Category: วัฒนธรรม

  • สหประชาชาติเตือนคนยากจน 900 ล้านคนต้องเผชิญภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    สหประชาชาติเตือนคนยากจน 900 ล้านคนต้องเผชิญภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    องค์การสหประชาชาติเผยผลศึกษาล่าสุดเมื่อวันศุกร์ (17 ต.ค.) ที่ผ่านมา ชี้ว่า คนยากจนร้อยละ 80 ของโลก หรือประมาณ 900 ล้านคน ต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น

    ภาระหนักของคนยากจน

    “ไม่มีใครรอดพ้นจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มความถี่และแรงขึ้น เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม คลื่นความร้อน และมลพิษทางอากาศ แต่คนยากจนในหมู่เราเป็นผู้ที่เผชิญกับผลกระทบที่รุนแรงที่สุด”

    — เฮาเลียง ซู รักษาการผู้บริหารโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ กล่าวในแถลงการณ์

    ผลการศึกษาประจำปีที่เผยแพร่โดยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติร่วมกับสถาบันความยากจนและการพัฒนามนุษย์แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด พบว่า มีประชากร 1.1 พันล้านคน หรือประมาณร้อยละ 18 จากประชากร 6.3 พันล้านคนใน 109 ประเทศที่ศึกษา ตกอยู่ในภาวะ “ความยากจนหลายมิติแบบเฉียบพลัน” โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น อัตราการตายของทารก การเข้าถึงที่อยู่อาศัย การสุขาภิบาล ไฟฟ้า และการศึกษา

    ตัวอย่างจากชุมชนกัวรานี

    รายงานยกตัวอย่างกรณีของริคาร์โด สมาชิกชุมชนพื้นเมืองกัวรานีที่อาศัยอยู่นอกเมืองซานตาครูซ เด ลา เซียร์รา เมืองใหญ่ที่สุดของโบลิเวีย ริคาร์โดซึ่งมีรายได้เพียงเล็กน้อยจากการเป็นลูกจ้างรายวัน อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กกับคนอีก 18 คน รวมทั้งลูกสามคน พ่อแม่ และญาติคนอื่น

    บ้านหลังนี้มีห้องน้ำเพียงห้องเดียว ครัวที่ใช้ไม้และถ่านหิน และเด็กไม่มีใครได้เข้าโรงเรียน “ชีวิตของพวกเขาสะท้อนความเป็นจริงหลายมิติของความยากจน” รายงานระบุ

    พื้นที่เสี่ยงสูงและการแพร่กระจาย

    สองภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากความยากจนอย่างรุนแรง คือ แอฟริกาใต้สะฮารา และเอเชียใต้ ซึ่งยังมีความเสี่ยงสูงต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานเน้นย้ำถึงความเชื่อมโยงระหว่างความยากจนกับการเผชิญภัยสิ่งแวดล้อม 4 ประเภท ได้แก่ ความร้อนรุนแรง ภัยแล้ง น้ำท่วม และมลพิษทางอากาศ

    ผู้เขียนรายงานชี้ว่า ครัวเรือนที่ยากจนมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นพิเศษ เนื่องจากหลายคนพึ่งพาอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การเกษตรและแรงงานนอกระบบ เมื่อภัยต่างๆ เกิดขึ้นซ้อนทับกันหรือซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะทำให้ความด้อยโอกาสที่มีอยู่แล้วรุนแรงยิ่งขึ้น

    ความท้าทายและแนวทางแก้ไข

    ผลตาม การศึกษาพบว่า ประชากร 887 ล้านคน หรือเกือบร้อยละ 79 ของคนยากจน เผชิญกับภัยคุกคามอย่างน้อยหนึ่งประเภท โดย 608 ล้านคนประสบกับความร้อนรุนแรง, 577 ล้านคนได้รับผลกระทบจากมลพิษ, 465 ล้านคนจากน้ำท่วม, และ 207 ล้านคนจากภัยแล้ง

    เฮาเลียง ซู เสริมว่า การประชุมสุดยอด COP30 ของสหประชาชาติที่บราซิลในเดือนพฤศจิกายนนี้ “เป็นโมเมนต์สำหรับผู้นำโลกที่จะมองการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศให้เป็นการดำเนินการต่อต้านความยากจน”

    รายงานสรุปว่า การตอบสนองต่อความเสี่ยงที่ซ้อนทับกันต้องให้ความสำคัญกับทั้งผู้คนและดาวเคราะห์ และเหนือสิ่งอื่นใด ต้องเปลี่ยนจากการรับรู้สู่การดำเนินการอย่างรวดเร็ว

    Severe flooding in Sudan is an example of how the world's poorest people are also exposed to climate risks

    Severe flooding in Sudan is an example of how the world’s poorest people are also exposed to climate risks

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/un-warns-900-million-poor-climate-threats&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KpkhS56xF2ORh4a0lDA4g

  • ‘เสธ.นิด’แนะศึกษาการสู้รบระหว่าง‘ปากีสถาน กับ อัฟกานิสถาน’ เทียบชายแดนไทย-กัมพูชา

    ‘เสธ.นิด’แนะศึกษาการสู้รบระหว่าง‘ปากีสถาน กับ อัฟกานิสถาน’ เทียบชายแดนไทย-กัมพูชา

    วันศุกร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 08.58 น.

    ‘เสธ.นิด’แนะศึกษาการสู้รบระหว่าง‘ปากีสถาน กับ อัฟกานิสถาน’ เทียบชายแดนไทย-กัมพูชา

    17 ตุลาคม 2568 พลอากาศโทวัชระ ฤทธาคนี หรือ “เสธ.นิด” อดีตนายทหารนักบินกองทัพอากาศ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก Vachara Riddhagni ระบุว่า…

    ปัญหาการสู้รบที่เกี่ยวข้องกับปัญหาชายแดนเกิดขึ้นในหลายๆประเทศที่ตกลงกันไม่ได้และที่เกิดควบคู่กับปัญหาสงครามจำกัดเขตชายแดนไทย/กัมพูชา คือ การสู้รบระหว่างปากีสถานกับอัฟกานิสถาน

    แต่การสู้รบของปากีสถานกับอัฟกานิสถานนั้นรุนแรงกว่าการสู้รบไทยกับกัมพูชามากนัก และปัญหาชายแดนเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน

