Category: วัฒนธรรม

  • ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงของการถูกล่อลวงไปทำงานต่างประเทศแบบผิดกฎหมาย ณ วิทยาลัยเทคนิคแม่สอด จังหวัดตาก  – กระทรวงการต่างประเทศ

    ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงของการถูกล่อลวงไปทำงานต่างประเทศแบบผิดกฎหมาย ณ วิทยาลัยเทคนิคแม่สอด จังหวัดตาก – กระทรวงการต่างประเทศ

    ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงของการถูกล่อลวงไปทำงานต่างประเทศแบบผิดกฎหมาย ณ วิทยาลัยเทคนิคแม่สอด จังหวัดตาก

    ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงของการถูกล่อลวงไปทำงานต่างประเทศแบบผิดกฎหมาย ณ วิทยาลัยเทคนิคแม่สอด จังหวัดตาก

    วันที่นำเข้าข้อมูล 22 พ.ย. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 22 พ.ย. 2568

    | 24 view

    เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 นายธีรกุล นิยม ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยนายจักร บุญ-หลง ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พ.ต.อ. มารุต กาญจนขันธกุล รองผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ ผู้แทนหน่วยงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดตากและผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมจัดกิจกรรมกับคณาจารย์และนักศึกษา ณ วิทยาลัยเทคนิคแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงของการถูกล่อลวงไปทำงานต่างประเทศแบบผิดกฎหมาย ซึ่งอาจนำไปสู่การตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ในเมียนมา พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานของกระทรวงการต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทั่วโลก ช่องทางติดต่อและการให้ความช่วยเหลือคนไทย รวมถึงบทบาทของกระทรวงฯ ในการยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของปัญหาการค้ามนุษย์ ผ่านการจัดการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ท (International Conference on Global Partnership against Online Scams) ในเดือนธันวาคม 2568 เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระดับโลกในการต่อต้านขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์

    ในโอกาสนี้ คณะได้เดินทางเยี่ยมชมศูนย์บูรณาการคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ กองอาสารักษาดินแดนอำเภอแม่สอดที่ 3 ด่านพรมแดนแม่สอด 2 จังหวัดตาก และพื้นที่ท่า 23 วังแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ริมแม่น้ำเมยฝั่งตรงข้ามเมืองชเวก๊กโกของเมียนมา พร้อมหารือกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะด้านการช่วยเหลือและส่งกลับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ รวมทั้งรับฟังพัฒนาการของสถานการณ์จากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ กระทรวงการต่างประเทศจะเดินหน้าบทบาทเชิงรุกในเสริมสร้างองค์ความรู้ สร้างภูมิคุ้มกัน และทำงานร่วมกับหน่วยงานและสถาบันการศึกษาในจังหวัดหน้าด่าน เพื่อป้องกันความเสี่ยงและสนับสนุนการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/outreach-activities-maesot-technical-college-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a908&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nJ9LiFhXa4hHwBnnCZogV

  • อธิบดีกรมยุโรปเป็นประธานร่วมในการประชุมหารือทวิภาคีไทย – ไอร์แลนด์ ครั้งที่ 2 – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมยุโรปเป็นประธานร่วมในการประชุมหารือทวิภาคีไทย – ไอร์แลนด์ ครั้งที่ 2 – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมยุโรปเป็นประธานร่วมในการประชุมหารือทวิภาคีไทย – ไอร์แลนด์ ครั้งที่ 2

    วันที่นำเข้าข้อมูล 22 พ.ย. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 22 พ.ย. 2568

    | 11 view

    เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 นางครองขนิษฐ รักษ์เจริญ อธิบดีกรมยุโรป เป็นประธานร่วมกับนาย Colm Hayes รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศและการค้าไอร์แลนด์ ในการประชุมหารือทวิภาคีไทย – ไอร์แลนด์ ครั้งที่ 2

    ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ซึ่งมีการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองตลอดปี รวมถึงทบทวนความคืบหน้าและหารือแนวทางในการเสริมสร้างความร่วมมือในสาขาที่มีความเข้มแข็ง ได้แก่ การค้าและการลงทุน เทคโนโลยีดิจิทัล การศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พร้อมทั้งแสวงหาโอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ พลังงานสะอาด ความมั่นคงทางไซเบอร์ และการปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ ขณะที่ฝ่ายไอร์แลนด์แสดงความพร้อมที่จะสนับสนุนไทยในการเจรจา FTA ไทย – สหภาพยุโรป ทั้งยังแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นต่อประเด็นสิทธิมนุษยชน สถานการณ์ในภูมิภาคและประเด็นระดับโลกอื่น ๆ ด้วย

    ไอร์แลนด์เป็นพันธมิตรสำคัญของไทยในด้านการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยในปี 2568 สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับ University College Dublin (UCD) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับต้น ๆ ของไอร์แลนด์และเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างกำลังคนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศไทย


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/2nd-thailand-ireland-bilateral-consultations-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a908&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0d2TKfAO84enn4Nb1NXg_j

  • กับดักเหยื่อมิจฉาชีพ “กลัว โลภ เร่ง” ถูกเวลา ถูกอารมณ์ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    กับดักเหยื่อมิจฉาชีพ “กลัว โลภ เร่ง” ถูกเวลา ถูกอารมณ์ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    กับดักเหยื่อมิจฉาชีพ “กลัว โลภ เร่ง” ถูกเวลา ถูกอารมณ์

    กับดักเหยื่อมิจฉาชีพ” ยุคใหม่ ใช้ความกลัว เรื่องอารมณ์ ความรวดเร็ว ทำให้คนไทยตกเป็นเหยื่อ สภาผู้บริโภคเร่งผลักดันมาตรการ ‘หน่วงเงิน – รู้จักตัวตนคนขาย’ อุดช่องโหว่ระบบการเงิน

