Category: วัฒนธรรม

  • รัฐจ่อลดค่าเดินทาง ‘TDRI’ เตือนอุดหนุนต้องมีระบบ ไม่กระทบการคลัง

    รัฐจ่อลดค่าเดินทาง ‘TDRI’ เตือนอุดหนุนต้องมีระบบ ไม่กระทบการคลัง

    จากกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการหารือร่วมกับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ว่ารัฐบาลกำลังศึกษามาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน โดยยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างสมเหตุสมผลและไม่กระทบวินัยการคลัง พร้อมระบุว่า เรื่องของประชาชนเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดสำหรับทุกรัฐบาล

    ด้านนายพิพัฒน์กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณารายละเอียด โดยจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกำหนดแนวทางให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด แต่ย้ำว่าต้องใช้เวลาและต้องใจเย็น เพราะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน

    ฐานเศรษฐกิจ พูดคุยกับ ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัย ด้านนโยบายการขนส่ง และโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ดร.สุเมธให้ความเห็นว่า การลดค่าเดินทางต้องทำอย่างมีระบบ เพราะต้นทุนของการให้บริการขนส่งสาธารณะไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชนมีอยู่จริง ทั้งค่าแรง ค่าน้ำมัน ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าบำรุงรักษา

    นอกจากนี้ยังอธิบายว่า หลายประเทศทั่วโลกใช้วิธีอุดหนุนบางส่วนเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการเดินทางในราคาที่เหมาะสม โดยต้องคำนวณให้พอดี ไม่มากหรือน้อยเกินไป เพราะหากอุดหนุนมากเกินก็จะเป็นภาระต่อการคลังในระยะยาว แต่หากน้อยเกินไปก็ไม่จูงใจให้คนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ

    แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่มักใช้กันคือ การคำนวณ “ต้นทุนส่วนเพิ่ม” (Marginal Cost) โดยคิดเฉพาะต้นทุนที่เกิดจากการให้บริการเพิ่มเติม เช่น ค่าแรง ค่าน้ำ ค่าไฟ หรือค่าน้ำมัน โดยไม่คิดต้นทุนคงที่อย่างค่าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหรือค่าซื้อรถ ซึ่งช่วยให้รัฐกำหนดระดับการอุดหนุนได้อย่างสมเหตุสมผล

    ดร.สุเมธ ยกตัวอย่างกรณี รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ว่าเป็นแนวคิดในลักษณะเดียวกัน แต่คำถามสำคัญคือ 20 บาทนั้นมาจากไหนและรัฐจะต้องชดเชยให้ผู้ประกอบการเท่าใดในแต่ละปี ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรมีข้อมูลต้นทุนที่โปร่งใสเพื่อประเมินภาระทางการคลังในอนาคต

    อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา กระทรวงคมนาคมเคยมีการศึกษาค่าโดยสารที่เหมาะสมไว้บ้าง เช่น รถเมล์ไม่เกิน 25 บาท รถไฟฟ้าไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว ซึ่งต้องใช้งบอุดหนุนระดับหลายพันล้านบาทต่อปี แต่ที่สำคัญกว่าการอุดหนุน คือ การออกแบบให้ตรงจุด

    ดร.สุเมธ ชี้ว่า ไทยควรมุ่งช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบางมากกว่าลดราคาให้ทุกคน เช่น ออกคูปองค่าโดยสารหรือเพิ่มสิทธิให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะปัจจุบันมีผู้ใช้บัตรในระบบขสมก.เพียงร้อยละ 5–6 เท่านั้น ถ้าเพิ่มการเข้าถึงของกลุ่มนี้ได้ จะช่วยให้เงินอุดหนุนตรงจุดและคุ้มค่า

    คิดว่าค่อนข้างน่าจะสำคัญ ก็คือว่า จริงๆ คงไม่สามารถลดค่าโดยสารให้ถูกจนกระทั่ง ทุกคนขึ้นได้ ทุกคนที่ว่า คือ คนที่มีรายได้น้อย เพราะฉะนั้นมาตรการในบางประเทศก็จะมีการเริ่มแบ่งกลุ่ม เพราะถ้าเป็นกลุ่มที่มีรายได้น้อยจริงๆ จะหาวิธีทางช่วยอย่างอื่นโดยที่ไปลดค่าโดยสารลงไปให้กลุ่มนี้ อาจจะมีคูปอง หรือมีสวัสดิการพิเศษ ซึ่งถ้าถามตอนนี้ไทยมีไหม จริงๆ ก็มีอยู่ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งปัจจุบันคนที่ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ลองประเมินเบื้องต้นก็ในกลุ่มที่เป็นรถเมล์  ขสมก. ก็มีจำนวนอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ไม่ค่อยเยอะมาก ถ้าจำตัวเลขไม่ผิด รู้สึกว่าจะมีคนใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 5-6% ก็มีอยู่อาจจะไม่ถึง 10% ซึ่งตรงนี้ก็จะไปเป็นการอุดหนุนโดยตรงไปให้บุคคลกลุ่มบุคคลที่อาจจะต้องมีความต้องการ แล้วไม่สามารถลดค่าโดยสารให้ถูกลงมากไปกว่านี้ได้

    อีกประเด็นสำคัญคือ จำนวนผู้โดยสาร ซึ่งมีผลโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุน โดยอธิบายว่า ระบบขนส่งมวลชนยิ่งมีคนใช้มาก ต้นทุนเฉลี่ยต่อคนก็ยิ่งต่ำลง เช่น รถไฟฟ้าบางสายอย่างสายสีม่วง สีชมพู หรือสีเหลือง ที่มีผู้โดยสารไม่หนาแน่น ทำให้ต้นทุนต่อหัวสูง หากเพิ่มจำนวนผู้ใช้ได้มากขึ้น ค่าโดยสารก็จะถูกลงโดยไม่ต้องเพิ่มงบอุดหนุน

