Category: วัฒนธรรม

  • G

    G

    แกร็บ สานต่อโครงการ Grab The Future 2025 ส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล

    แกร็บ สานต่อโครงการ Grab The Future 2025 มอบทุนการศึกษากว่า 9.5 ล้านบาท หนุนนโยบาย ดีอี ส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล แกร็บ ประเทศไทย ร่วมกับ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เดินหน้าส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะดิจิทัลของคนรุ่นใหม่ มอบทุนการศึกษามูลค่ารวมกว่า 9.5 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นทุนการศึกษาสำหรับบุตรธิดาของคนขับแกร็บรวม 3 ล้านบาทผ่านโครงการ “Grab The Future 2025” ทุนการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยแบบเต็มจำนวนมูลค่ารวมกว่า 3 ล้านบาท และทุนสนับสนุนอุปกรณ์การเรียนรวม 3.5 ล้านบาท ผ่าน โครงการ “GrabScholar” เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้และยกระดับศักยภาพของคนไทย พร้อมตอกย้ำความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่สังคมดิจิทัลอย่างยั่งยืน นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า “หนึ่งในนโยบายหลักที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มุ่งมั่นขับเคลื่อนเพื่อรองรับนโยบาย ‘Quick Big Win’ ของรัฐบาล คือการยกระดับความรู้ด้านดิจิทัลของคนไทยให้เท่าทันยุคสมัย โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

    Read More

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://gotomanager.com/tags/grab-the-future-2025/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1elONuXGvU7iKLl6wY2P6u

  • “กัลฟ์” ต่อยอดการพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูง จุดประกายสู่การสร้างอาชีพ พาชุมชนดอยมอโก้โพคีและดอยเวียง ศึกษาการทำกาแฟครบวงจรที่โครงการดอยตุง | TOPNEWS

    “กัลฟ์” ต่อยอดการพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูง จุดประกายสู่การสร้างอาชีพ พาชุมชนดอยมอโก้โพคีและดอยเวียง ศึกษาการทำกาแฟครบวงจรที่โครงการดอยตุง | TOPNEWS

    “กัลฟ์” ต่อยอดการพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูง จุดประกายสู่การสร้างอาชีพ พาชุมชนดอยมอโก้โพคีและดอยเวียง ศึกษาการทำกาแฟครบวงจรที่โครงการดอยตุง

    • เผยแพร่ : 23/11/2025 12:04

    GULF ยกระดับศักยภาพชุมชนบนพื้นที่สูง พาชาวบ้านอบรมการผลิตกาแฟครบวงจร ที่โครงการพัฒนาดอยตุง จ.เชียงราย

    “กัลฟ์” ต่อยอดการพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูง จุดประกายสู่การสร้างอาชีพ พาชุมชนดอยมอโก้โพคีและดอยเวียง ศึกษาการทำกาแฟครบวงจรที่โครงการดอยตุง – Top News รายงาน

    กัลฟ์

    บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เดินหน้าส่งเสริมศักยภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนบนพื้นที่สูงอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 12-13 พฤศจิกายน 2568 กัลฟ์ได้พาชาวบ้านจากชุมชนดอยมอโก้โพคี อ.ท่าสองยาง จ.ตาก และชุมชนดอยเวียง อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ เข้าร่วมการอบรมและศึกษาดูงานด้านการผลิตกาแฟครบกระบวนการ ณ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เชียงราย โดยได้รับความรู้มากมาย ตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์เพื่อเพาะกล้า การจัดการแปลงกาแฟอย่างเหมาะสม การบำบัดน้ำเสียจากกระบวนการผลิต รวมถึงการฝึกชิมกาแฟเพื่อประเมินคุณภาพและรสชาติ ซึ่งเป็นองค์ความรู้สำคัญที่จะช่วยให้ชุมชนสามารถพัฒนากาแฟของตนเองให้มีมาตรฐานสูงขึ้น และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น เพื่อเป็นการต่อยอดเป็นอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืนในอนาคต

    น.ส.ญาณิศา วัฒนคำนวณ ผู้อำนวยการด้านการบริหารฝ่ายกิจกรรมองค์กรเพื่อสังคม GULF กล่าวว่า “กิจกรรมนี้เกิดจากการที่กัลฟ์ได้ไปติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ให้กับทั้ง 2 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนดอยเวียง และชุมชนมอโก้โพคี ซึ่งพบว่าทั้งสองชุมชนมีการปลูกกาแฟอยู่แล้ว แต่ยังขาดโรงสีกาแฟที่มีประสิทธิภาพเนื่องจากไม่มีไฟฟ้าเข้าถึง การติดตั้งโซลาร์เซลล์ช่วยให้กระบวนการสีกาแฟมีคุณภาพดีขึ้น อย่างไรก็ตาม คุณภาพกาแฟโดยรวมก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร จึงเป็นที่มาของการพัฒนาต่อยอดโครงการในวันนี้ที่ได้พาชาวบ้านดอยเวียง และดอยมอโก้โพคี มาเรียนรู้กระบวนการทำกาแฟ ที่โครงการพัฒนาดอยตุง เพื่อส่งต่อองค์ความรู้ให้กับชุมชนได้เรียนรู้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้มีองค์ความรู้เพียงพอ ที่จะไปพัฒนาแปลงปลูกของตัวเองแล้วก็ได้คุณภาพของกาแฟที่ดียิ่งขึ้นแล้วก็ส่งผลต่อรายได้ที่มั่นคงขึ้นด้วย”

    น.ส.นาตยา จิรสกุลงาม ตัวแทนชาวบ้านดอยเวียง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า “วันนี้ได้เรียนรู้หลายเรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อน เช่นกระบวนการทำกาแฟให้มีคุณภาพ การดูแลแปลงกาแฟให้เหมาะสมกับพื้นที่ การตัดแต่งกิ่งต้นกาแฟ โดยความรู้ที่ได้รับจากการเรียนในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมาก สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดในพื้นที่ เพื่อให้การปลูกกาแฟที่ดอยเวียงได้ผลผลิตที่คุณภาพดีขึ้น สร้างรายได้เพิ่มมากขึ้น ต้องขอบคุณบริษัทกัลฟ์ที่จัดกิจกรรมดีๆ แบบนี้ ขอบคุณค่ะ”