    ผู้บริโภคอาจมีความคุ้นชินกับข่าวคนถูกหลอกออนไลน์ที่มีการรายงานแทบทุกวัน แต่งานเสวนาสร้างภูมิคุ้มกันคนไทยจากภัยการเงิน ของธนาคารแห่งประเทศไทยในงาน BOT Symposium 2025 ทำให้เห็นชัดว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องเดิม ๆ ที่คนไม่ระวัง แต่เป็นภัยการเงินที่พัฒนาความซับซ้อนเร็วยิ่งกว่าเทคโนโลยีที่ทุกคนใช้ในชีวิตประจำวัน โดยข้อมูลจากการเสวนาชี้ว่า ตั้งแต่ปี 2565 มีการแจ้งความคดีออนไลน์ในไทยมากกว่า 1 ล้านคดี และสร้างความเสียหายรวมกว่า 9.8 แสนล้านบาท ซึ่งยังไม่นับผู้เสียหายอีกกว่า 80% ที่ไม่แจ้งความ ทำให้ตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้หลายเท่า

    ช่องโหว่ที่ทำให้มิจฉาชีพหลอกลวงอย่างต่อเนื่องไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือของสแกมเมอร์เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการจับจุดอ่อนทางอารมณ์และพฤติกรรมของคนได้ตรงเป้าหมายมากขึ้น รูปแบบภัยการเงินเปลี่ยนจากการใช้แอปฯ ดูดเงิน ซึ่งปัจจุบันพอจะปิดช่องโหว่ได้แล้ว ปรับสู่เป็นการหลอกให้โอนเงินด้วยตัวเอง (Authorized Payment Fraud) ผ่านการอาศัยแรงกดดันทางอารมณ์เพื่อให้เหยื่อตัดสินใจเร็วเกินไป ตามที่ทีมวิจัยของธนาคารแห่งประเทศไทยชี้ว่า การตกเป็นเหยื่อไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ การศึกษา หรืออาชีพ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราเจอมิจฉาชีพที่มาได้ถูกเวลา ถูกจริตหรือไม่

    ผลสำรวจจาก รศ. ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานอนุกรรมการด้านการเงินและการธนาคาร สภาผู้บริโภค นำเสนอยิ่งน่าตกใจขึ้นไปอีก โดยพบว่า 73% ของคนไทยเคยถูกมิจฉาชีพเข้าถึง และเกือบครึ่งหนึ่ง 47% กลายเป็นผู้เสียหายจริง ที่สำคัญคือผลกระทบไม่ได้หยุดแค่ตัวเงิน แต่ขยายวงไปสู่ความเชื่อมั่นในโลกดิจิทัลที่ลดลง เช่น 23% เลิกใช้ออนไลน์ไปทันที และอีก 11% เลิกใช้แอปฯ การเงินทั้งหมด ผลกระทบเหล่านี้คือต้นทุนแฝงที่สังคมไทยต้องจ่ายอย่างเงียบ ๆ และสูงขึ้นทุกปี

    หนึ่งในกรณีศึกษาคือเรื่องของ ประวีณมัย บ่ายคล้อย ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ที่ถูกหลอกผ่านแอปฯ กรมที่ดินปลอม ชื่อ “Smart Land” ซึ่งหน้าตาเหมือนแอปฯ จริง โดยคนร้ายใช้ข้อมูล เช่น เลขโฉนด ที่อยู่ และชื่อเจ้าหน้าที่ ทำให้ผู้เสียหายเชื่อว่าเป็นการตรวจสอบจากรัฐ ถูกเร่งเร้าด้วยน้ำเสียงจริงจังจนไม่มีเวลาไตร่ตรอง ทั้งหมดนี้สะท้อนชัดเจนว่า มิจฉาชีพไม่ได้โจมตีที่เทคโนโลยีของทุกคน แต่ใช้การโจมตีที่ความกลัว ความกังวล และสัญชาตญาณอยากแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด

    พ.ต.ต.พากฤต กฤตยพงษ์ รองโฆษก กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 2 (บก.สอท.2) อธิบายว่าเบื้องหลังอาชญากรรมออนไลน์ปัจจุบันทำงานเป็นสายพานอุตสาหกรรมที่เร็วและเป็นระบบ เงินที่หลุดจากบัญชีเหยื่อจะถูกส่งต่อไปยังบัญชีม้าหลายทอดภายในไม่กี่นาที โดยมีทั้งคนที่ยอมเปิดบัญชีเพื่อแลกเงินหลักร้อยหรือหลักพัน ไปจนถึงผู้ถูกหลอกให้เปิดโดยไม่รู้ตัว ซึ่งราคาของบัญชีม้ายังปรับขึ้นลงตามความต้องการในตลาดมืด

    ขณะเดียวกันมิจฉาชีพไม่ได้ใช้รูปแบบการหลอกลวงแบบเดิม ๆ แต่ยกระดับเครื่องมือ เช่น ใช้เอไอเลียนเสียงคนในครอบครัวโทรมาหลอกผู้สูงอายุ (AI Voice Cloning) หรือใช้เทคโนโลยีดีปเฟค (Deepfake) ที่ดูเหมือนเจ้าหน้าที่จริงจนสร้างแรงกดดันทางอารมณ์อย่างเฉียบพลัน เมื่อจับคู่กับเทคนิคที่ออกแบบมาเพื่อทำให้เหยื่อ ไม่มีเวลาคิด ผ่านกลไก 3 อย่างคือ ความกลัว ความโลภ และความหลงในความน่าเชื่อถือ ทำให้เหยื่อจำนวนมากยอมโอนเงินด้วยตัวเองโดยไม่ได้ตั้งข้อสงสัย

    ทั้งนี้เบื้องหลังความหลอกลวงแบบเสมือนจริง คือองค์กรอาชญากรรมในประเทศเพื่อนบ้านที่ถูกจัดโครงสร้างเหมือนบริษัทจริง มีฝ่ายเทคโนโลยีคอยปลอมเบอร์ผ่านระบบการสื่อสารทางเสียงผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (VoIP) มีฝ่ายฝึกอบรมที่ล้างสมองพนักงานให้มองการหลอกลวงเป็นเพียงงานหารายได้ และมีทีมสนับสนุนที่เก็บข้อมูลเหยื่อเป็นฐานใหญ่เพื่อเลือกโจมตีตามจุดอ่อนของแต่ละคน

    นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีอย่างเครื่องส่งสัญญาหลอกหรือปลอม (Fake Base Station) ที่ส่งข้อความ (SMS) ปลอมมาในชื่อหน่วยงานรัฐ รวมถึงมีการจ้างคนไทยขับรถตระเวนพร้อมอุปกรณ์เพื่อหลบเลี่ยงการจับกุม ทำให้ตำรวจต้องทำงานแข่งกับความเร็วของเทคโนโลยี แม้จะปิดบัญชีปลายทางได้จำนวนมาก แต่เส้นทางเงินที่กระจายตัวรวดเร็ว ดังนั้น การป้องกันตั้งแต่ต้นทางจึงสำคัญยิ่งกว่าการไล่ตามหลังเกิดเหตุ เพราะเมื่อเงินหลุดมือไปเพียงไม่กี่วินาที โอกาสได้คืนแทบเป็นศูนย์

    ด้าน ตฤณห์ โพธิ์รักษา อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมศาสตร์ และผู้ช่วยคณบดีฝ่ายบริการวิชาการ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้อธิบายกลไกที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งว่า เมื่อสมองถูกกระตุ้นด้วย “ความกลัว – ความโลภ – ความเร่งด่วน” สมองส่วนเหตุผลจะทำงานช้ากว่าส่วนอารมณ์เสมอ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนรอบคอบยังตกเป็นเหยื่อได้ และเป็นเหตุผลว่าทำไมเพียงแค่ชะลอ 45 – 60 นาที ก็สามารถช่วยให้เราดึงสติกลับมาก่อนจะถูกหลอกได้ นอกจากนี้ มิจฉาชีพยังใช้ความเชื่อในอำนาจของรัฐ (Authority Bias) ทำให้เหยื่อหลงเชื่อว่าคนที่โทรมาเป็นเจ้าหน้าที่จริง ซึ่งความจริงแล้วเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกต้องจะไม่มีการให้โอนเงินหรือให้ทำธุรกรรมใด ๆ อย่างเด็ดขาด

    จากภาพทั้งหมด สะท้อนว่าภัยการเงินออนไลน์ไม่ใช่เรื่องที่ผู้บริโภคจะแก้ได้ด้วยตัวเองอีกต่อไป เนื่องจากระบบมีช่องโหว่ที่มิจฉาชีพใช้ได้อยู่มาก สภาผู้บริโภคจึงเสนอหลายมาตรการที่มุ่งปิดช่องโหว่นี้ตั้งแต่ต้นทาง เช่น มาตรการ “หน่วงเงินก่อนโอน” เพื่อกันไม่ให้เงินไหลออกหลายทอดในไม่กี่วินาที ช่วยเพิ่มโอกาสอายัดเงินให้ผู้เสียหาย มาตรการ “เปิดก่อนจ่าย” เพื่อป้องกันปัญหาซื้อสินค้าออนไลน์แล้วไม่ได้ของ ซึ่งเป็นเคสที่เกิดขึ้นมากที่สุด และมาตรการ “รู้จักตัวตนคนขาย” ซึ่งเป็นมาตรการล่าสุดที่เน้นความโปร่งใสของผู้ขาย โดยให้แพลตฟอร์มต้องแสดงข้อมูลผู้ขายที่ตรวจสอบได้ เพื่อไม่ให้ร้านผีหรือบัญชีปลอมใช้ช่องว่างตลาดออนไลน์ในการหลอกผู้บริโภค

    นอกจากการปกป้องรายบุคคลแล้ว มาตรการเหล่านี้ยังช่วยให้ระบบโดยรวมมีโครงสร้างป้องกันที่แข็งแรงขึ้น ลดโอกาสการหมุนเงินของมิจฉาชีพ และเพิ่มประสิทธิภาพติดตามเส้นทางเงินผิดปกติ สอดคล้องกับข้อเสนอจากเวทีเสวนาที่ชี้ว่า ประเทศที่รับมือกับปัญหานี้ได้ดีต้องใช้แนวคิดทั้งระบบ คือใช้หลายมาตรการพร้อมกัน ทั้งการป้องกัน การจับกุม การเฝ้าสังเกตข้อมูล และการสื่อสารสาธารณะที่สม่ำเสมอ

    สำหรับจุดร่วมสำคัญจึงชัดเจนว่า หากต้องการหยุดอาชญากรรมออนไลน์ เราต้องพัฒนาเกราะป้องกันให้เร็วและฉลาดเท่ากับที่มิจฉาชีพพัฒนาวิธีหลอก ไม่ใช่ปล่อยให้สังคมวิ่งตามปัญหาอยู่เสมอ ข้อเสนอเชิงนโยบายจากสภาผู้บริโภคจึงเป็นอีกก้าวหนึ่งที่ต้องเดินควบคู่กับการสร้างความรู้เท่าทัน เพราะเมื่อระบบดีขึ้น ผู้บริโภคมีข้อมูลครบขึ้น และทุกฝ่ายทำงานเชื่อมกันได้มากขึ้น โอกาสที่เงินจะหลุดลอยไปโดยไม่รู้ตัวก็จะลดลงอย่างเป็นรูปธรรม

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/scam-traps/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ut95CWlPab3U87-bcHZ_q

  • ‘พีระพันธุ์’ เปิดวิสัยทัศน์  ชู‘การบริหารยุทธศาสตร์แบบองค์รวม’ สร้างอนาคตชาติ

    ‘พีระพันธุ์’ เปิดวิสัยทัศน์ ชู‘การบริหารยุทธศาสตร์แบบองค์รวม’ สร้างอนาคตชาติ

    ‘พีระพันธุ์’ เปิดวิสัยทัศน์ ชู‘การบริหารยุทธศาสตร์แบบองค์รวม’ สร้างอนาคตชาติ

    วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.35 น.