    ค่าโดยสารเวลาคำนวณคือจำนวนคนใช้กับต้นทุนที่เกิดขึ้น ซึ่งระบบขนส่งสาธารณะส่วนใหญ่เกือบทุกระบบ ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ หรือรถไฟฟ้า  ยิ่งถ้าคนยิ่งเยอะ ต้นทุนเฉลี่ยต่อคนจะถูกลง ก็จะกลายเป็นค่าโดยสารที่ถูกลง ปัจจุบันคนที่ขึ้นรถไฟฟ้า ถ้าไปดูรถไฟฟ้าบางสาย คนขึ้นค่อนข้างน้อย ขออนุญาตยกตัวอย่างเช่น สายสีม่วง สายสีชมพู สายสีเหลือง คนขึ้นไม่เยอะมาก แต่ถ้าคนขึ้นไม่เยอะมาก ค่าโดยสารก็ค่อนข้างแพง แต่ถ้าคนขึ้นเพิ่มขึ้นจริงๆ ต้นทุนไม่ได้เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นคนที่เพิ่มขึ้นมา ต้นทุนไม่ได้สูงขึ้นมาก

    แนวทางที่ยั่งยืนในระยะยาวจึงต้องเริ่มจากการออกแบบเมืองให้เอื้อต่อการใช้ระบบขนส่ง เช่น การพัฒนาโครงการ “TOD – Transit Oriented Development” รอบสถานีรถไฟฟ้า เพื่อให้คนอยู่อาศัยและทำงานใกล้ระบบขนส่งมากขึ้น

    ปัจจัยที่สำคัญของการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะในอนาคต ก็คือทำอย่างไรให้เพิ่มปริมาณคนใช้งานให้สูงขึ้นจะทำให้ต้นทุนเฉลี่ยต่อคนมันต่ำลง  แล้วทำให้ค่าโดยสารเฉลี่ยต่อคนต่ำลง เพราะฉะนั้น การจัดการจัดรูปแบบเมือง การพัฒนาพื้นที่เมือง การทำ TOD คงต้องมีการรีบพัฒนา เพื่อให้คนขึ้นรถเมล์เยอะๆ เพื่อให้คนขึ้นรถไฟฟ้าเยอะๆ แล้วจะทำให้ต้นทุนเฉลี่ยลดลง

    พร้อมกันนี้ รัฐควรหาแหล่งรายได้อื่นมาพยุงระบบ เช่น ภาษีที่ดิน ภาษีโรงเรือน ค่าจอดรถ หรือ ภาษีเข้าเมือง เพราะมาตรการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยสร้างรายได้ให้ภาครัฐ แต่ยังช่วยลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวในเมืองใหญ่ “หลายประเทศใช้ภาษีเข้าเมืองเป็นเครื่องมือบีบให้คนเปลี่ยนพฤติกรรม ผลคือขนส่งสาธารณะมีผู้ใช้เพิ่มขึ้น ต้นทุนเฉลี่ยต่อคนลดลง และค่าโดยสารก็ถูกลง

    หาแหล่งรายได้อื่น เช่น ภาษีที่ดิน หรือภาษีจอดรถ หรือภาษีเข้าเมือง ให้กลุ่มเหล่านี้ ภาษีบางตัวเป็นภาษีที่จะดึงให้คนลงจากรถยนต์ส่วนบุคคลอยู่แล้ว เช่น ภาษีเข้าเมือง พอทำภาษีเข้าเมืองเสร็จ คนก็ไม่อยากขึ้นรถยนต์ส่วนบุคคล มานั่งรถสาธารณะ พอนั่งรถสาธารณะเสร็จก็จะเข้าเป็นในข้อแรกว่า ยิ่งใช้คนเยอะขึ้นเรื่อยๆ ต้นทุนเฉลี่ยต่อคนจะลดลง  แล้วค่าโดยสารก็จะลดลง เพราะฉะนั้นกรอบคิดอย่างนี้จะเป็นกรอบคิดที่มีความยั่งยืนมากขึ้นระดับหนึ่ง จะไม่ได้ใช้เครื่องมือเพียงตัวเดียว เช่น การลดราคา ให้ตอบโจทย์ทุกอย่าง ซึ่งไม่ใช่ ต้องวางระบบแล้วก็วางมาตรการ ทั้งระบบให้ได้

    ดร.สุเมธ สรุปว่า การลดค่าโดยสารให้ยั่งยืนต้องทำทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ลดราคาชั่วคราว เพราะนโยบายลดราคาถูกอาจช่วยในระยะสั้น แต่ไม่ตอบโจทย์โครงสร้างในระยะยาว สิ่งที่รัฐบาลควรทำตอนนี้ คือวางกรอบหลักการและแนวทางไว้ให้ชัด เพื่อให้รัฐบาลต่อไปสามารถเดินหน้าต่อได้

    เวลารัฐบาลนี้ก็คงไม่ได้ยาวมาก เพราะนั้นถ้าทำอะไรได้ก็รีบทำก็ดี แต่ว่าถ้าทำอะไรไม่ได้มากนักก็อาจจะวางกรอบ แล้วก็วางหลักการ วางแนวทางเอาไว้แล้วให้รัฐบาลหน้ามาสานต่อ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641456&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aH0TFCN_YrUv62PK3PbbV

  • TikTok Shop สร้างการเติบโตแบรนด์ไทย ด้วย Discovery-driven Community

    TikTok Shop สร้างการเติบโตแบรนด์ไทย ด้วย Discovery-driven Community

    ในยุคที่การขายออนไลน์เติบโตอย่างรวดเร็ว TikTok Shop ได้พิสูจน์ตัวเองให้เป็น Ecosystem ที่แตกต่างจากแพลตฟอร์มอื่นๆ ด้วยกลไกสำคัญระหว่างการสร้าง Awareness ไปสู่ยอดขายที่เป็นรูปธรรม

