Category: วัฒนธรรม

  • มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดพิธีซ้อมใหญ่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร

    มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดพิธีซ้อมใหญ่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร

    การศึกษา

    มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดพิธีซ้อมใหญ่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร

    วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 00.20 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดพิธีซ้อมใหญ่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร

    มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดพิธีซ้อมใหญ่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2567 ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 โดยมีบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาเข้าร่วมเตรียมความพร้อมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อให้การดำเนินพิธีการในวันจริงเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ

    บรรยากาศการรายงานตัวที่บริเวณถนนหน้าอาคารวัฒนธรรมสถาบันขงจื่อ โดยบัณฑิตที่มีกำหนดเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในวันที่ 27 เมษายน เริ่มรายงานตัวเวลา 06.00 น. และกลุ่มวันที่ 28 เมษายน รายงานตัวเวลา 09.00 น. ซึ่งทางมหาวิทยาลัยได้นำเทคโนโลยีระบบ RFID มาใช้ในการตรวจสอบข้อมูลและยืนยันตัวตน พร้อมทั้งมีการตรวจวัดอุณหภูมิและตรวจความเรียบร้อยของเครื่องแต่งกายอย่างละเอียด ก่อนที่คณะกรรมการควบคุมแถวจะนำบัณฑิตผ่านระบบ Gateway เพื่อเข้าสู่พื้นที่ประกอบพิธีภายในอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ

    ในโอกาสนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้กล่าวต้อนรับและให้โอวาทแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2567 จำนวนรวมทั้งสิ้น 7,297 คน ประกอบด้วย บัณฑิตระดับปริญญาเอก 119 คน ปริญญาโท 261 คน และปริญญาตรี 6,917 คน จากนั้นได้เข้าสู่ขั้นตอนการฝึกซ้อมพิธีการและการบันทึกภาพหมู่ร่วมกันตามคณะต่าง ๆ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจ โดยมีครอบครัวและญาติมิตรเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ในพื้นที่มหาวิทยาลัยที่ได้รับการประดับตกแต่งอย่างสวยงาม

    ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประจำปีการศึกษา 2567 ในวันที่ 27 และ 28 เมษายน 2569 ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/473966&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11h4-hq6KOv98NvIEiKoQm

  • ว้าวุ่น!ฟิล์ม-นนท์ ควงไลฟ์สดโชว์โมเมนต์ หลังยันจูบสงกรานต์แค่ฟิล – บันเทิง ดารา – Teenee.com

    ว้าวุ่น!ฟิล์ม-นนท์ ควงไลฟ์สดโชว์โมเมนต์ หลังยันจูบสงกรานต์แค่ฟิล – บันเทิง ดารา – Teenee.com

    ฟิล์ม-นนท์ อินทนนท์” รับบทพ่อแม่หมากลางไลฟ์ หลังเคลียร์ดราม่าจูบเย้ยสงกรานต์แค่ขำๆ กระแสยังไม่แผ่ว! สำหรับคู่ซี้ ฟิล์ม ธนภัทร และ นนท์ อินทนนท์ ที่ล่าสุดควงคู่มาโชว์ความมุ้งมิ้งสวมบท …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://entertain.teenee.com/thaistar/319515.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bCm1WE-fPmfnUuVYM9U-S

  • ผู้บริหารจุฬาฯ ทูลเกล้าฯ ถวายเงินรายได้การออกร้านและจำหน่ายสลากกาชาดจุฬาฯ

    ผู้บริหารจุฬาฯ ทูลเกล้าฯ ถวายเงินรายได้การออกร้านและจำหน่ายสลากกาชาดจุฬาฯ

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีพระราชทานพระราชวโรกาสให้ผู้บริหารจุฬาฯ เฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายเงินรายได้จากการออกร้านและจำหน่ายสลากกาชาดจุฬาฯ ปี 2565-2567

    เมื่อวันพุธที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 15.00 น. ณ วังสระปทุม สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีพระราชทานพระราชวโรกาสให้ รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ รองอธิการบดีจุฬาฯ ประธานคณะกรรมการดำเนินงานออกร้านกาชาด จุฬาฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะกรรมการดำเนินงานออกร้านกาชาด และคณะกรรมการจัดหารายได้โดยเสด็จพระราชกุศลสมทบทุนสภากาชาดไทย ประจำปี 2565-2567 เฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายเงินรายได้จากการออกร้านและจำหน่ายสลากกาชาดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในงานกาชาด ประจำปี 2565-2567 เพื่อบำรุงสภากาชาดไทย

