Category: วัฒนธรรม

  • ILINK กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ และมูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ จัดโครงการต้นกล้าความดีของสังคม ปีที่ 6 ปลุกพลังเยาวชน เฟ้นหาทีมไอเดียรักษ์โลก สู่การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ILINK กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ และมูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ จัดโครงการต้นกล้าความดีของสังคม ปีที่ 6 ปลุกพลังเยาวชน เฟ้นหาทีมไอเดียรักษ์โลก สู่การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติห้น – จุดประกายอนาคต กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ร่วมกับ มูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ ตอกย้ำความมุ่งมั่นด้าน CSR จัดโครงการ “ต้นกล้าความดีของสังคม ปีที่ 6” เฟ้นหา ผสานกำลังพัฒนาเยาวชน จากทั่วทุกภูมิภาคให้ก้าวเป็นผู้นำด้านสิ่งแวดล้อม เตรียมลุ้นทีมแชมป์ เพื่อสานต่อ และขับเคลื่อนสร้างอนาคตด้านสิ่งแวดล้อมให้เติบโต ต่อเนื่อง และยั่งยืนร่วมกัน

    กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมสนับสนุน จัดโครงการ “ต้นกล้าความดีของสังคม ปีที่ 6” มาอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับ มูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ นำโดย ดร.ชลิดา อนันตรัมพร กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ และเป็นประธานมูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ มุ่งมั่นขับเคลื่อนตามเจตนารมณ์ เพื่อให้เยาวชนสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอด และพัฒนาเป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อชุมชน และสิ่งแวดล้อมได้จริง สำหรับปีนี้ โครงการได้เพิ่มความพิเศษด้วยการเชื่อมโยงแนวคิดด้าน “สิ่งแวดล้อม และการอนุรักษ์โลก” ให้เยาวชนได้ออกแบบสิ่งประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้ และทรัพยากรที่มีอยู่รอบตัว เพื่อแปรเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน อีกทั้ง ผู้เข้าร่วมแข่งขันจะได้มีโอกาสแสดงไอเดียทางการขาย เพื่อนำสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และสิ่งแวดล้อม โดยจะได้รับคำแนะนำจากคณะกรรมการ

    ซึ่งได้ดำเนินการเฟ้นหาทีมตัวแทนเยาวชนจากทั่วประเทศ กว่า 100 ทีม ร่วมกันแสดงความคิดสร้างสรรค์ และเสนอแนวทางใหม่ ๆ ในการอนุรักษ์โลก สำหรับปีนี้ คัดผู้ผ่านเข้ารอบ เพียง 15 ทีม เพื่อค้นหาผู้ชนะเพียง 1 เดียว ชิงทุนการศึกษา มูลค่ารวมกว่า 50,000 บาท พร้อมรับโล่ประกาศเกียรติคุณ และรางวัลพิเศษ “โล่เกียรติคุณสุดยอดแห่งความยั่งยืน” เพื่อต่อยอดโครงการไปสู่การสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งในอนาคตต่อไปได้

     นอกจากนี้ โครงการต้นกล้าความดีของสังคม ปีที่ 6 ยังได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการปลูกฝังแนวคิดการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ ควบคู่กับการส่งเสริมการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล พร้อมกับต้องการปลูกฝังให้เป็นคนดีมีคุณธรรม จริยธรรม และมีความซื่อสัตย์สุจริต มุ่งหวังให้เยาวชนได้เรียนรู้ เผยแพร่พระบรมราโชวาท พระราชดำรัสฯ ในรัชกาลที่ 9 นำมาเป็นหลักในการดำเนินชีวิตประจำวัน ต่อยอดไปสู่การประยุกต์ใช้ในอนาคต เพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และยังเป็นการเปิดโอกาสให้ได้รู้จักการใช้ศักยภาพของตน เพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์สูงสุด นำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดพัฒนาตนเองต่อไปได้อย่างมีคุณภาพอีกด้วยรวมถึง ประเทศไทยนั้นเป็นแผ่นดินที่เปี่ยมด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และธรรมชาติอันงดงาม เกิดจากความเสียสละของบรรพบุรุษที่ร่วมกันปกป้องไว้ด้วยเลือดเนื้อและหัวใจ เพื่อให้คนไทยทุกคนได้มีชีวิตอยู่อย่างสงบสุขภายใต้ผืนธงไตรรงค์ ดังนั้น เด็กรุ่นใหม่ในวันนี้ จึงมีหน้าที่สำคัญในการสืบสานเจตนารมณ์แห่งความรักชาติให้คงอยู่ตลอดไป และการมีสิ่งแวดล้อมที่ดีทำให้ประเทศมีความสมบูรณ์ ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ สุขภาพของประชาชน และเศรษฐกิจของชาติ

    อีกทั้ง ภายในโครงการแข่งขัน ยังมีฐานกิจกรรมหลากหลายที่ช่วยเสริมสร้างความรู้ และประสบการณ์ให้กับเยาวชนอย่างรอบด้าน ทั้งกิจกรรมฝึกอบรมด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การเรียนรู้เทคนิคการรีไซเคิลอย่างถูกวิธี การเวิร์กช็อปเชิงปฏิบัติที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นคุณค่าของพลังงานสะอาดจากโซลาร์เซลล์ ซึ่งนอกจากจะเป็นการพัฒนาทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์แล้ว ยังช่วยให้เยาวชนเข้าใจถึงผลกระทบของปัญหาขยะที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม และเห็นคุณค่าของการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

    นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก ดร.สามารถ สว่างแจ้ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการพัฒนาชุมชน มาร่วมเป็นวิทยากรพิเศษในหัวข้อ “กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา : Knowledge of Land” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เปิดมุมมองใหม่ให้กับเยาวชนในการเรียนรู้เรื่องการทำงานร่วมกัน การสร้างพลังบวกในทีม และการเข้าใจบริบทของพื้นที่ตนเอง เพื่อนำองค์ความรู้ และประสบการณ์ที่ได้รับ ไปต่อยอดใช้ในการดำเนินชีวิต รวมถึงการนำไปพัฒนาชุมชนในอนาคตได้อย่างสร้างสรรค์ และเพื่อเป็นกำลังเสริมความคิดที่ดีในการแข่งขันนี้อีกด้วย

    โดยการประกวดผลงานสุดสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ในปีที่ 6 แต่ละผลงานได้สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักรู้ต่อสิ่งแวดล้อม และความตั้งใจที่จะเปลี่ยน “ของเหลือใช้” ให้กลายเป็น “ของมีค่า” อย่างแท้จริง ผลงานที่เข้าร่วมประกวด มีความหลากหลาย และน่าสนใจเป็นอย่างมาก เช่น ซังข้าวโพด เปลือกแก้วมังกร กาบกล้วย ก้านผักตบชวา อวนทะเล และขยะพลาสติก โคมไฟ ซองใส่เครื่องปรุง ดอกไม้ประดิษฐ์ กระเป๋าผ้า รวมถึงเศษวัสดุต่าง ๆ ที่ใช้แล้ว มาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างลงตัว

    ผลการแข่งขัน ทีมเยาวชนผู้ที่ได้รับรางวัล ได้แก่

    • รางวัลชนะเลิศ
      • ทีม บุปผาดอกไม้ประดิษฐ์  โรงเรียนปราจีนกัลยาณี จังหวัดปราจีนบุรี
    •  รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1
      • ทีม เยาวชนพลเมืองสันกำแพง โรงเรียนสันกำแพง สพม. จังหวัดเชียงใหม่
    •  รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2
      • ทีม ปุ๋ยชีวภาพสูตรสามพี่น้อง RN โรงเรียนสตรีราชินูทิศ จัดหวัดอุดรธานี
    • รางวัลสุดยอดแห่งความยั่งยืน
      • ทีม NW GREEN BRANK โรงเรียนหนองหานวิทยา จ.อุดรธานี

