Category: วัฒนธรรม

  • “เอิง นิศามาศ” ประกาศถอนตัว ลงสมัครเลือกตั้ง ชิงนายกเมืองพัทยา ในนามพรรคประชาชน

    “เอิง นิศามาศ” ประกาศถอนตัว ลงสมัครเลือกตั้ง ชิงนายกเมืองพัทยา ในนามพรรคประชาชน

    “เอิง นิศามาศ” ประกาศถอนตัว ลงสมัครเลือกตั้ง ชิงนายกเมืองพัทยา ในนามพรรคประชาชน เผยเหตุผลส่วนตัวไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ขอบคุณประชาชนในพื้นที่ที่เปิดใจ เปิดโอกาสให้มาโดยตลอด 

    วันที่ 25 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊ก เอิง – นิศามาศ เลาหรัตนาหิรัญ ของนางสาวนิศามาศ เลาหรัตนาหิรัญ หรือ “เอิง” ผู้ประสงค์ลงสมัครนายกเมืองพัทยาในนามพรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า เอิงขอใช้ช่องทางนี้ในการสื่อสารเพื่อให้ทุกท่านได้ทราบค่ะ ก่อนอื่น เอิงขอแจ้งทุกท่านว่า เอิงได้ถอนตัวจากการเป็นผู้ประสงค์ลงสมัครนายกเมืองพัทยา ในนามพรรคประชาชน อย่างเป็นทางการ เนื่องจากเหตุผลส่วนตัวที่คิดว่าไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ เอิงขอขอบคุณ ประชาชนในพื้นที่เมืองพัทยาและทีมงานทุกท่านที่เปิดใจ เปิดโอกาสให้เอิงมาโดยตลอด ขอบคุณที่พูดคุย แนะนำ ติติง ชื่นชมและสะท้อนปัญหาต่าง ๆ เอิงรับฟังด้วยใจเสมอมา ขอบคุณทุกท่านจากใจ

    ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ลงพื้นที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เพื่อช่วยหาเสียงให้กับนางสาวนิศามาศ พร้อมเปิดแคมเปญหลัก “พัทยาเพื่อทุกคน” โดยตอนนั้น นางสาวนิศามาศ ประกาศชัดต้องการเป็นนายกพัทยาผู้หญิงคนแรกที่เป็นตัวแทนของทุกคน โดยไม่ต้องอยู่ใต้เงาใคร เน้นกระจายการพัฒนาให้ทั่วถึงทุกชุมชน ไม่จำกัดอยู่แค่แหล่งท่องเที่ยว โดยวางเป้าหมายสร้างพัทยาให้เป็น เมืองน่าอยู่ เมืองน่าเที่ยว และเมืองน่าลงทุน

    สำหรับนางสาวนิศามาศ จบปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยบูรพา และมีประสบการณ์การทำงานที่โชกโชน ทั้งในแวดวงโรงแรม การศึกษา รวมถึงงานนิติบัญญัติในฐานะเลขานุการกรรมาธิการการท่องเที่ยว และกรรมาธิการปราบปรามการฟอกเงินฯ ของสภาผู้แทนราษฎร 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2928757&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sqz_8Vy2htzyebG3NidbF

  • “รมช.ศธ.” ส่ง “ครูจวง” ลุย Surprise Visit: สอบเทียบต้องโปร่งใส

    “รมช.ศธ.” ส่ง “ครูจวง” ลุย Surprise Visit: สอบเทียบต้องโปร่งใส

    นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ครูจวง-ปารมี ไวจงเจริญ คณะทำงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผนึกกำลังร่วมกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) โดยมี ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมด้วย นายโยฑิน สมโนนนท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงาน “การสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน” ณ สนามสอบโรงเรียนศรีบุณยานนท์ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ในรูปแบบ Surprise Visit เพื่อสะท้อนสภาพการดำเนินงานจริงในพื้นที่อย่างตรงไปตรงมา โดยคณะผู้บริหารได้ตรวจเยี่ยมกระบวนการจัดสอบ พบปะให้กำลังใจผู้เข้าสอบ พร้อมสร้างความมั่นใจว่าทุกความพยายามของผู้เรียนจะได้รับการประเมินอย่างเที่ยงตรงและยุติธรรม

    นอกจากนี้ คณะยังได้ลงพื้นที่ พูดคุยรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ปกครองที่มาส่งนักศึกษาเข้าสอบ โดยผู้ปกครองรายหนึ่งสะท้อนว่า การสอบเทียบฯ ของ สกร. เป็นโอกาสสำคัญสำหรับบุตรหลานที่เรียนในรูปแบบโฮมสคูลและมีความสามารถพิเศษ ช่วยเปิดทางให้สามารถพิสูจน์ศักยภาพได้อย่างเหมาะสม พร้อมเสนอให้ภาครัฐขยายการสนับสนุนกลุ่มผู้เรียนลักษณะนี้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้นในอนาคต

    ปารมี กล่าวว่า ในมิติของการพัฒนาระบบการเรียนรู้ การสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ถือเป็นกลไกสำคัญภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ที่สะท้อนแนวคิด การเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่มีอยู่ มาพิสูจน์ผลลัพธ์การเรียนรู้ได้โดยไม่ยึดติดกับเวลาเรียนในระบบเดิม เปลี่ยนจากเรียนตามเวลาเป็นวัดจากศักยภาพจริง ทั้งนี้ การสอบเทียบฯ ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในรูปแบบ Fast Track ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ของตนเองได้อย่างยืดหยุ่น ลดข้อจำกัดเดิม และต่อยอดสู่การศึกษาระดับที่สูงขึ้นหรือสายอาชีพได้เร็วขึ้น ตอกย้ำบทบาทของ สกร. ในการเป็นแพลตฟอร์มแห่งโอกาสที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา และตอบโจทย์ความแตกต่างของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21

    สำหรับการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ 1 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีผู้เข้าสอบทั่วประเทศจำนวน 267 คน โดยในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี มีผู้เข้าสอบรวม 20 คน แบ่งเป็นระดับประถมศึกษา 2 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 2 คน และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 16 คน

    การลงพื้นที่แบบ Surprise Visit ในครั้งนี้มุ่งเน้นการกำกับคุณภาพการจัดสอบให้เป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และยึดมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ สอดคล้องกับแนวทางการยกระดับระบบการประเมินผลของ สกร. ที่ให้ความสำคัญกับ “ความเชื่อมั่นของผู้เรียน” ควบคู่กับ “คุณภาพของระบบ”และเป็นการยืนยันความตั้งใจของทีมกระทรวงศึกษาที่ในการเข้ามาปรับปรุงกระบวนการการทำงานขององค์กร และหน่วยงานความรับผิดชอบ เพื่อให้มีประสิทธิภาพเป็นรูปธรรมมากขึ้นด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378976569&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oY37nW-VK7Lk7_MkxyXqS

  • ดร.นพดล อินนา-สมาชิกวุฒิสภา ยกเลิก MOU43-44 ไพ่พลิกเกมสยมเขมร

    ดร.นพดล อินนา-สมาชิกวุฒิสภา ยกเลิก MOU43-44 ไพ่พลิกเกมสยมเขมร

    ข้อเสนอให้มีการยกเลิกMOU2543 หากรัฐบาลได้เห็นผลการศึกษาและข้อมูลของคณะกรรมาธิการฯทั้งหมด โดยเฉพาะหลังการสู้รบไทย-กัมพูชา ที่ไทยได้พื้นที่กลับคืนมาจากการที่กัมพูชาเคยเข้ามารุกล้ำ เราต้องยอมรับว่าเราสูญเสียไปเยอะมาก ทั้งทหาร ตำรวจตะเวนชายแดน และประชาชน เราจะต้องไม่ให้บุคคลเหล่านั้นเสียชีวิตหรือตายฟรี เพราะเขาได้เสียสละเป็นวีรบุรุษที่ได้ปกป้องผืนแผ่นดินไทย คิดว่าญาติพี่น้องของเขา และประชาชนตามแนวชายแดน และประชาชนทั่วไป คงยอมรับยาก หากว่าเราต้องคืนพื้นที่ หรือเสียพื้นที่ที่เราได้มาด้วยความยากลำบาก

    มติที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)เมื่อวันที่ 23 เมษายน ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีมติเห็นชอบให้มีการยกเลิก MOU 2544 ไทย-กัมพูชา และหลังจากนี้ จะมีการนำเรื่องเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป ขณะเดียวกัน หลายฝ่าย ได้เสนอต่อไปว่า รัฐบาลควรมีการยกเลิกMOU2543 ด้วยเช่นกัน แต่รัฐบาลยังไม่ได้แสดงท่าทีในเรื่องนี้ออกมาอย่างชัดเจน

