Category: วัฒนธรรม

  • ประชากร “แพนด้ายักษ์” มนุษย์เลี้ยงในจีน เพิ่มเกือบ 2 เท่าใน 10 ปี

    ประชากร “แพนด้ายักษ์” มนุษย์เลี้ยงในจีน เพิ่มเกือบ 2 เท่าใน 10 ปี

    เฉิงตู, 22 พ.ย. (ซินหัว) — เมื่อวันศุกร์ (21 พ.ย.) หลิวกั๋วหง หัวหน้าสำนักบริหารป่าไม้และทุ่งหญ้าแห่งชาติจีน กล่าวในการประชุมพันธมิตรแพนด้าระดับโลก ปี 2025 ซึ่งจัดขึ้นในเมืองเฉิงตู มณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เผยว่าจำนวนประชากรแพนด้ายักษ์ที่อยู่ภายใต้การเลี้ยงดูของมนุษย์ของจีน เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รวมอยู่ที่ 808 ตัว เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 422 ตัวที่บันทึกไว้ในช่วงปลายปี 2015

    หลิวระบุว่าจำนวนแพนด้าที่เพิ่มขึ้นได้สร้างกลุ่มเพาะพันธุ์ที่ยั่งยืนสำหรับแพนด้ายักษ์ อันเป็นผลมาจากการวิจัยการเพาะพันธุ์ที่ดีขึ้น รวมถึงการจัดตั้งพันธมิตรนวัตกรรมระดับชาติเพื่อการอนุรักษ์แพนด้ายักษ์ ซึ่งรวบรวมทรัพยากรสำหรับการศึกษาประเด็นสำคัญต่างๆ เช่น ความหลากหลายทางพันธุกรรม

    หลิวกล่าวว่าความพยายามในการอนุรักษ์ดังกล่าวยังได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีขั้นสูง โดยทางการได้นำระบบเฝ้าติดตามภาค “อวกาศ-อากาศ-พื้นดิน” แบบบูรณาการมาใช้งาน เพื่อติดตามแพนด้ายักษ์ป่า

    จีนปรับปรุงการคุ้มครองถิ่นที่อยู่อาศัยของแพนด้ายักษ์ โดยได้รวมเขตอนุรักษ์ธรรมชาติที่แยกตัวออกไป 73 แห่งเข้าไว้ในอุทยานแห่งชาติแพนด้ายักษ์ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 22,000 ตารางกิโลเมตร

    สำนักบริหารฯ ให้คำมั่นที่จะปรับกลยุทธ์การอนุรักษ์ในอนาคตให้สอดคล้องกับคำแนะนำของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) สำหรับการกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) ซึ่งเน้นย้ำการเพิ่มความหลากหลาย ความมั่นคง และความยั่งยืนของระบบนิเวศอย่างต่อเนื่อง

    การประชุมพันธมิตรแพนด้าระดับโลก ปี 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-22 พ.ย. ประกอบด้วยการประชุมใหญ่ การประชุมคู่ขนาน 8 รายการ และกิจกรรมสนับสนุนที่เน้นหลากหัวข้อ เช่น อารยธรรมนิเวศวิทยา วัฒนธรรมแพนด้า และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    อนึ่ง ซื่อชวน ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะ “บ้านเกิดของแพนด้ายักษ์” เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของแพนด้าขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นบ้านของแพนด้ายักษ์ป่ามากกว่าร้อยละ 70 ของจีน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/chinanews/232/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xWKKTaQXG0TNkemQaARJ_

  • “60 ปี โรงเรียนธนาคารออมสิน”  ปรับรูปแบบงานเป็น “ทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษา” 20 ธ.ค.นี้

    “60 ปี โรงเรียนธนาคารออมสิน” ปรับรูปแบบงานเป็น “ทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษา” 20 ธ.ค.นี้

    วันที่ 23 พฤศจิกายน2568 เวลา 10.30 น. โรงเรียนธนาคารออมสิน อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จัดแถลงข่าวเตรียมงาน “60 ปี โรงเรียนธนาคารออมสิน” โดยมี นายสุทิน ประเสริฐศักดิ์ นายอำเภอบางสะพาน เป็นประธาน

    ภายในงานมีผู้ร่วมจากหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชน ศิษย์เก่า และคณะกรรมการสถานศึกษา มาร่วมรับฟังการเตรียมงานอย่างพร้อมเพรียง

    โดยประกาศสำคัญ ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบงานครบรอบ 60 ปี เดิมโรงเรียนกำหนดจัดงานในชื่อ “60 ปี คืนสู่เหย้า เรารวมใจ ชาวออมสิน”

