Category: วัฒนธรรม

  • นิด้าโพลชี้คนไทยเห็นด้วยบทลงโทษกฎหมายจราจรเหมาะสมแล้ว

    นิด้าโพลชี้คนไทยเห็นด้วยบทลงโทษกฎหมายจราจรเหมาะสมแล้ว

    19 เมษายน 2569 – ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง จับปรับจริง 10 ข้อหาจราจร” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 7 – 8 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อบทลงโทษของกฎหมายจราจร การจับและปรับ 10 ข้อหาหลัก ที่เริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนถึงความเหมาะสมของบทลงโทษของกฎหมายจราจรการจับและปรับ 10 ข้อหาผู้ฝ่าฝืนกฎจราจร ที่เริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา พบว่า

    1. ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย: ปรับ 5,000 – 20,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 1 ปี ตัวอย่าง ร้อยละ 74.66 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 12.67 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป ร้อยละ 11.60 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป และร้อยละ 1.07 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    2. เมาแล้วขับ: ปรับ 5,000 – 20,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 1 ปี ตัวอย่าง ร้อยละ 70.38 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 20.38 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป ร้อยละ 8.86 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    3. ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 60.15 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 35.04 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 4.66 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    4. ไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลาย: ปรับไม่เกิน 4,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 60.08 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 28.09 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 11.68 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    5. ขับรถย้อนศร: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 58.40 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 26.41 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป ร้อยละ 14.96 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    6. ไม่พกใบขับขี่: ปรับไม่เกิน 1,000 บาท (อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน) ตัวอย่าง ร้อยละ 58.24 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 35.34 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 5.89 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    7. ไม่สวมหมวกนิรภัย: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 55.57 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 38.70 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 5.50 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    8. ใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่ (โดยไม่มีอุปกรณ์เสริม): ปรับไม่เกิน 4,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 55.11 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 34.73 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 9.85 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    9. ฝ่าไฟแดง: ปรับไม่เกิน 4,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 54.28 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา
    ร้อยละ 35.88 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 9.69 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    10. ขับรถเร็วเกินกำหนด: ปรับไม่เกิน 4,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 54.43 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป รองลงมา ร้อยละ 40.69 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว ร้อยละ 4.58 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/982047/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw063XpcLZI9JeWPMebezj51

  • โป๊ปยืนยัน ไม่ได้วิจารณ์ โดนัลด์ ทรัมป์ หลังโจมตีพวก “ทรราช” ทำสงคราม

    โป๊ปยืนยัน ไม่ได้วิจารณ์ โดนัลด์ ทรัมป์ หลังโจมตีพวก “ทรราช” ทำสงคราม

    โป๊ปเลโอที่ 14 ยืนยันว่าพระองค์ไม่ได้มีเจตนาปะทะคารมกับ โดนัลด์ ทรัมป์ อีกครั้ง หลังจากไม่กี่วันก่อนพระองค์กล่าวสุนทรพจน์โจมตีพวก “ทรราช” ที่ทุ่มเงินมหาศาลเพื่อทำสงคราม

    เมื่อ 18 เม.ย. 2569 สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ตรัสว่าพระองค์ไม่ได้มีเจตนาที่จะโต้เถียงกับโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากพระองค์มีสุนทรพจน์เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา และวิพากษ์วิจารณ์ “พวกทรราช” เรื่องการทุ่มงบประมาณหลายพันล้านไปกับสงคราม แต่ไม่ทุ่มเงินเพื่อฟื้นฟู

    โป๊ปเลโอระบุว่า ถ้อยแถลงดังกล่าวซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่มีการปะทะคารมอย่างเผ็ดร้อนกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ นั้น ถูกเขียนขึ้นไว้ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ก่อนหน้านั้นแล้ว ซึ่งเป็นเวลานานก่อนที่ท่านประธานาธิบดีจะออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับตัวพระองค์เสียอีก

    “ทว่าเมื่อเหตุการณ์ประจวบเหมาะเช่นนี้ มันจึงถูกมองไปว่าข้าพเจ้าพยายามจะโต้เถียงกับประธานาธิบดีอีกครั้ง ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่ข้าพเจ้าสนใจเลยแม้แต่น้อย” พระองค์ตรัสกับผู้สื่อข่าวระหว่างการเดินทางบนเครื่องบินมุ่งหน้าสู่อังโกลาเมื่อวันเสาร์

    ทั้งนี้ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้เปิดฉากโจมตีพระสันตะปาปาเลโออย่างรุนแรง โดยระบุว่าพระองค์ “ย่ำแย่เรื่องนโยบายต่างประเทศ” หลังจากพระองค์วิจารณ์ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลในอิหร่านมาโดยตลอด

    ต่อมาในวันพฤหัสบดี (16 เม.ย.) โป๊ปเลโอกล่าวสุนทรพจน์ที่แคเมอรูน โดยทรงวิพากษ์วิจารณ์เหล่าผู้นำที่ “เมินเฉยต่อความจริงที่ว่าเงินหลายพันล้านดอลลาร์ถูกใช้ไปกับการฆ่าฟันและความพินาศย่อยยับ แต่กลับไม่มีทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการเยียวยา การศึกษา และการฟื้นฟูให้เห็นเลย”

    “เหล่าเจ้าแห่งสงครามแสร้งทำเป็นไม่รู้ว่า การทำลายล้างนั้นใช้เวลาเพียงชั่วพริบตา แต่บ่อยครั้งที่การฟื้นฟูขึ้นมาใหม่นั้น แม้ชั่วชีวิตหนึ่งก็อาจไม่เพียงพอ” สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอตรัส

    พระองค์ยังโจมตี “วังวนแห่งความไร้เสถียรภาพและความตายไม่รู้จบ” ในพื้นที่ “นองเลือด” ของแคเมอรูน ซึ่งถูกกลุ่มกบฏเข้าครอบงำมานานเกือบหนึ่งทศวรรษด้วย

    อย่างไรก็ตาม ถ้อยแถลงของโป๊ปเลโอถูกหลายฝ่ายตีความว่า เป็นการพาดพิงถึงทรัมป์ ซึ่งต่อมาผู้นำสหรัฐฯ ก็บอกกับผู้สื่อข่าวว่า “พระสันตะปาปาจะพูดอะไรก็ได้ตามที่ท่านต้องการ และผมก็อยากให้ท่านพูดในสิ่งที่ท่านอยากพูด แต่ผมมีสิทธิ์ที่จะไม่เห็นด้วย”

    ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำคริสตจักรคาทอลิกยาวเหยียด หลังจากที่พระสันตะปาปาทรงแสดงความกังวลต่อคำขู่ของทรัมป์ที่ว่า “อารยธรรมจะสูญสิ้น” หากอิหร่านไม่ยอมตกลงตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ในการยุติสงครามและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

    ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่าเขา “ไม่ใช่แฟนตัวยง” ของพระสันตะปาปา พร้อมทั้งตราหน้าพระองค์ว่า “อ่อนข้อให้กับอาชญากรรม และเลวร้ายสุดๆ ในด้านนโยบายต่างประเทศ” นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้โพสต์ภาพที่สร้างจาก AI ซึ่งเป็นรูปตัวเขาเองในลักษณะที่คล้ายกับพระเยซู แต่ได้ลบภาพนั้นออกไปในเวลาต่อมา หลังถูกวิจารณ์อย่างหนัก

    ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

    ที่มา : bbc

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2927421&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RNzpF55dZJuF63j53sZ-5