    จากการศึกษาล่าสุดของ ThaiRisers ที่รวบรวมข้อมูลจาก 50 แบรนด์ชั้นนำที่ได้รับคัดเลือก พบว่าในเวลาเพียง 6 เดือน แบรนด์ครึ่งหนึ่งสามารถสร้างยอด GMV เติบโตก้าวกระโดด 5-10 เท่า ขณะที่ 1 ใน 5 ของแบรนด์เติบโตพุ่งทะยานมากกว่า 1,000%

    5 ฟีเจอร์เด่น เปลี่ยน Awareness สู่ยอดขายจริง

    1. TikTok Shop Creators หัวใจของการเล่าเรื่อง ถือเป็นจุดแข็งหลักที่ทำให้สินค้ามีชีวิตชีวาผ่านการเล่าเรื่องที่เข้าถึงง่ายและสร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับลูกค้า จากการสำรวจพบว่า 9 ใน 10 (92%) ของแบรนด์ ThaiRisers เคยทำงานร่วมกับ TikTok Shop Creators และยังคงพอใจกับผลลัพธ์ที่ได้รับ

    2. TikTok Shop LIVE การมีส่วนร่วมแบบเรียลไทม์ เครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้แบรนด์ได้รับฟีดแบ็กจากผู้บริโภคทันทีและเห็นข้อมูลยอดขายได้แบบสดๆ โดย 9 ใน 10 (92%) ของแบรนด์ ThaiRisers ใช้แคมเปญ LIVE Flash Sales เป็นกลยุทธ์หลัก

    3. TikTok Shop Ads ระบบโฆษณาแบบ Full-funnel เพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายโฆษณา GMV Max ระบบโฆษณาของ TikTok Shop ครอบคลุมตั้งแต่การสร้าง Awareness – Engagement – Conversion ในที่เดียว จุดเด่นคือการมี เครื่องมืออย่าง GMV Max ในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค และปรับการยิงโฆษณาแบบเรียลไทม์ เพื่อให้แบรนด์ได้ผลลัพธ์ดีที่สุด ทั้งการเพิ่ม GMV และการใช้เม็ดเงินโฆษณาอย่างคุ้มค่า ทำให้ผู้ชมเปลี่ยนเป็นลูกค้าได้เร็วและแม่นยำกว่าเดิม

    4. Marketing Campaigns เร่งการเติบโตของ GMV แคมเปญการตลาดต่างๆ ช่วยเพิ่มการมองเห็นและเร่งการเติบโตของยอดขายรวมได้อย่างก้าวกระโดด อย่าง 9.9 หรือ 11.11 ซึ่งเป็นเทศกาลช้อปปิ้งครั้งใหญ่ของแพลตฟอร์ม โดยในช่วงแคมเปญเหล่านี้หลายแบรนด์สร้างยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 200% และเพิ่มการมองเห็นของแบรนด์อย่างก้าวกระโดด

    5. TikTok Shop Mall ยกระดับความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ด้วยสินค้าแท้ การันตีคุณภาพ พร้อมสิทธิพิเศษและการโปรโมทบนแพลตฟอร์ม นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือที่ช่วยผลักดันยอดขายให้ร้านค้า อย่าง Seller Academy ที่ช่วยผู้ค้าเรียนรู้และพัฒนากลยุทธ์การตลาดอย่างต่อเนื่อง และ TikTok Shop Seller Center ระบบหลังบ้านสำหรับผู้ขาย เปรียบเสมือนผู้ช่วยร้านค้า ช่วยวิเคราะห์ แนะนำการดำเนินงาน และจัดการร้านค้าได้ทุกที่ทุกเวลา

    TikTok Shop อีโคซิสเต็มที่ขับเคลื่อนด้วยชุมชน

    สิ่งที่ทำให้ TikTok Shop แตกต่างจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอื่นๆ ไม่ใช่แค่เครื่องมือด้านการขาย แต่คือการ เป็น “Discovery-driven Community” ผู้บริโภคไม่ได้เพียงแค่ซื้อสินค้าแล้วจบ แต่การซื้อคือจุดเริ่มต้นของ “การเดินทางร่วมกับแบรนด์” ไม่ว่าจะเป็นการติดตามคอนเทนต์ใหม่ๆ จากครีเอเตอร์ การเข้าชม LIVE ที่โต้ตอบกันได้แบบเรียลไทม์ หรือการมีส่วนร่วมกับแคมเปญที่เชื่อมโยงระหว่างแบรนด์และผู้บริโภค

    สำหรับแบรนด์ที่มองหาแพลตฟอร์มเพื่อมากกว่าการขายสินค้า แต่ต้องการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวและเติบโตอย่างยั่งยืน TikTok Shop คือ “กุญแจสำคัญสู่การเติบโต” ที่น่าสนใจอย่างยิ่งในปี 2025

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2888989&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EDtVE9rVTiXjkXX71tKhy

  • รพ.ตำรวจ ต้อนรับคณะหลักสูตร “หลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย” (นธป.) รุ่นที่ 13 | TOPNEWS

    รพ.ตำรวจ ต้อนรับคณะหลักสูตร “หลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย” (นธป.) รุ่นที่ 13 | TOPNEWS

    รักษาราชการแทนนายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ ให้การต้อนรับคณะหลักสูตร “หลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย” (นธป.) รุ่นที่ 13 ในโอกาสมาศึกษาดูงานด้าน “นิติวิทยาศาสตร์”

