Category: วัฒนธรรม

  • “ในหลวง-พระราชินี” พระราชทานปริญญาบัตร แก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 2566

    “ในหลวง-พระราชินี” พระราชทานปริญญาบัตร แก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 2566

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ประจำปีการศึกษา 2566 พร้อมพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แก่สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์

    วันที่ 19 เมษายน 2569 เวลา 16.57 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปพระราชทานปริญญาบัตร แก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ประจำปีการศึกษา 2566 ณ อาคารอเนกนิทัศน์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

    ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับพระราชทานปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/royal-news/142227&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GgVkMg7rxghVuNpc-m3Da

  • “ฉัตริน” คณะทำงาน อว. อธิบายเบื้องหลัง “ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร” 3,600 บาท ฝีมือนักวิจัยไทยที่ประสิทธิภาพสู้ระบบนำเข้าหลักแสน ชู “ความดันบวก” 

    “ฉัตริน” คณะทำงาน อว. อธิบายเบื้องหลัง “ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร” 3,600 บาท ฝีมือนักวิจัยไทยที่ประสิทธิภาพสู้ระบบนำเข้าหลักแสน ชู “ความดันบวก” 

    วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.04 น.

    หัวใจสำคัญปกป้องสมองเด็กจาก CO_2 และปิดรอยรั่วอาคารที่เครื่องฟอกอากาศทั่วไปทำไม่ได้ ยันเดินหน้ายุทธศาสตร์ 2 ขา “เซฟชีวิตกลุ่มเปราะบางวันนี้-ขุดรากถอนโคนต้นเหตุวันหน้า” ด้วย Deep Tech ระดับโลก ทั้ง ACSM วิเคราะห์ฝุ่นระดับโมเลกุลแบบที่จีนใช้สำเร็จ และกล้องอินฟราเรดเทคโนโลยี James Webb ล่าจุดไฟป่าแม่นยำสูง 

    เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569  นายฉัตริน จันทร์หอม อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ในฐานะคณะทำงานของรองนายกฯ และ รมว.อว. (ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) โพสต์ Facebook อธิบายเรื่องการทำห้องปอดฝุ่นครบวงจรซึ่งเป็นเทคโนโลยีของนักวิจัยชาวไทย และการแก้ปัญหาระยะยาวเรื่อง PM 2.5 โดยระบุว่า

    ตอบดราม่าเรื่อง “ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร”

    จากการที่ อ.เชน ขึ้นไปเชียงใหม่เพื่อนำเอาเทคโนโลยีของคนไทย (ผลงานวิจัยของ มช. นำโดย ศ.เกียรติคุณ นพ.สุวัฒน์ จริยาเลิศศักดิ์ คณะสาธารณะสุขศาสตร์ และ ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ) มาแก้ปัญหาเรื่องฝุ่น ก็มี influ หลายคนที่เคลมว่าตนเป็นคนสายวิทย์ สาย STEM แต่ไม่มี intellectual integrity ออกมา spread misinformation

    จริงๆผมไม่อยากมาเสียเวลาตอบข้อกล่าวหาคนที่วิจารณ์โดยยังไม่ได้อ่านข่าวให้จบด้วยซ้ำ แต่บังเอิญวันนี้เป็นวันเสาร์ก็เลยว่างตอบ 

    ผมเลยจะขอตอบทีละประเด็นนะครับ

    1. “ซื้อเครื่องกรองฝุ่นใน app สีส้ม ราคาถูกกว่า 3,600 บาทของ อว.”
    คนที่พูดแบบนี้คืออ่านแค่พาดหัวกับดูรูป (อาจจะหมดโควตา 2 บรรทัดต่อปีไปแล้ว) ถ้าสละเวลาอ่านข่าวให้จบ จะรู้ว่าระบบ ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร มี 3 ส่วนครับ

    ระบบความดันบวก
    เครื่องฟอกอากาศ DIY (ไม่ถึง 1,000 บาท)
    เซนเซอร์ IoT วัดฝุ่น
    รวมต้นทุนวัสดุทั้งระบบ = ~3,600 บาท สำหรับพื้นที่ 50 ตร.ม. 

    เทียบกับระบบนำเข้าจากต่างประเทศที่ราคาหลักหมื่นหลักแสน นี่คือเหตุผลที่งานวิจัยชิ้นนี้มีค่า เพราะมันทำให้อากาศสะอาดไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือยของคนมีเงิน

    2. “ทำไมต้องมีระบบความดันบวก ใช้แค่เครื่องฟอกอากาศไม่พอเหรอ?”
    ไม่พอ และในระยะยาวเป็นอันตรายต่อกลุ่มเปราะบางครับ

    2.1 เครื่องฟอกอากาศไม่กำจัด CO₂ และ CO₂ ที่สะสมทำร้ายสมองเด็ก
    เครื่องฟอกอากาศหมุนเวียนอากาศในห้อง ไม่ได้เติมอากาศใหม่ ถ้าปิดห้องสนิทเพื่อกันฝุ่น CO₂ จากลมหายใจจะสะสมขึ้นเรื่อยๆ ในห้องเรียน/ห้องนอนที่ปิดสนิทและมีเด็กอยู่เยอะๆ CO₂ พุ่งถึง 2,000–3,000 ppm ได้ในเวลาไม่นานและส่งผลต่อสมองเด็ก [1][2][3]

    2.2 US CDC แนะนำว่า: Aim for 5 ACH 
    US CDC ประกาศแนวปฏิบัติ “Aim for 5” ห้องที่มีผู้ใช้งานควรมีการเปลี่ยนอากาศอย่างน้อย 5 ครั้งต่อชั่วโมง [4]

    เครื่องฟอกอากาศหมุนเวียนอากาศได้อย่างเดียวแต่ไม่ได้เติมอากาศใหม่ ต้องมีระบบความดันบวกเข้ามาช่วย

    2.3 ความดันบวกปิดรอยรั่วที่เครื่องฟอกอากาศทำไม่ได้
    แม้ปิดประตูหน้าต่างหมด PM2.5 ภายนอกก็ยังซึมเข้าห้องผ่านรอยรั่วของอาคาร บาง study วัด infiltration factor ในบ้านช่วงไฟป่าได้ 0.33–0.76 (ฝุ่นในบ้านเป็น 33–76% ของภายนอก แม้ปิดหน้าต่างหมด) [5]
    เครื่องฟอกอากาศอย่างเดียวทำได้แค่เก็บกวาดฝุ่นที่อยู่ในห้อง แต่ไม่เติมอากาศใหม่ CO₂ สะสม และฝุ่นภายนอกยังซึมเข้ามาเรื่อยๆ

    3. “เป็นการแก้แค่ปลายเหตุ ไม่แก้ต้นเหตุ”
    อันนี้ก็ไม่ได้อ่านข่าวให้จบเหมือนกัน
    อว. เดินหน้า 2 แนวทางพร้อมกัน

    ระยะสั้น: ปกป้องชีวิตคนที่กำลังป่วยขณะนี้
    ค่าฝุ่นที่เชียงใหม่วันนี้ 150–180 มคก./ลบ.ม. เด็กในสถานสงเคราะห์สูดเข้าไปทุกวัน ใครก็ตามที่บอกว่าห้องปลอดฝุ่นไม่ควรทำเพราะเป็นการแก้ปลายเหตุ กรุณาไปบอกเด็กในสถานสงเคราะห์บ้านเวียงพิงค์ว่า “อดทนสูดฝุ่นไปก่อน รอให้พี่แก้ต้นเหตุเสร็จค่อยว่ากัน”

