Category: วัฒนธรรม

  • เจาะจุดอ่อน‘บัตรทอง 30 บาท’ กก.ทับซ้อน -มูลค่าเรียกคืนเงินผู้ป่วยนอกสูง

    เจาะจุดอ่อน‘บัตรทอง 30 บาท’ กก.ทับซ้อน -มูลค่าเรียกคืนเงินผู้ป่วยนอกสูง

    เจาะจุดอ่อน‘บัตรทอง 30 บาท’ กก.ทับซ้อน -มูลค่าเรียกคืนเงินผู้ป่วยนอกสูง

    เปิดผลศึกษากองทุน บัตรทอง) กรรมการบทบาททับซ้อน อัตราเรียกคืนเงินต่ำ แต่มูลค่าสูงโดยเฉพาะกองผู้ป่วยนอก  หน่วยบริการเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มเติมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

    • กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มีบทบาททับซ้อน โดยดำรงตำแหน่งในหลายคณะอนุกรรมการพร้อมกัน ซึ่งอาจส่งผลต่อความเป็นอิสระในการพิจารณาชุดสิทธิประโยชน์
    • แม้ภาพรวมอัตราการเรียกคืนเงินจากการเบิกจ่ายจะต่ำ แต่กองทุนผู้ป่วยนอกกลับมีมูลค่าการเรียกคืนเงินสูงกว่า 40% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
    • พบแนวโน้มที่หน่วยบริการโดยเฉพาะโรงพยาบาลสังกัดโรงเรียนแพทย์ เรียกเก็บค่าบริการเพิ่มเติมจากผู้ใช้สิทธิบัตรทองเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนปัญหาการจ่ายชดเชยไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง

    ในการประชุมชี้แจงการบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง ปีงบประมาณ 2569  โดย ณัฐนันท์ วิจิตรอักษร  นักวิจัยที่ปรึกษารับเชิญ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) มีการนำเสนอ ผลการศึกษา “การประเมินหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในด้านการบริหารจัดการและนัยยะจากการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย” ภายใต้การสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ซึ่งมีข้อค้นพบเบื้องต้น 6 เรื่อง แบ่งระดับตั้งแต่ต่ำที่สุด,ต่ำ,สูง และสูงที่สุด ทั้งนี้ “กรุงเทพธุรกิจ”นำเสนอเฉพาะเรื่องที่อยู่ในระดับ “ต่ำ” เพื่อนำไปสู่แนวทางการแก้ปัญหา

     กรรมการบทบาททับซ้อนบั่นทอนอิสระ

    1.การกำกับองค์กร   ส่วนขององค์ประกอบของคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการ มีสมาชิกในกรรมการหลักฯดำรงตำแหน่งหลายวาระและต่อเนื่อง บางส่วนเป็นอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการหลักฯมากกว่า 3 คณะในวาระเดียวกัน ,บทบาทของคณะกรรมการฯในการเพิ่มชุดสิทธิประโยชน์ โดยผู้แทนในอนุกรรมการสำคัญทั้ง 2 ชุดเป็นกรรมการหลักฯมากกว่าครึ่ง สะท้อนความเชื่อมนโยบายระดับสูงระหว่างตัวการและตัวแทน  และบทบาททับซ้อนของกรรมการอาจบั่นทอนความเป็นอิสระในการพิจารณาชุดสิทธิประโยชน์

    ปัจจัยที่เอื้อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน แม้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) มีแนวทางงดเว้นการลงมติในบางกรณี แต่ยังขาดความชัดเจนในทางปฏิบัติ และไม่มีแนวทางเปิดเผยต่อสาธารณะ  และสปสช.ขาดการประเมินความเสี่ยงด้านจริยธรรมในระดับผู้กำหนดนโยบาย(คณะกรรมการหลักฯและอนุกรรมการต่างๆ) และยังไม่เปิดเผยผลการประเมินอย่างชัดเจนต่อสาธารณชน 2.โครงสร้างกฎหมาย  กฎหมายส่วนใหญ่ไม่ขัดแย้งหรือซ้ำซ้อนกัน แต่ยังขาดความชัดเจนและประสิทธิภาพในการบังคับใช้ โดยเฉพาะด้านคณะกรรมการฯ

    อัตราเรียกคืนเงินต่ำ แต่มูลค่าสูง

    3.การบริหารจัดการและการใช้จ่ายงบประมาณ  พบการพิจารณาข้อเสนองบกองทุนฯยุ่งยาก ซับซ้อน และใช้เวลานาน  ,ความรวดเร็วของการประมวลผล ตรวจสอบข้อมูลการเบิกจ่ายค่าบริการภายใน 72 ชั่วโมงได้เป็นส่วนใหญ่  แต่รายการที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ((ติด C) และถูกปฏิเสธการจ่ายเงินมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อมีศูนย์กลางข้อมูลด้านการเงิน(FDH)

    แม้อัตราการเรียกคืนเงินจะอยู่ในระดับต่ำ  ไม่เกิน 15 % ตั้งแต่ปี 2558-2567  แต่มูลค่าการเรียกคืนเงินกลับสูง โดยเฉพาะกองทุนผู้ป่วยนอก มีสัดส่วนเรียกคืนเงินเฉลี่ยในทุกไตรมาสสูงกว่า 40 % และมูลค่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

    นอกจากนี้ สปสช.มีแนวโน้มโอนค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขล่าช้าในช่วงสิ้นปีงบประมาณ โดยเฉพาะในกองทุนเหมาจ่ายรายหัว ช่วงปี  2565-2567 ธุรกรรมล่าช้าส่วนใหญ่เกิดขึ้นในกองทุนย่อยผู้ป่วยนอก กองทุนบริการกรณีเฉพาะ และกองทุนสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค

    แนวโน้มเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มขึ้น

    4.การติดตามคุณภาพบริการสาธารณสุข  สปสช.มีช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนที่หลากหลาย แต่ผู้รับบริการส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ยังไม่รู้จัก ,การร้องเรียนกรณี หน่วยบริการเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มเติมจากผู้ใช้สิทธิบัตรทอง ( Extra billing) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในโรงพยาบาลสังกัดโรงเรียนแพทย์ สะท้อนปัญหาการจ่ายชดเชยไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง 

    5.ระบบสารสนเทศและการจัดการข้อมูล แม้ระบบข้อมูลมีมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มแข็ง แต่ยังขาดแนวทางการใช้และเผยแพร่ข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะและการตัดสินใจเชิงนโยบาย

    เจาะจุดอ่อน‘บัตรทอง 30 บาท’ กก.ทับซ้อน -มูลค่าเรียกคืนเงินผู้ป่วยนอกสูง

    ภาวะพึ่งพิงโดดเด่น แต่ไตวายเรื้อรังไม่คุ้มค่า

    6.ผลลัพธ์ทางสุขภาพ พิจารณา 3 เรื่อง พบว่า  เรื่องที่ 1 กองทุนบริการสาธารณสุขสำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง (LTC)  ให้ผลตอบแทนทางสังคมที่ คุ้มค่าสูงมาก โดยความคุ้มค่าทางสังคม (SROI) อยู่ที่ 16.56 มูลค่าที่สูงมาจากการฟื้นฟูสมรรถภาพการทำกิจวัตรประจำวันของผู้รับบริการ เรื่องกองทุนผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ (HIV) ให้ผลตอบแทนทางสังคมที่ คุ้มค่า โดยมี SROI อยู่ที่ 1.59 ซึ่งมาจากการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้รับยาต้านไวรัสที่สามารถกดปริมาณไวรัสได้ และเรื่องกองทุนผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย (CKD) ให้ผลตอบแทนทางสังคม ไม่คุ้มค่า โดยมี SROI อยู่ที่ 0.80

