Category: วัฒนธรรม

  • ‘เอกนัฏ’ ตั้งทีมอรหันต์ศึกษาปรับโครงสร้างราคาพลังงาน มีชื่อ ‘ปานเทพ – รสนา – คมสัน’ ร่วมด้วย

    ‘เอกนัฏ’ ตั้งทีมอรหันต์ศึกษาปรับโครงสร้างราคาพลังงาน มีชื่อ ‘ปานเทพ – รสนา – คมสัน’ ร่วมด้วย

    26 เมษายน 2569 – นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงนามในคำสั่งกระทรวงพลังงาน ที่ 10/2569 แต่งตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อพิจารณาข้อเสนอการปรับโครงสร้างราคาพลังงานและลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อตอบสนองต่อ 8 ข้อเสนอที่เครือข่ายภาคประชาชนได้ยื่นเรียกร้องไว้เมื่อวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา

    กระทรวงพลังงานออกคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานร่วม พิจารณาข้อเสนอปรับโครงสร้างราคาพลังงานและลดราคาน้ำมัน จาก 4 เครือข่ายภาคประชาชน พร้อมเปิดทางดึงหน่วยงาน-ผู้เชี่ยวชาญร่วมให้ข้อมูล

    เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงนามในคำสั่งกระทรวงพลังงาน ที่ 10/2569 แต่งตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อพิจารณาข้อเสนอการปรับโครงสร้างราคาพลังงานของเครือข่ายภาคประชาชน หลังจากสภาองค์กรของผู้บริโภค มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย และกลุ่มผีเสื้อกระพือปีก ได้ยื่น

    ข้อเสนอรวม 8 ข้อ เมื่อวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา

    คำสั่งดังกล่าวอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยกำหนดให้มีคณะทำงานร่วม ซึ่งมี น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เป็นประธาน พร้อมตัวแทนจากหน่วยงานหลักด้านพลังงาน อาทิ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กรมธุรกิจพลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิและตัวแทนภาคประชาชนเข้าร่วมเป็นคณะทำงาน

    สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะทำงาน จะครอบคลุมการศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำข้อมูลแนวทางดำเนินการตามข้อเสนอทั้ง 8 ข้อ การเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและบุคคลมาให้ข้อมูล การขอเอกสารที่จำเป็น รวมถึงการจัดทำรายงานข้อเสนอแนะเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

    ทั้งนี้ คณะทำงานยังมีอำนาจดำเนินการอื่นตามที่รัฐมนตรีมอบหมาย โดยคำสั่งมีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อขับเคลื่อนแนวทางปรับโครงสร้างราคาพลังงานและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในระยะต่อไป.

    รายละเอียดคำสั่งแต่งตั้ง

    คำสั่งกระทรวงพลังงาน

    ที่ ๑๐/๒๕๖๙

    เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อพิจารณาข้อเสนอการปรับโครงสร้างราคาพลังงานของเครือข่ายภาคประชาชน

    ด้วยสภาองค์กรของผู้บริโภค มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย และกลุ่มผีเสื้อกระพือปีก ได้มีหนังสือลงวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๙ ยื่นข้อเสนอการปรับโครงสร้างราคาพลังงานและการลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน ๘ ข้อ ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

    อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจึงแต่งตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อพิจารณาข้อเสนอการปรับโครงสร้างราคาพลังงานของเครือข่ายภาคประชาชน โดยมีองค์ประกอบ หน้าที่และอำนาจ ดังนี้

    ข้อ ๑ องค์ประกอบ

    (๑) นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ประธานคณะทำงาน

    (๒) รองปลัดกระทรวงพลังงานที่ได้รับมอบหมาย คณะทำงาน

    (๓) ผู้แทนกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ คณะทำงาน

    (๔) ผู้แทนกรมธุรกิจพลังงาน คณะทำงาน

    (๕) ผู้แทนกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน คณะทำงาน

    (๖) ผู้แทนสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน คณะทำงาน

    (๗) ผู้แทนสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง คณะทำงาน

    (๘) ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน คณะทำงาน

    (๙) นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ คณะทำงาน

    (๑๐) นางสาวบุญยืน ศิริธรรม คณะทำงาน

    (๑๑) นางสาวรสนา โตสิตระกูล คณะทำงาน

    (๑๒) ศาสตราภิชาน ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณะทำงาน

    (๑๓) ดร.หม่อมหลวง กรกสิวัฒน์ เกษมศรี คณะทำงาน

    (๑๔) นายคมสัน โพธิ์คง คณะทำงาน

    (๑๕) นายรุ่งชัย จันทสิงห์ คณะทำงาน

    (๑๖) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประสาท มีแต้ม คณะทำงาน

    (๑๗) นายณกานต์ จันธิราชนารา คณะทำงาน

    (๑๘) นายสันติสุข โสภณสิริ คณะทำงาน

    (๑๙) ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ คณะทำงาน

    (๒๐) นายอิฐบูรณ์ อันวงษา คณะทำงาน

    (๒๑) นายวชิรพงศ์ สิริพงศ์เมธี คณะทำงาน

    (๒๒) ผู้แทนกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน คณะทำงาน และเลขานุการร่วม

    (๒๓) ผู้แทนกองกลาง สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน คณะทำงานและ เลขานุการร่วม

    ข้อ ๒ หน้าที่และอำนาจ

    (๑) ศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินการตามข้อเสนอการปรับโครงสร้างราคาพลังงานและการลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน ๘ ข้อ ของสภาองค์กรของผู้บริโภค มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย และกลุ่มผีเสื้อกระพือปีก

    (๒) เชิญเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพลังงาน และ หน่วยงานและรัฐวิสาหกิจในการกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รวมทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้อง มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับข้อเสนอการปรับโครงสร้างราคาพลังงานและการลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง

    (๓) ขอเอกสารและข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและจำเป็นต่อการปฏิบัติงานจาก หน่วยงานในสังกัดกระทรวงพลังงาน รวมทั้งจากหน่วยงานและรัฐวิสาหกิจในกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

    (๔) รายงานผลการศึกษา วิเคราะห์ และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินการ ตามข้อเสนอการปรับโครงสร้างราคาพลังงานและการลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

    (๕) ดำเนินการอื่นตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมอบหมาย

    ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

    สั่ง ณ วันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๙

    (นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์)

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/985997/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2phg9_gXRBfTU0nMVVO6oZ

  • ‘

    ผู้คนในวงการ AI ต้องการให้พนักงานเขียนโค้ดอย่างชาญฉลาด คิดอย่างรอบคอบ และดึงเอาความเป็นมนุษย์ออกมาใช้ แต่ก็ยังหลีกเลี่ยงคำถามที่ว่าปัญญาประดิษฐ์จะทำลายงานไปกี่ตำแหน่ง

    คำรับรองนี้ดังก้องไปทั่วงาน HumanX ซึ่งเป็นการประชุมสี่วันเมื่อช่วงกลางเดือนนี้ที่มีนักลงทุน ผู้ประกอบการ และผู้บริหารด้านเทคโนโลยีเข้าร่วมประมาณ 6,500 คน แม้ว่าโฆษณาที่ทางเข้าจะกำหนดโทนเสียงอย่างตรงไปตรงมาว่า “หยุดจ้างมนุษย์”

    บนเวทีหลัก เมย์ ฮาบิบ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแพลตฟอร์ม AI ชื่อ Writer กล่าวกับผู้ชมว่า บรรดาผู้บริหารของบริษัท Fortune 500 กำลัง “ตื่นตระหนกกันยกใหญ่” ในเรื่องนี้

    ความวิตกกังวลนี้มีเหตุผลมากขึ้นเรื่อยๆ บริษัทต่างๆ กำลังอ้างถึง AI โดยตรงในการประกาศลดจำนวนพนักงาน

    ตัวอย่างที่โดดเด่นกำลังเพิ่มขึ้น: Salesforce ปลดพนักงานฝ่ายสนับสนุนลูกค้า 4,000 คน โดยระบุว่า AI เข้ามาจัดการงานถึง 50 เปอร์เซ็นต์แล้ว

    แจ็ค ดอร์ซีย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Block ประกาศแผนการลดจำนวนพนักงานลงเกือบครึ่ง โดยอ้างถึง “เครื่องมืออัจฉริยะ” ที่เปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินงานของบริษัทไปอย่างสิ้นเชิง

    อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกข้อกล่าวอ้างที่ปราศจากข้อโต้แย้ง นักเศรษฐศาสตร์บางคนกล่าวว่าบริษัทต่างๆ กำลังอ้างถึง AI เพื่อหาเหตุผลในการปลดพนักงาน ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นเรื่องของการจ้างงานเกินความจำเป็นหรือการลดต้นทุนก่อนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่

    แซม อัลต์แมน จาก OpenAI ได้พูดถึง “การฟอก AI” และผู้พูดส่วนใหญ่ในงานที่ซานฟรานซิสโกก็ปฏิเสธการอ้างถึง AI ว่าเป็นข้ออ้างที่ผิดๆ สำหรับการลดงาน แม้ว่าพวกเขาจะคาดการณ์อย่างเปิดเผยว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า

    แมตต์ การ์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Amazon Web Services บริษัทผู้ให้บริการคลาวด์คอมพิวติ้ง กล่าวว่า AI จะ “เปลี่ยนแปลงทุกบริษัท ทุกงาน ทุกวิธีที่เราทำ”

    ‘ค่อนข้างน่ากังวล’
    การถกเถียงยังคงร้อนแรง สองปีก่อน เจนเซน หวง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Nvidia ประกาศว่าเป้าหมายสูงสุดคือการทำให้ “ไม่มีใครต้องเขียนโปรแกรม” หรือเขียนโค้ดอีกต่อไป

    “เราจะมองย้อนกลับไปว่านั่นเป็นคำแนะนำด้านอาชีพที่แย่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา” แอนดรูว์ อิง ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มฝึกอบรม DeepLearning.AI โต้กลับเมื่อวันอังคาร

    ในมุมมองของเขา การเขียนโค้ดไม่ใช่ทักษะที่ล้าสมัย เพียงแต่ AI ทำให้ผู้คนเข้าถึงทักษะนี้ได้มากขึ้น

    ข้อโต้แย้งอีกประการหนึ่งเกิดขึ้นในซิลิคอนแวลลีย์ นั่นคือ ทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์จะมีค่ามากขึ้นกว่าเดิม โดยบางคนถึงกับยกย่องการศึกษาด้านมนุษยศาสตร์ว่าเป็นการเตรียมความพร้อมที่ดีสำหรับอาชีพด้านเทคโนโลยี

    “เมื่อ AI สามารถทำงานได้มากขึ้น สิ่งที่จะทำให้พนักงานแต่ละคนแตกต่างและโดดเด่นก็คือทักษะด้านมนุษย์ เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ การสื่อสาร และการทำงานเป็นทีม” เกร็ก ฮาร์ท ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแพลตฟอร์มฝึกอบรม Coursera กล่าว ซึ่งจำนวนผู้ลงทะเบียนเรียนหลักสูตรการคิดเชิงวิพากษ์ของเขาเพิ่มขึ้นสามเท่าในช่วงปีที่ผ่านมา

    ฟลอเรียน ดูเอ็ตโต ซีอีโอของดาตาอิคุ บริษัทสัญชาติฝรั่งเศสที่เชี่ยวชาญด้าน AI สำหรับองค์กร เห็นด้วยกับเรื่องนี้

    เขาบอกกับสำนักข่าว AFP ว่า คุณค่าที่แท้จริงของมนุษย์คือ “ความสามารถในการตัดสินใจ”