    นายชาญชัย ทรัพย์ประมาณ ตัวแทนชาวบ้านจากดอยมอโก้โพคี จ.ตาก กล่าวว่า “ได้รับความรู้ใหม่ๆ จำนวนมากจากการอบรมที่ดอยตุง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยทราบมาก่อน โดยตั้งใจจะนำความรู้นี้กลับไปถ่ายทอดและเล่าสู่กันฟังแก่คนในชุมชนที่ไม่สามารถมาร่วมอบรมได้ เพื่อให้เกิดการต่อยอดและพัฒนากระบวนการผลิตกาแฟที่มีประสิทธิภาพ ต้องขอขอบคุณบริษัทกัลฟ์ ที่ได้สนับสนุนและพาชุมชนให้มาไกลถึงจุดนี้ ทำให้ชุมชนเป็นที่รู้จักและมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง”

    3

    SOCAIL 16-9_2ok

    พัทลุงอ่วม! น้ำป่าหลาก ทะลักท่วม 5 อำเภอ พื้นที่ลุ่มต่ำริมทะเลสาบสงขลา จนท.เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย-อพยพกลุ่มเปราะบาง

    ตร.ภูธร นครสวรรค์ แจงข้อเท็จจริง กรณีคลิปตำรวจจราจรมีปากเสียงกับประชาชนในสื่อสังคมออนไลน์

    ราชบุรี/// เตรียมระอุ มวยมันส์ เศรษฐกิจเดิน เยาวชนได้เวที“RATCHABURI SUPER FIGHT 2025” ศึกมวยครั้งประวัติศาสตร์

    พ่อเมืองประจวบฯ ปลื้ม! ประชาชนแห่ใช้ “คนละครึ่งพลัส” ซื้อไข่ไก่ราคาพิเศษ–สินค้าธงฟ้าสุดคึกคัก

    “นฤมล” ส่งกำลังใจชาวใต้ สั่งระดมอาชีวะช่วย “น้ำท่วมภาคใต้” แจกอาหาร อพยพ เปิดศูนย์พักพิง ส่งทีม Fix It พร้อมฟื้นฟู

    “อนุทิน” แถลงชัด “กลุ่มสนธยา-วราวุธ-บ้านใหญ่อังกินันท์” ร่วมงานภูมิใจไทย “ท็อป” แจงเหตุย้ายพรรค ย้นชทพ.ยังมี “ศิลปอาชา” สานต่อการเมือง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1400194&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AbgQ0AW1oIkxzlLdlZITj

  • ลุ่มเจ้าพระยาน้ำลดต่อเนื่อง โรงเรียน 10 แห่งยังอ่วมจมบาดาล ต้องปรับเรียนออนไลน์

    ลุ่มเจ้าพระยาน้ำลดต่อเนื่อง โรงเรียน 10 แห่งยังอ่วมจมบาดาล ต้องปรับเรียนออนไลน์

    สถานการณ์ดีขึ้น ลุ่มเจ้าพระยาน้ำลดต่อเนื่อง แต่โรงเรียน 10 แห่ง ยังอ่วมจมบาดาล ต้องปรับรูปแบบการเรียนเป็นออนไลน์

    วันที่ 23 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำที่สถานีวัดน้ำ C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่ 2,439 ลบ.ม./วินาที ที่สถานี C.13 เขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท มีปริมาณน้ำทางด้านเหนือเขื่อนอยู่ที่ 16.98 เมตร/รทก. มีปริมาณน้ำทางด้านท้ายเขื่อนอยู่ที่ 15.63 เมตร/รทก. ต่ำกว่าตลิ่ง 71 ซม. ระดับน้ำจะลดลงประมาณ 24 ซม. และคงอัตราดังกล่าวต่อเนื่อง

    สถานการณ์น้ำมีแนวโน้มว่าจะดีขึ้นต่อเนื่อง แต่หลายพื้นที่ยังคงมีน้ำท่วมขัง ต้องรอให้การระบายถึงประมาณ 2,000 ลบ.ม./วินาที จึงจะทำการฟื้นฟู นายนิรุตต์ เข็มเงิน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท หรือ สพป.ชัยนาท และผู้บริหารโรงเรียน ลงเรือตรวจเยี่ยมโรงเรียนวัดศรีมงคล หมู่ที่ 6 ต.หาดอาษา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท หลังโรงเรียนแห่งนี้ถูกน้ำท่วมเป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน โดยมีระดับน้ำลึกถึง 1-2 เมตร ขณะที่โรงเรียนได้ปรับรูปแบบการเรียนการสอนเป็นแบบออนแฮนด์และออนไลน์ เพื่อให้การศึกษาดำเนินต่อไปได้

    นายนิรุตต์ เผยว่า สพป.ชัยนาท มีโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยรวม 26 โรงเรียน โดยมีโรงเรียนที่ถูกน้ำท่วมขังถึง 10 โรงเรียน ซึ่งได้แก่ โรงเรียนวัดศรีมงคล, โรงเรียนวัดอินทาราม, โรงเรียนวัดโพธิ์ประสิทธิ์, โรงเรียนวัดสมอ, โรงเรียนวัดยางศรีเจริญ, โรงเรียนวัดมะปราง, โรงเรียนวัดหาดอาษา, โรงเรียนบางไก่เถื่อน, โรงเรียนชุมชนวัดโคกเข็ม และโรงเรียนวัดโพธิมงคล

    ส่วนอีก 16 โรงเรียนนั้น แม้น้ำจะไม่ท่วมอาคารเรียน แต่นักเรียนและผู้ปกครองต่างประสบภัยน้ำท่วม ลำดับต่อไปหากน้ำลดระดับลงแล้ว ทาง สพป.ชัยนาท จะจัดกิจกรรม รวมพลังจิตอาสา เพื่อมาช่วยฟื้นฟูทำความสะอาดโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมทั้ง 10 โรงเรียน พร้อมทั้งให้ผู้บริหารสถานศึกษาสำรวจความเสียหายทั้งหมดเพื่อตั้งงบประมาณมาช่วยเหลือต่อไป ด้าน ผอ.โรงเรียนวัดศรีมงคลเสริมว่า จะทยอยขัดล้างอาคารทันทีที่น้ำลด เพื่อป้องกันคราบสกปรก และจะมีการจัดการเรียนการสอนเพิ่มเติมเพื่อชดเชยในช่วงที่เกิดอุทกภัย

    ทางสำนักงานฯ ได้ตั้งศูนย์ความปลอดภัยเพื่อดูแลสถานการณ์อุทกภัย โดยมีการเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยงภัยอย่างเข้มงวด แนะนำให้โรงเรียนเก็บของขึ้นที่สูง และย้ำว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนมีอำนาจในการปิดสถานศึกษาได้เลย หากเกิดภาวะฉุกเฉิน อย่างเช่นกรณีของโรงเรียนวัดศรีมงคลที่น้ำยังสูงมาก