    ข้อเสนอแนะบริหารจัดการกองทุนฯ

    สำหรับข้อเสนอแนะการบริหารจัดการกองทุนบัตรทองนั้น 1.ด้านโครงสร้างกฎหมาย ฝ่ายพัฒนากฎหมายควรปรับปรุงการบังคับใช้กฎหมายด้านการจัดสรรงบให้คล่องตัวมากขึ้น โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนที่ซับซ้อนหรือใช้เวลานาน อาทิ มีกลไกอนุมัติงบกรณีพิเศษ หรือฉุกเฉินเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือความจำเป็นเร่งด่วน โดยไม่กระทบชุดสิทธิประโยชน์เดิม

    2.ด้านการจัดทำงบประมาณขาขึ้น-ขาลง สายงานขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ควรลดความซ้ำซ้อนของบทบาทสมาชิกระหว่างคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง ไม่ให้การพิจารณามาจากบุคคลกลุ่มเดิม เพื่อลดระยะเวลาการพิจารณาที่ไม่จำเป็น และเพิ่มความโปร่งใสในการจัดทำข้อเสนองบฯ

    เช่นเดียวกับกรณีการจัดทำหลักเกณฑ์การดำเนินงานและการบริหารจัดการกองทุน และสปสช.ส่วนกลางควรกระจายอำนาจการบริหารจัดการงบประมาณ อาทิค่าใช้จ่ายผู้ป่วยในทั่วไป ให้กับสปสช.เขต เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารกองทุนฯ และการตอบสนองความจำเป็นด้านสุขภาพในระดับพื้นที่

    3.ด้านการกำหนดชุดสิทธิประโยชน์ คณะทำงานพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ควรพิจารณาเพิ่มชุดสิทธิประโยชน์ตามหลักฐานเชิงประจักษ์ อาทิ ข้อมูลสถิติหรือผลวิจัยที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณะ และคณะทำงานพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ควรพิจารณาถอดถอนชุดสิทธิประโยชน์ที่ล้าสมัยและไม่คุ้มค่า
    และ 4. ด้านการตรวจสอบความผิดพลาดของการเบิกจ่ายค่าบริการ(AUDIT) ฝ่ายตรวจสอบก่อนการจ่ายชดเชยค่าบริการควรใช้เทคโนโลยี ในการตรวจสอบธุรกรรมการเบิกจ่ายให้เป็นไปอย่างอัตโนมัติในขั้นตอนแรก และเสริมด้วยการสุ่มตรวจสอบหลังจ่ายโดยบุคลากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดภาระหน่วยบริการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/health/public-health/1203209&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3u-Szwexq2WV9t57pls3A6

  • “นฤมล” ร่วมรับฟังปัญหา อุปสรรค การบริหาร “อาชีวศึกษาเอกชน” มอบสอศ.ดูแลแก้ไขระเบียบ ให้สอดคล้องการพัฒนาประสิทธิภาพ | TOPNEWS

    “นฤมล” ร่วมรับฟังปัญหา อุปสรรค การบริหาร “อาชีวศึกษาเอกชน” มอบสอศ.ดูแลแก้ไขระเบียบ ให้สอดคล้องการพัฒนาประสิทธิภาพ | TOPNEWS

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวตอนหนึ่งว่า ต้องการรับฟังปัญหาของหน่วยงานและผู้ปฏิบัติ ก่อนที่จะกำหนดนโยบายด้านการศึกษาอะไรออกไป และที่ผ่านมา ก็ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหามาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มเข้ามาทำงานที่ ศธ. ซึ่งก็พบว่ายังมีสิ่งที่ต้องการจะผลักดันให้สำเร็จหลายเรื่อง ได้แก่ การแก้ไขพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เพื่อช่วยขับเคลื่อนการศึกษาในระดับชาติ, การส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ทั้งในเรื่องของการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ โดยผลักดันการจัดตั้งสหกรณ์กลาง เพื่อรวมหนี้ครูไว้ที่เดียว และให้เงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ การปรับหลักเกณฑ์การประเมินเพื่อขอมี/เลื่อนวิทยฐานะอย่างเหมาะสม การปรับปรุงบ้านพักครู เป็นต้น

    “วันนี้ได้มีการหารือร่วมกันถึงปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานของสมาคมฯ หลายประเด็น เช่น ด้านรายได้ของโรงเรียน/วิทยาลัยของอาชีวะเอกชน ในส่วนที่มาจากเงินบริจาคของสถานประกอบการ ตามพระราชกฤษฎีกา (พรก.) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 768) พ.ศ. 2566 ที่ระบุให้นิติบุคคลได้รับการลดหย่อนภาษีจากเงินบริจาคให้แก่สถานศึกษา ได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ส่งผลให้สถานประกอบการบริจาคน้อยลง รวมทั้งปัญหาผู้เรียนลดลง และด้านกฎระเบียบที่เป็นข้อจำกัดของวิทยาลัย/โรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชน เปิดการเรียนการสอนในระดับ ปวช. และ ปวส. ด้วยแผนจัดการเรียนการสอนได้ไม่หลากหลายเหมือนสถานศึกษาอาชีวะของรัฐ เช่น หลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพเฉพาะ การจัดการเรียนการสอนอาชีวศึกษาทางไกลออนไลน์ และการใช้ระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit bank)” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1359425&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eTJUyfKUjIAxeVu4Udpy2

  • กระทรวงศึกษาธิการ – MOE

    กระทรวงศึกษาธิการ – MOE

    MOE E-Services

    บริการออนไลน์

    ข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสถานศึกษา

    ข้อมูลนักเรียน

    ข้อมูลครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสถานศึกษา

    ข้อมูลนักเรียน

    ข้อมูลครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ข่าวประกาศ

    announce

    ข่าวอื่นๆ

    NEWS & UPDATE

    • ทุนพระราชทาน มทศ.
    • ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง
    • กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)
    • ดูทั้งหมด

    26 ส.ค. 65

    22 ก.ย. 64

    เบื้องหลังความสำเร็จของครูดีเด่น “มนูญ ทิตย์วัลลี” ครูผู้ดูแลนักเรียนทุนพระราชทาน รุ่นที่ 9 ในโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. ปี 2563

    21 ก.ย. 64

    “ครูเกม” ทุนการศึกษาเฉลิมราชกุมารี (ตชด.)

    18 ก.ย. 64

    กระทรวงศึกษาธิการ พาไปพูดคุยกับ น.ส.เบญจวรรณ แสงเลื่อน นักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 9

    10 มี.ค. 65

    ประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาซื้อเครื่องปรับอากาศ แบบแยกส่วน ชนิดตั้งพื้นหรือชนิดแขวนขนาด 36,000 บีทียู จำนวน 20 เครื่อง

    10 มี.ค. 65

    ประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาจ้างจัดทำหนังสือที่ระลึกวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 130 ปี 1 เมษายน 2565

    25 ก.พ. 65

    ประกาศเผยแพร่แผนการจัดซื้อจัดจ้าง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เรื่องทำเข็มที่ระลึก เสมาคุณูปการ ประจำปี 2565

    23 ก.พ. 65

    ประกาศเชิญชวนเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายประสิทธิภาพสูงเพื่อจัดทำ Web server

    30 ก.ค. 67

    16 ก.พ. 66

    30 ต.ค. 62

    โครงการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) เพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรม เป้าหมาย และ 3 โครงสร้างพื้นฐาน ผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

    30 ต.ค. 62

    โครงการสร้างวินัยทางการเงินให้แก่ผูกู้ยืมเงิน กยศ. ด้วย e-Learning หลักสูตรเงินทองต้องวางแผน

    ข่าวประชาสัมพันธ์

    NEWS & UPDATE

    บทความที่น่าสนใจ

    ARTICLES

    Infographic

    หน่วยงาน ในสังกัด

    องค์กรหลัก

    องค์กรในกำกับ/องค์กรมหาชน

    สำนักงานรัฐมนตรี

    หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2593%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A3/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw343ydoZvfEWqEN2xDO-yxV

  • ตะลึง! สกสค.ค้างค่าลิขสิทธิ์พิมพ์หนังสือเรียน 200 ล.หนี้พุ่ง 6 พัน ล.

    ตะลึง! สกสค.ค้างค่าลิขสิทธิ์พิมพ์หนังสือเรียน 200 ล.หนี้พุ่ง 6 พัน ล.