  • ถกเข้ม “ความมั่นคงใหม่” จี้รัฐบาลอนุทิน 2 สยบมลพิษข้ามพรมแดน

    ถกเข้ม “ความมั่นคงใหม่” จี้รัฐบาลอนุทิน 2 สยบมลพิษข้ามพรมแดน

    อ.เฉลิมพันธ์ แก้วกันทะ นักวิจัยด้านสุขภาพ ระบุว่า ปัญหาน้ำปนเปื้อนเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งเกษตรกรรมและน้ำเสียชุมชน โดยในรอบ 350 วัน ประชาชนมีน้ำสะอาดใช้เพียงประมาณ 90 วัน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว จำเป็นต้องเร่งสื่อสารข้อมูลและสร้างความเข้าใจให้ประชาชนร่วมลดมลพิษ

    ขณะที่ภาคเอกชนและชุมชนสะท้อนผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ น.ส.ศิริวิมล กิตะพาณิชย์ ผู้บริหารไร่รื่นรมย์ ระบุว่า คุณภาพน้ำและสภาพอากาศส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตรโดยตรง และเรียกร้องให้ภาครัฐมีแผนรับมืออย่างเป็นระบบ

    นายพงศกร อารีศิริไพศาล ตัวแทนภาคธุรกิจกาแฟ ชี้ว่าปัญหาฝุ่นและน้ำกระทบภาคธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการผลิตกาแฟที่พึ่งพาระบบนิเวศป่า ซึ่งยังทำหน้าที่เป็นแนวกันชนไฟป่า

    ด้านนักศึกษาและเครือข่ายเยาวชน สะท้อนผลกระทบในระดับพื้นที่ นายศรัทธา อุดมฤทธิ์ ระบุว่าการท่องเที่ยวริมแม่น้ำกกซบเซา ชุมชนต้องหาน้ำสะอาดใช้

    ขณะที่ น.ส.นันท์นภัส พงศ์วิฑูรย์ เสนอให้สร้างพื้นที่ความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อน

    โดย เวทีเสวนาดังกล่าวสะท้อนชัดว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมในเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงประเด็นท้องถิ่น แต่เชื่อมโยงระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่แม่นยำ กลไกความร่วมมือ และนโยบายเชิงรุก เพื่อปกป้องทรัพยากรและคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

    ถกเข้ม

    ดร.นิชานท์ สิงหพุทธางกูร กล่าวว่า เวลาเราพูดเรื่องกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ อาจจะต้องขออนุญาตแบ่งความเข้าใจในเรื่องของคำว่าพรมแดนเป็น 3 กรอบ  กรอบแรกก็คือกรอบที่เรียกว่าเป็นภูมิประเทศที่มีพื้นที่เขตแดนติดต่อกัน  กรอบแบบที่สองที่เราควรจะนำมาใช้พิเคราะห์ก็คือเป็นรัฐกับรัฐ  กรอบสุดท้ายก็คือกรอบที่รัฐต่างๆ อยู่ร่วมกัน แชร์ความร่วมมือร่วมกัน ตนคิดว่า 3 กรอบนี้อาจจะต้องมาโฟกัสแต่ละกรอบว่าแต่ละกรอบควรจะมีกลไก มีวิธีการ มีใครบ้างที่อยู่ในนั้นในการที่จะร่วมขับเคลื่อน

    ทุกวันนี้เราจะเห็นเฉพาะกรอบความร่วมมือระดับใหญ่ที่มีรัฐต่างๆ ก็คือในระดับภูมิภาค กลไกกรอบความร่วมมือเหล่านั้นเราจะเห็นว่ามันมีทั้งข้อท้าทายหลายประเด็น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น กรอบของอาเซียนเองก็จะมีปัญหาข้อหนึ่งก็คือการที่เราไม่สามารถที่จะเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในหรือเข้าไปเกี่ยวข้องในอธิปไตยเขตแดน ถึงแม้ว่ามันจะมีผลกระทบมาต่อประเทศประเทศอื่นที่ไม่ได้เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา

    ดังนั้น ตนคิดว่าเราอาจจะต้อง Re-engineering ระบบวิธีคิดของเรื่องของกรอบความร่วมมือในระดับโลกก่อน ซึ่ง ณ ปัจจุบันก็มีความคิดในกลุ่มนักวิชาการอาเซียนศึกษาหลายท่านนะครับ ก็พยายามที่จะบอกว่าถ้ามันเป็นเรื่องของความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น เรื่องของสิ่งแวดล้อมที่เป็นประเด็นเกี่ยวกับคำว่าข้ามแดน Transboundary พวกนี้อาจจะต้องมา เขาเรียกว่า Re-calibrate ใหม่ มา Re-thought ใหม่ มา Re-define ใหม่ว่าเราจะสามารถที่จะสร้างกลไกความร่วมมือแบบแทรกแซงได้ไหม อันนี้คือกรอบความร่วมมือระดับใหญ่

    ส่วนกรอบความร่วมมือระดับรัฐกับรัฐเอง ซึ่งผมคิดว่าในกลุ่มประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอาเซียนตอนบนเนี่ย เรามีวิธีการที่เรียกว่า ASEAN Way หรือความไว้วางใจ หรือวิธีการอื่นๆ ที่เราใช้ Trust มากขึ้น ในการที่จะสร้างความไวเนื้อเชื่อใจผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น กระบวนการการพัฒนา การแชร์กระบวนการพัฒนาเทคโนโลยี การศึกษา สาธารณสุข หรือประเด็นสิ่งแวดล้อมช่วยในอีกประเทศหนึ่งโดยใช้กระบวนการความไว้วางใจเข้าไปช่วยเหลือ

    ทั้งหมดทั้งมวลในกรอบที่สองที่เป็นรัฐกับรัฐ มันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยครับถ้าไม่มีหน่วยงานภายในประเทศนั้นที่อยู่ในรัฐนั้น เช่น ภาคสาธารณสุข ภาคการศึกษา ในการที่จะสร้าง เรียกว่าเป็น Diplomacy หรือว่านโยบายทางการศึกษา นโยบายทางสาธารณสุข นโยบายในด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่สามารถส่งต่อข้ามไปช่วยเขาได้

    “เพราะฉะนั้นอย่างภาคส่วนมหาวิทยาลัยเอง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องของการพัฒนาข้ามแดน โดยเฉพาะสำนักวิชานวัตกรรมสังคม ให้ความสำคัญกับเรื่องของคำว่าความยั่งยืน เราจะสามารถสร้างความยั่งยืนให้ประเทศของเราได้ยังไง

    ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านยังไม่ยั่งยืน ยังไม่มั่นคง เพราะฉะนั้นเราคงต้องจับมือร่วมกันจากสเกลที่ใหญ่ที่สุดในระดับภูมิภาค ลงมาถึงสเกลที่เป็นระดับรัฐ แล้วก็ลงมาสู่ระดับที่อยู่ในรัฐ ในระดับของหน่วยงานต่างๆ ของรัฐในแต่ละประเทศที่จะขับเคลื่อนร่วมกัน ตนคิดว่าสิ่งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้น สิ่งที่ท้าทายที่สุดผมคิดว่า เราอาจจะต้องไม่ Think Big   แต่เรา Think Small เราลองทำสิ่งที่เล็กที่สุดในระดับภูมิภาค ในระดับรัฐ ในระดับหน่วยงานต่างๆ ในประเทศดูไหม ภาคประชาชน ภาคสังคม ใช้คำว่าประชาชนกับประชาชนมากกว่าที่จะใช้คำว่ารัฐกับรัฐ ไม่ได้หมายความว่าให้ละทิ้งคำว่ารัฐกับรัฐ แต่ให้ทำงานคู่ขนานกันมากขึ้น ให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Track ในการประสานกันระหว่างจากด้านบนลงมาสู่ข้างล่าง จากข้างล่างขึ้นไปสู่ตรงกลางและไปสู่ข้างบน

    ตนคิดว่าถ้าอยากจะพัฒนาให้เรื่องข้ามแดนมันสำเร็จ คงต้องดำเนินการพร้อมกันทั้ง 3 ระดับ โดยเฉพาะเริ่มจากระดับที่เล็กที่สุด