    ดร.ชลิดา อนันตรัมพร กล่าวเพิ่มอีกว่า “โครงการต้นกล้าความดีของสังคม ในปีนี้ได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 ภายใต้แนวคิดหลักที่แข็งแกร่งที่ว่า “เพราะคุณ คือ เมล็ดพันธุ์ที่พร้อมเติบโต เป็นต้นกล้าที่ดีของประเทศ” ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนา และส่งเสริมศักยภาพเยาวชนไทย ให้เติบโตเป็นพลังสำคัญของสังคมในอนาคต แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ แต่ยังส่งเสริมให้เยาวชนตระหนักถึงปัญหาขยะ และการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยตลอดระยะเวลาการจัดโครงการต้นกล้าความดี เราได้เห็นพลัง ความตั้งใจ และความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนไทยที่ต้องการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผลงานที่ส่งเข้าประกวดแต่ละชิ้น ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพ และจิตสำนึกอันงดงามของคนรุ่นใหม่ ที่พร้อมจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน เพื่อนำพาให้เยาวชนทุกคนที่ร่วมแสดงศักยภาพในเวทีนี้ จุดประกายแรงบันดาลใจให้หันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อม ร่วมมือกันสร้างโลกที่น่าอยู่ให้คงอยู่กับคนรุ่นต่อไป เพราะการแข่งขันในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเวทีแห่งการประกวด แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การแบ่งปันแนวคิด และการปลูกจิตสำนึก เพื่อร่วมกันสร้างสังคมสีเขียวให้ยั่งยืนค่ะ”

    โครงการต้นกล้าความดีของสังคม ปีที่ 6” ไม่เพียงเป็นเวทีแห่งการประกวดเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการ ปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนไทย ให้พร้อมเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมในอนาคต ซึ่งผลงานที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้จะเป็นมากกว่าผลิตภัณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่จะเป็น “แรงบันดาลใจ” ที่ส่งต่อแนวคิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกสู่สังคมในวงกว้าง เพื่อร่วมกันสร้างประเทศไทยที่เติบโตอย่างสมดุล และยั่งยืนต่อไป เพราะพลังของเยาวชน และความคิดสร้างสรรค์ คือ กุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม และสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน อย่าหยุดที่จะคิด และอย่าหยุดที่จะลงมือทำ เพราะโลกใบนี้ต้องการ ‘ต้นกล้าความดี’ จากเราทุกคน

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/23/588377/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xAo0lq9ZaEyzWSrdMedgx

  • ‘กินเจ’ ช่วยโลกร้อน วิจัยอ็อกซ์ฟอร์ดยืนยัน ลดก๊าซเรือนกระจก-ลดมลพิษ 75%

    ‘กินเจ’ ช่วยโลกร้อน วิจัยอ็อกซ์ฟอร์ดยืนยัน ลดก๊าซเรือนกระจก-ลดมลพิษ 75%

    เทศกาลกินเจในไทยสอดคล้องกับแนวคิดความยั่งยืน ขณะที่งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดยืนยันว่า การกินอาหารแบบวีแกนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มลพิษทางน้ำ และการใช้ที่ดินได้ถึง 75% เมื่อเทียบกับผู้ที่กินเนื้อสัตว์ปริมาณมาก

    • เทศกาลกินเจในไทยสอดคล้องกับแนวคิดความยั่งยืน โดยการละเว้นเนื้อสัตว์ไม่เพียงดีต่อสุขภาพ แต่ยังเป็นวิธีที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม
    • งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดยืนยันว่า การกินอาหารแบบวีแกนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มลพิษทางน้ำ และการใช้ที่ดินได้ถึง 75% เมื่อเทียบกับผู้ที่กินเนื้อสัตว์ปริมาณมาก
    • ระบบอาหารทั่วโลกเป็นสาเหตุสำคัญของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 1 ใน 3 และใช้ทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมหาศาล เช่น น้ำจืดกว่า 70% และที่ดินกว่า 75% ของโลก

    ระบบอาหารที่หล่อเลี้ยงผู้คนกว่า 8 พันล้านชีวิตบนโลก ไม่เพียงเกี่ยวข้องกับสารอาหาร​ แต่ยังมีผลต่อทั้งโลกด้วย การเข้าใจว่าการผลิตอาหารส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร คือก้าวแรกของการดูแลโลกให้ยั่งยืน ทุกวันนี้ระบบอาหารทั่วโลกเป็นสาเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 1 ใน 3 ซึ่งมากกว่าการปล่อยจากเครื่องบินทั่วโลก ใช้น้ำจืดของโลกกว่า 70% และก่อให้เกิดมลพิษในแม่น้ำและทะเลสาบถึง 80% ขณะที่กว่า 75% ของที่ดินบนโลกถูกใช้ทำการเกษตร ส่งผลให้ป่าถูกทำลายและความหลากหลายทางชีวภาพลดลงอย่างรุนแรง

    จากงานศึกษาวิจัย Vegans, vegetarians, fish-eaters and meat-eaters in the UK show discrepant environmental impacts ของ ศ.ปีเตอร์ สการ์โบโรห์ มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ที่เก็บข้อมูลจริงจากคนอังกฤษกว่า 55,000 คน และข้อมูลจากฟาร์ม 38,000 แห่ง ใน 119 ประเทศ เพื่อสะท้อนความแตกต่างของกระบวนการผลิตอาหารแต่ละแบบ ทำให้ผลการศึกษาน่าเชื่อถือมากขึ้น

    วีแกน ลดก๊าซเรือนกระจก-ลดมลพิษ

    ผลการศึกษาวิจัยระบุว่า การกินอาหารแบบวีแกนช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมาก เพราะทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง รวมถึงลดมลพิษทางน้ำและการใช้พื้นที่ผลิตอาหารได้ถึง 75% เมื่อเทียบกับคนที่กินเนื้อสัตว์มากกว่า 100 กรัมต่อวัน นอกจากนี้ ยังช่วยลดการทำลายถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าลงได้ถึง 66% และใช้น้ำน้อยลงถึง 54%

    “ศ.สการ์โบโรห์” กล่าวว่า การเลือกกินของเรามีผลต่อโลก แม้แต่เนื้อสัตว์ที่ดูมีผลกระทบต่ำที่สุด อย่าง​เช่น หมูออร์แกนิก ก็ยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าอาหารจากพืชที่มีผลกระทบสูงสุดถึง 8 เท่า ดังนั้น การลดเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นมสามารถช่วยลดรอยเท้าคาร์บอนจากอาหารได้อย่างชัดเจน

    งานวิจัยยังระบุว่า ผู้ที่บริโภคเนื้อสัตว์น้อยกว่า 50 กรัมต่อวัน มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพียงครึ่งหนึ่งของผู้ที่บริโภคเนื้อสัตว์มาก แต่ความแตกต่างระหว่างผู้ที่กินเนื้อน้อย มังสวิรัติ และเพสคาทาเรียน (กินปลาแต่ไม่กินเนื้อ) มีไม่มากนัก

    'กินเจ' ช่วยโลกร้อน วิจัยอ็อกซ์ฟอร์ดยืนยัน ลดก๊าซเรือนกระจก-ลดมลพิษ 75%

    องค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) ระบุว่า การปรับเปลี่ยนมาทานอาหารมังสวิรัติสามารถช่วยลดปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยลดได้เฉลี่ยถึง 2.1 ตันต่อปีสำหรับผู้ที่ทานอาหารวีแกน และราว 1.5 ตันต่อปีสำหรับผู้ที่ทานมังสวิรัติทั่วไป

    แม้การเปลี่ยนมาทานมังสวิรัติแบบเต็มรูปแบบอาจไม่ใช่เรื่องง่ายในทันที แต่การเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เช่น เพิ่มสัดส่วนผักในบางมื้ออย่างมื้อกลางวัน หรือกำหนดวันมังสวิรัติประจำสัปดาห์ ก็ถือเป็นก้าวเล็กๆ ที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีความหมาย

    เทศกาลกินเจ เพื่อสุขภาพ เพื่อโลก

    เดือนตุลาคมของทุกปีในประเทศไทย คือช่วงเวลาแห่ง “เทศกาลกินเจ” ประเพณีที่มีจุดเริ่มต้นจากจังหวัดภูเก็ตตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ก่อนจะขยายสู่ทุกภูมิภาคของประเทศไทย กลายเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนร่วมกันละเว้นเนื้อสัตว์เพื่อทำบุญและชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ ทว่าทุกวันนี้ เทศกาลกินเจได้เติบโตไปไกลกว่าพิธีกรรมทางศาสนา กลายเป็นวัฒนธรรมร่วมสมัยที่สะท้อนแนวคิดด้านสุขภาพ ความเมตตา และความยั่งยืนของโลก

    รายงานฉบับล่าสุดจากคณะกรรมาธิการ EAT-Lancet ระบุว่า หากทั่วโลกหันมาปฏิบัติตามแนวทาง “อาหารเพื่อสุขภาพของโลก” (Planetary Health Diet) มนุษย์แทบทุกคนจะสามารถเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพ สอดคล้องกับวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนภายในปี 2050

    แนวทางนี้ยังชี้ให้เห็นว่า หากนำไปใช้จริงในระดับโลก จะเพียงพอสำหรับเลี้ยงดูประชากรกว่า 9.6 พันล้านคนอย่างเท่าเทียมในปี 2050 ลดการปล่อยคาร์บอนจากระบบอาหารได้กว่าครึ่ง และช่วยชีวิตผู้คนได้มากถึง 15 ล้านคนต่อปี ซึ่งคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

    มังสวิรัติ และ Longevity

    ประโยชน์ของอาหารจากพืชไม่ได้จำกัดแค่การช่วยโลกเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพโดยตรง งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดชี้ว่า ผู้ที่รับประทานอาหารที่เน้นพืชเป็นหลักมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็งบางชนิดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน การบริโภคผัก ผลไม้ ถั่ว และธัญพืชเป็นประจำ ยังช่วยลดการอักเสบ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และอาจช่วยยืดอายุขัยให้ยาวนานขึ้น

    งานวิจัย Veganism, aging and longevity: new insight into old concepts เผยว่า “อาหารจากพืช” โดยเฉพาะการทานอาหารแบบวีแกนหรือมังสวิรัติ เข้ามีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพและอายุยืนของมนุษย์มากขึ้น โดยพบว่าผู้ที่ทานอาหารจากพืชมีแนวโน้มป่วยด้วยโรคมะเร็งและโรคหัวใจน้อยกว่าผู้ที่บริโภคเนื้อสัตว์ แต่ในแง่อัตราการเสียชีวิตโดยรวมยังใกล้เคียงกัน

    นอกจากนี้ นักวิจัยยังพบว่า ระบบจุลชีพในลำไส้ของผู้ที่ทานวีแกนมีความหลากหลายมากกว่า ซึ่งอาจมีส่วนช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและการเผาผลาญของร่างกาย กลไกที่ช่วยยืดอายุจากการทานวีแกนยังอยู่ระหว่างการศึกษา แต่อาจเกี่ยวข้องกับการจำกัดปริมาณโปรตีนหรือกรดอะมิโนบางชนิด เช่น ลิวซีน (leucine) และเมไทโอนีน (methionine) ที่เชื่อว่ามีส่วนช่วยให้ร่างกายทำงานสมดุลมากขึ้น

    'กินเจ' ช่วยโลกร้อน วิจัยอ็อกซ์ฟอร์ดยืนยัน ลดก๊าซเรือนกระจก-ลดมลพิษ 75%

    5 แห่งทั่วโลกที่คนอายุยืนที่สุด เพราะกินพืชเป็นหลัก

    เบื้องหลัง “ความยืนยาวของชีวิต” อาจไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด งานศึกษาจากโครงการ Blue Zones ของนักเขียนชาวอเมริกัน แดน บูตต์เนอร์ (Dan Buettner) เผยว่า พื้นที่ 5 แห่งทั่วโลกที่ผู้คนมีอายุยืนที่สุด ล้วนมีจุดร่วมสำคัญคือ “การกินอาหารจากพืชเป็นหลัก”

    พื้นที่ทั้งห้าได้แก่ โอกินาวา (ประเทศญี่ปุ่น), ซาร์ดิเนีย (ประเทศอิตาลี), โลมา ลินดา (สหรัฐอเมริกา), อิคาเรีย (ประเทศกรีซ) และคาบสมุทรนิโคยา (ประเทศคอสตาริกา) ซึ่งแม้มีวัฒนธรรมแตกต่างกัน แต่ทุกแห่งต่างมีรูปแบบการกินที่คล้ายกัน คืออาหารจากพืชกว่า 95% โดยเฉพาะถั่ว ผักท้องถิ่น และธัญพืช ที่อุดมด้วยไฟเบอร์และสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันโรคหัวใจ มะเร็ง และโรคเรื้อรัง

    โอกินาวา แหล่งเรียนรู้สุขภาพของโลก

    เดิมชาวโอกินาวากินมันเทศเป็นหลัก ร่วมกับผักใบเขียวและถั่วเหลือง ไขมันในอาหารคิดเป็นเพียง 6% ของพลังงานทั้งหมด ทำให้คนที่นี่มีอายุยืนที่สุดในญี่ปุ่นในอดีต แต่หลังจากอาหารตะวันตกเข้ามา ความนิยมบริโภคเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้นและอายุขัยเฉลี่ยเริ่มลดลง อย่างไรก็ตาม โอกินาวายังถือเป็นแหล่งเรียนรู้สุขภาพของโลก เพราะแสดงให้เห็นว่าการลงทุนในโภชนาการและสุขภาพสามารถเปลี่ยนชีวิตคนทั้งประเทศได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่ทศวรรษ

    กลุ่มศาสนา หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์

    เมืองแห่งนี้อยู่ใกล้ลอสแอนเจลิส และเป็นบ้านของกลุ่มศาสนา เซเว่นธ์เดย์ แอดเวนติสต์ (Seventh-day Adventists) ราว 9,000 คน ที่หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ คาเฟอีน และบุหรี่ คนที่นี่มีอายุยืนกว่าคนทั่วไปในรัฐแคลิฟอร์เนียถึง 10 ปี งานวิจัยระยะยาวพบว่า ผู้ที่กินมังสวิรัติมีความเสี่ยงโรคหัวใจลดลงครึ่งหนึ่ง และอัตราโรคมะเร็งลำไส้กับต่อมลูกหมากต่ำกว่าอย่างชัดเจน อีกทั้งยังดื่มน้ำมาก (วันละ 5–6 แก้ว) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงหัวใจวายได้ถึง 70%

    ซาร์ดิเนีย กินเนื้อสัตว์เฉพาะวันอาทิตย์

    ชาวซาร์ดิเนียใช้ชีวิตเรียบง่ายและเคลื่อนไหวอยู่เสมอจากการทำฟาร์มและเลี้ยงสัตว์ พวกเขาดื่มไวน์แดงท้องถิ่นวันละแก้วหรือสองแก้ว ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระ เรสเวอราทรอล (resveratrol) สูงกว่าปกติถึง 3 เท่า ช่วยปกป้องหัวใจจากโรคหลอดเลือด อีกทั้งยังดื่มนมแพะที่อุดมด้วยสารต้านการอักเสบและกินถั่วฟาวา ถั่วลูกไก่ และชีสจากนมแกะที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูง เนื้อสัตว์ถูกสงวนไว้เฉพาะวันอาทิตย์หรือโอกาสพิเศษเท่านั้น

    ลดทำบาปต่อสัตว์

    “ศนีกานต์ รศมนตรี” กรรมการผู้จัดการ Sinergia Animal องค์กรพิทักษ์สัตว์นานาชาติ ประเทศไทย กล่าวว่า กล่าวว่า เบื้องหลังอาหารที่เรากินทุกวัน ยังมีอีกด้านที่ควรใส่ใจ นั่นก็คือ อุตสาหกรรมปศุสัตว์ ยังคงเป็นพื้นที่ที่สัตว์นับล้านต้องอยู่ในกรงแคบ ไร้อิสรภาพ