    นายสมชาย ไข่นิล ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดศรีมงคล เผยว่า ได้รับนโยบายให้ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่องและขนของขึ้นที่สูง ซึ่งทางโรงเรียนถูกน้ำท่วมถึง 3 ครั้ง และครั้งนี้ระดับน้ำสูงมากจนต้องมอบหมายครูให้มาอยู่เต็นท์ทางเข้าโรงเรียนเพื่อเป็นจุดบริการและจุดประสานงาน ปัจจุบันได้ปรับการเรียนการสอนเป็นแบบออนแฮนด์ แจกใบงาน และออนไลน์ในบางห้องเรียน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2897359&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IKW5EZltficESWhH_ixgv

  • ไทยศักยภาพสูงสร้างท่าอวกาศยานของประเทศ ดึงเงินลงทุน หนุนเศรษฐกิจใหม่

    ไทยศักยภาพสูงสร้างท่าอวกาศยานของประเทศ ดึงเงินลงทุน หนุนเศรษฐกิจใหม่

    ไทยศักยภาพสูงสร้างท่าอวกาศยานของประเทศ ดึงเงินลงทุน หนุนเศรษฐกิจใหม่

    ประเทศไทยก้าวอีกขั้นสู่ยุคเศรษฐกิจอวกาศใหม่ (New Space Economy) หลัง GISTDA ร่วมกับ KPMG เปิดเผยผลสรุปจากการประชุมเชิงปฏิบัติการของโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาท่าอวกาศยานประเทศไทย (Thailand Spaceport)  ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เทอร์มินอล 21

    โดยผลการประเมินเบื้องต้นชี้ว่า ไทยมีศักยภาพเพียงพอในการสร้างท่าอวกาศยานเชิงพาณิชย์ มีความเป็นไปได้สูง ทั้งด้านเทคนิค เศรษฐศาสตร์ การเงิน และการพัฒนาคนรุ่นใหม่ รวมทั้งอาจก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรมอวกาศภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ผลการประเมินเบื้องต้น ระบุพื้นที่เหมาะสม 3 แห่ง ได้แก่

    • เกาะจวง/เกาะจาน จ.ชลบุรี เหมาะกับการส่งแบบแนวดิ่ง เด่นด้านการใช้ประโยชน์พื้นที่และผลกระทบต่อประชาชนน้อย
    • แหลมสนอ่อน จ.สงขลา เหมาะกับการส่งแบบแนวดิ่ง แต่อาจยังผลกระทบกับพื้นที่ชุมชน
    • สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา เด่นด้านโลจิสติกส์ เหมาะกับการส่งแบบแนวราบ และมีศักยภาพพัฒนาเป็นคลัสเตอร์อุตสาหกรรมอวกาศในอนาคต

    KPMG เผยผลการศึกษาว่า การมี Spaceport จะช่วย

    • สร้างอุตสาหกรรมอวกาศในประเทศ และดึงดูดเม็ดเงินลงทุน
    • ยกระดับทักษะ STEM พร้อมสร้างอาชีพแห่งอนาคตให้เยาวชน โดยเริ่มจาก suborbital launch
    • เพิ่มความเป็นอิสระของชาติ ในการส่งดาวเทียมและพัฒนานวัตกรรม
    • หนุนไทยสู่ “Space-Faring Nation” ซึ่งหลายประเทศในภูมิภาคเริ่มแข่งขันกันอย่างเข้มข้น

    ผลการศึกษาเป็น “สัญญาณสำคัญ” ว่าไทยไม่เพียงพร้อม แต่ยังมีศักยภาพสูงในการสร้างท่าอวกาศยานเชิงพาณิชย์ของตัวเอง และอาจเป็นก้าวสำคัญสู่การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ระดับหมื่นล้านบาท พร้อมปั้นคนรุ่นใหม่สู่สายงานอวกาศ หนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก

    การประชุมเชิงปฏิบัติการของโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาท่าอวกาศยานประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/733866&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dZMF47TPd7z8nlZqmfcbA

  • เครือข่ายมิ่งเมือง จัดแข่งขันศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 73

    เครือข่ายมิ่งเมือง จัดแข่งขันศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 73

    22 Nov 68

    เครือข่ายมิ่งเมืองจัดแข่งขันศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 73 ประจำปีการศึกษา 2568

    ดร.ปรีชาชาญ อินทรชิต ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเมธังกราวาส (เทศรัฐราษฎร์นุกูล) สพป.แพร่ เขต1พร้อมด้วยรองผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเมธังกราวาสฯ คณะครู บุคลากรทางการศึกษา และ ตัวแทนนักเรียนโรงเรียนวัดเมธังกราวาสฯ ✨
    เข้าร่วมการแข่งขันศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 73 ประจำปีการศึกษา 2568 (ระดับกลุ่มเครือข่ายการศึกษามิ่งเมือง)

    โดยมี นายนิโรจน์ มะเสนา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 1 เป็นประธาน
    ในพิธีเปิดการแข่งขันในครั้งนี้

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3827755/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UN4IvULUxmrge3aA1bhco

  • โบว์ เมลดา จากนักร้องหน้าใส สู่นางเอกแถวหน้าของไทย สวยด้วยแถมตลกด้วย

    โบว์ เมลดา จากนักร้องหน้าใส สู่นางเอกแถวหน้าของไทย สวยด้วยแถมตลกด้วย

    เป็นอีกหนึ่งนางเอกสาวแถวหน้าของเมืองไทย สำหรับ โบว์ เมลดา สุศรี ที่นอกจากจะมีความสามารถทั้งด้านการแสดงแล้ว ยังมีความสามารถด้านการร้องเพลงด้วย นอกจากนี้ยังเป็นขวัญใจชาวโซเชียล เพราะทั้งสวยแถมตลกด้วย เพราะมักจะตอบคำถามนักข่าวไม่เคยตายไมค์ของแท้ แถมมักจะมีมีมตลกให้แฟนๆ ได้ขำกันตลอดจนกลายเป็นไวรัลก็หลายครั้ง

    สำหรับประวัติ โบว์ เมลดา เกิดเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2539 ที่กรุงเทพฯ เป็นลูกสาวคนเดียว เดิมใช้ชื่อว่า หทัยภัทร สุศรี ส่วนชื่อเล่นจริงที่ครอบครัวตั้งให้คือ “โบอิง” มีที่มาจากช่วงที่เครื่องบินโบอิงตก ด้านการศึกษา สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาจากโรงเรียนพระแม่มารีพระโขนง ระดับมัธยมศึกษา แผนการเรียนศิลป์-ภาษาญี่ปุ่น โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก คณะสื่อสารมวลชน สาขาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์) มหาวิทยาลัยรามคำแหง

