจะชี้วัด

    นักจิตวิทยาเรียกความรู้สึกนี้ว่า ‘ความทึ่ง’ (Awe) แต่ในทางสุนทรียศาสตร์และปรัชญา เราเรียกมันว่า ‘ซับไลม์’ (Sublime)

    ซับไลม์ในประวัติศาสตร์ศิลปะ

    แนวคิดซับไลม์อุบัติขึ้นในยุโรปไล่เลี่ยกับการกำเนิดวัฒนธรรมวรรณคดีวิจารณ์เมื่อช่วงปลายศตวรรษที่ 17 แต่เพิ่งจะค่อยๆ พัฒนาการมาสู่ความหมายและคุณค่าทางสุนทรียะของธรรมชาติอย่างชัดเจน จนได้รับความสนใจอย่างมากในศตวรรษที่ 18 

    ภาพจิตรกรรม ‘Wanderer above the Sea of Fog’ (ที่มา: The Met)

    ความรู้สึกที่เรียกกันว่าซับไลม์นี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อศิลปะวรรณคดีในยุคโรแมนติก (Romanticism) โดยผลงานเลื่องชื่อที่ว่ากันว่าอธิบายความซับไลม์ได้ดีที่สุด คือภาพเขียนของศิลปินชาวเยอรมัน คาสปาร์ ดาวิด ฟรีดริช (Caspar David Friedrich) ที่มีชื่อว่า ‘นักพเนจรเหนือทะเลหมอก’ (Wanderer above the Sea of Fog)

    หรือหากเป็นฉากหลังอันโด่งดังในวรรณกรรมยุคเดียวกันนี้ ย่อมหนีไม่พ้นฉากไคลแมกซ์ในนิยายไซไฟเรื่องแรกของโลกอย่าง แฟรงเกนสไตน์ (Frankenstein) ที่เรือสำรวจลำเขื่องกลับดูเล็กลงถนัดตา เมื่ออยู่ท่ามกลางทุ่งน้ำแข็งขั้วโลก

    ภาพวาดประกอบนวนิยาย Frankenstein (ที่มา: Pennsylvania State University Library)

    เมื่อได้จ้องมองเข้าไปในภาพทะเลหมอกอันเวิ้งว้างกว้างไกล หรือลองวาดภาพทุ่งน้ำแข็งอันหนาวเหน็บตามคำบรรยายในหนังสือ จะพบว่าเราไม่อาจอธิบายความรู้สึกที่ก่อตัวอยู่ในอก เมื่อได้ประจันหน้ากับภาพที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้ได้ด้วยศัพท์ใดเพียงคำเดียว 

    ตื่นตา ทว่าน่าแปลกที่กลับสงบใจ

    ชวนหวั่นไหวแต่ขณะเดียวกันก็บันดาลใจให้กล้าหาญ

    ซับไลม์ผ่านเลนส์จิตวิทยา

    นอกจากทฤษฎีเรื่องความทึ่ง (Awe) ซึ่งได้รับการศึกษาทดลองทางวิทยาศาสตร์และพิสูจน์แล้วว่า จิตใจเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ในทางจิตวิทยายังมีอีกแนวคิดหนึ่งที่ใกล้เคียงกับความซับไลม์ไม่น้อย นั่นคือ ‘Overview Effect’ หรือผลกระทบจากการเห็นภาพกว้าง ซึ่งมักเกิดขึ้นกับนักบินที่ได้ไปเห็นโลกทั้งใบจากบนอวกาศอยู่บ่อยๆ

    ความเล็กจ้อยและความเชื่อมโยงไร้เส้นแบ่งที่ได้เห็นมักส่งผลให้นักบินอวกาศคิดเห็นต่อมนุษยชาติว่า มีความเป็นปึกแผ่นกลุ่มก้อนมากกว่าเก่า แยกเขาแยกเราน้อยลง ยึดติดกับมุมมองของตัวเองน้อยลง และนึกถึงมุมมองส่วนรวมก่อนมุมมองแบบปัจเจก 

    และที่น่าตื่นเต้นยิ่งไปกว่านั้น คือไม่ใช่แค่นักบินอวกาศเท่านั้นที่เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงนี้ ผู้คนบนโลกที่ติดตามชมภาพเสียงและเนื้อหาเกี่ยวกับภารกิจอ้อมดวงจันทร์ครั้งนี้ ก็สามารถเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงคล้ายๆ กันได้ โดยการมองผ่านประสบการณ์ของผู้อื่น (Vicarious Experience)

    จริงอยู่ การติดตามข่าวและชมภาพจากอวกาศคงไม่ใช่กิจกรรมที่เราสามารถทำได้ทุกวัน แต่ข่าวดีคือเราสามารถปลูกฝังกิจกรรมส่งเสริมความทึ่งลงในชีวิตประจำวันของเราได้ง่ายกว่าที่คิด ดังที่ได้กล่าวถึงไปแล้วว่า ในยุคศตวรรษที่ 18-19 ก่อนมนุษยชาติจะมีภาพจากอวกาศให้ได้ดูชม คนสมัยก่อนก็แสวงหาความทึ่งเอาจากทิวทัศน์และที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติ

    ดาเชอร์ เคลต์เนอร์ (Dacher Keltner) ศาสตราจารย์ประจำคณะจิตวิทยา University of California Berkeley กล่าวว่า ความซับไลม์หรือที่เขาเรียกว่าความรู้สึกทึ่งนี้ ไม่ใช่ประสบการณ์ที่หรูหราหรือหายากแต่อย่างใด จุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดคือ การฝึกมองไปรอบตัวและสังเกตสิ่งละอันพันละน้อยในชีวิตให้มากขึ้น 

    นอกจากนี้ เขายังแนะนำแหล่งความทึ่งเอาไว้หลายอย่างด้วยกัน เช่น

    ธรรมชาติ เข้าถึงได้ด้วยการออกไปเที่ยว เปิดหูเปิดตา

    ศิลปะแขนงต่างๆ เข้าถึงได้ด้วยการดู ฟัง เสพ

    ความเชื่อ เข้าถึงได้ผ่านพิธีกรรมทางศาสนาและการศึกษาหลักปรัชญา

    ความรู้ เข้าถึงได้จากการทุ่มเทเรียนรู้ทำความเข้าใจศาสตร์ใดๆ อย่างลึกซึ้งถึงแก่น

    ประสบการณ์ร่วม (Collective Experiences) เข้าถึงได้ผ่านการทำกิจกรรมร่วมกับคนหมู่มาก เช่น ชมคอนเสิร์ต ร่วมงานเลี้ยง หรือกระทั่งลงถนนร่วมขบวนประท้วง

    อ้างอิง

    https://groundcontrolth.com/blogs/438 

    https://psyche.co/guides/how-to-think-about-the-sublime-in-the-natural-world

    https://www.psychologytoday.com/us/blog/slightly-blighty/202604/surprising-psychological-impact-of-artemis-ii-space-mission 

    https://ls.berkeley.edu/publications/awe-new-science-everyday-wonder-and-how-it-can-transform-your-life 

    Tags: , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/wisdom-sublime/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Nlh7c3C0qyNdF6WqhEqCt

  • ‘ธารน้ำแข็ง’ ละลายหนัก! บนเทือกเขาแอนดีสโคลอมเบีย เซ่นโลกร้อน

    ‘ธารน้ำแข็ง’ ละลายหนัก! บนเทือกเขาแอนดีสโคลอมเบีย เซ่นโลกร้อน

    ข้อมูลของหน่วยงานดังกล่าว ระบุว่า พื้นผิวของธารน้ำแข็ง ลดลงจาก 5 ตารางกิโลเมตรในศตวรรษที่ 19 เหลือเพียง 0 ตารางกิโลเมตรในปัจจุบัน

    แถลงการณ์ของ IDEAM ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความความจริงที่กำลังเปลี่ยนแปลงดินแดนโคลอมเบียอยู่แล้ว และสิ่งที่กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงไม่ใช่เพียงภูมิทัศน์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสมดุลของระบบนิเวศเหล่านี้ด้วย

    เทือกเขาแอนดีสในโคลอมเบีย เช่นเดียวกับระบบนิเวศในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ มีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมาก โดยเป็นที่อยู่อาศัยของคอนดอร์หรือนกแร้ง และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม หมีแว่น (Spectacled Bear)ข้อมูลจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมของโคลอมเบีย ระบุว่า เทือกเขาเซียร์รา เนวาดา เดล โกกุยที่มียอดเขาสูงกว่า 5,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เป็น 1 ใน 6 ของระบบธารน้ำแข็งแห่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ในประเทศ โดยพื้นที่ที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งได้ลดลงไปแล้ว 90% ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ‘ธารน้ำแข็ง’ ละลายหนัก! บนเทือกเขาแอนดีสโคลอมเบีย เซ่นโลกร้อน

    ธารน้ำแข็งมีบทบาทสำคัญในการหล่อเลี้ยงแหล่งน้ำจืดของเทือกเขาแอนดีส ช่วยค้ำจุนระบบนิเวศบนภูเขา และมีความสำคัญต่อการชลประทานทางการเกษตร การประมง และกิจกรรมของมนุษย์อื่นๆ ตามข้อมูลของ โครงการติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส (Copernicus Climate Change Service: C3S) ของสหภาพยุโรป และ Berkeley Earth องค์กรวิจัยไม่แสวงกำไรในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ ระบุว่า ในช่วง 11 ปีที่ผ่านมา ถือเป็น 11 ปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกข้อมูลมา

    งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science เมื่อเดือนมกราคม ปี 2023 คาดการณ์ว่า ว่า ราวครึ่งหนึ่งของธารน้ำแข็งบนโลกจะละลายหายไปภายในปี 2100 แม้ว่าทั่วโลกจะสามารถบรรลุเป้าหมายของข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ในการจำกัดอุณหภูมิโลกให้เพิ่มขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสก็ตาม

     ที่มา: The Strait Times

    https://www.straitstimes.com/world/global-warming-causes-colombian-glacier-to-disappear

    Credit ภาพ: IDEAM, Copernicus Sentinel Data, Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/keep-the-world/climate-change/863044&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UqlIU2atCpKFXN9WepYnQ

  • สส.รอมฎอน ชี้ “คำขอโทษ” นายกฯ-มทภ.4 ช่วยคลายตึงเครียดไฟใต้ แต่ยังไม่พอฟื้นความเชื่อมั่น

    สส.รอมฎอน ชี้ “คำขอโทษ” นายกฯ-มทภ.4 ช่วยคลายตึงเครียดไฟใต้ แต่ยังไม่พอฟื้นความเชื่อมั่น

    วันที่18 เมษายน 2569 นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กว่า [ คำขอโทษ ความตึงเครียดที่ผ่อนคลาย และความท้าทายที่รออยู่ในไฟใต้ ] — ในระหว่างการลงพื้นที่ชายแดนใต้ 6 ชั่วโมงของนายกรัฐมนตรีและคณะในเมื่อวานนี้มีไฮไลท์สำคัญคือคำกล่าวขอโทษของท่านแม่ทัพภาคที่ 4 ในระหว่างการแถลงข่าว และคำขอโทษของท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะ ผอ.รมน. ในระหว่างการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ซึ่งมีส่วนอย่างสำคัญในการผ่อนคลายความตึงเครียดที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายวัน

    อย่างไรก็ตาม ปฏิกริยาของผู้คนก็มีอยู่อย่างหลากหลายครับ ทั้งที่เห็นว่าท่านแม่ทัพฯ ไม่จำเป็นต้องกล่าวคำขอโทษใด ๆ เนื่องจากคนจำนวนหนึ่งเห็นว่าท่านได้แสดง #ความกล้าหาญ ในการสะท้อนภาพ #ความเป็นจริง แง่มุมนี้พบเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ดาดดื่น

    แต่ในทางกลับกัน เสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่ไม่น้อยก็รู้สึกว่าคำขอโทษเหล่านั้นไม่ได้มีน้ำหนักมากนัก เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ผมอยากตั้งข้อสังเกตเพื่อที่เราจะเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น ดังนี้ครับ

    ประการแรก คำกล่าวขอโทษเป็นการแสดงท่าทีที่อ่อนลงและเป็นวิธีในการคลี่คลายความตึงเครียดได้ดีเยี่ยม แต่ประเด็นก็คือเป็นคำขอโทษต่อความผิดอะไร? หรือจากคำพูดในประเด็นใด? เพราะหากไล่เรียงดูดี ๆ คำพูดที่เป็นประเด็นและสร้างผลสะเทือนต่อความรู้สึกของพี่น้องประชาชนในพื้นที่คือคำกล่าวในระหว่างการปิดไมค์ที่ระบุถึงเหตุการณ์ลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ (#ถ้าเป็นผม) ในขณะที่คำพูดอีกชุดหนึ่งคือการกล่าวอ้างว่าสถาบันการศึกษาศาสนาเป็นแหล่งบ่มเพาะของผู้ก่อการร้าย ซึ่งท่านให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนในอีกวาระหนึ่ง

    ทั้งสองประเด็นข้างต้นส่งผลต่อความรู้สึกนึกคิดของประชาชนแตกต่างกันครับ ปฏิกริยาของผู้คนในพื้นที่ต่อคำพูดที่พาดพิงสถาบันการศึกษาอย่างเหมารวมนั้นสร้างความไม่พอใจอย่างกว้างขวาง กระทั่งเครือข่ายโรงเรียนสอนศาสนาทั้งโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ปอเนาะ และตาดีกา ต้องเคลื่อนไหวเรียกร้องความรับผิดชอบของท่านแม่ทัพฯ พร้อมทั้งเสนอให้มีการย้ายท่านออกจากตำแหน่ง

    ดูเหมือนว่าคำขอโทษจะตอบสนองหนึ่งในข้อเรียกร้องดังกล่าวไปบ้างแล้ว

    ในการแถลงข่าวสั้น ๆ เมื่อวานนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวซักถามต่อเนื่องถึงคำพูดในขณะปิดไมค์ กลายเป็นว่าเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นผู้นำการแถลงข่าวกลับเป็นผู้ชิงตอบแทน โดยเน้นย้ำว่านี่เป็น #ความเห็นส่วนตัว และเรียกร้องให้ประชาชนเข้าใจและขอให้ได้รับการให้อภัยไม่แตกต่างกัน