    รายการ”ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด”สัมภาษณ์”ผศ.ดร.นพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย – กัมพูชา วุฒิสภา” ที่ก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการฯ มีการแถลงผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการฯ ที่มีข้อเสนอให้มีการยกเลิกทั้ง MOU2543 และMOU2544 ซึ่งเนื้อหาบทสัมภาษณ์ดังกล่าว มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

    “ดร.นพดล“กล่าวนำว่า ผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการฯ ที่เสนอให้ยกเลิกMOU ไทย-กัมพูชา ทั้ง MOU2543 และ MOU2544 ยังไม่ได้มีการเสนอให้ที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณา แต่ได้มีการแถลงผลการพิจารณาผลการศึกษาต่อสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการแล้วซึ่งคณะกรรมาธิการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์เสนอให้ยกเลิกMOUทั้งสองฉบับ

    …เพราะจากข้อมูลการศึกษาของคณะกรรมาธิการฯ เป็นข้อมูลในเชิงลึกและเราพิจารณาอย่างรอบด้าน ไม่ได้มีอคติใดๆ กรรมาธิการฯ ยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก โดยMOU2544 ซึ่งที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติเมื่อวันที่ 23 เมษายน ที่เห็นชอบให้ยกเลิก มาถึงวันนี้ ผ่านไป 25 ปีไม่คืบหน้าเลย ซึ่งผลการพิจารณาศึกษาของกรรมาธิการฯ พบว่าในตัว MOU2544 มีผังแนบหรือแผนที่แนบ ซึ่งในแผนที่ดังกล่าว จุดใหญ่ก็คือการลากเส้นไหล่ทวีปของกัมพูชาที่ลากมาในปีพ.ศ.2515 พบว่าการลากเส้นดังกล่าว ผิดตั้งแต่แรก เพราะลากมาผ่านเกาะกรูดของไทย

    พอไทยมีการทักท้วงไปเมื่อปี 2544 เขาก็เว้าที่เกาะกรูดไว้เล็กน้อย แต่จริงๆ ลากเช่นนั้นไม่ได้ตามหลักสากล เพราะว่าเกาะกรูด ตกเป็นของไทยตั้งแต่ปีค.ศ.1907 ก็คือร้อยกว่าปีที่ผ่านมา แต่มีการลากเส้นเข้าไปหนึ่งในสามของเกาะกรูดแล้วกัมพูชาเคลมว่าเป็นอาณาเขตทางทะเลของกัมพูชา ทั้งที่ตามหลักมาตรฐานสากล เมื่อเกาะกรูดเป็นของไทย พื้นดินบนเกาะกรูด ก็เสมือนหนึ่งว่าเป็นพื้นดิน เพราะฉะนั้นต้องมีเส้นที่เรียกว่า 12 ไมล์ทะเล และเส้นอื่นๆด้วย ตามหลักสากล เขา(กัมพูชา)มีเกาะกงอยู่ ของเรามีเกาะกรูด ลากเส้นอย่างมากก็คือ กึ่งกลางระหว่างนั้น แต่เขามาลากผ่านเกาะกรูดของเราเลยต่างกรรมต่างวาระแล้วมาบอกว่าเกาะกรูดเป็นของเขา ซึ่งจริงๆทำไม่ได้

    และต่อมาก็นำแผนที่ดังกล่าว ซึ่งหากดูในแผนที่จะเห็นว่า ข้างบนของแผนที่ ซึ่งเป็นพื้นที่สีฟ้า 10,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่า จะต้องไปแบ่งพื้นที่กัน ไปเจรจากัน และพื้นที่สีแดงอีก 16,000 ตารางกิโลเมตร ที่ใหญ่มาก ถือว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อน ที่มีปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งกัมพูชาเพิ่งมีหนังสือมาที่ประเทศไทย เมื่อปี 2565 บอกว่า”ขอแบ่งผลประโยชน์ปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ”ทั้งหมด โดยไม่สนใจพื้นที่อาณาเขตตรงแผนที่ซึ่งเป็นสีน้ำเงิน

    ..พูดง่าย ๆคือ 26,000 ตารางกิโลเมตร กัมพูชาต้องการขอแบ่งผลประโยชน์ทั้งหมด แบบ 50-50 ซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลง MOU2544 อย่างร้ายแรง เพราะในข้อตกลงบอกว่า การที่จะไปดำเนินการต้องทำทั้งในพื้นที่สีน้ำเงิน และพื้นที่สีแดงไปพร้อมๆ กัน แต่กัมพูชามีหนังสือออกมาบอกว่า ไม่สนใจ เขาสนใจแต่เรื่องผลประโยชน์ เรื่องแบ่งอาณาเขตทางทะเล จึงเป็นการละเมิดMOU2544อย่างร้ายแรง

    เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว จะเห็นว่าไทยจะเสียประโยชน์ ผมเคยให้กรรมาธิการฯบางท่านที่เป็นผู้เชี่ยวชาญจากกองทัพเรือ มาลอกลากเส้นดูตามมาตรฐานสากล ปรากฏว่าพื้นที่ทับซ้อน 16,000 ตารางกิโลเมตร เหลือแค่เล็กน้อย ซึ่งหมายถึงว่า ทั้งก๊าซธรรมชาติและปิโตรเลียม ที่ส่วนใหญ่จะคล้อยมาอยู่ฝั่งอ่าวไทย ทำให้ฝั่งกัมพูชาแทบไม่ได้เลย หรือได้ก็น้อยมาก ตรงนี้ที่ทำให้เมื่อกรรมาธิการฯมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ยกเลิกMOU2544 :ซึ่งต่อมา กัมพูชาถึงมีความกังวลกระวายใจ ไม่อยากให้ไทยยกเลิกMOU2544 และอีกส่วนหนึ่งที่เห็นว่าสมควรต้องยกเลิกMOU2544ก็เพราะหากเรายังคง MOU2544 ที่เป็นข้อตกลงระหว่างไทยกับกัมพูชา สองประเทศไว้ ทำให้โอกาสที่เราจะเอา ก๊าซธรรมชาติและปิโตรเลียมขึ้นมา แทบจะไม่มีเลยเพราะมันติดอยู่ที่ MOU2544

    ดังนั้นเมื่อต่างฝ่ายต่างมีแนวโน้มที่จะหาผลประโยชน์ในส่วนนี้ต่างกัน คือไทยเราต้องการแบ่งเขตให้ชัดเจนเสียก่อน แล้วถึงค่อยมีการเจรจาเรื่องผลประโยชน์ แต่กัมพูชาบอกว่าต้องการหาผลประโยชน์อย่างเดียว ไม่สนใจเรื่องเส้นเขตแดน มันก็มีนัยยะว่าที่กัมพูชาลากมาผ่านเกาะกรูดแล้วเคลมว่าเป็นของเขา ซึ่งไม่ถูกต้อง เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ร้ายแรงมาก ที่หากเรายังคงไว้ซึ่งMOU2544 เราจะเสียประโยชน์เป็นอย่างมาก ประเด็นดังกล่าวเป็นจุดใหญ่ที่คณะกรรมาธิการฯเราเสนอยกเลิกMOU2544เพราะมันไม่มีความคืบหน้าใดๆ ผ่านมา 25 ปี มีการประชุมระหว่างไทยกับกัมพูชา  2-3 ครั้งแล้วก็หยุดเลยไม่มีความคืบหน้าใดๆออกมา

    “ตรงนี้แสดงให้เห็นถึงวาระซ่อนเร้นของกัมพูชาในการที่จะเข้ามาหาผลประโยชน์ในส่วนนี้ ซึ่งตลอด25 ปีที่ผ่านมา กัมพูชามักมีความพยายามจะมาขอแบ่งผลประโยชน์ตรงนี้ แต่มักจะสะดุดเช่นจากเรื่องของทางการเมือง ทำให้ไม่สามารถมาหาผลประโยชน์ในส่วนนี้ได้ ก็เป็นเดชะบุญ ถือว่าประเทศไทยยังโชคดี ไม่เช่นนั้นแล้ว หากไปเดินตามMOU2544 ไทยเราจะเสียผลประโยชน์อย่างมาก”

    ดร.นพดล”กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม มีกติกาสากล ที่เรียกว่า UNCLOS 1982 ( อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 -United Nations Convention on the Law of the Sea)ซึ่งกัมพูชาในท้ายที่สุด เมื่อต้นปีนี้เองเข้าไปเป็นสมาชิก ไปให้สัตยาบัน ทำให้กัมพูชาเข้าสู่กติกาสากล จึงเป็นที่มาของผลการประชุมสมช.เมื่อ 23 เมษายน ที่นายกรัฐมนตรีแถลงว่า เมื่อที่ประชุมสมช.เห็นชอบให้ยกเลิกMOU2544 ขั้นตอนต่อไปก็เข้าสู่กติกาสากล เพราะต่างฝ่ายต่างเป็นภาคี ที่แสดงให้เห็นว่ากัมพูชาเขาก็รู้ไปไม่รอด เลยไปเข้า UNCLOS 1982  ซึ่งหากดำเนินการโดยไม่มี MOU2544 ไม่มีใครไปขัดขวาง ไม่มีใครยกประเด็นอะไรขึ้นมา กัมพูชา ก็ไม่เข้าUNCLOSแล้วก็เข้าไปแสวงหาผลประโยชน์เรียบร้อยแล้ว 