    เขาอธิบายถึงโลกที่ตัวแทน AI ทำงานตลอดทั้งคืน คู่หูที่เป็นมนุษย์ตรวจสอบผลลัพธ์ในตอนเช้า และจากนั้นตัวแทนก็กลับมาทำงานอย่างอิสระอีกครั้งในช่วงพักกลางวัน

    แต่ถึงกระนั้น ผู้ประกอบการรายนี้ก็แสดงความกังวล

    “เรากำลังจะมีคนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยเขียนอะไรตั้งแต่ต้นจนจบเลยตลอดชีวิต” เขากล่าว “นั่นค่อนข้างน่ากังวล”

    ‘ความผิดพลาดคือการไม่เตรียมตัว’
    คำแนะนำทั้งหมดนี้อาจฟังดูไร้ประโยชน์สำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังดิ้นรนหางานแรกอยู่แล้ว

    AI ได้ทำให้งานระดับเริ่มต้นที่เคยเป็นการฝึกอบรมในที่ทำงานเป็นไปโดยอัตโนมัติแล้ว จากการศึกษาของกองทุนลงทุน SignalFire พบว่า การจ้างงานผู้สมัครที่มีประสบการณ์น้อยกว่าหนึ่งปีลดลง 50 เปอร์เซ็นต์ระหว่างปี 2019 ถึง 2024 ในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของอเมริกา

    อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ อัล กอร์ เตือนว่า “เราควรเตรียมพร้อมสำหรับการสูญเสียงานที่ต้องใช้ความรู้ในหลายๆ สาขา”

    ในฐานะที่เป็นเสียงคัดค้านเพียงเสียงเดียวในสัปดาห์นี้ กอร์เรียกร้องให้มีแผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรมเพื่อสำรวจงานที่เสี่ยงต่อการสูญหายและเตรียมความพร้อมให้คนงานสำหรับการเปลี่ยนสายอาชีพ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำรอยในยุคโลกาภิวัตน์

    เขากล่าวว่า “ความผิดพลาดไม่ใช่โลกาภิวัตน์ ความผิดพลาดอยู่ที่การไม่เตรียมพร้อมสำหรับผลที่ตามมาของโลกาภิวัตน์” โดยเปรียบเทียบกับภาวะการลดลงของอุตสาหกรรมที่ตามมาหลังจากการย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศในช่วงทศวรรษ 2000

    เขาเสริมว่า “บางทีเราอาจไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้ เพราะมันอาจทำให้ความกระตือรือร้นในด้านเทคโนโลยีลดลง”

    Agence France-Presse

    Photo – ภาพนี้แสดงให้เห็นโซลูชันเครือข่ายความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในงาน “InCyber” Forum ครั้งที่ 18 ซึ่งเป็นงานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ระดับนานาชาติ ณ Grand Palais ในเมืองลีลล์ ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2026 (Photo by SAMEER AL-DOUMY / AFP)
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/41940&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0txGDUvAUpUKWVLwnrA3RM

  • ปิดฉาก “ช้างศึกน้อยเกมส์” ตชด.ภาค 4 สามารถคว้าถ้วยพระพระราชทานฯ ไปครองเพิ่มอีก 1 สมัย

    ปิดฉาก “ช้างศึกน้อยเกมส์” ตชด.ภาค 4 สามารถคว้าถ้วยพระพระราชทานฯ ไปครองเพิ่มอีก 1 สมัย

    วันที่ 26 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเวลา 16.00 น. วันที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมา พลตำรวจโท รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน เป็นประธานในพิธีปิดการแข่งขันกีฬานักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ครั้งที่ 12 ประจำปี 2569 โดยมี นายสุรัตน์ จรณโยธิน รองอธิบดีกรมพลศึกษา เข้าร่วมพิธีพร้อมด้วย คณะผู้บริหารกรมพลศึกษา ตำรวจตระเวนชายแดน คณะกรรมการฝ่ายจัดการแข่งขัน ผู้ฝึกสอน และนักกีฬา เข้าร่วมพิธีฯ ณ สนามกีฬาราชนิเวศน์กรีฑาสถาน กองกำกับการ 1 กองบังคับการฝึกพิเศษ (ค่ายพระรามหก) กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี

    โดย ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ได้กล่าวว่า ตามที่ กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ได้ร่วมกันจัด การแข่งขันกีฬานักเรียนโรงเรียนตำรวจ ตระเวนชายแดน ครั้งที่ 12 ประจำปี 2569 ชิงถ้วยพระราชทานฯสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี “ช้างศึกน้อยเกมส์” นั้น ต้องขอชื่นชมนักกีฬาทุกคนที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬา ด้วยน้ำใจนักกีฬาอย่างแท้จริง รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ในตลอดระยะเวลาตั้งแต่ วันที่ 22 – 25 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา

    ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดความรักความสามัคคี มีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์ และก่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน รวมถึงการที่นักเรียนและครู จากโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนทั่วประเทศ ยังได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้านภาษา ประเพณี วัฒนธรรมและประสบการณ์ที่ล้ำค่าร่วมกัน อีกด้วย ในโอกาสนี้ต้องขอขอบคุณผู้ที่มีส่วนสนับสนุนในทุก ๆ ฝ่าย ที่ช่วยให้การจัดการแข่งขันกีฬาครั้งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

