Category: วัฒนธรรม

  • แก้น้ำท่วมแบบ ‘ดร.เอ้’

    แก้น้ำท่วมแบบ ‘ดร.เอ้’

    ที่ จ.น่าน ดร.เอ้ ไปทั้งที เลยถือโอกาสรับฟังทุกปัญหาจากคนน่าน พร้อมกับมีข้อเสนอแนะออกมาหลายมิติ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ น้ำท่วม ตลอดจนเรื่องระบบการศึกษา

    ซอยย่อยๆ ออกมาได้ประมาณนี้ 1.สินค้าท้องถิ่น ขาดช่องทางขายสู่ตลาดระดับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟ ผ้าทอ สินค้าเกษตรแปรรูป โดยพรรคมีนโยบาย ‘สร้าง Ecosystem นวัตกรรม จากอุปสรรคสู่ก้าวใหม่ทางธุรกิจ’ มุ่งพัฒนาระบบนิเวศให้เอื้อต่อ SME โดยการตั้งศูนย์นวัตกรรมภูมิภาค (Regional Innovation Hub) เพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างรัฐ–เอกชน–สถาบันการศึกษา

    2.น้ำท่วมซ้ำซาก หนักขึ้นทุกปี ‘พรรคไทยก้าวใหม่’ มีแนวทางสร้างฝายชะลอน้ำหลาก ทั้งฝายคอนกรีต และฝายแกนซีเมนต์ เพราะสามารถชะลอน้ำหลากในฤดูฝนได้ และลดปัญหาการพังทลายของดิน เพิ่มความชุ่มชื้นให้ระบบนิเวศ เหมาะกับภูมิประเทศที่เป็นภูเขา ไม่เพียงเท่านั้น ยังสร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ต้นน้ำเป็นแก้มลิง กักเก็บน้ำฝนไว้ใช้ในฤดูแล้ง

     3.คนเก่ง ไปเรียนที่อื่น แล้วไม่กลับบ้าน ระบบการศึกษาในน่านยังขาดความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจในพื้นที่ ดร.เอ้ มีนโยบาย สร้างคนใหม่ พลิกโฉมการศึกษา จากภาระเป็นพลัง มอบทุน ‘เรียน–ทำ–กลับบ้าน’ ให้เยาวชนที่เรียนจบแล้วกลับมาทำงานในจังหวัด โดยรัฐและเอกชนร่วมสนับสนุน

    ดร.เอ้ มองว่า การปฏิรูปด้วยหลัก ‘การศึกษา–นวัตกรรม–ความยั่งยืน’ คือกุญแจที่จะเปลี่ยนเมืองน่านจากพื้นที่ที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังให้กลายเป็นเมืองนวัตกรรมสีเขียวของภาคเหนือ โดยมีคนท้องถิ่นเป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลง

    เรียกว่า ลงพื้นที่รับฟังปัญหาปุ๊บ กลับมาหาทางแก้ไขได้ปั๊บ ทำงานไว เข้าใจโครงสร้าง ตามสไตล์ ดร.เอ้ จริงๆ.

    ฌ.เฌอ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/883742/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ouiDIdWpQ60un5mnPFQSC

  • “รมว.นฤมล” ประชุมบอร์ด กช. อนุมัติงบอุดหนุนอาหารกลางวัน เด็กเอกชน – เอกชนการกุศลฯ กว่า 1.4 ล้านคนทั่วประเทศ

    “รมว.นฤมล” ประชุมบอร์ด กช. อนุมัติงบอุดหนุนอาหารกลางวัน เด็กเอกชน – เอกชนการกุศลฯ กว่า 1.4 ล้านคนทั่วประเทศ

    “รมว.นฤมล” ประชุมบอร์ด กช. อนุมัติงบอุดหนุนอาหารกลางวัน เด็กเอกชน – เอกชนการกุศลฯ กว่า 1.4 ล้านคนทั่วประเทศ เผย เตรียมชง ครม.ขอรับงบกลางปี 69 พร้อมเร่งดันร่าง พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนฉบับใหม่เข้าสภา

    เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ครั้งที่ 3/2568 โดยมีคณะกรรมการและผู้บริหารการศึกษาที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ โดยที่ประชุมได้พิจารณาถึงแนวทางการอุดหนุนเป็นค่าอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนโรงเรียนเอกชน ตามมติของบอร์ด กช. เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 เพื่อเสนอขอรับการสนับสนุนงบกลาง ปี 2569 จากคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นจำนวนงบประมาณทั้งสิ้น 6,244 ล้านบาทเศษ (งบประมาณเพิ่มขึ้น 3,991 ล้านบาทเศษ) ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายนักเรียนโรงเรียนเอกชน จำนวน 1,406,329 คน ใน 3,213 โรงเรียน

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือร่วมกันถึงแนวทางการอุดหนุนเป็นค่าอาหารกลางวันของนักเรียนในโรงเรียนเอกชน ซึ่งเป็นความพยายามของ กช. ที่ต้องการสร้างความเท่าเทียมด้านภาวะโภชนาการแก่เด็กไทย โดยขอรับงบประมาณอุดหนุนแก่โรงเรียน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกคือนักเรียนโรงเรียนเอกชนที่รับเงินอุดหนุนรายบุคคลในระดับก่อนประถมศึกษา – ระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ทุกคน ซึ่งจะครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายนักเรียน จำนวน 1,291,107 คน (3,103 โรงเรียน) ใช้งบประมาณทั้งสิ้นจำนวน 5,735,413,400 บาท (เพิ่มขึ้น 3,482,378,400 บาท) และกลุ่มที่ 2 นักเรียนโรงเรียนเอกชนการกุศลระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3 ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายนักเรียน จำนวน 115,222 คน ใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น 509,083,600 บาท ซึ่งสอดคล้องกับที่โรงเรียนเอกชนการกุศลขอให้ ศธ.ช่วยเหลือเงินอุดหนุนค่าอาหารกลางวันให้ถึงระดับมัธยมศึกษา เช่นเดียวกับโรงเรียนขยายโอกาสของ สพฐ. ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสงเคราะห์นักเรียนยากจนหรือด้อยโอกาสทางการศึกษาโดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมการศึกษา มีอยู่ 550 โรง เช่น โรงเรียนในพระราชูปถัมภ์ โรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา โรงเรียนการศึกษาสงเคราะห์ และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามควบคู่วิชาสามัญ

