Category: วัฒนธรรม

  • ปฐมนิเทศนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพบริหารการศึกษา

    ปฐมนิเทศนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพบริหารการศึกษา

    การศึกษา

    ปฐมนิเทศนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพบริหารการศึกษา

    วันศุกร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.22 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ปฐมนิเทศนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพบริหารการศึกษา

    ดร.ศิริวรรณ ขวัญมุข ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก อุตรดิตถ์ มอบหมายให้ ดร.จิรวรรณ สุรเสียง รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก อุตรดิตถ์ พร้อมด้วย ผู้อำนวยการกลุ่มทุกกลุ่มงาน ศึกษานิเทศก์ ร่วมต้อนรับ รศ.ดร.นันทิมา นาคาพงศ์ อัศวรักษ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัจฉรา ศรีพันธ์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐเชษฐ์ พูลเจริญ ภาควิชาบริหาร วิจัย และพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมปฐมนิเทศนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพบริหารการศึกษา ของนิสิตหลักสูตรการศึกษามหาบัณฑิตและหลักสูตรการศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาให้มีความรู้ในศาสตร์การบริหาร มีสมรรถนะและเป็นผู้นำทางวิชาการที่สามารถประยุกต์ใช้แนวคิดทางการบริหารเพื่อพัฒนาการบริหารจัดการและคุณภาพการศึกษาได้ โดยมีนิสิตฝึกประสบการณ์ จำนวนทั้งสิ้น 26 คน  ณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก อุตรดิตถ์ ระหว่างวันที่ 14 – 24 ตุลาคม 2568 รวมระยะทั้งสิ้น 8 วัน

     ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/450739&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ov5ULHz2fjuAOQui78tKe

  • รมว.ศธ.เดินหน้าปฎิรูปการศึกษาลดภาระงานครู-เพิ่มสวัสดิการ | เดลินิวส์

    รมว.ศธ.เดินหน้าปฎิรูปการศึกษาลดภาระงานครู-เพิ่มสวัสดิการ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 17 ต.ค. ที่โรงแรมโฆษะ จ.ขอนแก่น นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษา ประจำปีงบประมาณ 2569 ซึ่งคณะกรรมการอาชีวศึกษา ได้กำหนดจัดการประชุมขึ้น โดยมี นายยศพล เวณุโกศล เลขาธิการคณะกรรมการอาชีวศึกษา,นายชรินทร์ ทองสุข ผวจ.ขอนแก่น,นายเอกราช ช่างเหลา ส.ส.ขอนแก่น เขต 4 และ รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม,นายอัษฎางค์ แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา,นายวัฒนาทช่างเหลา นายก อบจ.ขอนแก่น,นายสมบัติ ชัยรัตน์ ผอ.สปท.1,นายชาติชาย โฆษะวิสุทธิ์ นายกสมาคมโรงแรมภาคอีสาน รวมทั้งผู้บริหารสถาบันการอาชีวศึกษาและสถานศึกษาอาชีวศึกษารัฐและเอกชน จากทั่วทั้งประเทศเข้าร่วมประชุมกว่า 1,000 คน

    นางนฤมล กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงฯได้เดินหน้าในเรื่องของการจัดตั้งสหกรณ์กลาง,การเพิ่มรายได้ และเรื่องวิทยฐานะให้กับข้าราชการครู ซึ่งเราจะเดินหน้าเต็มที่ในวาระที่ดำรงตำแหน่งอยู่ โดยเฉพาะ พรบ.เรื่องการศึกษา ซึ่งเป็นร่างเดิมที่ดำเนินการมาแล้วซึ่งมั่นใจว่าจะเสนอต่อทีประชุมสภาฯเพื่อพิจารณาได้ในเดือน ต.ค.นี้ รวมทั้งร่าง พรบ.สหกรณ์กลางของกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะเสนอต่อที่ประชุมสภา ได้ในเดือน พ.ย.เช่นกัน ซึ่งรัฐบาลเน้นหนักในนโยบายด้านการศึกษา ที่มุ่งสู่การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นคนดี คนเก่ง สร้างศักยภาพของผู้เรียนตามความถนัด ส่งเสริมการอ่าน รวมทั้งการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เข้าถึงการเรียนรู้อย่างทั่วถึง โดยใช้ระบบเทคโนโลยีการศึกษาสมัยใหม่ พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของโลก โดยเฉพาะนักเรียนอาชีวศึกษา ที่มีโอกาสเข้าฝึกประสบการณ์วิชาชีพ มีรายได้ระหว่างเรียน เป็นกำลังคนที่มีทักษะสมรรถนะสูง 

    “รัฐบาลและ ศธ.ได้เร่งดำเนินการปฎิรูปการศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะหนี้สินและภาระครู ดังนั้นจะต้องมองเรื่องรายได้เพิ่มเพราะเมื่อรายได้เท่าเดิมจะแก้ไขปัญหาได้อย่างไร การเพิ่มสวัสดิการครู และการดูเรื่องวิทยฐานะที่เพิ่มขึ้น การประเมินครูอาชีวะ ก็ต้องเป็นครูอาชีวะ เท่านั้น รวมทั้งเรื่องสวัดิการที่กำลังประสานขอรับการสนับสนนุจากสำนักงบประมาณ ในการพิจารณาตำแหน่งพนักงานราชการ ให้กับกระทรวง 16,700 อัตรา และเมื่อได้มาแล้วจะปรับเกลี่ยอย่างไรจะมีการหารือร่วมกับของหน่วยงานในสังกัด ซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่งทีต้องเร่งดำเนินการในช่วงระยะเวลาการทำงานตามที่รัฐบาลกำหนดอย่างเต็มที่และทุกเรื่องมีความคืบหน้าอย่างมาก”