    จากนั้นพิธีกรได้นำเข้าสู่ช่วงพิธีการ โดยช่วงไฮไลท์สำคัญอยู่ที่การส่งมอบธงประจำการแข่งขัน โดยรองอธิบดีกรมพลศึกษา ได้ส่งมอบธงให้กับผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน เพื่อส่งต่อให้กับทางกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 3 รับหน้าที่ในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬานักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนในครั้งต่อไป ปิดท้ายด้วยชุดการแสดง “ระบำชาวเขา” ที่แสดงโดยครูและนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน สังกัด กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 3 ก่อนที่ไฟในกระถางคบเพลิงจะดับลง เป็นอันปิดฉาก การแข่งขันกีฬานักเรียนโรงเรียนตำรวจ ตระเวนชายแดน ครั้งที่ 12 ประจำปี 2569 “ช้างศึกน้อยเกมส์” อย่างสมบูรณ์

    สรุปอันดับตารางเหรีญรางวัลในการแข่งขันกีฬานักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ครั้งที่ 12 ประจำปี 2569 “ช้างศึกน้อยเกมส์” มีดังนี้

    อันดับ 1 กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 4 ทำได้ 30 ทอง, 30 เงิน, 23 ทองแดง พร้อมคว้าถ้วยพระพระราชทานฯ คะแนนรวม สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีไปครอง อีก1สมัย
    ขณะที่ อันดับ 2 กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค1 (23 ทอง, 17 เงิน, 26 ทองแดง)
    อันดับ 3 กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค2 (18 ทอง,18 เงิน, 11 ทองแดง)
    อันดับ 4 กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค3 (4 ทอง, 10 เงิน, 15 ทองแดง)
    และ ถ้วยรางวัลคะแนนรวมกีฬาพื้นบ้าน เป็นของ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 2 ด้วยผลงาน 2 เหรียญทอง และ 2 เหรียญเงิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/291896&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1czJQiaD8Q6y8x-W70U9hQ

  • “หม่ำ จ๊กมก” สุดภูมิใจประทับรอยมือ-รอยเท้า ขึ้นแท่น ดาวดวงที่ 208 หอภาพยนตร์ | คมชัดลึก

    “หม่ำ จ๊กมก” สุดภูมิใจประทับรอยมือ-รอยเท้า ขึ้นแท่น ดาวดวงที่ 208 หอภาพยนตร์ | คมชัดลึก

    ฟิล์ม 35 มม. ซึ่งเป็นผลงานสำคัญที่เขาแสดงนำคู่กับ นุ่น วรนุช ภิรมย์ภักดี. “หม่ำ จ๊กมก” สุดภูมิใจประทับรอยมือ-รอยเท้า ขึ้นแท่น. เส้นทางสายภาพยนตร์ของ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/entertainment/616359&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vUn0l_y3lM3n7z_HWcSsU

  • นิด้าโพล หนุนมาตรการช่วยค่าครองชีพยุค “อนุทิน” ปลื้มดอกเบี้ยคนละครึ่ง-อุดหนุนน้ำมัน แต่บัตรสวัสดิการฯ 400 บาท ยังน้อยไป

    นิด้าโพล หนุนมาตรการช่วยค่าครองชีพยุค “อนุทิน” ปลื้มดอกเบี้ยคนละครึ่ง-อุดหนุนน้ำมัน แต่บัตรสวัสดิการฯ 400 บาท ยังน้อยไป


    นิด้าโพลเผย ประชาชน หนุนมาตรการช่วยค่าครองชีพยุค “อนุทิน” พอใจ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง”ภาคเกษตร และการอุดหนุนค่าน้ำมันกลุ่มขนส่งสาธารณะ แต่มองเพิ่มบัตรสวัสดิการฯ เป็น 400 บาท ยังน้อยไป

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลสำรวจเรื่อง “พอหรือเปล่า มาตรการช่วยค่าครองชีพ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 20 – 21 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อมาตรการช่วยค่าครองชีพของรัฐบาล การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่าง โดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อ “มาตรการช่วยค่าครองชีพ” สำหรับประชาชน ภาคการเกษตรและภาคการขนส่ง ภายใต้รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล พบว่า

    1 โครงการสินเชื่อ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” สำหรับภาคการเกษตร ไม่เกิน 100,000 บาท โดยประชาชนจ่ายดอกเบี้ย 3% และรัฐจ่ายให้ 3% ตัวอย่าง ร้อยละ 71.30 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 14.43 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 8.09 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 6.18 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    2 อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถมินิบัส รถตู้โดยสาร และรถสองแถว ใน กทม./รถมินิบัส รถตู้โดยสาร ใน กทม. และจังหวัดต่อเนื่องเหมาจ่าย 5,040 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 68.78 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 14.27 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 10.92 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 6.03 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    3 อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทาง ประเภทมินิบัสหรือรถตู้โดยสาร เหมาจ่าย 3,600 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 66.87 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 16.49 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 8.78 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 7.86 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    4 อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทาง ประเภทรถบัสเหมาจ่าย 5,000 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 65.50 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 14.12 ระบุว่า มากเกินไป ร้อยละ 12.44 ระบุว่า น้อยเกินไป และร้อยละ 7.94 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    5 อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถบรรทุก น้อยกว่า 10 ล้อ (รวมรถกระบะ) เหมาจ่าย 3,000 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 65.26 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 22.37 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 7.18 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 5.19 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    6 อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถแท็กซี่ ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง เหมาจ่าย 5,040 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย.- 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 64.12 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 15.73 ระบุว่า มากเกินไป ร้อยละ 13.20 ระบุว่า น้อยเกินไป และร้อยละ 6.95 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    7 อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถมินิบัส/รถตู้โดยสาร เส้นทางระหว่างจังหวัด (กทม. – จังหวัดในภูมิภาค) 2 บาท/กม. สูงสุด 700 บาท/วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 63.89 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 22.98 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 6.87 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ และร้อยละ 6.26 ระบุว่า มากเกินไป