    ส่วนเส้นทางในวงการบันเทิง โบว์ เมลดา เคยติด 1 ใน 7 จากการเข้าประกวด Smile Kids บนเวที ไทยซุปเปอร์โมเดลคอนเทสต์ 2004 ก่อนจะเข้าสู่วงการบันเทิงแบบเต็มตัวจากการเป็นนักร้องเกิร์ลกรุ๊ป  Kiss Me Five (คิส มี ไฟฟ์) จากค่ายกามิกาเซ่ แต่หลังจากยุบวง โบว์ได้เข้าร่วมการประกวดไทยซุปเปอร์โมเดลคอนเทสต์ 2013 และได้รับตำแหน่งชนะเลิศ ก่อนเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงในสังกัดช่อง 7HD

    และเมื่อครั้งที่ โบว์ เมลดา อยู่ในสังกัดช่อง 7 ก็มีผลงานละครเรื่องแรกคือ “คาดเชือก” และละคร “ใยกัลยา” แต่ละครใยกัลยาได้ออนแอร์ก่อนในปี 2557 ซึ่งทั้งเรตติ้งและกระแสตอบรับดีมากๆ ทำให้โบว์แจ้งเกิดด้านการแสดงทันที หลังจากนั้นก็มีผลงานละคร “โนห์รา” ที่กระแสตอบรับดีเช่นกัน อีกทั้งยังมีละครดังๆ อีกหลายเรื่อง อาทิ หงส์เหนือมังกร, คุณชายไก่โต้ง, สกาวเดือน, พชรมนตรา, มนตร์กาลบันดาลรัก และผลงานละครเรื่องสุดท้ายกับทางช่อง 7HD คือเรื่อง “อินทรีแดง” ในปี 2562

    หลังจากที่โบว์ เมลดา หมดสัญญากับทางช่อง 7HD ก็กลายเป็นนักแสดงอิสระ ปัจจุบันเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงสังกัดช่อง 3 และเซ็นสัญญาเป็นนักร้องสังกัดบีอีซี มิวสิค โดยในส่วนงานละครกับช่อง 3 เรื่องแรกคือ “มนต์รักหนองผักกะแยง” ก่อนจะมีผลงานอื่นๆ ตามมา อาทิ ซุปตาร์ 2550 (รับเชิญ), ใต้เงาตะวัน, โลกหมุนรอบเธอ และล่าสุดกับละคร “คุณพี่เจ้าขาดิฉันเป็นห่านมิใช่หงส์”

    นอกจากนี้ โบว์ เมลดา ยังมีผลงานภาพยนตร์หลายเรื่อง อาทิ รักไม่เป็นภาษา, อโยธยา มหาละลวย, อนงค์, อนงค์ 2..สามสี่ชาติ, ธี่หยด 3 (รับเชิญ), สมิงเขาขวาง รวมไปถึงผลงานเพลงเดี่ยว อาทิ แฟนผมน่ารัก (Cute), แนะนำให้เป็นแฟนเรา, ฝังใจ และยังร้องเพลงประกอบละครและภาพยนตร์อีกมากมาย อีกทั้งยังเคยพากย์เสียงภาพยนตร์เรื่อง “สโนว์ไวท์ 2025” ด้วย

    และนอกจากความสามารถที่ครบเครื่องทั้งการแสดงและร้องเพลงแล้ว โบว์ เมลดา ยังเป็นนางเอกสาวที่มากเสน่ห์ เพราะนอกจากความสวยแล้ว ยังเป็นผู้หญิงตลกที่มักจะมาพร้อมกับมีมที่กลายเป็นไวรัลเมื่อถูกนักข่าวสัมภาษณ์เสมอ เรียกว่าไม่เคยตายไมค์สักครั้ง แถมยังมีมุกตลกเสิร์ฟให้ทุกคนได้ฮาตลอด ทำให้แฟนๆ ต่างยกให้เธอเป็นตัวอย่างของคนไทยพูดไปเรื่อย คำพูดมากมาย ความหมายเอาไว้ก่อน และอดแซวไม่ได้จริงๆ ว่าสมกับแฟนหนุ่มอย่างพระเอกหนุ่มตี๋อารมณ์ดี อาเล็ก ธีรเดช ซะจริงๆ เพราะศีลเสมอกันสุดๆ สร้างตำนานคู่รักสายโบ๊ะบ๊ะของแท้จ้า!!

    คุณอยากให้ใครเป็น “นักแสดงที่สุดแห่งปี 2025”

    ผู้ที่สร้างผลงานโดดเด่นด้านงานแสดงจนกลายเป็นปรากฏการณ์ไปทั่ววงการบันเทิง เพื่อค้นหา “นักแสดงที่สุดแห่งปี” ชิงรางวัล “ไทยรัฐที่สุดแห่งปี 2025”

    ร่วมโหวตได้ที่ https://www.thairath.co.th/campaign/vote/selection

    คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/entertain/news/2897265&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0J12aeNbvUN264pmi8-wrD

  • “นิด้า” กางผลโพล คนตะวันออก หนุน “เท้ง-ปชน.” ตามด้วย “อนุทิน-อภิสิทธิ์”

    “นิด้า” กางผลโพล คนตะวันออก หนุน “เท้ง-ปชน.” ตามด้วย “อนุทิน-อภิสิทธิ์”


    นิด้าโพล เผย คนภาคตะวันออก ยังหาที่เหมาะเป็นนายกฯ ไม่ได้ แต่ให้ “เท้ง” อันดับ 2 “อนุทิน” อันดับ 3 “อภิสิทธิ์” ที่ 4 ส่วนพรรคการเมือง ยังไม่มีที่เหมาะสม นำ ตามด้วย ปชน.-ภท.-ปชป.