    นางนฤมล กล่าวต่อว่า ตอนเป็นเด็ก ตนเองเป็นคนเดียวทีได้เรียนมหาวิทยาลัย ขณะที่พี่ๆ เรียนอาชีวะทั้งหมด พี่ชายคนโตขณะนี้รับราชการที่กรมที่ดิน ดังนั้นจึงเข้าใจว่าการเรียนอาชีวะนั้นมีความสำคัญและความจำเป็นกับหน่วยงานต่างๆมาน้อยเพียงใด อย่างเช่น หน่วยงานสปก.ที่บอกว่ามีตำแหน่งช่างรังวัดและช่างสำรวจอยู่ในจำนวนที่จำกัด ซึ่งก็จะต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงศึกษาธิการว่า น้องๆที่เรียนช่างสำรวจหรือวิชาที่เกี่ยวข้องจะประสานการทำงานและเกิดความร่วมมืออย่างไร คนที่เรียนอาชีวศึกษานอกจากจะเรียนดีแล้ว ก็จะต้องมีงานทำด้วย อย่างไรก็ตามจากการลงพื้นที่พบปะข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ทั่วประเทศและทุกหน่วยงานในสังกัด ทุกคนได้รับทราบถึงความตั้งใจที่รัฐบาลและคณะทำงานนั้นต้องการแก้ไข ปรับปรุงและรับฟังทุกเรื่องของบุคลากรในสังกัดและมีข้าราชการครูหลายท่านบอกว่าขอสนับสนุนตนเองและพรรคได้ทำงานต่อไป แต่ไปจำสับสนกับบางพรรคการเมือง ดังนั้นต่อไปนอกจากจะบอกว่าตนเองเป็นรัฐมนตรีแล้วก็ต้องบอกว่าเป็นหัวหน้าพรรคกล้าธรรมด้วย เพราะทุกพื้นที่มีคณะทำงานและ สส.ของพรรคกล้าธรรม มาร่วมทำงานร่วมกันแทบทุกคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5213160/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16zVfMX_GQpE73GRBxijy9

  • โรงพักหมูสี จัดพิธีมอบทุนการศึกษาเนื่องในวันตำรวจแห่งชาติ | เดลินิวส์

    โรงพักหมูสี จัดพิธีมอบทุนการศึกษาเนื่องในวันตำรวจแห่งชาติ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 17 ต.ค. พ.ต.อ.ชูเกียรติ แก้วอาจ ผกก.สภ.หมูสี  อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา พร้อมด้วย นายวรวุฒิ อ้นอารี  ประธานคณะกรรมการ ตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ (กต.ตร.) สภ.หมูสี นายสมพงษ์ วิริยะมนตรี รองประธานฯ กต.ตร., นายชูพงษ์ ชาญชยศึก  ประธานคณะที่ปรึกษาฯ และคณะกรรมการ (กต.ตร.) คณะที่ปรึกษา ข้าราชการตำรวจ กลุ่มแม่บ้านตำรวจ ร่วมพิธีจัดงานวันตำรวจแห่งชาติ และพิธีเกษียณอายุราชการตำรวจ ณ หอประชุม สภ.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

    โดยภาคเช้า พระราชวัชรญาณดิลก ( ปัญญา สทธายุตโต ) เจ้าคณะอำเภอปากช่อง ฝ่ายธรรมยุต เจ้าอาวาสวัดคีรีวัน เขาใหญ่ ต.โป่งตาลอง นำคณะสงฆ์ประกอบพิธี เพื่อเป็นสิริมงคล และพิธีอ่านสาส์น ผบ.ตร.,พิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตน และพิธีมอบโล่และใบประกาศเกียรติคุณให้แก่ กต.ตร.สภ.หมูสีและผู้สนับสนุนพัฒนา สภ.หมูสี

    เวลา 11.00น. พ.ต.อ.ชูเกียรติ พร้อมด้วย นายวรวุฒิ และคณะกรรมการ กต.ตร.และคณะที่ปรึกษา จัดพิธีมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนบุตรข้าราชการตำรวจ สภ.หมูสี จากเงินกองทุนที่คณะกรรมการ กต.ตร.ได้บริจาคเข้ากองทุน 38 ทุน โดยมี น.ส.พลอยริญญา ภัทรอิ่มอ้วน ผู้บริหารโรงแรมบ้านปลายฟ้า เขาใหญ่ ร่วมมอบและสมทบทุนการศึกษาในครั้งนี้ด้วย

    ซึ่งทุกภาคส่วนได้เข้ามาทำหน้าที่คณะกรรมการ กต.ตร.ทำหน้าที่ตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ สภ.หมูสี ให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย ได้มองเห็นข้าราชการตำรวจชั้นผู้น้อย ที่มีภาระค่าใช้จ่ายการดูแลบุตรหลาน เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา คณะกรรมการ กต.ตร. จึงได้ร่วมมอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรธิดาข้าราชการ ในวันสำคัญคือวันตำรวจแห่งชาติ

    ด้าน พ.ต.อ.ชูเกียรติ กล่าวว่า ตำรวจทุกท่านมีความสำนึกในบทบาทหน้าที่ของ ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนดูแลความปลอดภัยให้แก่ประชาชนตามนโยบายของ ผบ.ตร. และร่วมกับภาคประชาชน และคณะกรรมการ กต.ตร.สภ.หมูสี รวมทั้งภาคประชาชนเครือข่าย วัด โรงเรียน เพื่อร่วมสร้างชุมชนสีขาวและมีความสามัคคี เข้มแข็งร่วมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5213302/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SmQIXTLl-Xz2taD9l9nAG

  • MEDEZE ร่วม “งานประชุมการศึกษาต่อเนื่องของแพทย์แห่งชาติ ครั้งที่ 3” ตอกย้ำผู้นำนวัตกรรมการแพทย์แห่งอนาคต – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    MEDEZE ร่วม “งานประชุมการศึกษาต่อเนื่องของแพทย์แห่งชาติ ครั้งที่ 3” ตอกย้ำผู้นำนวัตกรรมการแพทย์แห่งอนาคต – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – นายแพทย์วีรพล เขมะรังสรรค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ “MEDEZE” เข้าร่วม “งานประชุมการศึกษาต่อเนื่องของแพทย์แห่งชาติ ครั้งที่ 3” (The 3rd National Forum on Continuing Medical Education) จัดโดยศูนย์การศึกษาต่อเนื่องของแพทย์ แพทยสภา ภายใต้แนวคิด “Care Revolution 2025: Power • Precision • Prosperity” ณ ห้องประชุมสยามมกุฎราชกุมาร อาคารเฉลิมพระบารมี ๕๐ ปี และได้ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “Stem Cells for Longevity: Scientific Promises and the Road to Regulatory Approval” เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ด้านการแพทย์เชิงลึก

    นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์หลากหลายสาขา ทั้งด้านเทคโนโลยีชีวการแพทย์ และนโยบายสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการร่วมกันขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการแพทย์ เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพของประชาชนไทยให้ก้าวสู่ยุคใหม่อย่างยั่งยืน การเข้าร่วมในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของ MEDEZE ที่มุ่งพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพเชิงนวัตกรรมของภูมิภาค (HEALTH Economy)

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/17/587102/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0toHOjRw0x3CL85uyWb3ku

  • Midnight Economy กับบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    Midnight Economy กับบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    Midnight Economy หรือเศรษฐกิจยามค่ำคืน ซึ่งหมายถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในช่วงเวลากลางคืน โดยเฉพาะหลังเวลา 22.00 น. เป็นต้นไป จนถึงเช้ามืด ครอบคลุมภาคบริการต่างๆ เช่น ร้านอาหารและเครื่องดื่มที่เปิดจนดึก บาร์และผับ ตลาดนัดกลางคืน ร้านค้าเปิด 24 ชั่วโมง กิจกรรมบันเทิงและวัฒนธรรมกลางคืน การแสดงต่างๆ การท่องเที่ยวกลางคืน และบริการส่งอาหารกลางคืน ซึ่งส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพในการสร้างงานและรายได้ให้กับผู้ประกอบการ กระตุ้นการบริโภคในประเทศ สร้างชีวิตยามค่ำคืนที่คึกคักให้เมืองใหญ่ 

    Midnight Economy เป็นนโยบายที่รัฐบาลจีนส่งเสริมอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2562 เพื่อกระตุ้นการบริโภคในเวลากลางคืนและสร้างจุดเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ โดยสามารถจัดกลุ่มเศรษฐกิจยามค่ำคืนได้ ดังนี้ 

    การค้าและการบริการ ตลาดนัดกลางคืน (Night Markets) ร้านอาหาร ผับ/บาร์ คาเฟ่เปิดดึก

    วัฒนธรรมและความบันเทิง โรงภาพยนตร์ การแสดง คอนเสิร์ต พิพิธภัณฑ์หรือหอศิลป์เปิดกลางคืน

    นันทนาการและกีฬา ฟิตเนสเปิด 24 ชม. การแข่งขันกีฬากลางคืน

    บริการส่งของกลางคืน แอปพลิเคชั่นส่งอาหารและของใช้จำเป็น

    งานอีเวนต์และเทศกาล เทศกาลแสงสี การแสดงละครเวที เวิร์กช็อป

    รัฐบาลจีนได้ส่งเสริม Midnight Economy ในหลายเมืองใหญ่ทั่วประเทศ เช่น

    1. เซี่ยงไฮ้ (上海) – เมืองต้นแบบ

    ย่านที่โดดเด่น ได้แก่ The Bund วิวแม่น้ำหวงผู่ยามค่ำคืนกับแสงสีตระการตา Xintiandi ร้านอาหารและบาร์สไตล์ตะวันตก Nanjing Road  ถนนช้อปปิ้งกลางคืน กิจกรรมเด่น อาทิ เทศกาลช้อปปิ้งกลางคืน “Shanghai Nightlife Festival” พิพิธภัณฑ์และหอศิลป์เปิดพิเศษในเวลากลางคืน (Night Museums)

    2. ปักกิ่ง (北京) – วัฒนธรรมโบราณผสมสมัยใหม่

    ย่านที่โดดเด่น ได้แก่ Sanlitun แหล่งช้อปปิ้งและบันเทิงยามค่ำคืน Wangfujing ตลาดกลางคืนที่มีอาหารแปลกๆ Qianmen Street สตรีทฟู้ดและวัฒนธรรมดั้งเดิม ความพิเศษ การแสดงงิ้วปักกิ่งและวัฒนธรรมดั้งเดิมในเวลากลางคืน

    3. เฉิงตู (成都) – เมืองแห่งอาหารและความเพลิดเพลิน

    ย่านที่โดดเด่น ได้แก่ Jinli Ancient Street ตลาดโบราณยามค่ำคืน Kuanzhai Alley ร้านชาและอาหารซิกเนเจอร์ ซึ่งมีวัฒนธรรมเฉพาะ อาทิ วัฒนธรรมชงชายามค่ำคืน อาหารเสฉวนเผ็ดร้อนตอนดึก

    4. กวางโจว (广州) – เมืองแห่งอาหารกลางคืน

    สถานที่แนะนำ ได้แก่ Zhujiang New Town สมัยใหม่กับบาร์ริมแม่น้ำ Beijing Road – ช้อปปิ้งและอาหารกลางคืน โดยมีอาหารโดดเด่น อาทิ ติ่มซำและอาหารกวางตุ้งยามดึก

    5. ฉงชิ่ง (重庆) – เมืองแห่งแสงสีและอาหารเผ็ด

    ประสบการณ์พิเศษที่แตกต่างจากสถานที่อื่นๆ คือ ทิวทัศน์เมืองภูเขายามค่ำคืน อาหารหม่าล่า รสจัดตอนกลางคืน การล่องเรือชมแสงสีบนแม่น้ำแยงซี