    แต่เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความเหมาะสม โรงเรียนและคณะกรรมการสถานศึกษามีมติ งานเป็น “ทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษา” มุ่งเน้นระดมทุนพัฒนาสถานที่และสนับสนุนการเรียนรู้ของนักเรียน เจตนารมณ์ของการปรับรูปแบบงาน

    ดร.นันทรัตน์ เกื้อหนุน ผู้อำนวยการโรงเรียนธนาคารออมสิน กล่าวว่า งานครบรอบ 60 ปี จะดำเนินในรูปแบบที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน โดยเน้น การระดมทุนปรับปรุงอาคารโรงอาหาร 101 รอพิเศษ ซึ่งต้องใช้งบประมาณกว่า 600,000 บาท การจัดตั้งทุนการศึกษา เพื่อสร้างโอกาสให้กับนักเรียนในอนาคต

    “การรวมพลังศรัทธาจากศิษย์เก่า ผู้ปกครอง หน่วยงานรัฐ–เอกชน และผู้มีจิตศรัทธา มาร่วมพัฒนาโรงเรียน แม้รูปแบบงานจะปรับเปลี่ยน แต่หัวใจยังเหมือนเดิม คือการรวมพลังทุกภาคส่วนเพื่อพัฒนาโรงเรียนให้เป็นพื้นที่แห่งความสุขและความภาคภูมิใจของชาวบางสะพาน” ดร.นันทรัตน์ เกื้อหนุน กล่าว

    สำหรับ งานทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษา เนื่องในโอกาส 60 ปี โรงเรียนธนาคารออมสิน จัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม 2568 ณ โรงเรียนธนาคารออมสิน ตำบลร่อนทอง อำเภอบางสะพาน เริ่มเวลา 08.30 น.

    พิธีประกอบด้วย พิธีแสดงความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, พิธีทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษา และ พิธีเปิดป้ายโรงอาหารใหม่

    ทั้งนี้เชิญร่วมบริจาคสมทบทุนพัฒนาพื้นที่เรียนรู้ภายในโรงเรียนร่วมเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษาบริจาคได้ที่ ธนาคารออมสิน สาขาบางสะพานเลขบัญชี 051-5703-04-67-8 ชื่อบัญชี โรงเรียนธนาคารออมสิน

    ภูมิภาค-30

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/112228&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uVPeV-s7nbxKaS303N91D

  • ประชากรต่างชาติใน 10 จังหวัดของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าในรอบ 10 ปี : อินโฟเควสท์

    ประชากรต่างชาติใน 10 จังหวัดของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าในรอบ 10 ปี : อินโฟเควสท์

    จำนวนประชากรของผู้พำนักอาศัยที่เป็นชาวต่างชาติใน 10 จังหวัดของประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ชาวต่างชาติกำลังเคลื่อนย้ายเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความพยายามที่จะบรรเทาการขาดแคลนแรงงานในประเทศ

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ข้อมูลที่รวบรวมโดยเกียวโดนิวส์ระบุว่า จังหวัดคุมาโมโตะในคิวชู เกาะหลักทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น มีจำนวนผู้พำนักชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นสูงสุด โดยประชากรเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่า ขณะที่อัตราในฮอกไกโด โอกินาวา และจังหวัดอื่น ๆ อีก 2 จังหวัดในคิวชู อยู่ใน 5 อันดับแรก

    เมื่อปลายปีที่แล้ว บริษัทไต้หวันเซมิคอนดักเตอร์แมนูแฟกเจอริง เริ่มการผลิตเป็นจำนวนมากที่โรงงานแห่งแรกในจังหวัดคุมาโมโตะ คิวชู และจังหวัดโอกินาวา เกาะทางตอนใต้ซึ่งมีที่ตั้งใกล้ประเทศและภูมิภาคในเอเชีย

    ทั้งนี้ ญี่ปุ่นมีมาตรการส่งเสริมให้นักศึกษาต่างชาติพักอยู่ในญี่ปุ่นหลังจากสำเร็จการศึกษา แต่ความท้าทายคือว่าจะป้องกันนักศึกษาเหล่านี้จากการย้ายไปยังพื้นที่เมืองหลักได้หรือไม่

    ทั้ง 47 จังหวัดของญี่ปุ่นมีจำนวนผู้พำนักชาวต่างชาติเพิ่มขึ้น โดยยอดรวมทั่วประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 1.78 เท่าของระดับเมื่อ 10 ปีก่อน ตามการเปรียบเทียบข้อมูลประชากรจากวันที่ 1 มกราคม 2558 และ 2568