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลการสำรวจ เรื่อง “กระแสการเมือง ภาคตะวันออก” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 13 – 18 พฤศจิกายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในภาคตะวันออก (จำนวน 8 จังหวัด ประกอบด้วย ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี และสระแก้ว อ้างอิงตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการเรื่องการจัดตั้งกลุ่มจังหวัดและกำหนดจังหวัดที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการของกลุ่มจังหวัด (ฉบับที่ 3) (2560, 17 พฤศจิกายน) ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ 134 [ตอนพิเศษ 281 ง]. หน้า [14]) กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,000 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับกระแสการเมือง ภาคตะวันออก การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่คนภาคตะวันออกจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 39.75 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ร้อยละ 15.90 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 3 ร้อยละ 15.35 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 4 ร้อยละ 8.20 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 5 ร้อยละ 5.60 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) อันดับ 6 ร้อยละ 3.75 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) อันดับ 7 ร้อยละ 3.65 ระบุว่าเป็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 8 ร้อยละ 2.80 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อันดับ 9 ร้อยละ 1.65 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) อันดับ 10 ร้อยละ 1.65 ระบุว่าเป็น ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่) ร้อยละ 1.90 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ (พรรคกล้าธรรม) นายวราวุธ ศิลปอาชา (พรรคชาติไทยพัฒนา) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (พรรคประชาชาติ) พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ) พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย) นางสาวรักชนก ศรีนอก (พรรคประชาชน) นายสนธยา คุณปลื้ม นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ (พรรคภูมิใจไทย) นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม (พรรคไทยภักดี) พลโทบุญสิน พาดกลาง ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า (พรรคกล้าธรรม) และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนภาคตะวันออกจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 34.90 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ร้อยละ 24.65 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 10.95 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 4 ร้อยละ 7.95 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 7.50 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 6 ร้อยละ 4.25 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 7 ร้อยละ 3.90 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 8 ร้อยละ 2.10 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย อันดับ 9 ร้อยละ 1.85 ระบุว่าเป็น พรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ 1.70 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคกล้าธรรม พรรคประชาชาติ พรรคเสรีรวมไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคไทรวมพลัง พรรคไทยภักดี พรรคพลังบูรพา และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และร้อยละ 0.25 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 30.85 มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดชลบุรี ร้อยละ 14.75 มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดระยอง ร้อยละ 14.15 มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดฉะเชิงเทรา ร้อยละ 10.75 มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดสระแก้ว ร้อยละ 10.40 มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดจันทบุรี ร้อยละ 9.70 มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดปราจีนบุรี ร้อยละ 5.15 มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดนครนายก และร้อยละ 4.25 มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดตราด โดยตัวอย่าง ร้อยละ 48.25 เป็นเพศชาย และร้อยละ 51.75 เป็นเพศหญิง 

    ตัวอย่าง ร้อยละ 12.35 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 18.85 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 19.35 อายุ 36-45 ปี  ร้อยละ 26.35 อายุ 46-59 ปี ร้อยละ 23.10 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 97.05 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 1.80 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 1.15 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    ตัวอย่าง ร้อยละ 36.40 สถานภาพโสด ร้อยละ 61.10 สมรส และร้อยละ 2.50 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.90 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 22.05 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 37.20 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 10.45 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 25.90 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 3.50 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 7.70 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 20.10 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 22.80 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 8.60 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 17.45 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 18.25 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงานและร้อยละ 5.10 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    ตัวอย่าง ร้อยละ 20.55 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 2.05 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 14.60 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 35.95 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 10.50 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 4.35 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 1.90 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 1.50 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.45 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.25 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 1.25 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 6.65 ไม่ระบุรายได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/37787&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YUy7ZqCncIv8MuqIq-drZ

  • ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงของการถูกล่อลวงไปทำงานต่างประเทศแบบผิดกฎหมาย ณ วิทยาลัยเทคนิคแม่สอด จังหวัดตาก  – กระทรวงการต่างประเทศ

    ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงของการถูกล่อลวงไปทำงานต่างประเทศแบบผิดกฎหมาย ณ วิทยาลัยเทคนิคแม่สอด จังหวัดตาก – กระทรวงการต่างประเทศ

    ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงของการถูกล่อลวงไปทำงานต่างประเทศแบบผิดกฎหมาย ณ วิทยาลัยเทคนิคแม่สอด จังหวัดตาก

    ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงของการถูกล่อลวงไปทำงานต่างประเทศแบบผิดกฎหมาย ณ วิทยาลัยเทคนิคแม่สอด จังหวัดตาก

    วันที่นำเข้าข้อมูล 22 พ.ย. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 22 พ.ย. 2568

    | 59 view

    เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 นายธีรกุล นิยม ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยนายจักร บุญ-หลง ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พ.ต.อ. มารุต กาญจนขันธกุล รองผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ ผู้แทนหน่วยงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดตากและผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมจัดกิจกรรมกับคณาจารย์และนักศึกษา ณ วิทยาลัยเทคนิคแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงของการถูกล่อลวงไปทำงานต่างประเทศแบบผิดกฎหมาย ซึ่งอาจนำไปสู่การตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ในเมียนมา พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานของกระทรวงการต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทั่วโลก ช่องทางติดต่อและการให้ความช่วยเหลือคนไทย รวมถึงบทบาทของกระทรวงฯ ในการยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของปัญหาการค้ามนุษย์ ผ่านการจัดการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ท (International Conference on Global Partnership against Online Scams) ในเดือนธันวาคม 2568 เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระดับโลกในการต่อต้านขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์

    ในโอกาสนี้ คณะได้เดินทางเยี่ยมชมศูนย์บูรณาการคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ กองอาสารักษาดินแดนอำเภอแม่สอดที่ 3 ด่านพรมแดนแม่สอด 2 จังหวัดตาก และพื้นที่ท่า 23 วังแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ริมแม่น้ำเมยฝั่งตรงข้ามเมืองชเวก๊กโกของเมียนมา พร้อมหารือกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะด้านการช่วยเหลือและส่งกลับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ รวมทั้งรับฟังพัฒนาการของสถานการณ์จากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ กระทรวงการต่างประเทศจะเดินหน้าบทบาทเชิงรุกในเสริมสร้างองค์ความรู้ สร้างภูมิคุ้มกัน และทำงานร่วมกับหน่วยงานและสถาบันการศึกษาในจังหวัดหน้าด่าน เพื่อป้องกันความเสี่ยงและสนับสนุนการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/outreach-activities-maesot-technical-college-th%3Fpage%3D5d5bd3cc15e39c306002a9e9%26menu%3D5d5bd3cc15e39c306002a9ea&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31F8fwda0EZnHj54Z1qaoE

  • จี้รัฐบาล “อนุทิน” เร่ง โซลาร์รูฟประชาชน ก่อนเลือกตั้งใหม่ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    จี้รัฐบาล “อนุทิน” เร่ง โซลาร์รูฟประชาชน ก่อนเลือกตั้งใหม่ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    จี้รัฐบาล “อนุทิน” เร่ง โซลาร์รูฟประชาชน ก่อนเลือกตั้งใหม่