    วันที่ 15 ต.ค.68 เวลา 13.30 น. พล.ต.ท.ไพบูลย์ เจียมอนุกูลกิจ นายแพทย์ (สบ 8) รักษาราชการแทนนายแพทย์ใหญ่ (สบ 8) พร้อมด้วย พล.ต.ต.เกษม รัตนสุมาวงศ์, พล.ต.ต.สามารถ ม่วงศิริ และ พล.ต.ต.หญิง รชยา บุรพลพิมาน รองนายแพทย์ใหญ่ (สบ 7) รวมทั้งคณะผู้บริหารโรงพยาบาลตำรวจ ได้ให้การต้อนรับ คุณนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมด้วย คุณอุดม รัฐอมฤต ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, คุณอุดม สิทธิวิรัชธรรม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมคณะผู้เข้ารับการอบรม หลักสูตร “หลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย” (นธป.) รุ่นที่ 13 และในโอกาสเดียวกันนี้คณะผู้บังคับบัญชาระดับสูงของโรงพยาบาลตำรวจ ยังได้เข้าร่วมสังเกตการณ์กิจกรรมการศึกษาดูงาน ของผู้เข้ารับการอบรมฯ

    สำหรับ หลักสูตร “หลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย” (นธป.) รุ่นที่ 13 เป็นหลักสูตรการอบรมที่จัดขึ้นโดยสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้และทัศนคติด้านหลักนิติธรรม หลักประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพ และสิทธิมนุษยชน สำหรับผู้บริหารระดับสูง รวมทั้งพัฒนากระบวนทัศน์ของผู้บริหารให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารงานและการตัดสินใจในสังคมประชาธิปไตย

    เพื่อให้การอบรมครอบคลุมการปฏิบัติจริง สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ จึงขอความอนุเคราะห์จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้จัดการบรรยายสรุปและเยี่ยมชมการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง โดยการศึกษาดูงานในครั้งนี้ช่วยให้ผู้เข้ารับการอบรมเข้าใจภาพรวมการทำงานของสถาบันนิติเวชวิทยาอย่างชัดเจน และสามารถเชื่อมโยงความรู้ด้านหลักนิติธรรมกับการปฏิบัติในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้ โรงพยาบาลตำรวจ โดย สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งมี พล.ต.ต.วิรุฬห์ ศุภสิงห์ศิริปรีชา ผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินงาน โดยได้บรรยายสรุปและเยี่ยมชมสถาบันนิติเวชวิทยา เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมได้เรียนรู้กระบวนการปฏิบัติงานด้านนิติเวชอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านการตรวจพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ การสนับสนุนการสืบสวนคดี และบทบาทสำคัญของสถาบันในการสนับสนุนกระบวนการยุติธรรม

    กองบรรณาธิการข่าวTopNewsทั่วไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1357867&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1v0Fw3mOz0GmYnlNW9Zm_i

  • การประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา (กบส.) ครั้งที่ 84 (5/ปีการศึกษา 2568) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    การประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา (กบส.) ครั้งที่ 84 (5/ปีการศึกษา 2568) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/115944/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Amqz3X80a5Hr7gFZRFgvO

  • กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมขับเคลื่อนโครงการชุดไทยพระราชนิยม

    กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมขับเคลื่อนโครงการชุดไทยพระราชนิยม

    กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมขับเคลื่อนโครงการชุดไทยพระราชนิยม


    15/10/2568 | 15 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมขับเคลื่อนโครงการชุดไทยพระราชนิยม

    วันที่ 15 ตุลาคม 2568 เวลา 13.00 น ณ ห้องประชุม ชั้น 7 กระทรวงวัฒนธรรม นายสุรศักดิ์ อักษรกุล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน มอบให้นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการชุดไทยพระราชนิยม โดยมีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานการประชุม

    การประชุมดังกล่าวได้กำหนดแนวทางการขับเคลื่อนโครงการชุดไทยพระราชนิยม เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์และสวมใส่ผ้าไทย ด้วยการรณรงค์ให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชนทุกกลุ่มวัย เห็นความสำคัญของการสวมใส่ผ้าไทยและชุดไทย สอดคล้องกับการที่ประเทศไทยได้เสนอรายการ ชุดไทย : ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกาย ชุดไทยประจำชาติ ที่ได้รับการยืนยันจากองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ว่า ได้บรรจุรายการชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ เข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ สมัยที่ 21 ในปี 2569

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    รูปภาพ

    ” id=”lightGallery”>


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/275875&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VhcgrxRjU6oXezdVUyqng

  • ออสเตรเลียลุยติดตามผล ‘แบนโซเชียล’ ในกลุ่มวัยรุ่น ครั้งแรกของโลก

    ออสเตรเลียลุยติดตามผล ‘แบนโซเชียล’ ในกลุ่มวัยรุ่น ครั้งแรกของโลก

    เมลเบิร์น, 15 ต.ค. ซินหัว รายงาน — เมื่อวันอังคาร (14 ต.ค.) สถาบันวิจัยเด็กเมอร์ด็อก (MCRI) ในเมืองเมลเบิร์นของออสเตรเลีย เปิดเผยว่านักวิจัยชาวออสเตรเลียกำลังเริ่มต้นการศึกษาเพื่อติดตามผลลัพธ์จากมาตรการห้ามใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโลก ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 10 ธ.ค. นี้ โดยจะเน้นศึกษาผลลัพธ์ที่มีต่อการใช้โทรศัพท์ เวลาหน้าจอ สุขภาพจิต และความเป็นอยู่ที่ดีของวัยรุ่น