    ดร.นิชานท์ กล่าวอีกว่า งานครั้งนี้เป็นงานของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สำนักวิชานวัตกรรมสังคมนะครับ ซึ่งอยู่ในภาควิชาการพัฒนาระหว่างประเทศ เขามีหน้าที่ในการที่จะต้องทำความเข้าใจปัญหา หาทางออก ไม่ใช่แค่บอกว่าปัญหาคืออะไร แต่เค้าจะต้องมีวิธีการสร้างกลไกที่เรียกว่า กลไกนวัตกรรมสังคม เพื่อจะเป็น Changemaker ในการที่จะสร้างกลไกเชื่อมต่อระหว่างภาคส่วนต่างๆ เหมือนงานวันนี้ จากสายลมเหนือถึงสายน้ำโขง จะเห็นเลยว่านักศึกษาเป็นผู้ริเริ่มจัดงานทั้งหมดด้วยตัวเอง เลือกคนที่จะมาเป็นวิทยากรเอง เลือกผู้ที่จะมาร่วมเสวนาในภาคส่วนต่างๆ เอง แล้วก็ใช้ความรู้ที่เขามีตั้งแต่ปี 1 จนถึงปี 4 ในการมาตกผลึกสกัดออกมาเป็นงานสัมมนาครั้งนี้

    ซึ่งงานสัมมนาครั้งนี้มีความหมายมากสำหรับพวกเค้า แล้วก็มีคุณค่าด้วยสำหรับพวกเรา ในฐานะผู้ใหญ่ อาจารย์ คนเชียงราย คนที่อยู่ในประเทศไทย ซึ่งจะส่ง Message นี้ ส่งต่อไปให้ถึงเยาวชนรุ่นใหม่ รวมถึงเยาวชนข้ามแดนที่เราอยากจะสร้างความสัมพันธ์ประสาน เพราะฉะนั้นความมั่นคงรูปแบบใหม่ถือว่าตอนนี้ไม่ใช่ความมั่นคงเฉพาะของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นความมั่นคงร่วมกัน

    ด้าน ดร.สืบสกุล กิจนะกร กล่าวว่า ตนคิดว่าเราต้องการให้รัฐบาลอนุทิน 2  มีนโยบายในการไปเจรจากับทางการเมียนมา กับทางการจีน เพื่อหาทางออกในการยุติการทำเหมืองแร่ที่ก่อให้เกิดผลกระทบข้ามพรมแดน  ซึ่งตอนนี้การแถลงนโยบายของรัฐบาลเนี่ย มีเพียงวลีเดียวที่บอกว่า ปัญหามีการทำเหมือง แบบลักลอบทำเหมือง ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นปัญหาความมั่นคง ซึ่งตรงนี้ก็อยากให้รัฐบาลแปลงเอานโยบายตรงนี้ไปสู่ภาคปฏิบัติ โดยการเจรจากับจีนและเมียนมา

    ด้าน ดร.นิอร สิริมงคลเลิศกุล กล่าวว่า ในประเด็นของเรื่องของมลพิษข้ามพรมแดน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ PM 2.5 คือมลพิษทางอากาศ แล้วก็เรื่องของสารปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำ เราจะเห็นได้ว่าแหล่งกำเนิดมันอยู่ข้างนอกทั้งหมด อย่างกรณีที่จังหวัดเชียงรายเราพิสูจน์มาแล้วว่าถึงแม้เราจะลดฮอตสปอตได้ดี เบิร์นแอเรียเราน้อยที่สุด แต่ปัญหามันไม่ได้หายไปเลย แล้วมันก็หนักขึ้นทุก ๆ ปี มันไม่มีขอบเขต เพราะฉะนั้นการแก้ไขปัญหามันก็ต้องเป็นการแก้ปัญหาแบบไร้พรมแดน นั่นคือชวนคนในแต่ละแดนเนี่ยมาหารือกัน แล้วก็ทำให้เป็นรูปธรรมที่สุดในเรื่องของกลไกของความร่วมมือ

    แต่สิ่งหนึ่งค่ะที่เราได้เรียนรู้จากเรื่องของมลพิษข้ามพรมแดนจากเรื่องของมลพิษทางอากาศ มันยังมีข้อจำกัดหลาย ๆ

    อย่างในระหว่างความร่วมมือเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นบริบทของแต่ละประเทศเอง หรือการที่จะมีลักษณะการเป็นรูปธรรม เรายังไม่เห็นตรงนั้น อยากจะให้ทุกภาคส่วนเรียนรู้จากมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดนว่าเราได้ทั้งภาครัฐเองมีความคืบหน้ามีความพยายามที่จะก่อให้เกิดอาเซียนเฮซฟรีเกิดขึ้น หรือแม้กระทั่งเรื่องของเคลียร์สกายสแตรทิจีก็ดี มันเป็นความพยายามที่กำลังจะทำแล้วก็นำไปสู่แอ็คชันต่อไป

    ทุกอย่างเราไม่อยากให้เป็นแค่เอกสาร ไม่อยากให้เป็นแค่โต๊ะเจรจา ไม่อยากให้เป็นแค่ลักษณะของเอกสารความร่วมมือ แต่เราต้องการแอ็คชัน และไม่ใช่แอ็คชันแพลน แต่เป็นแอ็คชันแอคทิวิตีร่วมกัน เรามีแนวความคิดร่วมกันอย่างนี้ว่าเป็นไปได้ไหม ในประเทศในกลุ่มลุ่มน้ำโขงที่เราจะมีจังหวัดละ 1 ประเทศอะค่ะที่จะมาแอ็คชันร่วมกัน ในในแนวของบอร์เดอร์เหล่านี้ ผู้ได้รับผลกระทบเหมือนกัน แหล่งกำเนิดไม่ได้ต่างกันเลย เพียงแต่ว่าแหล่งกำเนิดนั้นอยู่ที่ไหน ถ้าเป็นมลพิษของทางอากาศเรารู้อยู่แล้วว่าส่วนใหญ่แล้วมาจากโอเพนเบิร์นนิงแล้วมันคืออะไร เราอยากจะชวนให้สืบเสาะให้เป็นรูปธรรมแบบนั้นออกมา และเป็นความร่วมมือที่ไม่ใช่เป็นแค่ข้อกำหนดว่าเราจะลดฮอตสปอตกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วถ้าไม่ลดแล้วมันเกิดอะไรขึ้นล่ะ เราไม่มีตรงนั้นต่อมา

    เช่นเดียวกัน แน่นอนว่าสาเหตุหลักของน้ำปนเปื้อนโลหะหนักเนี่ย มันไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ในประเทศของเรา หรือไม่ได้อยู่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/current-issue/378976262&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nvSlIS2Cy_rbA2rwvtxNq

  • พลิกไวนิลเหลือใช้ เป็นสื่อเรียนรู้ใหม่ ดันโมเดลธุรกิจยั่งยืน | เดลินิวส์

    พลิกไวนิลเหลือใช้ เป็นสื่อเรียนรู้ใหม่ ดันโมเดลธุรกิจยั่งยืน | เดลินิวส์

    ร็อคเทค โกลบอล จำกัด (มหาชน) (ROCTEC) ปรับแนวทางดำเนินธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการเติบโตขององค์กร

    ในฐานะผู้ให้บริการที่เชื่อมโยงทั้งธุรกิจสื่อและเทคโนโลยี ร็อคเทคมองว่าความรับผิดชอบทางธุรกิจไม่ได้อยู่แค่ผลประกอบการหรือประสิทธิภาพของการสื่อสาร แต่รวมถึงการจัดการทรัพยากรในทุกขั้นตอน โดยเฉพาะธุรกิจสื่อโฆษณานอกที่อยู่อาศัย (Out-of-Home – OOH) ที่เกี่ยวข้องกับการใช้วัสดุจำนวนมาก ตั้งแต่การผลิต ติดตั้ง ไปจนถึงการจัดการหลังจบแคมเปญ