    ‘พีระพันธุ์’ เปิดวิสัยทัศน์  ชู ‘การบริหารยุทธศาสตร์แบบองค์รวม’ สร้างอนาคตชาติ  ชี้ไทยขาดการวางแผนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ภาคการเกษตร การพัฒนาคน ไปจนถึงปัญหาสแกมเมอร์  แนะรวมพลังความคิดแก้วิกฤตประเทศ

    นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “การบริหารยุทธศาสตร์แบบองค์รวม” แก่ผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง รุ่นที่ 30 (บ.ส.30) ณ สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568  โดยเน้นย้ำว่า ยุทธศาสตร์คือการวางแผนระยะยาวที่มองไปยังอนาคต เพื่อคาดการณ์ปัญหาและการจัดการที่ต้องบริหารจัดการแบบองค์รวมให้ครบถ้วน ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่กับชีวิตทุกคนอยู่แล้ว เช่น การวางแผนการเงินในครอบครัว

    นายพีระพันธุ์ ได้ยกบทเรียนที่ได้รับจากการศึกษาต่อต่างประเทศที่เน้นให้รู้จัก “คิด” ไม่ใช่การท่องจำตัวบทกฎหมาย เพราะหน้าที่ของนักกฎหมายไม่ใช่การบอกว่าใครถูกใครผิด แต่คือการวิเคราะห์การกระทำและต้องคิดให้เป็นระบบรอบคอบในทุกมุมมอง  โดยเฉพาะในมุมมองของคู่ต่อสู้  

    นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังนำเสนอตัวอย่างของความล้มเหลวที่เกิดจากการขาด “ยุทธศาสตร์แบบองค์รวม” โดยเฉพาะปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ได้แก่ ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์และสแกมเมอร์ ซึ่งยังการขาดกฎหมายเฉพาะมารองรับ ทำให้การลงโทษต้องใช้การเทียบเคียงความผิดฐาน “ฉ้อโกง” ที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี เป็นหลัก และอาจลดโทษเหลือเพียง 6 เดือนถึง 1 ปี หากรับสารภาพ ซึ่งถือว่าน่ากลัวน้อยมากเมื่อเทียบกับรายได้ที่ได้มา อีกทั้งยังมีปัญหาในการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ว่าผู้ใดโกงใคร ที่สำคัญคือ กฎหมายปัจจุบันไม่มีความผิดฐาน “ตระเตรียม” ที่จะฉ้อโกงในลักษณะสแกมเมอร์ ถึงแม้จะจับแก๊งที่ครอบครองโทรศัพท์ 200-400 เครื่องมาได้   โดยนายพีระพันธุ์เสนอมุมมองทางยุทธศาสตร์ว่า ควรให้ผู้ถูกจับพร้อมหลักฐานต้องพิสูจน์ตัวเอง ไม่ใช่ให้ภาครัฐไปพิสูจน์ทั้งหมด เช่นเดียวกับในอดีตที่การปลอมบัตรเครดิตก็ไม่เป็นความผิดจนกว่าจะปลอมเสร็จ ทำให้ไม่สามารถจับกุมผู้ที่มีบัตรพลาสติกเปล่าเพื่อรอทำบัตรปลอมได้

    นายพีระพันธุ์ยังยกตัวอย่างเรื่องการพัฒนานวัตกรรมโดรน ซึ่งประเทศไทยมีบริษัทที่ผลิตโดรนที่มีคนนั่งและสามารถบินได้แล้วหลายแห่ง แต่กลับไม่สามารถนำขึ้นบินได้ เพราะหน่วยงานควบคุมการบินไม่อนุญาตให้บิน เนื่องจากยังไม่ได้มีการแก้กฎหมาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการขาดการบริหารจัดการอย่างเป็นองค์รวมของฝ่ายบริหารและฝ่ายประจำ ทำให้ความเก่งของคนไทยไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้

    ด้านภาคการเกษตร  ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมแต่กลับไม่มีปุ๋ย ต้องนำเข้าทั้งหมด ในขณะที่ซาอุดีอาระเบียที่เป็นทะเลทราย กลับเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกปุ๋ยในราคาถูกกว่าไทย สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่ากระทรวงที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้ทำงานร่วมกันอย่างมีแผนยุทธศาสตร์ที่จะนำแร่โปแตชคุณภาพสูงระดับโลกขึ้นมาผลิตปุ๋ย

    ในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ประเทศไทยขาดการวางแผนระยะยาวในการพัฒนาคน เห็นได้จากตัวอย่างที่บริษัทอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ ขาดแคลนแรงงานด้านการพ่นสีรถยนต์ จนต้องขอให้กระทรวงยุติธรรมช่วยฝึกนักโทษให้ ในขณะที่เด็กไทยวันนี้ยังถูกจำกัดอยู่ในหลักสูตรสามัญและอาชีวะแบบเดิม ๆ โดยหลักสูตรการศึกษาของประเทศไม่ได้สอดคล้องกับความต้องการในยุทธศาสตร์ชาติ เช่น การมุ่งเป็นศูนย์กลางด้านการเงิน ที่ต้องมีการออกกฎหมายรองรับ แต่กระทรวงศึกษาธิการกลับไม่มีหลักสูตรที่เน้นด้านนี้ ขณะที่จีนประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศด้านเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด เพราะพวกเขามียุทธศาสตร์ด้านการศึกษาที่เตรียมคนให้มีคุณภาพเพื่อรองรับการแข่งขัน