    เมื่อพิจารณาจำนวนผู้พำนักชาวญี่ปุ่น ประชากรนอกเมืองใหญ่แล้ว แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ชัดเจนของการลดลงประชากรี หลายภูมิภาคยังคงสูญเสียประชากรรุ่นเยาว์ที่ย้ายไปยังศูนย์กลางของเมือง รวมถึงจำนวนประชากรที่ลดลงอย่างรวดเร็ว และการเปลี่ยนแปลงทางประชากรที่ไม่สม่ำเสมอทั่วประเทศ

    เมื่อประชากรรุ่นเยาว์จากไปและจำนวนประชากรที่ลดลงนั้นเพิ่มขึ้น ผู้พำนักที่ไม่ใช่ชาวญี่ปุ่นจึงได้รับการสนับสนุนจากชุมชนท้องถิ่น การมีส่วนร่วมในกิจกรรมของชาวต่างชาติเหล่านี้ในภูมิภาคถือเป็นการให้ความช่วยเหลือที่สำคัญแก่พื้นที่ที่กำลังดิ้นรนเพื่อที่จะคงไว้ซึ่งกลไกในการดำเนินการตามปกติ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/548221&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17mXX3kU2qKs4IKc2x57_J

  • การขุดแร่ธาตุหายากในสวีเดนอาจทำให้

    การขุดแร่ธาตุหายากในสวีเดนอาจทำให้

    ในเวลานี้ ชาวซามี (Sami) ชนพื้นเมืองของสวีเดนกังวลว่าพวกเขาจะสูญเสียอาชีพและวัฒนธรรม หากมีการเดินทางแผนการอย่างเป็นรูปธรรม ในการขุดแร่หายากขนาดใหญ่บนพื้นที่เลี้ยงกวางเรนเดียร์ดั้งเดิมของพวกเขาทางตอนเหนือสุดของประเทศ

    ธาตุหายาก (Rare earth ) มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนผ่านสู่โลกสีเขียว ซึ่งรวมถึงการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และการค้นพบครั้งใหญ่ในสวีเดนเมื่อต้นปี 2023 รวมถึงการค้นพบครั้งใหญ่ในนอร์เวย์ในปี 2024 ได้ช่วยกระตุ้นความหวังของยุโรปในการลดการพึ่งพาจีน

    จีนเป็นแหล่งผลิตแร่ธาตุหายากบริสุทธิ์ของโลกถึง 92% และเป็นแหล่งทำเหมืองแร่ธาตุหายากถึง 60%

    ณ เหมืองใต้ดินที่ลึกเกือบหนึ่งกิโลเมตรในเมืองคิรูนาในแถบอาร์กติก LKAB บริษัทเหมืองแร่ของรัฐสวีเดนกำลังดำเนินการระเบิดอุโมงค์สำรวจจากเหมืองแร่เหล็กไปยังแหล่งแร่เพอร์ไกเยอร์ที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อประเมินศักยภาพ

    เครื่องจักรของบริษัทกำลังเคลื่อนที่เร็วถึงวันละ 5 เมตร (16 ฟุต)

    “เราไม่มีการสำรวจหรือทำเหมืองแร่ธาตุหายากในยุโรป ดังนั้นนี่จึงเป็นโอกาสอันดี” นิคลาส โยฮันส์สัน รองประธาน LKAB กล่าวกับ AFP ในการเยือนเมื่อเร็วๆ นี้

    อย่างไรก็ตาม เขากล่าวเสริมว่า “ยังมีความท้าทายอีกมากมาย”

    ว่าด้วยอุปสรรคทางกฎหมาย
    โยฮันส์สัน กล่าวว่า “มีเจตจำนงทางการเมือง” ที่จะขุดแหล่งแร่นี้ แต่ก็มี “อุปสรรคทางกฎหมายมากมาย รวมถึงขั้นตอนการขออนุญาต ซึ่งกฎระเบียบใหม่นี้ควรจะทำให้ง่ายขึ้น”

    “แต่เราก็ยังไม่เห็นอะไรเลย”

    “กฎใหม่” ที่เขากำลังพูดถึงคือ “โครงการเชิงกลยุทธ์” จำนวน 47 โครงการเกี่ยวกับแร่ธาตุหายากและวัสดุเชิงกลยุทธ์ ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมาธิการยุโรปในเดือนมีนาคม 2568 และกำลังเร่งดำเนินการเพื่อขออนุมัติ

    เพอร์ ไกเยอร์ เป็นหนึ่งในนั้น ในทางทฤษฎี ขั้นตอนการขอใบอนุญาตทำเหมืองน่าจะใช้เวลาสูงสุด 27 เดือน

    LKAB ยังไม่ได้รับใบอนุญาต และโจฮันส์สันก็มีประสบการณ์มากพอที่จะรู้ว่าอาจใช้เวลานานกว่านั้นมาก

    “เราอาจต้องใช้เวลา 10 ปีในการขอใบอนุญาต” และ “อีกสองสามปีในการสร้างเหมือง”

    มันคือภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่
    ความเป็นไปได้ที่จะมีเหมืองแร่ธาตุหายาอันล้ำค่าในภูมิภาคนี้ ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ผู้เลี้ยงกวางเรนเดียร์ชาวซามีเป็นกังวล

    “เราสิ้นหวังจริงๆ” ลาร์ส-มาร์คัส คูห์มูเนน ผู้เลี้ยงสัตว์และหัวหน้าชุมชนกาบนา ซามี กล่าว

    “เราอาจเป็นชาวซามีรุ่นสุดท้ายในพื้นที่นี้” เขากล่าว เขากล่าวเสริมว่า “คิรูนาจะกลายเป็นจุดดำบนแผนที่”

    การดำรงชีพทั้งหมดของพวกเขาตกอยู่ในความเสี่ยง

    ราสมุส คล็อกเกอร์ ลาร์เซน นักวิจัยจากสถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์มกล่าวว่า เหมืองที่วางแผนไว้ “จะขัดขวางเส้นทางอพยพตามฤดูกาลเพียงเส้นทางเดียวที่เหลืออยู่ ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างทุ่งหญ้าฤดูหนาวและทุ่งหญ้าฤดูร้อน”

    “ความเสี่ยงคือผู้คนจะถูกผลักดันให้เลิกเลี้ยงสัตว์ และประเพณีและความรู้ของชาวซามิจะไม่ถูกถ่ายทอดสู่คนรุ่นต่อไป” เขากล่าวเสริม

    ขณะนี้ลาร์เซนกำลังดำเนินการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของโครงการทำเหมืองบนดินแดนของชาวซามิต่อสิทธิมนุษยชนของชุมชนพื้นเมือง

    คูห์มูเนนกล่าวว่าเหมืองแร่ธาตุหายากจะทำให้พื้นที่ของชุมชน “ลดลงครึ่งหนึ่ง”

    “ถ้าอย่างนั้น เราจึงไม่สามารถเลี้ยงกวางเรนเดียร์แบบดั้งเดิมเหมือนที่เราทำมา 400 ถึง 500 ปีได้”

    LKAB ยืนยันว่าบริษัทจะหาทางออกร่วมกับชาวซามิ

    “โครงการเพอร์ ไกเยอร์ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยมีการศึกษาจำนวนมากที่ยังคงดำเนินอยู่ รวมถึงมาตรการคุ้มครอง การปรับตัว และการชดเชยที่จำเป็นต้องมีเกี่ยวกับการเลี้ยงกวางเรนเดียร์” เพีย ลินด์สตรอม ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืนของ LKAB กล่าวกับ AFP

    “เราคิดว่าธุรกิจของเราทั้งสองยังคงสามารถดำเนินกิจการและเติบโตต่อไปได้” เธอกล่าว

    ต้องการวัฒนธรรม, ไม่ใช่เงิน
    แต่ตัวแทนของกลุ่มชาติพันธุ์ซามี และ LKAB “ไม่ได้พูดภาษาเดียวกัน” คูห์มูเนนกล่าว

    เขากล่าวว่า การหารือมักจะวนเวียนอยู่กับเรื่องค่าตอบแทนทางการเงิน

    “เราไม่ต้องการเงิน” เขาย้ำ

    “เราต้องการให้วัฒนธรรมและการเลี้ยงกวางเรนเดียร์ของเราดีขึ้น”

    LKAB ระบุว่า แร่ธาตุหายากในแหล่งเพอร์ ไกเยอร์ตั้งอยู่ในแหล่งแร่เหล็กเป็นหลัก และสามารถผลิตเป็นผลพลอยได้

    ดังนั้น LKAB จึงตั้งใจที่จะขุดแร่เหล็กที่เหมืองคีรูนาต่อไป เช่นเดียวกับที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2433 เพื่อให้การทำเหมืองแร่ธาตุหายากและฟอสฟอรัสมีกำไร

    แม้ว่าแหล่งแร่เพอร์ ไกเยอร์จะเป็นแหล่งแร่ที่ใหญ่เป็นอันดับสองในยุโรป แต่ยังคงมีขนาดเล็กในระดับโลก โดยคิดเป็นน้อยกว่าหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของปริมาณแร่ 120 ล้านตันทั่วโลกที่สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ ประมาณการไว้

    Agence France-Presse

    Photo -ชายชาวซามิจากหมู่บ้านวิลเฮลมินา นอร์รา ซาเมบี กำลังจับกวางเรนเดียร์ระหว่างการรวมฝูงกวางเรนเดียร์ของเขาเพื่อคัดเลือกและติดป้ายชื่อลูก เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2559 ใกล้หมู่บ้านดิกาเนสส์ ห่างจากเมืองหลวงสวีเดนไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 800 กิโลเมตร (ภาพโดย JONATHAN NACKSTRAND / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/37799&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bICwG-M5Lv4Y8Qxr6NU4h