    ทั้งปากีสถานและอัฟกานิสถานต่างมีปัญหากลุ่มกองโจรก่อการร้ายมีฐานปฏิบัติการอยู่บริเวณพรมแดนของทั้ง 2 ประเทศ

    และเหตุเกิดขึ้นเมื่อทหารปากีสถานยิงใส่ฐานที่มันกองกำลังตาลีบันฝ่ายอัฟกานิสถานที่ปากีสถานกล่าวหาว่าสนับสนุนกลุ่มกองโจรก่อการร้ายตาลีบันในปากีสถาน จึงสู้รบกันเป็นระยะตั้งปี 2022 และรบกันรุนแรงขึ้นในปลายปี 2024 เรื่อยมาจน 2025 ซึ่งมีการหยุดยิงกันแต่ก็มีการละเมิดข้อตกลง ก็รบกันอีก

    เมื่อเร็วๆนี้มีการปะทะกันค่อนข้างจะรุนแรง ทอ.ปากีสถานส่งฝูงบินถล่มกองทัพตาลีบันถึงกรุงคาบูล มีการโจมตีทางอากาศจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญๆเช่นช่องทางผ่านไคเบอร์ Kyber Pass อันเป็นช่องทางบกทางเดียวที่ตัดผ่านหลายเทือกเขาเชื่อมประเทศปากีสถานกับอัฟกานิสถาน ที่ซึ่งกลุ่มก่อการร้ายตั้งฐานอยู่ปะปนชาวบ้านในชุมชนหนาแน่นมีคนบริสุทธิ์ตายนับสิบๆ

    การศึกษาการสู้รบระหว่าง 2 ชาตินี้รัฐบาลโดยกระทรวงการต่างประเทศต้องศึกษาเพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงการเมือง/การทูตเปรียบเทียบซึ่งตามนัยการสงครามพรมแดนแล้วรุนแรงกว่าการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชามากนัก

    แต่ที่มีธรรมชาติสงครามเหมือนกันคือ ฝ่ายกัมพูชาไม่มีกองทัพอากาศเช่นเดียวกันกับอัฟกานิสถานก็ไม่มีกองทัพอากาศ

    ข้อสังเกตที่ต้องศึกษา คือ สหรัฐฯไม่แทรกแซง  NGO มนุษยชนและสหประชาชาติก็ไม่ได้ให้ความสนใจหรือเพ่งเล็งเป็นพิเศษ แต่มีการขอให้หยุดยิง (ข้อเท็จจริงนี้เป็นข้อตอบโต้พวกโลกสวย พวกตีสองหน้ารักสันติแต่ตำหนิชาติตนเอง)

    กองทัพไทย กองทัพอากาศยึดมั่นในหลักสงครามดำรงธรรม Just War ซึ่งเป็นแม่บทของกฎบัตรสหประชาชาติมาตราที่ 51 ว่าด้วยการรบป้องกันตัว ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนพลเรือน

    และมีหลักการตามประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์และวัฒนธรรมที่ใกล้ชิดกับกัมพูชาและสำนึกในเรื่องมนุษยธรรม (ความจริงปากีสถานกับอัฟกานิสถานก็มีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมละความใกล้ชิดกันคล้ายๆกับไทย/กัมพูชาแต่รบกันรุนแรงกว่า)

    แต่ตามตำราพิชัยสงครามแล้วเมื่อรบกันก็ต้องรบกันเต็มที่หวังผลชัยชนะ ถ้าต้องใช้ความรุนแรงก็ต้องใช้ความรุนแรง มันเป็นธรรมชาติของสงครามแต่ทหารไทยจะพิจารณาอย่างรอบคอบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/921594&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-tynJAZW2SSEUHBPOlC3a

  • “บิ๊กกุ้ง” ลั่น “กัมพูชา” ไร้ความจริงใจ แนะแก้ปัญหาสแกมเมอร์ เพราะไทยคือเหยื่อ

    “บิ๊กกุ้ง” ลั่น “กัมพูชา” ไร้ความจริงใจ แนะแก้ปัญหาสแกมเมอร์ เพราะไทยคือเหยื่อ

    สถานการณ์ยังตึงเครียด “บิ๊กกุ้ง” ลั่น “กัมพูชา” ไม่มีความจริงใจในเรื่องของการแก้ปัญหาชายแดน พร้อมแนะแก้ปัญหาสแกมเมอร์ เพราะไทยคือ 1 ในเหยื่อ

    วันที่ 17 ต.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณหอประชุมโรงเรียนชัยนาทพิทยาคม อ.เมืองชัยนาท จ.ชัยนาท พลโท บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 และที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก เดินทางมาปาฐกถาพิเศษ ตามโครงการพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุทัยธานี ชัยนาท ภายใต้หัวข้อ “เด็กไทย ใฝ่ดี ชัยนาทโมเดล” ซึ่งมีบุคลากรทางการศึกษา นักเรียน นักศึกษา ในพื้นที่จังหวัดชัยนาท และประชาชนทั่วไป กว่า 500 คน เข้าร่วมรับฟังการบรรยายในครั้งนี้

    ทั้งนี้เมื่อ พลโท บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 และที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก เดินทางมาถึงยังสถานที่ปาฐกถาพิเศษ ต่างมีประชาชนจำนวนมากเดินทางมามอบดอกไม้ให้กำลังใจ และตะโกนบอกรักแม่ทัพกุ้ง

    สำหรับการปาฐกถาพิเศษในครั้งนี้ พลโท บุญสิน พาดกลาง ได้กล่าวถึงเรื่องการปลูกฝังให้เยาวชนไทยนั้นรู้รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งการบรรยายในครั้งนี้ ก็อยากจะให้ผู้ที่เข้ารับฟังการบรรยาย นำไปเผยแพร่ต่อยอดให้ประชาชนทั่วไปได้รู้ถึงแก่นแท้ในสิ่งที่ถูกต้องให้กับลูกหลานคนไทยต่อไป

    ภายหลังจากที่ พลโท บุญสิน พาดกลาง ได้เกษียณอายุราชการออกมาก็คิดอย่างเดียวที่อยากจะเดินทางไปพบปะพี่น้องประชาชน เพื่อที่จะปลูกฝังให้คนไทยนั้นสำนึกในบุญคุณของพระเจ้าแผ่นดิน ที่ทำให้มีประเทศไทยมาจวบจนทุกวันนี้ นอกจากนี้แล้ว ต้องสดุดีทหารหาญที่เสียชีวิต และบาดเจ็บในสมรภูมิการรบชายแดนไทย กัมพูชา และก็ยังเชื่อว่าคนไทยหลาย ๆ คนรักชาติ รักแผ่นดินมีจำนวนมาก