    ในปี 2565, 2566, 2567 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ออกร้านกาชาดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อหารายได้สมทบทุนสภากาชาดไทย โดยพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวายเงินจำนวน 6,005,194.75 บาท 7,703,315.41 บาท และ 5,358,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 19,066,510.16 บาท

    (ภาพพระราชทาน)

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/300640/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2s0GHPzvPbAdXgEuysH64g

  • “ศ.ดร.บังอร” อธิการบดี มกธ. มอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ปวช.-ปวส.จากสถาบันการศึกษาในเครือ ปีการศึกษา 2568

    “ศ.ดร.บังอร” อธิการบดี มกธ. มอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ปวช.-ปวส.จากสถาบันการศึกษาในเครือ ปีการศึกษา 2568

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/press-release/143727&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3e3BOzmhGoVb6cENVpFY9w

  • สถาปนิก’69 เปิดเวทีโลก ดึง 40 สถาบัน ปั้นอนาคตงานออกแบบไทย

    สถาปนิก’69 เปิดเวทีโลก ดึง 40 สถาบัน ปั้นอนาคตงานออกแบบไทย

    สถาปนิก’69 เปิดเวทีโลก ดึง 40 สถาบัน ปั้นอนาคตงานออกแบบไทย

    สมาคมสถาปนิกสยามฯ เดินหน้าจัดงาน “สถาปนิก’69” ภายใต้แนวคิด “สติมา : ปัญญา : พร้อม(ท์)” สะท้อนการปรับตัวของวิชาชีพท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนเร็ว โดยเฉพาะบทบาทของ AI ที่เข้ามาเขย่าทั้งการออกแบบและอุตสาหกรรมก่อสร้าง พร้อมเปิดพื้นที่กว่า 75,000 ตารางเมตร ระดมผู้ประกอบการ-นักออกแบบ-สถาบันการศึกษาจากทั่วประเทศและต่างชาติร่วมแสดงศักยภาพ หวังยกระดับสถาปัตยกรรมไทยสู่เวทีสากล

    นายอเส สุขยางค์

    นายอเส สุขยางค์ นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า งานสถาปนิก’69 ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 38 จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ถือเป็นงานแสดงเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ก่อสร้างและนิทรรศการสถาปัตยกรรมที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน โดยปีนี้เน้น “การสร้างภูมิปัญญาใหม่” เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล

    ทั้งนี้ ภายในงานแบ่งพื้นที่หลักกว่า 70,000 ตารางเมตร สำหรับจัดแสดงสินค้าและเทคโนโลยีด้านการออกแบบ-ก่อสร้าง จากกว่า 900 บริษัทชั้นนำทั่วโลก และอีก 5,500 ตารางเมตร เป็นพื้นที่นิทรรศการของสมาคมฯ ที่รวบรวมผลงานจาก 4 องค์กรวิชาชีพ บริษัทสถาปนิกกว่า 120 แห่ง และสถาบันการศึกษา 40 แห่ง สะท้อนภาพรวมอุตสาหกรรมแบบครบวงจร

    นายจาตุรนต์ กิ่งมิ่งแฮ ประธานจัดงานสถาปนิก’69 กล่าวถึงไฮไลต์ของนิทรรศการและกิจกรรมภายในงาน โดยในส่วนแรก “นิทรรศการหลัก” ประกอบด้วย “Thai Intelligence” ที่นำเสนอแนวคิดการออกแบบจากภูมิปัญญามนุษย์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสถาปัตยกรรมไทยร่วมสมัย และ “ASA All Member: Thailand Only” ที่ถ่ายทอดผลงานของสมาชิกสมาคมฯ ผ่านมุมมองชีวิตและแนวคิดที่หลากหลาย สะท้อนวิถีชีวิตจริงที่ซ้อนอยู่ในกระบวนการออกแบบอย่างสร้างสรรค์

    นายจาตุรนต์ กิ่งมิ่งแฮ

    นอกจากนี้ ยังมี “ASA Emerging 2026” เวทีสำหรับสถาปนิกและนักออกแบบรุ่นใหม่ เปิดโอกาสให้แสดงผลงานและแนวคิด ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อชี้ให้เห็นบทบาทใหม่ของนักออกแบบในการกำหนดทิศทางสังคมไทยควบคู่กับเวทีนานาชาติ