    8 อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถบรรทุก ตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป เหมาจ่าย 6,000 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 62.51 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 18.17 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 11.76 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 7.56 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    9 อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะเหมาจ่าย 842 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย.- 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 62.14 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 27.79 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 6.02 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 4.05 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    10 อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถมินิบัส/รถตู้โดยสาร เส้นทางข้ามจังหวัด (ระหว่างจังหวัดในภูมิภาค) 2 บาท/กม. สูงสุด 500 บาท/วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 59.85 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 27.63 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 6.72 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ และร้อยละ 5.80 ระบุว่า มากเกินไป

    11 ธนาคารออมสิน ดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท ในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ การจัดซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ EV ตัวอย่าง ร้อยละ 56.49 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 19.92 ระบุว่า มากเกินไป ร้อยละ 14.35 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ และร้อยละ 9.24 ระบุว่า น้อยเกินไป

    12 เพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จาก 300 บาท เป็น 400 บาท ตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย. – 12 พ.ค. 2569 ตัวอย่างร้อยละ 54.27 ระบุว่า น้อยเกินไป รองลงมา ร้อยละ 39.09 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว ร้อยละ 5.04 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ และร้อยละ 1.60 ระบุว่า มากเกินไป

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

    ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18 – 25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26 – 35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36 – 45 ปี ร้อยละ 26.34 อายุ 46 – 59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.88 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.36 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.76 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    ตัวอย่าง ร้อยละ 36.95 สถานภาพโสด ร้อยละ 60.15 สมรส และร้อยละ 2.90 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.23 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 15.27 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 33.21 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 11.98 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 33.05 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 6.26 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 9.62 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 18.47 ประกอบอาชีพพนักงาเอกชน ร้อยละ 22.06 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 9.77 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 15.50 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 18.24 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 6.34 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    ตัวอย่าง ร้อยละ 18.78 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 3.97 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 11.98 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001 – 10,000 บาท ร้อยละ 33.20 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001 – 20,000 บาท ร้อยละ 12.29 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001 – 30,000 บาท ร้อยละ 5.19 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001 – 40,000 บาท ร้อยละ 3.97 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001 – 50,000 บาท ร้อยละ 2.14 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001 – 60,000 บาท ร้อยละ 0.31 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001 – 70,000 บาท ร้อยละ 0.46 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001 – 80,000 บาท ร้อยละ 1.15 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 6.56 ไม่ระบุรายได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/42239&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MxMhIN_dxQtyVHFyHedVd

  • วิจัยเผย “ระยะเวลาทอง” ควรให้นมแม่นานแค่ไหน? ช่วยลูกอัปคะแนนเลข-การอ่าน

    วิจัยเผย “ระยะเวลาทอง” ควรให้นมแม่นานแค่ไหน? ช่วยลูกอัปคะแนนเลข-การอ่าน

    งานวิจัยเผย “ระยะเวลาทอง” ของการให้นมแม่ กุญแจสำคัญสู่คะแนนคณิต-การอ่านที่ดีกว่าของลูกน้อย

    แม้ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์จะยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า “นมแม่ดีที่สุด” แต่คำถามที่ว่าควรให้นมนานแค่ไหนถึงจะ “เพอร์เฟกต์” (6 เดือน? 1 ปี? หรือนานกว่านั้น?) ยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมาตลอด

    ล่าสุด งานวิจัยใหม่จากประเทศจีนอาจช่วยให้คำตอบที่ชัดเจนขึ้นว่า “ยิ่งให้นมนาน ยิ่งส่งผลดีต่อสติปัญญา” โดยเฉพาะในกลุ่มครอบครัวที่มีรายได้น้อย

    ยิ่งนาน ยิ่งได้เปรียบในห้องเรียน

    จากการวิเคราะห์ข้อมูลระดับชาติในจีน นักวิจัยพบว่าเด็กช่วงอายุ 10-15 ปี ที่ได้กินนมแม่เป็นระยะเวลานาน มีทักษะการคำนวณและภาษาที่โดดเด่นกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน โดยเฉพาะเด็กจากครอบครัวที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมไม่สูงนัก จะได้รับประโยชน์นี้อย่างเห็นได้ชัดเมื่อทำแบบทดสอบทางสติปัญญา

    ดร. แอนดรูว์ อาเดสแมน ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์และพฤติกรรม ระบุว่างานวิจัยนี้ช่วยตอกย้ำความจริงที่หลายคนอาจมองข้ามว่า “ไม่ใช่แค่การเลือกระหว่างนมแม่กับนมผง แต่ระยะเวลาในการให้คือตัวแปรสำคัญ”

    • มาตรฐานที่ควรจะเป็น: สมาคมกุมารเวชศาสตร์อเมริกัน (AAP) สนับสนุนให้ให้นมแม่ติดต่อกันอย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป

    • สถานการณ์จริง: ในสหรัฐฯ มีคุณแม่เพียง 35% เท่านั้นที่สามารถทำได้ เนื่องจากอุปสรรคทางร่างกาย (อาการเจ็บหัวนม/น้ำนมน้อย) และอุปสรรคทางสังคม (ขาดการลาคลอด/ขาดแรงสนับสนุนจากคนรอบข้าง)

    ทำไมต้อง “นานกว่า 6 เดือน”?