    ผมถึงบอกว่าเป็นเดชะบุญของประเทศไทยที่ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการตรงนี้ไป ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว หากไปขุดก๊าซธรรมชาติ ไปขุดปิโตรเลียมขึ้นมา ซึ่งทั้งหมด นักวิชาการมีการประเมินไว้ก่อนที่จะเกิดวิกฤตน้ำมันตอนนี้ ผลประโยชน์อยู่ที่ 10 ล้านล้านแต่ปัจจุบันอยู่ที่ 50 ล้านล้านไปแล้ว ซึ่งงบประมาณรายจ่ายประจำปีของประเทศไทยส่วนใหญ่ก็จะอยู่ที่ปีละประมาณ 3 ล้านล้านบาท กัมพูชาอยากได้ 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าอยู่ที่ 50 ล้านล้านบาท ก็คือ 25 ล้านล้าน ที่เป็นเงินไม่ใช่น้อย

    -หากยกเลิกMOU2544 แล้วอะไรที่จะมาแทน?

    ก็เป็นไปตามกติกาสากล ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับกติกาสากล ก็คือต้องมาลากเส้นกันใหม่ให้เป็นไปตามกติกาสากล ที่ไทยจะได้เปรียบทันที ต้องบอกว่า MOU2544 มันกลับหัวกลับหาง เมื่อเทียบกับที่เราไปทำกับเวียดนาม เราไม่มีMOUกันเลย แต่ใช้วิธีเจรจากันก่อน เส้นเขตแดน หากตกลงกันได้ และไม่มีพื้นที่ทับซ้อน ก็ไม่ต้องมีMOU หรืออย่างกรณีประเทศมาเลเซีย ก็เจรจากันก่อน ยังไม่มีการทำMOU เมื่อไปพบพื้นที่ทับซ้อนที่เรียกว่า JDA (พื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย) จำนวนหนึ่งในพื้นที่ จากนั้นถึงค่อยมีการทำMOUว่าเราจะแบ่งปันผลประโยชน์กันอย่างไรในพื้นที่ซึ่งเราตกลงกันได้ โดยMOUกับมาเลเซีย เกิดทีหลัง ประเทศอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน แต่กรณีกับกัมพูชา เราดันไปทำMOUกับกัมพูชาเสียก่อน มันจึงกลับหัวกลับหาง เลยคุยกันไม่รู้เรื่อง

    -ถ้าย้อนศึกษาดู คิดว่าที่มีการทำMOU2544 ตอนนั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร?

    ผมคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องของทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา เล็งเห็นถึงปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ เรื่องของผลประโยชน์น่าจะเป็นมูลเหตุหลักที่ทำให้มีการไปดำเนินการให้มี MOU2544 ผมคิดว่าอย่างนั้น เพราะจากหลักฐาน-เอกสารต่างๆ ทั้งหมดที่เราเห็น น่าจะมุ่งไปสู่แนวนั้นมากกว่า เพราะการทำMOU2544 ถึงแม้จะถูกต้องตามหลักการเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี แต่ระยะเวลาที่ใช้ ตั้งแต่นำเรื่องเข้าครม. จนถึงไปเซ็นข้อตกลง ใช้เวลาแค่ 12 วัน ซึ่งใช้เวลาน้อยมาก โดยตอนที่มีการทำMOU ทั้งMOU2543 และMOU2544 ไม่ได้มีการส่งเรื่องไปที่รัฐสภา ซึ่งก็เป็นประเด็นหนึ่งที่กรรมาธิการฯเช่น คุณคำนูณ สิทธิสมาน อดีตสว. ก็หยิบยกประเด็นเรื่องนี้มาเป็นเรื่องหลัก ตอนที่กมธ.จัดสัมมนาเรื่องการยกเลิกMOUที่รัฐสภาเมื่อ 23 เม.ย. คุณคำนูณ ก็นำประเด็นนี้มากล่าวในเวทีสัมมนาว่า เรื่องนี้น่าจะหรือส่อไปในทางที่ขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นประเด็นหนึ่งที่คุณคำนูณเห็นว่ามันไม่ชอบมาพากลตั้งแต่แรก

    เปิดขั้นตอนยกเลิกMOU เข้าสู่กลไกอนุสัญญากรุงเวียนนา

    -การยกเลิกต้องแจ้งฝ่ายกัมพูชาหรือไม่?

    มีวิธีการแบบนี้ ในการยกเลิกMOUทั้งสองฉบับ เนื่องจากว่าMOU ทั้งสองฉบับ(ปี 2543 และ 2544) มันก็เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดไม่เหมือนMOUอื่นๆ คือหนึ่ง ไม่มีระยะเวลาสิ้นสุดของMOU สอง ไม่มีเหตุแห่งการยกเลิก ดังนั้น เราก็ต้องไปที่อนุสัญญากรุงเวียนนา ซึ่งเป็นกฎหมายระหว่างประเทศว่า หากเกิดอะไรขึ้น จะต้องไปเข้าข้อไหนอย่างไรของอนุสัญญาฯ กรรมาธิการ ฯ ก็ให้นักกฎหมายระหว่างประเทศ ไปศึกษาดูว่าหากจะยกเลิกต้องทำอย่างไร

    ..กรรมาธิการฯ ไปพบว่ามีอยู่สามข้อด้วยกัน ข้อแรกคือข้อที่ 56 ของ อนุสัญญากรุงเวียนนา  ที่เขียนว่า หากทั้งสองฝ่ายเมื่อมีการทำMOU กันแล้ว ต่อมาหากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อยากจะExit หรือออกจากMOU  ก็สามารถทำได้ แต่ต้องแจ้งอีกฝ่ายหนึ่ง และให้เวลาเขา 12 เดือนในการที่จะมาเจรจากัน ซึ่งหากตกลงกันไม่ได้ ก็จบกันไปเพราะอีกฝ่ายเขาอยากจะยกเลิก ซึ่ง MOUทั้งสองฉบับ ก็ปรากฏอย่างชัดเจนว่า มีการละเมิดMOU ทั้งMOUฉบับปี 2543 และ 2544 อย่างร้ายแรง โดยของMOU2543 เห็นชัดเจนเลย มีการเขียนไว้ในอารัมภบทที่อยู่ในหน้าแรก บอกว่าทั้งสองประเทศจะใช้การปักปันเขตแดนตามMOU2543 โดยสันติวิธี จะอยู่กันอย่างสงบ ไม่นำไปสู่การปะทะกัน แต่เหตุที่เกิด มันตรงกันข้ามทั้งหมดกับที่ทำMOU โดยมีการละเมิดจากฝ่ายกัมพูชา มีการรุกเข้ามาในอาณาเขตของไทยหลายจุด ไทยก็มีการประท้วงไปหลายครั้งแต่เขา(กัมพูชา)ก็ไม่ได้มีการแก้ไข หรือหากจะแก้ไข ก็น้อยมาก

    อนุสัญญากรุงเวียนนาข้อ 60(1) เขียนไว้ว่า เมื่อมีเหตุที่อีกฝ่ายหนึ่งละเมิดอย่างรุนแรง อย่างที่ว่าแล้วนำไปสู่การสู้รบบาดเจ็บล้มตายกันทั้งสองฝ่าย โดยกัมพูชาเป็นผู้เริ่มก่อน ที่เป็นการละเมิดอย่างร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งสามารถบอกยกเลิกMOUได้ โดยขั้นตอนก็อยู่ที่ ข้อ 60(3) ที่เมื่อมีการยกเลิกแล้วแจ้งไปอีกฝ่ายโดยให้เวลาสามเดือนจากเหตุของความรุนแรง คือบอกให้อีกฝ่ายมาเจรจาภายในสามเดือน เราอยากจะยกเลิกแล้ว คุณจะมีข้อโต้แย้งอะไร หรือจะมาปรับปรุงMOU หรือไม่ โดยหากไม่มี ทางฝ่ายกัมพูชาเงียบเฉย MOU ก็จะยกเลิกไปโดยปริยาย เพราะเป็นการละเมิดอย่างรุนแรงตั้งแต่แรก มันก็เหตุที่สามารถทำได้