    ในส่วน “นิทรรศการวิชาการ” รวบรวมผลงานออกแบบจากหลากหลายเวทีสำคัญ ได้แก่ ASA Experimental Design Competition ภายใต้แนวคิด “Hybridized Wisdom” และ ASA Educational Institute ที่เป็นความร่วมมือของคณาจารย์และนักศึกษาจากทั่วประเทศ นำเสนอแนวคิด “Digital Craft” ผสานภูมิปัญญาช่างกับเทคโนโลยี AI เพื่อตั้งคำถามต่ออนาคตวิชาชีพสถาปัตยกรรม

    สถาปนิก’69 เปิดเวทีโลก ดึง 40 สถาบัน ปั้นอนาคตงานออกแบบไทย

    ขณะเดียวกัน ยังมีนิทรรศการ “CEA x ASA : PROMPT-PLACE” ที่นำเสนอผลงานประกวดซึ่งสะท้อนมิติใหม่ของ “พื้นที่” ทั้งในเชิงสังคม วัฒนธรรม และวิถีชีวิต โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง CEA และสมาคมสถาปนิกสยามฯ เพื่อเปิดมุมมองการออกแบบเมืองและชุมชนในอนาคต รวมถึงนิทรรศการวิทยานิพนธ์สถาปัตยกรรมดีเด่นแห่งปี 2569

    อีกหนึ่งไฮไลต์คือ นิทรรศการความร่วมมือจากองค์กรวิชาชีพ อาทิ ASA TOD ที่นำเสนอแนวคิดพัฒนาพื้นที่รอบระบบขนส่งสาธารณะ (TOD) รวมถึงผลงานจาก TIDA, TALA และ TUDA ตลอดจนกิจกรรมด้านนโยบายเมือง งานอนุรักษ์ และเวทีประกวดแบบจากภาครัฐและองค์กรต่างๆ

    สถาปนิก’69 เปิดเวทีโลก ดึง 40 สถาบัน ปั้นอนาคตงานออกแบบไทย

    สำหรับโซนกิจกรรมและบริการภายในงาน มีทั้งกิจกรรมความร่วมมือ 3 องค์กร (ASA / ACT / CDAST) ที่ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายและวิชาชีพ “คลินิกหมอบ้าน” สำหรับประชาชนที่ต้องการคำแนะนำเรื่องบ้านและอาคาร รวมถึง “คลินิกเตรียมสถาปัตย์” สำหรับนักเรียนและผู้ปกครองที่สนใจสายอาชีพนี้

    ขณะเดียวกัน ยังมีกิจกรรมไลฟ์สไตล์และครอบครัว เช่น ASA CLUB, ASA SHOP, ASA Book Shop และ ASA KIDS CLUB รวมถึงโซน KITBLOX & FAMILY CORNER ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กผ่านการลงมือสร้างสรรค์

    ปิดท้ายด้วยกิจกรรมสำคัญอย่าง ASA Night : Gala Dinner และ ASA Day Hey ที่เปิดพื้นที่ให้สมาชิกทุกเจเนอเรชันได้พบปะกัน พร้อมทั้งเวที CENTER STAGE FORUM สำหรับการเสวนาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้

    ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงผลงานรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำปี 2569 ซึ่งถือเป็นรางวัลสูงสุดของวงการ แบ่งเป็น ASA Gold Award และ ASA Silver Award สะท้อนบทบาทของสถาปัตยกรรมต่อคุณภาพชีวิต เมือง และสังคมในปัจจุบัน

    ผู้สนใจสามารถเข้าชมงานได้ฟรี ตลอด 6 วันเต็ม ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี พร้อมติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.asaexpo.org

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/657564&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FWSfjTXdBU2kNdTPDNW45

  • ‘นิด้าโพล’ สำรวจความคิดเห็น ‘มาตรการช่วยค่าครองชีพ’ ยุค ‘อนุทิน’ | เดลินิวส์

    ‘นิด้าโพล’ สำรวจความคิดเห็น ‘มาตรการช่วยค่าครองชีพ’ ยุค ‘อนุทิน’ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 26 เม.ย. ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “พอหรือเปล่า มาตรการช่วยค่าครองชีพ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 20 – 21 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง
    เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อมาตรการช่วยค่าครองชีพของรัฐบาล การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่าง โดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่าง แบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนด ค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อ “มาตรการช่วยค่าครองชีพ” สำหรับประชาชน ภาคการเกษตรและภาคการขนส่ง ภายใต้รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล พบว่า