    จุดเริ่มต้นหลักๆ อยู่ที่การปรับมุมมองต่อ ‘ไวนิล’ ซึ่งเดิมมักถูกจัดเป็นของเสียหลังใช้งาน ให้กลับมาเป็นทรัพยากรที่ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่เน้นการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าและยืดอายุการใช้งานวัสดุให้นานที่สุด

    ร็อคเทคจึงนำไวนิลที่หมดหน้าที่จากสื่อโฆษณามาแปรรูป (Upcycling) เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ แทนการทิ้งหรือกำจัด ช่วยลดปริมาณของเสีย และเพิ่มมูลค่าจากวัสดุเดิมให้เกิดประโยชน์อีกครั้ง ด้วยการพัฒนาเป็นสื่อการเรียนการสอน สื่อเตือนภัยทางไซเบอร์ สื่อรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม และกระเป๋านักเรียน ก่อนส่งมอบให้โรงเรียน 4 แห่งในจังหวัดศรีสะเกษ ได้แก่ โรงเรียนบ้านทุ่งน้อย โรงเรียนบ้านโพนยาง โรงเรียนบ้านเห็นอ้ม และโรงเรียนบ้านหนองตาเขียงหนองดู

    โครงการดังกล่าวสร้างผลงานรวมมากกว่า 300 ชิ้น คิดเป็นการนำวัสดุที่เข้าร่วมโครงการกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ 100% และมีการส่งมอบในเดือนเมษายน 2569 สะท้อนให้เห็นว่าวัสดุที่เคยหมดหน้าที่ ยังสามารถต่อยอดให้เกิดประโยชน์ได้ทั้งในด้านการเรียนรู้และการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน

    นอกจากจะช่วยลดของเสียแล้ว โครงการยังมีส่วนสร้างโอกาสทางการศึกษา และเสริมความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชนในพื้นที่ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs) ทั้งด้านการศึกษา การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน และการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    ขณะเดียวกัน ร็อคเทคยังตั้งเป้าขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และเตรียมขยายผลสู่โรงเรียนในจังหวัดอื่นๆ เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงและต่อยอดประโยชน์ในหลายพื้นที่

    ทั้งนี้ บริษัทดำเนินธุรกิจหลักด้านโซลูชันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT Solutions) ครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง ไปจนถึงดูแลโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสำหรับทั้งภาครัฐและเอกชน ควบคู่ไปกับการพัฒนาธุรกิจสื่อภายใต้กรอบอีเอสจี โดยเน้นการใช้สื่ออย่างรับผิดชอบ และเพิ่มสัดส่วนสื่อดิจิทัลเพื่อลดการใช้ทรัพยากรเมื่อเทียบกับรูปแบบเดิม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5791902/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PaRG1ImK8ZMk1GQihrLMz

  • “ก่อแก้ว”เตรียมแจกล็อตเตอรีคนไปเยี่ยม“ทักษิณ”ทุกวันอาทิตย์หน้าเรือนจำ

    “ก่อแก้ว”เตรียมแจกล็อตเตอรีคนไปเยี่ยม“ทักษิณ”ทุกวันอาทิตย์หน้าเรือนจำ

    “ก่อแก้ว”เตรียมแจกล็อตเตอรีคนไปเยี่ยม“ทักษิณ”ทุกวันอาทิตย์หน้าเรือนจำ

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายก่อแก้ว พิกุลทอง สมาชิกพรรคเพื่อ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ”ทักษิณ ชินวัตร“ คือผู้ที่ผมเคารพและศรัทธามาตลอดบนเส้นทางการเมือง

    จากผลงานในการสร้างโอกาสและความหวังแก่คนไทยจำนวนมาก

    “ให้โอกาส ในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล”
    จากโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ผ่านมา 20 ปี ทำให้คนไทยหลายแสนคนรอดตาย

    “ให้โอกาส ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน”
    เพื่อทำมาค้าขายเล็กๆน้อยๆ หรือเริ่มต้นทำธุรกิจส่วนตัวได้ เช่น กองทุนหมู่บ้าน Otop

    “ให้โอกาส เด็กไทย เข้าถึงการศึกษา”
    ทั้งในและต่างประเทศ ในโครงการ 1 ทุน 1 อำเภอ หรือทุนการศึกษาจากหวยบนดิน

    “ให้ความสุขและความหวังกับคนไทย”
    ในการพัฒนาจนทำให้ประเทศไทยเกือบเจริญ กลายเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเซีย

    “คืนศักดิ์ศรี“ แก่ประชาชนคนธรรมดาทุกคน
    โดยการปฏิรูประบบราชการ ให้ข้าราชการมีหน้าที่สำคัญคือการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ประชาชนไม่ต้องไปร้องขอใครหน้าไหน ในวันที่ต้องไปติดต่อราชการพื้นฐาน

    ผลงานอื่นๆ อีกมากมาย สาธยายได้ไม่รู้จบ

    ผ่านมา 20 ปี ยังไม่มีใครทำได้ หรือมีความคิดอ่านเทียบเท่าคนๆ นี้

    อีกไม่เกิน 1 เดือน

    ในวันที่ 11 พ.ค. นี้ท่านจะได้รับการพักโทษ ซึ่งเชื่อว่าจะมีผู้คนมากมายไปรอรับท่าน

    ในทุกวันอาทิตย์นับตั้งแต่ท่านถูกจำคุก มีกิจกรรมนัดเยี่ยมหน้าเรือนจำ ที่พี่น้องจำนวนมากไปให้กำลังใจไม่ขาดสาย ต้องขอบคุณทุกท่านมาในโอกาสนี้

    แต่ใน 4 สัปดาห์สุดท้ายนี้ ผมขอตอบแทนพี่น้องที่ไปเยี่ยม ด้วยการสร้างความหวังเล็กๆ น้อยๆ ให้แก่พี่น้อง ด้วยการแจก ”ล็อตเตอรี่“ ถึงแม้จะเป็นความหวังเล็กๆ แต่ตราบใดที่ยังมีความหวัง ก็จะเป็นพลังใจให้แก่หลายๆ ชีวิตครับ

    วันที่ 19 เมษา แจกล็อตเตอรี่ 100 คู่
    วันที่ 26 เมษา แจกล็อตเตอรี่ 100 คู่
    วันที่ 3 พฤษภา แจกล็อตเตอรี่ 100 คู่
    วันที่ 10 พฤษภา แจกล็อตเตอรี่ 200 คู่

    จะแจกเวลา 11.30 น.
    ตามกติกาคือ ใครไปก่อน ก็จะได้ก่อน

    พบกับ 19 เมษาฯ นี้ 11.30 น. เป็นต้นไป
    ที่เรือนจำคลองเปรมครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000036628&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ypvoiy3617uNtJUk1qhgR

  • ครบ 100 ปี ราชบัณฑิตยสภา เป็นองค์กรวางรากฐานวัฒนธรรมทางปัญญา

    ครบ 100 ปี ราชบัณฑิตยสภา เป็นองค์กรวางรากฐานวัฒนธรรมทางปัญญา

    ราชบัณฑิตยสภาเป็นองค์กรทางวิชาการของชาติ ซึ่งจะมีอายุ 100  ปี ในวันที่ 19  เมษายน พ.ศ. 2569 ตลอดหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ราชบัณฑิตยสภาได้ทำหน้าที่วางรากฐานด้านภาษาและวิชาการของประเทศผ่านการจัดทำพจนานุกรม การบัญญัติศัพท์ และการกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง อันเป็นกลไกสำคัญในการรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ขณะเดียวกันบทบาทของราชบัณฑิตยสภาขยายสู่การเป็นคลังสมองของชาติที่มีส่วนร่วมเชิงยุทธศาสตร์ในการให้ข้อเสนอแนะด้านวิชาการและองค์ความรู้เพื่อสนับสนุนการพัฒนาคนและพัฒนาประเทศ