    ทั้งนี้ ภายหลังจากได้ปาฐกถาพิเศษจบ พลโท บุญสิน เผยว่า ประเด็นของเรื่อง RBC ที่ทางกัมพูชาได้มีการเลื่อนถกเรื่องของทุ่นระเบิด ส่วนตัวคิดว่าตอนนี้ยังไม่เหมาะที่จะมานั่งประชุมอะไรกันเพราะว่าสถานการณ์ยังตึงอยู่ ซึ่งประชุมไปตกลงไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร เลื่อนไปดีแล้ว ซึ่งดูท่าทีแล้วแน่นอนว่าทางกัมพูชาไม่มีความจริงใจในเรื่องของการแก้ปัญหาชายแดน

    ส่วนประเด็นที่ทางประเทศเกาหลีได้มีการไปพูดคุยกับ ฮุนมาเน็ต ที่มีท่าทีอ่อนน้อมกับกัมพูชาเป็นอย่างดี แต่กับประเทศไทยกลับไม่มีท่าทีที่จริงจังเลย ตรงนี้อยู่ที่ผู้นำของทางเกาหลีที่เขาเป็นห่วงประชาชนของเขา ซึ่งประเทศไทยเราก็ทำมาโดยต่อเนื่อง ส่วนเรื่องของการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ ตรงนี้จะละเลยไม่ได้ เพราะคนไทยก็เป็นเหยื่อหนึ่งในนั้น และไทยต้องเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหานี้ ซึ่งหลาย ๆ ประเทศขณะนี้ต้องการที่จะเข้าร่วมแก้ปัญหาสแกมเมอร์ ซึ่งประเทศไทยสมควรที่จะเข้าร่วมด้วยเนื่องจากมูลค่าความเสียหายมันเยอะ คนดีหลาย ๆ คนจะต้องมาเสียทรัพย์สินให้กับกลุ่มพวกนี้ และควรที่จะทำแบบจริงจังร่วมกับประชาคมโลก

    อย่างไรก็ตาม ส่วนเรื่องของ MOU ที่กลับมาเป็นประเด็นข้อโต้เถียงตรงนี้ ขอให้เป็นเรื่องผู้นำประเทศ และ ทางกองทัพ ได้คุยกันถึงข้อดีข้อเสียอันไหนดีมีผลประโยชน์ที่ดีต่อประเทศก็ต้องมานั่งคุยกัน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2889669&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gesRWDOoVe1UdA_KJ-fLw

  • ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูกันดา – กระทรวงการต่างประเทศ

    ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูกันดา – กระทรวงการต่างประเทศ

    ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูกันดา

    ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูกันดา

    วันที่นำเข้าข้อมูล 17 ต.ค. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 17 ต.ค. 2568

    | 82 view

    เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ด้านการเมือง) พบหารือทวิภาคีกับนาย Henry Oryem Okello รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูกันดา ในห้วงการประชุมระดับรัฐมนตรีของกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Aligned Movement: NAM) ครั้งที่ 19 ณ กรุงกัมปาลา สาธารณรัฐยูกันดา

    ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันในการส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคีระหว่างไทยกับยูกันดา โดยเฉพาะด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว โดยยูกันดาพร้อมต้อนรับนักธุรกิจและผู้ประกอบการที่มีศักยภาพจากไทย ขณะที่ฝ่ายยูกันดาขอบคุณการดำเนินความร่วมมือเพื่อการพัฒนากับฝ่ายไทย ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนทุนการศึกษาและการฝึกอบรมระยะสั้น และพร้อมสนับสนุนข้อริเริ่ม Thailand – Africa Initiative (TAI) ของไทยที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนระหว่างไทยกับแอฟริกา ทั้งยังแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับความร่วมมือในการต่อต้านการค้ามนุษย์ด้วย

    ฝ่ายไทยได้กล่าวชื่นชมบทบาทนำของยูกันดาในแอฟริกาและการขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้กลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ในฐานะประธานของกลุ่มฯ


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/advisor-to-fm-meets-uganda-mos-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a904%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a906&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1THwqbA_NzlTeOEk5BZRWg

  • คุยกับ ‘มินนี่ วศิตาภาวิ์’กับผลงานเพลง ‘รักจัดหนักอกหักจัดเต็ม’ – แนวหน้า

    คุยกับ ‘มินนี่ วศิตาภาวิ์’กับผลงานเพลง ‘รักจัดหนักอกหักจัดเต็ม’ – แนวหน้า

    มินนี่ วศิตาภาวิ์ สาระกุล” (ชื่อเดิมชื่อทอฟ้า)เป็นนักแสดงค่ายมหามงคลฟิล์ม ผลงานละคร เรื่องมหัศจรรย์รักดอกซากุระ แสดงเป็นนางเอกคู่กับต้าวหยอง ทางช่อง 9 mcot …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/921793&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08S8m8dn0AUoClqOK8ghq5

  • “นฤมล” จ่อ ถกคลังคืนสิทธิลดหย่อนภาษีภาคเอกชนที่ให้ทุนการศึกษา

    “นฤมล” จ่อ ถกคลังคืนสิทธิลดหย่อนภาษีภาคเอกชนที่ให้ทุนการศึกษา

    “รมว.นฤมล” ลั่นอาชีวะไม่ใช่แค่เด็กช่างอีกต่อไป พัฒนาให้ทันยุค VUCA World เปิดทางเอกชน ร่วมผลิตกำลังคนคุณภาพ จ่อ ถกคลังคืนสิทธิลดหย่อนภาษีทุนการศึกษา

    วันที่ 17 ต.ค. 2568 ที่โรงแรมโฆษะ จังหวัดขอนแก่น กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดประชุมผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี

    ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมและมอบนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาอาชีวศึกษา ภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีคุณธรรม” และ “การพัฒนาอาชีวศึกษาไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงในยุค VUCA World” ร่วมด้วย คณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ อาทิ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, นายวิทวัต ปัญจมะวัต รองเลขาธิการ กอศ., นายสง่า แต่เชื้อสาย รองเลขาธิการ กอศ., นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ รองเลขาธิการ กอศ. เข้าร่วม