    จึงทำให้คำขอโทษของท่านแม่ทัพในวันนี้ดูเหมือนจะเป็นการยอมรับผิดต่อประเด็นที่พาดพิงกับสถาบันสอนศาสนาเป็นด้านหลักเท่านั้น

    เรามารับทราบจากการให้สัมภาษณ์ของนายกฯ ในอีกช่วงหนึ่งว่าท่านได้มีโอกาสพูดคุยกับท่านแม่ทัพและหากไม่ติดอะไรก็ขอให้มีการขอโทษต่อประชาชน ท่าทีของท่านแม่ทัพจึงเหมือนจะเป็นการตอบสนองต่อข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้ของท่านนายกฯ เองครับ

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คาใจประชาชนในพื้นที่จำนวนไม่น้อยก็คือคำกล่าวอ้างที่คลุมเครือและถูกตีความว่าเป็นการแสดงถึงความพร้อมและความสามารถในการใช้กำลัง โดยไม่จำเป็นต้องอ้างอิงความชอบธรรมหรือความชอบด้วยกฎหมายใด ๆ ซึ่งในบริบทของสถานการณ์ความขัดแย้งและอ่อนไหวเปราะบางเช่นนี้ ยิ่งทำให้ความกังวลและหวาดระแวงที่มีมอยู่แต่เดิมถูกขยายออกไป ต้องเน้นย้ำอีกครั้งว่าเหตุการณ์ลอบสังหาร สส. ที่มีองค์ประกอบของข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่รัฐ อดีตเจ้าหน้าที่ และรถยนต์ของทางราชการนั้นทำให้ผู้คนกังวลว่าคดีนี้จะไม่สามารถคลี่คลายได้อย่างตรงไปตรงมาและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายจริง

    คำพูดของผู้นำหน่วยที่มีความรับผิดรับชอบด้านความมั่นคงในสถานการณ์เช่นนี้ส่งผลต่อความรู้สึกของผู้คนในพื้นที่ กลายเป็นการตอกย้ำและยืนยันความเชื่อเดิมอยู่แล้ว ยิ่งสร้างความระแวงสงสัยหนักขึ้นกว่าเดิม การจะปลดล็อคความรู้สึกเช่นนี้ ต้องบอกตรง ๆ ว่าไม่ง่ายครับ

    ประการที่สอง ตลอดสองทศวรรษนั้น คำขอโทษทำงานมาแล้วหลายห้วงเวลา ถ้าทุกท่านจำได้ เหตุการณ์สำคัญอย่างโศกนาฏกรรมตากใบเป็นที่มาของคำขอโทษจากปากผู้นำทางการเมืองมาก่อนแล้ว ต่างกรรมต่างวาระ เท่าที่ผมรวบรวมเอาไว้มีอยู่อย่างน้อย 5 ครั้ง คือ

    1) คำขอโทษของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2549 เป็นการกล่าวขอโทษต่อหน้าผู้นำมวลชนที่ปัตตานีแทนรัฐบาลก่อนหน้า (รัฐบาลทักษิณ) ที่เพิ่งถูกทำรัฐประหารไป
    2) คำขอโทษของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัฒน์ อดีตนายกฯ ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2554 ในรายการตอบโจทย์ของ ThaiPBS หลังการเลือกตั้งทั่วไปที่น้องสาวของท่านขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น
    3) คำขอโทษของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในรายการออนไลน์เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2565 ในวาระครบรอบ 18 ปี ของเหตุการณ์
    4) คำขอโทษของ แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ ในระหว่างการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2567 หรือ 1 วันก่อนอายุความของคดีตากใบจะสิ้นสุดลง
    และ 5) คำขอโทษของท่านทักษิณฯ อีกครั้งในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2568 ในระหว่างการลงพื้นที่นราธิวาสในฐานะที่ปรึกษาประธานอาเซียน

    คำขอโทษต่อเหตุการณ์รุนแรงระดับโศกนาฏกรรมเช่นนี้มีน้ำหนักอยู่พอสมควร เพราะผู้นำรู้สึกถึงความรับผิดชอบ ยอมรับว่าเกิดความผิดพลาดจากการบริหารหรือการกระทำของรัฐ จึงกล่าวขอโทษต่อสาธารณะ

    แต่สิ่งที่ประชาชนในพื้นที่ให้ความใส่ใจมากกว่าคือการทวงความยุติธรรมและความรับผิดรับชอบของผู้ที่มีส่วนต่อโศกนาฏกรรมดังกล่าว คำขอโทษเหล่านี้จะทรงพลังและมีผลต่อความคิดจิตใจของประชาชนอย่างมาก หากมาพร้อมกับการกระทำที่เอาจริงเอาจัง โดยเฉพาะการเปิดเผยความจริงและอำนวยความยุติธรรมอย่างตรงไปตรงมา