    ณ วันนี้จากข้อมูลที่เราพบทั้งหมด โดยการศึกษาหาข้อมูล กรรมาธิการได้ลงพื้นที่จังหวัดที่เกี่ยวข้องรวม 7 จังหวัด รวมถึงบริเวณพื้นที่ซึ่งมีการสู้รบกัน(ไทย-กัมพูชา) และกรรมาธิการได้ข้อมูลในเชิงลึกมาพอสมควร ที่หลังการสู้รบในครั้งที่สอง และมีข้อตกลงหยุดยิง ที่จังหวัดจันทบุรีในวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ที่ในข้อตกลงเขียนไว้ว่า ถ้าทหารเราอยู่ตรงไหนให้อยู่ตรงนั้น นั่นก็หมายถึงบริเวณหลังการสู้รบ เราได้ข้อมูลมาเกือบหมดในส่วนที่กัมพูชามีการรุกล้ำมา ดังนั้น ณ วันนี้ กัมพูชาเอง หลังการปิดด่าน เศรษฐกิจกัมพูชาแย่มาก โดย ตอนนี้ไทยได้เปรียบในเชิงยุทธศาสตร์หลายเรื่อง ทั้งเชิงเศรษฐกิจ -อาณาบริเวณพื้นที่ รวมถึงจุดด้านความมั่นคง เพราะจุดด้านความมั่นคงทั้งหมดเวลานี้ ไทยเราได้เปรียบกัมพูชาทั้งหมด ซึ่งต่อจากนี้ไป หากจะมีการสู้รบกัน กัมพูชาไม่ได้เปรียบเราเลยในทางยุทธวิธี 

    -หากยกเลิกMOU 2544 จะไปมีผลเกี่ยวพันอะไรกับMOU2543 หรือไม่?

    ผมคิดว่าก็มีความเกี่ยวพันกัน เพราะMOU2543 เมื่อมีการวางหลักมา จนถึงหลักหมุดสุดท้ายที่หลักหมุด 73 ที่อำเภอคลองใหญ่จังหวัดตราด จากนั้นไปเป็นเรื่องของ MOU2544 ที่ลากเส้นออกมา ที่ก็ลากจากหลัดหมุดดังกล่าว ผมคิดว่า วันนี้เรามีหลักฐานจากที่กมธ.ของวุฒิสภาได้ศึกษามา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแผนที่ 1 ต่อ 200000 กับแผนที่ 1 ต่อ 50000 ที่เราใช้อยู่ แต่ของกัมพูชาคือ1 ต่อ 200000 เรื่องของการละเมิดต่างกรรมต่างวาระเกิดขึ้นมากมายในพื้นที่ซึ่งเราเจอ

    ยกตัวอย่าง ตอนที่คณะกรรมาธิการลงพื้นที่ไปยังปราสาทโดนตวล  ที่ศรีสะเกษ  ทหารที่อยู่ในพื้นที่ก็รายงานมาว่า กัมพูชาขีดเส้นของเขาในเขตแดนตามแผนที่ 1 ต่อ 200000 ปรากฏว่า กัมพูชาละเมิดแผนที่ของตัวเองเข้ามาสักประมาณ 15 ตารางกิโลเมตร มีการสร้างถนน สร้างสิ่งก่อสร้างให้กองกำลังเข้ามาอยู่ พอได้ที่สบช่อง ก็เข้ามารุกประเทศไทยเลยในการสู้รบครั้งที่ผ่านมา แต่ไทยเราผลักดันออกไปได้ในการสู้รบครั้งที่สอง ดังนั้น ความเชื่อมโยงมันมีอยู่ แต่อย่างที่บอก เราได้ยึดจุดยุทธศาสตร์สำคัญๆที่เราเคยเสียเปรียบกลับคืนมา ตรงนี้กัมพูชาน่าจะไม่มีข้อต่อรองอะไรมากนัก

    เปิดเหตุผลต้องยกเลิกMOU2543

    “ดร.นพดล ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 วุฒิสภา”กล่าวถึงการเสนอให้ยกเลิกMOU2543 ตามผลการศึกษาของคณะกมธ.ฯว่า มีเหตุผลต่างๆ เช่น ข้อกำหนดใน MOU มีความบกพร่อง โดยเฉพาะการยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ของกัมพูชา ซึ่งขัดแย้งกับแผนที่ 1:50,000 ของไทย ทำให้เกิดปัญหาในการปักปันเขตแดน นอกจากนี้ กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ยังไม่มีอำนาจจัดการปัญหาการรุกล้ำพื้นที่ โดยที่ผ่านมา เจบีซีมีการประชุมกันระหว่างคณะทำงานของรัฐมนตรีต่างประเทศแต่ละฝ่าย ของไทย แทนที่จะมีการใช้รมว.ต่างประเทศไปประชุม ก็มีการตั้งบุคคลคนหนึ่งมาเป็นประธานเจบีซีฝ่ายไทย แต่ก็ยังเกี่ยวข้องกับงานของกระทรวงการต่างประเทศ โดยจะมาประชุมกันเมื่อมีปัญหาต่างๆ แต่ว่าการแก้ไขปัญหาไม่ได้ให้อำนาจกับบุคคลเหล่านี้ในการแก้ปัญหา(เจบีซี)

    สมมุติกัมพูชาใช้คนมาบุกรุกในพื้นที่ฝ่ายไทย เช่นบุกเข้ามาสิบตารางกิโลเมตร เจบีซีบอกว่า ให้มีการผลักดันออกไปจากพื้นที่ของไทย แต่มาตราการในการผลักดัน หากกัมพูชาบอกว่าไม่ออกไป เราก็ประท้วงไป ประท้วงไปหลายร้อยครั้งก็ยังอยู่เหมือนเดิม ซึ่งกลไกเจบีซีเกิดขึ้นก่อนMOU2543 เกิดขึ้นช่วงปี 2538-2539 แล้วก็มี จีบีซี และอาร์บีซี ซึ่งทั้งสามกลไกเกิดขึ้นก่อนมีMOU2543

    นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการฯ เห็นว่า MOU 2543 มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากคณะรัฐมนตรีในอดีตมีมติเพียงรับทราบ ไม่ใช่เห็นชอบ และไม่ได้ผ่านการพิจารณาจากรัฐสภา ทั้งที่ข้อตกลงดังกล่าวมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย อีกทั้ง รัฐธรรมนูญกัมพูชา ค.ศ. 1993 บังคับใช้แผนที่มาตราส่วน 1:ต่อ 100,000

    ดังนั้นแผนที่ที่เกิดจาก MOU 2543 จึงเสี่ยงที่จะไม่ได้รับการรับรองจากกัมพูชา ทำให้การเจรจาสูญเปล่า โดยประเด็นนี้ชัดเจนเพราะกรรมาธิการฯมีการไปค้นหาข้อมูลซึ่งก็ไปดูรัฐธรรมนูญของกัมพูชา ที่ก็มีความแปลกประหลาดคือ แผนที่ต้องเป็นไปตาม 1 ต่อ 100000 ซึ่งเอาจริงๆ ก็คือจำลองมาจาก 1 ต่อ 200000 ที่ผู้นำประเทศกัมพูชาใช้อยู่ตอนนี้ ดังนั้นเวลาทำMOUกัน ไทยใช้ 1 ต่อ 50000 กัมพูชาใช้ 1 ต่อ 200000 แล้วในท้ายที่สุด พอปักหลักเสร็จแล้ว อาจมีความละเอียดมากกว่านั้น อาจจะน้อยกว่า 50000 ถ้าเป็นเช่นนั้น พอเข้าไปสู่ที่ประชุมของกัมพูชา มันก็ขัดรัฐธรรมนูญกัมพูชา เพราะเขายึดแค่ 1 ต่อ 100000 ยังไง ก็สูญเปล่า

    ดร.นพดล”กล่าวต่อไปว่า คณะกรรมาธิการฯยังเห็นว่า ความล่าช้าในการดำเนินการ แม้ผ่านมาเกือบ 26 ปี แต่การสำรวจคืบหน้าเพียงร้อยละ 60 ของขั้นตอนแรกเท่านั้น เพราะในวิธีปฏิบัติของMOU2543 ในรายละเอียดก็คือจะมีทีโออาร์ ที่เรียก 2546 กำหนดไว้ว่า การกำหนดปักหลัก ต้องเป็นไปตามห้าขั้นตอน ซึ่งที่เราปักหลักแล้ว และได้มา หกสิบเปอร์เซ็นต์ของหลักทั้งหมดที่มี 73-74 หลัก อยู่แค่ขั้นตอนที่หนึ่งเท่านั้น ยังมีขั้นตอนที่ 2 3 4 5 ที่เรายังไม่ได้ทำเลย ซึ่งตอนนี้ก็ผ่านมา 26 ปีหลังการทำMOU2543 นอกจากนี้ กรรมาธิการฯ เห็นว่า สถานการณ์ชายแดนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหลังเกิดการปะทะใหญ่ 2 ครั้งในปี 2568 ทำให้ไทยต้องหันไปยึดแถลงการณ์ร่วม GBC (27 ธันวาคม 2568) ที่ให้คงกำลังทหารไว้ ณ ที่ตั้งปัจจุบันแทน และ6. กัมพูชามีพฤติกรรมไม่รักษาสัญญา ยั่วยุ และสร้างข่าวปลอม ซึ่ง MOU 2543 ไม่รัดกุมพอที่จะรับมือได้