    อย่างไรก็ตาม นายพีระพันธุ์ ได้ยกตัวอย่างความสำเร็จของการใช้ยุทธศาสตร์แบบองค์รวมของสถาบันศาลยุติธรรม ได้แก่ การแยกสถาบันศาลออกมาเป็นองค์กรอิสระจากกระทรวงยุติธรรมซึ่งเคยถูกเรียกว่า “กระทรวงศาล”  โดยการแยกตัวนี้เป็นยุทธศาสตร์ที่คิดไว้ตั้งแต่ประมาณปี 2533-2534 และประสบความสำเร็จเมื่อรัฐธรรมนูญปี 2540 เปิดโอกาสศาลเป็นองค์กรที่สามารถดำเนินงานได้ด้วยตนเอง  รวมถึงการพัฒนาระบบการฟ้องออนไลน์  ซึ่งศาลยุติธรรมได้ปรับตัวและมีวิสัยทัศน์ในการมองไปข้างหน้า โดยมีการพัฒนาระบบให้ประชาชนสามารถฟ้องคดีการโกงสินค้าออนไลน์ได้เองทางออนไลน์ ซึ่งเป็นผลมาจากความร่วมมือและการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถาบันการเงิน หากไม่มีการบริหารจัดการแบบองค์รวมเช่นนี้ ประชาชนก็จะต้องฟ้องแบบเดิมและเกิดความล่าช้า

    ในตอนท้าย นายพีระพันธุ์ย้ำว่า ยุทธศาสตร์ชาติจะเกิดขึ้นได้ต้องมาจาก “วิสัยทัศน์” ซึ่งเกิดจาก “ความคิด” ไม่ใช่พรสวรรค์ และการบริหารจัดการยุทธศาสตร์ให้สำเร็จ ต้องอาศัยการร่วมมือและประสานงานกันเป็นทีมของทุกหน่วยงาน และหวังว่าสิ่งที่ตนได้นำเสนอจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เข้ารับการอบรมในการนำความรู้ไปช่วยกันพัฒนาประเทศต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/929762&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3f4zB2AMa9oKzGNu8ybUrU

  • นโยบายในฝัน + นายกฯในฝัน ของ “อ.ไข่ มาลีฮวนน่า”

    นโยบายในฝัน + นายกฯในฝัน ของ “อ.ไข่ มาลีฮวนน่า”

    นโยบายในฝัน + นายกฯในฝัน ของ “อ.ไข่ มาลีฮวนน่า”

    22 พฤศจิกายน 2568 หลังจากที่นายกฯอนุทิน ได้ออกมาเปิดเผยว่า อาจจะมีการยุบสภาเร็วขึ้น เป็นวันที่ 12 ธ.ค.นี้ หลังฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เชื่อว่าคนไทยหลายคนก็คงรู้สึกว่าช่วงนี้ไทยเราเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย “อ.ไข่ มาลีฮวนน่า” ศิลปินเพลงเพื่อชีวิตในตำนานได้มาเยือนเนชั่นทีวีพร้อมเปิดใจถึงนโยบายและนายกฯในฝันที่อยากจะได้ในอนาคต

    อ.ไข่ มาลีฮวนน่า หรือ นายคฑาวุธ ทองไทย กล่าวว่า นโยบายที่อยากจะได้จากรัฐบาลจริง ๆ อยากเห็นทุกด้าน เช่น นโยบายของพลังงาน ยังไม่เคยเห็นรัฐบาลไหนทำให้น้ำมันอยู่ในลิตรละ 10-20 บาทได้ ทั้งที่ไทยเรามีบ่อน้ำมัน ถ้าพลังงานถูกแสดงว่าต้นทุนการผลิตถูกตามลง ประชาชนจะได้ของที่ถูก ประเทศจึงจะหมุนเวียนได้

    ต่อไปคือเรื่องของการศึกษาต้องปฏิรูปครั้งใหญ่ แม้แต่การแยกขององค์การปฏิรูปตำรวจไม่ควรรวมอยู่ในกองทัพเดียวกัน อย่างต่างประเทศเขาแยกตำรวจรถไฟ ตำรวจป่าไม้  น่าจะแยกที่อิสระไม่ควรขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี  และในแต่ละพื้นที่ควรสามารถขึ้นเงินเดือนหรือยศของเขาเองได้

    สำหรับเรื่องการศึกษาสำคัญมากถ้ารัฐบาลลงทุนให้มาก มันเป็นพื้นฐานของอนาคตประเทศ  เช่น ประเทศสิงคโปร์ที่มีการพัฒนาการศึกษาจนมีคนไปเที่ยวประเทศเขามากขึ้น จริงๆก็อยากเห็นอะไรก็ได้ที่ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด

    ส่วนคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีในฝันที่ อ.ไข่ อยากได้ คือ จะต้องมีอายุไม่เกิน 45 ปี  ทำงานได้ 18 ชม. มีความรู้ความสามารถที่เชื่อมโลกได้ทั้งใบ เป็นคนรักชาติรักแผ่นดินอย่าไปเป็นนอมินีใต้เงาของใคร

    นอกจากนั้น อ.ไข่ ยังได้แชร์มุมมองในเรื่องของปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาว่า เกมที่เห็นหน้าฉากระหว่างไทยและกัมพูชา เชื่อว่าจริงๆเบื้องหลังเป็นเกมของมหาอำนาจโลก เงื่อนไขอยู่ที่มหาอำนาจ จีน อเมริกา และรัสเซีย ที่กำลังเล่นเป็นเกมใหญ่ของการปะทะกันของประเทศมหาอำนาจใหญ่  เช่น อเมริกาที่ไม่ยอมและไม่อยากให้จีนและรัสเซียผงาดขึ้นมา จึงทำให้เกิดสงครามยูเครน สงครามตัวแทนในไต้หวัน ญี่ปุ่น มาเลเซีย ทำให้มีสงครามทั่วไปหมด

    อย่างเรื่องไทย-กัมพูชา คงเป็นแค่หมากตัวหนึ่งในเซ้าท์อีสท์เอเชียเท่านั้น แต่โชคดีที่ภาษีทรัมป์ไม่สามารถข่มขู่ในกำแพงภาษีได้ ต้องขอบคุณรัฐมนตรีหญิงท่าน ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ไปหาตลาดใหม่ๆได้ในแคนาดา รัสเซีย อเมริกาเหนือ อินเดีย ซาอุดีอาระเบีย  สามารถไปเปิดตลาดใหม่ จากที่ทรัมป์ข่มขู่ไทย แต่กลายเป็นไทยเราเป็นผู้เล่นเกมได้ ชื่นชมท่านรัฐมนตรีหญิงเก่งมาก