    เพราะจะเป็นหลักประกันมากพอที่ยืนยันว่าสิ่งเลวร้ายในอดีตนั้น จะต้องไม่เกิดขึ้นอีก

    เมื่อพิจารณาจากประสบการณ์ของคำขอโทษข้างต้น เราอาจกล่าวได้ว่าคำพูดของผู้นำนั้นต้องการรูปธรรมที่ยืนยันหนักแน่นพอครับ

    เมื่อวานนี้ เราได้รับการยืนยันว่าการดำเนินคดีการลอบยิง สส.กมลศักดิ์ จะได้รับความใส่ใจจากนายกฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ความกังวลว่าจะสืบสาวไปยังผู้บงการและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องได้หรือไม่นั้นก็ยังคงเป็นคำถามสำคัญอยู่ แม้แต่ผู้ประสบเหตุโดยตรงอย่าง สส.กมลศักดิ์ เองก็เปรยถึงเรื่องนี้หลังการพบปะกับนายกฯ แบบปิดห้องคุยกันที่บ้านศรียะลา จนถึงวันนี้ ดูเหมือนว่า #ผู้ต้องหา คนสำคัญที่จะเชื่อมโยงความสัมพันธ์ต่าง ๆ นั้นกำลังอยู่ในระหว่างการหลบหนี การทำสำนวนของตำรวจยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    นอกจากนี้ เรายังพบเห็นปฏิบัติการข่าวสารที่มุ่งด้อยค่าแพร่มลทินต่อผู้สื่อข่าว นักการเมือง และผู้นำของภาคประชาสังคมอย่างต่อเนื่อง แม้วันนี้นายกฯ จะรับหนังสือร้องเรียนของผู้สื่อข่าวไปแล้ว แต่ตลอดทั้งวันเราแทบจะไม่เห็นการสื่อสารที่จะเอาจริงเอาจังเรื่องนี้

    คำถามจึงอยู่ที่ว่าคำขอโทษของทั้งสองท่านในวันนี้จะมีความหมายอย่างไร? หากหน้าที่ของคำขอโทษมีไว้เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างผู้ขอกับผู้ให้ ตกลงแล้วคำขอโทษสั้น ๆ เมื่อวานนี้จะทำหน้าที่ของมันได้หรือไม่

    สำหรับผมแล้ว คำขอโทษเหล่านี้มีคุณค่าอยู่บ้างครับ มันผ่อนคลายความตึงเครียดที่ทำให้แม่ทัพเผชิญหน้ากับคนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ในแง่หนึ่ง คำกล่าวเหล่านี้ได้ลดทอนน้ำหนักของข้อเรียกร้องให้มีการย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 จากเครือข่ายโรงเรียนสอนศาสนาลงไประดับหนึ่ง แต่ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าคำขอโทษเหล่านี้จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ได้หรือไม่?
    คงต้องทิ้งท้ายตรงนี้ตรง ๆ ว่าหากท่านแม่ทัพฯ จะยังได้รับโอกาสให้ทำหน้าที่ต่อไปอีกสักระยะ ก็เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก เพราะระดับความเชื่อมั่นไว้วางใจต่อท่านนถูกลดทอนลงไปไม่น้อยครับ ช่วงเวลานี้คงเป็นบททดสอบสำคัญของการฟื้นฟูความเชื่อมั่น ซึ่งอาจต้องอาศัยทั้งความต่อเนื่องของการสื่อสาร และการแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติ

    เรายังต้องติดตามต่อไปว่าบรรดามาตรการที่ค่อนข้างแข็งกร้าวก่อนหน้านี้จะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่และอย่างไร ซึ่งรวมไปถึงแนวทางและการสื่อสารของภาครัฐทั้งที่เปิดเผยและปิดลับนั้นจะสร้างความเชื่อมั่นและบรรเทาความขัดแย้งและตึงเครียดได้จริงหรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/142129&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kEnGC0u4QZkb2Us-nAiPL

  • “ก่อแก้ว” จัดหนักแจกลอตเตอรี่ 500 คู่ คนเสื้อแดง รอรับ “ทักษิณ” กลับบ้าน

    “ก่อแก้ว” จัดหนักแจกลอตเตอรี่ 500 คู่ คนเสื้อแดง รอรับ “ทักษิณ” กลับบ้าน

    “ก่อแก้ว” จัดหนักแจกลอตเตอรี่ 500 คู่ คนเสื้อแดง รอรับ “ทักษิณ” กลับบ้าน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 18 เม.ย. 2569 นายก่อแก้ว พิกุลทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กถึงการเตรียมรับ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่จะได้รับการพักโทษ ในวันที่ 11 พ.ค. ที่จะถึงนี้ โดยระบุว่า 

    “ทักษิณ ชินวัตร” คือผู้ที่ผมเคารพและศรัทธามาตลอดบนเส้นทางการเมือง จากผลงานในการสร้างโอกาสและความหวังแก่คนไทยจำนวนมาก 