    หากสังเกตุ จะพบว่าที่เขาออกมายั่วยุ แล้วก็เป็นผู้เริ่มก่อสงคราม การสู้รบ ทั้งสองครั้งเห็นชัดเจนว่า เป็นการเปิดแนวรบก่อน ยั่วยุเราตลอด ดังนั้น หากMOU2543 ดีจริงตามบทนำของMOU คือจะอยู่กันอย่างสันติ การแบ่งเขตจะทำให้เกิดความสงบเรียบร้อย ไม่นำไปสู่การสู้รบมันนำไปสู่การตรงข้ามหมดเลย เพราะฉะนั้น เครื่องมือที่ชื่อ MOU2543 มาถึงวันนี้ มันก็ชัดเจน

    บางคนบอกว่า หากไม่มี MOU2543 แล้วจะใช้อะไร แนวทางก็คือ ก็กลับไปสู่กติกาเก่า ที่มี เจบีซี-จีบีซีและอาร์บีซี อย่างการสู้รบครั้งที่สอง ที่ต่อมามีการทำข้อตกลงเมื่อ 27 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการชายแดนทั่วไปหรือจีบีซี สามารถมาคุยกันได้ และยุติการสู้รบ

    “ดร.นพดล“กล่าวว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย – กัมพูชา วุฒิสภา คณะกรรมาธิการฯ มีการศึกษาไปถึงว่า ถ้าจะปรับปรุง แล้วให้มี MOU2569 หรือ MOU2570 ควรที่จะไปแก้ไขหรือเพิ่มเติมประเด็นอะไรบ้าง เรื่องของการแก้ก็คือแผนที่ 1 ต่อ 200000 ไม่ให้เอามาใช้เพราะว่า แผนที่มันหยาบมาก โดยแผนที่ 1 ต่อ 200000 พบว่าอยู่ในMOU และทีโออาร์ 2546 ด้วย ซึ่งมันไม่ควรมีตั้งแต่แรก เพราะมันคลาดเคลื่อนได้ และคณะกรรมการปักปันเขตแดนในอดีต ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่ตั้งคณะกรรมการนี้ขึ้นมา ก็ไม่เคยยอมรับแผนที่ 1 ต่อ 200000 ที่ฝรั่งเศสทำ

    หากเรากลับไปเจรจาเจบีซี ก่อนจะมีการยกเลิกMOU2543 นั่นหมายถึงเรายังยอมรับMOU2543 อยู่ ซึ่งMOU2543 เครื่องมือนี้ใช้ไม่ได้ผล มีปัญหา จึงเสนอให้ยกเลิก แต่ถ้าเราย้อนกลับไปตรงนั้น จะทำให้ การยกเลิกMOU2543 มีความสลับซับซ้อน มีความยากมากขึ้น เพราจะเสมือนหนึ่งว่าเราไปยอมรับ MOU2543 กัมพูชาก็อาจอ้างว่า ไทยก็ยอมรับแล้ว ยอมกลับมาสู่กติกาเดิมถึงมาร่วมเจรจา เพราะหากไม่ยอมรับMOU2543 ก็ไม่มาเจรจา

    เมื่อถามกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศรวมถึงหน่วยงานทหาร บางหน่วยกังวลว่าหากยกเลิกMOU2543 จะทำให้ขาดอาวุธลับบางอย่างไป “ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย – กัมพูชา วุฒิสภา“กล่าวยืนยันหนักแน่นว่า คิดว่าแทบไม่น่าจะต้องกังวล เราต้องดูกลับอีกทีว่าการมี MOU2543 ที่ลงนามกันทั้งสองฝ่าย มีการบอกว่าวิธีการดังกล่าว จะทำให้เกิดความงบ สันติ ไม่มีการสู้รบ แต่ว่า 26 ปีที่ผ่านมา เราสู้รบกันกี่ครั้งแล้ว แต่ละฝ่ายก็สูญเสียชีวิตและทรัพย์สินไปไม่ใช่น้อย  ดังนั้นผมคิดว่า MOU2543 ณ วันนี้ แทนที่จะเป็นประโยชน์ ตามเจตนารมณ์ของMOU เอง ก็ไม่ใช่ ผลกลับออกมาตรงกันข้าม ดังนั้น เรามาหากติกาที่คิดว่า น่าจะนำไปสู่ความสำเร็จในการปักหลักเขตแดนจะดีหรือไม่ ซึ่งการยกเลิกMOU2543 ก็สามารถทำได้แบบเดียวกับการยกเลิกMOU2544 ที่กล่าวข้างต้นผ่านอนุสัญญากรุงเวียนนา โดยไทยบอกขอยกเลิกฝ่ายเดียวได้ เพราะฝ่ายกัมพูชาละเมิดรุนแรง โดยเฉพาะที่ชัดเจนคือละเมิด อนุสัญญากรุงเวียนนาข้อที่ 60(1) ที่กัมพูชาปฏิเสธไม่ได้ นานาประเทศเห็นเราสู้รบกัน เราสูญเสียขาทหารไปไม่รู้กี่คน ทหารเสียชีวิตไปหลายนาย ประชาชนก็ได้รับผลกระทบต้องมีการอพยพจากบ้านของตัวเอง สิ่งเหล่านี้คือการละเมิดอย่างรุนแรง

    ค้านรัฐบาลกลับไปร่วมโต๊ะเจรจาเจบีซีกับเขมรอีกรอบ

    -ทางผู้นำกัมพูชา ฮุน มาเน็ต เสนอว่าไทยควรมีการพูดคุยกับกัมพูชา ผ่านเจบีซี แต่ก็มีเสียงไม่เห็นด้วยตามมา บอกว่ารัฐบาลไม่ควรไปเจรจาเพราะหากไป เท่ากับเรายอมรับMOU2543 จะทำให้ต่อไปเราจะยกเลิกMOU ไม่ได้?

    วันนี้จุดยืนของคณะกรรมาธิการฯ หรืออาจเป็นของคนไทยส่วนใหญ่ด้วยในเวลานี้คืออยากให้ยกเลิกMOU2543 เพราะเหตุว่ามีการละเมิดรุนแรงมาก ดังนั้นหากเรากลับไปเจรจาเจบีซี ก่อนจะมีการยกเลิกMOU2543 นั่นก็หมายถึงเรายังยอมรับMOU2543 อยู่ ซึ่งMOU2543 เครื่องมือนี้ใช้ไม่ได้ผล มีปัญหา จึงเสนอให้ยกเลิก แต่ถ้าเราย้อนกลับไปตรงนั้น มันจะทำให้ การยกเลิกMOU2543 มีความสลับซับซ้อน มีความยากมากขึ้น เพราะจะเสมือหนึ่งว่าเราไปยอมรับ MOU2543 กัมพูชาก็อาจอ้างว่า นี้ไง ไทยยอมรับแล้ว ยอมกลับมาสู่กติกาเดิม ถึงมาร่วมเจรจา เพราะหากไม่ยอมรับMOU2543 ก็ไม่มาเจรจา

    -ทางคณะกรรมาธิการฯ มีการถามความเห็นตัวแทนกระทรวงการต่างประเทศและกรมแผนที่ทหารหรือไม่ว่า เหตุใดถึงไม่อยากให้ยกเลิกMOU2543?

