Category: วัฒนธรรม

  • เปิดกล้องตอนเที่ยง ผปค.อึ้งกับภาพที่เห็นในห้องเรียนอนุบาล “ไม่น่าเชื่อเลย!” (มีคลิป)

    เปิดกล้องตอนเที่ยง ผปค.อึ้งกับภาพที่เห็นในห้องเรียนอนุบาล “ไม่น่าเชื่อเลย!” (มีคลิป)

    เปิดกล้องดูลูกตอนกลางวัน ผู้ปกครองอึ้งกับภาพที่เห็นในห้องเรียนอนุบาล “ไม่น่าเชื่อเลย!” ผู้ปกครองท่านหนึ่งกล่าว

    คลิปวิดีโอสั้น ๆ ที่กำลังเป็นที่แพร่หลายบนโซเชียลมีเดียของจีนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทำให้ผู้ปกครองหลายคนรู้สึกซาบซึ้งใจ

    วิดีโอดังกล่าวไม่ได้มีเนื้อหาหวือหวา แต่มันบันทึกช่วงเวลาธรรมดา ๆ ในเวลานอนกลางวันของชั้นเรียนอนุบาลแห่งหนึ่ง แต่ความธรรมดาเช่นนี้นี่เองที่ทำให้หลายคนต้องกลับมาคิดถึงวิธีการเลี้ยงดูเด็ก ๆ ในช่วงปีแรกของชีวิต

    คลิปนี้ถูกบันทึกจากกล้องวงจรปิดในโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งในเมืองไท่เหอ มณฑลอานฮุย ประเทศจีน เมื่อผู้ปกครองท่านหนึ่งเปิดกล้องเพื่อดูบุตรหลานในช่วงกลางวัน เธอก็ต้องประหลาดใจกับภาพที่เห็นในห้องเรียน เด็ก ๆ ทุกคนนอนอยู่ในผ้าห่มอย่างเรียบร้อย แต่คุณครูหลายคนกลับนั่งอยู่ข้าง ๆ โดยไม่ละสายตาจากเด็กแต่ละคน

    มีคุณครูบางคนลูบหลังเบา ๆ บางคนจัดผ้าห่มให้เรียบร้อย และบางคนวางมือบนหน้าผากของเด็กเพื่อตรวจดูอุณหภูมิ ทุกการกระทำเกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบ ไม่มีผู้ชมใด ๆ เป็นเพียงช่วงเที่ยงที่แสนธรรมดา แต่กลับบ่งบอกถึงความทุ่มเทของผู้ที่ทำงานในสายงานการศึกษาปฐมวัยได้อย่างชัดเจน

    หลังจากที่คลิปวิดีโอนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ก็ได้รับความเห็นหลายพันรายการ ส่วนใหญ่แสดงความชื่นชมต่อการกระทำที่อ่อนโยนและนุ่มนวลของคุณครู พร้อมทั้งกล่าวว่า การเติบโตในสภาพแวดล้อมเช่นนี้จะทำให้เด็ก ๆ มีสุขภาพแข็งแรงและมีความสุขมาก อาทิ

    • นี่คือภาพที่ควรเป็นกระแสที่สุดในวันนี้
    • ไม่ยอมนอนกลางวัน แต่ยังเฝ้าดูแลการนอนของเด็ก ๆ ทีละคน นับถือคุณครูอนุบาลจริง ๆ อาชีพนี้ถ้าไม่มีความรักความเมตตา ก็อยู่ไม่รอด
    • เด็กที่เติบโตขึ้นมาด้วยความอ่อนโยนเช่นนี้ เมื่อโตขึ้นก็จะรู้จักดูแลเอาใจใส่ผู้อื่นอย่างแน่นอน
    • ผู้ปกครองเลือกโรงเรียนให้ลูกถูกแล้ว พอเห็นภาพนี้ พ่อแม่ก็สบายใจได้ว่าลูกได้รับการดูแลอย่างดีในทุกรายละเอียด

    ผู้ปกครองหลายคนกล่าวว่า ภาพนี้ทำให้พวกเขาย้อนกลับมามองตัวเอง “อยู่บ้านเรามักจะหงุดหงิดเวลาลูกนอนดึก แต่คุณครูมีความอดทนมากขนาดนี้ ความรักที่แท้จริงอยู่ที่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จริง ๆ”

    จากชั่วโมงนอนกลางวันสู่บทเรียนเรื่องความใส่ใจ

    ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัยกล่าวว่า ช่วงวัยเด็กตอนต้นเป็นเวลาที่เด็กเรียนรู้การรับรู้โลกผ่านการกระทำของผู้ใหญ่ การลูบหลังเบา ๆ หรือการดึงผ้าห่มให้เรียบร้อย ไม่ได้ช่วยให้เด็กนอนหลับได้ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังสอนให้เด็กรู้สึกถึงความปลอดภัยและความรัก ซึ่งเป็นรากฐานในการพัฒนา ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ในอนาคต

    แล้วจะทำอย่างไรเพื่อปลูกฝังความเอาใจใส่ในเด็กเล็ก?

    • แสดงความเคารพต่อผู้ดูแลบุตรหลาน: เด็กจะเรียนรู้การเคารพผู้อื่นผ่านการตอบสนองของพ่อแม่
    • พูดคุยกับคุณครูเป็นประจำ: เมื่อผู้ปกครองเข้าใจกิจวัตรของบุตรหลานที่โรงเรียน การประสานงานในการให้การศึกษาจะราบรื่นยิ่งขึ้น
    • สนับสนุนให้บุตรหลานทำสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยตัวเอง: การพับผ้าห่ม, การกล่าวคำขอบคุณ, หรือการช่วยเพื่อนเก็บของ เป็นการฝึกฝนความเอาใจใส่ในชีวิตประจำวัน

    การกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้ หากเกิดขึ้นซ้ำ ๆ อย่างสม่ำเสมอ คือ “ชั่วโมงเรียน EQ” ครั้งแรกและยั่งยืนที่สุดสำหรับเด็กทุกคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9851470/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0w9OiCoJ6eRqPYiKYnQANa

  • สกร. เดินหน้าจัดทำฐานข้อมูล “เงินอุดหนุนรายหัว” เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา | เดลินิวส์

    สกร. เดินหน้าจัดทำฐานข้อมูล “เงินอุดหนุนรายหัว” เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 17 ต.ค.กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ จัดประชุม “คณะทำงานจัดทำข้อมูลอัตราเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มเป้าหมายคนพิการและผู้ด้อยโอกาส(เร่ร่อน)โดยมี นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ร่วมรับฟังการพิจารณารายละเอียดการจัดสรรงบประมาณและแนวทางพัฒนาฐานข้อมูลอัตราเงินอุดหนุนรายหัวให้มีมาตรฐาน เท่าเทียม โปร่งใส และสะท้อนความจำเป็นจริงของการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการและผู้ด้อยโอกาส(เร่ร่อน)ทั่วประเทศ

    โดยมีผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมประชุม ได้แก่ นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ประธานคณะที่ปรึกษาอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ นางสาวโสมอุษา เลี้ยงถนอม อดีตรองเลขาธิการ กศน. นางยุพิน บัวคอม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ นางณัฐกฤตตา พึ่งสุข ที่ปรึกษาด้านติดตามและประเมินผล พร้อมด้วย ผู้แทนสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ผู้แทนสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