    “ให้โอกาส ในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล” จากโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ผ่านมา 20 ปี ทำให้คนไทยหลายแสนคนรอดตาย

    “ให้โอกาส ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน” เพื่อทำมาค้าขายเล็กๆน้อยๆ หรือเริ่มต้นทำธุรกิจส่วนตัวได้ เช่น กองทุนหมู่บ้าน Otop 

    “ให้โอกาส เด็กไทย เข้าถึงการศึกษา” ทั้งในและต่างประเทศ ในโครงการ 1 ทุน 1 อำเภอ หรือทุนการศึกษาจากหวยบนดิน  

    “ให้ความสุขและความหวังกับคนไทย” ในการพัฒนาจนทำให้ประเทศไทยเกือบเจริญ กลายเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเซีย “คืนศักดิ์ศรี” แก่ประชาชนคนธรรมดาทุกคน 

    โดยการปฏิรูประบบราชการให้ข้าราชการมีหน้าที่สำคัญ คือ การอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ประชาชนไม่ต้องไปร้องขอใครหน้าไหน ในวันที่ต้องไปติดต่อราชการพื้นฐาน ผลงานอื่นๆ อีกมากมาย สาธยายได้ไม่รู้จบ  

    ผ่านมา 20 ปี ยังไม่มีใครทำได้ หรือมีความคิดอ่านเทียบเท่าคนๆ นี้ อีกไม่เกิน 1 เดือน ในวันที่ 11 พ.ค. นี้ท่านจะได้รับการพักโทษ ซึ่งเชื่อว่าจะมีผู้คนมากมายไปรอรับท่าน

    ในทุกวันอาทิตย์นับตั้งแต่ท่านถูกจำคุก มีกิจกรรมนัดเยี่ยมหน้าเรือนจำ ที่พี่น้องจำนวนมากไปให้กำลังใจไม่ขาดสาย ต้องขอบคุณทุกท่านมาในโอกาสนี้ แต่ใน 4 สัปดาห์สุดท้ายนี้ ผมขอตอบแทนพี่น้องที่ไปเยี่ยม ด้วยการสร้างความหวังเล็กๆ น้อยๆ ให้แก่พี่น้อง ด้วยการแจก “ล็อตเตอรี่” ถึงแม้จะเป็นความหวังเล็กๆ แต่ตราบใดที่ยังมีความหวัง ก็จะเป็นพลังใจให้แก่หลายๆ ชีวิตครับ

    • วันที่ 19 เมษา แจกล็อตเตอรี่ 100 คู่
    • วันที่ 26 เมษา แจกล็อตเตอรี่ 100 คู่
    • วันที่ 3 พฤษภา แจกล็อตเตอรี่ 100 คู่
    • วันที่ 10 พฤษภา แจกล็อตเตอรี่ 200 คู่

    จะแจกเวลา 11.30 น. ตามกติกาคือ ใครไปก่อน ก็จะได้ก่อน พบกับ 19 เมษาฯ นี้ 11.30 น. เป็นต้นไปที่เรือนจำคลองเปรมครับ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเปิดกลยุทธ์ ของนายก่อแก้ว อดีตนักเคลื่อนไหวตัวเอ้ของมวลชนเสื้อแดงนั้น คาดว่าทางพรรคเพื่อไทยจะใช้การแจกล็อตเตอรี่จำนวนมาก เพื่อดึงมวลชนคนเสื้อแดงให้กลับมาร่วมกิจกรรมให้กำลังใจนายทักษิณและสร้างกระแสให้ประชาชนเห็นว่ายังคงมีผู้ชื่นชอบนายทักษิณฯ และพรรคเพื่อไทยอยู่เป็นจำนวนมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/616044&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hwvgrqnPDehTUG_ahOvPV

  • ชี้ ‘ภิกษุ’ ถูกต้องกายสตรี ‘มีความกำหนัด-จิตแปรปรวน’ ต้อง ‘อาบัติหนัก’ | เดลินิวส์

    ชี้ ‘ภิกษุ’ ถูกต้องกายสตรี ‘มีความกำหนัด-จิตแปรปรวน’ ต้อง ‘อาบัติหนัก’ | เดลินิวส์

    หลังจากกรณีโลกออนไลน์แชร์ภาพ สีกาหอมแก้มพระสงฆ์ โดยเหตุเกิดที่อ.ปากช่อง จ.นครราชีสีมา จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม โดยต่อมาทางคณะสงฆ์อำเภอปากช่อง ได้ตรวจสอบพบว่าพระรูปดังกล่าวมาจากวัดป่าเทพธรรมาราม จ.ร้อยเอ็ด และทางเจ้าอาวาสได้พยายามติดต่อพระรูปดังกล่าวมาพิจารณาโทษตามพระธรรมวินัย แต่ยังไม่สามารถติดต่อได้นั้น