    ระยะยาว: ใช้ deep tech เพื่อสืบต้นเหตุและวิธีแก้
    อว. (ผ่าน NARIT) กำลังพยายามทำสิ่งที่ไทยยังไม่เคยทำสำเร็จมาก่อน:

    1. Real-time Mass Spectrometry (ACSM) เครื่องมือที่จำแนกองค์ประกอบทางเคมีของฝุ่น PM2.5 ระดับโมเลกุลแบบ real time จีนใช้เครื่องมือนี้เป็นเครือข่ายใหญ่และแก้ปัญหา PM2.5 สำเร็จในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ไทยตอนนี้มี 3 เครื่อง (เชียงใหม่ กทม. สงขลา) และผลเบื้องต้นกำลังปฏิวัติความเข้าใจเรื่องฝุ่นในไทย เช่น พบว่าการเผาชีวมวลไม่ใช่สาเหตุเดียว แต่มี secondary aerosol จาก NOx, SOx ที่ทำปฏิกิริยากับสารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศด้วย

    2. Drone-mounted Spectrograph  ร่วมกับ University of Science and Technology of China นำโดรนติดสเปกโตรมิเตอร์บินสำรวจแหล่งปล่อยมลพิษที่ความละเอียด 10 เมตร/พิกเซล ละเอียดกว่าดาวเทียม Sentinel-5P ประมาณ 100,000 เท่า และกำลังขยายผลในพื้นที่ขนาดใหญ่

    3. ระบบตรวจจับไฟป่าเรียลไทม์ด้วยกล้องอินฟราเรด เทคโนโลยีช่วงคลื่นเดียวกับกล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb แก้จุดอ่อนของดาวเทียม VIIRS/MODIS ที่มีความคลาดเคลื่อนตำแหน่ง 500 เมตร–3 กิโลเมตร และไม่ได้ผ่านไทยตลอดเวลา เราจะพัฒนาร่วมกับอาสาสมัครดับไฟป่าที่เป็นผู้ใช้งานจริง ตั้งเป้าใช้งานได้จริงภายใน 1 ปี

    4. LiDAR วัด Planetary Boundary Layer + แบบจำลองฝุ่น PM2.5 เพื่อทำแผนที่แหล่งปล่อยมลพิษความละเอียดสูง

    นี่คือการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุระดับโมเลกุล ระดับที่จีนใช้แก้ปัญหาสำเร็จในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา คนที่บอกว่าเราแก้แค่ปลายเหตุ กรุณาแสดงวุฒิภาวะด้วยการไปอ่านงานของ NARIT ก่อน แล้วค่อยมาวิจารณ์

    เราพร้อมถกเถียงกับใครก็ตามที่วิจารณ์ด้วยข้อเท็จจริง การวิจารณ์เชิงเทคนิคที่ชี้ข้อบกพร่องจริงๆ เรายินดีรับฟังและปรับปรุง

    แต่การวิจารณ์ที่ตั้งอยู่บนการ อ่านข่าวไม่จบ + ไม่เปิดตำราก่อนพิมพ์ + ไม่รู้ว่านักวิจัยกำลังทำอะไรอยู่จริงๆ เป็นการใช้ปัญหาของประชาชนมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง

    คนเชียงใหม่กำลังสูดฝุ่นอยู่ตอนนี้ ช่วยใช้เวลาและพื้นที่สื่อให้เกิดประโยชน์กับพวกเขา ไม่ใช่เอาไปทำลายงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ไทยที่กำลังพยายามช่วยพวกเขา

    ถ้าคุณคิดว่าคุณฉลาด ผมแนะนำให้มานั่งคุยกับ อาจารย์สุวัฒน์ อาจารย์วิภู ที่เป็นคนทำเทคโนโลยีนี้และทำเรื่องนี้มาทั้งชีวิต แล้วคุณจะรู้ตัวว่าคุณไม่ได้ฉลาดเลย

    ถ้าคุณเป็น active citizen อย่างที่คุณเคลม ก็มาที่ อว. เพื่อให้คำแนะนำได้ครับ แต่สิ่งที่คุณทำอยู่ก็เป็นได้แค่ political actor ที่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์นิดหน่อยแต่ไม่ได้มี intellectual integrity เลยครับ

    ป.ล. อันนี้ไม่ได้ว่าเจ้าของโพสต์คนเดียวนะครับ แต่ขอใช้พื้นที่นี้ตอบคำถามใน comment section ของโพสต์นี้และโพสต์อื่นๆด้วย

    References
    [1] Satish, U., et al. (2012). Is CO2 an Indoor Pollutant? Direct Effects of Low-to-Moderate CO2 Concentrations on Human Decision-Making Performance. Environmental Health Perspectives, https://www.researchgate.net/…/231176310_Is_CO_2_an…
    [2] Allen, J.G., MacNaughton, P., Satish, U., Santanam, S., Vallarino, J., & Spengler, J.D. (2016). Associations of Cognitive Function Scores with Carbon Dioxide, Ventilation, and Volatile Organic Compound Exposures in Office Workers. Environmental Health Perspectives, https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/26502459/
    [3] Du, B., Tandoc, M.C., Mack, M.L., & Siegel, J.A. (2020). Indoor CO2 concentrations and cognitive function: A critical review. Indoor Air, https://onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1111/ina.12706
    [4] US CDC / NIOSH. How Much Ventilation Is Enough? (Aim for 5). https://www.cdc.gov/…/ventila…/prevention/Aim-for-5.html
    [5] Xiang, J., et al. (2021). Field measurements of PM2.5 infiltration factor and portable air cleaner effectiveness during wildfire episodes in US residences. Science of the Total Environment, https://www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S0048969721007105?via%3Dihub

    https://www.facebook.com/share/p/1GpH8aZVam/
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/473109&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yXzIWznwC1sLGovlmC8-x

  • เติมอนาคตลูกหลานนักข่าว! สมาคมผู้สื่อข่าวอาชญากรรมฯ มอบ 98 ทุนการศึกษา ปี 69

    เติมอนาคตลูกหลานนักข่าว! สมาคมผู้สื่อข่าวอาชญากรรมฯ มอบ 98 ทุนการศึกษา ปี 69

    สมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทย เดินหน้าสร้างโอกาสทางการศึกษา มอบทุนการศึกษาแก่บุตร–ธิดาของสมาชิก ประจำปี 2569 รวมทั้งสิ้น 98 ทุน เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวสมาชิก ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่ยังคงกดดันประชาชนทั่วประเทศ

    เมื่อช่วงเช้าวันที่ 19 เมษายน 2569 ที่ศูนย์ปฏิบัติการสมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทย ถนนศรีอยุธยา แขวงพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร นายไพโรจน์ เทศนิยม นายกสมาคมฯ พร้อมคณะกรรมการ จัดพิธีมอบทุนการศึกษาให้แก่บุตร–ธิดาของผู้สื่อข่าวสายอาชญากรรม ซึ่งเป็นสมาชิกสมาคมฯ อย่างอบอุ่น

    นายไพโรจน์ เปิดเผยว่า การมอบทุนการศึกษาเป็นภารกิจสำคัญที่สมาคมดำเนินการต่อเนื่องทุกปี ครอบคลุมตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงปริญญาตรี เปิดโอกาสให้สมาชิกสามารถยื่นขอรับทุนได้อย่างทั่วถึง ถือเป็นหนึ่งในสวัสดิการสำคัญที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวสมาชิกอย่างเป็นรูปธรรม

    นายกสมาคมฯ ยังระบุว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทย ทำให้หลายครอบครัวต้องเผชิญภาระค่าครองชีพสูงขึ้น การมอบทุนครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือด้านการศึกษา แต่ยังเป็นการแบ่งเบาภาระผู้ปกครองในช่วงเวลาสำคัญ

    พร้อมกันนี้ ได้กล่าวขอบคุณผู้สนับสนุนจากทุกภาคส่วน ที่ร่วมผลักดันทุนการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพราะทุกแรงสนับสนุน คือพลังสำคัญในการสร้างอนาคตที่มั่นคงให้เยาวชนไทยต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/290568&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IHL55uPn929-KYAgkwVY0

  • นักวิชาการชี้บำนาญ สส. เป็นเรื่องอยุติธรรม เปรียบเทียบตำนานปลาใหญ่กินปลาเล็ก!

