Category: วัฒนธรรม

  • กกต. เปิดคุณสมบัติผู้สมัครเป็น สก.-ผู้ว่าฯ กทม.-นายกเมืองพัทยา-สมาชิกสภาเมืองพัทยา

    กกต. เปิดคุณสมบัติผู้สมัครเป็น สก.-ผู้ว่าฯ กทม.-นายกเมืองพัทยา-สมาชิกสภาเมืองพัทยา

    คณะกรรมการการเลือกตั้ง ร่ายยาวคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. -สก.-นายกเมืองพัทยา-สมาชิกสภาเมืองพัทยา ยกเว้นเรื่องเคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี ออกไป เหตุยังมีบังคับใช้มิได้ ตามคำวินิจฉัยศาลรธน.

    วันที่ 25 เมษายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมาชิกสภาเมืองพัทยา และนายกเมืองพัทยา กรณีดำรงตำแหน่งครบวาระ (วันที่ 21 พฤษภาคม 2569) หลังได้ประกาศวันรับสมัครรับเลือกตั้งระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2569 และกำหนดวันเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 

    โดยคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง จะต้องมีสัญชาติไทยโดยการเกิด ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือสมาชิกสภาเมืองพัทยา ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง สำหรับผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือนายกเมืองพัทยา ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สมัครรับเลือกตั้งในวันสมัครรับเลือกตั้ง เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง

    ซึ่งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภาเมืองพัทยา ไม่ได้กำหนดวุฒิการศึกษา แต่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนายกเมืองพัทยาต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า

    ส่วนคุณสมบัติต้องห้ามไม่สามารถสมัครได้ อาทิ  ติดยาเสพติดให้โทษ เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ  เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติ

    การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 39 (1) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวช (2) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่ (4) วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ อยู่ระหว่างถูกระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการชั่วคราวหรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล  เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริต เป็นต้น

    โดยได้ยกเว้น เรื่องเคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและยังไม่พ้น 5 ปีนับแต่วันที่พ้นจากการถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจนถึงวันเลือกตั้ง ออกไป โดยให้เหตุผลว่า เรื่องดังกล่าวมีผลบังคับใช้มิได้ ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 5/2566 ลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2566 ว่าพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 50 (21) “เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและยังไม่พ้น 5 ปีนับแต่วันที่พ้นจากการถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง” ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 26 วรรคหนึ่ง

    ทั้งนี้ ผู้ใดลงสมัครรับเลือกตั้งโดยรู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้ง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี ตามมาตรา 120 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2928824&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xtY4n9TyzPvVvgMVAEyjC

  • ราชทัณฑ์ แจงยิบปมคลิปเสียง ‘แป้ง นาโหนด’

    ราชทัณฑ์ แจงยิบปมคลิปเสียง ‘แป้ง นาโหนด’

    25 เมษายน 2569 – กรมราชทัณฑ์ ออกแถลงชี้แจงกรณีคลิปเสียงที่ถูกเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ โดยยืนยันว่าเป็นการสื่อสารผ่านระบบเยี่ยมญาติทางไกลที่จัดขึ้นอย่างถูกต้องตามระเบียบ และอยู่ภายใต้การควบคุมของทางราชการ

    กรมราชทัณฑ์ได้รับรายงานจากเรือนจำกลางบางขวาง ผลการตรวจสอบเบื้องต้นปรากฏว่า คลิปเสียงดังกล่าวเป็นกรณีที่ญาติแอบลักลอบบันทึกเสียง ขณะใช้บริการเยี่ยมญาติทางไกลผ่านแอปพลิเคชัน Line ซึ่งเป็นบริการที่เรือนจำจัดให้มีขึ้นตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์ เพื่อให้ผู้ต้องขังได้ติดต่อกับครอบครัวอย่างต่อเนื่อง ลดความเครียดในช่วงการคุมชัง อำนวยความสะดวกแก่ญาติ ลดภาระค่าใช้จ่ายและการเดินทางของญาติที่อยู่ห่างไกล ภายใต้การควบคุมและตรวจสอบ ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด กรณีการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นไปตามมาตรา 74 แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 ซึ่งเป็นสิ่งของมีไว้ใช้ในราชการ รวมถึงเพื่อการฝึกอบรมและการศึกษาของผู้ต้องขัง

    กรมราชทัณฑ์ขอยืนยันว่า ไม่มีสิ่งของต้องห้าม โทรศัพท์มือถือ หรือการใช้งานโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์เพื่อการติดต่อสื่อสารในลักษณะผิดระเบียบภายในเรือนจำ การควบคุมสิ่งของต้องห้ามเรือนจำได้ดำเนินมาตรการตรวจค้นและควบคุมสิ่งของต้องห้ามอย่างเคร่งครัด ตามระเบียบและข้อกำหนดของกรมราชทัณฑ์ และกระทรวงยุติธรรม กรณีการยื่นขอขยายระยะเวลาการยื่นฎีกาต่อศาลจังหวัดพัทลุง ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โดยกระบวนการพิจารณาคดี การพิจารณาโทษ การยืนอุทธรณ์หรือฎีกาของผู้ต้องขัง เรือนจำกลางบางขวางได้รับความร่วมมือกับสภาทนายความจังหวัดนทบุรี

    โดยเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังทุกคนมีสิทธิยื่นเรื่องราวร้องทุกข์หรือเรื่องราวใดๆ เพื่อขอความช่วยเหลือในการต่อสู้คดีได้ตามช่องทางและกระบวนการที่กฎหมายกำหนด เจ้าหน้าที่ทกนายปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ระเบียบ และหลักสิทธิมนุษยชน โดยยึดหลักความเป็นธรรมและความโปร่งใส่ หากมีข้อร้องเรียน กรมราชทัณฑ์ยินดีให้หน่วยงานภายนอกเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นธรรม

    ทั้งนี้ กรณีการขอย้ายเรือนจำ การพิจารณาดังกล่าวต้องเป็นไปตามระเบียบและดุลพินิจของทางราชการการพิจารณาย้ายผู้ต้องขังจะให้ความสำคัญกับ “ความเหมาะสมและความมั่นคงปลอดภัย” เป็นลำดับแรก รวมถึงพิจารณาจากพฤติกรรมและการจำแนกลักษณะผู้ต้องขัง เพื่อให้การบริหารจัดการภายในเรือนจำทั่วประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพประกอบกัน

    กรมราชทัณฑ์พร้อมดำเนินการตรวจสอบอย่างเร่งด่วนในทุกประเด็น และจะแจ้งผลการตรวจสอบให้สื่อมวลชนและประชาชนได้รับทราบอย่างตรงไปตรงมา เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องและชัดเจน โดยยึดถือประโยชน์ของทางราชการและความสงบเรียบร้อยของสังคมเป็นสำคัญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/985607/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rhk26CLOkQPU7D6Aklvsz

  • คมนาคม จี้ รฟท. เร่งรัดโครงการจัดหารถดีเซลราง-ไฮสปีดเทรน-Missing Link

    คมนาคม จี้ รฟท. เร่งรัดโครงการจัดหารถดีเซลราง-ไฮสปีดเทรน-Missing Link

    คมนาคม จี้ รฟท. เร่งรัดโครงการจัดหารถดีเซลราง-ไฮสปีดเทรน-Missing Link ให้ทันตามกรอบเวลา

    นายปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม ประชุมความคืบหน้าการดำเนินการของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อให้เป็นไปตามกรอบเวลา และให้ความสำคัญกับโครงการยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ อาทิ

    – การทบทวนการขอเพิ่มอัตรากำลัง จำนวน 2,850 ตำแหน่ง ให้เป็นตามแนวนโยบายการขนส่งทางราง ของกระทรวงฯ และกรมการขนส่งทางราง โดยให้คำนึงถึงกลยุทธ์องค์กร รายได้ ค่าใช้จ่ายในภาพรวม การจัดลำดับความสำคัญ ความจำเป็นเร่งด่วน วัตถุประสงค์ และการขาดแคลนของอัตรากำลังดังกล่าว

    – การเสนอให้มีที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor) เพื่อร่วมศึกษาความเหมาะสม ความเป็นไปได้ของอัตรากำลังที่ รฟท. ได้ขอมา เพื่อให้การดำเนินงานขององค์กรเป็นไปอย่างยั่งยืน

    – การเร่งรัดการจัดหารถดีเซลราง จำนวน 216 คัน พร้อมอะไหล่ ให้ รฟท. เร่งรัดดำเนินการทบทวนแนวทางที่เหมาะสมในการจัดหารถจักรและล้อเลื่อน โดยให้พิจารณาความคุ้มค่าและผลตอบแทนของโครงการเป็นสำคัญ

    – การเร่งรัดโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา – หนองคาย ให้ รฟท. เร่งทบทวนร่าง TOR โดยปรับปรุงขอบเขตการทำงานให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงฯ ในด้านความปลอดภัย และมุ่งเน้นผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นสำคัญ