    ในวาระครบรอบ 100 ปี ราชบัณฑิตยสภา จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาราชบัณฑิตยสภา ปีที่ 100 กิจกรรมในช่วงเช้ามีพิธีถวายสักการะพระบรมรูป รัชกาลที่ 7 และพิธีเจริญพระพุทธมนต์และถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ ณ อาคารสำนักงานราชบัณฑิตยสภา ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคาร บี แและพิธีรดน้ำขอพรราชบัณฑิตและภาคีสมาชิกอาวุโส ณ โรงแรมรอยัล ปริ๊นเซสหลานหลวง กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา

    ส่วนช่วงบ่ายมีการแสดงปาฐกถาพิเศษเรื่อง ราชบัณฑิตยสภากับความมั่นคงของประเทศ และจัดเสวนาทางวิชาการ 3 เรื่อง ได้แก่ 1. หลักนิติธรรมกับสถาบันปัญญา : บทบาทของราชบัณฑิตต่อความมั่นคงของสังคมไทย 2. เรื่องวิทยาศาสตร์ ปัญญาและอนาคตมนุษยชาติ ภารกิจใหม่ของราชบัณฑิต และ 3. เรื่อง ภาษาและศิลปะ : จิตวิญญาณของชาติในโลกที่กำลังเปลี่ยน

    พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นประธานเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนาราชบัณฑิตยสภา พร้อมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ราชบัณฑิตยสภากับความมั่นคงของประเทศ” ว่า 1 ศตวรรษที่ผ่านมาไม่เพียงสะท้อนความสำคัญขององค์กรในมิติทางวิชาการ หากยังชี้ให้เห็นถึงบทบาทที่เชื่อมโยงองค์ความรู้เข้ากับความมั่นคงและทิศทางของชาติในระยะยาว ในวาระสำคัญนี้เป็นการตอกย้ำสถานะของสถาบันในฐานะพลังทางปัญญาที่ขับเคลื่อนสังคมไทย พร้อมก้าวสู่อนาคตด้วยบทบาทที่เข้มข้นและรอบด้านยิ่งขึ้น

    พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี กล่าวว่า ราชบัณฑิตสภาครบรอบ 100 ปี ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญขององค์กรทางวิชาการของประเทศ โดยเฉพาะสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และการเชื่อมโยงกับบทบาทของราชบัณฑิตสภาในฐานะองค์กรที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่รัฐบาล หน่วยงานต่าง ๆ และประชาชน ราชบัณฑิตสภาถือเป็นองค์กรทางวิชาการที่มีบทบาทสำคัญต่อสังคมไทย และเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ในหลากหลายสาขา ที่สามารถนำความรู้ไปสนับสนุนการพัฒนาประเทศให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษใหม่

    ประธานองคมนตรี กล่าวต่อว่า ความเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมชาติของสังคม มนุษย์และประเทศชาติ จึงต้องปรับตัวอยู่เสมอ การพัฒนาประเทศไม่ใช่เพียงเรื่องเศรษฐกิจหรือความมั่นคงทางทหารเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือการพัฒนาคน โดยเฉพาะด้านการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานของความมั่นคงในระยะยาว จากประสบการณ์ที่ได้รับพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ทรงเน้นการสร้างโอกาสทางการศึกษาโดยไม่สร้างภาระแก่ระบบราชการ และทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการสนับสนุน เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน ทั้งด้านสภาพแวดล้อมของโรงเรียน ความเป็นอยู่ของครู และสื่อการเรียนรู้

    “ แนวคิดสำคัญ คือ สร้างคนดีก่อนคนเก่ง โดยยึดคุณธรรม ความซื่อสัตย์ และความรับผิดชอบเป็นพื้นฐานแล้วจึงพัฒนาทักษะต่อยอด พร้อมทั้งส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาผ่านกองทุนต่างๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ขาดโอกาสและเปิดทางเลือกการเรียนรู้ที่หลากหลาย เน้นการศึกษาสายอาชีพให้สอดคล้องกับศักยภาพผู้เรียน ไม่จำเป็นต้องมุ่งสู่อุดมศึกษาเพียงอย่างเดียว” พลเอกสุรยุทธ์ กล่าว

    ประธานองคมนตรีกล่าวถึงผลจากการพัฒนาด้านการศึกษาในพื้นที่ห่างไกล พบว่าเมื่อเยาวชนได้รับโอกาสและทักษะที่เหมาะสม พวกเขาสามารถกลับไปพัฒนาท้องถิ่นของตนเองได้ สอดคล้องกับแนวพระราชดำริที่ต้องการให้คนที่มีความรู้กลับไปสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน นอกจากการศึกษาแล้ว บทบาทของศาสนา โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา ในการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้กับสังคม พร้อมเสนอให้มีการสนับสนุนการศึกษาของพระสงฆ์ และส่งเสริมบทบาทของพระสงฆ์ในการพัฒนาคน เพื่อให้แนวคิด บ้าน วัด โรงเรียน ทำงานร่วมกันอย่างสมบูรณ์

    ระธานองคมนตรี กล่าวว่า  ในทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม สังคมไทยมีพัฒนาการที่เชื่อมโยงกันระหว่างศาสนา ความเชื่อ ประเพณี และโครงสร้างสังคม จึงควรมองประวัติศาสตร์แบบองค์รวม เพื่อเข้าใจความสัมพันธ์ที่หล่อหลอมความเป็นชาติ สอดคล้องแนวคิดภูมิสังคม ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับภูมิศาสตร์ ช่วยให้เข้าใจรากฐานของสังคมไทยเพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างเหมาะสม ดังนั้น ราชบัณฑิตสภาควรมีบทบาทเชิงรุกในการบูรณาการองค์ความรู้จากหลากหลายสาขา เพื่อสนับสนุนการพัฒนาคน การศึกษา คุณธรรม และความเข้าใจทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ศ.เกียรติคุณ นพ.สุรพล อิสรไกรศีล นายกราชบัณฑิตยสภา กล่าวว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล ราชบัณฑิตยสภาได้ขยายบทบาทไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่ การเชื่อมโยงศาสตร์หลากหลายสาขา และการสังเคราะห์ความรู้เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายหรือ White Paper ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา และการเรียนรู้ของประเทศ ควบคู่กับการกำหนดวิสัยทัศน์ระยะยาว 30 ปี เพื่อวางรากฐานด้านวัฒนธรรมทางปัญญาและวัฒนธรรมพลเมือง อันเป็นพื้นฐานสำคัญของสังคมคุณภาพในอนาคต

    นายกราชบัณฑิตยสภา กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันองค์กรยังเร่งปรับตัวสู่การเป็นราชบัณฑิตยสภาดิจิทัลผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มความรู้ในรูปแบบออนไลน์และแอปพลิเคชัน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงพจนานุกรมและฐานข้อมูลศัพท์บัญญัติได้อย่างสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการวิจัย การจัดทำฐานข้อมูล และการวิเคราะห์แนวโน้มของภาษาและศาสตร์แขนงต่างๆ อันเป็นการยกระดับจากการเผยแพร่ความรู้ในรูปแบบเอกสารและสิ่งพิมพ์ในอดีต ไปสู่ระบบข้อมูลที่พร้อมใช้งานและตอบโจทย์สังคมยุคใหม่