    6. เซินเจิ้น (深圳) – เมืองแห่งนวัตกรรม

    มีจุดแข็งด้านศิลปะและวัฒนธรรมยามค่ำคืน Seaworld – ความบันเทิงแบบตะวันตก

    ซึ่งจากการส่งเสริม Midnight Economy ในหลายเมืองใหญ่ทั่วประเทศ ผลลัพธ์ที่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรม ได้แก่ ยอดขายปลีกเพิ่มขึ้นในช่วงกลางคืน การจ้างงานในภาคบริการเพิ่มขึ้น การท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสชีวิตกลางคืน การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้บริการจนดึก ซึ่งเมืองเหล่านี้ล้วนพัฒนาปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ปรับระบบการขนส่ง และส่งเสริมกิจกรรมทางวัฒนธรรมเพื่อสนับสนุน Midnight Economy อย่างเต็มที่

    จากข้อมูลข้างต้น จะพบว่า Midnight Economy เป็น “เครื่องยนต์ตัวใหม่” ที่สำคัญมาก กล่าวคือ

    1. สร้างมูลค่าเศรษฐกิจโดยตรงมหาศาล จากการศึกษาบางแห่งพบว่า เศรษฐกิจเที่ยงคืนในเมืองใหญ่ของจีนมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 15-20 ของมูลค่าการบริโภคทั้งหมดในบางพื้นที่ การเพิ่มเวลาบริโภค จากเดิมคนมีเวลาใช้จ่ายแค่ตอนกลางวัน เศรษฐกิจเที่ยงคืนขยายเวลาบริโภคออกไปอีก 6-8 ชั่วโมง สร้างรายได้ให้ธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และกระตุ้นการจ้างงานในภาคบริการช่วงกลางคืน เช่น พนักงานร้านอาหาร พ่อค้าในตลาดนัด คนขับรถส่งของ นักแสดง เป็นต้น

    2. สร้างวงจรเศรษฐกิจ (Economic Ecosystem)

    คนออกมาเที่ยวกลางคืน → ใช้บริการร้านอาหาร/เครื่องดื่ม → ใช้บริการรถสาธารณะหรือแท็กซี่ → อาจไปช็อปปิ้งต่อ → สร้างรายได้ให้หลายอุตสาหกรรมในคราวเดียว

    3. ส่งเสริมการท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ของเมือง

    เมืองที่มีชีวิตชีวากลางคืนจะเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวให้พักนานขึ้นและใช้จ่ายมากขึ้น (เช่น ฉางซาในจีนกรุงเทพฯ ในไทย โตเกียวในญี่ปุ่น เป็นต้น)

    4. เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนเมืองสมัยใหม่

    คนรุ่นใหม่ที่ทำงานจนดึกหรือมีไลฟ์สไตล์กลางคืนมากขึ้น คือกลุ่มลูกค้าหลัก และยังช่วยแก้ปัญหา “หลังจากเลิกงานไม่มีอะไรทำ” ได้ในระดับหนึ่ง

    ตัวอย่าง Midnight Economy นครฉงชิ่ง

    ฉงชิ่ง เป็นหนึ่งในเมืองต้นแบบของ “Midnight Economy” ในจีนที่มีเอกลักษณ์มาก เนื่องจากเป็นเมืองภูเขาและสภาพอากาศที่ร้อนชื้น ชีวิตกลางคืนจึงคึกคักเป็นพิเศษ

    1. ฮอตพอตกลางคืน ถือว่าเป็นหัวใจแห่งเศรษฐกิจเที่ยงคืน

    ความโดดเด่น : ฉงชิ่ง “เมืองหลวงแห่งฮอตพอตของโลก” และฮอตพอตคือกิจกรรมหลักของเศรษฐกิจเที่ยงคืน ร้านฮอตพอตหลายพันร้านทั่วเมืองเปิดจนดึกดื่น บรรยากาศคึกคักด้วยผู้คนนั่งล้อมวงกินฮอตพอต เสียงหัวเราะและกลิ่นหอมของซุปเผ็ดกระจายทั่วเมือง

    ตัวอย่างสถานที่ยอดนิยม:

    หงหยาโต่ว : อาคารสถาปัตยกรรมโบราณริมน้ำ เปรียบเสมือน “เมืองในนิทาน” ของฉงชิ่ง ทั้งกลางวันและกลางคืนสวยงามตระการตา โดยตอนกลางคืนจะมีไฟสว่างไสว และมีร้านฮอตพอตมากมาย

    จี๋ฟางเจีย : ย่านเมืองเก่า แม้จะปิดร้านค้าบางส่วนในเวลากลางคืน แต่ร้านอาหารและร้านชานม ร้านฮอตพอตยังคงเปิดบริการจนดึก

    2. วิวเมืองยามค่ำคืนและกิจกรรมริมน้ำ

    ความโดดเด่น : ฉงชิ่งมีแม่น้ำแยงซีและเจี่ยวหลิงไหลผ่าน ทำให้วิวเมืองริมน้ำสวยงามในเวลาค่ำคืน

    กิจกรรมยอดนิยม : ล่องเรือชมเมืองตอนกลางคืน การล่องเรือชมแสงสีของตึกสูงในย่านเจี้ยเปยโถว และชมความสว่างไสวของหงหยาโต่วจากแม่น้ำ เป็นประสบการณ์ที่ห้ามพลาด ตลอดจนชมวิวจากจุดชมวิวอย่าง Nanshan Mountain หรือริมแม่น้ำด้านหน้าย่านเจี้ยเปยโถว เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่ที่มาเดินเล่นและถ่ายรูปยามค่ำคืน

    3. ตลาดนัดกลางคืน (Night Markets)

    ความโดดเด่น : นอกเหนือจากฮอตพอตแล้ว ฉงชิ่งยังมีตลาดนัดกลางคืนที่ขายของกินพื้นเมืองมากมาย