    นักวิชาการชี้บำนาญ สส. เป็นเรื่องอยุติธรรม เปรียบเทียบตำนานปลาใหญ่กินปลาเล็ก!

    นักวิชาการ ชี้จุดอันตรายบำนาญ สส. ซัดอยุติธรรม-ขัดหลักการคลังที่รัฐนำเงินภาษีช่วยกลุ่มเปราะบางคนชรา พิการ ยากจน เปรียบเทียบตำนานปลาใหญ่กินปลาเล็ก!

    19 เมษายน 2569 – รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล นักวิชาการเศรษศาสตร์การเมืองจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  กล่าวถึง   กรณีนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคไทยภักดี ได้เสนอให้ยกเลิกเงินทุนเลี้ยงชีพ สส. (บำนาญ สส.) จนเกิดเป็นกระแสประชาชนเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลง ปรากฏว่า มีเพียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเศรษฐกิจที่แสดงจุดยืนไม่รับบำนาญ ในขณะที่พรรคการเมืองอื่นไม่ได้นำพาต่อเสียงเรียกร้องและความรู้สึกของประชาชนแต่อย่างใด เรื่องนี้ขอนำเสนอการเปลี่ยนแปลงระบบบำนาญของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเทศอิตาลีที่เคยเอารัดเอาเปรียบประชาชนมาอย่างยาวนาน กล่าวคือ ก่อนปี 2561 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ดำรงตำแหน่งและสมทบเข้าระบบเพียง 4 ปีครึ่ง จะได้รับเงินบำนาญเมื่อถึงวัยเกษียณประมาณ 1,000 ยูโรต่อเดือน ในขณะที่ชาวอิตาลีจำนวนมากต้องทำงานและสมทบจนถึงวัยเกษียณจึงจะได้รับเงินบำนาญจำนวนข้างต้น

    ระบบบำนาญของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของอิตาลีในอดีตจึงมีลักษณะปลาใหญ่กินปลาเล็ก เป็นโครงสร้างที่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมากขึ้น เพราะเงินภาษีอากรจำนวนมากถูกนำไปเลี้ยงดูสมาชิกรัฐสภา แทนการนำไปใช้พัฒนาประเทศ หรือช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส

    การศึกษาของสถาบันวิจัยในกรุงโรมพบว่า การยกเลิกบำนาญของสมาชิกรัฐสภา จะช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐได้ปีละกว่า 40 ล้านยูโร (ประมาณ 1,280 ล้านบาทต่อปี)

    ชาวอิตาลีจำนวนมากเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบบำนาญ สส. ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับประชาชน ส่งผลให้ในปี 2561 พรรค 5-Star Movement ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาล และพรรค League ที่ร่วมรัฐบาล ได้มีมติยกเลิกบำนาญของอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจ่ายเงินสมทบประกันสังคมผ่านระบบ INPS อย่างน้อย 20 ปี เช่นเดียวกับกลุ่มคนอาชีพอื่น ก่อนที่จะได้รับเงินบำนาญในวัยเกษียณ

    ลุยจิ ดิ มาโย หัวหน้าพรรค 5-Star Movement กล่าวว่า การทำให้ชาวอิตาลีทุกคนอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน ด้วยการยกเลิกระบบบำนาญของผู้แทนปวงชนที่มีอภิสิทธิเหนือประชาชน คือความฝันที่กลายเป็นความจริง เป็นการแสดงให้เห็นว่า ความอยุติธรรมได้ถูกลบล้างไป

     สำหรับประเทศไทย ระเบียบกองทุนฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2567 กำหนดให้สมาชิกรัฐสภาที่ดำรงตำแหน่งและจ่ายเงินสมทบเดือนละ 3,500 บาท คิดเป็นแค่ประมาณ 3% ของเงินเดือน เพียง 1 ปี ก็สามารถรับเงินทุนเลี้ยงชีพ (บำนาญ) เดือนละมากกว่า 21,000 บาท ได้ทันทีเมื่อพ้นจากสมาชิกภาพ  โดยไม่ต้องจ่ายสมทบเงินใดๆ เพิ่มเติม ในขณะที่ข้าราชการ และผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม จะได้รับเงินบำนาญเมื่อทำงานจนถึงวัยเกษียณ

    การกำหนดหลักเกณฑ์รับเงินบำนาญของสมาชิกรัฐสภาประเทศไทย จึงเป็นกรณีที่อยุติธรรมยิ่งกว่าการรับเงินบำนาญของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอิตาลีในอดีต นอกจากนี้ ยังขัดต่อหลักทางการคลังที่รัฐมีหน้าที่นำเงินภาษีอากรไปช่วยเหลือการดำรงชีพระยะยาวเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น คนชรา คนพิการ และคนยากจน

    เมื่อสมาชิกรัฐสภาเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ และส่วนใหญ่ยังอยู่ในวัยทำงาน ไม่ใช่คนง่อยเปลี้ยเสียขา จึงไม่มีเหตุผลและความชอบธรรมใดๆ ที่จะต้องนำเงินงบประมาณแผ่นดินไปเลี้ยงดูคนกลุ่มนี้ตลอดชีวิต

    ดังนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุด จึงสมควรใส่ใจต่อข้อเรียกร้องที่เป็นเหตุเป็นผลของประชาชน ด้วยการเปลี่ยนแนวทางการรับเงินเลี้ยงชีพรายเดือน (บำนาญ) ของสมาชิกรัฐสภาในปัจจุบัน ซึ่งเป็นระบบที่ผู้แทนปวงชนตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของตนเองแบบวิปริตผิดแผกแตกต่างจากนานาอารยประเทศ ให้มาอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกันกับประชาชน ดังเช่นที่หัวหน้าพรรค 5-Star ได้ทำความฝันของชาวอิตาลีให้กลายเป็นความจริงมาแล้ว!