    สภาผู้บริโภคออกโรงจี้รัฐบาลนายกฯ ‘อนุทิน’เร่งเดินหน้านโยบาย “โซลาร์รูฟประชาชน” ตามที่เคยให้คำมั่นไว้ก่อนเลือกตั้ง ต้องทำให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ย้ำชัด “พูดแล้วต้องทำ” ชี้ช่วยประชาชนลดภาระค่าไฟได้จริง

    กรณีที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่การกระทรวงมหาดไทย ได้เร่งรัดดำเนินการโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากภาคเอกชน (RE Big Lot)  และโซลาร์ฟาร์มชุมชน รวมกว่า 3,500 เมกะวัตต์ ทั้งที่ประเทศไทยมีไฟฟ้าล้นระบบ เสี่ยงทำให้ประชาชนใช้ไฟฟ้าแพงขึ้นในระยะยาว สภาผู้บริโภคเสนอให้รัฐบาลเร่งเดินหน้าโครงการติดตั้งโซลาร์รูฟให้ประชาชนตามที่รัฐบาลเคยหาเสียงไว้จะดีกว่า เพราะช่วยลดภาระค่าไฟ และเพิ่มรายได้ในครัวเรือนได้จริง

    โซลาร์ฟาร์มชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ “ประชาชนไม่ได้ประโยชน์”

    จี้รัฐบาล “อนุทิน” เร่ง โซลาร์รูฟประชาชน ก่อนเลือกตั้งใหม่

    รสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชนที่ภาครัฐผลักดันจำนวน 1,500 เมกะวัตต์ แม้จะมีชื่อว่า “ชุมชน” แต่ในความเป็นจริง ประชาชนมีส่วนร่วมเพียง 10% อีก 90% เป็นเงินลงทุนจากคนนอกพื้นที่หรือกลุ่มทุนภายนอก ส่งผลให้ผลประโยชน์ไม่ตกกลับสู่ชุมชนตามเจตนารมณ์ของนโยบาย

    “ชุมชนต้องไปขออนุญาตยุ่งยาก กว่าจะเริ่มโครงการได้ก็ช้า ส่วนผลตอบแทนประชาชนได้แค่ 10% แทบไม่ได้อะไรเลย นี่ไม่ใช่การสร้างพลังงานให้ชุมชนอย่างแท้จริง” รสนากล่าว

    พร้อมเสนอแนะว่า รัฐควรหันมาหนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟบนหลังคาบ้านเรือนทั่วประเทศ โดยให้ประชาชน ผลิตไฟฟ้าใช้เอง และขายไฟส่วนเกินให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ผ่านระบบ เน็ตบิลลิ่ง (Net Billing) คือเมื่อประชาชนผลิตไฟฟ้าเหลือใช้แล้ว สามารถจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินให้กับกฟภ.ได้ โดยหักลบจากค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่ายทุกเดือน หรือหากเป็นไปได้ควรใช้ระบบ เน็ตมิเตอร์ริ่ง (Net Metering) ที่ประชาชนสามารถนำไฟฟ้าที่ผลิตได้มาหักลบกับจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่นำมาใช้ได้

    “ถ้าประชาชนผลิตไฟได้ 150 หน่วย ใช้ไป 300 หน่วย ก็จ่ายแค่ส่วนต่าง นี่คือการลดรายจ่ายที่จับต้องได้เลย ในยุคที่เศรษฐกิจย่ำแย่ รายได้ไม่พอ รายจ่ายเพิ่ม การให้ประชาชนผลิตไฟเองคือการสร้างรายได้ทางอ้อม และที่สำคัญนโยบายติดตั้งโซลาร์รูฟที่บ้านประชาชน เป็นนโยบายที่พรรคภูมิใจหาเสียงไว้ และควรทำให้สำเร็จใน 4 เดือนนี้ ไม่งั้นจะเป็นการย้ำว่าพูดแล้วไม่ทำ และประชาชนจะไม่เชื่อถืออีกต่อไป” รสนากล่าว

    นโยบายพลังงาน ประชาชนต้องมีทางเลือก

    รสนา กล่าวด้วยว่า จากสถานการณ์ค่าไฟที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นโยบายโซลาร์รูฟภาคประชาชนคือ “คำตอบที่รัฐยังไม่ให้” ทั้งที่เป็นมาตรการที่ประชาชนได้ประโยชน์ เช่น ช่วยลดค่าไฟฟ้ารายเดือน เพิ่มรายได้หากขายไฟส่วนเกิน ลดความสูญเสียในระบบไฟฟ้า เพราะมีแหล่งผลิตอยู่ในพื้นที่ คือบ้านเรือนประชาชน ลดโอกาสไฟตกไฟดับ เนื่องจากกระจายแหล่งผลิตใกล้ผู้ใช้

    “ถ้ารัฐจะเปิดให้เอกชนรายใหญ่ขายไฟให้โรงงานได้ ทำไมประชาชนถึงขายไฟให้รัฐไม่ได้? การซื้อไฟจากโซลาร์รูฟในพื้นที่จะช่วยลดการสูญเสียในระบบการส่งไฟฟ้าด้วยซ้ำ รัฐควรเปิดทางให้ประชาชนมีส่วนร่วม ไม่ใช่เปิดประตูให้แต่กลุ่มทุนรายใหญ่” รสนาย้ำ

    สำหรับโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากภาคเอกชน 2.70 บาทต่อหน่วยที่กำลังถูกผลักดัน ซึ่งมีลักษณะเอื้อให้การซื้อไฟฟ้าระหว่างกลุ่มทุนรายใหญ่ (RE Big Lot) มากกว่าประชาชนทั่วไป โดยเตือนว่า ถ้ารัฐเปิดโอกาสให้ทุนใหญ่ขายไฟฟ้าได้ตามต้องการ แต่ไม่เปิดให้ประชาชนขายไฟเลย ประชาชนจะไม่มีวันลุกขึ้นมาพึ่งตัวเองได้

    สภาผู้บริโภคเตรียมยื่นข้อเสนอเร่งด่วนต่อกระทรวงพลังงานและคณะรัฐมนตรี ได้แก่

    1. เปิดรับซื้อไฟฟ้าจาก โซลาร์รูฟประชาชน ในระดับพื้นที่
    2. ใช้ระบบเน็ตมิเตอร์ริ่งเพื่อลดค่าใช้จ่ายครัวเรือน
    3. ทบทวนอัตรารับซื้อไฟฟ้าที่เอื้อทุนใหญ่
    4. จัดกลไกสนับสนุนเงินกู้–เงินสมทบสำหรับครัวเรือนรายได้น้อยที่ต้องการติดตั้งโซลาร์รูฟ