    ของกินต้องลอง : หม่าหมี่ (เส้นพันซอส) เส้นเล็กฉงชิ่ง เนื้อย่าง เข่งหวาน 

    ตลาดนัด : กระจายอยู่ตามชุมชนต่างๆ เช่น ย่านการค้าถนนคนเดินกวนหยินเฉียว 

    4. สถานบันเทิงและวัฒนธรรมกลางคืน

    ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าหลายแห่งในฉงชิ่งปรับเวลาปิดเป็น 22:00 น. หรือเวลาเที่ยงคืนเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์กลางคืน ในขณะเดียวกันผับและบาร์ย่านอย่างจิ่วเจีย ได้ชื่อว่าเป็น “ย่านบันเทิงยามค่ำคืน” ของฉงชิ่ง เต็มไปด้วยผับ บาร์ คาราโอเกะ และร้านอาหารเปิด 24 ชั่วโมง คึกคักจนถึงเช้า

    กล่าวโดยสรุป ฉงชิ่งกับ Midnight Economy สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงมาก แค่ฮอตพอตเพียงอย่างเดียวก็ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและนอกประเทศได้จำนวนมหาศาล สร้างรายได้ให้กับธุรกิจต่อเนื่องหลายระดับ ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ ร้านค้า ไปจนถึงพนักงาน สร้างแบรนด์และอัตลักษณ์ให้เมือง ภาพลักษณ์ “เมืองที่ไม่หลับใหล” และ “เมืองแห่งฮอตพอต” ทำให้ฉงชิ่งแตกต่างและดึงดูดผู้คนอย่างต่อเนื่องกระตุ้นการจ้างงาน โดยเฉพาะในภาคบริการช่วงกลางคืนจำนวนมาก ทั้งนี้ การที่ “Midnight Economy” ของฉงชิ่งประสบความสำเร็จเพราะไม่ได้ถูกสร้างขึ้นแบบเทียม แต่เกิดจาก “วัฒนธรรมการกินและการใช้ชีวิตกลางคืน” ที่มีอยู่แล้วในตัวเมือง และรัฐบาลเพียงส่งเสริมและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (เช่น ระบบขนส่ง ไฟส่องสว่าง ความปลอดภัย) ให้เกิดประสิทธิภาพอย่างเต็มที่

    อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านของการพัฒนาและส่งเสริมเศษฐกิจยามค่ำคืน ยังคงมีความความท้าทายและข้อควรระวัง ทั้งด้านกฎหมายและระเบียบไม่ว่าจะเป็นกฎหมายควบคุมสถานบริการ กฎหมายควบคุมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กฎหมายว่าด้วยเสียงรบกวน การจัดการมลพิษทางเสียงต้องจัดการไม่ให้รบกวนชุมชนโดยรอบ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่งสาธารณะที่ต้องขยายเวลาบริการเพื่ออำนวยความสะดวก การจัดการขยะ การเก็บขยะเพิ่มเติม และที่สำคัญที่สุด คือความปลอดภัยของประชาชน จะต้องมีแสงสว่างและตำรวจดูแลเพียงพอ และกล้อง CCTV ที่มีประสิทธิภาพตลอด 24 ชั่วโมง

    ข้อเสนอแนะ/ข้อคิดเห็น สคต. ณ นครเฉิงตู

           โอกาสและศักยภาพของไทย จุดแข็งของประเทศไทย คือ การมีพื้นฐานวัฒนธรรมการกินในช่วงกลางคืนอยู่แล้ว รวมถึงสภาพอากาศร้อนยามค่ำคืนเหมาะสำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมออกมารับประทานอาหารและช้อปปิ้งตอนกลางคืน โดยมีอาหารริมทาง (Street Food) ที่เป็นจุดเด่น

            แนวทางการประยุกต์ใช้สำหรับไทย รูปแบบที่เหมาะสม อาทิ Midnight Food & Culture ตลาดนัดวัฒนธรรมและอาหาร การแสดงศิลปะวัฒนธรรมไทยยามค่ำคืน Night Shopping Districts ขยายเวลาห้างสรรพสินค้าในบางพื้นที่ ตลาดนัดศิลปะและของที่ระลึก Night Tourism ทัวร์วัดยามค่ำคืน (จัดแสงสีอย่างเหมาะสม) ทัวร์อาหารรัตนโกสินทร์ โดยอาจเริ่มต้นจากพื้นที่นำร่อง เขตเมืองสร้างสรรค์ ในย่านเจริญกรุง   เขตท่องเที่ยวโดยเฉพาะ เช่น สนามหลวง เกาะรัตนโกสินทร์ เป็นต้น

     โดยภาครัฐสามารถส่งเสริมและสนับสนุนในด้านการลดภาษี สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ สนับสนุนค่าสาธารณูปโภคในช่วงทดลอง ปรับปรุงระบบขนส่ง ทั้ง BTS และ MRT ให้บริการถึงเที่ยงคืน ทั้งนี้ อาจจะต้องมีมาตรการควบคุมในเขตพื้นที่ควบคุม กำหนดขอบเขตชัดเจน มาตรฐานความปลอดภัยต้องเข้มงวด การมีส่วนร่วมของชุมชน รับฟังความเห็นประชาชน

     ตัวอย่างโครงการที่อาจเริ่มได้ทันที อาทิ “กรุงเทพฯ ยามค่ำคืน” พัฒนาย่านเก่าแก่ให้มีชีวิตชีวายามค่ำคืน

    จัดเทศกาลวัฒนธรรมรายเดือน “เชียงใหม่ Mid-Night Market” ตลาดนัดศิลปะและหัตถกรรม การแสดงพื้นเมือง “Food Street by Night” กำหนดถนนสายอาหารเฉพาะกิจ เป็นต้น

    ประเทศไทยมีศักยภาพสูง การนำแนวคิดเศรษฐกิจยามค่ำคืน (Midnight Economy) มาปรับให้เข้ากับบริบทไทย โดยเริ่มแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากพื้นที่นำร่อง ฟังเสียงประชาชน ให้ชุมชนมีส่วนร่วม ประกอบกับการรักษาอัตลักษณ์ไทยผสมผสานวัฒนธรรมไทยเข้าไป ซึ่งหากมีการวางแผนดำเนินงานอย่างมียุทธศาสตร์ที่เหมาะสมและชัดเจน Midnight Economy อาจเป็นเครื่องยนต์อีกตัวที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตสูงขึ้นก็เป็นได้ 