    งานวิจัยในประเทศร่ำรวยมักถูกมองว่าผลลัพธ์อาจคลาดเคลื่อน เพราะแม่ฐานะดี (ซึ่งมีไลฟ์สไตล์ที่ดีอยู่แล้ว) มักเป็นกลุ่มที่ให้นมแม่ได้นานกว่า แต่ในจีนผลกลับตรงกันข้าม คือแม่ฐานะยากจนมักให้นมแม่นานกว่า ซึ่งผลการศึกษาพบว่าเด็กกลุ่มนี้กลับมีพัฒนาการทางสมองที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน

    iStockphoto

    เหตุผลเบื้องหลังความฉลาด:

    • โภชนาการที่เหนือชั้น: นมแม่คือ “ยาเฉพาะบุคคล” ที่ปรับสูตรมาเพื่อลูกน้อยโดยเฉพาะ มีสารอาหารที่นมผงเลียนแบบไม่ได้

    • เกราะป้องกันโรค: นอกจากบำรุงสมองแล้ว นมแม่ยังสร้างภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน หอบหืด และมะเร็งในเด็ก

    ดีต่อลูก และดีต่อแม่ด้วย

    การให้นมแม่เป็นระยะเวลานานไม่ได้สร้างแค่ “ไอน์สไตน์ตัวน้อย” แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพคุณแม่เองในระยะยาว:

    • ประโยชน์ทันที: ลดความเสี่ยงเต้านมอักเสบ คัดตึง และช่วยเรื่องสุขภาพจิต

    • ประโยชน์ระยะยาว: ลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ และโรคหัวใจ

    แม้คุณแม่บางท่านอาจมีข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถให้นมแม่ได้ แต่ ดร. เอเดสแมน ย้ำชัดว่า “ยิ่งคุณแม่ให้นมได้นานเท่าไหร่ ทั้งแม่และลูกก็จะได้รับประโยชน์มหาศาลมากขึ้นเท่านั้น”

    แหล่งอ้างอิง

    1. New York Post

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9885794/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RsfAH1JLTPUFrEKAoLbsU

  • สอวช. จับมือ มจธ. เปิดหลักสูตร STIP08 ปั้นนักนโยบายยุคใหม่ รับมือวิกฤตโลกด้วยแนวคิด Mission-Oriented

    สอวช. จับมือ มจธ. เปิดหลักสูตร STIP08 ปั้นนักนโยบายยุคใหม่ รับมือวิกฤตโลกด้วยแนวคิด Mission-Oriented

    กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (STIPI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เปิดหลักสูตรการออกแบบนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รุ่นที่ 8 (STI Policy Design: STIP08) มุ่งพัฒนานักนโยบายรุ่นใหม่ให้สามารถขับเคลื่อนประเทศท่ามกลางความท้าทายระดับโลก ด้วยแนวทางนโยบายแบบมุ่งเน้นพันธกิจ (Mission-oriented Innovation Policies: MOIP)

    ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. ระบุว่า โลกปัจจุบันเผชิญความผันผวนสูง ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปัญหาพลังงาน ซึ่งล้วนส่งผลต่อทิศทางการพัฒนาประเทศและการกำหนดนโยบาย จึงจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพผู้กำหนดนโยบายให้สามารถออกแบบนโยบายที่สอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยหลักสูตร STIP ได้พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ต่อเนื่องทุกปี เพื่อให้ตอบโจทย์สถานการณ์จริงมากยิ่งขึ้น

    สำหรับหลักสูตร STIP08 มีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การพัฒนานโยบายด้าน อววน. และนโยบายสาธารณะบนฐานข้อมูลเชิงลึก (Data-Driven) ให้สอดคล้องกับภาคส่วนต่าง ๆ การมุ่งเน้นการฝึกปฏิบัติจริงเพื่อแปลง “งานวิจัยและนโยบาย” สู่ “ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม” (Research to Impact) ผ่านการจัดทำข้อเสนอนโยบายที่ใช้ได้จริง และการสร้างเครือข่ายนักพัฒนานโยบายเพื่อลดการทำงานแบบแยกส่วน (Silo) และผลักดันนโยบายสู่การปฏิบัติ

    ด้าน รศ. ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับโลกและประเทศ ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายต้องอาศัยข้อมูลจริงเป็นฐานสำคัญ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างตรงจุด ผู้เข้าร่วมอบรมในฐานะนักออกแบบนโยบายจึงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงการให้ความสำคัญกับการประเมินผลนโยบาย เพื่อให้มั่นใจว่านโยบายมีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่แท้จริง

    ภายในการปฐมนิเทศหลักสูตร ดร.สุชาต อุดมโสภกิจ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สอวช. ได้ชี้แจงวัตถุประสงค์ของหลักสูตรในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการออกแบบนโยบาย อววน. และนโยบายสาธารณะ ให้สามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ได้จริง พร้อมสร้างเครือข่ายนักนโยบายของประเทศ ขณะที่ ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ ผู้อำนวยการ STIPI มจธ. อธิบายโครงสร้างหลักสูตรที่ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหาและโอกาส การเลือกใช้เครื่องมือนโยบาย การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การประเมินงบประมาณและผลกระทบ ตลอดจนการสร้างความร่วมมือเชิงนโยบาย โดยในปีนี้มีผู้เข้าร่วมอบรม 42 คน จาก 31 หน่วยงาน

    ในโอกาสนี้ ดร.สุรชัย ยังได้บรรยายหัวข้อ “แนวทางการพัฒนานโยบายโดยหลักการนโยบายนวัตกรรมที่มุ่งเน้นพันธกิจ (MOIP)” โดยเน้นการแปลงโจทย์ระดับประเทศให้เป็นภารกิจที่ชัดเจน เพื่อขับเคลื่อนการวิจัย นวัตกรรม และการศึกษาอย่างตรงเป้าหมาย ผ่านแนวคิด Portfolio of Innovation และการบูรณาการทรัพยากรข้ามสาขา เปลี่ยนจากการพัฒนาแบบรายสาขา (Sector-based) สู่การมุ่งผลลัพธ์เชิงภารกิจที่วัดผลได้ภายในกรอบเวลาที่ชัดเจน

    พร้อมกันนี้ ยังได้สะท้อนทิศทางการจัดทำกรอบนโยบาย อววน. พ.ศ. 2571–2575 ที่มุ่งใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมในการแก้โจทย์ประเทศและสร้างโอกาสใหม่ โดยใช้แนวทาง Mission Portfolio เพื่อบริหารโครงการอย่างยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนทรัพยากรและสำรวจทางเลือกที่หลากหลาย เพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