    การศึกษาเรื่อง “จิตใจที่เชื่อมโยงกัน” ที่ดำเนินการโดยสถาบันฯ และมหาวิทยาลัยดีคิน กำลังเสาะหากลุ่มวัยรุ่นอายุ 13-16 ปีที่ใช้แอปพลิเคชันสื่อสังคมออนไลน์ และผู้ปกครองของพวกเขา เพื่อเข้าร่วมแบ่งปันประสบการณ์ก่อนและหลังมาตรการมีผลในเดือนธันวาคม

    ภายใต้กฎหมายห้ามดังกล่าว ซึ่งผ่านรัฐสภาออสเตรเลียในเดือนธันวาคม 2024 แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ที่จำกัดอายุ ต้องป้องกันไม่ให้ผู้ที่อายุต่ำกว่า 16 ปีในออสเตรเลียสร้างหรือเก็บบัญชีผู้ใช้เอาไว้ และบริษัทที่ไม่ดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสมเพื่อบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว อาจถูกปรับสูงสุด 49.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 1.05 พันล้านบาท)

    ศาสตราจารย์ซูซาน ซอว์เยอร์ จากสถาบันฯ กล่าวว่ามีหลักฐานบางส่วนที่เชื่อมโยงการใช้สื่อสังคมออนไลน์กับสุขภาพกายและใจของวัยรุ่น แต่ยังไม่มีการพิสูจน์ชัดเจนถึงความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล โดยการศึกษานี้จะช่วยยืนยันว่าการห้ามใช้งานสื่อสังคมออนไลน์มีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนรูปแบบการใช้โทรศัพท์ของวัยรุ่นและช่วยเสริมสร้างสุขภาพจิตหรือไม่ โดยจะอ้างอิงจากความคิดเห็นของเด็กและครอบครัว

    รายงาน ระบุว่า ผู้เข้าร่วมจะต้องทำแบบสอบถามทั้งก่อนและหลังการห้ามใช้งานดังกล่าว พร้อมมีทางเลือกเข้าร่วมการติดตามผ่านแอปพลิเคชัน 2 สัปดาห์ เพื่อตรวจสอบการใช้สื่อสังคมออนไลน์ การนอนหลับ กิจกรรมทางกาย และความรู้สึกด้านความเชื่อมโยงทางสังคม

    ซอว์เยอร์ ระบุว่าจุดเด่นของการศึกษานี้คือการวัดการใช้สื่อสังคมออนไลน์จากข้อมูลจริง มากกว่าการอ้างอิงเพียงข้อมูลที่ผู้เข้าร่วมรายงานด้วยตนเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/59197&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FxRVobOO3QUe9pf73N63O

  • สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ ทรงพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 6 ปี 2568

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ ทรงพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 6 ปี 2568

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ ทรงพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 6 ปี 2568


    วันที่ 15 ตุลาคม 2568 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 6 ปี 2568 โดยมี ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กราบบังคมทูลรายงาน และเฝ้าฯ รับเสด็จ ณ อาคารอิมแพค ฟอรั่ม 2 เมืองทองธานี จัดโดยมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ จาก 14 ประเทศ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมกันนี้ มีถ่ายทอดสดไปยังสถานเอกอัครราชทูตไทยในแต่ละประเทศ

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำรัส ว่า ขอแสดงความยินดีกับครูทั้ง 14 ท่าน จาก 10 ประเทศในอาเซียน ติมอร์-เลสเต บังกลาเทศ ภูฏาน และมองโกเลีย ที่ได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นครูที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นครูผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตศิษย์

    ครูที่มีคุณภาพจะนำไปสู่นักเรียนที่มีคุณภาพ ซึ่งจะกลายเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศต่อไป ครูจำเป็นต้องพัฒนาวิธีการสอนที่สอดคล้องกับบริบทของนักเรียน เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักเรียนมีทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต หลักสูตรและวิธีการสอน ควรจะวางรากฐานการเรียนรู้ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้นักเรียนพร้อมรับมือ และเสริมสร้างทักษะสำหรับการทำงาน และทักษะสังคม

    “ครู” มีหน้าที่สร้างความตระหนักถึงคุณค่าทางวัฒนธรรม ชี้นำทางให้ลูกศิษย์ได้ใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ เพื่อพัฒนาตนเองให้ดีที่สุด

    ในโลกปัจจุบัน AI มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้มากขึ้น ครูควรใช้ AI ให้เกิดประโยชน์ในการทำงาน และสอนนักเรียนให้ใช้ AI อย่างชาญฉลาด มีจริยธรรมและความรับผิดชอบ

    นับจากนี้ สุดยอดครูทั้ง 14 ท่าน สามารถร่วมมือกับ “ครูเครือข่ายรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี” เพื่อช่วยเหลือครูท่านอื่น ๆ โดยเชื่อมั่นว่าครูรางวัลแต่ละท่านเปรียบเสมือนแสงเทียนที่จุดประกายเทียนเล่มใหม่อีกมากมาย ขอให้ครูถ่ายทอดความรู้และทักษะ และสร้างแรงบันดาลใจให้ครูท่านอื่น ๆ เพื่อช่วยเหลือนักเรียนได้มากขึ้น

    ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กราบบังคมทูลรายงาน ความตอนหนึ่งว่า พิธีพระราชทานรางวัลมีความหมายมากกว่าการยกย่อง เชิดชูความสำเร็จของครูที่โดดเด่น แต่นับเป็นการยกย่องเชิดชูวิชาชีพครูอันทรงเกียรติ และเป็นการยืนยันถึงวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของนี้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นหลังและส่งเสริมการศึกษาให้มีความก้าวหน้าทั่วทั้งภูมิภาค นับแต่เริ่มต้นก่อตั้งรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ได้ทำหน้าที่เป็นเวทีอันทรงเกียรติเพื่อเชิดชูครูผู้ทุ่มเท อุทิศตนให้กับการเรียนรู้ที่กว้างกว่าในห้องเรียน รางวัลนี้เป็นการตอกย้ำว่า ครูไม่เพียงแต่ผู้ถ่ายทอดความรู้เท่านั้น แต่ยังเป็นผู้สร้างคุณธรรม ผู้นำการเปลี่ยนแปลง และสถาปนิกของอนาคตที่สดใส