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/982105/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nH6h3IF1X16LQMhH8YBIY

  • “สคส.”ขานรับนโยบาย “ดีอี” ชู 3 มาตรการเช้มพีดีพีเอ | เดลินิวส์

    “สคส.”ขานรับนโยบาย “ดีอี” ชู 3 มาตรการเช้มพีดีพีเอ | เดลินิวส์

    พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล  (สคส.)เปิดเผยว่า จากนโยบายของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) ที่มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การยกระดับบริการภาครัฐ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเชื่อมโยงข้อมูลของทุกหน่วยงาน ซึ่งล้วนมี “ข้อมูลส่วนบุคคล” เป็นหัวใจสำคัญของระบบ  ทาง สคส. พร้อมเร่ง 3 มาตรการหลัก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านข้อมูล  รองรับรัฐบาลดิจิทัล ประกอบด้วย 1. ยกระดับมาตรฐาน “ดาต้า กัฟเวิร์นแนนซ์” ภาครัฐ โดยกำหนดแนวทางการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของหน่วยงานรัฐให้เป็นไปตามกฎหมาย และสอดคล้องกับการพัฒนา รัฐบาลดิจิทัล เพื่อให้การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเป็นไปอย่างปลอดภัยและตรวจสอบได้

    2. ผลักดันหลักการ “ใช้ข้อมูลเท่าที่จำเป็น” โดยเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเท่าที่จำเป็นตามวัตถุประสงค์ ลดความเสี่ยงจากการเก็บหรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเกินขอบเขต และสอดคล้องกับหลัก พีดีพีเอ และ 3. เสริมความเข้มงวดด้านการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย เพิ่มการตรวจสอบเชิงรุกในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะกรณีที่มีการใช้หรือเชื่อมโยงข้อมูลจำนวนมาก เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านข้อมูลรั่วไหลและการนำไปใช้โดยมิชอบ

    “การขับเคลื่อนประเทศสู่ดิจิทัล ไม่ได้มีเพียงเทคโนโลยี แต่ต้องมี ความเชื่อมั่นด้านข้อมูลส่วนบุคคล เป็นรากฐานสำคัญ สคส. พร้อมสนับสนุนนโยบายภาครัฐ โดยย้ำว่าการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลต้องอยู่ภายใต้หลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าข้อมูลของตนจะถูกใช้เท่าที่จำเป็น โปร่งใส และปลอดภัย”

    พ.ต.อ.สุรพงศ์  กล่าวต่อว่า การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว พีอีพีเอ คือกลไกสำคัญ และจำเป็นต้องมี ความเชื่อมั่นด้านข้อมูล เป็นพื้นฐาน ซึ่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562  (พีดีพีเอ) ถือเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดมาตรฐานการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศ และเป็นเครื่องมือที่ช่วยยกระดับมาตรฐานข้อมูลส่วนบุคคลของไทยให้ทัดเทียมสากล และสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งประชาชนและภาคธุรกิจ

    “สคส. ยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายดิจิทัลของประเทศ ซึ่งการพัฒนาที่แท้จริงต้องดำเนินควบคู่กับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งประเทศไทยก้าวสู่ดิจิทัลมากเท่าไร การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลยิ่งต้องเข้มแข็งมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนมั่นใจ และประเทศสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน” พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5793278/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AyShOnO4rVxQ0fO97Cc0X

  • ในหลวง พระราชินี พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา มสธ. ประจำปีการศึกษา 2566  

    ในหลวง พระราชินี พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา มสธ. ประจำปีการศึกษา 2566  

    ในหลวงพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา มสธ. ประจำปีการศึกษา 2566   กรมพระศรีสวางควัฒนฯ  เฝ้าฯ รับพระราชทานวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ 

     19 เม.ย.2569 –  เวลา 17.10 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ประจำปีการศึกษา 2566 ณ อาคารอเนกนิทัศน์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เฝ้า ฯ รับพระราชทานปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ 

                 ครั้นเสด็จ ฯ ถึงอาคารอเนกนิทัศน์ มหาวิทยาลัยสโขทัยธรรมาธิราช สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงรอรับเสด็จ นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ศาสตราจารย์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศาสตราจารย์ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ นายกสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช รองศาสตราจารย์ทก็วัฒน์ วัฒนกุลเจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พร้อมข้าราชการ เฝ้า ฯ รับเสด็จ

             เสด็จเข้าห้องรับรองที่ประทับ (ห้องรำไพพรรณี) ทรงลงพระปรมาภิไธย และทรงลงพระนามาภิไธยในสมุดเยี่ยม ทรงฉลองพระองค์ครุย เสด็จออกจากห้องรับรองที่ประทับไปยังห้องประชุม (ห้องพระปกเกล้า) สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ประทับรอหน้าพระเก้าอี้ที่ประทับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการพระพุทธนวราชบพิตร ทรงกราบ ประทับพระราชอาสน์ ผู้แทนมหาวิทยาลัย เข้าเฝ้า ฯ ทูลเกล้า ฯ ถวายสูจิบัตรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีและสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

            จากนั้น ศ.พิเศษธงทอง จันทรางศุ นายกสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรม กราบบังคมทูลสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ รองศาสตราจารย์ทวีวัฒน์ วัฒนกุลเจริญ อธิการบดีมหาวิทยาสัยสุโขทัยธรรมาธิราช กราบบังคมทูลรายงานกิจการของมหาวิทยาลัย กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาและขอรับพระราชทานพระบรมราโชวาท
            ต่อมา รศ.ทวีวัฒน์ วัฒนกุลเจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรม กราบบังคมทูลประกาศราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติคุณ สมเด็จพระกนิษฐาธิราช กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสที่สภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มีมติเป็นเอกฉันท์ขอพระราชทานทูลเกล้า ฯ ถวายปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร) สำหรับปริญญาบัตร สภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชจะได้นำขึ้นทูลเกล้า ฯ ถวายในโอกาสต่อไป

            รศ.ทวีวัฒน์ วัฒนกุลเจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กราบบังคมทูลประกาศราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติคุณ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เนื่องในโอกาสที่สภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เป็นเอกฉันท์ขอพระราชทานทูลเกล้า ฯ ถวายปริญญาวิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ พร้อมทั้งขอพระราชทานกราบบังคมทูลเบิกสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เข้าเฝ้า ฯ รับพระราชทานปริญญาบัตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

               จากนั้น สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัตรราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เข้ารับพระราชทานปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา รศ.ทวีวัฒน์ วัฒนกุลเจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กราบบังคมทูลเบิก ศ.พิเศษธงทอง จันทรางศุ นายกสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เป็นผู้แทนมหาวิทยาลัยเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร สำหรับผู้สำเร็จการศึกษาที่เป็นพระสงฆ์ และบัณฑิตระดับบัณฑิตศึกษา พระราชทานปริญญาบัตรของบัณฑิตที่เป็นพระสงฆ์ และบัณฑิตระดับบัณฑิตศึกษาแก่ศ.พิเศษธงทอง จันทรางศุ นายกสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