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า หลายคนเมื่อพูดถึงอาชีวะ มักจะนึกถึงเด็กช่างกล เด็กเทคนิค แต่จริง ๆ แล้ว อาชีวะมีสายวิชาชีพที่หลากหลายมาก ทั้งสายซอฟต์สกิล เช่น วิชาชีพทางสิ่งทอ การตัดเย็บ อาหาร การโรงแรม และอีกมากมาย ซึ่งยังไม่ค่อยได้รับการประชาสัมพันธ์เท่าที่ควร เมื่อสักครู่ก็ได้เห็นน้อง ๆ อาชีวศึกษาที่ร่วมมือกับกรมที่ดิน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และกรมธนารักษ์ จัดโครงการผลิตและพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง เพื่อให้ส่วนราชการมีกำลังคนคุณภาพที่พร้อมปฏิบัติงานได้ทันทีเมื่อบรรจุเข้ารับราชการ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีมาก โดยกล่าวไปแล้วว่า ควรเปิดโอกาสให้วิทยาลัยเอกชนเข้าร่วมโครงการนี้ด้วย เพราะเขาก็คือลูกหลานของเราเหมือนกัน เพียงแต่เรียนอยู่ในสถาบันเอกชน หากเปิดให้เข้าร่วม ก็จะเป็นโอกาสให้ได้บรรจุเป็นข้าราชการเช่นกัน และหน่วยราชการเองก็จะได้บุคลากรรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ

    ขณะนี้ ส.ป.ก.มีตำแหน่งว่างจำนวนมาก โดยเฉพาะสายงาน “ช่างสำรวจ” ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการเร่งออกโฉนดที่ดินเพื่อการเกษตรในอดีต เมื่อครั้งตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงถือเป็นโอกาสทองของอาชีวศึกษาในการผลิตคนตรงสาขา เพื่อรองรับความต้องการของประเทศ

    รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อถึงประเด็นสำคัญที่รัฐบาลและสมาชิกรัฐสภาทุกฝ่ายเห็นพ้องกัน คือ ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา โดยระบบการศึกษาไม่จำเป็นต้องเป็นสายสามัญเท่านั้น ทาง สอศ. และ สกร. สามารถเป็นแกนหลักในการค้นหาและตามเด็ก ๆ กลับเข้ามาสู่ระบบได้ ซึ่งการเรียนสายอาชีวะกับการเรียนรู้ของ สกร. เป็นอีกทางเลือกที่จะเรียนแล้วมีงานทำแน่ ๆ ไม่ใช่เรียนเพื่อให้ได้วุฒิการศึกษาเท่านั้น จึงได้ฝากให้เลขาธิการ กอศ. และอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ดำเนินการในเรื่องติดตามเด็กที่หลุดออกจากระบบกลับมาให้ได้มากที่สุด

    ทั้งนี้ ศ.ดร.นฤมล ได้กล่าวถึงข้อเสนอจากอาชีวะเอกชนเรื่อง สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับภาคเอกชนที่ให้ทุนการศึกษา ซึ่งสิทธิดังกล่าวสิ้นสุดไปตั้งแต่ปี 2567 โดยยืนยันว่า จะหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อขอให้ฟื้นสิทธินี้กลับมา เพราะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย และภาคเอกชนได้ลดหย่อนภาษี นักศึกษาได้ทุนเรียน ตลาดแรงงานได้คนตรงสาขา วันนี้ขอบคุณผู้บริหารอาชีวศึกษาทุกท่าน โดยเฉพาะผู้ที่สะท้อนปัญหาในพื้นที่ เช่น เรื่องอัตรากำลัง ทรัพยากร และเครื่องมือฝึกที่ยังไม่เพียงพอ ซึ่งตนจะเร่งผลักดันให้ทุกวิทยาลัยมีความพร้อมเต็มที่ในการพัฒนาผู้เรียน

    “อาชีวะในวันนี้ไม่ใช่เด็กตีกันอีกต่อไป แต่คือ อาชีวะสร้างชาติ ที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วในทุกสถานการณ์ ทั้งภารกิจจิตอาสา ฟิกซ์เซ็นเตอร์ หรือการลงพื้นที่ช่วยเหลือสังคมทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ ไม่ว่าจะน้ำท่วม แผ่นดินไหว หรือดินถล่ม อาชีวะอยู่แนวหน้าเสมอ ภาพลักษณ์ดีขึ้นมาก แต่ภารกิจเหล่านี้ก็ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ซึ่งกระทรวงจะผลักดันให้ทุกสถานศึกษามีความพร้อมและได้รับการสนับสนุนอย่างดีที่สุด” รมว.ศึกษาธิการ กล่าวย้ำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2889708&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cLxBXjJSeUB4cOcrQZbmO

  • การจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

    การจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

    ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :

    ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


    Advertisement

    Advertisement

    การจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

    ดาวน์โหลดไฟล์เอกสาร

    ที่มา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 

    พลาสติกปูโต๊ะ ผ้าปูโต๊ะกันน้ำ แบบใส

    ฿148 – ฿535

    https://s.shopee.co.th/7V3F6KvQJG?share_channel_code=6


    การจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2568การจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเมื่อสิ้นปีงบประมาณพ.ศ.2568

    Advertisement

    ≡ เรื่องอื่นๆ ที่น่าอ่าน ≡

    :: เรื่องปักหมุด ::

    Advertisement

    ≡ เรื่องน่าสนใจในหมวดหมู่นี้ ≡

    บอร์ด.สกสค.อนุมัติงบฯ3,000ล.ให้สกสค.-องค์การค้า บริหารจัดการ พร้อมมอบองค์การค้าฯทำแผนจัดการหนี้กว่า6,000ล.รายงานบอร์ด.ทุกครั้ง

    บอร์ด.สกสค.อนุมัติงบฯ3,000ล.ให้สกสค.-องค์การค้า บริหารจัดการ พร้อมมอบองค์การค้าฯทำแผนจัดการหนี้กว่า6,000ล.รายงานบอร์ด.ทุกครั้ง

    เปิดอ่าน 337 ☕ 15 ต.ค. 2568

    ก.ค.ศ.ประชุมพิจารณา (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการนำรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกในบัญชีหนึ่งไปขึ้นบัญชีเป็นผู้ได้รับการคัดเลือกในบัญชีอื่น ตำแหน่งรอง ผอ.และ ผอ.สถานศึกษา สังกัด สพฐ.