    “การทานเจหรือ​วีแกนช่วยยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านจริยธรรม แต่ยังเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพของผู้บริโภค และความยั่งยืนทางเศรษฐกิจของประเทศ”

    ถึงแม้การกินเจไม่สามารถ​รับประทาน​ไข่ได้ แต่ในมุมของสวัสดิภาพ​สัตว์ ที่ผ่านมา​ ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล ได้ทำงานร่วมกับภาคธุรกิจไทยเพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ปัจจุบันหลายบริษัทชั้นนำ เช่น Banyan Tree, Zen Group, Sukishi, Minor Food และ Minor Hotels ได้ประกาศนโยบาย ‘ไข่ปลอดกรง’ (cage-free eggs) แล้ว ขณะที่ ONYX Hospitality ใช้ไข่ปลอดกรงครบ 100% และ Best Western ปรับสัดส่วนเป็น 70% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

    การส่งเสริมให้ภาคธุรกิจหันมาใช้ไข่ปลอดกรง ยังเป็นการขับเคลื่อนองค์กรให้สอดคล้องกับแนวทาง ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) และเป้าหมายความยั่งยืนระยะยาว ปัจจุบันภาคเอกชนไทยเริ่มตอบรับแนวทางนี้มากขึ้น โดยในปี 2567 มีบริษัทจดทะเบียนถึง 228 แห่ง ที่ได้รับการยอมรับจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้านความยั่งยืน เพิ่มขึ้นกว่า 43% จากปีก่อน

    “ผู้บริโภคคือพลังขับเคลื่อนสำคัญของการเปลี่ยนแปลง พวกเขาเริ่มตั้งคำถามมากขึ้น เรียกร้องความโปร่งใสจากผู้ผลิต และยินดีจ่ายมากขึ้นเพื่อสินค้าที่มีความรับผิดชอบต่อโลก นี่จึงไม่ใช่อุปสรรคของภาคธุรกิจ แต่คือโอกาส ที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำการเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ และร่วมกันพาประเทศสู่ระบบอาหารที่ยั่งยืนในอนาคต”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/environment/1204441&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21sUcbSVQbHcuS28RUsOFr

  • สกู๊ปพิเศษ ศธ.360 องศา “ปิยมหาราช” พระผู้ทรงวางรากฐานการศึกษาไทย เพื่อปวงชนชาวไทยได้เข้าถึงโอกาสแห่งการเรียนรู้ – กระทรวงศึกษาธิการ

    สกู๊ปพิเศษ ศธ.360 องศา “ปิยมหาราช” พระผู้ทรงวางรากฐานการศึกษาไทย เพื่อปวงชนชาวไทยได้เข้าถึงโอกาสแห่งการเรียนรู้ – กระทรวงศึกษาธิการ

    ในวันที่ 23 ตุลาคมของทุกปี เป็น “วันปิยมหาราช” วันที่พสกนิกรชาวไทยพร้อมใจ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของประชาชน และทรงสร้างคุณูปการอันใหญ่หลวงแก่แผ่นดินสยาม

    พระองค์เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พุทธศักราช 2453 และได้กำหนดให้วันนี้ของทุกปีเป็น “วันปิยมหาราช” เพื่อเทิดพระเกียรติและรำลึกถึงพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ในทุกมิติ ทั้งด้านการปกครอง การบริหารราชการ การพัฒนาเศรษฐกิจ การต่างประเทศ รวมถึงการเลิกทาสและการศึกษา ซึ่งนับเป็นรากฐานสำคัญของความเจริญรุ่งเรืองของประเทศมาจนถึงปัจจุบัน

    พระองค์ทรงได้รับถวายพระราชสมัญญานามว่า “สมเด็จพระปิยมหาราช” ซึ่งหมายถึง “พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวสยาม” เพราะทรงทุ่มเทพระวรกาย พระสติปัญญา และพระวิริยะอุตสาหะ เพื่อประโยชน์สุขของอาณาประชาราษฎร์อย่างแท้จริง

    พระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ “การเลิกทาส”

    หนึ่งในพระราชกรณียกิจที่สร้างคุณูปการอย่างยิ่งต่อชาติ คือ การประกาศเลิกทาสอย่างสันติ พระองค์ทรงเห็นถึงความไม่เท่าเทียมของระบบไพร่ทาส และตระหนักว่า “ความเป็นไท” คือศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ พระองค์จึงทรงใช้พระปรีชาญาณและความรอบคอบ ค่อย ๆ ปฏิรูประบบดังกล่าวอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อไม่ให้เกิดความเดือดร้อนในสังคม

    เริ่มจากการประกาศ พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2448) ที่กำหนดให้บุตรทาสที่เกิดหลังประกาศเป็นอิสระโดยสมบูรณ์ และค่อย ๆ ขยายสิทธิให้แก่ทาสรุ่นก่อน จนในที่สุดสยามประเทศได้ยกเลิกระบบทาสโดยสิ้นเชิง ถือเป็นก้าวสำคัญของการเข้าสู่ความเป็นรัฐสมัยใหม่ และเป็นการปลดปล่อยประชาชนจากพันธนาการทางสังคม

    พระราชกรณียกิจนี้ไม่เพียงเป็น “การปลดปล่อยกาย” แต่ยังเป็น “การปลดปล่อยใจ” และเชื่อมโยงกับพระราชดำริในด้านการศึกษา เพราะ “เมื่อประชาชนเป็นไทแล้ว ต้องมีการศึกษาเพื่อรู้เท่าทันโลก” อันเป็นรากฐานของเสรีภาพที่แท้จริง

    พระราชปณิธานแห่งการศึกษาเพื่อประชาชน

    พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเล็งเห็นว่า การศึกษา คือ “รากฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน” ทรงมีพระราชดำริให้จัดการศึกษาอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประชาชนได้รับโอกาสในการเรียนรู้ ไม่จำกัดอยู่เพียงชนชั้นสูง พระองค์ทรงตั้ง กระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน) ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2435 เพื่อกำกับดูแลและพัฒนาการศึกษาของชาติอย่างเป็นระบบ

    จากโรงเรียนวังสู่รากฐานการศึกษาแผ่นดิน

    ก่อนยุคของพระองค์ “โรงเรียน” ยังเป็นสิ่งใหม่ในสังคมไทย การเรียนรู้ส่วนใหญ่อยู่ในวัด แต่ด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกล พระองค์ทรงเห็นว่า “การศึกษาคือพลังแห่งความเท่าเทียม” จึงทรงก่อตั้งโรงเรียนหลวงหลายแห่ง เช่น โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ โรงเรียนข้าราชการพลเรือน (ต่อมาคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) เพื่อให้ลูกหลานไทย “รู้เท่าทันโลก” และ “พัฒนาแผ่นดินด้วยปัญญา”

    “การศึกษาคือประตูเปิดไปสู่ความเจริญแห่งประเทศ” — พระราชดำรัส ร.5

    พระผู้ทรงเป็น “ครูใหญ่แห่งแผ่นดิน”

    นอกจากการจัดตั้งสถานศึกษา พระองค์ยังทรงเป็นแบบอย่างของ “ผู้ใฝ่รู้ตลอดชีวิต” ทรงศึกษาภาษา วิทยาการ และระบบการบริหารจากต่างประเทศ เพื่อนำกลับมาปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของสยาม ทรงส่งเสริมให้ข้าราชการและเยาวชนไทยไปศึกษาต่อในต่างแดน เพื่อเรียนรู้แนวคิดใหม่ ๆ และกลับมาพัฒนาประเทศ พระองค์จึงทรงเป็น “แบบอย่างแห่งผู้เรียนรู้” ที่สะท้อนถึงคุณค่าของการศึกษาที่ไม่สิ้นสุด

    แสงแห่งปิยมหาราช ส่องนำการศึกษาไทยสู่อนาคต

    กว่า 120 ปีผ่านไป แนวคิดของพระองค์ยังคงเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาการศึกษาไทยในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น การจัดการศึกษาเพื่อความเท่าเทียมและทั่วถึง การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีจิตวิญญาณความเป็น “ครูแห่งแผ่นดิน”