    16 ตุลาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัย สส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธาน กมธ.ป.ป.ช. เป็นประธานในที่ประชุม มีวาระพิจารณาตรวจสอบ การจัดซื้อจัดจ้างของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (องค์การค้าของ สกสค.) โดยมี นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และผู้เกี่ยวข้องจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นผู้แทนเลขาธิการ กพฐ.เข้าชี้แจง กรณีที่ องค์การค้าของ สกสค.ค้างชำระค่าลิขสิทธิ์หลักสูตรหรือสื่อการเรียนรู้ที่ สพฐ.เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

    ช่วงต้น นายปรีติ เจริญศิลป์ สส.นนทบุรี พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะ กมธ.ป.ป.ช. คนที่ 5 ได้สอบถามถึงหลักการ ในการเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์หลักสูตร หรือสื่อการเรียนรู้กับหน่วยงานต่างๆ ที่นำไปผลิตหนังสือแบบเรียน และขอข้อมูลในส่วนค่าลิขสิทธิ์แบบเรียนหลักสูตร ที่องค์การค้าของ สกสค.ค้างชำระอยู่ 

    ตะลึง! สกสค.ค้างค่าลิขสิทธิ์พิมพ์หนังสือเรียน 200 ล.หนี้พุ่ง 6 พัน ล.

    ผู้แทน สพฐ. ชี้แจงว่า การเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์หลักสูตร หรือสื่อการเรียนรู้นั้น เป็นการดำเนินการตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์สื่อการเรียนรู้ใ นการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาปฐมวัย พ.ศ.2552 โดยกำหนดให้ สพฐ.นำส่งต้นฉบับพร้อมลิขสิทธิ์ ให้กับหน่วยงานที่ดำเนินการผลิตหนังสือแบบเรียน ซึ่งในส่วนขององค์การค้าของ สกสค. ที่มีหน้าที่ในการผลิตหนังสือแบบเรียนของกระทรวงศึกษาธิการทุกปีการศึกษา ต้องชำระค่าลิขสิทธิ์หนังสือแบบเรียนแยกตามระดับชั้น ในอัตราร้อยละ 3, 5, 10 และ 15
     

    โดยยอมรับว่า ปัจจุบัน องค์การค้าของ สกสค. ได้ค้างชำระค่าลิขสิทธิ์ต่างๆ ให้กับ สพฐ.อยู่ราว 200 กว่าล้านบาท โดยเป็นยอดค้างชำระสะสมมาตั้งแต่ปี 2559
     

    ผู้แทน สพฐ. ชี้แจงด้วยว่า ที่ผ่านมา สพฐ.ไม่ได้ทำการทวงถาม จึงไม่ทราบว่าเหตุใดองค์การค้าของ สกสค.จึงไม่ได้ชำระค่าลิขสิทธิ์ให้กับ สพฐ. มีเพียงช่วงโควิด-19 เท่านั้นที่แจ้งขอผลัดชำระเข้ามา อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงต้นเดือน ต.ค.2568 สพฐ.ได้ทำหนังสือแจ้งเตือน องค์การค้าของ สกสค. ให้ดำเนินการชำระค่าลิขสิทธิ์ที่ค้างชำระ พร้อมรายละเอียดเกี่ยวกับเบี้ยปรับ ซึ่งทางองค์การค้าของ สกสค.ก็ได้มีหนังสือแจ้งกลับมาว่า จะทยอยชำระให้เดือนละ 3 ล้านบาท และชำระร้อยละ 40 ของจำนวนจ้างพิมพ์

    อย่างไรก็ตามยอมรับว่า ที่ผ่านมา สพฐ.และองค์การค้าของ สกสค.ไม่ได้มีการทำสัญญา เกี่ยวกับการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์แบบเรียนระหว่างกัน ตามที่ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์สื่อการเรียนรู้ในการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาปฐมวัย พ.ศ.2552 กำหนด โดยยึดระเบียบกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าวเป็นหลักปฏิบัติเท่านั้น 

    ตะลึง! สกสค.ค้างค่าลิขสิทธิ์พิมพ์หนังสือเรียน 200 ล.หนี้พุ่ง 6 พัน ล.

    ทั้งนี้ กมธ.บางรายได้ตั้งข้อสังเกตว่า การที่องค์การค้าของ สกสค.ไม่ชำระค่าลิขสิทธิ์หลักสูตรหรือสื่อการเรียนรู้ให้แก่ สพฐ.ตามที่กำหนดในแต่ละปีนั้น ถือว่าไม่เป็นธรรมต่อหน่วยงานอื่นๆ ทั้งรัฐและเอกชนที่ผลิตและจำหน่ายหนังสือแบบเรียนเล่มที่ซ้ำกับองค์การค้าของ สกสค. แต่ชำระค่าลิขสิทธิ์หลักสูตรหรือสื่อการเรียนรู้ให้แก่ สพฐ.ตามกำหนดทุกปี ส่งผลให้องค์การค้าของ สกสค.มีต้นทุนการผลิตหนังสือแบบเรียนที่ต่ำกว่า

    จึงเสนอให้เชิญ กรมบัญชีกลาง มาสอบถามว่า การที่ สพฐ.ไม่ทวงถามหนี้ชำระค่าลิขสิทธิ์หลักสูตรจาก องค์การค้าของ สกสค. รวมถึงการที่องค์การค้าของ สกสค.ค้างชำระค่าลิขสิทธิ์มาเป็นเวลาเกือบ 10 ปีเข้าข่ายมีความผิด หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่อย่างไร รวมถึงอาจเข้าข่ายพฤติกรรมทุจริตด้วย

    รายงานข่าวแจ้งว่า ในการประชุมวันนี้ ทางผู้แทน สพฐ.ไม่ได้เตรียมเอกสารต่างๆ ที่อ้างอิงมาประกอบการชี้แจง โดยระบุว่า เพิ่งได้รับมอบหมายเลขาธิการ กพฐ.ให้มาชี้แจงต่อ กมธ.ป.ป.ช.อย่างกะทันหัน ทางที่ประชุม กมธ.ป.ป.ช. จึงได้ขอให้ทาง สพฐ.นำส่งเอกสารต่างๆ ให้ กมธ.ป.ป.ช.โดยเร็ว และจะเชิญ เลขาธิการ กพฐ.มาชี้แจงในประเด็นนี้อีกครั้ง พร้อมทั้งเชิญ อธิบดีกรมบัญชีกลาง มาให้ข้อมูลประกอบในการประชุม กมธ.ป.ป.ช.ในวันที่ 22 ต.ค.2568 ด้วย
     

    อึ้ง!! องค์การค้า สกสค.หนี้พุ่งกว่า 6,000 ล. บอร์ด.สกสค.อนุมัติงบฯ 3,000 ล.ให้บริหารจัดการ สั่งทำแผนจัดการหนี้
     

    มีรายงานว่า วานนี้ (15 ต.ค.) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ได้เผยถึงผลการประชุม บอร์ด สกสค.และคณะกรรมการองค์การค้า สกสค.ว่า บอร์ด สกสค.ได้อนุมัติกรอบงบประมาณของ สกสค.ปี 2569 ในวงเงินกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งจำนวนนี้มีงบฯ องค์การค้า สกสค.รวมอยู่ด้วย

    นอกจากนี้ที่ประชุมยังมอบหมายให้องค์การค้า สกสค.ไปทำแผนปรับโครงสร้างหนี้ รายงานให้ที่ประชุมทราบทุกครั้ง ว่ามีความคืบในการบริหารจัดการหนี้อย่างไรบ้าง เพราะขณะนี้ องค์การค้า สกสค.มีหนี้สินค่อนข้างสูงมากถึง 6,000 กว่าล้านบาท ไม่รู้ว่าหนี้จะลดลงเมื่อไหร่ จะต้องให้ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมืออาชีพมาให้คำแนะนำ ส่วนเรื่องการพิมพ์หนังสือแบบเรียนที่องค์การค้าฯ เคยได้ลิขสิทธิ์พิมพ์หนังสือเรียนนั้น เรื่องนี้ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานก็ถามอยู่ สัปดาห์หน้าองค์การค้าฯ จะเสนอแผนการพิมพ์มาเข้าที่ประชุม เพื่อเตรียมการได้ทันก่อนเปิดภาคเรียน 

    ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ

    สส.ปชน.ซัด องค์การค้าของ สกสค.ใช้งบปลวกกินหนังสือ-องค์กรเสือนอนกิน? 
     