    ก.ค.ศ.ประชุมพิจารณา (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการนำรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกในบัญชีหนึ่งไปขึ้นบัญชีเป็นผู้ได้รับการคัดเลือกในบัญชีอื่น ตำแหน่งรอง ผอ.และ ผอ.สถานศึกษา สังกัด สพฐ.

    เปิดอ่าน 559 ☕ 15 ต.ค. 2568

    9 หลักการทำงาน นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ.

    9 หลักการทำงาน นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ.

    เปิดอ่าน 413 ☕ 15 ต.ค. 2568

    ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 8/2568 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568

    ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 8/2568 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568

    เปิดอ่าน 18,858 ☕ 14 ต.ค. 2568

    สพฐ.จัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 แผนงานบุคลากรภาครัฐ งบบุคลากรและงบดำเนินงาน เพื่อเป็นค่าตอบแทนการจ้างพนักงานราชการ (ครั้งที่ 1)

    สพฐ.จัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 แผนงานบุคลากรภาครัฐ งบบุคลากรและงบดำเนินงาน เพื่อเป็นค่าตอบแทนการจ้างพนักงานราชการ (ครั้งที่ 1)

    เปิดอ่าน 763 ☕ 14 ต.ค. 2568

    ≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

    เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
    สนามเด็กเล่น

    แหล่งรวมเกมส์ เกมส์ให้เล่นมากมาย ศูนย์รวมเกมส์สนุกๆ เกมส์ความรู้ เกมส์ลับสมอง เกมส์ประลองยุทธ แหล่งรวบรวมข้อมูล เกมส์ เกมส์ออนไลน์ เกมส์มันๆ เกมส์ตัดผม ไว้มากมายที่นี่ ให้เด็กๆได้เลือกเล่นมากมาย คลิกเลย


    เว็บไซต์ที่น่าสนใจ

  • ใบประกอบวิชาชีพครู
  • สอบ NETSAT คืออะไร
  • สอบ IELTS
  • สอบ TOEIC
  • สอบ SAT
  • เว็บไซต์พันธมิตร

  • เรียน TGAT Online
  • สอบ ACT คืออะไร
  • chulatutor
  • เพลงเด็กอนุบาล
  •  

    หมวดหมู่เนื้อหา
    เนื้อหา แยกตามหมวดหมู่ สามารถเลืออ่านได้ตามหมวดหมู่ที่นี่


    · Technology
    · บทความเทคโนโลยีการศึกษา
    · e-Learning
    · Graphics & Multimedia
    · OpenSource & Freeware
    · ซอฟต์แวร์แนะนำ
    · การถ่ายภาพ
    · Hot Issue
    · Research Library
    · Questions in ETC
    · แวดวงนักเทคโนฯ


    · ความรู้ทั่วไป
    · คณิตศาสตร์
    · วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
    · ภาษาต่างประเทศ
    · ภาษาไทย
    · สุขศึกษาและพลศึกษา
    · สังคมศึกษา ศาสนาฯ
    · ศิลปศึกษาและดนตรี
    · การงานอาชีพ


    · ข่าวการศึกษา
    · ข่าวตามกระแสสังคม
    · งาน/บริการสังคม
    · คลิปวิดีโอยอดนิยม


    · เกมส์
    · เกมส์ฝึกสมอง


    · ทฤษฎีทางการศึกษา
    · บทความการศึกษา
    · การวิจัยทางการศึกษา


    · คุณครูควรรู้ไว้
    · เตรียมประเมินวิทยฐานะ
    · ผลงานวิชาการเล่มเต็ม
    · เครื่องมือสำหรับครู

    ครูบ้านนอกดอทคอม

    เว็บไซต์เพื่อครู ข่าวการศึกษา ความรู้ การศึกษาไทย

          kroobannok.com

    © 2000-2020 Kroobannok.com  
    All rights reserved.

    Design by : kroobannok.com

    ครูบ้านนอกดอทคอม
    การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

    วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
     

    ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

    เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

    Email : kornkham@hotmail.com
    Tel : 096-7158383

    สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
    คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ
     
         

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93002&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qAHd6_fFkpJGJAM1Z-7vw

  • ปิดฉากอย่างงดงาม โครงการ “สัปดาห์การบูรณาการการศึกษาและอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน” | TOPNEWS

    ปิดฉากอย่างงดงาม โครงการ “สัปดาห์การบูรณาการการศึกษาและอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน” | TOPNEWS

    ปิดฉากอย่างงดงาม สำหรับโครงการ “สัปดาห์การบูรณาการการศึกษาและอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน” หัวข้อ “ภาษาจีน + เครื่องมือ AI + TikTok” ประจำปี 2568 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สะท้อนความสำเร็จแห่งการเรียนรู้ไร้พรมแดน

    เมื่อวันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม 2568 ที่โรงแรมอโมร่า ท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ Mr. Lv Sheng (ลวี่ เซิ่ง) กงสุลฝ่ายพาณิชย์ สถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำเชียงใหม่ ให้เกียรติร่วมพิธีปิด โครงการ “สัปดาห์การบูรณาการการศึกษาเชิงวิชาการและอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน” ภายใต้หัวข้อ “ภาษาจีน + เครื่องมือ AI + TikTok” ประจำปี 2568 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 14 – 17 ตุลาคม 2568 พร้อมด้วยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิวัฒน์ ศรีสวัสดิ์ ประธานสมาคมการศึกษาดิจิทัลและวิศวกรรมการเรียนรู้ (DELE) Ms. Wang Zhen ผู้อำนวยการ Hainan Free Trade Zone Dehang Co.Ltd. (COSMOS) นางสาวชื่นจิตร์ อกตั๋น นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการสำนักนโยบายและแผนการอาชีวศึกษา ผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยมี Ms. Lian Chen ผู้อำนวยการฝ่ายจีน สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้เกียรติกล่าวปิดงาน

    นางสาวชื่นจิตร์ อกตั๋น นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สอศ. กล่าวว่า โครงการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึง ความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ที่ได้เปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยน และการสร้างสรรค์ร่วมกันระหว่างนักเรียนอาชีวศึกษาไทยและนักศึกษาจีนระดับปริญญาโท ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจของนักเรียนและนักศึกษาอาชีวศึกษา ที่ได้สั่งสมประสบการณ์และองค์ความรู้อันหลากหลาย เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการแข่งขันและการนำเสนอโครงการในวันนี้