    “ประเทศไทยต้องให้ประชาชนเป็นเจ้าของพลังงาน ไม่ใช่มีแค่กลุ่มทุนรายใหญ่ที่ได้ประโยชน์ การเปิดทางให้ประชาชนผลิตไฟ ขายไฟ และลดค่าใช้จ่ายของตัวเอง คือการสร้างความมั่นคงทางพลังงานที่แท้จริง” รสนากล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/21112568_solar-roof_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34yx4U_LpPGu3AvpPHdVMs

  • สกพอ. โชว์ความสำเร็จ EEC Model พัฒนาบุคลากรทักษะสูง ป้อนอุตสาหกรรมเป้าหมายในอีอีซี

    สกพอ. โชว์ความสำเร็จ EEC Model พัฒนาบุคลากรทักษะสูง ป้อนอุตสาหกรรมเป้าหมายในอีอีซี

    EEC Model เป็นรูปแบบการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี (ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา) รองรับการลงทุนของอุตสาหกรรมยุคใหม่ หรือ S Curve โดยเป็นการจับมือกันระหว่างอีอีซีกับสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่อีอีซี แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ EEC Model Type A กับ EEC Model Type B ทำงานภายใต้หลักการ demand driven ผลิตบุคลากรให้เพียงพอกับความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย 


    เมื่อวันที่ 20-21 พ.ย. 2568 ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกพอ. พร้อมด้วยผู้บริหารฯ ได้นำสื่อมวลชนลงพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ในจังหวัดชลบุรี เพื่อเยี่ยมชมและติดตามผลสัมฤทธิ์จากการพัฒนาทักษะบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ณ วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก และโรงเรียนเมืองพัทยา 11 (มัธยมสาธิตพัทยา) พบความก้าวหน้าในการพัฒนาบุคลากรสำหรับภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่อีอีซี ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบันประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ โดยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ได้ทำงานร่วมมือกันพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้ตรงความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ภายใต้รูปแบบ EEC Model ซึ่งพบว่าเกิดการผลิตบุคลากรแล้วกว่า 118,691 คน โดยในปี 2568 จะสามารถผลิตบุคลากรได้เพิ่มขึ้น 24,377 คน 

    ขณะที่ความต้องการบุคลากรรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่อีอีซี ระหว่างปี 2568 – 2572 โดยเฉพาะใน 5 คลัสเตอร์หลัก พบว่ามีความต้องการกำลังคนสูงถึง 156,879 คน แบ่งเป็นอุตสาหกรรมดิจิทัล 66,600 คน อุตสาหกรรมบริการ 50,600 คน อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต 20,403 คน อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ 10,857 คน และอุตสาหกรรม BCG 8,419 คน

    โชว์จุดเด่น 4 สถาบันการศึกษา

    สำหรับความก้าวหน้าในการพัฒนาบุคลากรทักษะสูงของ 4 สถาบันการศึกษา ช่วยเพิ่มทักษะและประสิทธิภาพของแรงงาน สามารถทำงานได้กับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตรงกับความต้องการอุตสาหกรรมเป้าหมาย ช่วยสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนจากทั่วโลก เข้ามาลงทุนในพื้นที่อีอีซีมากขึ้น และสามารถเชื่อมโยงการลงทุนไปสู่การพัฒนาพื้นที่และชุมชนอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย

    วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ

    1. วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ สถาบันการศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ที่ได้รับรองการเป็นสถาบันฝึกอบรมนายช่างภาคพื้นดินจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย The Civil Aviation Authority of Thailand (CAAT) และได้ร่วมกับ สกพอ. พัฒนาศูนย์เครือข่ายการพัฒนาบุคลากรอุตสาหกรรมอากาศยาน ภายใต้แนวทาง EEC Model Type A (การผลิตบุคลากรพร้อมใช้ เอกชนร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเรียน ร้อยละ 100 และรับนักศึกษาเข้าฝึกงานในสถานประกอบการ) ที่มุ่งสร้างบุคลากรสายเทคนิคในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น อุตสาหกรรมอากาศยาน โลจิสติกส์ และธุรกิจการบิน เป็นการเตรียมความพร้อมในการเป็นช่างเทคนิคและช่างซ่อมบำรุงอากาศยานที่มีทักษะสูง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการบินและการซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) โดยสามารถผลิตบุคลากรด้านการบินสาขาช่างอากาศยานได้ 28 คนต่อปี สาขาธุรกิจการบิน 20 คนต่อปี และสาขาผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน 20 คนต่อปี และที่ผ่านมาวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบได้ผลิตบุคลากร โดยเฉพาะในสาขาอากาศยานได้รวม 143 คน

    2. มหาวิทยาลัยบูรพา ศูนย์พัฒนาการท่องเที่ยวคุณภาพสูงยุคใหม่ (ENTOUR) หรือ Tourism Innovation Lab (TIL) มีเป้าหมายยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน ผ่านการบ่มเพาะบุคลากรและสร้างนวัตกรรมการบริการ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (High-value and Medical Tourism) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของอีอีซี โดยภายในศูนย์ TIL-ENTOUR แบ่งออกเป็น 6 โซนหลักๆ พร้อม 19 ห้องการเรียนรู้ เช่น ห้องฝึกทดลองปฏิบัติด้านการโรงแรม ห้องปฏิบัติการสายการบิน หรือ Airline Services ห้อง Streaming Live สด ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกใช้ทักษะในสถานการณ์เสมือนจริงและห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย สามารถพัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถในการบริหารจัดการการท่องเที่ยวสมัยใหม่และใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เป็นต้น