    ก็มี ทางกรมแผนที่ทหาร ทำงานด้วยความแข็งขัน ด้วยความเสียสละในการที่เดินสำรวจมายี่สิบกว่าปี ซึ่งผมเองชื่นชมมากในการทำงานตรงนี้ รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศที่พยายามให้ข้อมูลทั้งหมด ทั้งข้อมูลลับ ลับมากส่งมาให้กรรมาธิการฯ แต่ ณ ตอนนี้ เวลาได้เคลื่อนไปเกินกว่าMOU2543แล้ว เพราะการสู้รบครั้งที่สอง เราได้ยึดพื้นที่ ซึ่งเป็นพื้นที่ของไทยที่กัมพูชาเคยเข้ามารุกรานกลับมาแล้ว ที่เป็นสิ่งที่ทำให้ไทยได้เปรียบอย่างมาก ดังนั้นเสมือนหนึ่งว่าเราเลยขั้นตอนของMOU2543ไปแล้ว เพราะถ้าMOU2543ยังมีการบังคับใช้ ต่อไปก็จะมีการถกเถียงกันอีกว่า พื้นที่ตรงหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ที่กัมพูชาบอกว่าเป็นพื้นที่ของกัมพูชาเพราะอยู่มา 20-30 ปีแล้ว แล้วมันจะไม่ย้อนกลับไปอีกหรือว่าแล้วตอนนั้นผู้อพยพ กัมพูชาได้เข้ามาอยู่ในพื้นที่ประเทศไทย

    มติของคณะกรรมาธิการฯ ที่ให้ยกเลิกMOU2543 เราศึกษาโดยไม่ได้มีอคติ วันที่มีการประชุมคณะกรรมาธิการวันแรก แล้วที่ประชุมให้ผมเป็นประธานกรรมาธิการ ผมก็ได้บอกว่า กรรมาธิการเราจะยึดถือผลประโยชน์ของชาติเท่านั้น เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นเรื่องยาก ซึ่งหากเราทำการศึกษาโดยไม่มีอคติแล้วใช้ข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์ทั้งหมด เราก็สามารถอธิบายได้ทุกมิติอย่างรอบด้าน อย่างที่เกิดการสู้รบครั้งที่สองเกิดขึ้น ทำให้ตัดสินใจได้ง่าย เพราะอย่างกรรมาธิการฯ ชุดนี้ไม่มีใครมีธุรกิจอะไรในกัมพูชา เพราะอย่างนั้นทำให้กรรมาธิการตัดสินใจได้ง่าย

    ดร.นพดล“ย้ำว่า เรื่องข้อเสนอให้มีการยกเลิกMOU2543 หากรัฐบาลได้เห็นผลการศึกษาและข้อมูลของคณะกรรมาธิการฯทั้งหมด โดยเฉพาะหลังการสู้รบไทย-กัมพูชา ที่ผมพยายามเน้นในจุดนี้ แล้วไทยได้พื้นที่กลับคืนมาจากการที่กัมพูชาเคยเข้ามารุกล้ำ เราต้องยอมรับว่าเราสูญเสียไปเยอะมาก ทั้งทหาร ตำรวจตะเวนชายแดน และประชาชน เราจะต้องไม่ให้บุคคลเหล่านั้นเสียชีวิตหรือตายฟรี เพราะเขาได้เสียสละเป็นวีรบุรุษที่ได้ปกป้องผืนแผ่นดินไทย ผมคิดว่าญาติพี่น้องของเขา และประชาชนตามแนวชายแดน และประชาชนทั่วไป คงยอมรับยาก หากว่าเราต้องคืนพื้นที่ หรือเสียพื้นที่ที่เราได้มาด้วยความยากลำบาก ตรงนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องมาพิจารณาให้รอบคอบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/articles-news/985778/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NS5gICq-EqfHvKbj9ILt8

  • กยศ.เปิดทางรอด ช่วยลูกหนี้ 1 แสนราย ปรับหนี้ก่อนถูกฟ้อง 5 ก.ค.นี้

    กยศ.เปิดทางรอด ช่วยลูกหนี้ 1 แสนราย ปรับหนี้ก่อนถูกฟ้อง 5 ก.ค.นี้

    กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กำลังเดินหน้ามาตรการเชิงรุกเพื่อช่วยเหลือผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระหนี้ โดยประกาศส่งหนังสือบอกเลิกสัญญากับกลุ่มผู้กู้ที่ค้างชำระหนี้งวดรายปีมาแล้วไม่ต่ำกว่า 4 ปี ซึ่งมีจำนวนประมาณ 100,000 ราย เพื่อเปิดโอกาสให้รีบมาดำเนินการจัดการหนี้สินก่อนที่จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายภายในวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 นี้

    การปรับโครงสร้างหนี้ทำได้ง่ายๆ แค่ปลายนิ้ว สำหรับใครที่ไม่สะดวกเดินทาง ทำการของกยศ. ได้เปิดช่องทาง “ปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์” ผ่านทางเว็บไซต์ www.studentloan.or.th โดยผู้กู้สามารถยืนยันตัวตนและลงนามอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแอปพลิเคชันที่คุ้นเคยอย่าง เป๋าตัง หรือ ThaID ได้ทันที

    ซึ่งหากทำสัญญาเสร็จสิ้น กยศ. จะระงับการฟ้องคดีให้โดยอัตโนมัติ
    สิทธิประโยชน์สุดคุ้มที่คนกู้ต้องรู้ คือ การตัดสินใจปรับโครงสร้างหนี้ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยให้พ้นจากการฟ้องร้อง แต่ยังมีสิทธิประโยชน์ที่น่าสนใจประกอบด้วย

    1. ปลดภาระผู้ค้ำประกันทันทีเมื่อทำสัญญา 
    2. ผ่อนชำระหนี้ได้นานสูงสุดถึง 15 ปี 
    3. ผ่อนชำระเงินคืนเป็นรายเดือนในอัตราเท่ากันภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน 
    4. เมื่อชำระหนี้เสร็จสิ้นโดยไม่ผิดเงื่อนไขตามสัญญา กยศ. จะให้ส่วนลดเบี้ยปรับที่เกิดขึ้นก่อนทำสัญญาทั้งหมด 100%

    กยศ. ได้ย้ำเตือนว่านี่คือโอกาสสำคัญสำหรับผู้ที่ยังค้างชำระหนี้ ให้รีบเข้ามาดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้โดยเร่งด่วน เพื่อรักษาประวัติทางการเงินและเริ่มต้นชีวิตใหม่โดยไม่มีคดีความติดตัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/741454&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uwez60T-a7nvJZ0micvXH

  • 1 พ.ค.นี้ จุฬาฯ ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานจัดตรวจสุขภาพที่สยามสแควร์

    1 พ.ค.นี้ จุฬาฯ ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานจัดตรวจสุขภาพที่สยามสแควร์

    Skip to content

    ด้วยนโยบายที่อยากเปลี่ยนพื้นที่สยามให้เป็นมากกว่าแค่พื้นที่ของวัยรุ่นและนักท่องเที่ยว แต่ให้เป็นพื้นที่แห่งโอกาสของคนไทยทุกคน และเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงความรู้จากจุฬาฯ เพื่อประชาชน และเปิดโอกาสให้นิสิตได้ลงมือปฏิบัติจริง จุฬาฯ จึงเดินหน้าจัดงานวันแรงงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ชวนแรงงานไทย ปักหมุดสยามสแควร์ ตรวจสุขภาพ และรับบริการด้านต่างๆจากนิสิต คณาจารย์ พยาบาล และแพทย์จากกว่า 20 คณะและหน่วยงานในจุฬาฯ ฟรี 1 พฤษภาคม 2569 ภายใต้การดำเนินงานของสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (PMCU) กับงานจุฬาฯ ห่วงใย แรงงานไทยแข็งแรง ซึ่งการจัดงานปีที่แล้ว มีแรงงานเข้าร่วมใช้บริการกว่า 2,000 คน และมูลค่าการให้บริการตรวจสุขภาพฟรีรวมกว่า 2.5 ล้านบาท ตอกย้ำบทบาทของจุฬาฯ ในการสร้างพื้นที่ดูแลคุณภาพชีวิตแรงงานไทยอย่างต่อเนื่อง

    ปีนี้จุฬาฯ โดย PMCU จึงยกระดับการจัดงานให้ยิ่งใหญ่และตอบโจทย์การดูแลแรงงานในทุกมิติมากขึ้น โดยเนรมิตสยามสแควร์ให้กลายเป็น Walking Street ของแรงงานที่สามารถเข้ามาดูแลตัวเองและเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ ครบทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ ทักษะการทำงาน และการลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

    ดูแลสุขภาพกาย

    • ตรวจคัดกรองเบาหวาน และระดับไขมันในเลือด จำนวน 300 สิทธิ์ โดยคณะสหเวชศาสตร์
    • บริการเจาะเลือด ตรวจสุขภาพ จำนวน 150 สิทธิ์ โดยคณะแพทยศาสตร์ และศูนย์สุขภาพจุฬาฯ ร่วมกับบริษัท อินโนเทค
    • ตรวจให้คำปรึกษาพร้อมให้ความรู้ด้านสุขภาพ โดยวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข
    • ตรวจสุขภาพในช่องปาก ประเมินความเสี่ยงฟันผุ ให้คำแนะนำพร้อมแจกชุดทันตกรรมป้องกัน โดยคณะทันตแพทยศาสตร์
    • ตรวจสุขภาพสายตา และตัดแว่นฟรี จำนวน 200 ชุด โดยแว่นท็อปเจริญ
    • กิจกรรมฝึกทักษะการตรวจเต้านมด้วยตัวเอง การปฐมพยาบาลเบื้องต้น และการนอนหลับที่มีประสิทธิภาพ โดยคณะพยาบาลศาสตร์
    • ทดสอบสมรรถภาพทางกาย โดยคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา
    • ให้คำปรึกษาเรื่องการใช้ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ ทำน้ำมันอโรม่า โดยคณะเภสัชศาสตร์
    • กิจกรรมตรวจเลือด ไขมัน ตับ ไต จำนวน 500 สิทธิ์ ตรวจมวลกล้ามเนื้อ ไขมันในร่างกาย และตรวจคัดกรองสมองเสื่อม โดยโรงพยาบาลศรีสวรรค์
    • ตรวจวัดความแข็งแรงกระดูก จำนวน 200 สิทธิ์ โดยโรงพยาบาลพญาไท