    1. โครงการสินเชื่อ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” สำหรับภาคการเกษตร ไม่เกิน 100,000 บาท โดยประชาชน จ่ายดอกเบี้ย 3% และรัฐจ่ายให้ 3% ตัวอย่าง ร้อยละ 71.30 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 14.43 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 8.09 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 6.18 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ
    2. อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถมินิบัส รถตู้โดยสาร และรถสองแถว ใน กทม./รถมินิบัส รถตู้โดยสาร ใน กทม. และจังหวัดต่อเนื่องเหมาจ่าย 5,040 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 68.78 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 14.27 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 10.92 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 6.03 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ
    3. อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทาง ประเภทมินิบัสหรือรถตู้โดยสาร เหมาจ่าย 3,600 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 66.87 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 16.49 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 8.78 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 7.86 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ
    4. อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทาง ประเภทรถบัสเหมาจ่าย 5,000 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 65.50 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 14.12 ระบุว่า มากเกินไป ร้อยละ 12.44 ระบุว่า น้อยเกินไป และร้อยละ 7.94 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ
    5. อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถบรรทุก น้อยกว่า 10 ล้อ (รวมรถกระบะ) เหมาจ่าย 3,000 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 65.26 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 22.37 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 7.18 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 5.19 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ
    6. อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถแท็กซี่ ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง เหมาจ่าย 5,040 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 64.12 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 15.73 ระบุว่า มากเกินไป ร้อยละ 13.20 ระบุว่า น้อยเกินไป และร้อยละ 6.95 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ
    7. อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถมินิบัส/รถตู้โดยสาร เส้นทางระหว่างจังหวัด (กทม. – จังหวัดในภูมิภาค) 2 บาท/กม. สูงสุด 700 บาท/วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 63.89 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 22.98 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 6.87 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ และร้อยละ 6.26 ระบุว่า มากเกินไป
    8. อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถบรรทุก ตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป เหมาจ่าย 6,000 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 62.51 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 18.17 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 11.76 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 7.56 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ
    9. อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะเหมาจ่าย 842 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 62.14 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 27.79 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 6.02 ระบุว่า มากเกินไป และร้อยละ 4.05 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ
    10. อุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มรถมินิบัส/รถตู้โดยสาร เส้นทางข้ามจังหวัด (ระหว่างจังหวัดในภูมิภาค) 2 บาท/กม. สูงสุด 500 บาท/วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 59.85 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 27.63 ระบุว่า น้อยเกินไป ร้อยละ 6.72 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ และร้อยละ 5.80 ระบุว่า มากเกินไป
    11. ธนาคารออมสิน ดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท ในการติดตั้งระบบ ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ การจัดซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ EV ตัวอย่าง ร้อยละ 56.49 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว รองลงมา ร้อยละ 19.92 ระบุว่า มากเกินไป ร้อยละ 14.35 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ และร้อยละ 9.24 ระบุว่า น้อยเกินไป
    12. เพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จาก 300 บาท เป็น 400 บาท ตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย. – 12 พ.ค. 2569 ตัวอย่าง ร้อยละ 54.27 ระบุว่า น้อยเกินไป รองลงมา ร้อยละ 39.09 ระบุว่า เหมาะสมดีแล้ว ร้อยละ 5.04 ระบุว่า ไม่ตอบ/ ไม่ทราบ และร้อยละ 1.60 ระบุว่า มากเกินไป
    Basic RGB

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย
    และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

    ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18 – 25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26 – 35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36 – 45 ปี ร้อยละ 26.34 อายุ 46 – 59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.88 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.36 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.76 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ ตัวอย่าง ร้อยละ 36.95 สถานภาพโสด ร้อยละ 60.15 สมรส และร้อยละ 2.90 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่

    โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.23 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 15.27 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 33.21 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 11.98 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 33.05 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 6.26 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่าง ร้อยละ 9.62 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 18.47 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 22.06 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 9.77 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 15.50 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 18.24 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 6.34 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    ตัวอย่าง ร้อยละ 18.78 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 3.97 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 11.98 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001 – 10,000 บาท ร้อยละ 33.20 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001 – 20,000 บาท ร้อยละ 12.29 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001 – 30,000 บาท ร้อยละ 5.19 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001 – 40,000 บาท ร้อยละ 3.97 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001 – 50,000 บาท ร้อยละ 2.14 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001 – 60,000 บาท ร้อยละ 0.31 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001 – 70,000 บาท ร้อยละ 0.46 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001 – 80,000 บาท ร้อยละ 1.15 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 6.56 ไม่ระบุรายได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5812550/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lox0ktpaYT5byGUPovXHM

  • “ดร.วรวิทย์” นำทัพบอร์ดส่งเสริม มรธ. ประชุมขับเคลื่อนยกระดับคุณภาพการศึกษา พร้อมอำนวยพรสงกรานต์สืบสานประเพณีไทย