    วิศวกรรมแมคคาทรอนิกส์

    3. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ศูนย์เครือข่ายการพัฒนาบุคลากรด้านเมคคาทรอนิกส์ หรือ ENMEC (EEC Networking of Mechatronics Excellence Center) เพื่อติดตามความก้าวหน้าการพัฒนาทักษะบุคลากร ซึ่งศูนย์ฯ ENMEC แห่งนี้ ได้เน้นหลักสูตรการใช้เครื่องจักรกลอัตโนมัติ ระบบหุ่นยนต์ และระบบการผลิตอัจฉริยะ เพื่อให้นักศึกษาหรือผู้ที่เข้ารับฝึกอบรมระยะสั้นตามอีอีซี โมเดล Type B (การผลิตบุคลากรในระยะเร่งด่วน ด้วยการฝึกอบรมระยะสั้น Short Course รัฐและเอกชนร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่าย 50 : 50) สามารถมีทักษะรองรับการผลิตในโรงงานที่ใช้นวัตกรรมขั้นสูง และเป็นการเตรียมบุคลากรเพื่อรองรับนักลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่อีอีซีต่อเนื่อง
    4. โรงเรียนเมืองพัทยา 11 (มัธยมสาธิตพัทยา) โรงเรียนได้ทดลองใช้หลักสูตรการเรียนการสอนด้านภาพยนตร์ ซึ่งเน้นกระบวนการเรียนรู้เชิงรุก ผ่านการลงมือทำจริง สอดคล้องกับการพัฒนาเมืองพัทยาให้ก้าวสู่ เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ขององค์การยูเนสโก โดย กองทุนพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สกพอ. ให้การสนับสนุนงบประมาณสำหรับการจัดซื้ออุปกรณ์ 25 รายการ เพื่อใช้ในการผลิตคอนเทนต์ดิจิทัล อาทิ การส่งเสริมการท่องเที่ยวอีอีซี รวมทั้งได้รับความร่วมมือจากเมืองพัทยา ร่วมสมทบงบประมาณเพื่อให้เยาวชนได้ใช้ ห้องปฏิบัติการและสตูดิโอในการเรียนรู้และผลิตผลงานดิจิทัลคอนเทนต์อย่างมืออาชีพ ทั้งการเขียนบท การกำกับ การถ่ายภาพ และการตัดต่อ โดยผลงานของนักเรียนถูกนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวพื้นที่อีอีซีต่อไป

    อีอีซี โมเดล (EEC model)

    ดึงดูดนักลงทุนเป้าหมายต่อเนื่อง

    ความสำเร็จของการศึกษาในรูปแบบ EEC Model ช่วยดึงดูดนักลงทุนกลุ่มเป้าหมายเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมา สกพอ.ได้ประสานกับสถาบันการศึกษาต่างๆ ให้ทราบถึงความต้องการแรงงานอย่างไร เพื่อพัฒนาคนให้ตรงกับความต้องการ และในทางกลับกันก็จะเจรจาให้นักลงทุนเข้ามาช่วยพัฒนาทางการศึกษาด้วย ยกตัวอย่าง ในพื้นที่สัตหีบจะมีโครงการศูนย์ซ่อมอากาศยาน (MRO) ซึ่งไม่ได้ให้บริการเฉพาะสายการบินในประเทศไทย แต่รองรับได้ทั้งภูมิภาค และจากภูมิภาคอื่นด้วย ทำให้เกิดการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการบิน การผลิตชิ้นส่วนอากาศยานต่างๆ ตามมาอีกมาก ดังนั้นจึงต้องเตรียมคนในด้านอากาศยานให้เพียงพอ เพื่อรองรับความต้องการแรงงาน และอุตสาหกรรมปัจจุบันใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ใช้แรงงานที่มีฝีมือทำงานร่วมกับเทคโนโลยีเครื่องจักร ซึ่งนักลงทุนต้องการแรงงานที่มีทักษะพร้อมทำงานทันที เป็นกลุ่มอาชีวะ ปวช. ปวส. ปริญญา โดยเฉพาะกลุ่ม เทคโนโลยี ดิจิทัล อากาศยาน รวมไปถึงแรงงานภาคบริการ โรงแรม ศูนย์สุขภาพ 
    นอกจากนี้ ในการฝึกอบรมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ในระยะสั้น สำหรับผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมอยู่แล้วเพื่อเพิ่มทักษะ สกพอ.จะช่วยสนับสนุนออกค่าใช้จ่ายให้ 50% ซึ่งมีงบประมาณ 20 ล้านบาทต่อปี ประมาณ 5,000 คนต่อปี
    “สกพอ. ให้ความสำคัญเรื่องการศึกษาและการผลิตบุคลากรเพื่อทำงานในพื้นที่ ซึ่งมีสถาบันการศึกษาเป็นซัพพลาย โดยอีอีซีมีข้อมูลความต้องการแรงงานในแต่ละด้านและจำนวน เพื่อให้สถาบันการศึกษาเตรียมแผน และในอีกส่วนจะให้โรงงานหรือนักลงทุนเข้ามาร่วมกับสถาบันการศึกษาในการอบรมฝึกทักษะ หรือให้นักศึกษาไปฝึกที่โรงงานเลย ทำให้ได้บุคลากรที่ตรงกับความต้องการอย่างแท้จริง” เลขาธิการ สกพอ. กล่าว

    ศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้ (EEC Net)
    ดร.อภิชาต ทองอยู่ ประธานคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC HDC

    “อาชีวะยุคใหม่” ตอบโจทย์นักลงทุน

    ดร.อภิชาต ทองอยู่ ประธานคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC HDC กล่าวถึงความสำเร็จการศึกษารูปแบบ EEC Model ว่าการเชื่อมโยงสถาบันการศึกษากับภาคอุตสาหกรรมจริงจัง ช่วยเปลี่ยนพื้นที่การเรียนรู้เป็นพื้นที่การทำงานจริง (Learning & Working Zone) ปรับสร้างทักษะสมรรถนะให้ตรงตามระบบงานยุคใหม่แบบ demand driven รับมือความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ฝึกให้เด็ก “พร้อมทำงาน” ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ ทั้ง type A และ B ระบบงานยุคใหม่ทั้ง 5 คลัสเตอร์เป้าหมาย ตามระบบจัดการศึกษาอาชีวะที่เรียกรวมว่า “ทวิภาคี” ปัจจุบันวิทยาลัยอาชีวะต่างเร่งปรับสร้างกำลังคนในทิศทางนี้ภายใต้การจัดการของระบบอาชีวศึกษาเพื่อสร้างกำลังคนยุคใหม่ เป็นภาพของ “อาชีวะยุคใหม่” ที่ไม่ใช่แค่สถานศึกษาที่สอนทักษะ แต่คือหน่วยผลิตกำลังคนคุณภาพเพื่ออนาคตของชาติ โดยมี ดร.ณิชากร ทองเปลว ผู้อำนวยการสำนักพัฒนากำลังคน (MDD) สกพอ. ดำเนินการเพื่อให้โครงการบรรลุผลตามเป้าหมาย

    Post Views: 269

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/11/22/eec-model-developing-highly-skilled-personnel-to-supply-the-eec/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00sSr4rC4pNNcdht_A8Q7B