    การประชุมครั้งนี้มีการพิจารณา (1) รายละเอียดการจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กลุ่มเป้าหมายคนพิการและ ผู้ด้อยโอกาส(เร่ร่อน)และ (2) การเปรียบเทียบอัตราเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวกับหน่วยงานอื่นที่ดำเนินการจัดการศึกษาในลักษณะเดียวกัน เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและมีหลักเกณฑ์การสนับสนุนที่เป็นมาตรฐาน

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือแนวทางการจัดทำฐานข้อมูลอัตราเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวให้มีความชัดเจน โปร่งใส และสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการจัดทำงบประมาณประจำปีของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ต่อไป

    กรมส่งเสริมการเรียนรู้มีพันธกิจสำคัญในการจัดการศึกษานอกระบบและการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มคนพิการและกลุ่มผู้ด้อยโอกาส(เร่ร่อน)ซึ่งถือเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ทั้งในด้านการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ สื่อและอุปกรณ์การเรียนรู้เฉพาะทาง การขอรับเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาให้คนพิการสามารถเรียนรู้ได้ การพัฒนาครูผู้สอนและบุคลากรสนับสนุน ตลอดจนการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและการพัฒนาทักษะอาชีพเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายดังกล่าวสามารถประกอบอาชีพพึ่งพาตนเองได้ มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นได้ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีคุณค่า อย่างไรก็ตาม การจัดการศึกษาสำหรับคนพิการและผู้ด้อยโอกาส(เร่ร่อน)จำเป็นต้องใช้งบประมาณต่อหัวที่สูงกว่าการจัดการศึกษาทั่วไป เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในหลายด้าน เช่น การจัดหาสื่อ อุปกรณ์เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก ห้องเรียนเฉพาะทาง การพัฒนาครูผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และการดูแลการเรียนรู้รายบุคคล (Individualized Education Plan – IEP) ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อคุณภาพชีวิตของผู้เรียนกลุ่มนี้
    ดังนั้น กรมส่งเสริมการเรียนรู้จึงเห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการขอรับการสนับสนุนงบประมาณเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัว เพื่อให้การจัดการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับคนพิการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เท่าเทียม และสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ที่มุ่งให้ทุกคนในสังคมไทย “เข้าถึงการเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา อย่างทั่วถึงและเป็นธรรมโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

    นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะทำงานจัดทำข้อมูลงบประมาณอุดหนุนรายหัวและการพัฒนาโครงการส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับกลุ่มเป้าหมายพิเศษ ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางการจัดทำงบประมาณและการขอรับเงินสนับสนุนสำหรับโครงการด้านการศึกษาและการดูแลกลุ่มต่าง ๆ โดยเฉพาะ “ค่าใช้จ่ายรายหัว” ที่ใช้ในการจัด ส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณวุฒิตามระดับของผู้เรียนคนพิการและผู้ด้อยโอกาส(เร่ร่อน)

    ทั้งนี้ มีข้อเสนอให้พิจารณาจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมสำหรับกลุ่มคนพิการ และผู้ด้อยโอกาส(เร่ร่อน)โดยแยกเป็น ค่าจ้างครูผู้สอนคนพิการ และครูผู้สอนผู้ด้อยโอกาส(เร่ร่อน)ในอัตราเทียบเท่ากับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ค่าพาหนะครูผู้สอน ค่าชุดพละเพื่อให้ผู้เรียนทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมทั่วถึงและมีคุณภาพชีวิตที่เหมาะสม

    อธิบดีเกศทิพย์ กล่าวต่อว่า กรมส่งเสริมการเรียนรู้ยังได้นำเสนอ โครงการเร่งด่วน (Quick Win) ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการจัดการศึกษาต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเร่งขับเคลื่อนงานสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1) การขอรับงบประมาณอุดหนุนรายหัวและค่าจ้างครูผู้สอนคนพิการและครูผู้สอนผู้ด้อยโอกาส(เร่ร่อน) 2) การสอบเทียบวัดระดับความรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายแบบ Fast Track กลุ่มเป้าหมาย 10,000 คน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Flexible Education ในมิติของ “Time Flexibility” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ตามศักยภาพของตนเอง 3) การส่งเสริมประชาธิปไตยและให้ความรู้เรื่องสิทธิในการเลือกตั้ง เพื่อสร้างความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของพลเมืองที่ดีในสังคมประชาธิปไตย

    กรมส่งเสริมการเรียนรู้ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทบทวนและจัดทำรายละเอียดงบประมาณสนับสนุนสำหรับผู้เรียนกลุ่มต่าง ๆ พร้อมกำหนดผู้รับผิดชอบหลักในการดำเนินงาน และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณเกิดประสิทธิภาพสูงสุดและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5214942/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XNg7PJ1OsMznJHEvULLPs

  • สภา SME หนุนผู้ประกอบการไทยยกระดับมาตรฐานสู่สากล รับกระแส OECD

    สภา SME หนุนผู้ประกอบการไทยยกระดับมาตรฐานสู่สากล รับกระแส OECD

    สภา SME ไทย จับมือ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ ซีพี แอ็กซ์ตร้า จัดสัมมนา “ผลกระทบจาก OECD: พลิกโฉม SME ไทยสู่ตลาดโลก” ชี้การปรับตัวสู่มาตรฐาน OECD คือ “ใบอนุญาตใหม่ของธุรกิจไทย” สร้างโอกาสเข้าถึงตลาด 38 ประเทศ พร้อมเปิด 5 แนวทางผลัก SME ไทยสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน

    สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภา SME ไทย) ร่วมกับ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (เครือ ซีพี) และ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) จัดสัมมนาเชิงวิชาการหัวข้อ ‘ผลกระทบจาก OECD: พลิกโฉม SME ไทยสู่ตลาดโลก’ ผู้ประกอบการ SME นักธุรกิจรุ่นใหม่ และตัวแทนจากภาครัฐ–เอกชนที่เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างคึกคัก

    สภา SME ชี้ไทยต้องเร่งยกระดับรับ OECD ก่อนเสียเปรียบทางการค้า

    ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย สุปรีย์ ทองเพชร เปิดเผยว่า การสัมมนาเพื่อให้ความรู้แก่สมาชิก SME ในการเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนผ่าน หลังรัฐบาลไทยแสดงเจตจำนงเข้าร่วมเป็นสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

    ‘สิ่งที่สภา SME กังวลคือ การเปลี่ยนผ่านต้องอาศัยทั้ง เงินทุน องค์ความรู้ และบุคลากร ซึ่งยังเป็นข้อจำกัดของผู้ประกอบการไทย หากไม่เร่งเตรียมตัว อาจเสียเปรียบทางการค้าในอนาคต’ สุปรีย์ กล่าว

    นอกจากนี้ประธานสภา SME มองว่าสัมมนาครั้งนี้จะชี้ให้เห็นว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ไทยจะมีทิศทางการค้าตามแนวทาง OECD ได้อย่งไรและสามารถยกระดับการค้าสู่มาตรฐานสากลได้อย่างเต็มรูปแบบ

    สุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย

    สุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย

    เปิด 3 ประโยชน์สำคัญจากการเข้าร่วม OECD

    การเข้าร่วมเป็นชาติสมาชิก OECD คาดว่าจะสร้างประโยชน์สำคัญแก่ประเทศไทยในหลายมิติ ได้แก่

     1. ด้านเศรษฐกิจ – เพิ่มรายได้กว่า 2.7 ล้านล้านบาทต่อปี จากการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน มุ่งสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2570

     2. ด้านมาตรฐานและธรรมาภิบาล – ยกระดับระบบภาษี กฎหมาย การค้า การศึกษา และสิ่งแวดล้อมให้เทียบเท่าสากล ลดคอร์รัปชัน และสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

     3. ด้านองค์ความรู้และบทบาทโลก – เข้าถึง Best Practices จากประเทศพัฒนาแล้ว สร้างเครือข่ายระหว่างประเทศ และมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจโลก

    สำหรับ SME ไทย จะได้รับประโยชน์โดยตรง ทั้งการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Value Chains) เข้าถึงตลาด 38 ประเทศสมาชิก ลดอุปสรรคทางการค้า เชื่อมต่อกับบริษัทข้ามชาติ และเพิ่มความน่าเชื่อถือในสายตาคู่ค้าต่างประเทศ

    เร่งปฏิรูป–พัฒนาคน คือกุญแจสำคัญสู่ OECD

    อย่างไรก็ตาม การเข้าร่วม OECD ยังมีความท้าทายหลายประการ ทั้งการปฏิรูปกฎหมาย ความโปร่งใส การแก้ไขโครงสร้างธุรกิจผูกขาด และการประเมินจาก 25 คณะกรรมการของ OECD ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปี

    ประธานสภา SME ย้ำว่า ความสำเร็จขึ้นอยู่กับความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ในการพัฒนาบุคลากร และปรับระบบการบริหารจัดการให้เท่าทันมาตรฐานโลก

    sme-oecd-cp-SPACEBAR-Photo04.jpg

    “ธีระพล” ชี้ OECD คือใบอนุญาตใหม่ของ SME ไทยบนเวทีโลก

    ด้านดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า การปรับตัวของ SME ไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐาน OECD เป็นเรื่องสำคัญและท้าทาย เพราะถือเป็น “License to Operate” ในตลาดโลก

    “OECD ครอบคลุมหลายมิติ ทั้งธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความยั่งยืน หาก SME ไทยไม่ปรับตัว ย่อมเสียโอกาสในการแข่งขัน แต่หากบริหารจัดการด้าน ESG ได้ดี จะเปลี่ยนภาระให้เป็นโอกาส เช่น การวัดคาร์บอนฟุตพริ้นต์ เพื่อการส่งออก ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และเปิดทางสู่แหล่งทุน เทคโนโลยี และตลาดใหม่ๆ” ดร. ธีระพล กล่าว

    ดร.ธีระพล ยังเน้นว่า การยกระดับ SME ไทยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และสมาคมต่าง ๆ เพื่อสร้างเครือข่าย และเติมเต็มทักษะด้านเทคโนโลยีและความยั่งยืน

    “ในฐานะตัวแทน เครือซีพี ผมยินดีเปิดบ้านที่ True Digital Park ซึ่งเป็นศูนย์รวม Start-up และ SME เพื่อร่วมขับเคลื่อน SME ไทยสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน” ดร.กล่าวทิ้งท้าย

    ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์

    ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์

    “ซีพี แอ็กซ์ตร้า” ชู 5 แนวทางผลัก SME ไทยสู่ตลาดโลก

    ขณะที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ศิริพร เดชสิงห์ กล่าวว่า ตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา เครือ ซีพี โดย แม็คโคร และ โลตัส ได้สนับสนุน SME ไทยกว่า 45,000 รายทั่วประเทศ ทั้งด้านการผลิต บริการ และเกษตรกรรม

    ศิริพร เดชสิงห์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน)

    ศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน)

    พร้อมประกาศ 5 แนวทางสนับสนุน SME ไทยสู่ตลาดโลก ดังนี้

     1. ขยายช่องทางตลาดต่างประเทศ ผ่านสาขา แม็คโคร–โลตัส กว่า 2,600 แห่งใน 10 ประเทศ

     2. ให้ข้อมูลความต้องการลูกค้าต่างชาติ และคำแนะนำด้านพัฒนาสินค้า–บรรจุภัณฑ์

     3. สร้างมาตรฐานสินค้า ตามข้อกำหนดกฎหมายในแต่ละประเทศ

     4. ใช้ระบบโลจิสติกส์และดิจิทัลของ CP AXTRA ช่วยลดต้นทุนและขยายตลาด ออนไลน์ B2B–B2C

     5. สร้างภาพลักษณ์แบรนด์ไทยในต่างแดน ยกระดับความเชื่อมั่นในสินค้าคุณภาพของผู้ประกอบการ ไทย

    นอกจากนี้ ยังเสนอ 4 เคล็ดลับสำคัญสำหรับ SME ยุคใหม่ คือ หาจุดเด่นสินค้า พัฒนา ช่องทางขาย ใช้เทคโนโลยีสร้างประสบการณ์ลูกค้า และสร้างพันธมิตรเพื่อเสริมจุดแข็งร่วมกัน

    sme-oecd-cp-SPACEBAR-Photo06.jpg

    sme-oecd-cp-SPACEBAR-Photo07.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/sme-oecd-cp&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KDhQNbI0NJB1VRg2G_gra

  • กรอ.จังหวัดราชบุรีศึกษาสถานีรถไฟหนองปลาดุก ประกอบกิจการขนส่งทางราง

    กรอ.จังหวัดราชบุรีศึกษาสถานีรถไฟหนองปลาดุก ประกอบกิจการขนส่งทางราง

    กรอ.จังหวัดราชบุรีศึกษาสถานีรถไฟหนองปลาดุก ประกอบกิจการขนส่งทางราง


    17/10/2568 | 6 |

    กรอ.จังหวัดราชบุรีศึกษาสถานีรถไฟหนองปลาดุก ประกอบกิจการขนส่งทางราง

    วันที่ 17 ต.ค. 2568 นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี พร้อมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อการพัฒนาและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ จังหวัดราชบุรี หรือ กรอ.จังหวัดราชบุรี มีส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ลงพื้นที่สำรวจสถานีรถไฟหนองปลาดุก เพื่อศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่และขับเคลื่อน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบรางและระบบโลจิสติกส์ของจังหวัดราชบุรี โดยการจัดตั้ง “ราชบุรี Dry Port” หรือท่าเรือบก บริเวณสถานีรถไฟหนองปลาดุก อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี 

    นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี กล่าวถึงการลงพื้นที่ในครั้งนี้ว่า กรอ.จังหวัดราชบุรี ได้มีการพิจารณามีมติเห็นชอบในเรื่องของการผลักดันและสนับสนุนการจัดตั้งสถานีขนส่งสินค้าในพื้นที่จังหวัดราชบุรีคือจุดที่เหมาะสมก็คือสถานีรถไฟหนองปลาดุกแห่งนี้ ซึ่งเป็นชุมทางของการเดินทางโดยระบบรางสู่ภาคใต้ กาญจนบุรี และใกล้เคียงก็เป็นถือเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งสินค้าจำนวนมากของจังหวัดราชบุรีและใกล้เคียง หากการจัดตั้งสถานีขนส่งสินค้าในพื้นที่นี้ประสบความสำเร็จก็ถือว่าเป็นการสนับสนุนการขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่และระดับชาติได้ต่อไป ทั้งนี้กรอ.จังหวัดราชบุรี จะจัดทำเป็นข้อมูลเพื่อประกอบการนำเสนอต่อคณะกรรมการกรอ.ส่วนกลางเพื่อสนับสนุนและผลักดันต่อไป

    สำหรับการจัดตั้ง “ราชบุรี Dry Port” หรือท่าเรือบก บริเวณสถานีรถไฟหนองปลาดุกแห่งนี้ หากพื้นที่นี้ได้รับการพัฒนาตามที่เสนอไปก็ก็คาดว่าจะมีการขนส่งสินค้ากระจายไปสู่ภูมิภาคต่างต่างรวมทั้งไปยังท่าเรือแหลมฉบังมีเป็นจำนวนมากปีหนึ่งก็น่าจะร่วมเป็นหลักหมื่นตู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนจากระบบขนส่งที่ใช้ปกติคือทางถนนเมาสู่ระบบรางจะช่วยลดต้นทุนในการขนส่ง และยังส่งเสริมรักษาสิ่งแวดล้อมของโลกเพราะจะลดการใช้พลังงานลงได้จำนวนมาก
    —————————————————————–


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/432461&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qDhX7ZfXPK8LQcRgrKod3

  • ต้องสูญอีกกี่ชีวิต? ยื่นสอบ 50 อาคารสูง หลังเหตุ ไฟไหม้คอนโด – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ต้องสูญอีกกี่ชีวิต? ยื่นสอบ 50 อาคารสูง หลังเหตุ ไฟไหม้คอนโด – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ต้องสูญอีกกี่ชีวิต? ยื่นสอบ 50 อาคารสูง หลังเหตุ ไฟไหม้คอนโด

    เหตุการณ์ ‘ไฟไหม้คอนโด’ แห่งหนึ่งตรงข้ามห้างพาต้า ปิ่นเกล้า กลายเป็นโศกนาฏกรรมที่สังคมไทยต้องตั้งคำถามอีกครั้ง ถึงมาตรฐานความปลอดภัยของอาคารสูงในกทม. อนุกรรมการฯ สภาผู้บริโภคยื่นกทม.เร่งสอบ 50 อาคารสูงไม่ได้มาตรฐาน

    เหตุการณ์ ไฟไหม้คอนโด ย่านปิ่นเกล้า เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 กลายเป็นโศกนาฎกรรมอีกครั้ง เมื่อต้องสูญเสียบุคลากรทางการแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิท่านหนึ่ง ที่ต้องเสียชีวิตจากการ “สำลักควันไฟ” ขณะหนีออกทางบันไดหนีไฟในอาคารที่มีระบบความปลอดภัยครบถ้วน แต่กลับไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ สาเหตุที่แท้จริงคืออะไร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไปตรวจสอบ ที่สำคัญมีอาคารสูงที่ไม่ได้มาตรฐานอีกอย่างน้อย 50 แห่ง ที่เสี่ยงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้อาศัยและชุมชนรอบข้างที่รอการตรวจสอบ

    ยื่นกทม.สอบ 50 อาคารสูง

    ต้องสูญอีกกี่ชีวิต? ยื่นสอบ 50 อาคารสูง หลังเหตุ ไฟไหม้คอนโด : ก้องศักดิ์ สหศักดิ์มนตรี

    ก้องศักดิ์ สหะศักดิ์มนตรี อนุกรรมการด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า ได้ทำหนังสือถึงกรุงเทพมหานคร (กทม.) เมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา ให้ตรวจสอบอาคารสูงเพิ่มเติมอีก 50 แห่งทั่วกรุงเทพฯ หลังจากก่อนหน้านี้เคยยื่นตรวจสอบไปแล้ว 38 แห่ง หลังเหตุแผ่นดินไหวเมื่อเดือนมีนาคม 2568 จากการสำรวจของสภาผู้บริโภคพบว่ามีอาคารสูงจำนวนมากในกทม.ที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย เสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย และชุมชนรอบข้าง โดยเฉพาะประเด็นถนนรอบโครงการต้องมีความกว้าง 6 เมตร เพื่อให้รถดับเพลิงสามารถเข้าไปได้เมื่อเกิดอัคคีภัย

    กรณีล่าสุดไฟไหม้คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ย่านปิ่นเกล้า จนมีผู้เสียชีวิต ซึ่งผู้เกี่ยวข้องต้องไปตรวจสอบสาเหตุที่แท้จริงของการเสียชีวิตในครั้งนี้ว่าเกิดจากอะไร แต่สิ่งที่เห็นชัดเจน คือถนนรอบอาคารไม่ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนดไว้ คือต้องมีความกว้าง 6 เมตร ทำให้รถดับเพลิงไม่สามารถเข้าได้ เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความสูญเสียในครั้งนี้

    “ถึงเวลาที่กทม.ต้องดำเนินการตรวจสอบอาคารสูงที่ไม่ได้มาตรฐานอย่างอย่างจริงจัง และแก้ไขให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด ทุกเรื่องสามารถแก้ไขได้หมด ถ้าจะแก้ ถ้าเจ้าของอาคารไม่แก้ไข ก็ต้องลงโทษอย่างจริงจัง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อชีวิตของผู้อยู่อาศัย อย่ารอให้เกิดศพต่อไป ผู้บริโภคต้องตระหนักถึงสิทธิของตัวเองและลุกขึ้นมาตรวจสอบ ร้องเรียน ถ้านิติไม่ดำเนินการแก้ไข ก็ต้องแจ้งความ” ก้องศักดิ์ กล่าว

    กรณีดังกล่าวสะท้อนปัญหาใหญ่ที่ถูกมองข้ามมานานในอาคารสูงทั่วกรุงเทพฯ ทั้งเรื่องการละเลยตรวจสอบระบบป้องกันไฟ การขวางประตูหนีไฟเพื่อความสะดวก และการออกแบบพื้นที่ที่ไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดความปลอดภัยของกฎหมายอาคาร

    ต้นตอปัญหา คือการทุจริต

    สภาผู้บริโภค ได้เปิดเผยผลสำรวจในเดือนมิถุนายน 2568 พบว่า มีอาคารสูงอย่างน้อย 37 แห่งในกรุงเทพฯ ที่เข้าข่ายก่อสร้างไม่เป็นไปตามกฎหมาย เช่น ถนนรอบโครงการกว้างไม่ถึง 6 เมตร การเว้นระยะร่นอาคารไม่ถูกต้อง กีดขวางทางสาธารณะ ระบบป้องกันอัคคีภัยไม่ได้รับการตรวจเช็กตามรอบ และหลายกรณีโยงถึงข้อสงสัยเรื่อง “การทุจริตในการออกใบอนุญาตก่อสร้าง” และการเพิกเฉยของเจ้าหน้าที่รัฐ