    “ ราชบัณฑิตยสภายังขยายบทบาทจากงานวิชาการภายในสู่การสื่อสารสาธารณะมากขึ้นผ่านการจัดเสวนาวิชาการ ราชบัณฑิตสัญจรการเผยแพร่บทความ จุลสาร e-book และสื่อดิจิทัลในรูปแบบต่างๆ ทำให้องค์ความรู้ไม่ได้จำกัดอยู่ในวงวิชาการ แต่สามารถเข้าถึงประชาชนทั่วไปได้อย่างกว้างขวางและทันสมัย ตลอดจนมีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกและนักวิชาการรุ่นใหม่ เพื่อให้การผลิตองค์ความรู้มีความทันสมัย สดใหม่ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในสังคม” ศ.เกียรติคุณ นพ.สุรพล กล่าว

    ศ.พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร ราชบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ประเภทวิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง กล่าวว่า นับตั้งแต่ก่อตั้งบทบาทสำคัญของราชบัณฑิตสภามุ่งเน้นไปที่การสร้างมาตรฐานทางภาษาไทย โดยเฉพาะการจัดทำ “พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน” ซึ่งใช้เวลายาวนานถึง 18 ปี จึงแล้วเสร็จฉบับแรก ความพยายามนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ช่วยกำหนดมาตรฐานการใช้ภาษา ทำให้การสื่อสารของคนในชาติเป็นไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากภาษาแล้ว ราชบัณฑิตสภายังมีบทบาทในการรวบรวมและอธิบายประวัติศาสตร์ของชาติ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของความมั่นคงทางสังคม เนื่องจากประวัติศาสตร์ร่วม และภาษาเดียวกัน เป็นรากฐานของการสร้างความเป็นชาติ หากสังคมขาดองค์ประกอบเหล่านี้ อาจนำไปสู่ความเปราะบางและความแตกแยกได้ ดังตัวอย่างในหลายประเทศที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และขาดความเป็นเอกภาพ

    “การบัญญัติศัพท์ใหม่ โดยเฉพาะในยุคที่องค์ความรู้จากต่างประเทศหลั่งไหลเข้ามาก็เป็นภารกิจสำคัญของราชบัณฑิตสภา เพื่อทำให้ความรู้เหล่านั้นสามารถเข้าถึงคนไทยได้อย่างเท่าเทียม ไม่เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบทางภาษา และช่วยให้สังคมสามารถปรับตัวเข้าสู่โลกสมัยใหม่ได้โดยไม่สูญเสียอัตลักษณ์ของตนเอง” ศ.พิเศษ นรนิติ  กล่าว

    ศ.กิตติคุณ ดร.วรศักดิ์ กนกนุกุลชัย ราชบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา ประเภทวิชาวิศวกรรมศาสตร์ สำนักวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า ภารกิจใหม่ของราชบัณฑิตยสภาในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) จึงมีความจำเป็นที่ต้องส่งเสริม AI Literacy ต้องครอบคลุมทั้งความเข้าใจหลักการทำงานของ AI การใช้งานอย่างเหมาะสม การตระหนักถึงข้อจำกัด รวมถึงประเด็นด้านจริยธรรมและผลกระทบต่อสังคม เพื่อเตรียมความพร้อมของประชาชนให้สามารถปรับตัวได้อย่างเท่าทัน และลดความเหลื่อมล้ำทางความรู้ในยุคดิจิทัล

    ” ราชบัณฑิตยสภาในฐานะศูนย์รวมองค์ความรู้ของชาติต้องปรับบทบาทจากการเป็นผู้รักษามาตรฐานทางภาษาและวิชาการ ไปสู่การเป็นผู้นำทางปัญญาของสังคม ทำหน้าที่ถ่ายทอดและอธิบายความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์แก่สาธารณชน ส่งเสริมความรอบรู้เท่าทันเทคโนโลยี ธำรงความน่าเชื่อถือขององค์ความรู้ในยุคข้อมูลข่าวสาร มีส่วนร่วมในการกำหนดกรอบจริยธรรมในการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ “ การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงอารยธรรมครั้งสำคัญราชบัณฑิตยสภาจะมีบทบาทสำคัญในการชี้นำให้การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนำไปสู่สังคมที่มีปัญญา คุณธรรม และความยั่งยืนในระยะยาว” ศ.กิตติคุณ ดร.วรศักดิ์ กล่าว

    ทั้งนี้ เพื่อฉลอง 100 ปี ราชบัณฑิตยสภาและเผยแพร่ผลงานสำคัญ ตลอดปีนี้จะจัดกิจกรรมทางวิชาการต่าง ๆ  โดยกำหนดจัดการประชุมวิชาการ หัวข้อ ราชบัณฑิตยสภา ปัจจุบันและอนาคต : ปัญญา คุณธรรม และเทคโนโลยี ระหว่างวันที่3-4 กันยายน พ.ศ. 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ,การประชุมวิชาการ “งานรำลึกในวาระ 50 ปีแห่งการสิ้นพระชนม์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์ เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ พระบิดาแห่งการบัญญัติศัพท์ในภาษาไทย ในวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2569

    นอกจากนี้มีการจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 100 ปี ราชบัณฑิตยสภา และจัดทำหนังสือต่าง ๆ ในโอกาสนี้ เช่น พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสภา พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นฉบับแรกที่มีการชำระตั้งแต่ตัวอักษร ก ถึง ฮ หนังสือประวัติศาสตร์ 100 ปีราชบัณฑิตยสภา หนังสือราชบัณฑิตยสภาในความทรงจำ หนังสือราชบัณฑิตยสภา ปัจจุบันและอนาคต หนังสือราชบัณฑิตปูชนียบุคคล หนังสือทำเนียบราชบัณฑิตและภาคีสมาชิก หนังสือผลงานอันทรงคุณค่าของราชบัณฑิตและภาคีสมาชิก รวมทั้งมีการจัดนิทรรศการงานมหกรรมศิลปะและวิชาการที่รวมผลงานด้านวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ และการแสดงคอนเสิร์ตเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว องค์ผู้สถาปนาราชบัณฑิตยสภา

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/news-update/981632/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kuDTRr_IxZgTiA2AQM1qx

  • ความสำเร็จดาวเทียมฝีมือคนไทย! “TSC-1” พัฒนาเองกว่า 60% ผ่านบททดสอบอวกาศสุดหิน “อ.เชน” ดูถึงที่ มั่นใจความพร้อม เตรียมพร้อมทะยานสู่ Flight Model ปีหน้า

    ความสำเร็จดาวเทียมฝีมือคนไทย! “TSC-1” พัฒนาเองกว่า 60% ผ่านบททดสอบอวกาศสุดหิน “อ.เชน” ดูถึงที่ มั่นใจความพร้อม เตรียมพร้อมทะยานสู่ Flight Model ปีหน้า

    วันนี้ (18 เม.ย.) ที่สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) อ.แม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินทางเข้าติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของภาคีความร่วมมืออวกาศไทย (Thai Space Consortium : TSC) ในการพัฒนาโครงการดาวเทียม TSC-1 โดยได้รับการสนับสนุนจาก บพค. ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญของเทคโนโลยีอวกาศไทย

    โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ได้เข้าเยี่ยมชมอาคารปฏิบัติการพัฒนาต้นแบบและบ่มเพาะเทคโนโลยี เพื่อตรวจเช็กความพร้อมของห้องปฏิบัติการทัศนศาสตร์ขั้นสูง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตกระจกกล้องโทรทรรศน์ขนาด 0.8 เมตร รวมถึงห้องปฏิบัติการประกอบดาวเทียม (Clean Room) และห้องปฏิบัติการดาราศาสตร์วิทยุ ซึ่งเป็นพื้นที่หลักในการประกอบและทดสอบระบบวิศวกรรมที่ซับซ้อน