    สำหรับองค์การค้าของ สกสค. เป็นหน่วยงานในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ซึ่งเป็น “นิติบุคคลในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ” มีหน้าที่ผลิตและจำหน่ายหนังสือ สื่อการเรียนการสอน และอุปกรณ์การเรียน โดยซื้อลิขสิทธิ์จาก สพฐ. เดิมใช้ชื่อ “องค์การค้าของคุรุสภา” หลายปีมานี้ การพิมพ์หนังสือแบบเรียนขององค์การค้า สกสค. มีการจัดประกวดราคาปีละราวๆ 1,000 ล้านบาท แต่มีปัญหาเรื่องการตั้งเงื่อนไขการประมูล หรือ ทีโออาร์ ทำให้ถูกเอกชนบางรายฟ้องศาลปกครอง และร้องเรียนไปยังกรมบัญชีกลางว่า ทีโออาร์ที่ออกมามีลักษณะกีดกัน ไม่เป็นธรรม และขัดต่อระเบียบกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

    ซึ่งปรากฏว่า องค์การค้าของ สกสค. ถูกกรมบัญชีกลางวินิจฉัยว่า ออกทีโออาร์ขัดต่อกฎหมายถึง 7 ครั้ง จนต้องยกเลิกการประกวดราคา หรือประกาศผู้ชนะการประกวดราคาหนังสือแบบเรียนไปหลายรายการ ทำให้บางปีไม่สามารถจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนบางสาขาวิชาได้ทัน

    นอกจากนี้ ในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ช่วงที่ผ่านมา สส.ธีรัจชัย พันธุมาศ สส.ของพรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงการจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียน ขององค์การค้าของ สกสค. ที่มีปัญหามาต่อเนื่องหลายปี และมีลักษณะเป็น “องค์กรเสือนอนกิน” เพราะไม่ได้ซื้อลิขสิทธิ์ไปจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนเอง แต่ไปเปิดประมูลให้โรงพิมพ์เอกชนพิมพ์แทน แล้วนำไปตั้งราคาปกจำหน่ายในราคาสูง แต่ก็ไม่ได้จำหน่ายเอง ไปมอบให้มีผู้จัดจำหน่ายแทน และมีส่วนแบ่งรายได้จากราคาปก ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองต้องซื้อหนังสือแบบเรียนแพงเกินจริง หรือเรียกว่า “งบปลวกกินหนังสือ”

    ขณะที่หนังสือเรียนส่วนใหญ่ ก็เป็นหนังสือที่โรงเรียนในสังกัด สพฐ.ต้องจัดซื้ออยู่แล้ว ซึ่งก็เป็นการนำงบประมาณของรัฐมาจัดซื้อหนังสือแบบเรียนในราคาแพงนั่นเอง โดยมีการอ้างอิงตัวเลขงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการในส่วนนี้ว่า มีถึงราวๆ ปีละ 5,000 ล้านบาท ซึ่งหากกระทรวงศึกษาธิการ หรือ สพฐ.สามารถจ้างโรงพิมพ์เอกชนพิมพ์ได้เอง และจัดส่งไปยังโรงเรียนต่างๆ เอง จะทำให้ประหยัดงบประมาณได้อีกมหาศาล ถึงขนาดมีการตั้งคำถามทำนองว่า องค์การค้าของ สกสค.มีไว้ทำไม เพราะเป็นเพียงแค่ตัวกลางในการเปิดประกวดราคาจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียน และเป็นตัวกลางให้เอกชนอีกกลุ่มหนึ่งนำไปจำหน่าย แต่ผลประกอบการของหน่วยงานเองกลับขาดทุน มีหนี้สินสะสมหลายพันล้านบาท 

    ตะลึง! สกสค.ค้างค่าลิขสิทธิ์พิมพ์หนังสือเรียน 200 ล.หนี้พุ่ง 6 พัน ล.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378968170&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3a1IvC5-lqGOUVy0cyPYk-

  • นักศึกษานิติศาสตร์ SPU เปิดโลกการเรียนรู้ที่ “รัฐสภา” – คณะนิติศาสตร์

    นักศึกษานิติศาสตร์ SPU เปิดโลกการเรียนรู้ที่ “รัฐสภา” – คณะนิติศาสตร์

    🎓👩‍⚖️ นักศึกษานิติศาสตร์ SPU เปิดโลกการเรียนรู้ที่ “รัฐสภา”
    📅 วันที่ 16 ตุลาคม 2568

    คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม
    นำนักศึกษาเข้าศึกษาดูงาน ณ รัฐสภาไทย
    เพื่อเรียนรู้บทบาทหน้าที่ของ ฝ่ายนิติบัญญัติ ✨

    🔹 เสริมสร้างประสบการณ์จริงนอกห้องเรียน
    🔹 ก้าวสู่การเป็น “นักกฎหมายยุคใหม่ ที่รู้เท่าทันสังคมและการเมือง” 💼📚

    📌 กิจกรรมการเรียนรู้ในครั้งนี้
    ✔️ ชมประชุมสภาผู้แทนราษฎร
    ✔️ เครื่องยอด
    ✔️ พิพิธภัณฑ์รัฐสภา
    ✔️ ชมวีดิทัศน์ “รัฐสภาไทย”

    #SPULAW #เรียนกับตัวจริงประสบการณ์จริง #นิติศาสตร์ศรีปทุม #spuAIเพื่อนซี้24ชม.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/law/archives/21950&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gcc2j15TvlI7vHFyYUcap

  • ถอดวิธีคิดกว่าจะเป็นงาน SX2025 มหกรรมความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

    ถอดวิธีคิดกว่าจะเป็นงาน SX2025 มหกรรมความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

    ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ในช่วง 26 กันยายน – 5 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา คึกคักไปด้วยผู้เข้าร่วมกว่า 9 แสนคน ทั้งที่รับชมทางออนไลน์ และมาเยือนในงาน SUSTAINABILITY EXPO 2025 หรือ SX2025 ตลอด 10 วันและปิดฉากลงอย่างสวยงาม

    ไม่ใช่เพียงแค่คนไทย งานในครั้งนี้ยังเป็นจุดหมายปลายทางของคนทั่วโลก ในฐานะ ‘มหกรรมด้านความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้’ โดย บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด, เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), เอสซีจี, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และเครือข่าย TSCN (Thailand Supply Chain Network) พร้อมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา รวมทั้งภาคประชาสังคมและองค์กรระหว่างประเทศ 

    The Clould มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ ต้องใจ ธนะชานันท์ ผู้อำนวยการคณะจัดงาน SUSTAINABILITY EXPO 2025 (SX2025) หนึ่งในผู้ขับเคลื่อนที่สำคัญของงานนี้ กับเรื่องราวใหม่ ๆ บนความมุ่งมั่นตั้งใจเดิมที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง จนเกิดผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม และเธอยินดีถ่ายทอดให้ฟังผ่านบทความนี้

    เริ่มต้นจากธีม ‘Sufficiency for Sustainability พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก’ ที่น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาเรียงร้อย เชื่อมโยง และถ่ายทอดผ่านทุกองค์ประกอบของงาน เพื่อสร้างการตื่นรู้ ตระหนักถึงความสำคัญ มองความพอเพียงอย่างเข้าใจ และปรับให้เข้ากับบริบทของยุคสมัยมากยิ่งขึ้น

    “ในวันเปิดงาน SX2025 มีการเสวนาที่น่าสนใจมาก เราคุยกันว่าหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนี้จะนำไปใช้กับโลกธุรกิจได้อย่างไร จะนำไปใช้กับงานชุมชนต่างประเทศได้จริงหรือไม่ จริง ๆ แล้วนี่คือหลักธรรมาภิบาล หรือ Governance ที่เราพูดถึงกัน มีความเป็นสากลอยู่แล้ว