    นอกจากนี้ ได้รับทราบรายงานความคืบหน้าการจัดทำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรงเรียนเอกชน พ.ศ. …. ที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นแล้ว เพื่อนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีภายในต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อผลักดันสู่วาระการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาอุปสรรคการศึกษาเอกชน ให้มีความทันสมัย และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน

    นวรัตน์ รามสูต: สรุป/เรียบเรียง
    ฤทธิเกียรติ ยศประสงค์: ถ่ายภาพ/กราฟิก
    กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี ศธ.: รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/59712&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3V5dIu7iiPXkBnHfe4avFl

  • ‘จีน’ เจอวิกฤติสองเด้ง! ‘เซี่ยงไฮ้’ กำลังจม ระดับน้ำทะเลสูงสุดในรอบ 4,000 ปี

    ‘จีน’ เจอวิกฤติสองเด้ง! ‘เซี่ยงไฮ้’ กำลังจม ระดับน้ำทะเลสูงสุดในรอบ 4,000 ปี

    ‘จีน’ เจอวิกฤติสองเด้ง! ‘เซี่ยงไฮ้’ กำลังจม ระดับน้ำทะเลสูงสุดในรอบ 4,000 ปี

    นักวิจัยนานาชาติเตือน “จีน” เสี่ยงน้ำท่วมเจอที่เพิ่มขึ้นจากปัญหาดินทรุดที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะเซี่ยงไฮ้

    • จีนกำลังเผชิญวิกฤตซ้อนสอง ทั้งจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นเร็วที่สุดในรอบ 4,000 ปี และปัญหาแผ่นดินทรุดในเมืองสำคัญอย่างเซี่ยงไฮ้
    • สาเหตุหลักที่ทำให้เซี่ยงไฮ้ทรุดตัวอย่างรวดเร็วมาจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะการสูบน้ำบาดาลปริมาณมหาศาล ซึ่งทำให้บางพื้นที่จมลงกว่า 1 เมตรในศตวรรษที่ผ่านมา
    • ปรากฏการณ์นี้คุกคามศูนย์กลางทางการเงินของจีนและห่วงโซ่อุปทานของโลก เนื่องจากเมืองสำคัญหลายแห่งตั้งอยู่ในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่มีความเสี่ยงสูงต่อน้ำท่วม

    ระดับน้ำทะเลทั่วโลกกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สูงที่สุดในรอบ 4,000 ปี ขณะเดียวกัน “เซี่ยงไฮ้” กำลังจมลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อศูนย์กลางการเงินของจีนและซัพพลายเชนของโลก นักวิทยาศาสตร์เตือนในงานวิจัยชิ้นใหม่

    ทีมวิจัยนานาชาติระบุว่า จีนกำลังเผชิญกับภัยคุกคามสองต่อจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น เนื่องจากเมืองใหญ่และมีความสำคัญทางเศรษฐกิจมากที่สุดหลายแห่งกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ซึ่งเป็นพื้นที่ราบใกล้แหล่งน้ำที่เหมาะสำหรับการพัฒนาเมือง แต่ยังคงมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดน้ำท่วม

    เซี่ยงไฮ้ เซินเจิ้น และฮ่องกง เป็นหนึ่งในเมืองสำคัญในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะจมลงตามธรรมชาติ เนื่องจากตั้งอยู่บนตะกอนที่หนาและอ่อนนุ่ม

    นักวิจัยจากสถาบันต่าง ๆ ในสหราชอาณาจักร จีน และสหรัฐตีพิมพ์บทความในวารสาร Nature ว่า มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่อัตราการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกนับตั้งแต่ปี 1900 จะสูงกว่าศตวรรษใด ๆ ตลอดอย่างน้อย 4,000 ปีที่ผ่านมา โดยอัตราการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.5 มิลลิเมตรต่อปี ส่วนใหญ่เกิดจากการขยายตัวของน้ำทะเลเมื่ออุณหภูมิอุ่นขึ้น และปัจจัยอื่น ๆ ที่ประกอบกัน ได้แก่ การละลายของธารน้ำแข็งและแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกทำให้มีน้ำเพิ่มขึ้น

    “การวิเคราะห์ของเราชี้ให้เห็นว่า การทรุดตัวอย่างรวดเร็วของเมืองสมัยใหม่อย่างน้อย 94% มีสาเหตุมาจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยอัตราการทรุดตัวเฉพาะพื้นที่มักสูงกว่าระดับน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลก” นักวิทยาศาสตร์กล่าว

    กิจกรรมของมนุษย์ ซึ่งส่วนใหญ่คือการสูบน้ำบาดาล อาจทำให้พื้นผิวโลกทรุดตัวเร็วกว่าอัตราธรรมชาติมาก

    เซี่ยงไฮ้ ตั้งอยู่บนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีเกียง โดยมีการพบการทรุดตัวของแผ่นดินของมหานครแห่งนี้เป็นครั้งแรกในปี 1921 ต่อมาในช่วงทศวรรษ 1960 ที่มีการสูบน้ำบาดาลสูงสุดที่ 200 ล้านตันต่อปี ทำให้อัตราทรุดตัวของแผ่นดินต่อปีสูงถึง 105 มิลลิเมตร

    การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้มหาสมุทรดูดซับความร้อนและขยายตัวภายใต้สภาพภูมิอากาศที่ร้อนขึ้น ขณะที่แผ่นน้ำแข็งที่ละลายในกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาทำให้น้ำในมหาสมุทรเพิ่มขึ้น

    เพื่อประเมินผลกระทบของระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นต่อสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีเกียงของจีน ทีมงานได้วิเคราะห์บันทึกทางธรณีวิทยา ข้อมูลการทรุดตัว และผลกระทบของกิจกรรมของมนุษย์ในพื้นที่ชายฝั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีเกียงและสามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียง

    ทีมงานได้จำลองการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลในช่วง 11,700 ปีที่ผ่านมา จากบันทึกจากแนวปะการังโบราณและป่าชายเลน ซึ่งเป็นเอกสารทางธรรมชาติที่บันทึกระดับน้ำทะเลในอดีต ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของยุคธรณีวิทยาปัจจุบัน หรือยุคโฮโลซีน หลังยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้าย

    หลิน ยู่เฉิง ผู้ช่วยนักวิจัยหลังปริญญาเอก ภาควิชาธรณีวิทยาและดาวเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยรัตเกอร์ส หนึ่งในผู้ทำการวิจัย กล่าวว่า พื้นที่บางส่วนของเซี่ยงไฮ้จมลงมากกว่า 1 เมตร ในศตวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากการใช้น้ำใต้ดินมากเกินไป

    อัตราการทรุดตัวนี้ถือเร็วกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลทั่วโลกในปัจจุบันหลายเท่า ปัจจุบันเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์วิจัยที่ CSIRO หน่วยงานวิจัยแห่งชาติของออสเตรเลีย โดยเชี่ยวชาญด้านระดับน้ำทะเลและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    “ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นหลายเซนติเมตรจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำอย่างมาก พื้นที่เหล่านี้ไม่เพียงแต่มีความสำคัญภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางการผลิตระหว่างประเทศอีกด้วย หากเกิดความเสี่ยงต่อชายฝั่งขึ้น ซัพพลายเชนทั่วโลกจะตกอยู่ในความเสี่ยง” ยู่เฉิงกล่าว

    อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้เซี่ยงไฮ้เริ่มตระหนักถึงปัญหาดินทรุดและเริ่มควบคุมการใช้น้ำใต้ดิน เช่นเดียวกับเมืองใหญ่ ๆ ทั่วโลก เช่น นิวยอร์ก จาการ์ตา และมะนิลา ต่างตั้งอยู่บนที่ราบชายฝั่งที่ราบต่ำ ต่างก็มีความเสี่ยงเหล่านี้ร่วมกัน

    “สามเหลี่ยมปากแม่น้ำเป็นสถานที่ที่ดี เหมาะสำหรับการทำเกษตรกรรม การประมง การพัฒนาเมือง และดึงดูดอารยธรรมเข้ามาโดยธรรมชาติ แต่พื้นที่เหล่านี้ค่อนข้างราบ แต่มีแนวโน้มที่จะทรุดตัวลงจากการกระทำของมนุษย์ ดังนั้นการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลอย่างต่อเนื่องอาจทำให้พื้นที่จมลงอย่างรวดเร็ว” หลินกล่าว

    ในการศึกษาแยกต่างหากที่ตีพิมพ์ในเดือนมิถุนายน นักวิจัยในเซี่ยงไฮ้และเนเธอร์แลนด์พบว่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา การทรุดตัวอย่างรุนแรงในเซี่ยงไฮ้ได้ขยายจากเขตเมืองใจกลางเมืองไปยังเขตชานเมืองโดยรอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตอุตสาหกรรมชายฝั่งตะวันออกและทางตอนใต้

    แต่ทีมวิจัยพบว่าการจัดการน้ำใต้ดินและการเติมน้ำบาดาลช่วยลดอัตราการทรุดตัวลงได้อย่างมาก การศึกษานี้ยังจัดทำแผนที่ความเสี่ยงเพื่อช่วยให้รัฐบาลและนักวางผังเมืองระบุจุดเสี่ยงดินทรุดและเตรียมพร้อมรับมือกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นในอนาคต

    จีนเผชิญกับความสูญเสียทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 1,500 ล้านดอลลาร์ต่อปี จากปัญหาระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและแผ่นดินที่ทรุดตัวลงจากการใช้น้ำใต้ดินมากเกินไป โดยเซี่ยงไฮ้เพียงแห่งเดียวสร้างความเสียหายมากกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์ระหว่างปี 2001-2020

    แม้ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยก็ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวง ดังนั้นการบริหารจัดการน้ำ และวิศวกรรมชายฝั่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งเศรษฐกิจของจีนและเสถียรภาพทางการค้าโลก

    ที่มา: Interesting EngineeringSouth China Morning Post

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/environment/1204199&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xjr7aG4FLIcDbpt019DNY

  • เปิดประวัติ พลอย เฌอมาลย์ สาวสวยสุดสตรอง ที่ต่อสู้กับมะเร็งเต้านมและโรคซึมเศร้า

    เปิดประวัติ พลอย เฌอมาลย์ สาวสวยสุดสตรอง ที่ต่อสู้กับมะเร็งเต้านมและโรคซึมเศร้า

    ชื่อของ พลอย เฌอมาลย์ ไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะเธอเข้าวงการบันเทิงตั้งแต่ยังเด็ก พร้อมกับพิสูจน์ตัวเองให้ทุกคนได้หเ็นว่าพลอยมีพรสวรรค์ทางด้านการแสดง ชนิดที่เรียกว่าไม่เป็นสองรองใคร จึงทำให้ชื่อของพลอยเป็นนักแสดงเจ้าบทบาทเบอร์ต้นๆ ของวงการที่ใครก็อยากได้ตัวไปร่วมงาน

    แต่กว่าจะมาเป็น พลอย เฌอมาลย์ อย่างทุกวันนี้ ชีวิตของพลอยก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ พบเจอเรื่องราวมาไม่น้อย วันนี้เราจะพาไปย้อนประวัติของนักแสดงสาวตัวแม่ตัวมัมของวงการบันเทิงคนนี้กัน – 

    – พลอย เฌอมาลย์ มีชื่อจริงว่า ไลลา บุญยศักดิ์ ส่วน เฌอมาลย์ คือชื่อเดิม ปัจจุบัน อายุ 43 ปี 

    – การศึกษาระดับประถมศึกษาโรงเรียนเซนต์โยเซฟระยอง จังหวัดระยอง ระดับมัธยมปลายจาก โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ระดับปริญญาตรีจาก คณะบริหารธุรกิจ วิทยาลัยลุ่มน้ำปิง (ปัจจุบันคือวิทยาลัยนอร์ทเทิร์น)