    “พระปิยมหาราช” มิได้เพียงทรงเลิกทาส หากยังทรงปลดปล่อยประชาชนจากความมืดแห่งความไม่รู้ ด้วยแสงแห่งการศึกษา

    น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้ทรงวางรากฐานการศึกษาไทย และมุ่งมั่นสืบสานพระราชปณิธานให้การศึกษาเป็นพลังขับเคลื่อนชาติอย่างยั่งยืน

    กระทรวงศึกษาธิการ ยังคงมุ่งมั่นสานต่อพระราชปณิธานของพระองค์ ด้วยการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้เป็นคนดี มีความรู้ และมีจิตสาธารณะ พร้อมเผชิญการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ด้วยปัญญาและคุณธรรม

    ติดตามพระราชกรณียกิจ ของพระองค์ด้านการศึกษา ได้เพิ่มเติมที่พิพิธภัณฑ์การศึกษาไทย กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งอยู่ที่ชั้น 1 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กรุงเทพฯ ในวันและเวลาราชการ

    ธรรมนารี ชดช้อย / เรียบเรียง – กราฟิก

    ข้ออ้างอิง : พระราชกรณียกิจด้านการศึกษาในสมัยรัชกาลที่ 5 กรมศิลปากร
    ศูนย์ข้อมูลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
    คลังทรัพยากรการศึกษาแบบเปิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/king-chulalongkorn-day/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GC6Lv-SEL7jLV-phbQclr

  • จุฬาลงกรณ์ฯ เปิดองค์ความรู้มะเร็ง สู่การรักษาผู้ป่วยด้วยมาตรฐานใหม่

    จุฬาลงกรณ์ฯ เปิดองค์ความรู้มะเร็ง สู่การรักษาผู้ป่วยด้วยมาตรฐานใหม่

    คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านโลหิตวิทยาปริวรรต (CETH) จัดประชุมนานาชาติ International Scientific Symposium: “Scientific Forum on Myeloid and Lymphoid Malignancies: Advancing Knowledge and Innovation” ในวันที่ 19–20 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา เพื่อเชื่อมองค์ความรู้ด้านพันธุศาสตร์และจีโนมิกส์กับแนวทางรักษามะเร็งทางโลหิตวิทยา 

    โดยมีผู้เชี่ยวชาญไทย–ต่างประเทศบรรยายเชิงลึก และเปิดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ พร้อมเป้าหมายเชื่อมโยงงานวิจัยจากห้องแล็บ ให้สามารถต่อยอดสู่การรักษาผู้ป่วยได้มากขึ้น ผ่านการอัปเดตองค์ความรู้ ครอบคลุมด้าน Bone Marrow Failure, Myeloproliferative Disorders, AML, Lymphoid Malignancies ไปจนถึง Cellular Therapy (เช่น CAR-T) เพื่อยกระดับการวินิจฉัย การพยากรณ์โรค และการวางแผนการรักษาอย่างมีหลักฐานเชิงประจักษ์ 

    พร้อมต่อยอดความร่วมมือวิจัยกับนานาชาติในประเด็นสำคัญ อาทิ FLT3-AML, CHIP, CLL, DLBCL, HAVCR2/SPTCL/HLH และการใช้ iPSC ในการศึกษาพยาธิกำเนิด ซึ่งจะส่งเสริมให้ระบบบริการสุขภาพพัฒนามาตรฐานการรักษาใหม่ให้เหมาะกับผู้ป่วยไทยมากยิ่งขึ้น

    จุฬาลงกรณ์ฯ เปิดองค์ความรู้มะเร็ง สู่การรักษาผู้ป่วยด้วยมาตรฐานใหม่

    ในงาน Pre-congress Symposium วันที่ 19 กันยายน 2568 ผู้บรรยายวิชาการจากทั้งไทยและต่างประเทศ ครอบคลุม 5 หัวข้อ ได้แก่ Integrating CHIP into Clinical Care: Risk Assessment, Surveillance, and Therapeutic Decision-Making เป้าหมายของเวทีนี้คือการเชื่อมโยงงานวิจัยจากห้องแล็บให้สามารถต่อยอดสู่การรักษาผู้ป่วยได้มากขึ้นผ่านการอัปเดตองค์ความรู้ ครอบคลุมด้าน Bone Marrow Failure, Myeloproliferative Disorders, AML, Lymphoid Malignancies ไปจนถึง Cellular Therapy (เช่น CAR-T) 

    เพื่อยกระดับการวินิจฉัย การพยากรณ์โรค และการวางแผนการรักษาอย่างมีหลักฐานเชิงประจักษ์ พร้อมต่อยอดความร่วมมือวิจัยกับนานาชาติในประเด็นสำคัญ อาทิ FLT3-AML, CHIP, CLL, DLBCL, HAVCR2/SPTCL/HLH และการใช้ iPSC ในการศึกษาพยาธิกำเนิด ซึ่งจะส่งเสริมให้ระบบบริการสุขภาพพัฒนามาตรฐานการรักษาใหม่ให้เหมาะกับผู้ป่วยไทยมากยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ มี Prof. Mrinal S. Patnaik จากเมโยคลินิก สหรัฐอเมริกา บรรยายเรื่องความสำคัญของ Clonal Hematopoiesis ในการเกิดโรคมะเร็ง และ Asst. Prof. Ong Shin Yeu จากสิงคโปร์ บรรยายเรื่องการรักษาด้วย CAR-T Cell ในโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง และคณาจารย์ สาขาโลหิตวิทยา รวม 4 ท่าน คือ อ.พญ.ปณิสินี ลวสุต และ อ.พญ.ภาลดา พิทักษ์กิจนุกูร จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ บรรยายเรื่องการใช้ยากลุ่ม Bispecific T-Cell Engager ในโรคมะเร็งไขกระดูกมัยอิโลมา, พญ.ชลลดา เหล่าเรืองโรจน์ จากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า บรรยายเรื่องการรักษาโรคฮอดจ์กินด้วยยามุ่งเป้า และ รศ.พญ.จันทิญา จันทร์สว่างภูวนะ จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ บรรยายเรื่องการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันด้วยยามุ่งเป้า

    จุฬาลงกรณ์ฯ เปิดองค์ความรู้มะเร็ง สู่การรักษาผู้ป่วยด้วยมาตรฐานใหม่

    ส่วนการประชุมหลักในวันที่ 20 กันยายน 2568 จะเน้นการบรรยายเชิงวิชาการตลอดทั้งวัน ครอบคลุม 5 ช่วงเนื้อหาสำคัญคือ Bone Marrow Failure Syndromes, Myeloproliferative Disorders, Acute Myeloid Leukemia (AML), Lymphoid Malignancies และ Cellular Therapy ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ อาทิ

    •Prof. Seishi Ogawa จากมหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ผู้นำทางวิชาการของวงการจีโนมิกส์ในโรคมะเร็งทางโลหิตวิทยาระดับโลก มาบรรยายเรื่องจีโนมิกส์ของมะเร็งไขกระดูกเสื่อมเอ็มดีเอส

    •Prof. Hideki Makishima จากมหาวิทยาลัยชินชู ประเทศญี่ปุ่น ผู้เชี่ยวชาญด้านไขกระดูกล้มเหลว ไขกระดูกเสื่อมและมะเร็งเม็ดเลือดขาวมัยอิลอยด์ มาบรรยายเรื่องงานวิจัยด้าน Bone Marrow Failure และ DDX41

    •Prof. Mrinal S. Patnaik จากเมโยคลินิก รัฐมินนิโซตา สหรัฐอเมริกา ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมัยอิลอยด์และการกลายพันธุ์ของยีนในเม็ดเลือด มาบรรยายเรื่องความก้าวหน้าด้าน myeloid neoplasms และ CHIP

    •Asst. Prof. Naoko Hosono จาก University of Fukui ประเทศญี่ปุ่น ผู้เชี่ยวชาญและผู้นำด้านการทำวิจัยทางคลินิกเรื่องการใช้ยามุ่งเป้าต่อยีน FLT3 ในโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดมัยอิลอยด์ มาบรรยายเรื่องการรักษา AML ที่มีการกลายพันธุ์ของยีน FLT3 โดยใช้ยามุ่งเป้า