    ในปีนี้ รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 6 ได้มอบรางวัลให้แก่ครูจาก 14 ประเทศในกลุ่มประเทศอาเซียน และเป็นปีแรกที่ขยายการยกย่องครูไปยัง 3 ประเทศใหม่ที่เข้าร่วม ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ ราชอาณาจักรภูฏาน และมองโกเลีย ครูผู้ได้รับพระราชทานรางวัลแต่ละท่านล้วนเป็นแบบอย่างของจิตวิญญาณแห่งความเป็นครู ความมีเมตตา ความมุ่งมั่น ความคิดสร้างสรรค์ และคุณค่าที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงถ่ายทอดและทรงสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เหล่าพสนิกร

    ในโลกยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ครูที่ดีต้องไม่เพียงแต่เป็นผู้นำทางและเป็นที่ปรึกษาเท่านั้น แต่ยังต้องเป็นโค้ชและนักนวัตกร ผู้ที่กล้าที่จะจิตนาการการเรียนรู้ใหม่ ผู้ที่เชื่อมโยงบทเรียนในห้องเรียนกับประสบการณ์จริง และผู้ปลูกฝังความเห็นอกเห็นใจ คุณธรรม ความยืดหยุ่น และการคิดอย่างมีวิจารณญาณในตัวนักเรียน คือ นักการศึกษาผู้สร้างสรรค์อนาคอย่างแท้จริง

    กระทรวงศึกษาธิการ ประเทศไทย มีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะเสริมสร้างศักยภาพผ่านการพัฒนาวิชาชีพอย่างครอบคลุม เพื่อให้ครูสามารถตอบสนองความต้องการของโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งรวมถึงการขยายโอกาส การฝึกอบรม การบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์มาใช้ และการส่งเสริมการสอนที่เป็นนวัตกรรม

    ขณะเดียวกัน กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการลดภาระงานของครู เพื่อให้ครูสามารถอุทิศเวลาให้กับการสอนและการดูแลนักเรียนมากขึ้น กระทรวงศึกษาธิการยังมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสวัสดิการและระบบสนับสนุนครู เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี โดยตระหนักว่าสวัสดิการของครูมีความสำคัญต่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน โดยจะยึดมั่นในวิสัยทัศน์นี้เพื่อสร้างหลักประกันว่า ทุกคนจะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ครอบคลุม เท่าเทียม และทั่วถึง

    ในโอกาสอันทรงเกียรตินี้ ข้าพเจ้าขอแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี สำหรับความทุ่มเทที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในการริเริ่มกิจกรรมอันทรงคุณค่านี้ รวมถึงความร่วมมือของพันธมิตรระหว่างประเทศและหน่วยงานด้านการศึกษาที่สนับสนุนความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญที่สุดคือ ครูทุกท่านที่มีความมุ่งมั่น อดทนและแน่วแน่ในการนำพาไปสู่โลกที่ดีขึ้น ยังคงส่องสว่างไปสู่หนทางที่ดีและมีความเห็นอกเห็นใจมากขึ้น

    สำหรับในปี 2568 มีครูผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 6 ดังนี้

    – นายโมฮัมหมัด ชาฟิอุล ครูสอนคณิตศาสตร์ บังคลาเทศ ให้การสนับสนุนนักเรียนนอกห้องเรียนด้วยการเยี่ยมบ้านและให้ความรู้เรื่องโภชนาการ บูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ในการสอน สร้างบทเรียนวิดีโอสำหรับการเรียนรู้ด้วยตนเอง และใช้สมาร์ทโฟนเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้

    – นางสาวชิมี เดมา ครูสอนภาษาอังกฤษ ภูฏาน เป็นผู้นำในการจัดหลักสูตรภาษาอังกฤษออนไลน์ฟรีในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน และจัดหลักสูตรภาษาอังกฤษเข้มข้นเป็นเวลาหนึ่งเดือน เพื่อช่วยนักเรียนที่มีผลการเรียนไม่ดี และได้ตีพิมพ์นวนิยายชื่อ “Twice Born” เป็นการจุดประกายด้านการเขียนในหมู่นักเรียน

    – นางชาริฟะฮ์ บินติ ฮาจี โมห์ด ชาห์ลัน ครูสอนวิทยาการคอมพิวเตอร์ บรูไนดารุสซาลาม ได้สนับสนุนการเรียนรู้ผ่านกระบวนการเรียนรู้และประสบการณ์ ไม่ใช่ผ่านการสอบ แต่เป็นการมีส่วนร่วมกับนักเรียน ความสนุกกับการเรียนรู้ และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แข่งขัน กระตุ้นด้วยนิทรรศการเพื่อขยายมุมมองและการสัมผัสประสบการณ์จริง

    – นางอาเด ปูตรี ซาร์เวนดะห์ ครูสอนพิเศษ อินโดนีเซีย ที่อุทิศตนเพื่อช่วยให้นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาโดยได้แอปพลิเคชันช่วยนักเรียนหูหนวก แอปพลิเคชันการเจริญพันธุ์สำหรับนักเรียนวัยรุ่นที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา เอกสารการเรียนรู้ภาษามือ และการเรียนรู้แบบมัลติมีเดียด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

    – นางบุนมา โพธิลาด ผู้อำนวยการโรงเรียนและครูสอนวิชาเคมีและชีววิทยา สปป ลาว ใช้สื่อการเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติจริงและเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ทำงานอย่างใกล้ชิดกับชุมชนเพื่อสนับสนุนโรงเรียนและจัดหาทรัพยากร ด้วยหลักการทำงาน 4 ประการ ได้แก่ การวางแผน การดำเนินการ การประเมิน และการปรับปรุง