    ดูแลสุขภาพงานและคุณภาพชีวิต

    • ให้คำปรึกษาเรื่องกฎหมายให้กับแรงงาน โดยคณะนิติศาสตร์
    • แนะนำเรื่องสิทธิบัตรทอง การตรวจสอบสิทธิ และย้ายสิทธิ โดยสถาบันเอเชียศึกษาร่วมกับ สปสช.
    • ให้ความรู้เรื่องสิทธิรักษาพยาบาลของแรงงาน โดยวิทยาลัยประชากรศาสตร์
    • เตรียมพร้อมทำงานหนักในสภาพอากาศร้อน ป้องกันฮีทสโตรก โดยสถาบันวิจัยสังคม และสถาบันวิจัยโลหะและวัสดุ
    • บริการถ่ายภาพติดบัตรให้แรงงาน โดยคณะศิลปกรรมศาสตร์
    • กิจกรรมพับดอกบัว โดยสถาบันไทยศึกษา
    • แจกคอร์สเรียนฟรี! และ Workshop กินอาหารตามธาตุ โดย Chula XL
    • สอนการใช้ AI ในชีวิตประจำวัน โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์
    • สอนการทำบัญชีออมเงิน และให้ความรู้เรื่อง พรบ.ประกันภัย ประกันชีวิต ประกันแรงงานโดย คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีร่วมกับ คปภ.

    ดูแลสุขภาพใจ

    • คอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังจาก ช่อง7HD และ GMMGrammy แบงค์ เส้นเล็ก TMG Record เต๋า ทัศนัย และ J JAZZSPER
    • การแสดงจากนิสิตจุฬาฯ
    • กิจกรรมเกมส์ และแจกของรางวัลมากมาย

    กิจกรรมทั้งหมดนี้สะท้อนบทบาทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ PMCU ในการเปลี่ยนพื้นที่ “สยามสแควร์” ให้เป็นมากกว่าศูนย์กลางของการชอปปิ้ง แต่เป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสในการดูแลสุขภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตได้จริง ในงาน “Siam Square Walking Street For All: May Day 2026” วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.30-19.00 น. ณ สยามสแควร์วอล์กกิ้งสตรีท และพื้นที่โดยรอบ

    จุฬาฯ มีลักษณะของความเป็นพี่น้อง ความอบอุ่น เป็นสังคมที่อยากอนุรักษ์ไว้

    ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/300559/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-MVzpCjPqc_naU21Yn24p

  • ประกาศแล้ว! อันดับมหาวิทยาลัยเอเชีย 2026 เช็กเลย 21 สถาบันไทย ใครคว้าที่ 1?

    ประกาศแล้ว! อันดับมหาวิทยาลัยเอเชีย 2026 เช็กเลย 21 สถาบันไทย ใครคว้าที่ 1?

    เช็กที่นี่! เปิดรายชื่อ 21 มหา’ลัยไทย ติดอันดับมหาวิทยาลัยเอเชีย 2026 ใครอยู่อันดับไหนบ้าง?

    สิ้นสุดการรอคอย! เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2026 ที่ผ่านมา Times Higher Education (THE) นิตยสารด้านการศึกษาชื่อดังระดับโลก ได้ประกาศผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในเอเชียประจำปี 2026 (Asia University Rankings 2026) อย่างเป็นทางการแล้ว ปีนี้มหาวิทยาลัยในไทยทำผลงานได้น่าประทับใจ โดยมีมหาวิทยาลัยที่ผ่านเกณฑ์การจัดอันดับทั้งหมด 21 แห่ง 

    สำหรับในปีนี้ มีการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั้งหมด 929 แห่ง จาก 36 ประเทศ/เขตปกครองทั่วเอเชีย ซึ่งถือว่ามีจำนวนมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมและได้รับการจัดอันดับเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านๆ มา สะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันและคุณภาพการศึกษาในภูมิภาคเอเชียที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    อันดับ (ไทย) รายชื่อมหาวิทยาลัย อันดับในเอเชีย (2026)
    1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 117
    2 มหาวิทยาลัยมหิดล 128
    3 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT) 192
    4 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 201–250
    5 มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 301–350
    6 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (PSU) 351–400
    7 มหาวิทยาลัยขอนแก่น (KKU) 401–500
    8 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (KMUTNB) 401–500
    9 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 501–600
    10 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 501–600
    11 มหาวิทยาลัยนเรศวร 501–600
    12 สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL) 501–600
    13 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (SUT) 501–600
    14 มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ 501–600
    15 มหาวิทยาลัยศิลปากร 601+
    16 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 601+
    17 มหาวิทยาลัยบูรพา 601+
    18 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (RMUTT) 601+
    19 มหาวิทยาลัยทักษิณ 601+
    20 มหาวิทยาลัยพะเยา 601+
    21 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ 601+

    ตรวจสอบอันดับมหาวิทยาลัยอื่นๆ และข้อมูลฉบับเต็มได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ Times Higher Education

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9885786/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Xoz6Xric4TasPcm_gWvuy

  • สพม.เลย หนองบัวลำภู เตรียมยกทัพนิเทศ ติดตามเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียน | เดลินิวส์

    สพม.เลย หนองบัวลำภู เตรียมยกทัพนิเทศ ติดตามเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 23 เม.ย.ดร.พิจิตร พรหมจารีย์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู ประชุมทีมบริหารเขตพื้นที่การศึกษา ประกอบด้วยรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู ผู้อำนวยการกลุ่ม/หน่วยทุกคน เพื่อสรุปการเตรียมความพร้อมก่อนออกนิเทศ ติดตามการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียน ประจำปีการศึกษา 2569 ก่อนจะเปิดภาคเรียนในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้

    โดยมีเป้าหมายให้การนิเทศครั้งนี้ เข้าถึงสถานศึกษาและครูครบทั้ง 51 แห่งในสังกัด บูรณาการ ก.ต.ป.น.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู ศึกษานิเทศก์ ผู้อำนวยการกลุ่ม/หน่วย และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ปูพรมทุกโรงเรียน เพื่อติดตามการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนของโรงเรียน สร้างความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติงานของสถานศึกษา มอบนโยบาย แนวทางในการปฏิบัติงาน และเป็นการพบปะ แลกเปลี่ยน พูดคุย สอบถาม เสนอแนะระหว่างสถานศึกษา ครูและบุคลากรของเขตพื้นที่การศึกษา

    ซึ่งจะดำเนินการลงพื้นที่ใน 1 วันต่อ 1 สหวิทยาเขต โดยการแบ่งทีมนิเทศ ติดตามการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนของทุกโรงเรียนในสหวิทยาเขตนั้น ๆ ให้ครอบคลุมทุกด้าน ได้แก่ ด้านการบริหาร ด้านอาคารสถานที่ ด้านครูผู้สอน ด้านนักเรียน และในช่วงบ่ายจะเป็นการพบปะของ “ผอ.สพม.เลย หนองบัวลำภู พบเพื่อนครูและผู้บริหารสถานศึกษาทุกโรงเรียน ด้วยกระบวนการ PLC” แบบ onsite และ online ณ โรงเรียนเจ้าภาพที่กำหนดไว้ของแต่ละสหวิทยาเขต โดยเป็นการมอบนโยบายของ ผอ.สพม.เลย หนองบัวลำภู