    •Asso. Prof. Ja-min Byun จากประเทศเกาหลีใต้ ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในแวดวงโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิดลิมโฟไซท์ (CLL) ของโลก มาบรรยายเรื่องการวินิจฉัยและรักษาโรค CLL โดยเฉพาะในแง่มุมของคนเชื้อชาติเอเชีย

    •Asst. Prof. Shoji Saito จากมหาวิทยาลัยชินชู ประเทศญี่ปุ่น มาร่วมแชร์ประสบการณ์การรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันด้วย CAR-T ใน acute leukemia และพูดคุยหารือแนวทางความร่วมมือระหว่างสถาบันในอนาคต

    จุฬาลงกรณ์ฯ เปิดองค์ความรู้มะเร็ง สู่การรักษาผู้ป่วยด้วยมาตรฐานใหม่

    สำหรับฝั่งผู้เชี่ยวชาญไทยมีการนำเสนอผลงานวิจัยและประสบการณ์คลินิกที่เชื่อมโยงสู่บริการรักษาในประเทศ อาทิ การทำวิจัยการ ทำงานของเกล็ดเลือดใน iPS Cell โดย ศ.ดร.นพ.พลภัทร โรจน์นครินทร์, การศึกษาความผิดปกติของ HLA ในโรคไขกระดูกฝ่อ โดย ผศ.พญ.สุนิสา ก้องเกียรติกมล, การศึกษาการแสดงออกของโปรตีน Tim-3 ในโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน โดย รศ.พญ.จันทิญา จันทร์สว่างภูวนะ, การตรวจวินิจฉัยชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยาในระดับโมเลกุลในโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โดย อ.นพ. ณฤทธี สุกไสว

    การค้นพบการกลายพันธุ์ของยีน HAVCR2 ในโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ผิวหนัง ที่นำไปสู่การเข้าใจถึงพยาธิกำเนิดของโรคมากขึ้น และให้การรักษาที่เหมาะสม โดย รศ.พญ.จันทนา ผลประเสริฐ, การรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองด้วย CAR-T Cell โดย รศ.นพ.กฤษฎา วุฒิการณ์ และการเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนในผู้ที่ได้รับการรักษาด้วย CAR-T Cell โดย รศ.พญ.จักราวดี จุฬามณี ซึ่งต่างสะท้อนศักยภาพของวงการแพทย์ไทยในเวทีระดับนานาชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/health-wellness/health/642203&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_a26uWU4RgSXoQtltjIIs

  • Logistics SPU พาน้อง ๆ ปี 1 ตะลุย “FUTURIUM” – วิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน

    Logistics SPU พาน้อง ๆ ปี 1 ตะลุย “FUTURIUM” – วิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน

    Logistics SPU พาน้อง ๆ ปี 1 ตะลุย “FUTURIUM” 
    เปิดโลกนวัตกรรมแห่งอนาคต! เทคโนโลยี–AI–ความยั่งยืน ครบจบในทริปเดียว 

    วิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยศรีปทุม
    พานักศึกษาชั้นปีที่ 1 เข้าศึกษาดูงาน “FUTURIUM – ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต”
    เพื่อเปิดมุมมองด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต การออกแบบนวัตกรรม และแนวคิดความยั่งยืนในยุคดิจิทัล 
    น้อง ๆ ได้ทั้งแรงบันดาลใจ ความรู้ และไอเดียสร้างสรรค์ เพื่อเตรียมพร้อมเป็นนักโลจิสติกส์ยุคใหม่อย่างเต็มตัว!

    #SPULogistics #SPULSC #FuturiUM #InnovationJourney #LogisticsNextGen #SPU #เรียนกับตัวจริงประสบการณ์จริง #Dek68 #FutureReady

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/logistics/2025/10/23/logistics-spu-futurium/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qF0Dv2sRPa7nRFAaYb7d9

  • สภาฯตั้ง คกก.วิสามัญศึกษาแนวทาง ตั้งหน่วยงานส่งเสริมคุณภาพการศึกษา เปิดโอกาสครูเติบโตก้าวหน้าแก้ปัญหาสมองไหล

    สภาฯตั้ง คกก.วิสามัญศึกษาแนวทาง ตั้งหน่วยงานส่งเสริมคุณภาพการศึกษา เปิดโอกาสครูเติบโตก้าวหน้าแก้ปัญหาสมองไหล

    สภาฯตั้ง คกก.วิสามัญศึกษาแนวทาง ตั้งหน่วยงานส่งเสริมคุณภาพการศึกษา เปิดโอกาสครูเติบโตก้าวหน้าแก้ปัญหาสมองไหล

    วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    สภากทม. ตั้ง คกก.วิสามัญศึกษาแนวทางตั้งหน่วยงานส่งเสริมคุณภาพการศึกษาโรงเรียนกทม. ส.ก.แนะทลาย3เพดาน กันสมองไหลครูเก่งย้ายไปเติบโตที่อื่น

    นายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตจอมทอง ได้เสนอญัตติ เรื่อง ขอให้กรุงเทพมหานครตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษาแนวทางการจัดตั้งหน่วยงานในการส่งเสริมคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร การประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สี่ (ครั้งที่ 4) ประจำปี พ.ศ. 2568 ณ ห้องประชุมสภากทม. อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกทม. 2 (ดินแดง) โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากกรุงเทพมหานครมีหน่วยงานด้านการศึกษา 3 หน่วยงาน คือ 1.สำนักการศึกษา มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานประเภทสามัญศึกษาของกรุงเทพมหานคร 2. ฝ่ายการศึกษาสำนักงานเขต มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับงานสารบรรณ งานกิจกรรมนักเรียนในสถานศึกษา ตรวจเยี่ยมโรงเรียนการเจ้าหน้าที่ของข้าราชการครู ฯลฯ และ 3. โรงเรียน มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการศึกษา  ซึ่งกรุงเทพมหานครมีโรงเรียนในสังกัด จํานวน 437 โรงเรียน ห้องเรียน 9,268 ห้อง นักเรียน 260,000 คน และ ครู 14,225 คน บางพื้นที่การกำกับดูแลโดยฝ่ายการศึกษา สำนักงานเขตอาจไม่เพียงพอและทั่วถึง ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาของนักเรียน คุณภาพการจัดการศึกษาของครูผู้สอน

    ปัจจุบันครูกทม. ต้องเผชิญปัญหาโครงสร้าง “3 เพดาน” คือ 1.เพดานความก้าวหน้า  2.เพดานทางอำนาจ 3.เพดานทางวิชาการ

    “ครูโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร เส้นทางสูงสุดคือตำแหน่ง ผอ.โรงเรียน เปรียบเสมือนเป็นเพียง “ผู้จัดการสาขา รับนโยบายจากเขต เป็นผู้ใช้นโยบายที่ส่วนกลางคิด” แต่ ผู้อำนวยการโรงเรียนสังกัด สพฐ. เส้นทางตำแหน่งไปสู่ ผอ.เขตพื้นที่ฯได้ เปรียบเสมือนเป็น “CEO มีอิสระในการตัดสินใจ มีโอกาสเป็นผู้สร้างนโยบาย” ผ่านคณะกรรมการระดับเขต จากผลกระทบทำให้เกิดภาวะสมองไหล ครูกทม. ที่เก่งและมีความสามารถย่อมต้องหาทางย้ายไปเติบโตที่อื่นที่มีโอกาสมากกว่า เนื่องจาก ขวัญกำลังใจที่ตกต่ำ ทำงานโดยมองไม่เห็นอนาคต ทั้งหมดนี้ไม่ได้จบที่ครู แต่ไปจบที่คุณภาพการศึกษาที่ลูกหลานของเราได้รับ “เมืองที่ครูหมดหวัง จะสร้างเด็กที่มีความหวังได้อย่างไร” ส.ก.สุทธิชัย กล่าว

    นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวชี้แจงว่า โรงเรียนในสังกัด กทม. อยู่ภายใต้สำนักงานเขต โดยมีสำนักการศึกษาวางแผนแนวทางกว้าง ๆ และติดตาม ประเมินผล ซึ่งปัจจุบันแบ่งออกเป็น 80 เครือข่าย (4-8 โรงเรียน/เครือข่าย) จะมีนักศึกษานิเทศที่เติบโตจากตำแหน่งครูเข้ามาทำหน้าที่ ซึ่งเห็นด้วยกับสมาชิกสกากรุงเทพมหานครที่ควรจะปรับโครงสร้างให้ครูเติบโตในหน่วยงานอื่นได้ ปัจจุบันครู กทม. ลาออกเพียงปีละ 5% ลดลงจาก 10% เพราะมีการเติบโตทางวิทยฐานะได้ ส่วนสมรรถนะของนักเรียน มีการเปลี่ยนแปลงจากเน้นท่องจำเปลี่ยนเป็นนำไปใช้ การนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยในการเรียนการสอน

    นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ”หัวใจสำคัญของการลดความเหลื่อมล้ำใน กทม. คือการศึกษาและการสาธารณสุข โดยปัญหาเรื่องโครงสร้างที่มีนั้นต้องหาทางแก้ข้อบัญญัติและระเบียบต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีในการตั้งคณะกรรมการวิสามัญฯ ชุดนี้ขึ้นมาศึกษา“

    ทั้งนี้ สำนักงานการเจ้าหน้าที่ได้มีการร่างระเบียบเพื่อเทียบเคียงตำแหน่งงานของข้าราชการครูกรุงเทพมหานครกับข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญแล้ว หากมีการเปิดรับสมัครแล้วจะมีกระบวนการตามระบบการคัดเลือกการเทียบคุณสมบัติเพื่อดำรงตำแหน่งต่อไป

    ที่ประชุม สภากรุงเทพมหานครมีมติตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษาแนวทางการจัดตั้งหน่วยงานในการส่งเสริมคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 11 คน กำหนดศึกษาให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน

    -037-

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/922984&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jggXfPRqK8oG65gNqu-KQ

  • “นฤมล” นำ ศธ. วางพวงมาลา น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณเนื่องในวันปิยมหาราช

    “นฤมล” นำ ศธ. วางพวงมาลา น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณเนื่องในวันปิยมหาราช

    “นฤมล” นำ ศธ. วางพวงมาลา น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณเนื่องในวันปิยมหาราช

    “รมว.นฤมล” นำ คณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการวางพวงมาลา บำเพ็ญกุศลถวายรัชกาลที่ 5 น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณเนื่องในวันปิยมหาราช 23 ตุลาคม

    วันที่ 23 ต.ค. 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายสักการะ เนื่องในวันปิยมหาราช พุทธศักราช 2568 เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ณ พระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระลานพระราชวังดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี

    จากนั้น นางนฤมล พร้อมคณะผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เขตดุสิต เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี ความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และความกตัญญูกตเวทีต่อพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีพระปรีชาสามารถในการปฏิรูปประเทศในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการศึกษา ที่ได้ทรงวางรากฐานระบบการศึกษาของชาติให้มีความก้าวหน้า ทัดเทียมอารยประเทศ และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2890860&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GP4m_7qXFjKWajJHQw5SR

  • สิ้น “หลวงพ่อสมควร” สิริอายุ 55 ปี พระนักพัฒนาชื่อดังนครปฐม

    สิ้น “หลวงพ่อสมควร” สิริอายุ 55 ปี พระนักพัฒนาชื่อดังนครปฐม

    สิ้น

    สิ้น “หลวงพ่อสมควร” สิริอายุ 55 ปี พระนักพัฒนาชื่อดังนครปฐม

    23 ต.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระครูปิยธรรมพิมล (สมควร) เพชรเยียน เจ้าอาวาสวัดบางปลา อ.บางเลน จ.นครปฐม รองเจ้าคณะอำเภอบางเลน มรณภาพภายในกุฎิ สิริอายุ 55 ปี พรรษา 35 

    จากการสอบถามทราบว่า เจ้าอาวาสไม่ออกห้องตั้งแต่วันที่ 21 ต.ค 2568 และมาวันนี้มาเรียกพบหลวงพ่อมรณภาพในห้องนอน คาดว่าโรคประจำตัว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้นำร่างหลวงพ่อสมควร ส่งต่อโรงพยาบาลศูนย์นครปฐมเพื่อผ่าชันสูตร หาสาเหตุที่แท้จริงรอผลตรวจชันสูตรจากโรงพยาบาล ปนิทัศน์ มามีสุข นส.ปณิดา มามีสุข
     

    สิ้น

    สำหรับ พระครูปิยธรรมพิมล (สมควร) เพชรเยียน ฉายา ปิยํกุโร เกิดเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2513 ที่ ต.วังกะพง อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ 

    ประวัติการศึกษา 

    อุปสมบทแล้วตั้งใจศึกษาทั้งทางธรรมและทางโลก สำเร็จการศึกษานักธรรมเอก และจบปริญญาโท พุทธศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต่อมาในปี พ.ศ. 2564 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก รัฐประศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต (รป.ด.) จากมหาวิทยาลัยปทุมธานี

    ประวัติทางธรรม

    ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2541 เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ ชั้นโท ในราชทินนาม “พระครูปิยธรรมพิมล” ต่อมาในปี พ.ศ. 2548 ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบล ชั้นเอก ในราชทินนามเดิม และดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะอำเภอบางเลน

    หลวงพ่อสมควรเป็นพระนักพัฒนา มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาวัดบางปลาให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาธรรมะและกิจกรรมชุมชน ได้รับรางวัล “ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา” ประจำปี พ.ศ. 2548 และยังเป็นพระอุปัชฌาย์ ครูสอนนักธรรมที่ศิษยานุศิษย์ให้ความเคารพศรัทธา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/crime/608938&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_-TM3p9t2FUOHy_tCngdd

  • ชุมทางอีสาน : 24 ตุลาคม 2568

    ชุมทางอีสาน : 24 ตุลาคม 2568

    วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

    Tag :

    *…ขอนแก่นจัดงาน ‘Education-MICE City’ สู่การศึกษาอีสาน Beyond Education Expo 2025 ณ ศูนย์ประชุมฯ ไคซ์ ขอนแก่น (KICE) เปลี่ยนโฉมเมืองขอนแก่นให้เป็น “ศูนย์กลางการศึกษาและไมซ์ (MICE) แห่งภาคอีสาน” ของ 3 พลัง ได้แก่ CP Land, TIECA และ TCEB เพื่อผลักดันการเรียนรู้แห่งโลกอนาคต 1. เปิดโลกการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่21: รวบรวมเทคโนโลยีล้ำสมัย ทั้ง AI, VR/AR, และ Gamification โซนแสดงนวัตกรรม ทรู คอร์ปอเรชั่น และ หัวเว่ย ให้ผู้เข้าร่วม “เห็นภาพจริงของการเรียนรู้” ที่กว้างกว่าห้องเรียน 2. เชื่อมโยงสู่สากล: สมาคมไทยแนะแนวการศึกษานานาชาติ (TIECA) ที่มีประสบการณ์กว่า 39 ปี มีเครือข่ายกว่า 10 ประเทศร่วมงาน เชื่อมโยงโลกการศึกษาของขอนแก่นสู่เวทีนานาชาติ 3. สร้างมูลค่าเศรษฐกิจให้เมือง: สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) เป็นโมเดลที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจและเม็ดเงินทางเศรษฐกิจ ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจท้องถิ่น โรงแรม และภาคบริการ วางแผนจัดงานต่อเนื่องทุกปี เพื่อให้ขอนแก่นเติบโตเป็น Education–MICE City อย่างยั่งยืน…* ออกพรรษาแล้ว จากนี้ไปจะมีงานบุญทอดกฐินและงานประเพณีต่างๆ บรรยากาศความรื่นเริงก็จะกลับมาคึกคักอีกครั้งหลังเงียบเหงามานานถึง 3 เดือนเต็มๆ…* ยุทธพร พิรุณสาร รอง ผวจ.ขอนแก่น ประชุมเตรียมความพร้อมงานพืชสวนโลก จัดขึ้นวันที่ 1 พ.ย. 69 ถึง 14 ม.ค.70  ภายใต้แนวคิด “ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต: สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน” รองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ สะท้อนบทบาทของ จ.ขอนแก่นในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการคมนาคมของภาคอีสาน คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 50,000 คนต่อวัน นับเป็นกิจกรรมระดับนานาชาติที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภาคอีสาน โดยเฉพาะ จ.ขอนแก่น ซึ่งมีศักยภาพด้านโรงแรม ที่พัก ห้องประชุมสัมมนา ที่สะดวกและรวดเร็ว…* ขอแสดงความยินดีกับ น.ส.นภัค กำลังศิลป์ นักศึกษาปี 4 คณะนิติศาสตร์ มข. ที่คว้าเหรียญรางวัล “รองชนะเลิศ” การแข่งขันคิกบ็อกซิ่ง ใน WAKO Uzbekistan World Cup 2025 รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 52 กิโลกรัม ณ ประเทศอุซเบกิสถาน ปัจจุบันมี Ranking อันดับที่ 5 ของโลก ภายใต้การจัดอันดับสหพันธ์คิกบ็อกซิ่งนานาชาติ (WAKO) ระหว่างวันที่ 7–12 ต.ค. 68 ที่ผ่านมา…*