    – ทีเอส. โมฮัมหมัด รอสนิซัม บิน โมฮัมหมัด ยูซอฟ ครูอาชีวศึกษาด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร และนักเทคโนโลยีมืออาชีพที่พัฒนาโมเดล T.A.R.S. (คิด : Think วิเคราะห์ : Analyse ค้นคว้า : Research และแก้ปัญหา : Solve) มาเลเซีย ได้ส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพนักเรียนจากภูมิหลังชนบทและครอบครัวที่มีรายได้น้อย และริเริ่มโครงการ “โฉมหน้าใหม่ของการเกษตร” เพื่อฝึกการคิดนอกกรอบและสร้างผู้ประกอบการในอนาคต

    – นางอุยังกะ อาดิยาสุเรน ครูและผู้จัดการฝึกอบรมที่โรงเรียนอาชีวศึกษาเอเนเรล มองโกเลีย สอนนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา สนับสนุนการเรียนรวม โดยสร้างนักเรียนให้มีทักษะต่าง ๆ สามารถพึ่งพาตนเองได้ สามารถสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม โดยทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรวมถึงผู้ปกครอง

    – นางสาวมอว์ มอว์ ครูสอนภาษาอังกฤษ เมียนมา โดยช่วยให้นักเรียนบรรลุศักยภาพสูงสุดของตนเอง ให้การสนับสนุนนักเรียนที่มีความหลากหลายทางสติปัญญา รูปแบบการเรียนที่แตกต่างกัน และสร้างโอกาสการเข้าร่วมการแข่งขันพูดภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาทักษะของนักเรียน

    – นางเลอา โดมิงโก ครูประถม ฟิลิปปินส์ ได้ริเริ่มโครงการต่าง ๆ ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น เปลี่ยนขยะให้เป็นสมบัติ เพิ่มพื้นที่สีเขียว และปกป้องสัตว์ป่าและนก รวมทั้งสนับสนุนให้นักเรียนสร้างโครงการเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และสร้างความตระหนักการจัดการขยะในชุมชน ทำให้ขยะลดลง

    – มาดาม อัง ซิง ยี สิงคโปร์ ส่งเสริมการศึกษาแบบรวมที่เปิดรับและส่งเสริมให้นักเรียนทุกคน โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างด้านความสามารถ ภูมิหลัง หรือความพิการ โดยได้ริเริ่มโครงการ STAR เพื่อพัฒนานักเรียนด้านบุคลิกภาพและความสามารถในศตวรรษที่ 21 เชื่อมโยงกับประสบการณ์ในชุมชน เพื่อร่วมเปลี่ยนแปลงชีวิตของนักเรียน

    – นายไพรวัลย์ ยาปัญ ครูโรงเรียนบ้านไล่โว่ ประเทศไทย ซึ่งเป็นโรงเรียนสาขาตั้งอยู่ในป่าลึกใกล้ชายแดนไทย-เมียนมา อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี โดยได้นำการศึกษาไปสู่ชุมชนชาติพันธุ์ที่อยู่ห่างไกล สร้างโอกาสให้นักเรียนได้เปลี่ยนแปลงชีวิตและเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศไทย ส่งเสริมการรู้หนังสือและสิทธิในหมู่เด็กชนกลุ่มน้อย จนได้รับการขนานนามว่า “ดวงตะวันหรือแสงสว่างสำหรับเด็กชายขอบ”

    – นายฟรานซิสโก เดอ คาร์วัลโญ่ ครูและผู้อำนวยการโรงเรียน ติมอร์-เลสเต สอนแบบเน้นเด็กเป็นศูนย์กลางและคละชั้นเรียน เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ ส่งเสริมการใช้ภาษาแม่ในการสอน พร้อมระดมผู้ปกครองและชุมชนเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนในโรงเรียน

    – นางเหงียน ถิ ถู ลาน ครูอนุบาลและเป็นผู้นำด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัย เวียดนาม เป็นผู้เสริมสร้างศักยภาพให้ทีมครู ด้วยการสร้างกิจกรรมสร้างสรรค์ที่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง จัดทำโครงการต่าง ๆ ได้แก่ โรงเรียนสีเขียว ห้องเรียนอัจฉริยะพัฒนาทักษะการเรียนรู้พื้นฐานเด็กเล็ก และพื้นที่เรียนรู้วัฒนธรรมโฮจิมินห์

    – นางเมียะ โสมาวาเตย์ ครูสอนคณิตศาสตร์ กัมพูชา สนับสนุนการใช้เครื่องมือดิจิทัลและกลยุทธ์เชิงสร้างสรรค์ ในการสอนนักเรียนด้อยโอกาสให้ประสบความสำเร็จ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/431983&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ptVvFre9pCXibZipLHCH2

  • ก.ค.ศ.เคลียร์ชัด! ปม สพป.ร้อยเอ็ด เขต 1 ยกเลิกย้ายครู ยันระบบ TRS ไม่ได้พลาด | เดลินิวส์

    ก.ค.ศ.เคลียร์ชัด! ปม สพป.ร้อยเอ็ด เขต 1 ยกเลิกย้ายครู ยันระบบ TRS ไม่ได้พลาด | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5205094/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-rrshDyGXhfoeAoc9xUTH

  • สำนักงาน กกต.เปิดรับสมัครเข้ารับการศึกษาอบรมหลักสูตรการพัฒนาผู้นำทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 2 (พนต. 2)

    สำนักงาน กกต.เปิดรับสมัครเข้ารับการศึกษาอบรมหลักสูตรการพัฒนาผู้นำทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 2 (พนต. 2)