    “มาลีฮวนน่า” ชวนคืนสู่เหย้า “แคมป์ไฟดนตรีไร่หุบกะพง”

    นอกจากมาแชร์มุมมองทางการเมืองแล้ว อ.ไข่ยังยกวงมาลีฮวนน่า มาฝากคอนเสิร์ตใหญ่ประจำปี ชวนแฟนเพลงคืนสู่เหย้า “แคมป์ไฟดนตรีไร่หุบกะพง” ที่จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม 2568    

    ภายในงานจะมีศิลปินรับเชิญสุดพิเศษ นำโดย ติ๊ก ชิโร่, โอ้ โอฬาร พรหมใจ, จั๊ก ชวิน, The Olarn Project และ ไก่ กะละมังส์  และที่พิเศษสุดๆจะมีการเปิดตัวสองเพลงใหม่แกะกล่องของมาลีฮวนน่า คือ “เพลงคืนสู่ไร่ คืนสู่รัก” และ “เพลงพี่เพื่อนน้อง” ที่แต่งขึ้นเพื่อมอบให้แฟนเพลงโดยเฉพาะ  

    งานนี้รองรับผู้ร่วมงานได้เพียง 1,500 คน เท่านั้น ใครอยากจะไปฟังเพลงเพราะๆกับไปสัมผัสบรรยากาศดีๆสามารถซื้อบัตรได้แล้ววันนี้ที่ เพจ Maleehuana Official หรือที่ร้าน ครัวกระเทียมพริกไทยดำ (เลียบคลองสอง) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378969749&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CbB-vWEmU05CFw6QCerru

  • ญี่ปุ่นโต้ ‘อาชญากรรมต่อคนจีน’ ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้น หลังรัฐบาลจีนเตือนพลเมืองเลี่ยงเดินทางไปแดนปลาดิบ

    ญี่ปุ่นโต้ ‘อาชญากรรมต่อคนจีน’ ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้น หลังรัฐบาลจีนเตือนพลเมืองเลี่ยงเดินทางไปแดนปลาดิบ

    กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นออกแถลงการณ์ผ่านเว็บไซต์เมื่อคืนวันศุกร์ (21 พ.ย.) ตอบโต้ประกาศของรัฐบาลจีนที่เตือนให้ประชาชนจีน ‘หลีกเลี่ยง’ การเดินทางไปญี่ปุ่น โดยให้เหตุผลว่า “อาชญากรรมต่อชาวจีนกำลังเพิ่มสูงขึ้นในญี่ปุ่น” 

    ในแถลงการณ์กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น ระบุว่า “คำกล่าวอ้างดังกล่าวไม่เป็นความจริง” โดยอ้างอิงจากแนวโน้มของจำนวนคดีอาชญากรรม ซึ่งไม่ได้เพิ่มขึ้นตามที่จีนกล่าวอ้าง  

    การเผยแพร่สถิติอาชญากรรมนี้ถือเป็นกรณีที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งของญี่ปุ่น และเป็นการตอบโต้การโฆษณาชวนเชื่อของจีนที่พยายามสร้างความตึงเครียดในเชิงอาญาที่ไม่เป็นความจริง  

    ทั้งนี้ทางกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นได้อ้างข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่น ซึ่งระบุว่า “จำนวนชาวจีนที่ถูกฆาตกรรมในญี่ปุ่นในปี 2023 และ 2024 อยู่ที่ 15 รายเท่ากัน” ไม่มีเพิ่มขึ้นตามที่จีนกล่าวอ้าง  

    สำหรับตัวเลขในช่วงเดือนมกราคม ถึงตุลาคมปีนี้อยู่ที่ 7 ราย ลดลงกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับ 14 รายในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน   

    ขณะที่คดีปล้นทรัพย์ที่เกิดกับชาวจีนนั้นพบว่า ในปี 2023 มี 31 คดี และในปี 2024 มี 27 คดี ส่วนในช่วงมกราคม ถึงตุลาคม 2025 มีจำนวน 21 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 

    ในส่วนของคดีวางเพลิงที่เกี่ยวข้องกับชาวจีนมี 2 คดีในปี 2023 และ 3 คดีในปี 2024 แต่จนถึงสิ้นเดือนตุลาคม 2025 นั้นยังไม่มีรายงานคดีวางเพลิงที่ได้รับการยืนยัน 

    กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นชี้แจงว่า “ข้อมูลสถิติอาชญากรรมนี้รวมถึงกรณีที่ผู้ต้องสงสัยหลักมีสัญชาติจีนด้วย” โดยทางกระทรวงได้เผยแพร่แถลงการณ์และสถิตินี้ในเว็บไซต์ทั้งภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษ ขณะที่สถานทูตญี่ปุ่นในกรุงปักกิ่งก็ได้นำแถลงการณ์นี้ไปเผยแพร่ด้วย 

    อย่างไรก็ดี การประกาศของทางการจีนที่เตือนให้ประชาชน ‘หลีกเลี่ยง’ การเดินทางไปญี่ปุ่น หรือพิจารณาการศึกษาต่อในญี่ปุ่นอีกครั้งนั้น เป็นการตอบโต้ต่อคำกล่าวของนายกฯ ซานาเอะ ทาคาอิจิ ในที่ประชุมสภานิติบัญญัติว่า “หากจีนโจมตีไต้หวันที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ญี่ปุ่นอาจตอบโต้ทางทหาร” 

    (Photo by Vincent Thian / POOL / AFP) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/japan-foreign-ministry-rebuts-china-assertion-of-surge-in-crime-against-chinese-nationals-in-japan&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1en7O4UtT2jPdlDd7AKH9v

  • “นฤมล” กำชับสถานศึกษาภาคใต้เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน พร้อมแผนเรียนออนไลน์ฉุกเฉิน

    “นฤมล” กำชับสถานศึกษาภาคใต้เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน พร้อมแผนเรียนออนไลน์ฉุกเฉิน