    พระมหาใจ เขมจิตฺโต ป.ธ.9 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก จ.เขมจิตต์ ว่า มารยาของพระกับสตรี ว่า กุลบุตร เมื่อตัดสินใจอุปสมบทเป็น “ภิกษุ” ในพุทธศาสนาแล้ว จะต้องอบรมตนในไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ท่านจัดศีลเป็นข้อต้นของระบบการพัฒนาตนในฐานะนี้ เพราะเป็นเรื่องที่แยกได้ชัดเจนว่า กิริยาและคำพูดของผู้บวชแล้วต่างจากผู้ที่ไม่บวชอย่างไร เพื่อให้ระวังสิกขาบทที่หนักที่สุด เพราะเมื่อละเมิดแล้วจำต้องหมดสถานภาพพระทันที และจะต้องระวังสิกขาบทที่หนักรองลงมา เรียกว่าครุกาบัติเช่นเดียวกัน ถึงแม้แก้ไขได้ด้วยการอยู่ปริวาสกรรม ประพฤติมานัต จนถึงสงฆ์อัพภานให้ เรียกรวมว่าประพฤติวุฏฐานวิธี แต่จัดเป็นเรื่องหนักที่ยากต่อการฟื้นศรัทธาเช่นในยุคปัจจุบันที่โลกสื่อสารรวดเร็วเช่นนี้

    ถ้าสังเกตในสิกขาบทที่เกี่ยวข้องตรงๆ จะขอยกตัวอย่างอาบัติสังฆาทิเสสข้อที่ 2 ชื่อว่า กายสังสัคคะสิกขาบท ว่าด้วยการถูกต้องกายมาตุคาม สิกขาบทบาลีว่า โย ปะนะ ภิกขุ โอติณโณ วิปะริณะเตนะ จิตเตนะ มาตุคาเมนะ สัทธิง กายะสังสัคคัง สะมาปัชเชยยะ , หัตถะคาหัง วา  เวณิคาหัง วา อัญญะตะรัสสะ วา อัญญะตะรัสสะ วา อังคัสสะ ปะรามะสะนัง , สังฆาทิเสโส ฯ แปลว่า อนึ่ง ภิกษุใดกำหนัดแล้ว มีจิตแปรปรวนแล้ว ถึงความเคล้าคลึงด้วยกายกับมาตุคาม จับมือก็ตาม จับช้องผมก็ตาม ลูบคลำอวัยวะอันใดอันหนึ่งก็ตาม เป็นสังฆาทิเสส ฯ

    ในพระวินัยปิฎก ท้ายสิกขาบทนี้ ท่านอธิบายศัพท์ว่า ภิกษุไว้หลายนัย เพื่อนิยามความหมายให้ครอบคลุม อธิบายศัพท์ว่า มาตุคาม คือผู้หญิง แก่ประเภทใดบ้าง อธิบาย เพื่อจำกัดความหมายคำว่ามือ, ซ้องผม, อวัยวะ และกิริยาจับต้อง รวมถึงอธิบายพฤติกรรมการจับต้องกายมาตุคาม ดังนี้ ที่ชื่อว่า ลูบคลำ คือ ถูก คลำ ลูบลง ลูบขึ้น ทับ อุ้ม ฉุด ผลัก กด บีบ จับ ต้อง ฯ และอธิบายกิริยาแต่ละอย่างนั้น โดยละเอียด ดังนี้

    ที่ชื่อว่า ถูก คือเพียงถูกต้อง ที่ชื่อว่า คลำ คือจับเบาๆ ไปข้างโน้นข้างนี้ ที่ชื่อว่า ลูบลง คือลูบลงเบื้องล่าง ที่ชื่อว่า ลูบขึ้น คือลูบขึ้นเบื้องบน ที่ชื่อว่า ทับ คือกดข้างล่าง ชื่อว่า อุ้ม คือยกขึ้นข้างบน ที่ชื่อว่า ฉุด คือรั้งมา ที่ชื่อว่า ผลัก คือผลักไป ที่ชื่อว่า กด คือจับอวัยวะกดลง ที่ชื่อว่า บีบ คือบีบกับวัตถุบางอย่าง ที่ชื่อว่า จับ คือ จับเฉยๆ ที่ชื่อว่า ต้อง คือเพียงต้องตัว ฯ

    ดังนั้นในกรณีที่ภิกษุเป็นฝ่ายจับต้องด้วยลักษณะใดลักษณะหนึ่งดังกล่าวมานี้จึงเป็นอาบัติสังฆาทิเสส รวมถึงพระวินัยธรสามารถชี้พฤติกรรมของมาตุคามที่ปฏิบัติกับภิกษุในลักษณะเดียวกันนี้ว่าเข้าข่ายเป็นอาบัติสังฆาทิเสสได้ แต่ต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวังรอบคอบ ส่วนในฝ่ายหญิงนั้น พระภิกษุจำต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเช่นกัน ท่านห้ามมิให้อยู่ในที่ลับหูลับตาสองต่อสอง  เพราะเป็นเรื่องไม่แน่นอน อาจถูกกล่าวหาด้วยอาบัติได้