    ————————————————–

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู

    ตุลาคม 2568

    แหล่งข้อมูล :

    People’s Daily : รายงานพิเศษเกี่ยวกับโมเดลเศรษฐกิจเที่ยงคืนของฉงชิ่ง

    Xinhua NEWS Agency : การวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการบริโภคกลางคืน

    CCTV : รายการสารคดีเกี่ยวกับชีวิตกลางคืนในเมืองต่างๆ ของจีน รวมถึงฉงชิ่ง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/yi0uoul26tvq5ddaftimtxvv&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39wAqjTBHRxQQOE9ZeJfgY

  • กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ รวบรวมข้อมูลเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรไทย จัดพิมพ์และเผยแพร่ออนไลน์ เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงองค์ความรู้ และยกระดับสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจสุขภาพ

    กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ รวบรวมข้อมูลเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรไทย จัดพิมพ์และเผยแพร่ออนไลน์ เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงองค์ความรู้ และยกระดับสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจสุขภาพ

    กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ รวบรวมข้อมูลเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรไทย จัดพิมพ์และเผยแพร่ออนไลน์ เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงองค์ความรู้ และยกระดับสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจสุขภาพ

    กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เก็บรวบรวมข้อมูลเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรไทย โดยจัดพิมพ์เป็นหนังสือและเผยแพร่ผ่านโซเชียลแพลตฟอร์ม เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการเข้าถึงองค์ความรู้ และยกระดับสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจสุขภาพ

    ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า เครื่องยาสมุนไพรเป็นส่วนของพืชที่ใช้เป็นยาและมักถูกตัดเป็นชิ้นแล้วทำให้แห้ง ซึ่งยากต่อการระบุชนิดของพืชที่ใช้เป็นเครื่องยา จึงมักเกิดปัญหาในการใช้ เช่น การปลอมปน การใช้ผิดชนิด การนำมาใช้ทดแทนจนเข้าใจผิดว่าเป็นชนิดเดียวกัน เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันการใช้สมุนไพรได้รับความนิยมมากขึ้นและมักพบการปลอมปนของสมุนไพรที่จำหน่ายในท้องตลาด สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงให้ความสำคัญกับชนิดของเครื่องยาสมุนไพรเป็นอันดับแรก โดยทำการศึกษาเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรแต่ละชนิดอย่างละเอียดด้วยการตรวจดูลักษณะภายนอก การศึกษาเนื้อเยื่อที่ตัดให้บางและในสภาพเป็นผงยาด้วยกล้องจุลทรรศน์และนำไปใช้ในการตรวจสอบ เพื่อควบคุมคุณภาพของเครื่องยาสมุนไพร เช่น ตรวจยืนยันชนิดเครื่องยา ตรวจการปลอมปนของเครื่องยาสมุนไพร เป็นต้น โดยรวบรวมข้อมูลพร้อมจัดพิมพ์เป็นหนังสือ “เอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรไทย” มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 ซึ่งมีการจัดพิมพ์เพื่อเผยแพร่ไปแล้ว จำนวน 3 เล่ม โดยเล่มแรกจะมีข้อมูลด้านเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของสมุนไพร 14 ชนิด และเล่ม 2 จำนวน 20 ชนิด ปัจจุบันได้จัดทำเป็นเล่มที่ 3 ประกอบด้วยข้อมูลด้านเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของสมุนไพร 12 ชนิด

    ดร.นพ.สราวุฒิ กล่าวต่ออีกว่า สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ศึกษาจากตัวอย่างเครื่องยาสมุนไพรอ้างอิงที่ได้จากพืชที่ตรวจระบุชนิดถูกต้องแล้วตามหลักอนุกรมวิธานพืช ทั้งนี้ ยังศึกษาตัวอย่างจากแหล่งต่างๆ เพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งการศึกษาเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทมีความสำคัญมาก โดยใช้ในการจัดทำข้อกำหนดมาตรฐานทางเภสัชเวทในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย (Thai Herbal Pharmacopoeia) เพื่อใช้เป็นตำรายาอ้างอิงทางกฎหมายในการควบคุมคุณภาพยาสมุนไพร ตำรานี้ประกอบด้วยข้อกำหนดมาตรฐานทั้งด้านเภสัชเวทและพฤกษศาสตร์ รวมถึงข้อมูลทางเคมี-ฟิสิกส์ที่สำคัญ นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับความปลอดภัย ขนาดการใช้ยาเบื้องต้น และวิธีการเก็บรักษายาสมุนไพร ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการขึ้นทะเบียนตำรับยา และควบคุมคุณภาพของยาสมุนไพร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มการพึ่งพาตนเอง และสนับสนุนธุรกิจการส่งออกสมุนไพร ขณะนี้ได้จัดทำตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย ฉบับเพิ่มเติมปี พ.ศ. 2567 มีสมุนไพรขึ้นทะเบียนแล้ว 151 ชนิด และกำลังพัฒนาและรวบรวมเพื่อจัดทำให้เป็นปัจจุบัน

    “กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้รวบรวมตัวอย่างเครื่องยาสมุนไพรอ้างอิงและจัดแสดงไว้ที่ศูนย์เครื่องยาสมุนไพร รวมถึงได้จัดพิมพ์เป็นหนังสือเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรไทย และเผยแพร่ผ่านโซเชียลแพลตฟอร์ม เพื่อให้ง่ายและสะดวกในการเข้าถึงข้อมูล นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีและงานวิจัย มีการประยุกต์ใช้ AI เพื่อสนับสนุนบุคลากรในการช่วยวิเคราะห์ข้อมูล โดยหนังสือเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรไทยได้เผยแพร่ให้สถานศึกษาและหน่วยงานวิจัย ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ผู้วิจัยด้านสมุนไพร ผู้ประกอบการด้านสมุนไพร และประชาชนผู้สนใจ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป ทั้งนี้ ศูนย์เครื่องยาสมุนไพร ยังเปิดให้นักเรียน นักศึกษา หรือผู้สนใจ เข้าชมฟรี โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โทร. 0 2951 0000 ต่อ 99386 หรือโหลดหนังสือได้ที่ https://mpri.dmsc.moph.go.th/page-view/445  ” ดร.นพ.สราวุฒิ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/964607&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LzXti4Xa2KT04FyIcRdX_