    – โครงการก่อสร้างรถไฟชานเมืองส่วนต่อขยาย บางซื่อ – พญาไท มักกะสัน – หัวหมาก และบางซื่อ – หัวลำโพง (Missing Link) ปัจจุบัน รฟท. ตั้งคณะกรรมการร่างขอบเขตงานและราคากลางงานจ้างที่ปรึกษาทบทวนผลการศึกษาและออกแบบรายละเอียดแล้วเสร็จ ได้เร่งรัดให้ รฟท. ดำเนินการลงนามในสัญญาให้ได้ภายในเดือนตุลาคม 2569

    – โครงการซ่อมปรับปรุงรถจักรดีเซลไฟฟ้า จำนวน 21 คัน ขณะนี้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ดำเนินการประกาศขอรับคำวิจารณ์ร่าง TOR เสร็จแล้ว อยู่ระหว่างรวบรวมความเห็น จึงขอให้ รฟท. ดำเนินการลงนามในสัญญาให้ได้ภายในเดือนกรกฎาคม 2569

    – โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าในเส้นทาง ICD ลาดกระบัง – แหลมฉบัง ซึ่งในปัจจุบันมีปริมาณสินค้าปีงบประมาณ 2568 จำนวน 497,805 TEUs/ปี การขนส่งสินค้าทางรางมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงขอให้ รฟท. ไปพิจารณาปรับแผนเพื่อรองรับการขนส่งสินค้าทางรางที่เพิ่มมากขึ้น โดยให้ตั้งเป้ารองรับปริมาณสินค้าสำหรับปี 2570 ที่ 700,000 TEUs/ปี


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq03/12809573&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1M0kZeCrwajbeZDvURpY_G

  • ดร.มัลลิกา ซาบซึ้ง ในหลวง พระราชทาน เครื่องราชฯ ชั้นสายสะพาย

    ดร.มัลลิกา ซาบซึ้ง ในหลวง พระราชทาน เครื่องราชฯ ชั้นสายสะพาย

    วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.39 น.

    เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศ เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นสายสะพาย ประจำปี 2568

    ซึ่ง ในหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทาน ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ได้รับพระราชทานเครื่องราชฯ ชั้นสายสะพาย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทาน พร้อมด้วย บุคคลต่างๆทั้งสิ้น 20,141 ราย เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 ดังรายนามท้ายประกาศนี้ ประกาศ ณ วันที่ 23 เมษายน พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

    ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

    ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

    ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

    >>> อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง คลิกที่นี่ <<<

    พระราชทานเครื่องราชฯ 20,141 ราย ‘ภูมิธรรม’ ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก-‘ซาบีดา’ประถมาภรณ์มงกุฎไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/960667&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JG04bmSYZ0PpUJqqWixXL

  • การหัดขี่จักรยานช่วยให้ผู้หญิงในอินเดีย อ่านออก เขียนได้ และมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร – BBC News ไทย

    การหัดขี่จักรยานช่วยให้ผู้หญิงในอินเดีย อ่านออก เขียนได้ และมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร – BBC News ไทย

    ปั่นสู่อิสรภาพและการอ่านออกเขียนได้ จักรยานเปลี่ยนชีวิตผู้หญิงอินเดียไปอย่างไรเมื่อ 30 ปีก่อน

    ที่มาของภาพ, P Sainath/PARI

    คำบรรยายภาพ, การปั่นจักรยานกลายเป็นแรงขับสำคัญที่ช่วยส่งให้การรณรงค์ส่งเสริมการรู้หนังสือของอินเดียในทศวรรษ 1990 มีพลังและเกิดความตื่นตัวขึ้น
      • Author, มูราลิธารัน กาสีวิสวานาทัน
      • Role, ผู้สื่อข่าวอาวุโส บีบีซีแผนกภาษาทมิฬ
    • เวลาอ่าน: 6 นาที

    “อินเดียได้รับเอกราชในปี 1947 แต่ฉันเพิ่งได้อิสรภาพของตัวเองในปี 1992” เจยาชิทรา วัย 55 ปี ซึ่งเป็นครูใหญ่ในโรงเรียนของรัฐบาลแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของอินเดีย กล่าว

    ชีวิตของเธอเปลี่ยนไปเมื่อ 33 ปีก่อน หลังจากเจ้าหน้าที่ระดับอำเภอได้เพิ่มองค์ประกอบเล็ก ๆ แต่สร้างผลกระทบที่แตกต่างอย่างยิ่งให้กับโครงการส่งเสริมการรู้หนังสือแห่งชาติ นั่นคือการรณรงค์ให้ผู้หญิงเรียนรู้การขี่จักรยาน

    เจยาชิทราเป็นหนึ่งในผู้หญิงกว่า 100,000 คนจากครอบครัวชนบทที่มีแนวคิดอนุรักษนิยม หลายคนแทบไม่เคยออกจากบ้าน พวกเธอเพิ่งได้รับโอกาสในการเคลื่อนไหว ความเป็นอิสระ และเสรีภาพ ผ่านการขี่จักรยาน

    ผู้หญิงบางส่วนที่เริ่มหัดขี่จักรยานในช่วงต้นทศวรรษ 1990 สามารถก้าวไปสู่การทำงานในตำแหน่งงานตามสำนักงานที่มีรายได้ดี ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอนาคตของตนเอง รวมถึงอนาคตของลูกสาวและหลานสาวของพวกเธอด้วย

    ที่มาของภาพ, Arivoli Iyakkam

    คำบรรยายภาพ, การขี่จักรยานช่วยให้ผู้หญิงลดเวลาที่ต้องใช้ไปกับงานประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการตักน้ำหรือการพาเด็ก ๆ ไปโรงเรียน

    บุกเบิกเส้นทาง

    ในปี 1988 อินเดียเปิดตัวโครงการภารกิจแห่งชาติว่าด้วยการส่งเสริมการรู้หนังสือ (National Literacy Mission) เพื่อยกระดับทักษะการอ่านเขียน การคิดคำนวณ และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐาน

    ในเขตปุฑุกโกไตซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของอินเดียห่างจากเมืองใหญ่อย่างเจนไนลงไปราว 380 กิโลเมตร โครงการนี้เป็นที่รู้จักในชื่อว่า “ขบวนการสร้างปัญญา” (the Enlightening Movement)

    ตามข้อมูลสำมะโนประชากรปี 1991 ผู้หญิงในเขตดังกล่าวสามารถอ่านออกเขียนได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง โดยมีผู้หญิงราว 270,000 คนที่ไม่รู้หนังสือ

    “ระหว่างการระดมความคิดเกี่ยวกับโครงการส่งเสริมการรู้หนังสือ เห็นได้ชัดว่าผู้หญิงจะเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากโครงการนี้” คันนัมมัล ผู้ประสานงานขบวนการสร้างปัญญาซึ่งอยู่ในที่ประชุมแห่งนั้น เล่าย้อนความทรงจำ

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ทีมงานของโครงการประเมินว่าจะต้องใช้จิตอาสาราว 30,000 คน เพื่อสอนผู้หญิงกลุ่มนี้ และความท้าทายด้านการจัดการนี้เองก็กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดโครงการสอนขี่จักรยาน

    ที่มาของภาพ, Arivoli Iyakkam

    คำบรรยายภาพ, ชีลา รานี ชุงคัท ผู้ว่าราชการเขต ให้การต้อนรับผู้หญิงที่เพิ่งเข้าร่วมโครงการสอนขี่จักรยาน

    ปัญหาก็คือครอบครัวของผู้หญิงที่ไม่รู้หนังสือคาดหวังว่า ครูผู้มาสอนจะต้องเป็นผู้หญิง แต่ในเวลานั้นมีผู้หญิงจำนวนน้อยมากที่มีพาหนะเป็นของตนเอง

    “ในช่วงเวลานั้น ผู้หญิงไม่สามารถเข้าถึงจักรยานหรือรถจักรยานยนต์ได้ พวกเธอไม่สามารถเดินทางได้อย่างอิสระ ฉันเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องสร้างโอกาสเช่นนั้นขึ้น” ชีลา รานี ชุงคัท ข้าราชการพลเรือนอาวุโสประจำเขตในขณะนั้น กล่าวกับบีบีซีแผนกภาษาทมิฬ

    “การขี่จักรยานทำให้ผู้หญิงมีความรู้สึกเป็นอิสระ และมีความมั่นใจในตัวเอง” ชุงคัทกล่าว

    “เจ้าหน้าที่บางส่วนคัดค้านการรับอาสาสมัครผู้หญิง โดยให้เหตุผลว่าผู้หญิงไม่สามารถเดินทางไปยังหมู่บ้านห่างไกลได้ แต่ผู้ว่าราชการเขต (ชุงคัท) ปฏิเสธข้อโต้แย้งเหล่านั้น” คันนัมมัล กล่าว

    “เมื่อผู้หญิงเริ่มเดินทางได้ด้วยตัวเอง พวกเธอก็ตระหนักว่าตนเองสามารถทำได้ทุกอย่าง” คันนัมมัลกล่าวเสริม “และนั่นได้เปิดทางให้พวกเธอทำลายกำแพงอุปสรรคอื่น ๆ ที่ผู้ชายเป็นผู้สร้างขึ้น”

    เรื่องราวความสำเร็จ

    คำบรรยายภาพ, เจยาชิทรายกเครดิตความสำเร็จของเธอให้กับโครงการสอนขี่จักรยาน

    ต่อมาโครงการนี้ได้ช่วยผู้หญิงจำนวนมากจากหลากหลายชนชั้นทางสังคม ทั้งที่เป็นครูและในหมู่ผู้เรียน