    ผลงานของแต่ละทีมสะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ ความเพียรพยายาม และศักยภาพที่โดดเด่นของเยาวชน ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ การพัฒนาช่องทางการค้าออนไลน์ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อขยายตลาด ตลอดจนการเชื่อมโยงองค์ความรู้เชิงวิชาการเข้ากับความต้องการ ที่แท้จริงของภาคธุรกิจ ซึ่งล้วนแสดงให้เห็นว่า เยาวชนของเรามีความพร้อมที่จะก้าวสู่เศรษฐกิจใหม่อย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพ

    ในนามของ สอศ. ขอแสดงความขอบคุณอย่างยิ่งต่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสถาบันขงจื่อมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตลอดจนหน่วยงานสนับสนุน ที่ได้ให้ความร่วมมือและการช่วยเหลือ สอศ. ด้วยดีเสมอมา วิทยากร ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการ ที่ได้สละเวลาอันมีค่า ถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ตรงให้แก่นักเรียน-นักศึกษา และขอขอบคุณนักเรียน นักศึกษา รวมทั้งครูผู้ควบคุมทุกท่าน ที่ได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ และความคิดสร้างสรรค์ จนสามารถนำเสนอผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเชื่อมั่นว่าความรู้ ทักษะ และมิตรภาพที่ทุกคนได้รับในครั้งนี้ จะไม่เพียงแต่เป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าในวันนี้ แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจและรากฐานสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของทุกคนในอนาคต และยังเป็นการต่อยอดความร่วมมือด้านการศึกษาอาชีวะระหว่างไทย-จีนให้มั่นคงและยั่งยืนยิ่งขึ้น

    Ms. Lian Chen ผู้อำนวยการฝ่ายจีน สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า การศึกษาเชิงดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน ในครั้งนี้ ในนามของสถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ดิฉันขอขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุนและเข้าร่วมโครงการนี้อย่างสุดซึ้งตลอดหลายวันที่ผ่านมา เราได้ร่วมกันลงมือปฏิบัติ พัฒนาจาก “ภาษา” สู่ “ทักษะ” จาก “ห้องเรียน” สู่ “ตลาด” เมื่อได้เห็นนักเรียน นักศึกษาใช้ภาษาจีนในสนทนา ใช้เครื่องมือ AI สร้างสรรค์เนื้อหาและใช้ TikTok ถ่ายทอดผลิตภัณฑ์อันเป็นเอกลักษณ์ของไทย สิ่งที่เราเห็นไม่ใช่เพียงการประยุกต์ใช้ความรู้ แต่ยังเป็นการขยายพันธกิจของสถาบันขงจื่อฯ ที่มิได้จำกัดเพียงการเผยแพร่วัฒนธรรมและภาษา แต่ยังเป็นการผลักดันความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่จับต้องได้

    และเป็นเพื่อนร่วมทางในการช่วยให้เยาวชนเปลี่ยนการเรียนรู้ให้เป็นพลังแห่งการแข่งขันในสายอาชีพเมื่อได้เห็นผลงานอันสร้างสรรค์ของแต่ละทีม ทั้งคลิปวิดีโอ TikTok และแผนการตลาดที่มีเอกลักษณ์ เรารู้สึกชื่นชมและปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่ง เพราะนี่คือจุดประสงค์หลักของโครงการนี้ ทำให้การเรียนรู้ภาษาจีนสนุก ใช้ได้จริง ทำให้การพัฒนาทักษะมีทิศทางชัดเจน และทำให้ความร่วมมือไทย-จีนประสบความสำเร็จ เรารู้สึกยินดีที่ได้เห็นบริษัทอย่าง Hainan Free Trade Zone Dehang Co.Ltd. (COSMOS) ยื่นโอกาสฝึกงานที่ประเทศจีนให้กับนักศึกษาที่มีผลงานที่โดดเด่น ซึ่งนับเป็นผลลัพธ์ที่ยืนยันคุณค่าของสิ่งที่เรา มุ่งมั่นทำมา

    ขอแสดงความขอบคุณต่อสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาและ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ขอบคุณทีมผู้เชี่ยวชาญจากประเทศจีนที่ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้อย่างละเอียด และขอบคุณคณะผู้จัดงานและอาสาสมัครทุกท่านที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจอยู่เบื้องหลัง

    ในอนาคต สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จะยังคงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความ ร่วมมือ สร้างสรรค์โครงการที่เน้น “ภาษาจีน + ทักษะอาชีพ” อย่างต่อเนื่อง เพื่อบ่มเพาะพลังคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังสำคัญของมิตรภาพและการพัฒนาร่วมกันของจีน-ไทยต่อไป

    ขออวยพรให้นักเรียน นักศึกษาทุกท่านมีอนาคตที่สดใส และสามารถโบยบินอย่างมั่นใจ ท่ามกลางกระแสคลื่นแห่งเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างสง่างาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1360723&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tQBH9eWh8noF-A1iMjpwA

  • ส่องพฤติกรรมการรับประทานอาหารนอกบ้านของชาวอิตาเลียน ปี 2568

    ส่องพฤติกรรมการรับประทานอาหารนอกบ้านของชาวอิตาเลียน ปี 2568

    บริษัท CSA Reserch (บริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยตลาดและการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับสินค้าและบริการ) ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคผ่านระบบ CAWI ((Computer Assisted Web Interviewing) แบบสำรวจที่ผู้ถูกสำรวจดำเนินการตอบแบบสำรวจด้วยตนเองผ่านระบบอินเทอร์เน็ต) ในช่วงกลางปี 2568 จำนวน 8,000 ราย จากหลายประเทศ ได้แก่ อิตาลี สเปน ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และซาอุดิอาระเบีย เกี่ยวกับพฤติกรรมการรับประทานอาหารนอกบ้าน โดยผลสำรวจพบว่าประเทศในยุโรปมีแนวโน้มในการรับประทานอาหารนอกบ้านเพื่อเป็นการพบปะ/การเข้าสังคม ซึ่งจะพิจารณาคุณภาพเป็นปัจจัยพื้นฐาน รวมถึงการบริการ อาหารที่ดี และความบันเทิง โดยมื้ออาหารเย็นถือเป็นมื้ออาหารที่เป็นที่นิยมในอิตาลีและเยอรมนี ในขณะที่ มื้ออาหารกลางวันถือเป็นมื้ออาหารที่เป็นที่นิยมในสเปนและฝรั่งเศส

    ผลการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคอิตาลี จำนวน 1,500 ราย มีรายละเอียด ดังนี้ 

    1. การรับประทานอาหารนอกบ้าน – ผู้บริโภคเลือกรับประทานอาหารนอกบ้าน มีสัดส่วน 63.9% และผู้บริโภคเลือกที่จะไม่รับประทานอาหารนอกบ้าน มีสัดส่วน 36.1% โดยอิตาลีถือเป็นประเทศที่ผู้บริโภครับประทานอาหารนอกบ้าน มีสัดส่วนน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศดังกล่าวข้างต้น ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และซาอุดิอาระเบีย ซึ่งมีสัดส่วนสูงสุดถึง 98.2% สหรัฐอเมริกา มีสัดส่วน 88.1% สเปน มีสัดส่วน 87.0% สหราชอาณาจักร มีสัดส่วน 83.6% เยอรมนี มีสัดส่วน 83.6% และฝรั่งเศส มีสัดส่วน 72.2%

    2. เพศ – ผู้ชายในอิตาลีเลือกรับประทานอาหารนอกบ้าน มีสัดส่วนสูงถึง 65.1% ในขณะที่ ผู้หญิงในอิตาลีเลือกรับประทานอาหารนอกบ้าน มีสัดส่วน 62.7% 

    3. ช่วงอายุ – ผู้บริโภคในอิตาลีที่เลือกรับประทานอาหารนอกบ้านมากที่สุด มีช่วงอายุระหว่าง 25-34 ปี มีสัดส่วน 76.9% และผู้บริโภคที่เลือกรับประทานอาหารนอกบ้านน้อยที่สุด มีช่วงอายุ 65 ปีขึ้นไป มีสัดส่วน 47.2% 

    4. ภูมิภาค – ผู้บริโภคในอิตาลีที่เลือกรับประทานอาหารนอกบ้านส่วนใหญ่ อาศัยอยู่ในภาคกลาง มีสัดส่วน 71% ในขณะที่ ภาคใต้ผู้บริโภครับประทานอาหารนอกบ้านน้อยที่สุด มีสัดส่วน 60.1%

    5. ความหนาแน่นของประชากรในพื้นที่ – ผู้บริโภคที่เลือกรับประทานอาหารนอกบ้านมากที่สุด อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีประชากรไม่เกิน 10,000 คน มีสัดส่วน 67.2% และผู้บริโภคที่เลือกรับประทานอาหารนอกบ้านน้อยที่สุด อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีประชากรตั้งแต่ 10,001-30,000 คน มีสัดส่วน 59.3%

    6. อาชีพ – ผู้บริโภคที่เลือกรับประทานอาหารนอกบ้านมากที่สุดประกอบอาชีพอิสระ มีสัดส่วน 73.8 ในขณะที่ ผู้บริโภคที่ว่างงานเลือกรับประทานอาหารนอกบ้านน้อยที่สุด มีสัดส่วน 57.1%

    7. การศึกษา – ผู้บริโภคที่เลือกรับประทานอาหารนอกบ้านมากที่สุด มีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป มีสัดส่วน 72.3% และผู้บริโภคที่เลือกรับประทานอาหารนอกบ้านน้อยที่สุด มีการศึกษาระดับประถม มีสัดส่วน 36.9%

    8. ความถี่ – ผู้บริโภคในอิตาลีรับประทานอาหารนอกบ้าน มีสัดส่วน 63.9 % แบ่งเป็น รับประทานอาหาร  1-2 ครั้ง/สัปดาห์ สัดส่วน 30% รับประทานอาหาร 36 ครั้ง/สัปดาห์ สัดส่วน 21.9% และรับประทานอาหารมากกว่า 7 ครั้งขึ้นไป/สัปดาห์ สัดส่วน 12.0% ซึ่งผู้บริโภคในอิตาลีรับประทานอาหารนอกบ้านเฉลี่ย 2.6 ครั้ง/สัปดาห์    ในขณะที่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และซาอุดิอาระเบียรับประทานอาหารนอกบ้านเฉลี่ย 13.2 ครั้ง/สัปดาห์ 

    9. ประเภทอาหาร – อาหารที่ผู้บริโภคในอิตาลีนิยมรับประทานนอกบ้านมากที่สุด คือ พิซซ่า (34.8%) รองลงมา ได้แก่ อาหารท้องถิ่นอิตาเลียนตามแคว้นต่าง ๆ (30.0%) อาหารทั่วไปที่เสิร์ฟตามเมนู (14.0%) อาหาร fast food (8.4%) และอาหารต่างชาติ (ethnic food) (5.6%) โดยอาหารที่ผู้บริโภคในอิตาลีนิยมรับประทานนอกบ้านน้อยที่สุด คือ อาหารมังสวิรัติ/อาหารวีแกน (1.2%)

    10. สถานที่ – สถานที่ที่ผู้บริโภคในอิตาลีเลือกในการที่จะออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านมากที่สุด คือ บาร์ (41.1%) รองลงมา คือ ร้านพิซซ่า (37.2%) และร้านอาหารต่างชาติ (ethnic) (8.4%)

    11. ประเภทมื้ออาหาร – การรับประทานอาหารนอกบ้านของผู้บริโภคในอิตาลีส่วนใหญ่เลือกรับประทานอาหารมื้อค่ำ ซึ่งถือเป็นมื้ออาหารที่มีความสำคัญในอิตาลี มีสัดส่วน 50.3% รองลงมา ได้แก่ มื้อกลางวัน มีสัดส่วน 25.9% มื้อเช้า มีสัดส่วน 15.3% โดยมื้อดึกยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก มีสัดส่วน 0.6% นอกจากอิตาลีที่นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านมื้อค่ำแล้ว พบว่าเยอรมนีนิยมรับประทานอาหารมื้อค่ำเช่นกัน มีสัดส่วน 48.4% ในขณะที่ ฝรั่งเศส และสเปน นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านสำหรับมื้อกลางวัน มีสัดส่วน 47.1% และ 43.8% ตามลำดับ โดยสถานที่ที่ผู้บริโภคในอิตาลีเลือกออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านมากที่สุด คือ ร้านพิซซ่า (28.4%) รองลงมา ได้แก่ บาร์ (เสิร์ฟอาหารจานเย็น จานร้อน ขนมปังแบบง่าย ๆ) (20.0%) และร้านอาหารต่างชาติ (ethnic) (4.6%