    “ดร.วรวิทย์” นำทัพบอร์ดส่งเสริม มรธ. ประชุมขับเคลื่อนยกระดับคุณภาพการศึกษา พร้อมอำนวยพรสงกรานต์สืบสานประเพณีไทย

    ประชาสัมพันธ์

    “ดร.วรวิทย์” นำทัพบอร์ดส่งเสริม มรธ. ประชุมขับเคลื่อนยกระดับคุณภาพการศึกษา พร้อมอำนวยพรสงกรานต์สืบสานประเพณีไทย

    วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.59 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี (มรธ.) เดินหน้ายกระดับมาตรฐานการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดจัดการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยฯ ประจำเดือน ชูวิสัยทัศน์การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพรอบด้าน พร้อมจัดกิจกรรมสืบสานวัฒนธรรมเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ปีใหม่ไทย
    ผนึกกำลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การศึกษา
        
    ณ ห้องประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี กรุงเทพมหานคร ดร.วรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี ประธานคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี ได้ให้เกียรติเป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมฯ ประจำเดือน เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ และเปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา

    ในที่ประชุม ดร.วรวิทย์ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำหน้าที่คณะกรรมการส่งเสริมฯ ในฐานะฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้มหาวิทยาลัยสามารถปรับตัวเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน โดยมีการนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงรุกเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของนักศึกษาและยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด มุ่งเน้นการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพสู่สังคม สานสัมพันธ์คนทำงาน สั่งสมบารมีปีใหม่ไทย นอกเหนือจากการหารือในวาระการประชุมที่เข้มข้นแล้ว บรรยากาศในช่วงท้ายยังเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง โดย ดร.วรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี ได้ใช้โอกาสนี้กล่าวให้พรเนื่องในโอกาส วันสงกรานต์หรือวันขึ้นปีใหม่ไทย เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับคณะกรรมการฯ ทุกท่านที่เสียสละเวลาและสติปัญญาเพื่อส่วนรวมมาโดยตลอด “ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จงดลบันดาลให้คณะกรรมการทุกท่านประสบแต่ความสุข สุขภาพแข็งแรง และมีพลังในการสร้างสรรค์คุณประโยชน์ให้กับสถาบันการศึกษาและประเทศชาติต่อไป” ประธานคณะกรรมการส่งเสริมฯ กล่าว

    สำหรับการประชุมในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยฯ และผู้บริหารเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง นำโดย ดร.วิชัย ปิยวรรณวงศ์ คุณบุญชัย จันทร์สมิตมาศ ดร.ปัญจรัตน์ มังกรกนก ว่าที่เรือตรี กันตพัฒน์ คเชนทร์ไพศาล คุณวลัชณัฏฐ์ ศานิตวิราพันธ์ อ.เอกรัตน์ สุขะสุคนธ์ อ.เชิด ศศิภัทรกุล คุณนิวัฒน์ ตั้งก้องเกียรติ คุณสมบัติ ปรีชาชาญพาณิชย์ พ.อ.ประมวล เรืองพงษ์

    การร่วมแรงร่วมใจของคณะกรรมการชุดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี ในการที่จะเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำที่สามารถรับใช้ชุมชนและสังคมได้อย่างยั่งยืน โดยอาศัยความเชี่ยวชาญจากภาคส่วนต่างๆ มาช่วยบูรณาการการทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/relation/473938&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2C43IwGGaxOhxB7Gz1QFMZ

  • ‘ลุตฟี’ สส.นราธิวาส วอนรัฐเพิ่มขบวนรถไฟช่วงวันตรุษอีดิลอัฎฮา | เดลินิวส์

    ‘ลุตฟี’ สส.นราธิวาส วอนรัฐเพิ่มขบวนรถไฟช่วงวันตรุษอีดิลอัฎฮา | เดลินิวส์

    นายลุตฟี หะยีอีแต สส.นราธิวาส พรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมา ตนได้หารือปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ ผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาช่วยเหลือและแก้ไข ใน 2 ประเด็น ได้แก่ 1. การเดินทางช่วงเทศกาล “วันตรุษอีดิลอัฎฮา” ในวันที่ 27 พ.ค. 2569 แต่ปรากฏว่าปัจจุบันขบวนรถไฟจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ไปสุไหงโก-ลก มีเพียงวันละ 2 ขบวน ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากต้องใช้รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์เดินทางไกลกว่า 1,200 กิโลเมตร เสี่ยงอุบัติเหตุและสูญเสียชีวิต จึงอยากขอให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และกระทรวงคมนาคม พิจารณาเพิ่มขบวนรถไฟ ตู้โดยสาร และเที่ยวรถ เพื่อรองรับประชาชนให้เพียงพอ และเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง

    นายลุตฟี กล่าวต่อว่า เรื่องที่ 2 ยกระดับการศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้ จากข้อมูลปี 2568 พบว่า ศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา) มีมากกว่า 2,800 แห่ง และมีผู้เรียนราว 200,000 คน แต่หลายแห่งยังขาดแคลนอย่างหนัก หนังสือเรียนไม่เพียงพอ ต้องใช้ร่วมกัน 3-4 คนต่อเล่ม ขาดโต๊ะ-เก้าอี้ ทำให้เด็กต้องนั่งเรียนกับพื้น จึงอยากขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ สนับสนุนงบประมาณซื้อสื่อการเรียนและครุภัณฑ์ที่จำเป็น เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำให้เด็กในพื้นที่.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5814296/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zW14tGG3B58oXOE-wAS7E

  • สอวช.ผนึก สจล.-เอกชน ขับเคลื่อน ‘Reverse Pitching’ ปิดช่องว่างนวัตกรรมไทย

    สอวช.ผนึก สจล.-เอกชน ขับเคลื่อน ‘Reverse Pitching’ ปิดช่องว่างนวัตกรรมไทย

    สอวช. จับมือ สจล. และพันธมิตรภาคเอกชน เปิดเวที The Reverse Innovation Summit โชว์ผลงาน 12 ทีมนวัตกรรม ขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมไทยด้วยกลไก Reverse Pitching

    เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และพันธมิตรภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เซ็นทรัล รีเทล ดิจิทัล และธนาคารกรุงไทย จัดงาน “The Reverse Innovation Summit” ณ อาคาร SIAMSCAPE กรุงเทพฯ เพื่อเปิดเวทีแสดงผลงานนวัตกรรมจากนักวิจัยและสตาร์ทอัพ 12 ทีม ที่ผ่านกระบวนการบ่มเพาะเชิงลึกภายใต้โครงการ “The Reverse Innovation Journey” โมเดลต้นแบบสำหรับการพัฒนานวัตกรรมด้วยกลไก Reverse Pitching ที่เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างบริษัทขนาดใหญ่และสตาร์ทอัพเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยมีมหาวิทยาลัยเป็นตัวกลางประสานความร่วมมือ

    ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวในพิธีเปิดว่า ภารกิจสำคัญของ สอวช. คือการออกแบบกลไกที่สามารถปิดช่องว่างในระบบนิเวศนวัตกรรมได้จริง โดยเฉพาะช่องว่างระหว่างโลกของการวิจัยและความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้นวัตกรรมไทยยังไม่สามารถสร้างผลกระทบเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มศักยภาพ

    โครงการ The Reverse Innovation Journey จึงถูกพัฒนาขึ้นในฐานะกลไกต้นแบบที่พลิกวิธีคิดจากการพัฒนานวัตกรรมแบบ Supply-Driven มาสู่การเริ่มต้นจากความต้องการที่แท้จริงของตลาด ผ่านกระบวนการหลักสองส่วน ได้แก่ กลไก Reverse Pitching ที่ให้องค์กรขนาดใหญ่เป็นผู้บอกโจทย์ความต้องการ ช่วยลดความเสี่ยงให้สตาร์ทอัพและนักวิจัยในการพัฒนานวัตกรรมให้ตรงกับความต้องการจริง พร้อมเปิดโอกาสเข้าสู่ Value Chain ของอุตสาหกรรมหลักได้ทันที และกลไก Collaborative Bootcamp ที่เป็นกระบวนการบ่มเพาะเชิงลึกเพื่อเสริมทักษะด้านธุรกิจ ทั้งทรัพย์สินทางปัญญา โมเดลธุรกิจ และทักษะการเจรจาต่อรอง เพื่อเปลี่ยนนักวิจัยและนักศึกษาให้กลายเป็นผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม (Innovation Driven Enterprise: IDE) ที่ทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมได้อย่างมืออาชีพ

    ดร.สุรชัย ย้ำว่าการรวมตัวของทุกภาคส่วนในงานครั้งนี้สะท้อนทิศทางการพัฒนานวัตกรรมของประเทศใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1. การสร้างนวัตกรรุ่นใหม่ที่มีทั้งทักษะเทคโนโลยีและทักษะธุรกิจ 2. การเชื่อมโจทย์จริงของภาคอุตสาหกรรมเข้ากับกระบวนการพัฒนานวัตกรรม และ 3. การยกระดับบทบาทมหาวิทยาลัยจากสถาบันการศึกษาสู่ Strategic Intermediary ที่เชื่อมโยงนวัตกรเข้ากับภาคธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