    “ในเวลานั้น ฉันใช้ชีวิตเหมือนทาส” เจยาชิทรา กล่าวย้อนความทรงจำ แม้เธอจะเป็นคนที่ได้รับการศึกษาในระดับค่อนข้างดี

    “พ่อของฉันไม่อนุญาตให้ฉันเปิดหน้าต่างออกไปมองข้างนอกด้วยซ้ำ”

    ในช่วงเวลานั้น ผู้หญิงที่ยังไม่ได้แต่งงานมักถูกจำกัดไม่ให้ปรากฏตัวต่อหน้าผู้ชาย

    “หลังเรียนจบชั้นปีที่ 10 ญาติ ๆ แนะนำให้ฉันไปเรียนตัดเย็บเสื้อผ้าหรือพิมพ์ดีด” เธอเล่า โดยทั่วไปแล้ว งานเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นอาชีพที่ปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับผู้หญิง

    เจยาชิทราทำคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ได้ถึง 99% เธอรู้สึกสิ้นหวังกับคำแนะนำเหล่านั้น แม่ของเธอนำสร้อยคอทองคำที่เตรียมไว้สำหรับงานแต่งงานของเธอไปจำนำ เพื่อนำเงินมาให้เจยาชิทราเรียนฝึกเป็นครู

    ในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมการรู้หนังสือ เธอได้รับเลือกให้ไปสอนผู้หญิงมุสลิมในหมู่บ้านใกล้เคียง

    เจยาชิทราตระหนักว่า เธอไม่สามารถเดินเท้าไปยังหมู่บ้านนั้นได้ และจึงคว้าโอกาสในการเรียนขี่จักรยาน

    “ตอนนั้นฉันสวมกระโปรงยาวและผ้าส่าหรีแบบครึ่งตัว ยังไม่มีจักรยานสำหรับผู้หญิง ฉันจึงต้องหัดขี่จักรยานผู้ชาย” เธอเล่า

    เรื่องนี้เองก็เป็นปัญหา จักรยานสำหรับผู้หญิงนั้นจะมีคานเชื่อมระหว่างแฮนด์กับเบาะที่ต่ำกว่า ทำให้ผู้หญิงที่สวมผ้าส่าหรีขึ้นขี่และปั่นได้ง่ายกว่า เจยาชิทราล้มลงหลายครั้ง แต่ผลลัพธ์ที่ได้รับกลับทำให้เธอรู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่ง

    “ชีวิตของฉันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ฉันรู้สึกเหมือนผีเสื้อ ฉันเฝ้ารอช่วงเย็นทุกวัน เพื่อจะได้ปั่นจักรยานไปสอนหนังสือ”

    “ในช่วงแรก พ่อของฉันไม่เห็นด้วย แต่ต่อมาเขาก็เปลี่ยนใจและซื้อจักรยานให้ฉัน นั่นเป็นวันที่ดีที่สุดในชีวิตของฉัน” เจยาชิทรากล่าว

    คำบรรยายภาพ, วสันธายึดมั่นในคุณค่าของการศึกษา และปัจจุบันกำลังดูแลเกื้อหนุนหลานสาวของเธอ นาวีนา ซึ่งกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่เส้นทางอาชีพแพทย์

    วสันธากำลังมีอายุย่างเข้าปลาย 50 ปี เธอเป็นผู้หญิงที่ไม่รู้หนังสือและมาจากครอบครัวยากจนและอยู่ในวรรณะดาลิต ซึ่งเป็นวรรณะที่เผชิญการถูกกีดกันทางสังคมมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ

    เธอแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย และสามีของเธอก็ไม่รู้หนังสือเช่นกัน

    ตัวแทนของขบวนการสร้างปัญญาเข้าหาเธอในช่วงที่เธอกำลังทำงานอยู่ในเหมืองหินโดยใช้เครื่องมือช่างทุบก้อนหินชนิดแบบใช้มือ

    ในเวลานั้น การขี่จักรยานได้กลายเป็นส่วนสำคัญของโครงการไปแล้ว และผู้เข้าร่วมก็สามารถเรียนรู้ทักษะดังกล่าวได้

    “คนจากโครงการส่งเสริมการรู้หนังสือบอกเราว่า ถ้าเราเรียนขี่จักรยานได้ เราก็จะได้จักรยาน” วสันธาเล่าให้บีบีซีฟัง

    เธอเป็นคนขี้อาย และในช่วงแรกก็รู้สึกเขินอาย แต่ไม่อาจต้านทานกระแสความตื่นตัวที่กำลังแผ่ไปทั่วหมู่บ้านของเธอได้

    “ตอนนั้น แทบไม่มีบ้านหลังไหนในหมู่บ้านของเราที่มีจักรยาน แต่ฉันก็ยังสามารถจักรยานมาคันหนึ่งเพื่อมาหัดขี่ได้”

    ต่อมาเธอสามารถซื้อจักรยานเป็นของตัวเองและใช้มันเป็นประจำเพื่อไปตักน้ำมาใช้ในบ้าน

    หลังจากเรียนรู้การอ่าน การเขียน และการคิดเลขคำนวณ วสันธาได้รวมกลุ่มกับผู้เรียนอีกสามคนที่มีพื้นฐานคล้ายกัน เช่าเหมืองหิน และเริ่มดำเนินธุรกิจของตัวเอง

    วสันธากล่าวว่า โครงการสอนขี่จักรยานช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับเธอ และทำให้เธอได้รับทั้งเสรีภาพและการยอมรับจากสังคม ปัจจุบันเธอกำลังดูแลเกื้อหนุนหลานสาวของเธอซึ่งใฝ่ฝันจะเป็นแพทย์

    มรดกที่ยังคงอยู่

    ที่มาของภาพ, Arivoli Iyakkam

    คำบรรยายภาพ, ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ผู้หญิงในชนบทของเขตปุฑุกโกไตแทบไม่เคยเดินทางด้วยตัวเอง

    ปัจจุบันสามารถพบผู้หญิงอย่างวสันธาจำนวนมากในแทบทุกหมู่บ้านของเขตปุฑุกโกไต ผู้หญิงบางคนเริ่มต้นธุรกิจขนาดเล็ก ขณะที่อีกไม่น้อยก็ได้พัฒนาชีวิตการทำงาน จากแรงงานเกษตรตามฤดูกาลที่ไม่ต้องใช้ทักษะ ไปสู่ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ในสำนักงานระดับต้น

    การรู้หนังสือช่วยให้ผู้หญิงตระหนักว่า พวกเธอได้รับค่าจ้างต่ำกว่าที่ควร และในหลายกรณีพวกเธอสามารถโต้แย้งจนได้ค่าจ้างเพิ่มขึ้น

    การขี่จักรยานยังช่วยปลดปล่อยผู้หญิงจากการต้องพึ่งพาญาติผู้ชายในการออกไปใช้ชีวิตนอกบ้าน ในช่วงเวลาที่หมู่บ้านส่วนใหญ่ยังขาดถนนที่เหมาะสม และระบบขนส่งสาธารณะยังไม่พัฒนา

    เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 1992 เขตปุฑุกโกไตได้รับการประกาศให้เป็นเขตที่ประชาชนรู้หนังสือโดยสมบูรณ์

    ทุกวันนี้ การเห็นผู้หญิงขี่จักรยานในปุฑุกโกไตเป็นเรื่องปกติ แต่เจยาชิทราไม่ใช่หนึ่งในนั้นอีกต่อไป

    ปัจจุบันเธอใช้รถสกู๊ตเตอร์ และลูกสาวของเธอยังถึงขั้นซื้อรถยนต์เป็นของตัวเอง

    “การขี่จักรยานทำให้คนอย่างฉันมีความมั่นใจ” เจยาชิทรากล่าว “มันทำให้ฉันตระหนักว่า ฉันไม่จำเป็นต้องพึ่งพาใครอีกต่อไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c4gxj3j811no.amp&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zkoKoLXxrbxPfIxjhPpVM

  • รัฐบาลสรุปรอบสัปดาห์ ยกเลิก MOU44 เตรียมเซตกรอบเจรจาใหม่ กาง 5 แนวทางดับไฟใต้

    รัฐบาลสรุปรอบสัปดาห์ ยกเลิก MOU44 เตรียมเซตกรอบเจรจาใหม่ กาง 5 แนวทางดับไฟใต้

    วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.15 น.