    “นฤมล” กำชับสถานศึกษาภาคใต้เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน พร้อมแผนเรียนออนไลน์ฉุกเฉิน

    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายจังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งมีฝนตกหนักตลอดคืน ส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มสูงในหลายชุมชน ถนนสายสำคัญถูกตัดขาดเป็นช่วง ๆ โดยเฉพาะย่านเศรษฐกิจและย่านชุมชนหนาแน่น

    ขณะที่สถานศึกษาหลายแห่งจำเป็นต้องปิดเรียนชั่วคราวเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการเดินทางของนักเรียน-นักศึกษาและครู รวมถึงเพื่อให้ผู้บริหารสามารถจัดการมาตรการด้านความปลอดภัยได้อย่างรอบคอบ

     ในการนี้ รมว.ศธ. ได้สั่งการให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและศึกษาธิการจังหวัดทุกจังหวัดพื้นที่ภาคใต้ประเมินสถานการณ์ตลอดเวลา และรายงานข้อมูลสู่ส่วนกลางอย่างต่อเนื่องทันท่วงที เพื่อให้สามารถสนับสนุนการช่วยเหลือได้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง

    ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ

    โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง สตูล ชุมพร และสุราษฎร์ธานี ที่ยังมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ พร้อมกำชับให้สถานศึกษาตรวจสอบจุดเสี่ยงต่าง ๆ อย่างละเอียด ทั้งความมั่นคงปลอดภัยของอาคาร ระบบไฟฟ้า เครื่องสูบน้ำ ระบบระบายน้ำ และเส้นทางเข้า–ออกโรงเรียน หากพบว่าน้ำเริ่มหลากเข้าพื้นที่ ให้รีบย้ายอุปกรณ์การเรียนการสอน ครุภัณฑ์ และเอกสารสำคัญขึ้นที่สูงทันที พร้อมจัดพื้นที่ปลอดภัยไว้รองรับนักเรียนที่อาจต้องอยู่ในความดูแลในกรณีฉุกเฉิน

    ในส่วนของการจัดการเรียนการสอน โฆษกกระทรวงศึกษาธิการระบุว่า ศ.ดร.นฤมลได้ให้นโยบายชัดเจนว่า ให้สถานศึกษาประเมินสถานการณ์ โดยสามารถจัดการเรียนการสอนออนไลน์ มอบหมายงาน หรือชะลอกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยได้

    ทั้งนี้ ผู้อำนวยการสถานศึกษามีอำนาจประกาศปิดเรียนได้ทันทีหากพื้นที่ไม่ปลอดภัย โดยไม่จำเป็นต้องรอคำสั่งจากส่วนกลาง ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการเดินทางที่อาจเกิดอันตรายและไม่เพิ่มภาระให้ผู้ปกครอง รวมถึงกรณีที่เปิดการเรียนการสอน ก็สามารถผ่อนปรนเรื่องการแต่งกายของนักเรียนเพื่อมาเรียนได้ตามความเหมาะสมได้

    นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้จัดเจ้าหน้าที่ส่วนกลางประจำการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรับการประสานงานจากพื้นที่ประสบภัย พร้อมเตรียมทีมสนับสนุนจากหน่วยงานในสังกัด ทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) ในการตรวจสอบระบบอาคาร ระบบไฟฟ้า และการฟื้นฟูเบื้องต้นเมื่อระดับน้ำลดและสามารถเข้าพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย รวมถึงประสานทำงานร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการอพยพ ดูแลครู–นักเรียน และจัดการเหตุเร่งด่วนในพื้นที่

    “สถานการณ์ที่หาดใหญ่และหลายจังหวัดภาคใต้ในวันนี้สะท้อนให้เห็นว่าน้ำท่วมฉับพลันอาจเกิดขึ้นได้รวดเร็วมาก ขณะเดียวกัน ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็กำลังเผชิญอากาศหนาวเย็นลงต่อเนื่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เน้นย้ำ กำชับให้ผู้บริหารการศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษาทุกจังหวัดติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด ปรับแผนดูแลครูและนักเรียนให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และรายงานสถานการณ์เข้าส่วนกลางอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การสนับสนุนสามารถดำเนินไปได้ตรงกับความจำเป็นของพื้นที่ในทุกช่วงเวลา” ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/644668&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw111TnjxB2LophtS23w-gvK

  • ชาติไทยพัฒนา ในอ้อมกอดค่ายสีน้ำเงินในสถานการณ์ที่ พรรคสุพรรณไปต่อยาก

    ชาติไทยพัฒนา ในอ้อมกอดค่ายสีน้ำเงินในสถานการณ์ที่ พรรคสุพรรณไปต่อยาก

    สมการแห่งอำนาจ: ทำไมต้อง “ค่ายสีน้ำเงิน” ?

    ในทางการเมือง ตัวเลขคือพระเจ้า เมื่อมี สส. เพียง 10 คน อำนาจต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีจึงริบหรี่ การดำรงอยู่ของพรรคชาติไทยพัฒนาในปัจจุบันแขวนอยู่บนเส้นด้ายของ “กลุ่มบ้านใหญ่นครปฐม” (ตระกูลสะสมทรัพย์) หากกลุ่มนี้ถอนตัว พรรคจะเหลือ สส. เพียงหยิบมือ และไม่สามารถดำรงสถานะพรรคการเมืองที่มีบทบาทระดับชาติได้อีกต่อไป

    พรรคภูมิใจไทย (ค่ายสีน้ำเงิน) จึงกลายเป็นคำตอบสุดท้าย ด้วยเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ 

    ความสัมพันธ์ศิษย์-อาจารย์: เนวิน ชิดชอบ “ครูใหญ่” แห่งภูมิใจไทย คืออดีตศิษย์ก้นกุฏิที่เรียนรู้วิชาการเมืองมาจากบรรหาร การที่วราวุธจะพาพรรคไปอยู่ใต้ร่มเงาเนวิน จึงเปรียบเสมือนการกลับไปหาศิษย์ผู้พี่ที่ประสบความสำเร็จกว่า

    ความอยู่รอดของ สส.: การย้ายไปสังกัดพรรคใหญ่ที่มีทรัพยากรพร้อมสรรพ ย่อมการันตีโอกาสชนะเลือกตั้งในสมัยหน้าได้มากกว่าการดันทุรังอยู่พรรคเล็กที่กระสุนดินดำร่อยหรอ

    สัจธรรมการเมืองไทยกับก้าวย่างสุดท้ายของ 'ชาติไทยพัฒนา' ในอ้อมกอดค่ายสีน้ำเงิน Credit ภาพ NATION PHOTO

    บทเรียนราคาแพง: แบรนด์พรรค หรือ ตัวบุคคล?