  • ดาวศุกร์ จรภพมรณะ ได้เกณฑ์ยกเลิกทุกข้อที่ปรึกษาและตกลง พยากรณ์วันที่ 23 – 29 พ.ย. 2568

    ดาวศุกร์ จรภพมรณะ ได้เกณฑ์ยกเลิกทุกข้อที่ปรึกษาและตกลง พยากรณ์วันที่ 23 – 29 พ.ย. 2568

    การศึกษาไม่ว่าศาสตร์ใด ๆ หากเรียนรู้ศึกษาตามตำราแบบความเชื่อก็จะเป็นอีกแบบหนึ่งแต่ถ้าศึกษาเรียนรู้ในเชิงประวัติศาสตร์เข้ามาร่วมด้วย เราจะได้ความรู้อีกแบบหนึ่งเสมอ วิชาโหราศาสตร์ต้นแบบมาจากชาวอารยัน คือ อินเดียตอนเหนือ เป็นผู้ที่มาจากเปอร์เซียมายึดครองนับถือท้าวสักกะเทวราช หรือพระอินทร์ผู้เป็นใหญ่ ดินแดนนั้นจึงชื่อว่า “อินเดีย” เมื่อต้นสายมาจากอารยันเช่นนั้นนักโหราศาสตร์จึงควรเคารพสักการะองค์พระอินทร์เป็นที่สุดมากกว่า นี่เรียกว่ายึดแบบต้นสายดั่งเดิม แบบมีที่มาที่ไปไม่ใช่แค่เรื่องความเชื่อที่ไม่มีประวัติศาสตร์รับรอง

    มรรคาวิชาโหราศาสตร์ ถ้าเรียนรู้เป็นระบบถึงแก่น มีอะไรมากมายกว่าที่รู้ ๆ กันอย่างสามัญทั่วไป

    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เวลา 19:43 น. ดาวศุกร์๖ ย้ายไปเป็นภพมรณะของดวงเมือง ก่อนที่จะพยากรณ์ต้องเข้าใจหลักที่ว่า ย้ายมาจาก ภพไหนไปมรณะ ย้ายมาจากปัตนิ นั่นแปลความได้ว่า มิตรหรือคู่หุ้นส่วน เพื่อนฝั่งตรงข้ามบ้านข้างบ้าน เจรจาและที่ปรึกษาความกันแล้วผิดคำพูด เหตุที่จะเกิดนั้นภายในประเทศฝ่ายการเมืองจะมีการผิดคำพูดกันและกันทำให้กลายมาเป็นศัตรูทางความคิดในด้านการเมือง หรือ ประเทศเพื่อนบ้านมีการผิดคำพูดข้อตกลงทุกอย่างที่ปรึกษากันโดนยกเลิกทั้งหมดแม้แต่ข้อตกลงทำความเข้าใจด้านสันติภาพที่มาเลเซียอาจจะถือเป็นโมฆะได้อย่างไม่สนใจใด ๆ ด้วยซ้ำ นี่เป็นความหมายในทางโหราศาสตร์ และ การยกเลิกทุกอย่างกลับเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย

    นอกจากนี้เกณฑ์ของการบริหารงานของนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ยังมีอีกยาว หลายคนมองว่าอาจจะมีการยุบสภาเร็ววัน เพราะมีคำพูดออกมาจากปากนายกรัฐมนตรีว่า ถ้ายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ยุบสภา แต่สำหรับความชัดเจนของดวงดาวที่ปรากฏตามหลักวิชากลับมองว่า ยังไม่น่าที่จะเกิดขึ้นจริงในช่วงนี้แต่ประการใด อาจจะมีเหตุการณ์การใดเหตุหนึ่งเกิดขึ้นให้อยู่ยาวจนครบวาระด้วยซ้ำ แม้วันที่ 13 ก.พ. 2569 เวลา 10:16 น. ดาวเสาร์ย้ายไปภพวินาศของดวงเมืองก็ตาม นั่นย่อมแสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอน ไม่มั่นคงของการเมือง แต่ก็ยังเชื่อว่าดาวราหูยังคงโอบอุ้มนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ให้รอดพ้นจากเหตุต่าง ๆ ทางการเมืองได้ เพราะดาวประจำตัวของนายกรัฐมนตรี คือ ดาวราหูกับดาวราหูจรในภพลาภะที่ดวงเมืองยังส่งผลเกื้อหนุนโอบอุ้มอย่างแน่นแฟ้น