    รศ. ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า โครงการ The Reverse Innovation Journey ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมไทย เพราะเป็นครั้งแรกที่บริษัทขนาดใหญ่จากภาคธุรกิจเป็นผู้เสนอปัญหาและความต้องการที่แท้จริง แล้วจึงเปิดโอกาสให้นักวิจัยและสตาร์ทอัพเข้ามาร่วมกันสร้างสรรค์ทางออก กระบวนการดังกล่าวไม่เพียงลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยและการนำไปใช้จริง แต่ยังวางรากฐานสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืน

    ในงาน The Reverse Innovation Summit นักวิจัยและสตาร์ทอัพทั้ง 12 ทีมได้นำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการและแขกผู้มีเกียรติ โดย 6 ทีมที่โดดเด่นที่สุดในการนำนวัตกรรมไปพัฒนาต่อยอดร่วมกับภาคอุตสาหกรรมจนเกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรม ได้รับโล่รางวัล “Distinguished Innovation Team” จาก สอวช. สจล. และพันธมิตรบริษัทขนาดใหญ่นอกจากนี้

    ยังมีสัมมนาพิเศษจาก Ms. Sonia Ng ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพจากประเทศมาเลเซีย ที่จะแบ่งปันประสบการณ์จริงด้านการสร้างสตาร์ทอัพและการระดมทุนในระดับสากล รวมถึงการเสวนาพิเศษ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเรียนรู้เกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างบริษัทขนาดใหญ่และสตาร์ทอัพ โดยมีมหาวิทยาลัยเป็นตัวกลาง มีผู้ร่วมเสวนาเป็นตัวแทนจากภาคส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นางสาวมนันยา ชุณหวุฒิยานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายนโยบายนวัตกรรมเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการ สอวช. น.สพ. ดร.สนัด วงศ์ทวีทอง ผู้จัดการกองทุน TED Fund นายจิระภัทร์ เยาว์วัชสกุล ผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมและบ่มเพาะธุรกิจ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นายโกวินทร์ กุลฤชากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายนวัตกรรม เซ็นทรัล รีเทล ดิจิทัล และนายกิติพงศ์ มุตตามระ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ดำเนินการเสวนาโดย ผศ. ดร.รัชนี กุลยานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศ สจล. และ ดร.อภิวัฒน์ ทองประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิสอัพ จำกัด

    หลังการทดลองนำร่องโครงการ สอวช. มีแผนนำบทเรียนจากกลไกต้นแบบนี้ไปขยายผลร่วมกับภาคีในระบบนิเวศนวัตกรรม รวมถึงกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) เพื่อพัฒนากลไกสนับสนุนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบและสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจนวัตกรรมในวงกว้างยิ่งขึ้น

    “เราเชื่อมั่นว่านวัตกรกลุ่มนี้จะเป็นทรัพยากรที่มีค่าและสร้างคุณค่าให้กับภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไป” ดร.สุรชัย กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/291992&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zmVBI0WgFMhnjYANlp_Lk

  • “อนุสรณ์” แนะรัฐบาลทำงบประมาณแบบยอดรวม ดูแลศก.ได้โดยไม่ต้องก่อหนี้เพิ่ม

    “อนุสรณ์” แนะรัฐบาลทำงบประมาณแบบยอดรวม ดูแลศก.ได้โดยไม่ต้องก่อหนี้เพิ่ม

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า ฐานะทางการคลังของประเทศจะมีความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อย ๆ จากการไม่สามารถเก็บภาษีได้ตามเป้า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ประเทศจะขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นจากการนำเข้าพุ่งสูงจากวิกฤตการณ์พลังงาน ดังนั้น รัฐบาลควรจัดทำงบประมาณแบบรวมยอด (Consolidated Budget) เพื่อนำเอาเงินนอกงบประมาณ และกองทุนหมุนเวียนทั้งหลาย เข้าสู่กระบวนการจัดทำงบประมาณและการพิจารณาของรัฐสภา

    “เราสามารถมีมาตการ หรือนโยบายที่ไม่ต้องใช้งบประมาณ หรือต้องกู้เงินก่อหนี้สาธารณะเพิ่ม เพื่อดูแลเศรษฐกิจได้ คือ การลดการใช้ดุลยพินิจ เพื่อลดการทุจริตรั่วไหล ลด และยกเลิกกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น” นายอนุสรณ์ กล่าว