            ผู้แทนมหาวิทยาลัยประธานกรรมการประจำสาขาวิชาและผู้แทน กราบบังคมทูลเบิกผู้สำเร็จการศึกษาเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร จำนวน 2,301 ราย พระราชทานปริญญาบัตร ตามลำดับ พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา เมื่อพระราชทานปริญญาบัตร เสร็จลำดับที่ 536 แล้ว พักครั้งที่ 1 เสด็จออกจากที่ประทับภายในห้องประชุม (ห้องพระปกเกล้า) เข้าห้องรับรองที่ประทับ (ห้องรำไพพรรณี) ประทับพักพระราชอิริยาบถ สมควรแก่เวลา เสด็จออกจากห้องรับรองที่ประทับ ไปยังบริเวณฉายพระบรมฉายาลักษณ์หน้าห้องพระปกเกล้า ฉายพระบรมฉายาลักษณ์ ร่วมกับสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬากรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี และผู้บริหารของมหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธิราช สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เสด็จกลับสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์
               ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จเข้าห้องรับรองที่ประทับ (ห้องรำไพพรรณี) ประทับพักพระราชอิริยาบถ สมควรแก่เวลา เสด็จเข้าห้องประชุม (ห้องพระปกเกล้า) ประทับพระราชอาสน์ ประธานกรรมการประจำสาขาวิชาและผู้แทน กราบบังคมทูลเบิกผู้สำเร็จการศึกษาเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ตามลำดับ พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา เมื่อพระราชทานปริญญาบัตร เสร็จลำดับที่ 1,532 แล้ว พักครั้งที่ 2 เสด็จเข้าห้องรับรองที่ประทับ (ห้องรำไพพรรณี) ประทับพักพระราชอิริยาบถ สมควรแก่เวลา เสด็จออกจากห้องรับรองที่ประทับ ไปยังห้องประชุม (ห้องพระปกเกล้า) ประทับพระราชอาสน์ ประธานกรรมการประจำสาขาวิชาและผู้แทน กราบบังคมทูลเบิกผู้สำเร็จการศึกษาเข้ารับพระราชทานบริญญาบัตร คงเหลือ 769 ราย ตามลำดับ พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา
             รศ.พัชรี ผาสุข รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ กราบบังคมทูลเบิกผู้สำเร็จการศึกษาที่ได้รับบริญญาเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง และได้คะแนนยอดเยี่ยมเข้ารับพระราชทานเข็มทองคำตรีศร พระราชทานเข็มทองคำตรีศร ตามลำดับ บัณฑิตกล่าวคำปฏิญาณ พระราชทานพระบรมราโชวาท เสด็จ ฯ ไปทรงกราบที่หน้าเครื่องนมัสการ เสด็จเข้าห้องรับรองที่ประทับ (ห้องรำไพพรรณี) ทรงเปลื้องฉลองพระองค์ครุย แล้วเสด็จออกจากห้องรับรองที่ประทับ (ห้องรำไพพรรณี) ไปยังรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินออกจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กลับพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/982201/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0U1nJCKUKKBe_NqRNSbC6Y

  • ‘รอมฎอน’ ชี้ย้าย มทภ.4 ไม่ได้ แต่เปลี่ยน ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้

    ‘รอมฎอน’ ชี้ย้าย มทภ.4 ไม่ได้ แต่เปลี่ยน ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้

    รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค ระบุว่า มาถึงตอนนี้ นายกรัฐมนตรีน่าจะตัดสินใจยังไม่ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากตำแหน่ง หลังจากตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดวิกฤตศรัทธาที่ต่อเนื่องอันเป็นเหตุมาจากคำพูดของท่านแม่ทัพฯ การลงพื้นที่เมื่อวานนี้ของนายกฯ รับหนังสือร้องเรียนจากเครือข่ายสถาบันการศึกษา หว่านล้อมท่านแม่ทัพ เอ่ยคำขอโทษ ความตึงเครียดต่อเรื่องนี้ดูจะผ่อนคลายลง

    “ผมยังเห็นว่าความไว้วางใจต่อการทำหน้าที่ ผอ.รมน.ภาค 4 สน. ที่ดูแลการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ก็กร่อนลงไปแล้ว ทางเลือกสำหรับฝ่ายต่าง ๆ รวมทั้งเครือข่ายประชาชนที่อาจจะยังกังขาอยู่ในขณะนี้มีอะไรบ้าง ผมจะทดลองนำเสนอทางเลือกตามกรอบกฎหมายที่เราพอจะมีครับ”

    รอมฎอน ระบุว่า ที่จริงแล้ว ภายใต้ พ.ร.บ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553 มีช่องทางในการย้ายข้าราชการบางคนออกจากพื้นที่อยู่ อำนาจเต็มไม้เต็มมือจะเป็นของ เลขาธิการ ศอ.บต. ในขณะที่อีกคนคือ ประธานสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนา จชต. ที่อาจเสนอความเห็นได้ในกรณีฉุกเฉินหรือมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน

    ทั้งหมดนี้เป็นอำนาจตาม พ.ร.บ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553 มาตรา 12 และอาจดูประกอบมาตรา 23 (อำนาจหน้าที่ของสภาที่ปรึกษาฯ)

    ตามตัวบทกฎหมาย หากปรากฎข้อเท็จจริงต่อเลขาธิการ ศอ.บต. หรือการเสนอโดยสภาที่ปรึกษาฯ ว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐ ฝ่ายพลเรือน คนใดก็ตาม “มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมจนเป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อนหรือไม่เป็นธรรมแก่ประชาชนหรือความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือกระทำการอันอาจเป็นภัยความมั่นคงของรัฐหรือความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน” เลขาธิการ ศอ.บต. มีอำนาจสั่งให้เจ้าหน้าที่คนนั้นออกจากพื้นที่ชายแดนใต้ได้ โดยต้องแจ้งเหตุผลให้กับต้นสังกัดทราบด้วย

    ในกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วน ประธานสภาฯ ก็อาจเสนอต่อเลขาธิการได้เลยโดยตรง แล้วค่อยรายงานให้สภาฯ ทราบโดยเร็ว

    อย่างไรก็ตาม กรณีที่บุคคลๆ นั้นเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร คงไม่ครอบคลุมอำนาจตามมาตรานี้ครับ เพราะฉะนั้นแนวทางนี้คงจะไม่สามารถใช้กับบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งแม่ทัพภาค เสนาธิการกองทัพภาค ผู้บัญชาการมณฑลทหารบก หรือตำแหน่งในกองทัพต่าง ๆ

    แต่หากเป็นตำแหน่งใน กอ.รมน. ซึ่งเป็นหน่วยงานพลเรือนภายใต้สังกัดของสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็น่าจะเข้าข่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐ ฝ่ายพลเรือน

    จริงอยู่ ตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในฯ พ.ศ.2551 ตำแหน่งของ กองทัพบก และ กอ.รมน. นั้นเกาะติดกันมาเหมือนแฝดสยาม กล่าวคือ ตำแหน่ง รอง ผอ.รมน. นั้นเป็น ผบ.ทบ.โดยตำแหน่ง ส่วน เสธ.ทบ. ก็เป็นเลขาธิการ กอ.รมน. โดยตำแหน่ง ในขณะที่ ผอ.กอ.รมน.ภาค ก็คือ แม่ทัพภาค โดยตำแหน่งเช่นกัน

    แต่ต้องบอกว่า ผอ.รมน.ภาค 4 กับ ผอ.รมน.ภาค 4 สน. นั้นแตกต่างกัน คำว่า สน. หรือ “ส่วนหน้า” หมายถึงผู้ที่ปฏิบัติภารกิจเฉพาะที่อยู่หน้างานในพื้นที่ส่วนหน้า แม้ที่ผ่านมา ทั้งสองตำแหน่งนี้จะรวมอยู่ในคน ๆ เดียวกัน ก็คือท่านแม่ทัพภาคที่ 4 นั่นเอง

    แต่จากกรอบของกฎหมายที่กล่าวไล่เรียงมานั้นทำให้เราสามารถคิดถึงความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่ตำแหน่งในสนามอาจเป็นข้าราชการคนอื่นๆ ทั้งที่อาจเป็น เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ หรือแม้แต่พลเรือน

    “ผอ.รมน.ภาค 4 สน. อาจไม่จำเป็นต้องเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 เหมือนที่เป็นมาก็ได้”