    จากนั้นเป็นการแบ่งห้องย่อยออกเป็น 5 ห้อง ได้แก่ ห้องที่ 1 ผู้อำนวยการสถานศึกษา ประกอบด้วย ผอ.สพม.เลย หนองบัวลำภู รองผอ.สพม.เลย หนองบัวลำภู และผู้อำนวยการสถานศึกษา ห้องที่ 2 กลุ่มบริหารงานวิชาการ ประกอบด้วย กลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา รองผู้อำนวยการสถานศึกษาที่ดูแลงานวิชาการ หัวหน้างานวิชาการ ครูผู้รับผิดชอบงานวิชาการ ห้องที่ 3 กลุ่มบริหารงานบุคคล ประกอบด้วย กลุ่มบริหารงานบุคคล กลุ่มพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา กลุ่มกฎหมายและคดี รองผู้อำนวยการสถานศึกษาที่ดูแลงานบุคคล หัวหน้างานบุคคล ครูผู้รับผิดชอบงานบุคคล ห้องที่ 4 กลุ่มบริหารงานงบประมาณ ประกอบด้วย กลุ่มนโยบายและแผน กลุ่มบริหารงานการเงินและสินทรัพย์ หน่วยตรวจสอบภายใน รองผู้อำนวยการสถานศึกษาที่ดูแลงานแผนและงบประมาณ หัวหน้างานแผนและงบประมาณ ครูผู้รับผิดชอบงานแผนและงบประมาณ ห้องที่ 5 กลุ่มบริหารงานทั่วไป ประกอบด้วย กลุ่มอำนวยการ กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา กลุ่มส่งเสริมการศึกษาทางไกล เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รองผู้อำนวยการสถานศึกษาที่ดูแลงานบริหารทั่วไป หัวหน้างานบริหารทั่วไป ครูผู้รับผิดชอบงานบริหารทั่วไป

    ทั้งนี้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู บริหารจัดการเป็นสหวิทยาเขต จำนวน 5 สหวิทยาเขต ซึ่งกำหนดการออกนิเทศ ติดตามการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนของโรงเรียน ดังนี้ โรงเรียนสหวิทยาเขตหลักเมืองเลย วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 2569 โรงเรียนสหวิทยาเขตบัวบาน วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม 2569 โรงเรียนสหวิทยาเขตวังแสนสุวรรณ วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569 โรงเรียนสหวิทยาเขตวังภูผา วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 2569 และโรงเรียนสหวิทยาเขตศรีสองรัก วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5812180/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VJAmexvRsBKc83Pm65a5S

  • สอบเทียบต้องโปร่งใส สกร.ผนึกทีม ‘เสมา2’ ลุย Surprise Visit สะท้อนคุณภาพการเรียนยุคใหม่ | เดลินิวส์

    สอบเทียบต้องโปร่งใส สกร.ผนึกทีม ‘เสมา2’ ลุย Surprise Visit สะท้อนคุณภาพการเรียนยุคใหม่ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 25 เม.ย.คณะทำงานนายอัครนันท์ กีรกิตตินันธ์ รมช.ศึกษาธิการ นำโดย ปารมี ไวจงเจริญ ผนึกกำลังร่วมกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) โดยมี ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมด้วย นายโยฑิน สมโนนนท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงาน “การสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน” ณ สนามสอบโรงเรียนศรีบุณยานนท์ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ในรูปแบบ Surprise Visit เพื่อสะท้อนสภาพการดำเนินงานจริงในพื้นที่อย่างตรงไปตรงมา

    การลงพื้นที่ครั้งนี้มุ่งเน้นการกำกับคุณภาพการจัดสอบให้เป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และยึดมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ สอดคล้องกับแนวทางการยกระดับระบบการประเมินผลของ สกร. ที่ให้ความสำคัญกับ “ความเชื่อมั่นของผู้เรียน” ควบคู่กับ “คุณภาพของระบบ” โดยคณะผู้บริหารได้ตรวจเยี่ยมกระบวนการจัดสอบ พบปะให้กำลังใจผู้เข้าสอบ พร้อมสร้างความมั่นใจว่าทุกความพยายามของผู้เรียนจะได้รับการประเมินอย่างเที่ยงตรงและยุติธรรม

    นอกจากนี้ คณะลงพื้นที่ยังได้พูดคุยรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ปกครองที่มาส่งนักศึกษาเข้าสอบ โดยผู้ปกครองรายหนึ่งสะท้อนว่า การสอบเทียบฯ ของ สกร. เป็นโอกาสสำคัญสำหรับบุตรหลานที่เรียนในรูปแบบโฮมสคูลและมีความสามารถพิเศษ ช่วยเปิดทางให้สามารถพิสูจน์ศักยภาพได้อย่างเหมาะสม พร้อมเสนอให้ภาครัฐขยายการสนับสนุนกลุ่มผู้เรียนลักษณะนี้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้นในอนาคต

    ในมิติของการพัฒนาระบบการเรียนรู้ การสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ถือเป็นกลไกสำคัญภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ที่สะท้อนแนวคิด “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” อย่างเป็นรูปธรรม โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่มีอยู่ มาพิสูจน์ผลลัพธ์การเรียนรู้ได้โดยไม่ยึดติดกับเวลาเรียนในระบบเดิม เปลี่ยนจาก “เรียนตามเวลา” เป็น “วัดจากศักยภาพจริง”

    ทั้งนี้ การสอบเทียบฯ ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในรูปแบบ Fast Track ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ของตนเองได้อย่างยืดหยุ่น ลดข้อจำกัดเดิม และต่อยอดสู่การศึกษาระดับที่สูงขึ้นหรือสายอาชีพได้เร็วขึ้น ตอกย้ำบทบาทของ สกร. ในการเป็น “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส” ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา และตอบโจทย์ความแตกต่างของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21

    สำหรับการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ 1 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีผู้เข้าสอบทั่วประเทศจำนวน 267 คน โดยในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี มีผู้เข้าสอบรวม 20 คน แบ่งเป็นระดับประถมศึกษา 2 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 2 คน และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 16 คน

    การลงพื้นที่แบบ Surprise Visit ในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการติดตามตรวจสอบ แต่ยังเป็นการยืนยันว่า “สกร. ให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และความเท่าเทียม” พร้อมรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้เรียนและผู้ปกครองอย่างรอบด้าน เพื่อให้ทุกสนามสอบคือโอกาสที่แท้จริงของผู้เรียน และทุกความสำเร็จคือผลลัพธ์ของระบบการเรียนรู้ที่เชื่อถือได้อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5812159/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UL7higTiD5B9hhZ-9WI_E

  • นายกฯ หนุน “แลนด์บริดจ์” เชื่อสร้างรายได้เศรษฐกิจ มั่นใจเดินหน้าได้จริง

    นายกฯ หนุน “แลนด์บริดจ์” เชื่อสร้างรายได้เศรษฐกิจ มั่นใจเดินหน้าได้จริง


    นายกฯ ชี้โครงการแลนด์บริดจ์เป็นนโยบายสำคัญที่พรรคภูมิใจไทยผลักดันต่อเนื่อง มองเป็นโอกาสเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทย ย้ำอยู่ระหว่างปรับรายละเอียดให้สอดคล้องสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งต้นทุน เทคโนโลยี และการลงทุน

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าโครงการ “แลนด์บริดจ์” หลังมีกระแสว่ารัฐบาลเตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี โดยระบุว่า โครงการดังกล่าวเป็นนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยตั้งใจผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง

    นายอนุทินกล่าวว่า ได้มีการศึกษารายละเอียดของโครงการและปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งในด้านเทคโนโลยี ต้นทุนการก่อสร้าง และรูปแบบการลงทุน เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและสามารถดำเนินการได้จริงในทางปฏิบัติ

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีระบุว่า ปัจจุบันโครงการดังกล่าวมีความจำเป็นต้องนำกลับมาพิจารณาอย่างจริงจังมากขึ้น เนื่องจากมีการพูดถึงประเด็นด้านการแข่งขันในระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ รวมถึงแนวคิดเรื่องการจัดเก็บค่าผ่านทางหรือการบริหารช่องทางการขนส่ง ซึ่งไทยจำเป็นต้องประเมินโอกาสในการสร้างรายได้จากโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

    “หากประเทศไทยมีโครงการที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ และก่อให้เกิดประโยชน์ สร้างรายได้และความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ก็ต้องเร่งพิจารณา” นายอนุทินกล่าว

    เมื่อถูกถามถึงแนวทางการทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบ นายกรัฐมนตรีระบุสั้น ๆ ว่า “เป็นเรื่องของส่วนรวม”

    อย่างไรก็ตาม นายอนุทินไม่ได้ตอบคำถามกรณีที่ยังมีหลายฝ่ายแสดงความไม่เห็นด้วยหรือยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเพียงแต่หัวเราะก่อนขึ้นรถเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลทันที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/42233&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2P7o7ueJrcziuyCnv6XyTe

  • กสศ.เปิด 5 ชุดสวัสดิการ ช่วยเด็กวิกฤตการศึกษา ไม่ให้หลุดระบบ

    กสศ.เปิด 5 ชุดสวัสดิการ ช่วยเด็กวิกฤตการศึกษา ไม่ให้หลุดระบบ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/quality-of-life/education/143546&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fOPPoDURzCNoGaf5GqK-O