    กรณีของ จองชัย เที่ยงธรรม ที่เคยย้ายไปภูมิใจไทยในปี 2562 แล้วพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งสุพรรณบุรี สะท้อนให้เห็นว่า “แบรนด์ชาติไทย”ในพื้นที่นั้นแข็งแกร่งมาก คนสุพรรณฯ เลือกพรรคเพราะรู้สึกว่าเป็น “สมบัติของจังหวัด” ไม่ใช่สมบัติของตระกูลใดตระกูลหนึ่ง

    ทว่า ในปี 2568 บริบทได้เปลี่ยนไป การที่ วราวุธ ตัดสินใจจะนำ สส. ทั้ง 10 ชีวิต ย้ายเข้าสังกัดภูมิใจไทย (ตามรายงานข่าวที่จะมีการเปิดตัว 23 พ.ย. 2568 นี้) คือการเดิมพันครั้งสุดท้าย

    เขาต้องเลือกระหว่างการรักษา “ชื่อพรรค” ไว้แต่ไร้อำนาจ หรือ ยอมสลาย “หัวโขน” เพื่อรักษา “ตัวเล่น” (สส.) ให้ยังคงอยู่ในวงจรอำนาจรัฐ

    สัจธรรมของอำนาจ

    สิ่งที่เกิดขึ้นกับพรรคชาติไทยพัฒนา เปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ที่เคยแผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาแก่คนสุพรรณฯ มายาวนาน แต่เมื่อรากแก้ว (บรรหาร) จากไป และสภาพดินฟ้าอากาศ (กติกาการเมือง/รัฐธรรมนูญ) เปลี่ยนแปลง ต้นไม้ต้นเดิมไม่สามารถยืนต้นต้านทานพายุได้เพียงลำพังอีกต่อไป

    การยอมย้ายกิ่งก้านที่เหลือไปเสียบยอด  กับต้นไม้ที่ใหญ่กว่าและแข็งแรงกว่าอย่าง “ภูมิใจไทย” อาจดูเหมือนความพ่ายแพ้ในเชิงอุดมการณ์รักบ้านเกิด แต่ในมุมมองของสัจธรรมทางการเมืองไทย… นี่คือวิถีทางเดียวที่จะทำให้ “เผ่าพันธุ์” ทางการเมืองนั้นยังคงมีลมหายใจต่อไปได้ แม้จะต้องเปลี่ยนชื่อแซ่ก็ตาม

    สิ่งที่เกิดขึ้นกับ ชาติไทยพัฒนา เป็นอีกครั้ง ย้ำเตือนนักการเมืองทุกคนว่า อำนาจไม่เคยจีรัง และไม่มีใครเป็นเจ้าของประชาชนได้อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860822&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MVCz–U2oLc-yylDNB_zn

  • ขาด ทักษะ-นวัตกรรม ปัญหาซ้ำซากสังคมเศรษฐกิจไทย

    ขาด ทักษะ-นวัตกรรม ปัญหาซ้ำซากสังคมเศรษฐกิจไทย

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-236&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2W1-rk17pKu0AgdI4PIMPJ

  • องคมนตรี มอบทุนการศึกษาพระราชทาน โครงการกองทุนการศึกษา ปี 2568

    องคมนตรี มอบทุนการศึกษาพระราชทาน โครงการกองทุนการศึกษา ปี 2568

    องคมนตรีเป็นประธานมอบทุนการศึกษาพระราชทาน โครงการกองทุนการศึกษา ปี 2568 พร้อมรับฟังผลการดำเนินงานโรงเรียนใน โครงการฯ จังหวัดน่าน

    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ที่โรงเรียนบ้านนายาง อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี ในฐานะกรรมการโครงการกองทุนการศึกษา เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาพระราชทาน โครงการกองทุนการศึกษา ประจำปี 2568 ให้แก่นักเรียนผู้ได้รับทุนพระราชทาน รุ่นที่ 7 ในพื้นที่จังหวัดน่าน จำนวน 3 คน โดยมี นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ให้การต้อนรับ

    ภายหลังพิธีมอบทุน องคมนตรีได้ รับฟังการดำเนินงานของโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา ในพื้นที่จังหวัดน่าน จำนวน 5 แห่ง ได้แก่
    โรงเรียนบ้านนายาง อำเภอนาหมื่น
    โรงเรียนประกิตเวชศักดิ์ อำเภอนาน้อย
    โรงเรียนบ้านหลวง อำเภอบ้านหลวง
    โรงเรียนทุ่งช้าง อำเภอทุ่งช้าง
    โรงเรียนไตรเขตประชาสามัคคี รัชมังคลาภิเษก อำเภอสองแคว

    โครงการกองทุนการศึกษา เป็นโครงการที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอด จากพระราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้คณะองคมนตรีพัฒนาการดำเนินงานให้สอดคล้องกับพระบรมราโชบาย ด้านการศึกษา เพื่อ “สร้างคนดีให้แก่บ้านเมือง”

    การดำเนินงานโครงการอยู่ภายใต้ ยุทธศาสตร์ 3 เสาหลัก ได้แก่
    ให้เด็กได้เรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพ
    ให้เด็กจบการศึกษาอย่างมีคุณภาพ
    ปลูกฝังวินัย คุณธรรม และจริยธรรม

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3826981/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DLx5A6Bpew8szjt37Jq4b