    การเมือง

    สำนักงาน กกต.เปิดรับสมัครเข้ารับการศึกษาอบรมหลักสูตรการพัฒนาผู้นำทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 2 (พนต. 2)

    วันพุธ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.47 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอเชิญชวนบุคคลผู้สนใจสมัครเข้ารับการศึกษาอบรมหลักสูตรการพัฒนาผู้นำทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 2 (พนต. 2) โดยสามารถยื่นใบสมัครและเอกสารประกอบด้วยตนเอง ระหว่างวันที่ 15 – 31 ตุลาคม 2568 ในวันและเวลาราชการ ได้ที่สำนักวิทยาการพรรคการเมือง สถาบันวิทยาการพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง ชั้น 9 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ฯ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 

    หลักสูตรการพัฒนาผู้นำทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย (พนต.) เป็นหลักสูตรที่จัดขึ้นเพื่อให้บุคลากรของพรรคการเมือง นักการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น ผู้บริหารระดับกลางของหน่วยงานราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ องค์กรอิสระ ภาคเอกชน นักวิชาการ สื่อมวลชน และบุคลากรจากภาคส่วนอื่นๆ ที่มีบทบาทต่อการพัฒนาและบริหารประเทศ ได้เข้ารับการศึกษาอบรม เพื่อสร้างองค์กรทางการเมืองให้มีความเข้มแข็ง ตระหนักในเรื่องคุณธรรม จริยธรรม การมีส่วนร่วมทางการเมืองมากยิ่งขึ้น และเพื่อเตรียมบุคลากรให้เป็นผู้นำที่มีความเข้าใจการบริหารงานในหน่วยงาน หรือองค์กรที่ตัวเองรับผิดชอบ นำไปสู่การเป็นผู้นำการเมืองที่มีความพร้อมในการเข้าไปบริหารงาน หรือบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมและความมั่นคงของประเทศ

    ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ สถาบันวิทยาการพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง สำนักวิทยาการพรรคการเมือง โทรศัพท์หมายเลข 0 2141 8682 และ 0 2141 8685 และสามารถดาวน์โหลดใบสมัครหรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ect.go.th หรือสแกน QR Code ด้านล่างนี้


     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/450560&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aGbDMA2wEsvstknhUSlBi

  • รักษาราชการแทนนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจให้การต้อนรับคณะหลักสูตร “หลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย” (นธป.) รุ่นที่ 13 โอกาสมาศึกษาดูงานด้าน “นิติวิทยาศาสตร์”

    รักษาราชการแทนนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจให้การต้อนรับคณะหลักสูตร “หลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย” (นธป.) รุ่นที่ 13 โอกาสมาศึกษาดูงานด้าน “นิติวิทยาศาสตร์”

    รักษาราชการแทนนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจให้การต้อนรับคณะหลักสูตร “หลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย” (นธป.) รุ่นที่ 13 โอกาสมาศึกษาดูงานด้าน “นิติวิทยาศาสตร์”

    วันที่ 15 ต.ค.68 เวลา 13.30 น. พล.ต.ท.ไพบูลย์ เจียมอนุกูลกิจ นายแพทย์ (สบ.8 รักษาราชการแทนนายแพทย์ใหญ่ (สบ.8 พร้อมด้วย พล.ต.ต.เกษม รัตนสุมาวงศ์, พล.ต.ต.สามารถ ม่วงศิริ และ พล.ต.ต.หญิง รชยา บุรพลพิมาน รองนายแพทย์ใหญ่ (สบ 7) รวมทั้งคณะผู้บริหารโรงพยาบาลตำรวจ ได้ให้การต้อนรับ คุณนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมด้วย คุณอุดม รัฐอมฤต ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, คุณอุดม สิทธิวิรัชธรรม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมคณะผู้เข้ารับการอบรม หลักสูตร “หลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย” (นธป.) รุ่นที่ 13  

    ในโอกาสเดียวกันนี้คณะผู้บังคับบัญชาระดับสูงของโรงพยาบาลตำรวจ ยังได้เข้าร่วมสังเกตการณ์กิจกรรมการศึกษาดูงาน ของผู้เข้ารับการอบรมฯ

    สำหรับ หลักสูตร “หลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย” (นธป.) รุ่นที่ 13 เป็นหลักสูตรการอบรมที่จัดขึ้นโดยสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้และทัศนคติด้านหลักนิติธรรม หลักประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพ และสิทธิมนุษยชน สำหรับผู้บริหารระดับสูง รวมทั้งพัฒนากระบวนทัศน์ของผู้บริหารให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารงานและการตัดสินใจในสังคมประชาธิปไตย เพื่อให้การอบรมครอบคลุมการปฏิบัติจริง สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจึงขอความอนุเคราะห์จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้จัดการบรรยายสรุปและเยี่ยมชมการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง โดยการศึกษาดูงานในครั้งนี้ช่วยให้ผู้เข้ารับการอบรมเข้าใจภาพรวมการทำงานของสถาบันนิติเวชวิทยาอย่างชัดเจน และสามารถเชื่อมโยงความรู้ด้านหลักนิติธรรมกับการปฏิบัติในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้ โรงพยาบาลตำรวจ โดย สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งมี พล.ต.ต.วิรุฬห์ ศุภสิงห์ศิริปรีชา ผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินงาน โดยได้บรรยายสรุปและเยี่ยมชมสถาบันนิติเวชวิทยา เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมได้เรียนรู้กระบวนการปฏิบัติงานด้านนิติเวชอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านการตรวจพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ การสนับสนุนการสืบสวนคดี และบทบาทสำคัญของสถาบันในการสนับสนุนกระบวนการยุติธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/59189&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2T7zLFnemqCZLkOw7FpS0t