    พร้อมมองว่า ปัจจัยสำคัญที่สุด ซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จของการดำเนินการดังกล่าว คือ เจตจำนงทางการเมืองที่แข็งแกร่งพอของภาคการเมือง ที่จะต้องเผชิญหน้ากับแรงต้านจากระบบราชการ การยกเลิกและลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น ต้องนำไปสู่การวางรากฐานการกำกับดูแลที่ดีของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    การผ่องถ่ายอำนาจบางส่วนจากรัฐสู่กลไกตลาด และภาคเอกชน จะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันดีขึ้น การทบทวนและยกเลิกกฎระเบียบล้าสมัย จะช่วยลดขั้นตอนยุ่งยาก และต้นทุนต่อภาคธุรกิจ และการดำเนินชีวิตของประชาชน จะช่วยเพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจไทย และลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน

    “หากกิจกรรมใดของเอกชนมีความเสี่ยงต่ำ ก็อาจเลือกใช้วิธีจดแจ้งแทนที่การขออนุญาต ใช้การอนุมัติ หรืออนุญาตแบบอัตโนมัติ ในกรณีกิจกรรมที่มีความเสี่ยงปานกลาง ส่วนการขออนุญาตอย่างเต็มรูปแบบ จะจำกัดไว้ใช้เฉพาะกับกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง” นายอนุสรณ์ กล่าว

    นอกจากนี้ ยังเห็นว่าเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญในภาวะที่เศรษฐกิจขับเคลื่อนตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลมากขึ้นตามลำดับ ภายใต้วิกฤตการณ์พลังงาน คือ การขยายตัวของกลุ่มแรงงานอิสระ แพลตฟอร์มหรือแรงงานนอกระบบ และได้เกิดความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิและสวัสดิการเมื่อเทียบกับแรงงานในระบบ กรอบกฎหมายและมาตรการคุ้มครองที่มีอยู่ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ

    สิทธิที่แรงงานอิสระขาดหายไปเมื่อเทียบกับแรงงานในระบบ ได้แก่ แรงงานอิสระสามารถเข้าร่วมเป็นผู้ประกันตน ในกองทุนประกันสังคมได้เฉพาะแบบสมัครใจ (มาตรา 40) ซึ่งสิทธิประโยชน์ไม่ครอบคลุม และหลุดออกจากระบบได้ง่าย ไม่มีสวัสดิการครอบคลุมค่าชดเชยกรณีทุพพลภาพ ตาย หรือค่าชดเชยรายได้ระหว่างเจ็บป่วย ไม่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนในการทำงานล่วงเวลา วันหยุด ลาป่วย ลาคลอด ค่าชดเชยจากการเลิกจ้าง การรวมกลุ่มเพื่อจัดตั้งสหภาพแรงงาน ก็ยังไม่ได้รับการรับรองทางกฎหมาย ทำให้ขาดอำนาจต่อรอง

    นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยควรศึกษาระบบคุ้มครองแรงงานอิสระจากสเปน โดยมีกฎหมาย กฎหมาย Rider’s Law ที่บังคับให้แรงงานแพลตฟอร์ม เช่น คนส่งอาหาร ถือเป็น “ลูกจ้าง” โดยชอบด้วยกฎหมาย จึงได้รับสิทธิเต็มรูปแบบทั้งประกันสังคมภาคบังคับ ค่าแรงขั้นต่ำ สิทธิการลา และการคุ้มครองจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

    ส่วนกรณีของไทย อาจผลักดันร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ ร่างกฎหมายเพื่อมุ่งแก้ปัญหา 5 ประการที่แรงงานอิสระเผชิญ ได้แก่ 1. ค่าตอบแทนไม่เป็นธรรม 2. เข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ 3. ความไม่ปลอดภัยในการทำงาน 4 .ขาดสวัสดิการพื้นฐาน และ 5.ขาดการสนับสนุนการรวมกลุ่ม

    หรืออาจใช้วิธีแก้ไขคำนิยาม “แรงงาน” ในกฎหมายคุ้มครองแรงงานให้ครอบคลุม “แรงงานอิสระแพลตฟอร์ม” และ “แรงงานนอกระบบ” ทั้งหมด ส่วนจะเลือกนโยบายไหน ก็ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบดูว่าใช้แนวทางแบบไหนจะดีกว่ากัน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq03/12809599&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09LgMRcoemSyE-RmvJ0a4i