    ไม่ว่าจะดวงชะตาเมือง ดวงชะตาคน ดาวใหญ่อย่างดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ดาวราหู ดาวมฤตู ย่อมส่งผลต่อดวงชะตาอย่างมากมาย และดาวดวงอื่น ๆ แม้จะอยู่ในมุมที่ดีสักเพียงไหนถ้าดาวใหญ่ทำมุมไม่ดีก็ยากที่จะดีได้ แม้แต่ด้านเศรษฐกิจของประเทศเองจะเริ่มดีจริง ๆ ต่อเมื่อดาวมฤตยู๐ ย้ายในวันที่ 18 ก.ค. 2572 เวลา 18:18 น. เป็นต้นไป คือ การเริ่มต้นใหม่ทั้งหมดของระบบเศรษฐกิจ

    ในรอบสัปดาห์นี้ เงินดอลลาร์สหรัฐจะเริ่มแข็งขึ้น เงินบาทจะเริ่มอ่อนตัวลงบ้าง ด้านทองคำจะค่อย ๆ ขยับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง หลังจากนี้สวิงไปมาและขึ้น ๆ ลง ๆ มาเกือบกึ่งเดือน หลายคนติดดอยทองคำด้วยราคาซื้อขายที่ลงมา ครั้นดาวศุกร์๖จรหนีราคาทองจะขยับขึ้นและดาวเกตุยังส่งผลดีต่อดวงชะตาเมืองด้วย จะได้เห็นภาพการดีใจของนักลงทุนทองคำอีกครั้ง

    12 ราศี ดวงดีร้ายอย่างไรในสัปดาห์นี้

    ดาวศุกร์ จรภพมรณะ ได้เกณฑ์ยกเลิกทุกข้อที่ปรึกษาและตกลง พยากรณ์วันที่ 23 - 29 พ.ย. 2568

    ราศีเมษ

    ข้อตกลงต่าง ๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวกับเรื่องงาน แม้ช่วงต้นสัปดาห์อาจไม่ราบรื่นแต่ในที่สุดก็ไม่มีสิ่งใดมาเป็นอุปสรรค ทั้งนี้เพราะดาวจันทร์ได้เข้าไปกระตุ้นดาวเสาร์และดาวราหูในภพลาภะ ทำให้ชาวราศีเมษยังพอมีความหวังมีแสงสว่างที่จะนำพาให้ไปสู่ความสำเร็จที่ตั้งใจ แม้เรื่องการเงินก็สามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยดีทุกประการ

    สายมูเตลู ควรไหว้แม่ธรณีความสำเร็จทั้งปวงจะได้มาอย่างราบรื่น

    ดาวศุกร์ จรภพมรณะ ได้เกณฑ์ยกเลิกทุกข้อที่ปรึกษาและตกลง พยากรณ์วันที่ 23 - 29 พ.ย. 2568

    ราศีพฤษภ

    ถ้าผ่านกลางสัปดาห์นี้ไปแล้วข้อตกลงต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องการงานการเงินของชาวราศีพฤษภจะประสบความสำเร็จยิ่งนักเหตุเพราะว่าดาวศุกร์จรมาให้ผลดี และดาวจันทร์ยังจรไปกระตุ้นภพศุภะและกัมมะอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงต้นสัปดาห์อาจจะดูนอยไปบ้างแต่สุดท้ายทุกอย่างก็ราบรื่นสุขภาพแข็งแรงดี

    สายมูเตลู ควรไหว้พระอินทร์วัดเทวราชกุญชร หรือ พระอินทร์บนพระปรางค์ วัดอรุณฯ

    ดาวศุกร์ จรภพมรณะ ได้เกณฑ์ยกเลิกทุกข้อที่ปรึกษาและตกลง พยากรณ์วันที่ 23 - 29 พ.ย. 2568

    ราศีเมถุน

    สำหรับชาวราศีเมถุนเมื่อได้ตกลงเจรจาใด ๆ ไว้ก็อย่าพึ่งเชื่อใจไปเสียทั้งหมดเพราะมีเหตุทำให้ติดขัดไม่ราบรื่นโดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับเอกสารต่าง ๆ นอกจากนี้เครดิตของบุคคลที่เข้ามาช่วยเหลืออาจจะไม่ดีจริงดังนั้นทุกอย่างควรทำใจไว้เป็นไปได้ในรอบสัปดาห์นี้ พยายามไหว้พระสวดมนต์เพื่อสะกดจิตใจไม่ให้ฟุ้งซ่านคิดแต่สิ่งที่เป็นเชิงบวกก็จะทำให้ความทุกข์น้อยลง