    ปัจจุบัน ในกทม. มีอาคารสูงแทรกอยู่ตามชุมชนจำนวนมาก และไม่เป็นระเบียบ ซึ่งสภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนมากขึ้นเรื่อย ๆ ปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานการก่อสร้างไม่ถูกต้อง การก่อสร้างที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย รวมถึงอาคารสูงจำนวนมากเลือกที่จะไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างชัดเจน มีต้นตอปัญหาเดียวกัน คือการทุจริตในกระบวนการก่อสร้างทั้งระบบ ตั้งแต่การออกแบบ ก่อสร้าง การตรวจสอบ

    “ปัญหาความปลอดภัยอาคารสูงในกทม. เกิดจากผู้ปฏิบัติงานในวงจรการก่อสร้างทั้งหมด เป็นต้นตอที่ทำให้เกิดปัญหา และสุดท้ายทำให้เกิดการสูญเสียชีวิต ที่ต้องพูดวันนี้เพื่อไม่ให้มีการตายเกิดขึ้น ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันตรวจสอบ ตรงไหนที่ผิดกฎหมายก็อย่าทำ” ก้องศักดิ์ กล่าว

    ยกเครื่องการตรวจสอบทั้งระบบ

    กรณีล่าสุดเหตุ ไฟไหม้คอนโด ย่านปิ่นเกล้า โพสต์ของเพจ “ประชาคมแพทย์” ระบุสาเหตุการเสียชีวิตของบุคลากรทางการแพทย์ครั้งนี้ ว่า แม้ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ (Fire Alarm) และพัดลมอัดอากาศ (Pressurized Fan) จะทำงานตามหน้าที่ แต่สาเหตุที่ระบบล้มเหลวอาจมาจาก “ประตูหนีไฟที่มีคนเปิดค้างไว้” ทำให้ควันไฟไหลย้อนเข้ามาในช่องบันไดหนีไฟ จากทางหนีชีวิต กลายเป็น “ปล่องควันมรณะ”

    สำหรับสาเหตุของผู้เสียชีวิตจากเพลิงไหม้ มากกว่า 90% เกิดจากการขาดอากาศหายใจ แต่สำหรับการเสียชีวิตของคุณหมอท่านนี้ ยังต้องรอการสอบสวนหาสาเหตุที่แน่นอนต่อไปว่าการขาดอากาศหายใจ เป็นสาเหตุแห่งการเสียชีวิตใช่หรือไม่ และเกิดที่ใด ซึ่งจะเป็นประเด็นสำคัญในการวางแนวทางการป้องกันต่อไป

    เพจประชาคมแพทย์เสนอ 4 แนวทางการแก้ปัญหาในเชิงนโยบาย เพื่อไม่ให้ “บันไดหนีไฟ” กลายเป็น “ทางตันของชีวิต” ดังนี้

    1. ตรวจสอบระบบความปลอดภัยเชิงรุก (Proactive Audit) บังคับให้อาคารสูงทุกแห่งต้องตรวจสอบระบบพัดลมอัดอากาศ ประตูหนีไฟ และระบบแจ้งเตือนไฟไหม้ ทุก 6 เดือนและเผยแพร่ผลตรวจสอบบนเว็บไซต์กรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้

    2. เพิ่มโทษผู้ละเลยหน้าที่ตามพ.ร.บ.ควบคุมอาคาร หากนิติบุคคล หรือผู้จัดการอาคารละเลยการดูแลระบบป้องกันอัคคีภัยจนเกิดความเสียหายแก่ชีวิตให้ถือว่าเป็น “การกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย”

    3. สร้างช่องทางร้องเรียนผ่านระบบออนไลน์ (FireCheck Platform) จัดตั้งระบบร้องเรียนออนไลน์สำหรับประชาชน แจ้ง “ประตูหนีไฟเปิดค้าง” หรือ “ระบบอัดอากาศไม่ทำงาน” ได้โดยตรง มีทีมตรวจสอบเฉพาะกิจในแต่ละเขต เพื่อเข้าตรวจภายใน 48 ชั่วโมง

    4. รวมข้อมูลระบบหนีไฟไว้ในทะเบียนกลางอาคาร (Building Safety Registry) โดยให้หน่วยงานท้องถิ่นบันทึกข้อมูลระบบความปลอดภัยของอาคารทุกแห่ง และเปิดให้ตรวจสอบผ่านคิวอาร์ โค้ด บริเวณทางเข้าอาคาร


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ไฟไหม้คอนโดชั้น 16 ตรงข้ามห้างดังย่านปิ่นเกล้า จนท. เร่งอพยพประชาชน

    เรียกร้อง ”ชัชชาติ” ตรวจความปลอดภัย อาคารสูง 50 เขต ใน 30 วัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/17102568_condo-on-fire_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LiqBa8ATWq_ZXVscWmmvj

  • เรียนกับตัวจริงประสบการณ์จริง Up Skill สายบัญชีให้ทันยุคดิจิทัล ด้วย Excel & Power BI – คณะบัญชี

    เรียนกับตัวจริงประสบการณ์จริง Up Skill สายบัญชีให้ทันยุคดิจิทัล ด้วย Excel & Power BI – คณะบัญชี

    คณะบัญชี ม.ศรีปทุม จัดโครงการ Smart Skills for Accountants – Upgrade Excel อัพลุคให้พร้อมทำงาน เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาสหกิจศึกษา เสริมทักษะดิจิทัลที่จำเป็นต่อสายอาชีพบัญชีในยุค AI และ Data Analytics โดยมุ่งเน้นการใช้งาน Microsoft Excel ขั้นสูง และ Power BI เพื่อการวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลทางบัญชีอย่างมีประสิทธิภาพ

    ภายในกิจกรรม นักศึกษาได้เรียนรู้จาก วิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากภาคธุรกิจจริง ได้แก่

    คุณนพสิทธิ์ เพ็ชรพันธ์งาม และคุณนริทธิ บุญศักดิ์ หัวหน้าแผนกฝ่ายบัญชี บริษัท ไพร์ม โรด เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) และทีมงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/account/78978&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IR9lzM8E37mMCR7098_02

  • รมว.ศธ. “นฤมล” ถกปัญหาอาชีวะเอกชน หนุนเพิ่มความคล่องตัวการบริหาร ย้ำพร้อมผลักดันสร้างฝีมือชน คนสร้างชาติ – กระทรวงศึกษาธิการ

    รมว.ศธ. “นฤมล” ถกปัญหาอาชีวะเอกชน หนุนเพิ่มความคล่องตัวการบริหาร ย้ำพร้อมผลักดันสร้างฝีมือชน คนสร้างชาติ – กระทรวงศึกษาธิการ

    16 ตุลาคม 2568 – ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับคณะผู้แทนสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทั้งนี้ มีผู้แทนสำนักบริหารการอาชีวศึกษาเอกชน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เข้าร่วมด้วย ณ ห้องประชุมวชิราวุธ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)