    สมใจ นามสุดตา

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/923051&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0P75gguXpBlB7FBgfR2u27

  • N

    N

    Nike เปิดตัวรองเท้ารุ่นแรกที่ออกแบบตามหลักประสาทวิทยา ซึ่งเป็นซิลลูเอท 2 รุ่นที่ดีไซน์มาเพื่อช่วยให้นักกีฬา* ปรับความคิดและจิตใจให้มั่นคงทั้งก่อนและหลังแข่ง รองเท้าเปิดส้น Nike Mind 001 และสนีกเกอร์ Mind 002 ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่าสามารถเปิดใช้งานส่วนประสาทสัมผัสที่สำคัญของสมองผ่านการกระตุ้นใต้ฝ่าเท้า เพื่อช่วยกระตุ้นการรับรู้ของนักกีฬา เป็นการสร้างสมาธิให้นักกีฬาจดจ่อกับร่างกายตนเองและมีสติอยู่กับปัจจุบัน

    Mind 001 และ Mind 002 เป็นผลงานที่ผ่านความท้าทายด้านวิศวกรรมและการผลิตที่ใช้เวลาในการพัฒนานานกว่า 10 ปี โดยแต่ละข้างจะมีปุ่มโฟมแยกกัน 22 ปุ่มที่ยึดติดอยู่กับวัสดุที่ยืดหยุ่นและทนน้ำ ซึ่งทำให้โฟมแต่ละชิ้นทำงานได้เหมือนลูกสูบและกิมบอลในขณะที่นักกีฬาเคลื่อนที่ เป็นการถ่ายทอดความรู้สึก และแม้แต่พื้นผิวของพื้นที่จริงที่อยู่ใต้เท้าได้โดยตรง ปฏิสัมพันธ์นี้จะช่วยกระตุ้นการรับรู้ทางประสาทสัมผัส เป็นการเพิ่มสมาธิและทำให้จิตใจปลอดโปร่งจากสิ่งรบกวน

    “Nike Mind คือแนวคิดรองเท้าแบบใหม่ที่มุ่งเน้นด้านประสาทสัมผัสเพื่อช่วยปลุกการรับรู้ของเท้า ร่างกาย และจิตใจ” Eric Avar, VP, Creative Director, Innovation กล่าว “โดยจะแสดงถึงกระบวนทัศน์ใหม่ของประสิทธิภาพและวิธีที่เราจะช่วยให้นักกีฬาดีขึ้นได้ในอนาคต”

    Mind 001 และ Mind 002 เป็นนวัตกรรมแรกที่เกิดจาก Mind Science Department ของ Nike ซึ่งเป็นกลุ่มล้ำสมัยที่อยู่ภายใน Nike Sport Research Lab ซึ่งช่วยให้ Nike เข้าใจการเชื่อมโยงระหว่างร่างกายและจิตใจได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น นักประสาทวิทยาของ Mind Science Department ใช้ประโยชน์จากหนึ่งในห้องวิจัยเคลื่อนที่ที่เกี่ยวกับการสร้างภาพสมองและร่างกายที่มีอยู่เพียงไม่กี่แห่งในการศึกษาเรื่องระบบประสาท การทำงานของสมอง และการรู้คิดของนักกีฬาที่เคลื่อนไหวอยู่ ซึ่งทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึกที่ไม่เหมือนใคร นำไปสู่การพัฒนาสินค้าและบริการในรูปแบบใหม่เพื่อช่วยให้นักกีฬาเตรียมพร้อม ฝึกซ้อม แข่งขัน และฟื้นกำลังได้ดีกว่าเดิม

    แพลตฟอร์ม Nike Mind เป็น 1 ใน 4 ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสำคัญที่ Nike เปิดตัวในเดือนนี้ ร่วมกับนวัตกรรมเครื่องแต่งกาย Air, การระบายความร้อนแบบเหนือชั้น และรองเท้าเสริมประสิทธิภาพในการแสดงถึงความลึกซึ้ง ความหลากหลาย และอิมแพคของความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการสร้างอนาคตแห่งกีฬาผ่านนวัตกรรมที่มีนักกีฬาเป็นศูนย์กลาง

    รองเท้าเปิดส้น Mind 001 มอบความสะดวกสบายในการสวมใส่และถอด ขณะที่สนีกเกอร์ Mind 002 ช่วยยึดเท้าให้ติดกับแผ่นรองฝ่าเท้าเพื่อสัมผัสและการรองรับที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นการเสริมประสิทธิภาพการใช้งานวิจัยวิทยาศาสตร์การรู้คิดสุดล้ำของ Nike Mind ทุกๆ องค์ประกอบของทั้ง 2 สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ วัสดุ หรือโครงสร้าง จึงได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเพื่อประสบการณ์​สุดพรีเมียมของการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ ซึ่งจะช่วยให้นักกีฬาเชื่อมโยงเข้าหารองเท้า สิ่งแวดล้อม และร่างกายได้มากขึ้น ทำให้ Mind 001 และ Mind 002 ไม่ใช่เพียงรองเท้าที่ไว้สวมแต่รู้สึกได้

    “เป็นเวลา 45 ปีมาแล้วที่ Nike ได้ศึกษาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย อย่างวิธีที่กล้ามเนื้อทำงาน ข้อต่อเคลื่อนที่ การที่ออกซิเจนเติมพลังให้กับประสิทธิภาพ” Dr. Matthew Nurse, VP, Chief Science Officer, NIKE, Inc. กล่าว “และตอนนี้ เราก็ขยายการศึกษาไปสู่เรื่องของจิตใจแล้ว เราเข้าถึงการเชื่อมโยงระหว่างสมองและร่างกายในรูปแบบใหม่ด้วยการศึกษาเรื่องการรับรู้ การให้ความสนใจ และการตอบรับทางประสาทสัมผัส ทั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อช่วยให้วิ่งเร็วขึ้นอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับความรู้สึกอยู่กับปัจจุบัน มีสมาธิ และการฮึดสู้ นั่นคือก้าวต่อไปของขอบเขตศักยภาพด้านประสิทธิภาพ”

    Nike Mind 001 และ Mind 002 จะพร้อมจำหน่ายในเดือนมกราคม 2026 ทาง nike.com และร้านค้าบางแห่ง ดูเพิ่มเติมได้ที่ nike.com/mind

    *If you have a body, you are an athlete (หากคุณมีร่างกาย คุณก็คือนักกีฬา)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://about.nike.com/th/newsroom/releases/nike-debuts-its-first-neuroscience-based-footwear-to-help-athletes-feel-calm-focused-and-present&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bimzfQfg61xjlPeGDczfa