     “มีการตีความคำว่า พอเพียง หรือ Sufficiency ที่เชื่อมโยงกับคำว่า พอ หรือ Enough คือถ้าเรารู้จักพอ เราก็จะไม่ทำอะไรที่เกินตัว ไม่บริโภคเกินกว่าที่ควรจะเป็น” ต้องใจอธิบาย

    ผู้จัดงาน SX2025 นำหลักคิดของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปพูดคุยในเวทีโลกอย่างต่อเนื่อง และยกระดับสู่การมอบรางวัล SEP (Sufficiency Economy Philosophy) Award เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนทั่วโลกได้เรียนรู้และนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ประโยชน์ โดยมอบให้กับทีมที่เข้าสู่รอบสุดท้ายของ Enactus World Cup 2025 มีเงินรางวัลสูงถึง 9,100 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทางผู้จัดงานจะมอบให้ต่อเนื่องทุกปีจนถึงปี 2030 ตามที่ตั้งใจเอาไว้

    “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเปรียบเสมือนศีล 5 ถ้าโลกนี้ไม่มีศีล 5 โลกก็จะวุ่นวาย เบียดเบียนกัน ลองนึกถึงโลกที่คนไม่รักษาสัจจะดูว่ามันจะเป็นอย่างไร หรือถ้าคุณบริหารธุรกิจแต่ไม่ใช้องค์ความรู้ ไม่มีจริยธรรม ทำอะไรเกินตัว ก็จะอยู่กันไม่ได้” ต้องใจเสริม

    เวทีสำหรับเยาวชน คือเรื่องใหม่ในปีนี้ที่ผู้จัดตั้งใจสะท้อนมิติความร่วมมือในเวทีต่างประเทศ โดยจับมือกับ Enactus องค์กรไม่แสวงหากำไรจากสหรัฐอเมริกา เชื่อมโยงเด็กนักเรียน ผู้นำด้านการศึกษา และผู้ประกอบการเข้าด้วยกันภายใต้เครือข่าย 35 ประเทศทั่วโลก ซึ่งเยาวชนผู้เข้าร่วมโครงการจะได้เดินทางไปต่างประเทศ เพื่อศึกษาทำความเข้าใจวิถีชีวิตที่แตกต่าง และนำไปสู่การริเริ่มเพื่อการเปลี่ยนแปลง 

    ในงาน SX2025 นี้ Enactus World Cup 2025 presented by ThaiBev เป็นการประกวดโครงการที่มีเยาวชนจาก 32 ประเทศ รวมแล้วกว่า 2,000 คนเข้าร่วม มาแข่งขันกัน 2 วันเต็ม โดยเด็กกลุ่มนี้จะได้เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งสอดรับกับเป้าหมายการที่พัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ และเยี่ยมชมงาน SX2025 อย่างครบถ้วน

    ผู้คว้าแชมป์การแข่งขัน Enactus World Cup 2025 คือมหาวิทยาลัยเซนต์แมรี ประเทศแคนาดา ด้วยโครงการวิสาหกิจเพื่อสังคม Square Roots ช่วยเหลือผลผลิตทางการเกษตรส่วนเกินจากฟาร์ม และ Alaagi พัฒนาวัสดุทดแทนพลาสติกจากสาหร่ายทะเลที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ 

    นอกจากนี้ ยังมีทีมจากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี University of Münster ได้รับรางวัล SEP Award จากโครงการ Seads นวัตกรรมหญ้าทะเลที่ช่วยดูดซับคาร์บอนได้มากกว่าพืชทั่วไปถึง 5 เท่า โดยใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์เข้ามาช่วย ต่อยอดไปสู่ธุรกิจให้เช่าซื้อหุ่นยนต์และอาหารคุณค่าสูงจากหญ้าทะเล

    เนื้อหาในงาน SX2025 เน้นความเป็นสากลและเชื่อมกับเวทีโลกมากขึ้น มีวิทยากรและผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายวงการกว่า 800 คน ครอบคลุมทั้งเวทีหลัก เวทีพันธมิตร และงานสำหรับภาคธุรกิจ (B2B) โดยมีองค์กรระหว่างประเทศเข้ามาร่วมทำงานถึง 14 องค์กร มีพื้นที่จากตัวแทนประเทศต่าง ๆ มาจัดแสดงเพิ่มมากขึ้น เช่น ประเทศจีนที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา ปัญญาประดิษฐ์ และสิ่งแวดล้อม ขณะที่กลุ่มธนาคารโลก หรือ World Bank Group มาร่วมหารือเพื่อผลักดันเรื่องการดำเนินงานด้านการจัดการน้ำและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยที่ต้องอาศัยการทำงานกับภาครัฐร่วมด้วยเพื่อเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงมากขึ้น

    นอกจากนี้ยังเปิดเวทีให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งกระบวนการ จากเดิมที่เน้นไปที่การทำธุรกิจโดยตรงสู่ผู้บริโภค (B2C) เพิ่มบทบาทของธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) ที่เกี่ยวเนื่องกันในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะเห็นการเปลี่ยนแปลงจากจุดที่ผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง สู่การปรับตัวของธุรกิจขนาดเล็กให้เข้ากับกระบวนการธุรกิจขององค์กรขนาดใหญ่ 

    “สิ่งที่เราเพิ่มขึ้นมาในปีนี้ก็คือบริเวณชั้น 1 และชั้น 2 ของงาน มีงานเสวนาและการประชุมมากขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้ให้กับกลุ่มองค์กร มีเนื้อหาที่เจาะลึก เฉพาะทางมากขึ้น ทั้งฝั่งที่เป็นธุรกิจกับธุรกิจ และฝั่งของธุรกิจกับภาครัฐ (B2G) ด้วย” 

    ภายในงาน จัด TSCN Business Partner Conference 2025 เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานของพันธมิตรทางธุรกิจเข้าด้วยกัน เริ่มจากกลุ่มผู้ก่อตั้งจาก 10 องค์กร จากนั้นแต่ละองค์กรส่งซัพพลายเออร์ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กที่ทำธุรกิจที่เป็นตัวอย่างที่ดีด้านความยั่งยืนมาร่วมประกวด โดยปีนี้มีผู้ได้รับรางวัล SX TSCN Sustainability Award 36 ราย 

    “สิ่งที่เราพยายามทำเรื่องแนวปฏิบัติหรือ Code of Conduct ให้ชัดเจน คือถ้าอยากทำมาค้าขายกับผู้ประกอบการรายใหญ่ของ TSCN คุณต้องมีหน้าตาประมาณนี้ หมายถึงต้องมีแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืนที่ชัดเจน ก็จะได้เข้ามาอยู่ในรายชื่อซัพพลายเออร์ในห่วงโซ่อุปทานของเรา” ต้องใจเล่า

    หนึ่งในไฮไลต์ของงาน SX ทุกปี คือร้านอาหารชื่อดังและร้านอาหารฝีมือเชฟ ที่มารวมตัวกัน 163 ร้าน กับแนวคิด World Food Collaborations ที่ต้องใจบอกว่าถึงจะไม่ใช่มหกรรมอาหารก็ใกล้เคียงมาก โดยจัดคู่กับตลาดสินค้าคุณภาพที่สนับสนุนงานฝีมือและเศรษฐกิจชุมชน 

    ทางผู้จัดงาน SX2025 ต้องหมั่นตรวจตรา ตรวจสอบผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่การขายไปถึงการคัดแยกขยะ โดยที่ไม่เก็บค่าเช่าสถานที่แม้แต่บาทเดียว

    “อาหารเหลือทิ้ง เราก็นำไปแยกอย่างถูกวิธี มีเครื่องบริการที่จุดทิ้ง เราตรวจสอบได้ว่าสร้างขยะกี่ร้อยกิโลกรัมต่อวัน เราพยายามลดทั้งบรรจุภัณฑ์และของเสียจากอาหารด้วย นอกจากนี้ ยังเก็บข้อมูลจากยอดขายสินค้าในงานเพื่อนำมาเปรียบเทียบว่าเราทำได้ดีขึ้นหรือไม่ ในงานเราก็มีลงนาม MOU เรื่องบรรจุภัณฑ์และการรีไซเคิลกันด้วย ”