    ศาสตราจารย์นฤมล กล่าวตอนหนึ่งว่า ต้องการรับฟังปัญหาของหน่วยงานและผู้ปฏิบัติ ก่อนที่จะกำหนดนโยบายด้านการศึกษาอะไรออกไป และที่ผ่านมา ก็ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหามาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มเข้ามาทำงานที่ ศธ. ซึ่งก็พบว่ายังมีสิ่งที่ต้องการจะผลักดันให้สำเร็จหลายเรื่อง ได้แก่ การแก้ไขพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เพื่อช่วยขับเคลื่อนการศึกษาในระดับชาติ, การส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ทั้งในเรื่องของการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ โดยผลักดันการจัดตั้งสหกรณ์กลาง เพื่อรวมหนี้ครูไว้ที่เดียว และให้เงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ การปรับหลักเกณฑ์การประเมินเพื่อขอมี/เลื่อนวิทยฐานะอย่างเหมาะสม การปรับปรุงบ้านพักครู เป็นต้น

    “วันนี้ได้มีการหารือร่วมกันถึงปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานของสมาคมฯ หลายประเด็น เช่น ด้านรายได้ของโรงเรียน/วิทยาลัยของอาชีวะเอกชน ในส่วนที่มาจากเงินบริจาคของสถานประกอบการ ตามพระราชกฤษฎีกา (พรก.) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 768) พ.ศ. 2566 ที่ระบุให้นิติบุคคลได้รับการลดหย่อนภาษีจากเงินบริจาคให้แก่สถานศึกษา ได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ส่งผลให้สถานประกอบการบริจาคน้อยลง รวมทั้งปัญหาผู้เรียนลดลง และด้านกฎระเบียบที่เป็นข้อจำกัดของวิทยาลัย/โรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชน เปิดการเรียนการสอนในระดับ ปวช. และ ปวส. ด้วยแผนจัดการเรียนการสอนได้ไม่หลากหลายเหมือนสถานศึกษาอาชีวะของรัฐ เช่น หลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพเฉพาะ การจัดการเรียนการสอนอาชีวศึกษาทางไกลออนไลน์ และการใช้ระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit bank)” ศาสตราจารย์นฤมล กล่าว

    ศาสตราจารย์นฤมล กล่าวทิ้งท้ายว่า ยินดีที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันการแก้ไขหรือบรรเทาปัญหาแก่สถานศึกษาเอกชนโดยเร็ว โดยเฉพาะในเรื่องข้อจำกัดด้านการเปิดหลักสูตร/แผนจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษาอาชีวะเอกชน สามารถดำเนินการได้ก่อน โดยมอบหมายให้ สอศ. พิจารณาระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับสถานศึกษาอาชีวะเอกชน จากนั้นจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนร่วมด้วย

    ธรรมนารี ชดช้อย / เรียบเรียง, กราฟิก
    สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ/ภาพ, ข่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/moe-sema1-ovec-2/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ydxXzdI5UcDsZ4aiX7BV0

  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT) เข้าร่วมเครือข่ายมหาวิทยาลัยนานาชาติด้านนวัตกรรม เพื่อผลักดันการพัฒนาการศึกษาและสร้างโอกาสระดับโลกแก่นักศึกษาไทย

    มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT) เข้าร่วมเครือข่ายมหาวิทยาลัยนานาชาติด้านนวัตกรรม เพื่อผลักดันการพัฒนาการศึกษาและสร้างโอกาสระดับโลกแก่นักศึกษาไทย

    Home / TECH / มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT) เข้าร่วมเครือข่ายมหาวิทยาลัยนานาชาติด้านนวัตกรรม เพื่อผลักดันการพัฒนาการศึกษาและสร้างโอกาสระดับโลกแก่นักศึกษาไทย

    Powered by Arizona State University® MUT จะยกระดับขีดความสามารถด้านบุคลากรและนวัตกรรมของประเทศไทย

    กรุงเทพมหานคร, ประเทศไทย – วันที่ 17 ตุลาคม 2025 – มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT) ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Arizona State University (ASU) มหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำของรัฐในสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการจัดอันดับให้เป็น มหาวิทยาลัยที่มีนวัตกรรมสูงสุดในสหรัฐอเมริกา 11 ปี ติดต่อกัน (2016–2026) โดย U.S. News & World Report ความร่วมมือนี้ทำให้ MUT ก้าวสู่การเป็นสถาบัน “Powered by ASU” และเข้าร่วมเป็นสมาชิกเครือข่าย ASU-Cintana Alliance เครือข่ายมหาวิทยาลัยระดับโลกที่ร่วมมือกันเพื่อขยายการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพระดับนานาชาติ

    ASU ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน 1% แรกของมหาวิทยาลัยโลก โดย Center for World University Rankings 2024 และได้รับการยอมรับด้านการจ้างงานบัณฑิต โดยอยู่ในอันดับที่ 2 ในบรรดามหาวิทยาลัยของสหรัฐฯ จากการจัดอันดับของ Global Employability University Ranking and Survey 2025

    ความร่วมมือนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การอุดมศึกษาของประเทศไทย ที่มุ่งพัฒนากำลังคนที่มีทักษะสูง ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และบูรณาการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ากับนโยบายการศึกษา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ระบุถึงความจำเป็นในการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เชื่อมโยงและผสมผสานความรู้จากหลายสาขาวิชา และเชื่อมโยงกับนานาชาติ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางประชากร การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการแข่งขันทางเศรษฐกิจ

    “ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ในการพัฒนา MUT ให้เป็นศูนย์กลางการศึกษานวัตกรรมระดับโลก ที่สามารถสร้างทักษะอนาคตแก่นักศึกษาและบุคลากร” รองศาสตราจารย์ ดร. ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร กล่าว เเละเสริมต่อว่า

    “ด้วยโมเดล Powered by ASU เรากำลังเปิดโอกาสให้นักศึกษาไทยได้เข้าถึงหลักสูตร คณาจารย์ และเทคโนโลยีการเรียนรู้ระดับโลก ซึ่งเท่ากับเป็นการเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาไทยประสบความสำเร็จในโลกที่เชื่อมโยงถึงกันมากยิ่งขึ้น”

    Prof. Michael M. Crow อธิการบดี Arizona State University กล่าวว่า “พันธกิจของ Arizona State University คือการสร้างโอกาสทางการศึกษา ความเป็นเลิศ และผลลัพธ์เชิงบวกในระดับโลก เราภาคภูมิใจที่ได้ต้อนรับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครเข้าสู่เครือข่าย Powered by ASU” เเละกล่าวคำมั่นว่า “เราจะร่วมกันมอบองค์ความรู้และการเรียนรู้ระดับโลกแก่นักศึกษาและบุคลากร ซึ่ง MUT เป็นส่วนสำคัญต่อการพัฒนาประเทศไทยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี”

    ในฐานะสถาบัน Powered by ASU นักศึกษา MUT จะได้รับประโยชน์จากหลักสูตรที่คัดสรรเเล้วโดย ASU การเรียนรู้จากคณาจารย์ผ่าน Masterclass การมีส่วนในโครงการวิจัยร่วม และการได้รับประกาศนียบัตรพิเศษของ ASU ระหว่างการศึกษา อีกทั้งยังสามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ออนไลน์และห้องเรียนเสมือนจริงของ ASU เพื่อเรียนรู้จากคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญระดับโลกโดยไม่ถูกจำกัดด้วยอุปสรรคของภูมิศาสตร์

    นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังเพิ่มโอกาสในการเคลื่อนย้ายนักศึกษาสู่เวทีนานาชาติ ผ่านโครงการแลกเปลี่ยนและ Immersion Programs และในอนาคตอันใกล้ นักศึกษา MUT จะสามารถศึกษาต่อที่ Arizona State University ได้ทั้งแบบออนไลน์ หรือที่วิทยาเขตในสหรัฐอเมริกา ผ่านโครงการ Pathways ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อโอกาสในการรับปริญญาจาก ASU ซึ่งเป็นการจะมอบประสบการณ์การศึกษาระดับสากลอย่างแท้จริง นั่นหมายถึงนักศึกษา MUT จะมีวุฒิการศึกษาที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลก และมีโอกาสทางอาชีพที่กว้างขวางยิ่งขึ้น

    ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงข้อตกลงทางวิชาการ แต่ยังเป็นพันธสัญญาที่จะเปิดโอกาสใหม่แก่นักศึกษาไทย โดยขยายการเข้าถึงองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในระดับสากล เพื่อเสริมสร้างทักษะ เครือข่ายมนุษย์ และมุมมองที่จำเป็นต่อการก้าวสู่ความสำเร็จในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเพื่อมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศไทย ขณะเดียวกันยังทำให้การศึกษานักศึกษาไทยสามารถเข้าถึงระดับโลกด้วยต้นทุนที่เหมาะสม MUT เองก็ภาคภูมิใจที่ได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกใหม่ล่าสุดของเครือข่าย ASU-Cintana Alliance เครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกที่มุ่งสร้างอนาคตแห่งการศึกษา

    “ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายเครือข่ายการศึกษาระดับโลกของ ASU ผ่าน ASU-Cintana Alliance นักศึกษาและคณาจารย์ของ MUT จะสามารถเชื่อมโยง ร่วมมือ และมีส่วนร่วมกับชุมชนวิชาการนานาชาติที่มุ่งแก้ไขความท้าทายระดับโลก” Dr. Rick Shangraw ประธานบริหาร Cintana Education กล่าว

    สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร Powered by Arizona State University กรุณาเยี่ยมชม [www.mut.ac.th]

    เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT):
    มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเอกชนชั้นนำของประเทศไทย มีความโดดเด่นด้านวิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยีดิจิทัล และมุ่งเน้นที่ขับเคลื่อนการศึกษาด้วยงานวิจัย ก่อตั้งขึ้นด้วยพันธกิจหลักในการผลิตบัณฑิตที่มีทักษะสูงเพื่อตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดย MUT เปิดสอนหลากหลายหลักสูตรที่ผสานความเป็นเลิศทางวิชาการเข้ากับประสบการณ์เชิงปฏิบัติ

    ในฐานะ ศูนย์ฝึกอบรมด้านเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติของประเทศไทย (National Semiconductor Training Center) MUT มีบทบาทสำคัญในการพัฒนากำลังคนและนวัตกรรมเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเเห่งอนาคตของประเทศ มหาวิทยาลัยมุ่งมั่นที่จะทำให้นักศึกษาไทยเข้าถึงการศึกษาระดับมาตรฐานสากลได้ในระดับราคาที่เหมาะสม เพื่อขจัดอุปสรรคทางด้านการเงินของผู้เรียนเเละผู้ปกครอง อีกทั้งด้วยความร่วมมืออย่างเข้มแข็งกับ

    ภาคอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษานานาชาติ มหาวิทยาลัยจึงยืนหยัดขับเคลื่อนงานวิจัย นวัตกรรม และการพัฒนากำลังคนให้สอดรับกับเป้าหมายทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง”

    เกี่ยวกับ Arizona State University (ASU):
    ASU ได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัย “ที่มีนวัตกรรมสูงสุดในสหรัฐอเมริกา” ต่อเนื่อง 11 ปี โดย U.S. News & World Report และได้พัฒนารูปแบบ New American University ภายใต้หลักการที่ว่า การเรียนรู้คือเส้นทางที่ทุกคนต้องค้นพบด้วยตัวเองนักศึกษาจะเติบโตได้จากประสบการณ์ และกระบวนการเฉพาะบุคคลไม่ควรถูกจำกัดด้วยสาขาวิชาการเเละวิธีสอนแบบดั้งเดิม ด้วยความมุ่งมั่นด้านนวัตกรรมและการเข้าถึง ASU ได้ดึงดูดนักวิจัยชั้นนำเข้าสู่การเป็นคณาจารย์ ขณะเดียวกันก็ขยายโอกาสให้แก่นักศึกษาที่มีคุณสมบัติการเป็นอาจารย์ เป็นนักวิจัย นักนวัตกรรม อย่างต่อเนื่อง

    เกี่ยวกับ Cintana Education:
    Cintana Education ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลกเพื่อสร้างและพัฒนาโปรแกรมการศึกษาที่มีคุณภาพสูง ภายใต้ความร่วมมือกับ Arizona State University โดยเครือข่าย ASU-Cintana Alliance เชื่อมโยงมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อส่งมอบผลลัพธ์ทางการศึกษาที่มีคุณค่าต่อการเปลี่ยนแปลง ณ นาทีนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mthai.com/tech/399502.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06jvEyPOM4MVcZ5UOoTmdB

  • วิทยาลัยชุมชนระนอง ประชุมคณะอนุฯ เดินหน้าพัฒนาคุณภาพการศึกษา | เดลินิวส์

    วิทยาลัยชุมชนระนอง ประชุมคณะอนุฯ เดินหน้าพัฒนาคุณภาพการศึกษา | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 17 ต.ค. ที่ห้องประชุมไข่มุก วิทยาลัยชุมชนระนอง ว่าที่ร.ต.กฤษฎา ฉิมพลีวัฒน์ ผอ.วิทยาลัยชุมชนระนอง ประชุมคณะอนุกรรมการวิชาการฯ ครั้งที่ 10/2568 โดยมีนายสมโชค วงศ์ภิวัฒนา อนุกรรมการวิชาการวิทยาลัยชุมชนระนอง เข้าร่วม โดยการประชุมในครั้งนี้ มีการพิจารณาหลายประเด็นสำคัญเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา อาทิ ขอความเห็นชอบจัดตั้งห้องเรียนและตารางการจัดการเรียนการสอน ระดับอนุปริญญา ประจำภาคการศึกษาที่ 2/2568 สำหรับนักศึกษาอนุปริญญา รหัสขึ้นต้น 67 และ 68 ขอความเห็นชอบอนุมัติอาจารย์ผู้สอนระดับอนุปริญญา ประจำภาคการศึกษาที่ 2/2568 สำหรับนักศึกษาอนุปริญญา รหัสขึ้นต้น 68 (วิเคราะห์ศักยภาพ และความสอดคล้องกับเกณฑ์คุณสมบัติ) พิจารณากลั่นกรองผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรอนุปริญญาของวิทยาลัยชุมชนระนอง ประจำปีการศึกษา 2567 (ภาคการศึกษาที่ 2/2567) พิจารณาเห็นชอบแผนการดำเนินงานรองรับการรับนักศึกษาอนุปริญญา ปีงบประมาณ 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5214234/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VpeEhq3IeLKlnO3PSsu8D