    – พลอย เปลี่ยนชื่อจาก เฌอมาลย์ เป็น ไลลา เป็นเพราะความของต้องการคุณแม่ และพลอยเคยใช้ชื่อดังกล่าวในวงการอยู่พักหนึ่งแต่ไม่ชอบ จึงเปลี่ยนมาใช้ชื่อ เฌอมาลย์ ในการแสดง ส่วนชื่อในบัตรประชาชนยังคงใช้ชื่อ ไลลา ตามเดิม 

    –  มีพี่สาวคือ นุ่น ดารัณ บุญยศักดิ์ หรือ นุ่น สินิทธา อดีตนักแสดงสาวที่ปัจจุบันหันหลังให้กับวงการบันเทิง

    – พลอยเกิดและเติบโตในครอบครัวที่คุณแม่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว และได้รับการเลี้ยงดูจากคุณยายมาตั้งแต่เด็ก จึงทำให้พลอยสนิทกับคุณยายมากๆ 

    – ตอนเด็กพลอยเคยเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก พอโตก็เปลี่ยนไปนับถือศาสนาพุทธ แต่ภายในปี พ.ศ. 2555 ได้หันไปนับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์

    – อดีตเคยเป็นนักแสดงในสังกัดสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 พลอยมีผลงานสร้างชื่อจากละครเรื่อง ระบำดวงดาว, ขุนศึก, มาดามดัน, สามีตีตรา ส่วนภาพยนตร์คือเรื่อง บุปผาราตรี, รักแห่งสยาม, ชั่วฟ้าดินสลาย, สี่แพร่ง และ คิดถึงวิทยา

    – ปัจจุบันพลอยเป็นนักแสดงอิสระ เพราะต้องการรับบทละครที่หลากหลายและท้าทายความสามารถของตัวเอง

    – ในเรื่องข่าว ด้วยความที่เป็นนางเอกแถวหน้า จึงทำให้พลอยมีข่าวอยู่บนหน้าสื่อเสมอ 

    – และพลอยเคยได้สัมภาณ์กับนักข่าวเมื่อปี พ.ศ. 2561 พลอยเคยป่วยเป็นโรคซึมเศร้าในช่วงอายุ 19 ปี และกลับมาป่วยอีกครั้ง

    – ในวันที่ 23 ตุลาคม 2568 พลอย เฌอมาลย์ เปิดใจในรายการ sisterhood พอดแคสต์ที่ดำเนินรายการโดย คุณแนท ธนวลัย วัชรพล บน YouTube ของ Mirror Thailand เปิดเผยว่าเธอนั้นตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเต้านม ระยะที่ 2 ที่ลุกลามไปต่อมน้ำเหลืองด้วย เข้ารักษาตัวจนตอนนี้ไม่พบเชื้อ แต่ต้องตรวจเช็กสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ 

    – ส่วนสภาพจิตใจ ตอนนี้พลอยกลับมารักตัวเองอีกครั้ง และมีบางช่วงต้องกลับไปรักษาตัวกับคุณหมอจิตเวช จนอาการดีขึ้นมากแล้ว 

    – และพลอยได้ตั้งเป้าหมายในชีวิตของตัวเองเอาไว้คือ รักตัวเองให้มากเหมือนที่ตัวเองเคยรักคนอื่น อะไรที่เราเคยรักคนอื่นมากแค่ไหน ต้องทำอย่างนั้นกับตัวเองให้ได้ 

    คลิกเพื่ออ่าน “ข่าวบันเทิงวันนี้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/entertain/news/2890914&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nfCm1dkyoYwfa7xo9YV__

  • เดินหน้ารื้อถอนอาคาร สน.สามเสน คาดเสร็จเร็วกว่ากำหนด ผู้ว่าฯ ชัชชาติ

    เดินหน้ารื้อถอนอาคาร สน.สามเสน คาดเสร็จเร็วกว่ากำหนด ผู้ว่าฯ ชัชชาติ

    วันนี้ (23 ตุลาคม) ความคืบหน้าการรื้อถอนอาคารสถานีตำรวจนครบาล (สน.)สามเสน เจ้าหน้าที่ยังคงใช้รถน้ำดับเพลิงฉีดน้ำลดฝุ่นที่เกิดจากการรื้อถอนตลอดการดำเนินงาน ขณะเดียวกันมีการนำท่อระบายน้ำเข้ามาเตรียมในพื้นที่ เพื่อเตรียมวางระบบก่อนสร้างทางลาด (Ramp) เชื่อมกับถนนสุโขทัยคืนให้กับโรงพยาบาลวชิรพยาบาล

    โดย ธเนศ วีระศิริ ที่ปรึกษาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้าว่า ณ เมื่อวานนี้ (22 ตุลาคม) ดำเนินการรื้อถอนไปแล้วประมาณ 50% โดยมีการขึงผ้าใบป้องกันเศษวัสดุตกหล่น และคาดว่าการทำงานจะเสร็จเร็วกว่ากรอบเวลา 20 วันที่ผู้รับจ้างขอไว้ โดยอาจรื้อถอนจนถึงระดับพื้นดินได้เร็วที่สุดภายใน 5 วันนับจากวันนี้ ส่วนเศษซากวัสดุจะถูกย่อยและขนย้ายออกนอกพื้นที่ในช่วงเวลากลางคืน

    ธเนศระบุถึงแผนงานภายหลังการรื้อถอนแล้วเสร็จว่า จะมีการถมดินใต้อาคารที่เป็นโพรงเพิ่มเติม ตรวจสอบความแน่นของดิน และตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของอาคารโดยรอบและบ้านเรือนประชาชนที่อพยพออกไปชั่วคราว ก่อนจะอนุญาตให้ประชาชนกลับเข้าพักอาศัยได้

    สำหรับการสร้างทางลาดคืนให้โรงพยาบาลวชิรพยาบาล จะดำเนินการหลังวางระบบท่อระบายน้ำแล้วเสร็จ โดยจะต้องรอให้การรื้อถอนอาคารจบก่อนจึงจะดำเนินการได้ เพื่อไม่ให้รบกวนการทำงานในพื้นที่ ทั้งนี้จะต้องมีการพูดคุยหารือเรื่องการคืนพื้นผิวจราจรว่าจะสามารถเปิดให้ประชาชนสัญจรได้เมื่อใด