    ในอดีตไม่นานมากนัก การจัดตั้งหน่วยงานใหม่อย่างกองทัพน้อยที่ 4 ในปี 2557 ภายใต้การบริหารของ คสช. ก็มีเป้าหมายในการออกแบบให้แม่ทัพน้อยที่ 4 (มทน.4) นั้นมีภารกิจรับผิดชอบการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในขณะที่แม่ทัพภาคที่ 4 (มทภ.4) ก็เป็นผู้บังคับบัญชาที่ดูภาพรวมของทั้งภาค

    ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา กองทัพภาคที่ 4 ก็มีอัตราพลโท 2 คน เป็นกองทัพภาค สุดท้ายที่จัดตั้ง กองทัพน้อย

    นั่นหมายความว่า ท่านแม่ทัพภาคที่ 4 ก็อาจจะยังอยู่ในตำแหน่งเดิมของกองทัพ แต่เพื่อลดความตึงเครียดและเผชิญหน้า ทางเลือกก็คือการเปิดทางให้มีการแต่งตั้ง ผอ.รมน.ภาค 4 สน. คนใหม่ ที่อาจจะมาจาก แม่ทัพน้อย รองแม่ทัพ หรือข้าราชการพลเรือนอื่น ๆ เนื่องจาก โดยเนื้อแท้แล้ว ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่ง ข้าราชการพลเรือน

    “ส่วนว่าทางเลขาธิการหรือประธานสภาที่ปรึกษาฯ จะใช้อำนาจตามมาตรา 12 และมาตรา 23 นี้หรือไม่ คงต้องคิดอ่านคำนวณให้รอบด้าน เพราะผมเข้าใจว่าสภาวะผู้นำของหน่วยงานความมั่นคงในสถานการณ์เช่นนี้นั้นเปราะบาง ผมเองไม่ได้มีความคิดเห็นไปทางใดทางหนึ่งที่ชัดเจนนัก แต่จากบทบาทของ สส.ฝ่ายค้าน ที่ติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในระยะหลังนี้ด้วยความกังวล จึงขอเสนอทางเลือกทางนี้ให้รัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องพิจารณา”

    ต้องกล่าวด้วยว่า ดาบในมือของเลขาธิการ ศอ.บต. และประธานสภาที่ปรึกษาฯ นี้เป็นหนึ่งในความพิเศษ ของชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่ว่าอำนาจที่ว่านี้จะไม่มีที่มาที่ไป อันที่จริงแล้วเป็นมรดกตกทอดที่สำคัญของรัฐบาลป๋าเปรม ในช่วงทศวรรษ 1980 ภายใต้แนวทางการแก้ไขปัญหาความไม่สงบด้วยแนวทาง การเมืองนำการทหาร ซึ่งตกผลึกเป็นคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 8/2524 จัดตั้ง ศอ.บต.รุ่นแรกขึ้นมา

    ในตอนนั้น ผู้อำนวยการ ศอ.บต. ซึ่งมีตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทยอีกตำแหน่งหนึ่งถือดาบอาญาสิทธิ์นี้ เนื่องจากมีความขัดแย้งและตึงเครียดหลายกรณีจากการร้องเรียนและประท้วงข้าราชการที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสมที่ถูกย้ายลงไปชายแดนใต้

    ในตอนนั้นการถูกย้ายไปชายแดน (ใต้) ถือเป็นการโทษทัณฑ์ในระบบราชการ กลายเป็นว่าในพื้นที่อ่อนไหวเปราะบางต่อการเมืองการปกครองที่สุด เป็นที่ถ่ายเทปัญหาบุคลากรภาครัฐที่มีปัญหาจากที่อื่น มาสะสมปัญหาพูนพอกต่อเนื่องไม่รู้จบ

    ที่จริงแล้ว ดาบอาญาสิทธิ์นี้ยังมีที่มาจากรากฐานความคิดที่ฝังอยู่ในแนวนโยบายของรัชกาลที่ 6 ในยุคสมัยของมณฑลปัตตานี หรือที่รู้จักกันในนาม “หลักรัฐประศาสโนบาย” ซึ่งมาจากพระราชหัตถเลขาที่ 3/78 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2466 (ศอ.บต. เพิ่งจัดงานครบรอบ 100 ปี ไปเมื่อปีก่อน)

    ความในข้อ 5 จากหลัก 6 ประการ มีดังว่า

    “ข้าราชการที่จะแต่งตั้งออกไปประจำตำแหน่งในมณฑลปัตตานี พึงเลือกฟั้นแต่คนที่มีนิสัยซื่อสัตย์ สุจริต สงบเสงี่ยมเยือกเย็น ไม่ใช่สักแต่ว่าส่งไปบรรจุให้เต็มตำแหน่ง หรือส่งไปเป็นทางลงโทษเพราะเลว

    เมื่อจะส่งไป ต้องสั่งสอนชี้แจงให้รู้ลักษณะทางการ อันจะพึงประพฤติระมัดระวัง โดยหลักที่ได้กล่าวในข้อ 1 ข้อ 3 แลข้อ 4 ข้างบนนั้นแล้ว ผู้ใหญ่ในท้องที่พึงสอดส่องฝึกฝนอบรมกันต่อ ๆ ไปในคุณธรรมเหล่านั้นเนือง ๆ ไม่ใช่แต่คอยให้พลาดพลั้งลงไปก่อน แล้วจึงว่ากล่าวลงโทษ”

    อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุที่ดาบอาญานี้มีอิทธิฤทธิ์มากนัก ทำให้ ศอ.บต.มีสถานะเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลการบริหารราชการในพื้นที่ (ตามเป้าหมายองกฎหมาย 2553) โดยเฉพาะบทบาทที่เพิ่มมากขึ้นของสภาที่ปรึกษาฯ ซึ่งในด้านหนึ่งก็ถ่วงดุลกับทางกองทัพและ กอ.รมน. ไปด้วย

    ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุให้หลังการยึดอำนาจของ คสช. คณะรัฐประหารมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 14/2559 เพื่อตัดทอนอำนาจของสภาที่ปรึกษาลง โดยเฉพาะประเด็นนี้

    “แต่ข่าวดีก็คือ ในสภาฯ สมัยที่แล้ว เราได้ตรากฎหมายเพื่อยกเลิกคำสั่งดังกล่าวนี้ไป นั่นเท่ากับว่าสาระสำคัญและเจตนารมณ์ของกฎหมายที่จะให้อำนาจของสภาที่ปรึกษาฯ ซึ่งมาจากประชาชนในทางอ้อมมีเสียงที่ดังขึ้น ในขณะเดียวกันก็เป็นกลไกในตรวจถ่วงดุลการทำงานของข้าราชการ ซึ่งขณะนี้ยังจำกัดอยู่ที่เจ้าหน้าที่รัฐ ฝ่ายพลเรือน”

    รอมฏอน กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มมีแนวคิดที่จะมีการปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้ใหม่ แต่คงต้องพิจารณาว่าที่ผ่านมาการบังคับใช้กฎหมายนั้นประสบปัญหาอะไรบ้าง ต้องมีอะไรที่ต้องตัดทอน มีอะไรที่ต้องเพิ่มเติม กระทั่งว่าต้องปรับปรุงยกร่างกฎหมายฉบับใหม่ สอดรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/romadon-panjor-19apr26&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IY2MFZ1pvKuVudTjxv3qs