  • รมว.ศธ. “นฤมล” ลั่นอาชีวะไม่ใช่แค่เด็กช่างอีกต่อไป! พร้อมเดินหน้านโยบาย “เรียนดี มีคุณธรรม” เปิดทางเอกชนร่วมผลิตกำลังคนคุณภาพ – กระทรวงศึกษาธิการ

    รมว.ศธ. “นฤมล” ลั่นอาชีวะไม่ใช่แค่เด็กช่างอีกต่อไป! พร้อมเดินหน้านโยบาย “เรียนดี มีคุณธรรม” เปิดทางเอกชนร่วมผลิตกำลังคนคุณภาพ – กระทรวงศึกษาธิการ

    17 ตุลาคม 2568 – ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมและมอบนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาอาชีวศึกษา ภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีคุณธรรม” และ ”การพัฒนาอาชีวศึกษาไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงในยุค VUCA World” โดยมีนายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา พร้อมด้วยรองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้แก่ นายวิทวัต ปัญจมะวัต นายสง่า แต่เชื้อสาย นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ ตลอดจนคณะที่ปรึกษา สอศ. ผู้บริหาร สอศ.จากส่วนกลาง ผู้บริหารสถาบันอาชีวศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษารัฐและเอกชนจากทั่วประเทศ เข้าร่วมกว่า 1,000 คน ณ ห้องมงกุฎเพชรแกรนด์บอลรูม ชั้น 2 โรงแรมโฆษะ จังหวัดขอนแก่น

    ศาสตราจารย์นฤมล กล่าวว่า หลายคนเมื่อพูดถึง “อาชีวะ” มักจะนึกถึงเด็กช่างกล เด็กเทคนิค แต่จริง ๆ แล้ว อาชีวะมีสายวิชาชีพที่หลากหลายมาก ทั้งสายซอฟต์สกิล เช่น วิชาชีพทางสิ่งทอ การตัดเย็บ อาหาร การโรงแรม และอีกมากมาย ซึ่งยังไม่ค่อยได้รับการประชาสัมพันธ์เท่าที่ควร ซึ่งในวันนี้ได้เห็นน้อง ๆ อาชีวศึกษาที่ร่วมมือกับกรมที่ดิน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และกรมธนารักษ์ จัดโครงการผลิตและพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง เพื่อให้ส่วนราชการมีกำลังคนคุณภาพที่พร้อมปฏิบัติงานได้ทันทีเมื่อบรรจุเข้ารับราชการ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีมาก โดยวานนี้ในการหารือร่วมกับสถานศึกษาอาชีวะเอกชนได้บอกไปแล้วว่า ควรเปิดโอกาสให้วิทยาลัยเอกชนเข้าร่วมโครงการนี้ด้วย เพราะเขาก็คือลูกหลานของเราเหมือนกัน เพียงแต่เรียนอยู่ในสถานศึกษาเอกชน หากเปิดให้เข้าร่วม ก็จะเป็นโอกาสให้ได้บรรจุเป็นข้าราชการเช่นกัน และหน่วยราชการเองก็จะได้บุคลากรรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ

    ขณะนี้ ส.ป.ก. มีตำแหน่งว่างจำนวนมาก โดยเฉพาะสายงาน “ช่างสำรวจ” ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการเร่งออกโฉนดที่ดินเพื่อการเกษตรในอดีต เมื่อครั้งตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงถือเป็นโอกาสทองของอาชีวศึกษาในการผลิตคนตรงสาขา เพื่อรองรับความต้องการของประเทศ

    ศาสตราจารย์นฤมล กล่าวต่อถึงประเด็นสำคัญที่รัฐบาลและสมาชิกรัฐสภาทุกฝ่ายเห็นพ้องกัน คือ ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา โดยระบบการศึกษาไม่จำเป็นต้องเป็นสายสามัญเท่านั้น และทาง สอศ. และ สกร. สามารถเป็นแกนหลักในการค้นหาและตามเด็ก ๆ กลับเข้ามาสู่ระบบได้ ซึ่งการเรียนสายอาชีพกับการเรียนรู้ของ สกร. เป็นทางอีกทางเลือกที่จะเรียนแล้วมีงานทำแน่ ๆ ไม่ใช่เรียนเพื่อให้ได้วุฒิการศึกษาเท่านั้น จึงได้ฝากให้เลขาธิการ กอศ. และอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ดำเนินการติดตามเด็กที่หลุดออกจากระบบกลับมาให้ได้มากที่สุดในสมัยที่อาจารย์เป็นรัฐบาล

    ทั้งนี้ ศาสตราจารย์นฤมล ได้กล่าวถึงข้อเสนอจากอาชีวะเอกชน เรื่องสิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับภาคเอกชนที่ให้ทุนการศึกษา ซึ่งสิทธิดังกล่าวสิ้นสุดไปตั้งแต่ปี 2567 โดยยืนยันว่า จะหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อขอให้ฟื้นสิทธินี้กลับมา เพราะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย และภาคเอกชนได้ลดหย่อนภาษี นักศึกษาได้ทุนเรียน ตลาดแรงงานได้คนตรงสาขา วันนี้ขอบคุณผู้บริหารอาชีวศึกษาทุกท่าน โดยเฉพาะผู้ที่สะท้อนปัญหาในพื้นที่ เช่น เรื่องอัตรากำลัง ทรัพยากร และเครื่องมือฝึกที่ยังไม่เพียงพอ ซึ่งอาจารย์จะเร่งผลักดันให้ทุกวิทยาลัยมีความพร้อมเต็มที่ในการพัฒนาผู้เรียน

    “อาชีวะในวันนี้ไม่ใช่เด็กตีกันอีกต่อไป แต่คือ อาชีวะสร้างชาติ ที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วในทุกสถานการณ์ ทั้งภารกิจอาชีวะฝีมือชน คนสร้างชาติ, Fix it Center, Fix it จิตอาสา ที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือสังคมทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ ไม่ว่าจะน้ำท่วม แผ่นดินไหว หรือดินถล่ม อาชีวะอยู่แนวหน้าเสมอ ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นมาก แต่ภารกิจเหล่านี้ก็ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ซึ่งกระทรวงจะผลักดันให้ทุกสถานศึกษามีความพร้อมและได้รับการสนับสนุนอย่างดีที่สุด รวมทั้งนโยบายการศึกษาต่าง ๆ ที่จะผลักดันให้สำเร็จภายในรัฐบาลสมัยนี้ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เพื่อขจัดปัญหา อุปสรรคในการจัดการศึกษาเพื่อการมีงานทำ มีรายได้, การปรับปรุงระบบวิทยฐานะ ที่จะปรับเกณฑ์การประเมินครูอาชีวะ ให้สอคคล้องและเหมาะสมกับความก้าวหน้าในวิชาชีพสาขาต่าง ๆ, การแก้ปัญหาหนี้สินครูฯ” ศาสตราจารย์นฤมล กล่าวย้ำ

    ธรรมนารี ชดช้อย / เรียบเรียง, กราฟิก
    สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ/ภาพ, ข่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/moe-sema1-ovec-3/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0D3LP3vaw8zMmOasqZsReS