    ด้าน วัชรพล คงสวัสดิ์ รองผู้อำนวยการโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ผู้แทนการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เชื่อว่าการถมทรายก่อนหน้านี้ช่วยป้องกันการเคลื่อนตัวของอาคารโดยรอบพื้นที่ได้ ขณะนี้ยังไม่พบการเคลื่อนตัวเพิ่ม แต่เจ้าหน้าที่ยังคงดำเนินงานด้วยความระมัดระวัง พร้อมตรวจวัดค่าระดับน้ำใต้ดินและเสถียรภาพดินตลอดเวลา

    ขณะที่ในช่วงเช้า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า การรื้อถอนอาคาร สน.สามเสน ดำเนินการไปแล้วประมาณ 70% ควบคู่กับการเตรียมพื้นที่วางท่อระบายน้ำ และคาดว่าการรื้อถอนและขนย้ายเศษวัสดุจะแล้วเสร็จภายในวันเสาร์นี้ (25 ตุลาคม)

    อย่างไรก็ตาม ชัชชาติยอมรับว่าอาจจะยังไม่สามารถเปิดพื้นผิวการจราจรให้ประชาชนสัญจรได้ในเร็ววันนี้ เนื่องจากวันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม จะเป็นวันเปิดภาคเรียน จึงจะต้องมีการวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบอีกครั้ง โดยอาจมีการพิจารณาเพิ่มรถ Shuttle Bus เพื่อให้บริการรับ-ส่งนักเรียนบรรเทาผลกระทบ ทั้งนี้ วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะเข้าหารือเพื่อสรุปเรื่องดังกล่าวอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ (24 ตุลาคม) เวลา 13.30 น.

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/samsen-police-station-demolition-ramp-vachiraphayaban-hospital/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02pThPjZHQN-vS6bG2qmmd

  • อวสานพื้นที่ชุ่มน้ำ? ”เสื่อมโทรม-บุกรุก“ ลดลงเกือบครึ่ง ไร้กฎหมายควบคุม

    อวสานพื้นที่ชุ่มน้ำ? ”เสื่อมโทรม-บุกรุก“ ลดลงเกือบครึ่ง ไร้กฎหมายควบคุม

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/agriculture-55&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3a3iDvGcCwmTENGFhTxiSq

  • ถอดรหัส ‘ความเหลื่อมล้ำ’ไทย  เร่งแก้เงื่อนไขฉุดรั้งพัฒนาเศรษฐกิจ

    ถอดรหัส ‘ความเหลื่อมล้ำ’ไทย เร่งแก้เงื่อนไขฉุดรั้งพัฒนาเศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจ

    ถอดรหัส ‘ความเหลื่อมล้ำ’ไทย เร่งแก้เงื่อนไขฉุดรั้งพัฒนาเศรษฐกิจ

    ความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย โดยมีระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคและประเทศพัฒนาแล้ว ข้อมูลชี้ว่ากลุ่มประชากรรายได้สูงสุด 10% มีรายจ่ายมากกว่ากลุ่มรายได้ต่ำสุดถึง 7.83 เท่า และมีสัดส่วนรายได้สูงกว่ากลุ่มรายได้ต่ำสุด 50% ถึง 4.41 เท่า สาเหตุสำคัญมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจ ระบบราชการที่ล้าสมัย และขนาดของเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่

    • ความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย โดยมีระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคและประเทศพัฒนาแล้ว
    • ข้อมูลชี้ว่ากลุ่มประชากรรายได้สูงสุด 10% มีรายจ่ายมากกว่ากลุ่มรายได้ต่ำสุดถึง 7.83 เท่า และมีสัดส่วนรายได้สูงกว่ากลุ่มรายได้ต่ำสุด 50% ถึง 4.41 เท่า
    • สาเหตุสำคัญมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจ ระบบราชการที่ล้าสมัย และขนาดของเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่ ซึ่งกระทบต่อประสิทธิภาพนโยบายกระจายรายได้
    • แนวทางแก้ไขที่สำคัญคือการปฏิรูประบบราชการและระบบภาษี การลงทุนด้านการศึกษาและสวัสดิการที่มีคุณภาพ และการนำเศรษฐกิจนอกระบบเข้ามาในระบบ

    ประเทศไทยยังคงเผชิญกับความเหลื่อมล้ำที่เป็นปัญหาโครงสร้างบนระบบเศรษฐกิจมาต่อเนื่อง แม้ว่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาประเทศสามารถลดสัดส่วนประชากรที่อยู่ในสภาวะยากจนได้ แต่ระดับความเหลื่อมล้ำในหลายด้านยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศให้ยั่งยืน เมื่อพิจารณาภาพรวมของการกระจายรายได้และการเข้าถึงบริการพื้นฐาน และการทำงานของระบบราชการที่ไม่ทันต่อยุคสมัย จะไทยปรากฏว่าอยู่ในตำแหน่งที่น่าวิตกกังวล เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศพัฒนาแล้ว

    นายวิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่าปัจจุบันปัญความเหลื่อมล้ำถือว่าเป็นปัญหาที่มีความสำคัญในการฉุดรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ซึ่งส่วนสำคัญของปัญหาคือ ระบบราชการจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับพลวัตใหม่และสามารถเป็นผู้นำในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำและการจัดสวัสดิการประชาชนอย่างครอบคลุมทั้งด้านสุขภาพ และการศึกษาให้มีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างยั่งยืน

    ความเหลื่อมล้ำไทยสูงกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาค

    รายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยฉบับล่าสุดที่จัดทำโดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาสะท้อนสถานการณ์ที่ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำที่เกินกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค

    ทั้งนี้แม้ว่าในปัจจุบันความเหลื่อมล้ำด้านรายจ่ายของไทยอยู่ในระดับทรงตัว คือค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยจากปี 2566 ที่ 0.335 มาเหลือ 0.333 ในปี 2567 อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในรายละเอียด ข้อมูลแสดงว่าความแตกต่างเรื่องของรายจ่ายระหว่างครัวเรือนรายได้สูงกับครัวเรือนรายได้น้อยมีความแตกต่างในหลายมิติ โดยในเขตเทศบาล ความเหลื่อมล้ำมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย 