    สายมูเตลู ควรไหว้ศาลหลักเมืองของถิ่นที่ตนพำนักอยู่บ่อย ๆ อะไร ๆ จะง่ายขึ้น

    ดาวศุกร์ จรภพมรณะ ได้เกณฑ์ยกเลิกทุกข้อที่ปรึกษาและตกลง พยากรณ์วันที่ 23 - 29 พ.ย. 2568

    ราศีกรกฎ

    ความพยายามทั้งหลายทั้งปวงของชาวราศีกรกฎในรอบสัปดาห์นี้เกี่ยวกับเรื่องการเงินและการงานอาจจะไม่ราบรื่นอย่างที่คิดในใจอาจจะหวังไว้หนึ่งร้อยแต่จะได้มาเพียงแค่ห้าสิบ ดังนั้นถ้าเป็นไปได้สิ่งที่ชาวราศีกรกฎคิดอยากจะลงมือทำควรจะต้องมีเป้าหมายสูงขึ้นกว่าเดิมแล้วจะทำให้ทุกสิ่งอย่างเรียบง่ายขึ้น ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายแต่บอกเลยว่าสัปดาห์นี้เหนื่อยมาก ๆ กว่าจะผ่านพ้นได้ก็เกือบหลายสัปดาห์สุขภาพแข็งแรงดี

    สายมูเตลู ควรไหว้องค์พ่อจตุคามรามเทพ พระราหู เรื่องหนัก ๆ จะเป็นเบา

    ดาวศุกร์ จรภพมรณะ ได้เกณฑ์ยกเลิกทุกข้อที่ปรึกษาและตกลง พยากรณ์วันที่ 23 - 29 พ.ย. 2568

    ราศีสิงห์

    การเก็บตัวเงียบ ๆ ซักระยะหนึ่งย่อมเป็นผลดีต่อชาวราศีสิงห์อย่างมากเพราะในเกณฑ์นี้ดูเหมือนว่าชาวราศีสิงห์อาจจะได้รับการกระทบเล็ก ๆ น้อย ๆ จากบุคคลที่อยู่ร่วมงานเป็นไปได้ควรอยู่กับครอบครัวให้มากขึ้นและพยายามเบิกสายตามองโลกให้กว้างว่าบนโลกนี้ทุกอย่างเป็นไปตามพุทธองค์สอนเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป แล้วจิตใจจะสงบผ่านพ้นอาทิตย์นี้แล้วชีวิตจะมีความสุขมากขึ้น

    สายมูเตลู ควรไหว้เจ้าที่เจ้าทางที่อาศัยอยู่บ่อย ๆ บางครั้งเราอาจลืมท่านแต่ท่านไม่เคยลืมเรา

    ดาวศุกร์ จรภพมรณะ ได้เกณฑ์ยกเลิกทุกข้อที่ปรึกษาและตกลง พยากรณ์วันที่ 23 - 29 พ.ย. 2568

    ราศีกันย์

    ความวุ่นวายใจที่ก่อให้เกิดความน่ารำคาญจะเป็นสิ่งเข้ามาทดสอบชาวราศีกันย์ในรอบสัปดาห์นี้แม้ว่าการงานจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีแต่บางครั้งไม่มีอะไรได้สมดังใจตลอดเวลาสิ่งหนึ่งที่ชาวราศีกันย์ควรมีสติให้มากเวลาอยู่ร่วมกับมิตร ควรคิดก่อนพูดทุกคำแล้วทำให้เรื่องร้าย ๆ เกิดขึ้นได้น้อยลงสุขภาพแข็งแรงดี

    สายมูเตลู ควรไปไหว้ท้าวเวสสุวรรณ หรือ จตุคามรามเทพ

    ดาวศุกร์ จรภพมรณะ ได้เกณฑ์ยกเลิกทุกข้อที่ปรึกษาและตกลง พยากรณ์วันที่ 23 - 29 พ.ย. 2568

    ราศีตุลย์

    เงินทองที่ไปกู้ไปยืมเมื่อได้มาแล้วก็ใช้หมดไปอย่างง่ายดายเพราะชาวราศีตุลย์ในรอบสัปดาห์นี้มีเกณฑ์ใช้เงินเยอะหมดไปกับภาษีสังคมที่เป็นคอนเน็กชันโดยวางใจว่าจะสามารถทำให้การงานราบรื่นได้อยากให้ชาวราศีตุลย์มองไปว่านี่คือการลงทุน ในรูปแบบหนึ่งจะทำให้ชาวราศีตุลย์มีความทุกข์น้อยลงสุขภาพแข็งแรงดี

    สายมูเตลู ควรไหว้พระพรหมสี่หน้าเอราวัณ

    ดาวศุกร์ จรภพมรณะ ได้เกณฑ์ยกเลิกทุกข้อที่ปรึกษาและตกลง พยากรณ์วันที่ 23 - 29 พ.ย. 2568