    ด้าน ดร.สิริพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวถึงความท้าทายในการพัฒนาประเทศด้วย อววน. ว่า เกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความท้าทายระดับโลก โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความกังวลด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจจากภูมิรัฐศาสตร์ และการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีพลิกผัน (Disruptive Technologies) เช่น ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีชีวภาพ และควอนตัม

    ทั้งนี้ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการติดตามและประเมินผลนโยบายเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ (Transformative Change) โดยต้องตั้งคำถามเชิงยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง และนำผลประเมินไปปรับปรุงทิศทางนโยบายและการลงทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมายประเทศ

    ตัวอย่างการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย ได้แก่ การปรับปรุงกระบวนการด้านกฎระเบียบเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารอนาคต (Future Food) ผ่านการปรับบัญชี Health Claims ให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ลดระยะเวลาการเข้าสู่ตลาด และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการ

    นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันนโยบายส่งเสริมผู้ประกอบการนวัตกรรม (Innovation-driven Enterprise) ผ่านการปรับกฎหมาย การพัฒนาระบบนิเวศธุรกิจนวัตกรรม การสร้างแพลตฟอร์มขยายตลาด (E-Commercial and Innovation Platform: ECIP) การสนับสนุนการร่วมลงทุนผ่านกลไก University Holding Company (UHC) และนโยบาย Offset เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

    หลักสูตร STIP08 จึงถือเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนากำลังคนด้านนโยบาย ที่พร้อมเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และการขับเคลื่อนเชิงระบบ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศในการรับมือกับความท้าทายและสร้างโอกาสใหม่ในอนาคตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/291828&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07roLUhY12M4TQcasW5RTT

  • ปธ.ศาลฎีกาเปิด ค่ายต้นกล้าตุลาการ 14 ปั้นเยาวชนเรียนรู้กฎหมาย

    ปธ.ศาลฎีกาเปิด ค่ายต้นกล้าตุลาการ 14 ปั้นเยาวชนเรียนรู้กฎหมาย

    ปธ.ศาลฎีกาเปิด ค่ายต้นกล้าตุลาการ 14 ปั้นเยาวชนเรียนรู้กฎหมาย

     สำหรับโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ รุ่นที่ 14 มีเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรม 

    จำนวน 150 คน จากผู้สมัครทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 956 คน 

    โดยปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 เมษายน 

    ถึง 1 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมทวาราวดี รีสอร์ท จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งการดำเนินกิจกรรมในครั้งนี้

    ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งจากคณะทำงานดำเนินการจัดโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ ศาลฎีกา 

    ศาลจังหวัดนครนายก วิทยากรทั้งภายในและภายนอกศาลยุติธรรม สำหรับการจัดกิจกรรมยังคงแนวทาง

    ในการให้ความรู้ เสริมสร้างประสบการณ์ และปลูกฝังสิ่งดีงามผ่านรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย

          นายสุริยัณห์ กล่าวว่าโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการรุ่นที่ 14 ประจำปีนี้ ในฐานะประธานคณะทำงานดำเนินการจัดโครงการ ฯ มีความตั้งใจที่จะยกระดับรูปแบบการเรียนรู้ให้มีความเข้มข้นและครบวงจรมากกว่า

    ที่เคยเป็นมา โดยมุ่งเน้นการสร้างแรงบันดาลใจผ่านประสบการณ์ตรง สามารถมองเห็นภาพรวมของเส้นทางวิชาชีพในกระบวนการยุติธรรมได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าสู่โครงการ คือการพาน้อง ๆ เยาวชนย้อนรอยประวัติศาสตร์ผ่านการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุของศาลยุติธรรม ซึ่งถือเป็นแหล่งรวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงวิวัฒนาการของกฎหมายไทย การเข้าชมในส่วนนี้จะช่วยให้เยาวชนเข้าใจถึงรากฐานและอุดมการณ์ของตุลาการ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม

    ของประเทศตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นอกจากความรู้ในเชิงประวัติศาสตร์แล้ว โครงการในปีนี้ยังได้ขยายขอบเขตการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ โดยการนำคณะเยาวชนเดินทางไปศึกษาดูงาน ณ ศาลจังหวัดนครนายก 

    ซึ่งถือเป็นอีกจุดสำคัญที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้สัมผัสกับบรรยากาศการทำงานจริงในทุกมิติแบบเจาะลึก 

          นอกจากนี้ นายสุริยัณห์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่าค่ายต้นกล้าตุลาการตลอดระยะเวลา 13 รุ่นที่ผ่านมา 

    สิ่งที่เป็นเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จของโครงการได้ดีที่สุด คือการได้เห็นเมล็ดพันธุ์ที่เราบ่มเพาะเติบโตอย่างสง่างามในเส้นทางวิชาชีพกฎหมาย โดยปัจจุบันมีอดีตเยาวชนต้นกล้าตุลาการที่สามารถก้าวไปถึงจุดหมายในการดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาและผู้ช่วยผู้พิพากษาได้แล้วถึง 12  คน และยังทำงานในสายวิชาชีพกฎหมาย อัยการ ทนายความอาจารย์มหาวิทยาลัย รวมถึงสาขาวิชาชีพอื่น ๆ ซึ่งถือเป็นตัวเลขเชิงประจักษ์ที่สะท้อนว่าโครงการนี้ สามารถสร้างแรงบันดาลใจและปูรากฐานทางกฎหมายให้แก่เยาวชนได้อย่างเป็นรูปธรรม 

    อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของค่ายต้นกล้าตุลาการไม่ได้วัดเพียงแค่จำนวนผู้พิพากษาที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือการส่งต่อเยาวชนออกไปสู่สังคมในหลากหลายสาขาอาชีพ เพื่อให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้

    เป็นกระบอกเสียงสำคัญในการขับเคลื่อนและนำความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า 