    ภายใต้โครงการ SX Waste Management ผลลัพธ์การคัดแยกขยะทุกประเภทออกมาเป็นเป็นตัวเลขชัดเจน แบ่งเป็นเศษอาหาร (Food Waste) 9,173 กิโลกรัม ขวด PET 105,452 ขวด กระป๋องอะลูมิเนียม 48,733 กระป๋อง ขวดแก้ว 17,565 ขวด และกล่องกระดาษลูกฟูก 11,966 กล่อง

    ขยะส่วนอื่นนำไปผ่านกระบวนการเผาเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงาน โดยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 36 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

    เป็นไปไม่ได้ที่การขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้นจะเกิดขึ้นได้ เพียงเพราะการจัดงานขนาดใหญ่เพียงครั้งเดียว ทำโดยองค์กรเดียว แต่ต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในทุกระดับที่จับมือกัน เริ่มจากตระหนักถึงปัญหา มองเห็นหนทางข้างหน้า และก้าวต่อไปบนหลักการเพื่อความยั่งยืน

    มีผู้เปรียบเทียบไว้ว่าภาคเอกชนที่มีบทบาทสำคัญนั้นเสมือนผู้ลงมือทำ (Doer) โดยมีการสนับสนุนของผู้บริโภค (Consumer) และมีภาครัฐเป็นผู้ประสานและอำนวยความสะดวก (Facilitator) ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำเองขาใดขาหนึ่ง เพียงแต่ว่าสัดส่วนการลงมือลงแรงนั้นอาจจะต่างกัน

    “จริง ๆ ไม่มีสูตรตายตัวค่ะ ที่ยุโรป ภาครัฐเขาออกมานำชัดเจนมาก ภาครัฐเขาเข้มแข็ง ไม่ใช่ในแง่การเมือง แต่หมายถึงด้านข้อมูลและการบริหารประเทศ หลักการในการบริหารประเทศเขาค่อนข้างชัด และกฎระเบียบกับการบังคับใช้กฎหมายสร้างการเปลี่ยนแปลงและสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นจริง ๆ

    “ส่วนในฝั่งภูมิภาคแถวบ้านเรา รัฐบาลสิงคโปร์เขานำอย่างโดดเด่น เวียดนามก็เช่นกัน แต่ของไทยอาจต่างออกไป ความชัดเจนของแกนและความต่อเนื่องของนโยบายอาจจะยังต้องทำเพิ่ม ดังนั้น คนที่ลงมือทำส่วนใหญ่คือภาคเอกชนที่ทำไม่น้อยกว่า 50% ของเรื่องพวกนี้ เราเข้าใจบริบทของประเทศไทย เพียงแต่ถ้าเอกชนทำ ก็อยากให้รัฐบาลรับลูก อาจจะทำสัก 35% ก็ได้ค่ะ แล้วที่เหลือประมาณ 15% ก็เป็นการปรับตัวของผู้บริโภค” ต้องใจสรุปได้น่าสนใจ

    นี่คืองานที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 และกำลังมุ่งหน้าสู่ SX2026 ที่จะไม่จำกัดเพียงแค่ 10 วันของการจัดงาน แต่ต่อยอดเป็นแรงบันดาลใจและผลลัพธ์ตลอดทั้งปี เมล็ดพันธุ์แห่งปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่หว่านไว้ในใจเยาวชนและผู้เข้าร่วมงาน จะยังคงเติบโต งอกงาม และผลิบานมากขึ้นในทุก ๆ ปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://readthecloud.co/sx2025/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zbAK2BiCH-nFuxxnv2fLR

  • ขอเชิญร่วมงาน

    ขอเชิญร่วมงาน

    ขอเชิญร่วมงาน ” วันหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก ” งานสร้างเสริมคนดีมีคุณธรรม ครั้งที่ ๓๗ ของมูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ในพระราชูปถัมภ์ ฯ วันเสาร์ที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๘


    16/10/2568 | 99 |

    หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ใน พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร ได้รับการประกาศยกย่องจากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ในรอบ 100 ปี ชาตกาล ในปี 2558  ในฐานะผู้มีผลงานดีเด่นด้านสังคมสงเคราะห์ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาชุมชน และการศึกษาด้านวัฒนธรรม  เนื่องด้วยได้ประกอบคุณงามความดีเป็นอเนกประการ แก่ประเทศชาติและชาวโลก เป็นคนไทยคนเดียว และคนเอเชียคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ประธานสภาสตรีระหว่างประเทศ (สภาสตรีโลก) ซึ่งมีองค์การสมาชิกถึง 75 ประเทศ ระหว่างปี 2519- 2522 ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจ และนำชื่อเสียงเกียรติภูมิมาสู่สตรีไทย และประเทศไทยอย่างยิ่ง  ในรอบ 137 ปี (ณ ปี 2568) อีกทั้งเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติของนักสังคมสงเคราะห์ นักพัฒนาสังคมผู้เสียสละ เป็นผู้นำสตรีที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ริเริ่มงานระดับชาติจำนวนมาก ตั้งแต่ 50 กว่าปีที่แล้ว ซึ่งเป็นงานสาธารณกุศลที่ส่งเสริมสนับสนุนงานของรัฐบาล ซึ่งงานเหล่านั้นยังจำเป็น และมีคุณค่ากับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งยังดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่ออำนวยคุณประโยชน์ในการพัฒนาคน สังคม และประเทศชาติจนถึงทุกวันนี้

    รางวัล “ หม่อมงามจิตต์  บุรฉัตร  บุคคลสำคัญของโลก” เป็นรางวัลสร้างเสริมคนดีมีคุณธรรม ที่มูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ในพระราชูปถัมภ์ฯ  จัดมอบให้แก่บุคคลสาขาอาชีพต่าง ๆ ทั่วประเทศ  เพื่อเชิดชูเกียรติ และรำลึกในความสามารถ ในคุณความดีของหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก ที่มีผลงานเป็นคุณประโยชน์แก่สังคมจนเป็นที่ยกย่องยอมรับทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ และเพื่อเป็นการยกย่องบำรุงขวัญให้กำลังใจแก่ผู้ได้รับคัดเลือกเข้ารับรางวัล “ หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร  บุคคลสำคัญของโลก ” ทั่วประเทศที่มีความตั้งใจจริง เสียสละในการปฏิบัติหน้าที่ภารกิจต่าง ๆ ที่รับผิดชอบด้วยจิตใจที่เปี่ยมล้น ด้วยคุณธรรมอันประเสริฐ อีกทั้งเพื่อส่งเสริมให้บุคคลเหล่านั้น เกิดความภาคภูมิใจในอาชีพการงานของตน และเป็นแรงจูงใจ เป็นตัวอย่างแก่เพื่อนร่วมอาชีพเดียวกัน บุคคลทั่วไป รวมทั้งอนุชนรุ่นหลังที่จะมุ่งมั่นปฏิบัติงานให้มีคุณภาพและมีคุณธรรมยิ่งขึ้น อันจะส่งผลดีต่อการพัฒนาเยาวชน สังคม และประเทศชาติโดยส่วนรวมด้วย