    รัฐบาลสรุปการต่างประเทศและความมั่นคงรอบสัปดาห์  กระชับความสัมพันธ์ไทย-จีน สร้างความมั่นคงชายแดนไทย ”ยกเลิก MOU44“ และวาง “5 แนวทางจัดการชายแดนใต้” 

    วันที่ 25 เม.ย. นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีการขับเคลื่อนนโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง เป็นไปตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 โดยมุ่งกระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศ ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ

    รัชดา ธนาดิเรก

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า ในด้านความมั่นคง รัฐบาลได้สานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา โดยที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 23 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีมติ “ยกเลิก MOU44” เนื่องจากพิจารณาแล้วว่า การเจรจาภายใต้กรอบดังกล่าวไม่สามารถบรรลุผลได้ตามเป้าหมาย และอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ จึงเห็นควรยกเลิกและกำหนดกรอบการเจรจาใหม่ เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งและให้เกิดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างเป็นรูปธรรม

    ขณะเดียวกัน ที่ประชุม สมช. ได้เห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 5 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ การเพิ่มศักยภาพอาสาสมัคร การยกระดับความร่วมมือไทย–มาเลเซียในทุกมิติ การแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ และผู้แทนพิเศษของรัฐบาล เพื่อทำหน้าที่ประสาน เชื่อมโยง และสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นในพื้นที่

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า สำหรับด้านการต่างประเทศ รัฐบาลยังคงเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับมิตรประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด นายกรัฐมนตรีได้ให้การต้อนรับนายหวัง อี้ (H.E. Mr. Wang Yi) สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ในโอกาสเยือนไทย เมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่ผ่านมา โดยทั้งสองได้หารือร่วมกันท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง พร้อมเห็นพ้องยกระดับการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น และเพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างไทยกับจีน โดยเฉพาะการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งสแกมเมอร์ เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

    “รัฐบาลย้ำบทบาท “การต่างประเทศที่จับต้องได้” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่แถลงไว้และทำจริง ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ ควบคู่กับการคลี่คลายความขัดแย้งและยกระดับความร่วมมือกับนานาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม” โฆษกรัฐบาล กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/960613&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fV_I4iYPIfKCMQJCFBKy2

  • จีนปูด ‘เขมร’ ไม่อยากรบ ‘หนู-กห.’ ชิ่งคุยเปิดด่าน!

    จีนปูด ‘เขมร’ ไม่อยากรบ ‘หนู-กห.’ ชิ่งคุยเปิดด่าน!

    “อนุทิน” ยันไม่มีการหารือ “หวัง อี้”  เรื่องเลิกเอ็มโอยู 2544 บอกเป็นเรื่องไทย-กัมพูชา  จีนเผยเขมรไม่อยากสู้รบแล้ว นายกฯ รับความสัมพันธ์รื้อฟื้นได้ แต่ไม่ใช่ชั่วข้ามคืน “รมว.กห.” ลั่นไม่มีวันเปิดด่านจนกว่ากัมพูชาทำตามข้อตกลงได้

    เมื่อวันที่ 24 เม.ย.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์หลังหารือกับนายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงการพูดคุยเรื่องการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน 2544 (เอ็มโอยู 2544 ) หรือไม่ ว่าเรื่องนี้ไม่มีการพูดถึง เพราะเป็นประเด็นระหว่างไทยกับกัมพูชา เป็นเรื่องที่เราดำเนินการภายใต้กรอบที่รัฐบาลไทยเห็นว่าควรจะเป็นอย่างไร

    เมื่อถามว่า ในส่วนเรื่องของเอ็มโอยู 2543 ต้องใช้เวลาศึกษาหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า มันมีการดำเนินการ ทั้งนี้เราไม่ได้เลิกเอ็มโอยู 2544 เพราะเราขัดแย้งการสู้รบกับกัมพูชาแล้วไปเลิก มันไม่ใช่ แต่ที่เราเลิกเอ็มโอยู 2544 เพราะ 25 ปีที่ผ่านมามันไม่ได้ไปไหนเลย ไม่คืบหน้าเลย และบริบทของโลกเปลี่ยนไปเยอะ สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็ไม่เหมือนเดิม เราก็ยกเลิกในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ กับไทยและประชาชนชาวไทย ส่วนเอ็มโอยู 2543 เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพของเรา ซึ่งมีความคืบหน้า มีข้อตกลง มีความเห็นร่วมกันมา ซึ่งหากยังไม่ใช่ประเด็นแห่งปัญหาก็ยังดำเนินต่อไปได้

    เมื่อถามว่า ในส่วนของจีนได้ขอความร่วมมืออะไรจากไทยหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ประเทศจีนบอกว่าไปกัมพูชามา ซึ่งเขายินดีเป็นตัวกลางแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง เขาก็พูดมาว่าท่าทีของกัมพูชาต่อประเทศไทยเหมือนกับว่าไม่อยากสู้รบแล้ว ไม่อยากเผชิญหน้าแล้ว ไม่อยากขัดแย้งแล้ว ทางจีนก็แจ้งให้ไทยทราบ ซึ่งเราบอกไปว่าเราไม่ต้องการมีความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านใดๆ  เลย แต่เราก็มีขั้นตอนที่จะพูดคุย เราต้องสร้างกติกาขึ้นมาก่อนว่าการพูดคุยในทิศทางใดที่จะทำให้ความสัมพันธ์รื้อฟื้นขึ้นมาได้ แต่คงไม่ใช่ชั่วข้ามคืน ต้องสร้างความเชื่อมั่นต่อกันและกัน ความเชื่อถือ ความสัมพันธ์ นี่คือท่าทีที่ได้แจ้งนายหวัง อี้ไป

    เมื่อถามว่า ทางจีนเข้าใจบรรยากาศของเราใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เข้าใจดี เราได้พูดกันลึกพอสมควรว่าปัญหาที่แท้จริงมาอย่างไร และวิธีการแก้ไขควรจะต้องใช้แนวปฏิบัติเช่นใด

    เมื่อถามว่า การที่นายหวัง อี้ ระบุว่ากัมพูชาไม่อยากสู้รบแล้ว เหมือนจีนพยายามเป็นตัวกลางใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เราอย่าเพิ่งไปพยายามเดาใจอะไรเขา เราต้องนึกถึงว่าไทยจะได้อะไรจากท่าทีนี้ ประเทศไทยจะปลอดภัย 100% หรือไม่ ประเทศไทยจะไม่เสียเปรียบด้านใดเลย อธิปไตยของเราก็ยังมีอยู่ ดินแดนของเรายังเหมือนเดิม ถ้ารัฐบาลจะตัดสินใจในแนวทางใดๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ประเทศไทยเป็นหลัก

    ถามว่า รวมถึงเรื่องการเปิดด่านชายแดนด้วยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่ต้องไปพูดถึงตรงนั้น

    นายอนุทินยังกล่าวถึงการสร้างรั้วชายแดนความคืบหน้าเป็นอย่างไรบ้างว่า ดำเนินการไปแล้ว ทั้งชายแดนมาเลเซียและกัมพูชา งบประมาณเบื้องต้นถูกจัดสรรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะที่เรื่องการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ยังไม่ต้องไปพูดถึงตรงนั้น

    นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา  กล่าวว่า ขอบคุณรัฐบาลที่เห็นพ้องต้องกันกับการศึกษาของ กมธ. เพราะหลังจากที่ กมธ.มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ยกเลิกเอ็มโอยู 2544 เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา เราได้ศึกษารอบคอบ รอบด้าน อย่างไม่มีอคติใดๆ ทั้งสิ้น ก็พบว่าเอ็มโอยู 2544 นั้นผิดตั้งแต่ผังในการแนบสัญญา คลาดเคลื่อนมาตั้งแต่แรก

    วันเดียวกัน พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (กห.) เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อความเป็นสิริมงคล หลังเข้าปฏิบัติหน้าที่ในกระทรวงกลาโหมอย่างเป็นทางการ ก่อนให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า เป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติตาม Joint Statement อยู่แล้ว

    “ผมจะไม่มีวันเปิดด่าน จนกว่าจะดำเนินการตามขั้นตอนนี้ทั้งหมด เพราะเราถือว่าได้ปกป้องอธิปไตยของเราไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งนโยบายของรัฐบาลได้บอกเอาไว้ชัดเจนแล้วว่า เราจะไม่เปิดด่าน จนกว่าเขาจะปฏิบัติตาม Joint Statement” พล.ท.อดุลย์กล่าว และว่า ในขณะที่ช่องทางการเจรจาก็เป็นไปตามกลไกที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการชายแดนภูมิภาคไทย-กัมพูชา หรือ RBC คณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC จะใช้ทั้ง 3 กลไกดังกล่าวในการพูดคุย และยึดตาม Joint Statement ยังไม่มีการไปพูดคุยส่วนตัว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/one-newspaper/985484/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YWr6FBR_eCp7OuX-8D3Iw

  • ความเสี่ยงต่อไทย หากรัฐบาลกู้เงิน 5 แสนล้าน-ขยับเพดานหนี้เกิน 70% – BBC News ไทย

    ความเสี่ยงต่อไทย หากรัฐบาลกู้เงิน 5 แสนล้าน-ขยับเพดานหนี้เกิน 70% – BBC News ไทย

    Supattra Plongklum / Thai News Pix

    ที่มาของภาพ, Supattra Plongklum / Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, “ถ้าคุณคิดได้แต่โครงการ [แจกเงินหว่านแห] อย่ากู้ดีกว่า เก็บเงินเอาไว้เป็นเบาะรองรับเวลาเกิดวิกฤตที่หนัก เพราะเรายังไม่รู้เลยว่าในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีวิกฤตที่หนักกว่านี้ก็ได้” ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสทีดีอาร์ไอ
      • Author, ปณิศา เอมโอชา
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
    • เวลาอ่าน: 13 นาที