  • ‘อดีตบิ๊กทอ.’ แนะศึกษาการสู้รบระหว่าง ‘ปากีสถาน’ กับ ‘อัฟกานิสถาน’ เปรียบเทียบไทย-กัมพูชา

    ‘อดีตบิ๊กทอ.’ แนะศึกษาการสู้รบระหว่าง ‘ปากีสถาน’ กับ ‘อัฟกานิสถาน’ เปรียบเทียบไทย-กัมพูชา

    17 ต.ค. 2568 – พลอากาศโทวัชระ ฤทธาคนี หรือ เสธ.นิด อดีตนายทหารนักบินกองทัพอากาศ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กว่า

    ปัญหาการสู้รบที่เกี่ยวข้องกับปัญหาชายแดนเกิดขึ้นในหลายๆประเทศที่ตกลงกันไม่ได้และที่เกิดควบคู่กับปัญหาสงครามจำกัดเขตชายแดนไทย/กัมพูชา คือ การสู้รบระหว่างปากีสถานกับอัฟกานิสถาน

    แต่การสู้รบของปากีสถานกับอัฟกานิสถานนั้นรุนแรงกว่าการสู้รบไทยกับกัมพูชามากนัก และปัญหาชายแดนเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน

    ทั้งปากีสถานและอัฟกานิสถานต่างมีปัญหากลุ่มกองโจรก่อการร้ายมีฐานปฏิบัติการอยู่บริเวณพรมแดนของทั้ง ๒ ประเทศ

    และเหตุเกิดขึ้นเมื่อทหารปากีสถานยิงใส่ฐานที่มั่นกองกำลังตาลีบันฝ่ายอัฟกานิสถานที่ปากีสถานกล่าวหาว่าสนับสนุนกลุ่มกองโจรก่อการร้ายตาลีบันในปากีสถาน จึงสู้รบกันเป็นระยะตั้งปี ๒๐๒๒ และรบกันรุนแรงขึ้นในปลายปี ๒๐๒๔ เรื่อยมาจน ๒๐๒๕ ซึ่งมีการหยุดยิงกันแต่ก็มีการละเมิดข้อตกลง ก็รบกันอีก

    เมื่อเร็วๆนี้มีการปะทะกันค่อนข้างจะรุนแรง ทอ.ปากีสถานส่งฝูงบินถล่มกองทัพตาลีบันถึงกรุงคาบูล มีการโจมตีทางอากาศจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญๆเช่นช่องทางผ่านไคเบอร์ Kyber Pass อันเป็นช่องทางบกทางเดียวที่ตัดผ่านหลายเทือกเขาเชื่อมประเทศปากีสถานกับอัฟกานิสถาน ที่ซึ่งกลุ่มก่อการร้ายตั้งฐานอยู่ปะปนชาวบ้านในชุมชนหนาแน่นมีคนบริสุทธิ์ตายนับสิบๆ

    การศึกษาการสู้รบระหว่าง ๒ ชาตินี้รัฐบาลโดยกระทรวงการต่างประเทศต้องศึกษาเพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงการเมือง/การทูตเปรียบเทียบซึ่งตามนัยการสงครามพรมแดนแล้วรุนแรงกว่าการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชามากนัก

    แต่ที่มีธรรมชาติสงครามเหมือนกันคือ ฝ่ายกัมพูชาไม่มีกองทัพอากาศเช่นเดียวกันกับอัฟกานิสถานก็ไม่มีกองทัพอากาศ

    ข้อสังเกตที่ต้องศึกษา คือ สหรัฐฯไม่แทรกแซง NGO มนุษยชนและสหประชาชาติก็ไม่ได้ให้ความสนใจหรือเพ่งเล็งเป็นพิเศษ แต่มีการขอให้หยุดยิง (ข้อเท็จจริงนี้เป็นข้อตอบโต้พวกโลกสวย พวกตีสองหน้ารักสันติแต่ตำหนิชาติตนเอง)

    กองทัพไทย กองทัพอากาศยึดมั่นในหลักสงครามดำรงธรรม Just War ซึ่งเป็นแม่บทของกฎบัตรสหประชาชาติมาตราที่ ๕๑ ว่าด้วยการรบป้องกันตัว ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนพลเรือน

    และมีหลักการตามประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์และวัฒนธรรมที่ใกล้ชิดกับกัมพูชาและสำนึกในเรื่องมนุษยธรรม (ความจริงปากีสถานกับอัฟกานิสถานก็มีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมละความใกล้ชิดกันคล้ายๆกับไทย/กัมพูชาแต่รบกันรุนแรงกว่า)

    แต่ตามตำราพิชัยสงครามแล้วเมื่อรบกันก็ต้องรบกันเต็มที่หวังผลชัยชนะ ถ้าต้องใช้ความรุนแรงก็ต้องใช้ความรุนแรง มันเป็นธรรมชาติของสงครามแต่ทหารไทยจะพิจารณาอย่างรอบคอบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/880161/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11SGEjR_r3t29-V4sOF2Ub

  • นักวิทย์เตือน ป่าฝนในออสเตรเลีย เริ่มคายคาร์บอนมากกว่าดูดเข้าไปแล้ว

    นักวิทย์เตือน ป่าฝนในออสเตรเลีย เริ่มคายคาร์บอนมากกว่าดูดเข้าไปแล้ว

    ผลการศึกษาใหม่พบว่า ป่าฝนเขตร้อนในออสเตรเลีย กลายเป็นป่าแห่งแรกของโลกที่คายก๊าซคาร์บอนออกมามากกว่าที่ดูดซับเข้าไป โดยเป็นผลจากภาวะโลกร้อน