  • สพม.เชียงใหม่ ร่วมพิธีสระเกล้าดำหัวผู้บริหารอาวุโส สืบสานประเพณีล้านนา

    สพม.เชียงใหม่ ร่วมพิธีสระเกล้าดำหัวผู้บริหารอาวุโส สืบสานประเพณีล้านนา

    วันที่ 18 เมษายน 2569 ดร.เทอดเกียรติ ยามโสภา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ พร้อมด้วย นางนพมาศ ทองวิทยาพร และนางรัตนา สิทธิราช รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ เข้าร่วมพิธีสระเกล้าดำหัวผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษากรมสามัญศึกษา (เดิม) ณ โดมร่มฟ้าวัฒโนทัย โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

    พิธีดังกล่าวจัดขึ้นโดยเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการมัธยมศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสืบสานประเพณีอันดีงามของล้านนา และแสดงความเคารพนอบน้อมต่อผู้บริหารอาวุโสที่มีคุณูปการต่อการพัฒนาการศึกษาระดับมัธยมศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่

    ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การแสดงของนักเรียน การแนะนำผู้บริหารสถานศึกษาปัจจุบันและผู้บริหารอาวุโส พิธีสระเกล้าดำหัว และการขอพรจากผู้บริหารอาวุโส ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้บริหารรุ่นปัจจุบันและรุ่นก่อนหน้า

    การเข้าร่วมพิธีในครั้งนี้สะท้อนถึงการให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น ควบคู่กับการส่งเสริมความสามัคคีในวงการศึกษา อันเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3920464/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0P2FGsMj6_Uo_bR_lSDCBz

  • ทำไม “ทำเลรังสิต”อาจกำลังเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจ” ตอนเหนือของกรุงเทพฯ ที่มาแรงที่สุด

    ทำไม “ทำเลรังสิต”อาจกำลังเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจ” ตอนเหนือของกรุงเทพฯ ที่มาแรงที่สุด

    ในอดีต “รังสิต” อาจเป็นภาพจำของ “เมืองหน้าด่าน” (Gateway) ที่ผู้คนเพียงแค่ขับรถผ่านเพื่อมุ่งหน้าสู่ภาคเหนือและอีสาน แต่วันนี้ ทำเลดังกล่าว กำลังเกิดการปรับเปลี่ยนบทบาทเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญ สู่การเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่” (New Economic Hub) ที่สมบูรณ์ในตัวเอง 

    ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการผสานกันของโครงข่ายคมนาคม อภิมหาโปรเจกต์จากภาคเอกชน และฐานทรัพยากรมนุษย์ที่แข็งแกร่ง จนกลายเป็น “หน้าต่างแห่งโอกาส” ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง 

    Central Rangsit ตัวเร่งปฏิกิริยาสู่ Super Regional Mall

    จุดเปลี่ยนสำคัญที่เป็นข่าวโด่งดังและสั่นสะเทือนวงการอสังหาริมทรัพย์ ก่อนหน้านี้ ก็คือการประกาศแลนด์มาร์คใหม่ของ กลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา (CPN) บนเนื้อที่กว่า 750 ไร่ ซึ่งถือเป็นอภิมหาโปรเจกต์มิกซ์ยูสที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในไทย ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 1.1 แสนล้านบาท

    • ใหญ่กว่าที่เคยมีมา: โครงการนี้มีขนาดใหญ่กว่า Central Phuket (110 ไร่) และ Central Chiangmai Airport (130 ไร่) หลายเท่าตัว
    • นิยามใหม่ของเมือง: ไม่ได้มีเพียงศูนย์การค้า แต่ยังรวมถึง อาคารสำนักงานเกรดเอ เพื่อดึงดูดบริษัทข้ามชาติ, โรงแรมและศูนย์ประชุม รองรับงานอีเวนต์ระดับนานาชาติ และที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียม
    • Double Hub เชิงพาณิชย์: การมาถึงของ Central Rangsit เมื่อรวมกับความแข็งแกร่งเดิมของ Future Park Rangsit และ Zpell จะสร้างแรงดึงดูดกำลังซื้อจากประชากรครอบคลุมทั้งปทุมธานี อยุธยา สระบุรี และกรุงเทพฯ ตอนเหนือทั้งหมด

    โครงข่ายคมนาคม “Seamless Mobility” ร่นระยะทาง

    ขณะที่สิ่งที่ทำให้รังสิตก้าวข้ามการเป็น “ชานเมือง” คือระบบขนส่งมวลชนที่เชื่อมต่อกันแบบไร้รอยต่อ ไม่ว่าจะเป็น …

    • ระบบราง: รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม (บางซื่อ-รังสิต) ทำให้การเดินทางเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ (สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์) ใช้เวลาเพียง 20-25 นาที และในอนาคต (ปี 2572) ส่วนต่อขยายรังสิต-มธ.ศูนย์รังสิต จะเชื่อม “นิเวศการศึกษา” เข้ากับเมืองอย่างสมบูรณ์ 
    • ระบบถนน: เป็นจุดบรรจบของถนนสายหลัก ทั้งวิภาวดี-รังสิต, พหลโยธิน, วงแหวนกาญจนาภิเษก และมอเตอร์เวย์ M6 (บางปะอิน-โคราช) ที่จะเป็นประตูสู่ภาคอีสานที่รวดเร็วที่สุด 
    • ทางอากาศ: ความใกล้ชิดกับท่าอากาศยานดอนเมือง ช่วยส่งเสริมธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการบินและการท่องเที่ยว

    พลังของ “Education Hub”เครื่องจักรเศรษฐกิจที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง

    ข้อมูลจาก พฤกษา โฮลดิ้ง หนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่เข้ามาปักหมุดพัฒนาโครงการในย่านรังสิตอย่างต่อเนื่อง ยังระบุว่า รังสิต คือ ศูนย์รวมสถาบันการศึกษาชั้นนำที่มีประชากรนักศึกษารวมกันกว่า 124,030 คน

    • Demand ที่คงที่: นักศึกษาจาก มธ.รังสิต, ม.กรุงเทพ และ ม.รังสิต สร้างดีมานด์ในตลาดอสังหาริมทรัพย์และบริการตลอดทั้งปี 
    • Campus Condo: เกิดโมเดลธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนการเช่า (Rental Yield) เสถียร โดยนักพัฒนาเจ้าใหญ่ เช่น AssetWise, SC Asset และ Sansiri ต่างโดดลงมาเล่นในเซกเมนต์นี้อย่างเข้มข้น 
    • Silicon Valley ตอนเหนือ: การมี อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (Thailand Science Park) ตั้งอยู่ใกล้เคียง ช่วยสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ดึงดูดบุคลากรทักษะสูงและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

    อีกทั้ง ทำเลรังสิตยังเป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ขนาดใหญ่ของกรุงเทพฯ ตอนเหนือ ด้วยศูนย์การค้าและแหล่งไลฟ์สไตล์ครบครัน อาทิ Future Park, Zpell, , Robinson, Lotus’s และ Market Village รวมถึงตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ เช่น ตลาดไท และตลาดสี่มุมเมือง ขณะเดียวกันยังมีโรงพยาบาลชั้นนำ เช่น โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และโรงพยาบาลเปาโล รังสิต รองรับการใช้ชีวิตอย่างครบวงจร

    ฐานอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ กระดูกสันหลังความมั่งคั่ง

    เบื้องหลังความคึกคักคือภาคอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง จังหวัดปทุมธานีมีโรงงานกว่า 3,000 แห่ง และการจ้างงานมากกว่า 200,000 คน

    • Smart Warehouse: รังสิตกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ของคลังสินค้าสมัยใหม่ รองรับการเติบโตของ E-commerce และเป็นจุดกระจายสินค้า (Cross-Docking) ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค 
    • GPP ที่เติบโต: รายได้จากการขนส่งและเก็บสินค้าในปี 2567 คาดว่าจะขยายตัวถึง 3.7% สะท้อนถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทรงพลัง 