    ในเมืองพุทธศาสนา เราจึงมีเกณฑ์ตัดสิน เกณฑ์พิจารณาตามหลักพระธรรมวินัย  สำหรับดูพฤติกรรมของภิกษุและสตรี ว่าปฏิบัติถูกต้องและตรงต่อฐานะของตนหรือไม่ เป็นพระภิกษุละเมิดศีล ไม่สำรวมในไตรสิกขาหรือไม่ เป็นสตรี  ละเมิดขอบเขตของพุทธบริษัทหรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5792482/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RDGKrJV8lYD9ntIEGWk5f

  • นิด้าโพลเผย! คนส่วนใหญ่หนุนบทลงโทษ 10 ข้อหาจราจรใหม่ แต่โอด “ขับรถเร็ว” ปรับหนักเกินไป

    นิด้าโพลเผย! คนส่วนใหญ่หนุนบทลงโทษ 10 ข้อหาจราจรใหม่ แต่โอด “ขับรถเร็ว” ปรับหนักเกินไป


    นิด้าโพล เผย ประชาชนหนุนบทลงโทษ กฎหมายจราจรใหม่เริ่มใช้ 1 เม.ย. 2569 ชี้เหมาะสมช่วยเพิ่มความปลอดภัย แต่เสียงแตกข้อหา “ขับรถเร็ว” กว่าครึ่งระบุโทษปรับ 4,000 บาท แรงเกินไป

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) สำรวจความคิดเห็น เรื่อง “จับปรับจริง 10 ข้อหาจราจร” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 7 – 8 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อบทลงโทษของกฎหมายจราจร การจับและปรับ 10 ข้อหาหลัก ที่เริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนถึงความเหมาะสมของบทลงโทษของกฎหมายจราจร การจับและปรับ 10 ข้อหาผู้ฝ่าฝืนกฎจราจร ที่เริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา พบว่า

    1. ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย: ปรับ 5,000 – 20,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 1 ปี ตัวอย่าง ร้อยละ 74.66 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 12.67 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป ร้อยละ 11.60 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป และร้อยละ 1.07 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    2. เมาแล้วขับ: ปรับ 5,000 – 20,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 1 ปี ตัวอย่าง ร้อยละ 70.38 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 20.38 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป ร้อยละ 8.86 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    3. ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 60.15 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 35.04 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 4.66 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    4. ไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลาย: ปรับไม่เกิน 4,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 60.08 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 28.09 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 11.68 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    5. ขับรถย้อนศร: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 58.40 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 26.41 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป ร้อยละ 14.96 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    6. ไม่พกใบขับขี่: ปรับไม่เกิน 1,000 บาท (อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน) ตัวอย่าง ร้อยละ 58.24 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 35.34 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 5.89 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    7. ไม่สวมหมวกนิรภัย: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 55.57 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 38.70 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 5.50 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    8. ใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่ (โดยไม่มีอุปกรณ์เสริม): ปรับไม่เกิน 4,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 55.11 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 34.73 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 9.85 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    9. ฝ่าไฟแดง: ปรับไม่เกิน 4,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 54.28 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมาร้อยละ 35.88 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 9.69 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.15 ระบุว่าไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    10. ขับรถเร็วเกินกำหนด: ปรับไม่เกิน 4,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 54.43 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป รองลงมา ร้อยละ 40.69 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว ร้อยละ 4.58 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

    ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18 – 25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26 – 35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36 – 45 ปี ร้อยละ 26.34อายุ 46 – 59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.04 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.97นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.99 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

              ตัวอย่าง ร้อยละ 36.95 สถานภาพโสด ร้อยละ 60.53 สมรส และร้อยละ 2.52 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.61 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 18.86 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 32.90 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 8.40 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 33.28 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 5.95 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 10.46 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 16.57 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 21.37 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 9.70 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 15.57 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 19.54 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงานและร้อยละ 6.79 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    ตัวอย่าง ร้อยละ 21.30 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 2.82 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 14.43 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001 – 10,000 บาท ร้อยละ 31.60 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001 – 20,000 บาท ร้อยละ 11.37 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001 – 30,000 บาท ร้อยละ 5.34 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001 – 40,000 บาท ร้อยละ 2.44 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001 – 50,000 บาท ร้อยละ 1.68 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001 – 60,000 บาท ร้อยละ 0.31 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001 – 70,000 บาท ร้อยละ 0.15 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001 – 80,000 บาท ร้อยละ 0.85 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 7.71 ไม่ระบุรายได้
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/42060&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cNksGMrIlshVH2FfPONNg