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 16 ต.ค. 2568 ว่า ผลการศึกษาที่เผยแพร่ผ่านวารสาร “Nature” ระบุว่า ป่าฝนเขตร้อนในประเทศออสเตรเลีย กลายเป็นป่าแห่งแรกของโลกที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนออกมาในปริมาณมากกว่าที่ดูดซับเข้าไป โดยเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    โดยปกติแล้ว ป่าฝนถือเป็น “แหล่งกักเก็บคาร์บอน” (carbon sinks) เนื่องจากพวกมันดูดซับก๊าซคาร์บอนได้มากกว่าที่ปล่อยออกมา โดยต้นไม้ใหม่จะช่วยชดเชยคาร์บอนที่ปล่อยออกมาจากต้นไม้ที่ตายแล้ว

    แต่การศึกษาล่าสุดซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลจากป่าในรัฐควีนส์แลนด์ พบว่า อุณหภูมิที่สูงมากทำให้ จำนวนต้นไม้ที่ตายมีมากกว่าจำนวนต้นไม้ที่กำลังเติบโต

    หัวหน้าคณะวิจัยของการศึกษานี้ กล่าวว่า ผลการวิจัยดังกล่าวมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก เนื่องจากความพยายามดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ระบบนิเวศ เช่น ป่าฝน สามารถดูดซับคาร์บอนได้

    ดร. ฮันนาห์ คาร์ล จากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น ซิดนีย์ กล่าวว่า “แบบจำลองในปัจจุบันอาจประเมินความสามารถของป่าเขตร้อน เรื่องการช่วยชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเชื้อเพลิงฟอสซิล สูงเกินไป”

    รายงานพบว่า ด้วยจำนวนต้นไม้ใหม่ที่น้อยลง ลำต้นและกิ่งก้านของต้นไม้ที่ตายแล้ว หรือที่เรียกว่า ชีวมวลเนื้อไม้ (woody biomass) ได้กลายมาเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอน แทนที่จะเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนตั้งแต่เมื่อประมาณ 25 ปีก่อน

    ดร. คาร์ล กล่าวว่า “ป่าไม้ช่วยยับยั้งผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์บางส่วนที่ปล่อยออกมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล แต่งานของเราแสดงให้เห็นว่ากระบวนการนี้กำลังตกอยู่ในอันตราย”

    ดร. คาร์ล เสริมว่า การที่จำนวนต้นไม้ตายเพิ่มขึ้น ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมานั้นเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น อุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างรุนแรง, ความแห้งแล้งในชั้นบรรยากาศ และภัยแล้ง

    ข้อมูลจากป่า 20 แห่งในรัฐควีนส์แลนด์ ที่เก็บมาตลอดระยะเวลา 49 ปีชี้ว่า จำนวนของพายุไซโคลนที่เพิ่มขึ้น และความรุนแรงของพายุที่มากขึ้น กำลังทำให้มีต้นไม้ตายมากขึ้น และทำให้ต้นไม้ใหม่เติบโตได้ยากขึ้น

    ดร. คาร์ล กล่าวว่า “ในการศึกษานี้ เรามีหลักฐานว่าป่าเขตร้อนชื้นของออสเตรเลีย เป็นป่าแห่งแรกในโลกที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง [ชีวมวลเนื้อไม้] เช่นนี้ … และนั่นมีความสำคัญอย่างแท้จริง มันอาจเป็นสัญญาณเตือนภัยอันตรายที่กำลังจะมาถึงก็เป็นได้”

    ด้านแพทริก เมียร์ ผู้เขียนอาวุโสของรายงานการศึกษานี้ระบุว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น “น่ากังวลอย่างยิ่ง” และบอกกับสำนักข่าว เอเอฟพี ว่า “เป็นไปได้ที่ป่าเขตร้อนทั้งหมดจะตอบสนองในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน” แต่เสริมว่าจำเป็นต้องมีข้อมูลและการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อประเมินอย่างยุติธรรม

    ทั้งนี้ ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศที่ปล่อยมลพิษต่อจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก โดยพวกเขาเพิ่งประกาศเป้าหมายการลดคาร์บอนใหม่ โดยให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างน้อย 62% เมื่อเทียบกับระดับในปี 2005 ในช่วงทศวรรษหน้า

    อย่างไรก็ตาม ออสเตรเลียยังคงเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทั่วโลก ที่พวกเขาพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลเพิ่งอนุญาตให้โครงการก๊าซที่ใหญ่ที่สุดโครงการหนึ่งของประเทศ คือ North West Shelf ของบริษัท Woodside สามารถดำเนินการต่อไปได้อีก 40 ปี

    รายงานฉบับใหม่เกี่ยวกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนกันยายน พบว่าออสเตรเลียมีอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส พร้อมเตือนว่า ไม่มีชุมชนใดที่จะรอดพ้นจากความเสี่ยงด้านสภาพอากาศที่ “ต่อเนื่อง, ซับซ้อน และเกิดขึ้นพร้อมกัน” ได้

    ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

    ที่มา : bbc

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2889526&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PRQKDsqceUOGFIieRKqzp

  • การประชุมคณะกรรมการประจำสำนักงานสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ครั้งที่ 14 (1/ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    การประชุมคณะกรรมการประจำสำนักงานสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ครั้งที่ 14 (1/ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/115995/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zbYwVM-8ALOwx1erqvSUU

  • SPMS EST ผู้จัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์ 3M ฉลองครบรอบ 25 ปี เปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์ …

    SPMS EST ผู้จัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์ 3M ฉลองครบรอบ 25 ปี เปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์ …

    ฟิล์ม 3M และผลิตภัณฑ์ดูแลรถยนต์แบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น ฟิล์มกรองแสงรถยนต์ 3M , ฟิล์มใสกันรอย 3M Paint Protection Film (PPF) , สติ๊กเกอร์ฟิล์มสี …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://praew.com/lifestyle/news/558490.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01wi6UDraknS21fGrdbj0f