    ในการตรวจเยี่ยม ศ.ดร.ยศชนัน ได้รับฟังรายงานสรุปภาพรวมการดำเนินงานของดาวเทียม TSC-1 ซึ่งเป็นดาวเทียมขนาด Microsatellite น้ำหนักไม่เกิน 100 กิโลกรัม ที่มีความโดดเด่นในด้านการพึ่งพาเทคโนโลยีภายในประเทศ โดยวิศวกรไทยสามารถพัฒนาอุปกรณ์และระบบภายในดาวเทียมขึ้นเอง (In-house) ได้สูงถึง 60% ประกอบด้วยระบบสำคัญอย่าง กล้องถ่ายภาพรายละเอียดสูง (Hyperspectral imaging), อุปกรณ์วัดสภาพอวกาศ (Space weather payload) ที่พัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล, ระบบไฟฟ้าและพลังงาน, ระบบโครงสร้างและการควบคุมอุณหภูมิ รวมถึงการเขียนซอฟต์แวร์ควบคุมการวางตัวดาวเทียม (ADCS Software) ระบบซอฟต์แวร์ภายใน และสถานีภาคพื้นดิน (Ground station) ทั้งหมดด้วยฝีมือคนไทย ในขณะที่ยังคงนำเข้าเฉพาะระบบสื่อสาร และอุปกรณ์เซนเซอร์หรือตัวขับเคลื่อนบางส่วนจากต่างประเทศเท่านั้น

    นอกจากนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ยังได้แสดงความชื่นชมความสำเร็จของทีมวิจัยที่สามารถนำดาวเทียมเข้าสู่เฟสต้นแบบทางวิศวกรรม (Engineering Model) และผ่านการทดสอบสภาวะจำลองอวกาศที่เข้มงวดเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบในสภาวะสุญญากาศและอุณหภูมิสุดขั้ว (Thermal Vacuum), การทดสอบการทนทานต่อรังสี (Radiation) และการทดสอบแรงสั่นสะเทือน (Vibration) ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญที่ยืนยันว่าเทคโนโลยีที่คนไทยพัฒนาขึ้นมีความเสถียรและพร้อมใช้งานในสภาวะจริงในอวกาศ

    สำหรับก้าวต่อไป โครงการกำลังจะพัฒนาเข้าสู่เฟส Flight Model หรือการสร้างดาวเทียมดวงจริงที่จะใช้ส่งขึ้นสู่อวกาศภายในปีหน้า ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจที่กระทรวง อว. สามารถผลักดันให้ประเทศไทยขยับจากการเป็นเพียงผู้ใช้งานเทคโนโลยี สู่การเป็นผู้พัฒนาและสร้างดาวเทียมวิจัยด้วยตัวเองอย่างเต็มตัว เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) สร้างบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจอวกาศให้กับประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/290429&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2i3lNfdmpgSkxNqcGpfVoA

  • มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) จับมือ BytePlus: แถลงข่าวความร่วมมือสาขาภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล SPU เป็นพันธมิตรทางวิชาการรายแรกของ BytePlus ในประเทศไทย

    มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) จับมือ BytePlus: แถลงข่าวความร่วมมือสาขาภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล SPU เป็นพันธมิตรทางวิชาการรายแรกของ BytePlus ในประเทศไทย

    สังคม-สตรี

    มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) จับมือ BytePlus: แถลงข่าวความร่วมมือสาขาภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล SPU เป็นพันธมิตรทางวิชาการรายแรกของ BytePlus ในประเทศไทย

    วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.44 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) สาขาภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล คณะนิเทศศาสตร์ สร้างก้าวสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ ด้วยการเป็นสถาบันการศึกษาแห่งแรกที่ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ BytePlus ประเทศไทย โดย BytePlus คือหน่วยธุรกิจเทคโนโลยีระดับองค์กรของ ByteDance ที่ให้บริการโซลูชันเทคโนโลยีแก่บริษัททั่วโลก

    ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อบูรณาการเทคโนโลยี AI ล้ำสมัยเข้ากับการเรียนการสอนด้านการผลิตภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาสำหรับอุตสาหกรรมสื่อที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในฐานะสถาบันการศึกษาแห่งแรกในประเทศไทยที่ร่วมมือกับ BytePlus ในระดับนี้ มหาวิทยาลัยศรีปทุมกำลังกำหนดมาตรฐานใหม่ของการศึกษาด้านสื่อที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างมีความรับผิดชอบ โดยนักศึกษาจะได้มีโอกาสเข้าถึงและทดลองใช้เทคโนโลยีระดับสูงแบบเดียวกับที่ใช้ในแพลตฟอร์มดิจิทัลชั้นนำของโลก

    สำหรับจุดประสงค์สำคัญของความร่วมมือ ได้แก่

    Next-Gen AI Video Generation Solution นักศึกษาสามารถเปลี่ยนแนวคิดนามธรรมให้กลายเป็นคอนเทนต์วิดีโอคุณภาพสูงได้อย่างรวดเร็ว

    High-Fidelity AI Image Generation Solution  นักศึกษาสามารถสร้างคอนเซ็ปต์อาร์ตและสตอรี่บอร์ดที่มีความสมจริงสูง ช่วยให้สามารถมองเห็นภาพฉากภาพยนตร์หรือแคมเปญโฆษณาที่ซับซ้อนได้ภายในไม่กี่วินาที

    Exclusive Resource Accessนักศึกษาจะได้รับสิทธิ์เข้าถึงโมเดล AI ขั้นสูงผ่าน BytePlus พร้อมการฝึกใช้งานเครื่องมือเดียวกับที่ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกใช้

    Media Entrepreneurship (ผู้ประกอบการด้านสื่อ) หลักสูตรไม่ได้เน้นเพียงการสร้าง “วิดีโอที่ดูน่าตื่นตา” เท่านั้น แต่ยังผสานทักษะความคิดสร้างสรรค์กับ Data Intelligence เพื่อสอนให้นักศึกษาสร้างคอนเทนต์ที่เข้าถึงผู้ชม มีโอกาสกลายเป็นไวรัล และสามารถสร้างรายได้จริง

    Roadmap: การสร้างยุคใหม่ของนักนวัตกรรมภาพยนตร์ นอกเหนือจากการเรียนการสอนในห้องเรียน SPU และ BytePlus ยังเตรียมเปิดตัว การแข่งขันภาพยนตร์ AI (AI Film Competition) เพื่อผลักดันขอบเขตใหม่ของการเล่าเรื่องผ่านสื่อดิจิทัล

    ผู้เข้าร่วมจะได้รับการให้คำปรึกษาโดยตรงจากผู้เชี่ยวชาญของ BytePlus ซึ่งจะช่วยสร้างเส้นทางให้นักศึกษาก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยและระดับภูมิภาค ในฐานะ “Media Innovators” หรือ นักนวัตกรรมสื่อ

    ผศ.มานินทร์ เจริญลาภ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เปิดเผยว่า “ “เป้าหมายของเราคือทำให้นักศึกษา SPU ไม่ได้เป็นเพียงผู้ใช้เครื่องมือเท่านั้น แต่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม ด้วยความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง BytePlus เรากำลังมอบ ‘พลังพิเศษทางความคิดสร้างสรรค์’ ให้กับนักศึกษา เพื่อให้พวกเขากลายเป็นบุคลากรที่ตลาดระดับโลกต้องการตัวมากที่สุด”

    ด้าน คุณชลิตา สมุทรรัตน์ Senior Vice President ของ BytePlus ประเทศไทย กล่าวว่า “เรายินดีอย่างยิ่งกับศักยภาพที่ AI สามารถนำมาสู่โลกแห่งความคิดสร้างสรรค์ และเราหวังว่าจะได้ช่วยให้นักศึกษาไทยค้นพบรูปแบบใหม่ ๆ ในการแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์และความหลงใหลของพวกเขา ด้วยการก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมของงานสร้างสรรค์และตั้งมาตรฐานใหม่ให้กับการผลิตสื่อ เราสามารถนำเสนอ Soft Power ของไทยสู่เวทีโลกได้อย่างโดดเด่น”