    ขณะที่นอกเขตเทศบาลกำลังเพิ่มขึ้น โดยเขตเทศบาลยังคงแสดงระดับความรุนแรงที่สูงกว่า ในมิติภูมิภาค ภาคใต้ยังคงเป็นภูมิภาคที่มีความเหลื่อมล้ำสูงสุด ขณะที่กรุงเทพมหานคร ภาคเหนือ และภาคกลางแสดงเส้นโค้งระดับความเหลื่อมล้ำที่ลดลง

    ข้อมูลที่ส่งผลกระทบต่อประชากรมากที่สุดอยู่ที่ส่วนแบ่งรายจ่ายของประชากร โดยกลุ่มที่มีรายจ่ายสูงสุด (Decile 10) ยังคงครองส่วนแบ่งถึง 25.85% ของการใช้จ่ายทั้งหมด ในขณะที่กลุ่มที่มีรายจ่ายต่ำสุด (Decile 1) ได้รับเพียง 3.30% ความแตกต่างนี้คิดเป็น 7.83 เท่า ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงขนาดของปัญหา แม้ว่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาส่วนแบ่งของกลุ่มรายได้ต่ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นก็ตาม

    ถอดรหัส ‘ความเหลื่อมล้ำ’ไทย  เร่งแก้เงื่อนไขฉุดรั้งพัฒนาเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยแสดงให้เห็นว่ามีความเหลื่อมล้ำที่เกินกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค โดยข้อมูลจาก World Inequality Database ในช่วงปี 2554-2566 ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีอัตราส่วนรายได้ของกลุ่มรายได้สูงสุด 10 % ต่อกลุ่มรายได้ต่ำสุด 50 % อยู่ที่ 4.41 เท่า และมีค่า Gini เฉลี่ย 0.626

    เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีบริบทใกล้เคียงได้แก่ ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย แม้มีรายได้ต่อหัวต่ำกว่าไทย แต่มีความเหลื่อมล้ำต่ำกว่าด้วยอัตราส่วนรายได้เพียง 3.04 และ 2.95 เท่า ตามลำดับ มาเลเซีย ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงกว่าไทย มีอัตราส่วนรายได้เพียง 2.14 เท่าและค่า Gini ที่ 0.495 ซึ่งแสดงถึงโครงสร้างการกระจายรายได้ที่สมดุลกว่า

    “ข้อเท็จจริงนี้บ่งบอกว่า ความเหลื่อมล้ำของไทยไม่ได้เป็นเพราะฝ่ายต่อจีดีพีต่อหัวที่ต่ำ แต่เป็นผลจากปัญหาในโครงสร้างเศรษฐกิจและความไม่ประสิทธิผลของนโยบายการกระจายรายได้ของภาครัฐ”

    กลุ่มพัฒนาแล้วจัดการความเหลื่อมล้ำได้ดี

    นอกจากนี้การกำหนดตำแหน่งของไทยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วเมื่อขยายขอบเขตการเปรียบเทียบไปยังประเทศพัฒนาแล้ว ตำแหน่งของไทยยิ่งชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น กลุ่มประเทศนอร์ดิก เช่น นอร์เวย์และสวีเดน ถือว่ามีความเหลื่อมล้ำต่ำที่สุดในโลก โดยมีอัตราส่วนรายได้ของกลุ่ม Top 10 ต่อ Bottom 50 เฉลี่ยเพียง 1.22 เท่า และค่า Gini ที่ 0.387 และ 0.389 ตามลำดับ ผลลัพธ์นี้เป็นผลมาจากระบบรัฐสวัสดิการที่ครอบคลุมและโครงสร้างภาษีก้าวหน้าที่ช่วยกระจายรายได้อย่างทั่วถึง

    ขณะที่กลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก เช่น ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร มีความเหลื่อมล้ำสูงกว่ากลุ่มนอร์ดิก โดยมีอัตราส่วนรายได้เฉลี่ย 1.61 และ 1.83 เท่า และค่า Gini ที่ 0.451 และ 0.473 ตามลำดับ ความแตกต่างนี้เป็นเพราะโครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพากลไกตลาดเสรีเป็นหลัก แม้จะมีระบบสวัสดิการสังคมก็ตาม

    ส่วนกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก เช่น เกาหลีใต้และญี่ปุ่น แม้มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูง แต่กลับเผชิญความเหลื่อมล้ำมากกว่ากลุ่มนอร์ดิกและยุโรปตะวันตก โดยมีอัตราส่วนรายได้ที่ 1.82 และ 2.33 เท่า และค่า Gini ที่ 0.471 และ 0.508 ตามลำดับ ปัจจัยสำคัญมาจากการพึ่งพาเศรษฐกิจภาคเอกชนมากกว่าระบบสวัสดิการสังคม

    ไทยในส่วนนี้มีตัวเลขที่ 4.41 และ 0.626 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงกว่าทั้งกลุ่ม และอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก

    เศรษฐกิจนอกระบบสูงเพิ่มความเหลื่อมล้ำ

    ความเหลื่อมล้ำของไทยไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาโครงสร้างที่ลึกในระบบ การแก้ไขประเด็นนี้จำเป็นต้องดำเนินการในหลายด้านพร้อมกัน ซึ่งตามข้อมูลของสภาพัฒน์ให้ข้อเสนอแนะที่น่าสนใจได้แก่

    1.จำเป็นต้องพัฒนาระบบภาษีให้ครอบคลุมฐานความมั่งคั่งและทรัพย์สินอย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันเศรษฐกิจนอกระบบยังคงมีสัดส่วนสูง ซึ่งหากสามารถทำให้เป็นทางการได้ ก็จะเพิ่มฐานภาษีและรายได้ของรัฐ

    2.ต้องลงทุนเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจผ่านการศึกษาและการจ้างงานที่มีคุณภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นคงในอาชีพและคุณภาพชีวิตของแรงงาน

    3.ควรศึกษาแนวทางจากประเทศกลุ่มนอร์ดิก ซึ่งสามารถรักษาความเหลื่อมล้ำให้อยู่ในระดับต่ำโดยไม่กระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    4.การปรับเปลี่ยนโครงสร้างสถาบัน นอกจากนโยบายเศรษฐกิจ ปัญหาความเหลื่อมล้ำของไทยยังเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของระบบราชการ ที่ยังคงเป็นปัจจัยซึ่งชะลอและฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ 

    ระบบราชการในปัจจุบันจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนบทบาทจากองค์กรที่มีบทบาทแบบแสดงการมีอิทธิพล ให้กลายเป็นกลไกขับเคลื่อนที่สำคัญเพื่อพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้ทันกับพลวัตใหม่ของการเปลี่ยนแปลงโลก และสามารถเป็นผู้นำในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ และให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำและการจัดสวัสดิการประชาชนอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะด้านสุขภาพและการศึกษาได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1204157&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gjTR87CIwpDoU9vQ99rPQ

  • “อัจฉริยะคณิต” เรียนมา 4 ปี ม.ดังแจ้งช็อก “เราไม่เคยรับคุณ” รู้ใครพาซวย โกรธแทบสิ้นสติ!

    “อัจฉริยะคณิต” เรียนมา 4 ปี ม.ดังแจ้งช็อก “เราไม่เคยรับคุณ” รู้ใครพาซวย โกรธแทบสิ้นสติ!

    นักศึกษาเข้ามหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของจีน 4 ปีผ่านไปถูกปฏิเสธ “เราไม่เคยรับคุณเข้าศึกษา”  เฉลยความจริงช็อก สะท้อนปัญหาฉ้อโกงการศึกษา

    เรื่องราวของ หวังซิน นักศึกษาชาวจีนผู้สอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่ง ได้สำเร็จ แต่กลับพบกับความจริงที่น่าตกใจเมื่อ 4 ปีต่อมา เมื่อเขาถูกมหาวิทยาลัยปฏิเสธการเข้าเรียน โดยอ้างว่า “เราไม่เคยรับคุณเข้าศึกษา” เป็นกรณีที่สะท้อนถึงปัญหาการฉ้อโกงในระบบการศึกษาของจีน

    ชีวิตของหวังซิน

    หวังซินเติบโตในครอบครัวที่ยากจนในชนบทของมณฑลกุ้ยโจว พ่อของเขาเป็นช่างก่อสร้างที่ประสบอุบัติเหตุจนพิการ และแม่ของเขาทำงานเป็นแม่บ้านในเมืองเพื่อหารายได้เสริม แม้จะมีความยากลำบาก แต่หวังซินก็เรียนดีและได้รับการยอมรับจากครูว่าเป็น “อัจฉริยะ” ในวิชาคณิตศาสตร์

    ในปี 2007 เขาได้รับการยืนยันการเข้าศึกษาในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีน

    เมื่อหวังซินมาถึงมหาวิทยาลัย เขาได้รับการจัดสรรหอพักแยกจากเพื่อนร่วมชั้น และไม่สามารถเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ห้องสมุด หรือระบบการเรียนการสอนออนไลน์ เขาได้รับข้อมูลการสอบผ่านทางข้อความจากอาจารย์ที่ปรึกษาแทนการเข้าถึงระบบของมหาวิทยาลัย

    อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าแปลกก็คือ ตลอดระยะเวลา 4 ปี เขาไม่เคยได้รับบัตรนักศึกษา และไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมของมหาวิทยาลัยได้ ทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็น “นักศึกษาล่องหน”

    ความจริงอันโหดร้ายของปีสุดท้าย

    เมื่อใกล้ถึงเวลาสำเร็จการศึกษา หวังซินติดต่อกับอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อสอบถามเกี่ยวกับการทำวิทยานิพนธ์ แต่ได้รับคำตอบที่น่าตกใจว่า “เราไม่เคยรับคุณเข้าศึกษา”

    เมื่ออาจารย์คนหนึ่งตรวจสอบระบบ จากนั้นพบว่าไม่มีข้อมูลของเขาในระบบของมหาวิทยาลัย และไม่มีการบันทึกการเข้าร่วมกิจกรรมใดๆ “ระบบไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับคุณ คุณแน่ใจหรือไม่ว่าคุณเป็นนักเรียนของโรงเรียนนี้” 

    ในตอนนั้นเชื่อว่าเขาและนักศึกษาคนอื่นๆ อาจถูกหลอกลวงโดยบุคคลภายนอกที่อ้างว่าเป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัย เพื่อเรียกรับเงินจากผู้ปกครองของนักศึกษา

    ความลับเบื้องหลังและการเดินทางสู่ความยุติธรรม

    ด้วยความไม่ยอมรับความจริง หวังซินจึงตัดสินใจแจ้งความกับตำรวจ ในระหว่างการสอบสวน เขาไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้ ขณะที่เล่าถึงความผิดปกติที่เขาเคยมองข้าม เช่น การไม่มีบัตรประจำตัวนักศึกษา การไม่ได้ลงทะเบียนเรียน และการไม่มีเอกสารราชการใดๆ

    เขาสงสัยว่ามีคนเข้ามาแย่ง “สิทธิ์” ของเขาไป ตำรวจจึงเริ่มสอบสวนและพบว่า แม้หวังซินจะเข้าร่วมเรียนและสอบเหมือนนักเรียนคนอื่น คะแนนสอบของเขากลับถูกบันทึกเพียงบนกระดาษ และไม่ได้ถูกบันทึกเข้าสู่ระบบอย่างเป็นทางการ การสอบของเขามักถูกจัดขึ้นเป็นการส่วนตัวในห้องทำงานหรือห้องเรียนขนาดเล็ก โดยอาจารย์ที่ปรึกษาชื่อ “จางซู”

    การสืบสวนมุ่งเป้าไปที่จางซู เมื่อถูกสอบสวน เขายังคงนิ่งสงบ ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และยืนยันว่าเขาแค่ “ดูแล” หวังซิน ภายใต้คำสั่งจาก “ผู้บังคับบัญชา” ของเขาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ทัศนคติของจางซูเปลี่ยนไปเมื่อเจ้าหน้าที่พบสมุดบันทึกที่บ้านของเขา