    การเงินการคลังภาครัฐทั้งเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไปจนถึงแผนการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินมูลค่า 5 แสนล้านบาท ที่พ่วงมากับคำถามเรื่องเพดานหนี้สาธารณะ กลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงทั้งบนหน้าสื่อและสังคมออนไลน์ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา

    สำหรับประเด็นเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม บีบีซีไทยเขียนอธิบายไว้แล้วในบทความชิ้นนี้ ขณะที่ไทม์ไลน์เงินกู้ 5 แสนล้านบาท ระลอกล่าสุดเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 20 เม.ย. โดยมาจากการเปิดเผยของนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย

    ทันทีที่แนวคิดเรื่อง พ.ร.ก.เงินกู้ ถูกเผยแพร่ออกมา แกนนำพรรคฝ่ายค้านทั้งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และ สส.บัญชีรายชื่อ รวมถึง น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคฯ ฝ่ายนโยบาย ก็ออกมาแสดงความกังวลทันที

    น.ส.ศิริกัญญา โพสต์ในบัญชีเฟซบุ๊กของเธอเมื่อวันที่ 20 เม.ย. ว่าสถานการณ์ของรัฐไทยตอนนี้นั้น “หลังชนฝา” เพราะสถานะทางการคลังไม่สู้ดีแล้ว ประกอบกับเงินสำรองที่ใกล้จะหมดจึงทำให้มีเม็ดเงินไม่พอช่วยเหลือประชาชน เธอจึงเห็นว่าสุดท้ายรัฐยังจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน และยอมขยายเพดานหนี้สาธารณะอยู่

    “ถ้าพูดกันแบบไม่ฉวยโอกาสทางการเมือง ก็ดูเป็นทางเลือกสุดท้ายแล้วสำหรับรัฐบาลที่เจอทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตการคลัง ที่จะมีเงินมาเยียวยาประชาชนได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย”

    อย่างไรก็ดี เธอยังตั้งคำถามถึงรัฐบาล 2 ข้อใหญ่ คือเหตุใดต้องกู้มากถึง 5 แสนล้านบาท และแผนการบริหารจัดการจะเป็นอย่างไร

    ต่อมาเผือกร้อนลูกนี้ถูกนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย โยนไปให้ฝั่งกระทรวงการคลังซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เป็นผู้ออกมาชี้แจงต่อสื่อ ประชุมสภาผู้แทนราษฎร และต่อสังคม

    ในบทความชิ้นนี้ บีบีซีไทยรวบรวมคำอธิบายจากรัฐบาล และบทวิเคราะห์ทั้งโอกาสและความเสี่ยงของเม็ดเงิน 5 แสนล้านบาท จากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและการคลังของภาครัฐ

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • A designed image showing a generic hotel room, black wheelie suitcase, a standard lamp, a double bed with a white bedspread and blue, gold and black and white checked pillow, and the words REC with a red recording dot emblazoned over the top.

    • .

    • .

    •  Nicolas Maduro is seen in handcuffs after landing at a Manhattan helipad, escorted by heavily armed Federal agents as they make their way into an armored car en route to a Federal courthouse in Manhattan on January 5, 2026 in New York City.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    เอกนิติยันกู้เพิ่มไม่ต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ

    นายเอกนิติให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand เมื่อวันที่ 22 เม.ย. ว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีไทยในปัจจุบันอยู่ที่ 66% ขณะที่เพดานหนี้สาธารณะตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐฉบับล่าสุด ลงวันที่ 22 ก.ย. 2564 ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ในฐานะประธานกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ กำหนดไว้ที่ 70% ต่อจีดีพี

    รมว.คลัง แจกแจงต่อไปว่าตัวเลข 66% หมายความว่าไทยยังมีช่องว่างในการกู้เพิ่มได้อีก 4% หรือคิดเป็นเม็ดเงินราว 8 แสนล้านบาท ส่วนการจะตัดสินใจว่าตัวเลขสุดท้ายที่ต้องกู้เป็นเท่าไรนั้นเขายังขอประเมินก่อน

    Supattra Plongklum / Thai News Pix

    ที่มาของภาพ, Supattra Plongklum / Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, “ถ้าเรากู้ไม่เกิน 8 แสนล้านบาท ก็ยังพออยู่ได้” นายเอกนิติระบุ

    นายเอกนิติ อธิบายว่าเนื่องด้วยปัจจุบันสภาวะเศรษฐกิจไทยรวมไปถึงตลาดโลกกำลังอยู่วิกฤตจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งไม่มีใครทราบว่าจะจบลงเมื่อไรและรัฐบาลจำเป็นต้องมีเม็ดเงินคอยสนับสนุนและช่วยเหลือประชาชน โดยเขาได้ไล่เรียงช่องทางของงบประมาณที่กระทรวงการคลังกำลังเร่งมีมาตรการใน 3 แนวทาง ดังนี้

    หนึ่ง บริหารจัดการงบประมาณคงค้างประจำปี 2569 ตามกระทรวงต่าง ๆ ของรัฐที่ยังไม่มีการเบิกใช้ โดยภาครัฐให้เวลาหน่วยงานต่าง ๆ กลับไปดูงบของตัวเองจนถึงวันที่ 30 เม.ย. นี้ ก่อนที่จะมีการเรียกคืนงบดังกล่าว นายเอกนิติคาดว่าจะมีเม็ดเงินที่เรียกคืนกลับมาได้ราว 70,000 ล้านบาทถึง 1 แสนล้านบาท ขณะที่เม็ดเงินที่เหลืออยู่ในงบประมาณกลาง ณ ปัจจุบัน นายเอกนิติระบุว่าเหลืออยู่ราว 25,000 ล้านบาท

    สอง พิจารณาจัดทำงบประมาณสำหรับปี 2570 ซึ่งนายเอกนิติย้ำว่าจะตัดงบทุกอย่างที่ไม่จำเป็นและไม่มีประสิทธิภาพออก อาทิ งบดูงานต่างประเทศ หรืองบการก่อสร้างหน่วยราชการใหม่ ๆ โดยเขาย้ำด้วยว่าเม็ดเงินที่เก็บได้เพิ่มนั้นจะนำมาเยียวยาและฟื้นฟูประเทศ “เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส”

    สาม พิจารณาเม็ดเงินเพิ่มเติมผ่าน พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท ซึ่งเขาย้ำว่าจำเป็นต้องมีกระสุนทางการคลังตรงนี้สำรองไว้ เนื่องจากไม่มีผู้ใดทราบว่าสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางจะจบลงเมื่อไร อีกทั้งภาครัฐยังควรมีเม็ดเงินสำหรับการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การสนับสนุนการพึ่งพาพลังงานสะอาดผ่านเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์มากขึ้น

    เมื่อถูกถามว่า เขาประเมินวงเงินช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางไว้เท่าไร นายเอกนิติไม่ได้ให้คำตอบออกมาเป็นตัวเลขโดยตรง แต่ชี้ว่า ตลอดเวลาราว 1 เดือนที่ผ่านมานั้น ภาครัฐใช้เงินไปแล้วราว 10,000 ล้านบาท

    นอกจากนี้ ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเดอะสแตนดาร์ด ซึ่งเผยแพร่ในวันที่ 22 เม.ย. เขายังเสริมว่า การออก พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท กับเพดานเงินกู้เป็นคนละเรื่องกัน

    “ถ้าเรากู้ไม่เกิน 8 แสนล้านบาท ก็ยังพออยู่ได้” อย่างไรก็ดี เขายอมรับต่อมาว่าอาจมีความจำเป็นต้องปรับเพดานหนี้สาธารณะใหม่ในปีถัดไป แต่ต้องรอการพิจารณาเพิ่มเติม

    นอกจากความเคลื่อนไหวในช่วงสัปดาห์นี้ หากย้อนกลับไปดูตั้งแต่ช่วงต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ยังพบว่านายเอกนิติได้พูดถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งเป็นการปรับโฉมโครงการคนละครึ่งพลัสกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้มาอยู่ภายใต้ระบบเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อช่วยเหลือประชาชนและกลุ่มผู้เปราะบางโดยตรง

    ต่อมาเมื่อวันที่ 23 เม.ย. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เงื่อนไขสำหรับโครงการไทยช่วยไทยพลัสนั้น รัฐบาลจะออก 60% ส่วนประชาชนจะออก 40% ส่วนเงื่อนไขว่าระยะเวลาช่วยเหลือจะเป็นกี่เดือน หรือจะมีประชาชนมากน้อยแค่ไหนที่ได้รับการช่วยเหลือนี้ ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน

    รัฐบาลไม่มีเงินจริงหรือ

    ศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์ขับเคลื่อนความรับผิดชอบทางการคลัง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกกับบีบีซีไทยว่า หากอธิบายโดยง่ายนั้น การเงินของภาครัฐไทยเป็นแบบ “รายได้ไม่พอรายจ่าย” ซึ่งเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างที่สะสมต่อเนื่องมานานหลายปี

    Panumas Sanguanwong / Thai News Pix

    ที่มาของภาพ, Panumas Sanguanwong / Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, “ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาน่าเป็นห่วงขึ้นเยอะเพราะ ขนาดการขาดดุล ณ วันนี้มันคือที่สุดแล้ว คือจะ 5% ต่อจีดีพีอยู่แล้ว เกณฑ์มาตรฐานจริง ๆ มันไม่ควรเกิน 3% ต่อจีดีพี” ศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ

    เขาอธิบายว่า ฝั่งรายจ่าย รัฐมีต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งสวัสดิการและรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยตัวเลขผู้สูงอายุของไทยหรือผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ณ ปี 2569 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 14.23 ล้านคน หรือคิดเป็น 22.05% ของตัวเลขประชากรรวม เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากสถิติในปี 2558 ที่ไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรราว 16%

    ในเวลาเดียวกัน ศ.ดร.อธิภัทร เสริมว่าเม็ดเงินที่รัฐจัดเก็บได้ก็น้อยลงเรื่อย ๆ จากระดับ 16-17% ต่อจีดีพี เมื่อราวทศวรรษที่แล้วก็ลดลงมาอยู่ในหลัก 14-15% ต่อจีดีพี ซึ่งสาเหตุหลักมาจากทั้งปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบของไทยที่ทำให้ผู้มีรายได้จำนวนมากหลุดรอดออกจากระบบการจัดเก็บภาษี นอกจากนี้นโยบายสิทธิประโยชน์ทางภาษี การลดหย่อน หรือการยกภาษีให้กับธุรกิจต่าง ๆ ก็ผลเช่นเดียวกัน

    นับตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา เมื่ออ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง บีบีซีไทยพบว่า ดุลเงินประมาณของรัฐบาลนั้นขาดดุลต่อเนื่องมาทุกปี และมีการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลเป็นประจำต่อเนื่องมาแล้วตลอด 19 ปี

    อย่างไรก็ดี การกู้เงินประเภทนี้เป็นไปตามกฎหมายตามปกติ ซึ่งแตกต่างจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินนอกงบประมาณปกติในกรณีจำเป็นเร่งด่วน อาทิ พ.ร.ก.เงินกู้เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ในปี 2552 วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท ภายใต้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ หรือ พ.ร.ก.เงินกู้ 2 ฉบับ เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา-2019 วงเงินรวม 1.5 ล้านล้านบาท ภายใต้รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

    หากลงไปดูในรายละเอียดตลอดเกือบสองทศวรรษจะพบว่า มีเพียงปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด-19 ที่ดุลงบประมาณขาดดุลสูงทะลุ 1 ล้านล้านบาท ทว่าตัวเลขดุลงบประมาณสองปีล่าสุด คือ 2567 และ 2568 ก็ขาดดุลทะลุ 1 ล้านล้านบาทเช่นเดียวกัน

    “ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาน่าเป็นห่วงขึ้นเยอะเพราะ ขนาดการขาดดุล ณ วันนี้มันคือที่สุดแล้ว คือจะ 5% ต่อจีดีพีอยู่แล้ว เกณฑ์มาตรฐานจริง ๆ มันไม่ควรเกิน 3% ต่อจีดีพี” ศ.ดร.อธิภัทรอธิบาย

    นักเศรษฐศาสตร์จากจุฬาฯ เสริมด้วยว่าตัวเลขขาดดุลระดับเกือบ 5% ต่อจีดีพีนั้นควรเกิดขึ้นเฉพาะในภาวะที่วิกฤตจริง ๆ แต่ตอนนี้มันกลายเป็น “เรื่องปกติธรรมดา”

    “นึกภาพว่าเรามีรายจ่ายประจำที่เราลดไม่ได้เยอะ ถ้าเป็นคนธรรมดาก็อาจจะมีค่าเช่าบ้าน ค่าเทอมลูก พวกนี้มันลดไม่ได้ ขณะเดียวกัน เราก็อยากจะพัฒนาตัวเอง ต้องไปเรียนเพิ่มถูกไหม ซื้อหนังสือมาอ่าน อันนี้เรียกว่าค่าใช้จ่ายลงทุนของรัฐ แต่ตอนนี้รายได้ของมันเพียงพอแค่เฉพาะรายจ่ายประจำเท่านั้น ไม่พอจะไปจ่ายเรื่องการลงทุน” ศ.ดร.อธิภัทรกล่าว

    เขาเสริมว่าที่ผ่านมารัฐจึงต้องกู้เงินมาตลอดอยู่แล้วเพื่อนำมาลงทุนพัฒนา ซึ่งก็นำไปสู่คำถามเรื่องความคุ้มค่าด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว

    “คำตอบก็คือ… มีรายงานจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลังที่ชี้ให้เห็นเลยว่า 40% ของรายจ่ายลงทุน เป็นรายจ่ายที่ไม่สามารถระบุได้ว่ามันสร้างสินทรัพย์ใหม่อย่างแท้จริง” เขาเสริม

    ต้องกู้จริงไหม-เพดาน 70% จะเป็นอย่างไร

    สถานการณ์ที่อธิบายมาข้างต้นทั้งหมดนั้นคือสภาพการเงินของรัฐไทยในสภาวะปกติ ด้วยเหตุนี้ เมื่อเกิดภาวะวิกฤตอย่างสงครามในตะวันออกกลางขึ้นมา สถานะทางการเงินของไทยจึงนำไปสู่ภาวะที่ “ต้องกู้เพิ่ม” ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายบริหารความเสี่ยงองค์กรและโครงสร้างพื้นฐาน กลุ่มงานบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าว

    ดร.นงนุช ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ด้านเศรษฐกิจ การเงินและการคลังและภาษี มหาวิทยาลัยนอตทิงแฮม เทรนต์ สหราชอาณาจักร บอกกับบีบีซีไทยว่า สาเหตุที่เธอคิดว่าอย่างไรรัฐบาลก็ต้องกู้เงินนั้น เป็นเพราะภาวะหนี้สะสมที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและนโยบายช่วยเหลือของภาครัฐทั้งฝั่งพลังงาน-น้ำมัน ไปจนถึงนโยบายช่วยเหลือประชาชน “ตระกูลพลัส” ทำให้เมื่อคำนวณแล้วเงินที่มีอยู่ในมือจึงไม่พอ

    ส่วนตัวเลขที่กู้นั้นจะต้องถึง 5 แสนล้านบาทเลยหรือไม่ เธอบอกว่าอยู่ที่ความชัดเจนของนโยบายช่วยเหลือและนโยบายลงทุนของรัฐ

    Panumas Sanguanwong / Thai News Pix

    ที่มาของภาพ, Panumas Sanguanwong / Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, “ถ้าจีดีพีไม่โต ต่อให้หนี้มันอยู่คงที่ อัตราสัดส่วนมันก็โตอยู่ดี” ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายบริหารความเสี่ยงองค์กรและโครงสร้างพื้นฐาน ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ระบุ

    ดร.นงนุช อธิบายต่อไปว่า ก่อนหน้านี้เธอเคยประมาณการไว้ในช่วงต้นปี ซึ่งยังไม่มีปัจจัยสงครามเข้ามาเป็นส่วนประกอบ โดยคำนวณออกมาได้ว่า ระดับหนี้สาธารณะของไทยจะชนเพดานในปี 2570

    ตัวเลขการคำนวณของเธอยังสอดคล้องกับคำเตือนจากสถาบันวิเคราะห์เศรษฐกิจและธุรกิจจาก ธนาคารไทยพาณิชย์อย่าง SCB EIC ที่ออกมาประเมินตั้งแต่ปี 2568 ว่า “หนี้สาธารณะมีแนวโน้มติดเพดาน 70% ของจีดีพี ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า”

    ดร.นงนุช ชี้ว่านอกจากมิติเรื่องการกู้เงินมาช่วยเหลือประชาชนในภาวะวิกฤตแล้วนั้น ฝั่งจีดีพีเองก็มีปัญหาเช่นกัน เนื่องจากตัวเลขเพดานหนี้สาธารณะที่กล่าวถึงนั้นเป็นสัดส่วนต่อจีดีพี เพราะฉะนั้น “ถ้าจีดีพีไม่โต ต่อให้หนี้มันอยู่คงที่ อัตราสัดส่วนมันก็โตอยู่ดี”

    ล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ (International Monetary Fund-IMF) ออกมาเตือนว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเสี่ยงจะตกไปอยู่ในภาวะถดถอย (recession) หากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่าน ยังคงดำเนินต่อไปเช่นเดียวกับราคาพลังงานที่คงตัวในระดับสูง

    ในรายงานฉบับล่าสุดนี้ ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะโตแค่ราว 1.5% ในปี 2569 ก่อนจะขยับขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.1% ในปี 2570 ขณะที่ค่าเฉลี่ยการเติบโตของ 5 ประเทศอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ในปี 2569 ไอเอ็มเอฟ ประเมินไว้ที่ 3.2% และเพิ่มเป็น 3.5% ในปี 2570

    คำบรรยายวิดีโอ, มิเชลล์ ฟลูรี ผู้สื่อข่าวบีบีซี รายงานสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันและสงครามอาจฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

    ด้วยเหตุนี้เมื่อมาถึงเหตุการณ์ปัจจุบัน ดร.นงนุช จึงชี้ว่า “Recession [ภาวะเศรษฐกิจถดถอย] ยังไงก็มา มาแน่” เพราะฉะนั้นสุดท้ายสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจึง “อาจชนภายในปีนี้เลย ไม่ต้องรอ 2 ปี”