    รางวัล  “หม่อมงามจิตต์  บุรฉัตร  บุคคลสำคัญของโลก”  ประจำปี 2568  มอบให้แก่ผู้ได้รับ การคัดเลือกประเภทต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวม  174  คน ดังนี้ 
    1. ประเภท ประธานคณะกรรมการอุปการะเยาวชนส่วนภูมิภาค (นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย) ของมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ  เพื่อเยาวชน  ในพระบรมราชินูปถัมภ์  จำนวน  1  คน
    2. ประเภท ประธานคณะกรรมการอุปการะเยาวชนประจำจังหวัด (ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัด) และประจำกรุงเทพมหานคร ของมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ จำนวน  11  คน
    3. ประเภท ผู้บำเพ็ญประโยชน์ดีเด่นแก่ประชาชนและสังคม จำนวน 51 คน
    – ตำรวจจราจร จำนวน 10 นาย
    – พนักงานกวาดถนน จำนวน 6 คน
    – พนักงานขับรถโดยสารประจำทาง องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) 
    จำนวน 10 คน
    – พนักงานขับรถโดยสารประจำทาง บริษัท ขนส่ง จำกัด จำนวน 9 คน
    – ผู้ปฏิบัติงานด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จำนวน 10 คน  
    – พลเมืองดี และจิตอาสาดีเด่น จำนวน 6 คน
    4. ประเภท อาจารย์ระดับอุดมศึกษาผู้ทรงคุณธรรมมีผลงานดีเด่น ในการพัฒนาคุณธรรม และจริยธรรมของนิสิต นักศึกษาระดับอุดมศึกษา จำนวน 7 คน
    5. ประเภท ครู หรือ เจ้าหน้าที่ ในจังหวัดผู้รับผิดชอบงานของมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเมตตาจิตที่คู่ควรแก่การยกย่อง จำนวน 63 คน จาก 54 จังหวัด
    6. ประเภท คนพิการดีเด่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิต จำนวน 7 คน
    7. ประเภท หมู่บ้านหัตถกรรมดีเด่น จำนวน 12 หมู่บ้าน และ ผู้นำหมู่บ้านหัตถกรรมดีเด่น  จำนวน 2 คน
    8. ประเภท ผู้ปฏิบัติงานดีเด่นในเหตุการณ์แผ่นดินไหว ตึกถล่ม กรุงเทพมหานคร จำนวน 20 คน

    สำหรับผู้ได้รับรางวัล “หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร” บุคคลสำคัญของโลก ในจังหวัดต่าง ๆ ประเภทครู หรือ เจ้าหน้าที่ ในจังหวัดที่ดูแลเยาวชนรับทุนมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ  มูลนิธิฯ ได้เชิญให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดนั้น ๆ เป็นผู้มอบรางวัล ต่อไป เพื่อไม่เป็นภาระในการเดินทางของผู้ได้รับรางวัล

    ขอเชิญร่วมงาน ” วันหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก ” งานสร้างเสริมคนดีมีคุณธรรม ครั้งที่ ๓๗ ของมูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ในพระราชูปถัมภ์ ฯ วันเสาร์ที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๘ ซึ่งเป็นวันครบรอบที่หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ถึงแก่อนิจกรรม ณ หอประชุมกรมประชาสัมพันธ์ ชอยอารีย์สัมพันธ์ โดยได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานในงาน เพื่อมอบรางวัล ” หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก ” แก่ผู้บำเพ็ญคุณประโยชน์ดีเด่นแก่ประเทศชาติในสาขาต่าง ๆ ทั่วประเทศ และขอเชิญเลือกชื้อผลิตภัณฑ์หัตถกรรมดีเด่นจากทุกภาค ราคาย่อมเยา และผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปจาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    #วันหม่อมงามจิตต์_บุรฉัตร_บุคคลสำคัญของโลก
    #๑๘ตุลาคม๒๕๖๘ #หอประชุมกรมประชาสัมพันธ์_ชอยอารีย์
    ข้อมูลเพิ่มเติม : 

    https://www.facebook.com/share/p/1GFeybUgxz/

    https://www.facebook.com/share/p/17HusMW6pu/

    https://www.facebook.com/share/p/19czg6U1rv/


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/432168&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ueb2OhhPzdWuAMhXWJdHF

  • ตรวจสลากออมสิน 16/10/68 สลากออมสินพิเศษ 1 ปี งวด 16 ตุลาคม 2568

    ตรวจสลากออมสิน 16/10/68 สลากออมสินพิเศษ 1 ปี งวด 16 ตุลาคม 2568

    ตรวจสลากออมสิน 16/10/68 ผลการออกเลขสลากจ่ายคืน สลากออมสินพิเศษ 1 ปี หวยออมสิน งวดวันที่ 16 ตุลาคม 2568

    อันดับที่ 1 ออก 1 ครั้ง 1 อันดับ อันดับละ 10,000,000 บาท

    งวดที่ 607 T 1807159

    อันดับที่ 2 ออก 1 ครั้ง 1 อันดับ อันดับละ 1,000,000 บาท

    งวดที่ 607 W 7092411

    อันดับที่ 3 ออก 5 ครั้ง 3,465 อันดับ อันดับละ 10,000 บาท

    0127525 2010181 2614531 7228504 7305131

    อันดับที่ 4 ออก 10 ครั้ง 6,930 อันดับ อันดับละ 3,000 บาท

    3397307 3835132 3920272 4608278 4962805
    6511169 9348910 9453889 9480684 9788454

    อันดับที่ 5 ออก 15 ครั้ง 10,395 อันดับ อันดับละ 1,000 บาท

    0381683 1189227 2087937 3158010 3396918
    3854572 5658166 6158334 6492402 6542910
    6570306 7622537 7953855 9051697 9432554

    เลขท้าย 4 ตัว ออก 1 ครั้ง 681,435 อันดับ อันดับละ 200 บาท

    1760

    เลขท้าย 3 ตัว ออก 1 ครั้ง
    งวดที่ 607 – 619 5,563,192 อันดับ อันดับละ 80 บาท
    งวดที่ 620 – 621 661,293 อันดับ อันดับละ 70 บาท
    งวดที่ 622 – 623 381,422 อันดับ อันดับละ 60 บาท
    งวดที่ 624 – 625 207,682 อันดับ อันดับละ 50 บาท

    160

    รางวัลเพื่อการศึกษา ออก 5 ครั้ง 5 อันดับ อันดับละ 30,000 บาท

    1978000 1988308 2030426 2036749 2053422

    387273

    497283

    อ่านข่าวสลากออมสิน เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/944099/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZpnzPFLwBTvO_OLXCzTUO

  • ‘นฤมล’ มอบรางวัล ‘ครูเจ้าฟ้ามหาจักรี’ เร่ง ยกระดับผลสัมฤทธิ์ เพื่อเด็กไทย

    ‘นฤมล’ มอบรางวัล ‘ครูเจ้าฟ้ามหาจักรี’ เร่ง ยกระดับผลสัมฤทธิ์ เพื่อเด็กไทย

    ข่าวทั่วไป

    ‘นฤมล’ มอบรางวัล ‘ครูเจ้าฟ้ามหาจักรี’ เร่ง ยกระดับผลสัมฤทธิ์ เพื่อเด็กไทย

    16 ต.ค. 2025 เวลา 18:35 น.

    “นฤมล” มอบรางวัลแก่ “ครูเจ้าฟ้ามหาจักรี“ รุ่นที่ 6 ปี 2568 ชื่นชมครูไทยช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงเด็กในพื้นที่ห่างไกล ฝากองค์กรหลัก ศธ.ขยายผลครูดีสู่นักเรียนทั่วไทย

    นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการมอบรางวัลให้แก่ครูเครือข่ายมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี (ครูไทย) รุ่นที่ 6 ปี 2568 (Princess Maha Chhakri Award Ceremony) ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม 2 เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี จัดโดยมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และครูที่ได้รับรางวัล ประกอบด้วย รางวัลคุณากร รางวัลครูยิ่งคุณ และรางวัลครูขวัญศิษย์ รวมกว่า 200 คน เข้าร่วม

    นางนฤมล กล่าวแสดงความยินดีและชื่นชมครูทุกคนที่มาร่วมรับรางวัลด้วยความภาคภูมิใจในครั้งนี้ พร้อมกล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีว่า ในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการศึกษา เปลี่ยนไปตามเทคโนโลยี เด็กและเยาวชนของเราไม่ได้เรียนรู้กับครูเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่ออยากรู้อะไร ก็มักจะไปถามจาก AI ทั้ง Google, Chat GPT จนบางครั้งอาจถูกมองว่า อาชีพครูเป็นอีกอาชีพที่ถูก Distruption แต่การที่ครูกว่า 200 คน ได้รับรางวัลในครั้งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นว่า ความเป็นครูไม่ได้ทำเพียงการสอนวิชาการในสาขาต่างๆ เท่านั้น แต่ครูยังมีบทบาทสำคัญในการบ่มเพาะ ขัดเกลาจิตใจของเด็ก และที่สำคัญที่สุดคือ ครูเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตของเด็กๆ ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ทุรกันดาร ซึ่ง AI คงทำไม่ได้ ถ้าไม่มีครูเป็นผู้ชี้แนะ