    วิสัยทัศน์ TOD  จาก Urban Sprawl สู่ Walkable City

    อย่างไรก็ดี ความท้าทายของรังสิตในอนาคตคือการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน (Transit-Oriented Development หรือ TOD)

    • 4D Model: มุ่งเน้นความหนาแน่น (Density) และความหลากหลาย (Diversity) ของการใช้ประโยชน์ที่ดินรอบสถานีในรัศมี 600-1,000 เมตร 
    • เมืองเดินได้: แผนแม่บทมุ่งหวังให้รังสิตเป็น “เมืองอัจฉริยะ” ที่ผู้คนสามารถเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้ภายใน 10 นาทีผ่านการเดินหรือจักรยาน ช่วยลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคล 

    ทั้งนี้ บทสรุป ข้อมูลจาก REIC (ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ )ระบุว่าดัชนีราคาที่ดินเปล่าในพื้นที่แถบนี้พุ่งสูงขึ้นถึง 18.3% ในปีที่ผ่านมา ขณะที่ราคาที่ดินรอบสถานีคูคตเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 7.45% ด้วยปัจจัยหนุนทั้งผังเมืองใหม่ที่ปลดล็อกการพัฒนาอาคารสูง และการลงทุนแสนล้านจากภาคเอกชน รังสิต จึงไม่ใช่แค่ย่านที่อยู่อาศัย แต่กำลังจะเป็น “หัวรถจักร” ทางเศรษฐกิจที่เชื่อมต่อกรุงเทพฯ เข้ากับภูมิภาค และยกระดับคุณภาพชีวิตสู่มาตรฐานสากลในศตวรรษที่ 21 อย่างน่าสนใจอีกด้วย 

    ที่มา : REIC ,พฤกษา ,เซ็นทรัลพัฒนา ,ดีดีพร็อพเพอร์ตี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2927170&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hzJ8Ih4ugzDQAyJfNhnHB

  • ถอยคนละก้าว! วันวิชิต เตือนม็อบไล่ แม่ทัพภาค 4 ระวังเข้าทางกลุ่มป่วนใต้

    ถอยคนละก้าว! วันวิชิต เตือนม็อบไล่ แม่ทัพภาค 4 ระวังเข้าทางกลุ่มป่วนใต้

    วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.27 น.

    19 เมษายน 2569 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วิธีการแก้ปัญหาความไม่สงบของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือช่วยกัน กองทัพทำเองตามลำพัง ไม่ได้หรอกครับ ครับ กระแสความพยายามอยากให้แม่ทัพภาคที่ 4 พลโทนรธิป โพยนอก พ้นจากพื้นที่ เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนมากนะครับ

    แน่นอน ท่านแม่ทัพได้ขอโทษที่ทำให้หลายฝ่ายไม่สบายใจไปแล้ว ผมขออนุญาตให้ความเห็นต่างจากนักวิเคราะห์ท่านอื่นๆ ว่า ท่านแม่ทัพเป็นข้อจำกัด หรือถูกมองว่าไม่ใช่คนในพื้นที่ ไม่เข้าใจงานความมั่นคงจังหวัดชายแดนใต้ ผมขออธิบายการที่ว่า ทำไม พลโทนรธิป ถูกส่งมาเป็นแม่ทัพภาคที่ 4

    1. ไม่ใช่เพราะพลโทนรธิป เป็นเพื่อนร่วมรุ่น รมว.กลาโหม และ ผบ.ทบ.เท่านั้น แต่เพราะหลักนิยม และหลักคิดของกองทัพบก เชื่อว่า นายทหารที่มาจากกองทัพภาคที่ 2 ทุกคน ผ่านประสบการณ์ ถอดบทเรียนและความสำเร็จในการต่อสู้สงครามทางความคิด ภัยคอมมิวนิสต์กับพี่น้องคนไทยร่วมชาติมาแล้ว

    ซึ่ง ผบ.ทบ.ท่านปัจจุบัน จะเกษียณในปี 2570 พร้อมกับ พลโทนรธิป คงมีความตั้งใจในห้วง 3 ปีการเป็นผู้บัญชาการทหารบกของท่านอยากเห็น ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมตามแนวทางที่ฝ่ายยุทธการออกแบบไว้ โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่วางเป็นหมุดหมายว่า ปี 2570 สันติสุขในพื้นที่ชายแดนภาคใต้จะสุขสงบร่มเย็น ก่อนที่ ผบ.ทบ. จะเกษียณไป

    2. การมาของพลโท นรธิป จึงไม่ใช่วิถีแห่งสายเหยี่ยว ไม่ให้คนไทยต้องเข่นฆ่ากัน การแก้ปัญหาด้วยความเข้าใจ เพื่อเป็นการขับเคลื่อนเข้าถึงมวลชน อาจจะไปสร้างวิตกกังวลต่อกลุ่มขบวนการในพื้นที่ไม่มากก็น้อย เพราะแม่ทัพคนนี้ เห็นพ้องกับ ศอ.บต. และสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ที่จะผลักดันจัดตั้งโครงการวิทยาลัยอิหม่ามและอิสลามศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและวิทยฐานะ ของครูสอนศาสนาในพื้นที่ หากบรรลุเป้าหมายตรงนี้ น่าจะสร้างการยอมรับถึงการแสดงความจริงใจของรัฐที่มีต่อประชาชนในพื้นที่

    3. แม่ทัพภาคที่ 4 ที่ผ่านมา ที่มาจากนายทหารนอกพื้นที่ ก็ทำงานประสบความสำเร็จได้ และได้รับการยอมรับ อาทิ พลโทพิเชษฐ์ วิสัยจร มาจาก รองแม่ทัพภาคที่ 2 นายทหารนักการพัฒนา และพลโทปราการ ชลยุทธ์ นายทหารม้าจากกองทัพภาคที่ 3 เป็นต้น

    เพราะคลังข้อมูลความมั่นคงในภารใต้ แม่ทัพหลายท่าน ที่มาจากทัพภาคอื่น ส่วนใหญ่เคยผ่านประสบการณ์ภาคสนามในจังหวัดชายแดนใต้หลายคน สมัยที่เป็นผู้การทหารพรานบ้าง ผู้การหน่วยเฉพาะกิจ ภาคสนาม จึงเข้าใจบริบทปัญหาพอสมควร
    ครับ ผมเข้าใจว่าความเคลื่อนไหวอันบริสุทธิ์ใจของสมาพันธ์ฯ ในพื้นที่ ที่ไม่ต้องการ “แม่ทัพยูร” อยู่ในพื้นที่ เพราะเกรงว่าสถานการณ์จะลุกลามบานปลาย และผมเข้าใจว่า มันกระทบกระเทือนจิตใจของพวกท่าน

    ผมว่ากังวลใจว่า กลุ่มผู้ไม่หวังดีจะฉวยโอกาสซ้อนทับ “เข้าทาง” ไปขยายผลต่อ ผมอยากให้ต่างฝ่ายต่างถอยกันคนละก้าว ทางรูปคดีคนร้ายลอบยิง ส.ส.กมลศักดิ์ ก็ต้องทำต่อไปไม่ให้เป็นมวยล้ม ถ้าทำได้น่าจะทำให้บรรยากาศคลี่คลายมากขึ้น

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/959260&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2J2uSYJyghoseN7w-_Csgl