    ด้าน ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งอนุกรรมาธิการ และที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการนโยบายการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน วุฒิสภา กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ในเชิงทฤษฎีเมื่อเศรษฐกิจของประเทศโตต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น รัฐบาลก็ควรจะเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจ

    เขาเสริมว่า นับตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤตโควิด-19 ศักยภาพในการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ราว 2.7% ต่อปี เพราะฉะนั้นในปีไหนที่ตัวเลขมีแนวโน้มจะต่ำกว่านี้ รัฐก็ควรเข้ามากระตุ้น

    “เช่นปีนี้พยากรณ์บอกว่าด้วยผลต่าง ๆ จากสงครามในอิหร่าน จากสงครามภาษีของทรัมป์ จากภัยแล้ง เราอาจจะโตแค่ประมาณ 1.3-1.6% แปลว่าเราต่ำกว่าศักยภาพ เช่นนั้นควรจะกระตุ้น อันนี้คือหลักฐานแรก” ขณะที่ปัจจัยที่สองเป็นเรื่องการเยียวยากลุ่มผู้เปราะบางต่าง ๆ

    Arnun Chonmahatrakool / Thai News Pix

    ที่มาของภาพ, Arnun Chonmahatrakool / Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, ดร.นณริฏ จากทีดีอาร์ไอ ประเมินว่ารัฐบาลมีแนวโน้มจะกู้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

    อย่างไรก็ดี นักวิชาการอาวุโสแห่งทีดีอาร์ไอ ตั้งข้อสังเกตว่าทฤษฎีเช่นนั้นอาจล้าหลังไปแล้ว เนื่องจากในอดีตภาวะวิกฤตหนัก ๆ มักเกิดขึ้นเฉลี่ยทุก ๆ สิบปี ทว่าวิกฤตในปัจจุบันกลับเกิดขึ้นบ่อยกว่ามาก ด้วยเหตุนี้หากภาครัฐยังดันทุรังกู้บ่อยครั้ง จะทำให้ไม่มีเวลาฟื้นตัวทางด้านการคลัง ต้องกู้เพิ่มทุกปีและกู้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

    ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากความจำเป็น เขาชี้ว่าเขาเห็นด้วยกับการกู้เงิน แต่ต้องเป็นการกู้เพื่อนำมาช่วยเหลือกลุ่มผู้เปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตจริง ๆ ไม่สามารถเป็นการแจกเงินแบบหว่านแหได้ และสองคือเม็ดเงินลงทุนต้องไปสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ที่ทำให้ในอนาคตเศรษฐกิจไทยเติบโต

    “ถ้าไม่สามารถทำแบบนี้ได้ ผมคิดว่าอย่ากู้เสียดีกว่า นักเศรษฐศาสตร์บางคนบอกว่าการไม่กู้อาจจะแย่กว่า แต่ผมมองว่าถ้าไม่มีแผนดี ๆ แล้วไปกู้ นี่อันตราย เพราะผมมองว่าในอนาคต เรายังต้องกู้มาทำอย่างอื่น… ถ้าเราไปกู้เพื่ออีลุ่ยฉุยแฉกแบบนี้ก็เหมือนเราใช้บัตรเครดิตไปก่อน อนาคตพอเกิดสถานการณ์ที่ฉุกเฉินจริง ๆ เราก็ไม่สามารถเอามาใช้ได้” ดร.นณริฏกล่าว

    เขายกตัวอย่างต่อไปว่า ช่วงปลายปี 2568 ตอนที่รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้ามาบริหารประเทศ และมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจประเภท “คนละครึ่ง” ออกมาเขาแสดงความไม่เห็นด้วย เพราะหากเกิดวิกฤตในอนาคตจะหาเม็ดเงินจากส่วนไหน

    “ผ่านมาแค่ต้นปีก็เกิดสงครามอิหร่าน เม็ดเงินที่ควรจะมี คุณก็เอาไปปลายปีที่แล้วแล้ว… เพราะฉะนั้นเหมือนเดิม ถ้าคุณทำคิดได้แต่โครงการแค่ลักษณะนี้ อย่ากู้ดีกว่า เก็บเงินเอาไว้เป็นเบาะรองรับเวลาเกิดวิกฤตที่หนัก เพราะเรายังไม่รู้เลยว่าในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีวิกฤตที่หนักกว่านี้ก็ได้” นักวิชาการทีดีอาร์ไอให้ความเห็น

    ส่วนมิติเรื่องการเพิ่มเพดานสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ดร.นณริฏ แสดงความกังวลว่า นับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ซึ่งทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยที่เคยอยู่ในระดับ 40% ต่อจีดีพีพุ่งขึ้นมาแตะระดับ 60% หากเป็นสถานการณ์ทั่วไป เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ สัดส่วนดังกล่าวควรจะปรับลดลงมา ทว่าก็เกิดวิกฤตหลายระลอกจึงเกิดการกู้เพิ่ม

    “แต่กลายเป็นว่าหลังโควิด เราเจอวิกฤตโน่นนี่นั่น รัฐกู้เพิ่มจนตอนนี้มันกระโดดเข้ามาใกล้ ๆ 70% ตัวนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่าหนี้เราเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลง มันถึงเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลใจว่า ตอนนี้เรามีแนวโน้มจะกู้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย” ดร.นณริฏ ระบุ

    กู้แบบไหนถึงปลอดภัย และหากกู้มาแล้วไร้ประสิทธิภาพ ผลที่ตามมาคืออะไร

    ศ.ดร.อธิภัทร ชี้ว่าหากย้อนกลับไปมองเม็ดเงินกู้ฉุกเฉินจำนวนถึง 1.5 ล้านล้านบาทจากยุคโควิดรัฐบาลไทยสามารถเรียนรู้ที่จะใช้เงินให้เกิดประโยชน์สูงสุดมากกว่าครั้งนั้นได้ เพราะสุดท้ายแล้ว “จะขยายหรือไม่ขยาย [เพดานหนี้สาธารณะ] วันนี้ไม่ได้สําคัญ เพราะว่ายังไงกู้ไปขนาดนี้ ถ้าปีนี้ไม่ชน [เพดาน]… ปีหน้าก็อาจจะต้องขยายอยู่ดี ดังนั้นจึงไม่ใช่ประเด็นสําคัญ” เมื่อเทียบกับการบริหารเงินที่กู้มา

    Thai News Pix

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, ในช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด-19 นั้น รัฐบาลไทยออก พ.ร.ก.กู้เงินพิเศษ 2 ฉบับ ด้วยกรอบรวมที่สูงถึง 1.5 ล้านล้านบาท

    นักวิชาการจากจุฬาฯ อธิบายเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการใช้เงินกู้ว่า ในยุค พ.ร.ก.เงินกู้โควิด เสมือนว่ารัฐบาลไม่ได้มีโครงการอย่างเป็นรูปธรรมก่อนที่จะทำเรื่องกู้ แต่เป็นการขอวงเงินมาก่อนและค่อยมาวางแผนที่หลัง ทำให้เกิดความไม่คุ้มค่า

    “ตัวอย่างเช่นเราเห็นอย่างคนละครึ่ง ทําหลายเฟสมาก เฟสแรกเป็นแน่นอนเพราะมันกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ว่าเฟสหลัง ๆ ความจําเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ความจําเป็นในการช่วยเยียวยามันน้อยลง มันกลายเป็นเรื่องการเมืองมากกว่า” ศ.ดร.อธิภัทรกล่าว

    เขาเสนอแนะว่ารัฐบาลควรกำหนดให้ชัดเจนว่ากรอบเงินกู้ครั้งนี้จะใช้ไปกับโครงการอะไรบ้าง และต้องพุ่งเป้าไปที่คนที่ได้รับผลกระทบจริง ๆ รวมไปถึงการลงทุนที่เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจได้จริง

    ศ.ดร.อธิภัทร ชี้ด้วยรัฐบาลสามารถเริ่มต้นจากกลุ่มผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการของรัฐก่อนได้ โดยแม้แต่ประชากรในกลุ่มนี้ เขาเสริมว่าก็ยังมีข้อกังขาว่าตัวเลข 14 ล้านคนที่ถือบัตรนั้น เป็นคนจนจริง ๆ เท่าใดกันแน่

    “ผมคิดว่ารัฐก็อาจจะมีวิธีการวิเคราะห์ตัวเลขให้แคบลง แล้วก็กลุ่มกลุ่มที่จนจริง ๆ ต้องให้กลุ่มนี้มากที่สุดหลังจากนั้นก็จะให้ลดหลั่นกันไปกับคนที่มีรายได้มากขึ้น สิ่งที่สําคัญก็คือมันจะเป็นระยะสั้นเท่านั้นเพราะมันไม่สามารถให้ได้ตลอดได้ อันนี้คือเรื่องการเยียวยา” ศ.ดร.อธิภัทร กล่าว