    อย่างไรก็ตามสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรและกิจกรรมได้ที่ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุมเว็บไซต์: www.spu.ac.th Facebook: https://web.facebook.com/COMM.ARTSPU
    โทรศัพท์: 02 579 1111

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/social/473060&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o0xqkQP3uUyP19HxGit5X

  • ไทยฮอนด้ารับรางวัล | เดลินิวส์

    ไทยฮอนด้ารับรางวัล | เดลินิวส์

    ไทยฮอนด้า ได้รับเกียรติเข้ารับรางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการประจำปี 2569 จากบทบาทในการสนับสนุนและขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการอย่างต่อเนื่อง นายอารักษ์ พรประภา ประธาน บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด เป็นผู้แทนเข้ารับรางวัล พร้อมรับมอบประกาศเกียรติคุณและเข็มที่ระลึก “เสมาคุณากร” จาก นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

    รางวัลดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติบุคคล องค์กร และหน่วยงานที่มีส่วนร่วมสนับสนุนการจัดการศึกษาของประเทศ โดยสะท้อนถึงความสำคัญของภาคีเครือข่ายในการร่วมพัฒนาทักษะ สร้างโอกาสทางการเรียนรู้ และยกระดับกำลังคนคุณภาพให้กับสังคมไทย

    ไทยฮอนด้าสนับสนุนงานด้านการศึกษาและการพัฒนาศักยภาพเยาวชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านหลากหลายโครงการสำคัญ อาทิ

    • กิจกรรมอบรมขับขี่ปลอดภัยสร้างวินัยจรารจรในสถานศึกษา 358 แห่ง ครอบคลุมนักเรียนกว่า 150,423 คน
    • การแข่งขันทักษะขับขี่ปลอดภัยฮอนด้าในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ
    • โครงการอบรมอาชีวะรุ่นใหม่ มีใบขับขี่ สวมหมวกกันน็อก 100% พร้อมสนับสนุนหมวกกันน็อกจำนวน 6,000 ใบ
    • โครงการอบรมเทคโนโลยียานยนต์ล่าสุดแก่ครู 335 คน เพื่อนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดสู่ผู้เรียน
    • การแข่งขันฮอนด้าประหยัดเชื้อเพลิง เพื่อส่งเสริมความรู้ ทักษะ และแนวคิดด้านนวัตกรรมในกลุ่มเยาวชนไทย

    นอกจากนี้ ไทยฮอนด้ายังเดินหน้าสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคมควบคู่กันอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นโครงการ “60 ปี ไทยฮอนด้า ขับขี่ปลอดภัย เพื่อสังคมไทยที่ยั่งยืน” ที่มอบหมวกกันน็อกจำนวน 112,440 ใบ โดยมุ่งส่งเสริมความปลอดภัยในกลุ่มเด็กและเยาวชน รวมถึงการสนับสนุนโครงการอาชีวะช่วยประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ ด้วยการมอบน้ำมันเครื่อง 7,200 ขวด และเซฟตี้สติกเกอร์สะท้อนแสงสำหรับติดรถจักรยานยนต์อีก 4,000 ชุด ซึ่งมีส่วนช่วยเปิดโอกาสให้นักเรียนอาชีวะได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง ควบคู่กับการสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม การสนับสนุนดังกล่าวมีส่วนช่วยยกระดับทั้งทักษะ ความปลอดภัย และโอกาสทางการเรียนรู้ของเยาวชนไทย พร้อมปูพื้นฐานสำคัญสู่การพัฒนาตนเองและการเติบโตเป็นกำลังคุณภาพของประเทศในอนาคต

    การได้รับรางวัลครั้งนี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของไทยฮอนด้าในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะการส่งเสริมภาคการศึกษาและอาชีวศึกษา ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทยให้พร้อมเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5789963/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0y47FG7lN8hj7KFUOAGt6q

  • “เครือข่ายงดเหล้า” ชี้ความเสี่ยงนโยบายขายเหล้า 24 ชม.ในอีอีซีเอ

    “เครือข่ายงดเหล้า” ชี้ความเสี่ยงนโยบายขายเหล้า 24 ชม.ในอีอีซีเอ

    กรณีคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เห็นชอบในหลักการอนุญาตให้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตลอด 24 ชั่วโมง ในพื้นที่เขตส่งเสริมเมืองการบินภาคตะวันออก (EECA) โดยกำหนดเงื่อนไข ให้ดำเนินการได้เฉพาะในพื้นที่จัดกิจกรรม นิทรรศการ และร้านอาหารที่ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน พ.ค.นี้

    วันนี้ (18 เม.ย.2569) นายธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า แสดงความกังวลต่อกรณีดังกล่าวและระบุว่า แม้มาตรการดังกล่าวจะถูกออกแบบให้ใช้ในพื้นที่เฉพาะ แต่ในทางปฏิบัติยังมีความเสี่ยง เพราะพื้นที่ EEC ไม่ได้มีเพียงนักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น แต่ประชาชนทั่วไปก็สามารถเข้าใช้บริการได้ จึงอาจเกิดช่องว่างในการควบคุม โดยเฉพาะเมื่อมีสถานบันเทิง ผับ บาร์ เปิดให้บริการโดยไม่มีข้อจำกัดด้านเวลา

    นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตถึงมาตรการด้านความปลอดภัยและการบังคับใช้กฎหมายที่อาจไม่เพียงพอ ทั้งจำนวนเจ้าหน้าที่ อุปกรณ์ตรวจวัด รวมถึงความรับผิดชอบของผู้ประกอบการในการดูแลลูกค้า ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านอุบัติเหตุและปัญหาสังคมจากการบริโภคแอลกอฮอล์ที่เพิ่มขึ้น

    นายธีระ ยังให้ความเห็นกรณีที่กรมควบคุมโรค ประเมินว่า การขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงเวลา 14.00-17.00 น. ไม่ส่งผลให้อุบัติเหตุทางถนนเพิ่มขึ้น โดยมองว่า เป็นเพียงการศึกษาในมิติเดียว คืออุบัติเหตุจราจรในระยะสั้น ยังไม่ครอบคลุมผลกระทบด้านอื่น เช่น พฤติกรรมการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเด็กและเยาวชน การเพิ่มขึ้นของการดื่มในช่วงเวลางาน รวมถึงผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของแรงงาน

    พร้อมชี้ว่า หลักฐานจากหลายประเทศและคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) สนับสนุนให้จำกัดเวลาและสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อควบคุมการบริโภคในภาพรวม หากมีการผ่อนคลายมากขึ้น อาจส่งผลให้การบริโภคเพิ่มขึ้นในระยะยาวและนำไปสู่ปัญหาสุขภาพและสังคมตามมา

    ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า เสนอให้ภาครัฐพิจารณานโยบายดังกล่าวอย่างรอบด้าน และไม่ควรเร่งตัดสินใจจากข้อมูลระยะสั้นเพียงอย่างเดียว เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งด้านความปลอดภัยและสวัสดิภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชน

    อ่านข่าว :

    ครม. เคาะ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” รัฐช่วยจ่าย 3% ลดภาระเกษตรกรกู้ซื้อปุ๋ย

    รัฐบาลเล็งจัดงบปี 70 ตั้งศูนย์บำบัดยาเสพติดระดับอำเภอใน 3 จว.ใต้

    ชาวบ้านแม่ฮ่องสอน ร้อง “ลักลอบขุดทราย” แม่น้ำปาย แต่ไม่มีหน่วยงานเอาผิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504754&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gsRJuGa2U0NKmrakmHNSy