    150181.jpg

    150218.jpg

    ความคิดเห็นของสคต. ณ เมืองมิลาน

    1. จากการสำรวจพฤติกรรมการบริโภคอาหารนอกบ้านของผู้บริโภคในอิตาลี แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่มีความสำคัญต่อภาคธุรกิจร้านอาหาร ผู้ประกอบธุรกิจด้านอาหารในอิตาลี ในการทำความเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันเพื่อเป็นการวางแผนในการดำเนินธุรกิจด้านอาหาร และร้านอาหารให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าผู้บริโภคในอิตาลีที่อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 25-34 ปี รับประทานอาหารนอกบ้านมากที่สุด ซึ่งในปี 2568 ประชากรในอิตาลีที่มีอายุระหว่าง 25-34 ปี มีจำนวนทั้งสิ้น 6,255,490 คน หรือคิดเป็นสัดส่วน 10.61% ของประชากรทั้งหมดในอิตาลี และเป็นกลุ่มที่นิยมใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) จึงเป็นกลุ่มเป้าหมายด้านการตลาดของธุรกิจร้านอาหาร

    2. จากผลสำรวจอาหารต่างชาติเริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่ผู้บริโภคเลือกรับประทานนอกบ้านเพิ่มขึ้น ดังนั้น ร้านอาหารไทย/ร้านอาหารที่จำหน่ายอาหารไทยบางรายการในอิตาลีมีจำนวนประมาณ 80 ร้าน ซึ่งเป็นร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จำนวน 14 ร้าน จึงเป็นทางเลือกของผู้บริโภคในการเลือกรับประทานอาหารต่างชาติ ทำให้อาหารไทยเป็นที่รู้จักมากขึ้น และช่วยกระตุ้นให้เกิดความต้องการบริโภคอาหาร ผลิตภัณฑ์อาหารไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ผู้ส่งออกไทยสามารถขยายการส่งออกสินค้าอาหาร ผลิตภัณฑ์อาหาร หรือแม้กระทั่งการพิจารณาเปิดธุรกิจร้านอาหารไทยในอิตาลีเพิ่มขึ้น โดยเจ้าของธุรกิจร้านอาหารไทยในอิตาลี อาจพิจารณาใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ ในการประชาสัมพันธ์ร้านอาหารให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้บริโภคชาวอิตาเลียนมากขึ้น

    ——————————————————————-

    ที่มา: 1. https://host.fieramilano.it/

    2. เครดิตรูปภาพประกอบข่าว Martin Naithani on Unsplash 

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองมิลาน 

    17 ตุลาคม 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/jiwbk3ehjfcp4otydh53c0tw&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RPavz1t7HG79IIJBXy8Fm

  • MUTผนึกม.นานาชาติสร้างโอกาสนักศึกษา ยกระดับบุคลากร-นวัตกรรมไทย

    MUTผนึกม.นานาชาติสร้างโอกาสนักศึกษา ยกระดับบุคลากร-นวัตกรรมไทย

    รศ.ดร.ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT) เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการพัฒนาการศึกษาและสร้างโอกาสระดับโลกแก่นักศึกษาไทย รวมถึงยกระดับขีดความสามารถด้านบุคลากรและนวัตกรรมของประเทศไทย

    โดยผ่านการดำเนินการเชิงกลยุทธ์ร่วมกับ rizona State University (ASU) มหาวิทยาลัยวิจัยในสหรัฐอเมริกา ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การอุดมศึกษาของประเทศไทย ที่มุ่งพัฒนากำลังคนที่มีทักษะสูง ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และบูรณาการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ากับนโยบายการศึกษา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ระบุถึงความจำเป็นในการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เชื่อมโยงและผสมผสานความรู้จากหลายสาขาวิชา 

    และเชื่อมโยงกับนานาชาติ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางประชากร การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการแข่งขันทางเศรษฐกิจ

    “ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งวิสัยทัศน์ในการพัฒนา MUT ให้เป็นศูนย์กลางการศึกษานวัตกรรมระดับโลก ที่สามารถสร้างทักษะอนาคตแก่นักศึกษาและบุคลากร ด้วยโมเดล Powered by ASU กำลังเปิดโอกาสให้นักศึกษาไทยได้เข้าถึงหลักสูตร คณาจารย์ และเทคโนโลยีการเรียนรู้ระดับโลก ซึ่งเท่ากับเป็นการเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาไทยประสบความสำเร็จในโลกที่เชื่อมโยงถึงกันมากยิ่งขึ้น”

    ศาสตราจารย์ ไมเคิล เอ็ม. โครว์อธิการบดี Arizona State University  กล่าวว่า พันธกิจของ Arizona State University คือการสร้างโอกาสทางการศึกษา และผลลัพธ์เชิงบวกในระดับโลก

    โดยนักศึกษา MUT จะได้รับประโยชน์จากหลักสูตรที่คัดสรรเเล้วโดย ASU การเรียนรู้จากคณาจารย์ผ่าน Masterclass การมีส่วนในโครงการวิจัยร่วม และการได้รับประกาศนียบัตรพิเศษของ ASU ระหว่างการศึกษา อีกทั้งยังสามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ออนไลน์และห้องเรียนเสมือนจริงของ ASU เพื่อเรียนรู้จากคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญระดับโลกโดยไม่ถูกจำกัดด้วยอุปสรรคของภูมิศาสตร์

    นอกจากนี้ ยังเพิ่มโอกาสในการเคลื่อนย้ายนักศึกษาสู่เวทีนานาชาติ ผ่านโครงการแลกเปลี่ยนและ Immersion Programs และในอนาคตอันใกล้ นักศึกษา MUT จะสามารถศึกษาต่อที่ Arizona State University ได้ทั้งแบบออนไลน์ หรือที่วิทยาเขตในสหรัฐอเมริกา ผ่านโครงการ Pathways ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อโอกาสในการรับปริญญาจาก ASU ซึ่งเป็นการจะมอบประสบการณ์การศึกษาระดับสากลอย่างแท้จริง ซึ่งจะทำให้นักศึกษา MUT มีวุฒิการศึกษาที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลก และมีโอกาสทางอาชีพที่กว้างขวางยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/641697&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0L4-7BcrHObA0UWF0-ODxS