    สมุดบันทึกเล่มนั้นบันทึกรายละเอียดของหวังซินและนักเรียนอีก 3 คน รวมถึงข้อมูลส่วนตัว คะแนนสอบ และข้อตกลง “พิเศษ” ต่างๆ บันทึกในสมุดแสดงให้เห็นแผนการสมคบคิดที่ถูกวางไว้ ตำแหน่งของหวังซินถูกขโมยไปจริงๆ และเขาถูกกักขังในโรงเรียนในฐานะ “นักเรียนผี” เพื่อปกปิดความจริงนานถึง 4 ปี

    บทเรียนจากเหตุการณ์นี้

    กรณีของหวังซินเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของปัญหาการฉ้อโกงในระบบการศึกษาของจีน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในระบบการศึกษา การตรวจสอบและการป้องกันการฉ้อโกงในกระบวนการรับนักศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่มหาวิทยาลัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9852518/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ITNxGulySk2s3els7gQTw

  • ดื่มชา vs ไม่ดื่มชา ใครอายุยืนกว่ากัน? ในที่สุดก็มีคำตอบแล้ว ฮาร์วาร์ดร่วมวิจัย!

    ดื่มชา vs ไม่ดื่มชา ใครอายุยืนกว่ากัน? ในที่สุดก็มีคำตอบแล้ว ฮาร์วาร์ดร่วมวิจัย!

    ดื่มชาทุกวัน ช่วยให้ “แก่ช้า” สุขภาพดี อายุยืนกว่าคนที่ไม่ดื่ม จริงหรือไม่?

    ผลวิจัยล่าสุดพบว่า การดื่มชาดำเป็นประจำ อาจช่วยชะลอกระบวนการเสื่อมของร่างกาย ส่งผลให้มีสุขภาพโดยรวมที่ดีกว่าเมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะหากรับประทานควบคู่กับผลไม้ตระกูลเบอร์รี่และผลไม้รสเปรี้ยวอย่างส้มและแอปเปิ้ล

    ชาดำ ดื่มประจำส่งผลดีต่ออายุขัย

    จากการศึกษาของมหาวิทยาลัย Edith Cowan ร่วมกับ Queen’s University Belfast และ Harvard T.H. Chan School of Public Health พบว่า ผู้ที่บริโภคอาหารที่มีสารฟลาโวนอยด์สูงอย่างชาดำ เบอร์รี่ ส้ม และแอปเปิ้ล เป็นประจำ มีแนวโน้มที่จะแก่ช้ากว่าและมีสุขภาพดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่บริโภคน้อย

    ชาดำมีรสชาติเข้มข้น มีกลิ่นหอมแบบมอลต์ ผ่านกระบวนการออกซิเดชันจนใบชามีสีน้ำตาลเข้ม ผลิตจากต้นชา Camellia sinensis เช่นเดียวกับชาเขียว ชาขาว และชาอู่หลง

    อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เสริมสุขภาพในหลายด้าน

    ชาดำมีสารฟลาโวนอยด์และโพลีฟีนอลอย่างทีอะฟลาวิน และแอล-ธีอะนีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดความเครียด เสริมสมาธิ และมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง รวมถึงโรคหลอดเลือดสมอง

    สารต้านอนุมูลอิสระยังมีบทบาทสำคัญในการปกป้องเซลล์ของร่างกายจากอนุมูลอิสระที่เกิดจากการอักเสบ หรือปัจจัยภายนอก เช่น ควันบุหรี่ มลพิษ หรือรังสี ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังและความเสื่อมตามวัย

    ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ และชะลออายุทางชีวภาพ

    งานวิจัยยังชี้ว่า ผู้ที่ดื่มชาดำอย่างสม่ำเสมอมีแนวโน้มลดความเสี่ยงโรคหัวใจ รวมถึงภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องแข็งตัว (Abdominal Aortic Calcification) นอกจากนี้ ข้อมูลจาก National Institutes of Health (NIH) ยังชี้ว่าการบริโภคชาดำอาจสัมพันธ์กับกระบวนการชราที่ช้าลงทางชีวภาพ

    ฟลาโวนอยด์ช่วยป้องกันความเสื่อมในร่างกาย

    ดร.นิโคลา บอนดอนโน หนึ่งในผู้วิจัยระบุว่า “เป้าหมายของการแพทย์สมัยใหม่ไม่ใช่แค่การมีชีวิตยืนยาว แต่ต้องการให้ผู้คนมีสุขภาพดีในระยะยาวด้วย เราพบว่าผู้ที่บริโภคฟลาโวนอยด์มาก มีแนวโน้มอายุยืน และเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังอย่างสมองเสื่อม เบาหวาน และโรคหัวใจน้อยลง”

    จากกลุ่มตัวอย่างผู้หญิง 62,743 คน และผู้ชาย 23,687 คน พบว่าผู้หญิงที่บริโภคฟลาโวนอยด์มากมีโอกาสเสี่ยงต่อความเปราะบางของร่างกายลดลง 15% ลดปัญหาด้านการเคลื่อนไหว 12% และลดความเสี่ยงปัญหาสุขภาพจิต 12%

    แม้ในกลุ่มผู้ชายจะไม่ได้เห็นผลในทุกด้านเท่าผู้หญิง แต่ก็ยังพบว่า ฟลาโวนอยด์มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงปัญหาสุขภาพจิตได้เช่นกัน

    บริโภคเป็นประจำ ช่วยให้แก่ช้าลงอย่างมีคุณภาพ

    ศาสตราจารย์เอเดน แคสซิดี้ หนึ่งในทีมวิจัยกล่าวว่า “ฟลาโวนอยด์มีบทบาทในการลดการอักเสบ ลดความเครียดจากออกซิเดชัน และช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง รวมถึงรักษามวลกล้ามเนื้อ ซึ่งล้วนสำคัญต่อการชะลอความเสื่อมของร่างกาย”

    การรับประทานอาหารที่อุดมด้วยฟลาโวนอยด์ เช่น เบอร์รี่ แอปเปิ้ล ส้ม ไวน์แดง และชาดำ เป็นประจำ จึงอาจเป็นกุญแจสำคัญของการมีสุขภาพดีในวัยชรา ลดความเสี่ยงการเคลื่อนไหวเสื่อม สุขภาพจิตถดถอย และภาวะร่างกายเปราะบาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9852454/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S3JzZ4Hjd_20AwKzX5LIf