    ทั้งนี้คณะทำงานจึงมุ่งหวังว่าตลอดระยะเวลา 7 วันจากนี้จะเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญให้เยาวชนทุกคนได้ค้นพบตัวตนพร้อมนำประสบการณ์ที่ได้รับไปใช้ในการสร้างสรรค์สังคมไทยให้เกิดความสงบสุข

    และเป็นธรรมสืบไป ไม่ว่าจะเติบโตไปอยู่ในบทบาทใดก็ตาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/current-issue/378976559&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mW1InmK7bSE0so_-SIXOW

  • จีนยังครองแชมป์ มหาวิทยาลัยที่ดีสุดในเอเชีย ประจำปี 2026

    จีนยังครองแชมป์ มหาวิทยาลัยที่ดีสุดในเอเชีย ประจำปี 2026

    ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ถึงอันดับขยับแต่อาจยังไม่ทันโลก

    แม้ว่าคะแนนรวมของมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ส่วนใหญ่จะเพิ่มขึ้น แต่ลำดับกลับลดลง นั่นเป็นเพราะการถดถอยเชิงเปรียบเทียบ หมายความว่าแม้จะพัฒนาขึ้น แต่ความเร็วในการพัฒนานั้นช้ากว่าค่าเฉลี่ยของมหาวิทยาลัยทั่วโลก และช้ากว่าการก้าวกระโดดของจีน

    สิ่งที่น่ากังวลของมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ก็คือ สภาพแวดล้อมด้านการวิจัย คุณภาพงานวิจัย และคะแนนความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม เป็นส่วนที่คะแนนลดลงอย่างเห็นได้ชัดในทั้งสองประเทศ

    • มาเลเซีย ดาวรุ่งที่น่าจับตามองของภูมิภาค

    สำหรับมาเลเซียกลายเป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาที่เติบโตอย่างโดดเด่นในปีนี้ โดย Universiti Teknologi Petronas (UTP) พุ่งขึ้นมาอยู่อันดับ 35 (ร่วม) จากเดิมอันดับ 43

    กลยุทธ์ของมาเลเซียก็คือการนำโมเดลความสำเร็จจากสิงคโปร์มาใช้ และวางตัวเป็นพันธมิตรด้านการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดของจีนในกลุ่มอาเซียน

    นอกจากนี้มหาวิทยาลัยเอกชนในมาเลเซียให้ความสำคัญกับการจัดอันดับโลกอย่างจริงจัง และมีการพัฒนาคะแนนรวมสูงกว่าค่าเฉลี่ยของมหาวิทยาลัยทั่วโลกอย่างมาก

    และสำหรับประเทศไทยนั้นก็มีมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับการจัดอันดับของเอเชียเช่นกัน ก็คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในอันดับที่ 134

    เรียกได้ว่าผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในเอเชียปี 2026 นี้ สะท้อนให้เห็นว่า การแข่งขันทางการศึกษาในเอเชียนั้นทวีความรุนแรงขึ้นมาก แถมประเทศที่เคยเป็นผู้นำอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้นั้นก็กำลังถูกท้าทายด้วยงบประมาณและทรัพยากรจากจีน รวมถึงกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างมาเลเซีย

    อ้างอิงข้อมูล : Times Higher Education

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/863129&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DmrEN0QabGcowHERqPnD2

  • กยศ. จ่อฟ้องลูกหนี้ค้างชำระ 1 แสนราย เปิดทางสุดท้ายปรับโครงสร้างหนี้

    กยศ. จ่อฟ้องลูกหนี้ค้างชำระ 1 แสนราย เปิดทางสุดท้ายปรับโครงสร้างหนี้

    กยศ. จ่อฟ้องลูกหนี้ค้างชำระ 1 แสนราย เปิดทางสุดท้ายปรับโครงสร้างหนี้

    กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ กยศ. อยู่ระหว่างส่งหนังสือบอกเลิกสัญญากับผู้กู้ยืมเงินที่ครบกำหนดชำระหนี้ และมีการค้างชำระหนี้มาแล้วไม่ต่ำกว่า 4 ปี (งวดรายปี ) ซึ่งจะถูกดำเนินคดีภายในวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 จำนวนประมาณ 100,000 ราย 

    ซึ่งหากผู้กู้ยืมเงินไม่ประสงค์ที่จะถูกดำเนินคดีต่อศาลก็ขอให้ติดต่อชำระหนี้ที่ค้างชำระต่อ กยศ. โดยเร็ว หรือหากไม่สามารถชำระหนี้ได้ผู้กู้ยืมเงินก็สามารถทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์กับ กยศ. ได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th โดยสามารถยืนยันตัวตนและลงนามอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง และ ThaID 

    การปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าว มีผลให้ผู้กู้ยืมเงินสามารถกลับมาชำระหนี้ได้และทำให้ไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีต่อศาล นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างหนี้จะทำให้ผู้กู้ยืมเงินได้รับสิทธิประโยชน์ ดังนี้

    • ปลดภาระผู้ค้ำประกันทันทีเมื่อทำสัญญา 
    • ผ่อนชำระหนี้ได้นานสูงสุดถึง 15 ปี 
    • ผ่อนชำระเงินคืนเป็นรายเดือนในอัตราเท่ากันภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน 
    • เมื่อชำระหนี้เสร็จสิ้นโดยไม่ผิดเงื่อนไขตามสัญญา กยศ. จะให้ส่วนลดเบี้ยปรับที่เกิดขึ้นก่อนทำสัญญาทั้งหมด 100%”

    กยศ. ขอเน้นย้ำว่า หากผู้กู้ยืมเงินรายใดไม่มีความประสงค์จะเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินคดีในชั้นศาลก็ขอให้เร่งชำระหนี้หรือทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์กับ กยศ. โดยเร่งด่วน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/657516&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QdUGSbrBfmbA_uk4areJr