    Thai News Pix

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    ด้าน ดร.นณริฏ ย้ำประเด็นการช่วยเหลือกลุ่มผู้เปราะบาง รวมไปถึงการลงทุนในเศรษฐกิจระยะยาวซึ่งหมายถึงการลงทุนในเด็ก ให้พวกเขาสามารถเข้าถึงการศึกษาหรือไม่หลุดออกจากระบบการศึกษาไป เพราะ “เด็กเป็นกลุ่มที่ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าคุณทำให้เขาไม่หลุดจากสถานศึกษารายได้เขาในอนาคตจะสูงกว่าเด็กที่หลุดจากสถานการศึกษามาก แล้วเขาก็ยังสามารถที่จะสร้างรายได้จ่ายภาษีได้ระยะยาว”

    เขาย้ำว่า เขาไม่เห็นด้วยกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตหรือคนละครึ่ง เพราะนับตั้งแต่วิกฤตโควิดเป็นต้นมา การกระตุ้นแบบนี้เริ่มไม่เป็นผล เพราะเศรษฐกิจบอบช้ำมานาน มีปัญหาเชิงโครงสร้าง หนี้ครัวเรือนสูง เอสเอ็มอีก็มีหนี้สูง การกระตุ้นจึงได้ผลน้อย

    เมื่อถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากเม็ดเงินที่กู้มานั้นไม่สามารถนำมากระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตขึ้นได้

    Thai News Pix

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    ดร.นณริฏ ตอบว่า ในมิติของระดับเครดิต (credit rating) ซึ่งเป็นการประเมินความน่าเชื่อและความสามารถในการชำระหนี้ อันดับก็จะลดลง และผลกระทบที่ตามมาคืออัตราดอกเบี้ยจะแพงขึ้น และจะส่งผลต่อทั้งภาครัฐและเอกชนด้วย

    “คนที่ประเมินระดับเครดิต เขามองแค่ว่ากู้ไปแล้วอนาคตคุณจะใช้คืนได้หรือเปล่า… พูดง่าย ๆ ก็คือคนนี้ใช้เงินไม่เป็น เสี่ยงที่จะกลายเป็นหนี้สูญ เขาก็จะลดเครดิต… แปลว่าถ้าเราต้องการเงิน ในอนาคตไปขอ เราก็ยังได้เงินอยู่แต่ต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้น แต่พอมันเป็นเรื่องของประเทศ ผลกระทบของดอกเบี้ยแพงมันไม่ได้อยู่แค่ที่ภาครัฐ แต่มันจะส่งผลต่อภาคเอกชนด้วย เวลาเอกชนจะไปขอกู้อะไร เขาไม่ได้คิดแค่เอกชนรายนั้นเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน เขาคิดว่าประเทศเสี่ยงมากน้อยแค่ไหนด้วย” นักวิชาการทีดีอาร์ไอระบุ

    ด้าน ศ.ดร.อธิภัทร เห็นสอดคล้องกับ ดร.นณริฏ เช่นกันว่าระดับเครดิตของไทยอาจลดลง พร้อมมองว่าสำหรับคนไทย หากรัฐบาลใช้เงินที่กู้มาอย่างไร้ประสิทธิภาพ สิ่งที่คนทั่วไปจะกระทบมากที่สุดก็คือเรื่องภาษี

    “เพราะว่าเมื่อรัฐมีหนี้มาก ภาระดอกเบี้ยมากขึ้น ภาระที่ต้องจ่ายเงินต้นก็จะมากขึ้นตามไปด้วยสุดท้ายก็จะยิ่งไปกดดันว่ารัฐต้องขึ้นภาษีแน่นอนในอนาคต ทีนี้ภาษีที่จะเก็บได้แล้ว ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยที่สุดมีตัวเดียวคือ VAT [ภาษีมูลค่าเพิ่ม]” ศ.ดร.อธิภัทร จากเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ สรุป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c9wqz9w0r84o&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NFJ2MC4Foy0zW07P1Gxif

  • นักวิจัยเผยผลลัพธ์สุดว้าว! ทดลองให้ 36,000 คน หยุดใช้เฟซบุ๊ก-IG 6 สัปดาห์

    นักวิจัยเผยผลลัพธ์สุดว้าว! ทดลองให้ 36,000 คน หยุดใช้เฟซบุ๊ก-IG 6 สัปดาห์

    นักวิจัยเผยผลลัพธ์จากการทดลอง หลังให้ผู้คน 36,000 คน หยุดใช้ Facebook-Instagram เป็นเวลา 6 สัปดาห์

    การศึกษาครั้งสำคัญที่ทำโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดได้เปิดเผยผลกระทบจากการใช้งาน Facebook และ Instagram ต่อสุขภาพจิต หลังจากให้ผู้เข้าร่วมการทดลองหยุดใช้แอปพลิเคชันทั้งสองเป็นเวลา 6 สัปดาห์

    ผลลัพธ์จากการทดลอง: สุขภาพจิตดีขึ้นหลังหยุดใช้โซเชียลมีเดีย

    ในการทดลองนี้ นักวิจัยได้ให้ผู้เข้าร่วม 36,000 คนที่เคยใช้เวลาอย่างน้อย 15 นาทีต่อวันใน Facebook และ Instagram หยุดใช้แอปเหล่านี้ โดยแบ่งกลุ่มผู้เข้าร่วมเป็นสองกลุ่ม: กลุ่มที่หยุดใช้เป็นเวลา 6 สัปดาห์ และกลุ่มที่หยุดใช้ 1 สัปดาห์ในช่วงก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

    ผลที่ได้พบว่า กลุ่มที่หยุดใช้ Facebook และ Instagram เป็นเวลานานกว่า 6 สัปดาห์มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ยังคงใช้งานแอปตามปกติ การศึกษานี้ช่วยยืนยันถึงความเชื่อที่ว่า “การเลื่อนหน้าจอ” หรือ “doomscrolling” อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพจิตในระยะยาว

    ความแตกต่างในผลลัพธ์ระหว่างกลุ่มผู้ใช้ Facebook และ Instagram

    ผลการศึกษายังพบความแตกต่างระหว่างกลุ่มผู้ใช้ Facebook และ Instagram โดยผู้หญิงอายุระหว่าง 18 ถึง 24 ปีได้รับประโยชน์สูงสุดจากการหยุดใช้งาน Instagram ในขณะที่กลุ่มผู้ที่อายุเกิน 35 ปีที่หยุดใช้ Facebook พบผลลัพธ์ที่ดีกว่า

    อย่างไรก็ตาม นักวิจัยได้ตั้งข้อสังเกตว่า การเปลี่ยนจากแอปหนึ่งไปยังอีกแอปหนึ่งอาจมีผลต่ออารมณ์ของผู้ใช้งาน โดยบางคนอาจไม่ได้ลดเวลาในการใช้อินเทอร์เน็ตเลย แต่แค่ย้ายไปใช้งานแอปพลิเคชันอื่นแทน

    iStockphoto

    การตอบสนองจาก Meta และ Google

    หลังจากผลการทดลองนี้ ถูกเผยแพร่ทั้ง Meta (เจ้าของ Facebook และ Instagram) และ Google (เจ้าของ YouTube) ได้ออกมาชี้แจงว่า ผลกระทบต่อสุขภาพจิตของวัยรุ่นไม่สามารถเชื่อมโยงกับแอปพลิเคชันใดแอปหนึ่งเพียงอย่างเดียว โดย Meta กล่าวว่า “สุขภาพจิตของวัยรุ่นเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและไม่สามารถเชื่อมโยงกับแอปเพียงตัวเดียว”

    ทางด้าน Google ก็ได้กล่าวว่า “กรณีนี้เข้าใจผิดเกี่ยวกับ YouTube ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่ออกแบบมาอย่างมีความรับผิดชอบ ไม่ใช่โซเชียลมีเดีย”

    ผลกระทบของโซเชียลมีเดียและความจำเป็นในการหยุดพัก

    แม้จะมีการโต้แย้งจากบริษัททั้งสอง แต่ก็ชัดเจนว่าโซเชียลมีเดียกำลังมีอิทธิพลมากขึ้นในชีวิตของวัยรุ่น การหยุดพักจากการใช้หน้าจอในบางช่วงเวลาอาจเป็นสิ่งที่ดีสำหรับสุขภาพจิตของเรา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เครียดหรือยากลำบาก

    แหล่งอ้างอิง

    1. LADbible

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9885658/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3T9Ky-iKrjSd83X9mUFfcG

  • ซีพี ออลล์ จัดประชุมผู้ถือหุ้นสามัญประจำปี 2569 – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    ซีพี ออลล์ จัดประชุมผู้ถือหุ้นสามัญประจำปี 2569 – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ และ นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ รองประธานกรรมการ และประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ พร้อมด้วยคณะกรรมการบริษัทฯ จัดการประชุมผู้ถือหุ้นสามัญประจำปี 2569 และรายงานผลการดำเนินธุรกิจภายใต้ปณิธาน “Giving and Sharing” รวมทั้งกรอบการทำงานตามกลยุทธ์ความยั่งยืน “3 สร้าง 1DNA” สร้างคน สร้างอาชีพ สร้างชุมชนอุ่นใจ และ DNA ความดี 24 ชั่วโมง โดยเป็นการประชุมผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-AGM) ถ่ายทอดจากห้องกมลรำลึก อาคารธาราสาทร เมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่ผ่านมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cpall.co.th/news/organization/annual-general-meeting-of-shareholders-2026/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jnGmzYFNaQKsPAbjcEon-