    ‘นฤมล’ มอบรางวัล ‘ครูเจ้าฟ้ามหาจักรี’ เร่ง ยกระดับผลสัมฤทธิ์ เพื่อเด็กไทย

    “ขอฝากให้กำลังใจกับครูทุกท่านในการก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคปัจจุบัน ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ โดยยังดำรงหลักการ ในการถ่ายทอดความรู้และการดูแลเด็กๆ ไม่ใช่เฉพาะด้านวิชาการ แต่ดูแลไปถึงจิตใจ ชีวิตความเป็นอยู่ และยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับพวกเขาด้วย เชื่อว่าวิชาชีพครูจะไม่มีวันหมดไปจากสังคมไทยแน่นอน พร้อมกันนี้ขอแสดงความขอบคุณทุกภาคส่วน ที่ได้มีส่วนร่วมในการคัดเลือกและกลั่นกรองผู้ที่ได้รับรางวัล ซึ่งทราบว่าเป็นกระบวนการที่เข้มข้นตั้งแต่ระดับจังหวัดมาจนถึงระดับภูมิภาค ซึ่งก็ถือเป็นความภาคภูมิใจของตัวครู ครอบครัว และสถานศึกษา และท้ายสุดขอขอบคุณมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ที่สามารถดำเนินงานได้สำเร็จลุล่วงตามเจตนารมณ์ และเป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญในการสรรหาและคัดเลือกครูดีในทุกจังหวัด เพื่อที่ครูเหล่านี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับเพื่อนครูและ นักศึกษาครูในอนาคต ที่จะร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับชีวิตลูกศิษย์ และสร้างคุณูปการต่อการศึกษา” นางนฤมล กล่าว

    นางนฤมล กล่าวอีกว่า ได้มอบหมายให้องค์กรหลักทั้งสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หารือร่วมกันเพื่อวางแผนต่อยอดครูที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ เพื่อขยายผลให้เกิดการเรียนรู้และการนำไปปฏิบัติสู่นักเรียนทั่วประเทศ ที่จะเป็นการยกระดับผลสัมฤทธิ์ และสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาต่อไป ในส่วนตัวเองก่อนเข้างานก็ได้รับฟังปัญหาอุปสรรคในการทำงานของครูบางท่าน จึงขอยืนยันว่าหากมีนโยบายใดที่จะช่วยแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการทำงานของครูได้ จะทำอย่างเต็มที่ เพื่อช่วยดูแลเด็กและเยาวชนของเราต่อไปในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/1203459&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bBMTaYPRCKQiT1LG24may

  • “ไชยชนก” ยันรัฐบาลไม่นิ่งเฉยปราบสแกมเมอร์

    “ไชยชนก” ยันรัฐบาลไม่นิ่งเฉยปราบสแกมเมอร์

    นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลถูกวิจารณ์ว่านิ่งเฉยในการปราบปรามสแกมเมอร์ หลังมีการตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งเฉย เพราะเรื่องนี้เป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญที่กระทรวงดีอีเดินหน้าไปมาก ส่วนการตั้งคณะกรรมการโดยนายกฯ เป็นสิ่งที่ดีที่ทุกองคาพยพทำงานร่วมกัน ทำให้การแก้ไขทรงพลัง ซึ่งหากดูจากรายชื่อของคณะกรรมการฯ จะพบว่ามีหลายหน่วยงาน รวมถึงหน่วยงานทหารด้วย

    สำหรับเป้าหมายการปราบปรามนั้น นายไชยชนก กล่าวว่า การแก้ปัญหามีปัจจัยด้านการต่างประเทศมาเกี่ยวข้องในกัมพูชา ซึ่งมีข้อจำกัดระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ มิจฉาชีพ หากเกิดในประเทศไทย ตำรวจมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบเต็มที่ แต่หากข้ามแดนไป ตำรวจและทหารของไทยจะไม่สามารถทำอะไรได้

    ทั้งนี้ ได้สั่งการให้ศึกษาแล้ว และเตรียมจะเสนอให้คณะกรรมการฯ พิจารณา คือ การศึกษากฎหมายใหม่ “Active Cyber Defence 2025” ที่ประเทศญี่ปุ่นเพิ่งออกมา โดยมีหลายประเทศดำเนินการในลักษณะคล้ายกัน เป็นกฎหมายให้สามารถตอบโต้ทางไซเบอร์ได้

    “ยกตัวอย่าง มีการคุกคามเราทางไซเบอร์ เราสามารถมีทีมงานเฉพาะ หรือคณะกรรมการอนุมัติเรื่องต่อเรื่อง และแฮคกลับได้ ไม่ได้ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ เวียดนามก็ทำ ญี่ปุ่นก็ทำ โดยปลายเดือนนี้ ผมจะลงนามความร่วมมือที่สหประชาชาติด้วย” รมว.ดีอี กล่าว

    ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านเปิดตัวละคร อย่าง “นายเบน สมิธ” ที่มีความสัมพันธ์กับคนในรัฐบาลนั้น นายไชยชนก กล่าวว่า ในเชิงลึกคงไม่สามารถตอบได้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร สิ่งที่ทำได้คือต้องรับไปตรวจสอบ แต่เมื่อนายกรัฐมนตรี ได้ตั้งคณะกรรมการฯ ขึ้นแล้ว ทุกคนต้องรวบรวมข้อเท็จจริงและส่งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงไปดำเนินการ อาจจะไม่ใช่แค่กระทรวงดีอี แต่รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย

    ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อมีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง จะทำให้การแก้ปัญหาสแกมเมอร์ล่าช้าสะดุดลงนั้น นายไชยชนก กล่าวเพียงว่า ที่ผ่านมา เดินเต็มที่มาโดยตลอด และจะเดินเต็มที่ต่อไป

    “ถามว่ามีอุปสรรคไหม ตั้งแต่ผมประกาศตัวมา เจออุปสรรครุมเร้ามาก ผมก็สงสัยเหมือนกัน คนคิดดี ทำดี ทำงานเต็มที่ กลายเป็นว่าโดนหมดทุกทางมากกว่าเดิม เป็นเรื่องที่น่าคิด แต่ก็สรุปอะไรไม่ได้ เราไม่มีหลักฐาน แต่ถ้ามีหลักฐาน ยังไงก็ดำเนินการเต็มที่ และกลุ่มที่ตั้งข้อสังเกตและนำเสนอ หากมีหลักฐานก็ควรนำมาให้ชัดเจน ช่วยกันดำเนินการเร็วขึ้น” นายไชยชนก กล่าว

    ส่วนความคืบหน้าตรวจสอบเงินสินบน 40 ล้านบาท แลกกับการไม่เดินหน้าปราบปรามสแกมเมอร์นั้น นายไชยชนก กล่าวว่า เพื่อความชัดเจน ตอนนี้สแกมเมอร์หรือไม่ ไม่แน่ใจ แต่เว็บที่ตรวจสอบพบ ถือว่าใช่ จะโยงสแกมเมอร์หรือไม่ ต้องแยกกันก่อน ขอให้รอชมความคืบหน้าในการตรวจสอบ

    “รอชม ตอนแรกคิดว่า 30 วัน แต่ตอนนี้ทราบข้อมูลว่าเร็วกว่านั้น ขอให้รอชมเร็ว ๆ นี้” นายไชยชนก ตอบคำถามกรณีที่นายประเสิรฐ จันทรรวงทอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทวงถามความคืบหน้าการตรวจสอบในเรื่องดังกล่าว


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq03/12757339&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24coxGchvepDmcqLMbmgEn