    ราศีพิจิก

    รอบสัปดาห์นี้ชาวราศีพิจิตรเป็นเหมือนคำโบราณว่ามีเงินนับเป็นน้องมีทองนับเป็นพี่ถ้าไม่มีทั้งเงินทั้งทองก็ไม่มีอะไรดีไม่ได้เป็นทั้งพี่ทั้งน้องอันนี้ผมเติมต่อเองเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้นชาวราศีพิจิกรอบสัปดาห์นี้ประสบผลสำเร็จทางด้านการเงินอย่างยิ่ง การงานต่าง ๆ ก็ค่อย ๆ ก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับแต่สิ่งหนึ่งที่ชาวราศีพิจิกยังคงต้องระวังไม่ควรไปไหนมาไหนในยามวิกาลไม่ควรเดินทางในทางน้ำเพราะง่ายต่อการเกิดอุบัติเหตุ

    สายมูเตลู ควรไหว้พระอินทร์ พระพรหม ท่านเมตตาเสมอ

    ดาวศุกร์ จรภพมรณะ ได้เกณฑ์ยกเลิกทุกข้อที่ปรึกษาและตกลง พยากรณ์วันที่ 23 - 29 พ.ย. 2568

    ราศีธนู

    นับเป็นบุญอย่างหนึ่งของชาวราศีธนูแม้การเงินติดขัดแต่ด้วยเป็นคนที่มีเครดิตดีเพื่อนพ้องน้องพี่ทั้งหลายทั้งไกลทั้งใกล้พร้อมเข้ามาดูแลซัพพอร์ตกับชาวราศีธนูทำให้สามารถต่อลมหายใจออกไปได้นอกจากนี้ชาวราศีธนูอาจจะมีความเครียดสะสมอยู่บ้างนี่ก็ใกล้ปลายปีเป็นไปได้ควรเดินทางไปพักผ่อนบ้างเพื่อทำให้ชีวิตมีความสุข สุขภาพแข็งแรงดี

    สายมูเตลู ควรไหว้หลวงพ่อทวด นิรันตรายแน่นอน

    ดาวศุกร์ จรภพมรณะ ได้เกณฑ์ยกเลิกทุกข้อที่ปรึกษาและตกลง พยากรณ์วันที่ 23 - 29 พ.ย. 2568

    ราศีมังกร

    คำที่โบราณว่าไว้ลาภบางอย่างก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรได้ตอนนี้ได้มาปรากฏกับคนราศีมังกรแล้วลาภชนิดนี้อาจมีภัยมาภายหลัง ดังนั้นควรระมัดระวังให้ดีอย่าคิดอะไรง่าย ๆ เพราะบางครั้งสิ่งที่เราปรารถนาย่อมหาได้เป็นตามนั้น ผ่านไปปลายสัปดาห์จะทำให้ชาวราศีมังกรมีกำลังใจมากขึ้นเห็นแนวทางมากขึ้นการเงินจะคล่องตัวสุขภาพแข็งแรงดี

    สายมูเตลู ควรไปไหว้ขอพรพ่อจตุคามรามเทพ

    ดาวศุกร์ จรภพมรณะ ได้เกณฑ์ยกเลิกทุกข้อที่ปรึกษาและตกลง พยากรณ์วันที่ 23 - 29 พ.ย. 2568

    ราศีกุมภ์

    การทำงานที่ค่อนข้างเสี่ยงเกี่ยวกับการผิดกฎหมายชาวราศีกุมภ์ควรหลีกเลี่ยง บางครั้งเงินสีเทามากน้อยเพียงใดก็เลยทำให้เราร่ำรวยมากขึ้นชาวราศีกุมภ์ควรมีจิตใจที่หนักแน่นไหว้พระสวดมนต์ให้มากความลำบากหามีไม่แต่ถ้าตัดสินใจผิดพลาดอาจจะทำให้ต้องประสบชะตากรรมที่ลำบากเพราะมีเกณฑ์ทำให้ เกิดความทุกข์ได้โดยง่ายเกี่ยวกับคดีความสุขภาพแข็งแรงดี

    สายมูเตลู ควรไปไหว้พระราหู แล้วชีวิตจะมีความสุข

    ดาวศุกร์ จรภพมรณะ ได้เกณฑ์ยกเลิกทุกข้อที่ปรึกษาและตกลง พยากรณ์วันที่ 23 - 29 พ.ย. 2568

    ราศีมีน

    อะไรที่หนักหนาที่เกิดขึ้นกับชาวราศีมีนช่วงนี้เริ่มเบาลงมีเกณฑ์ที่จะได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ปัญหาต่าง ๆ ที่สั่งสมมาเนิ่นนานเริ่มจางคลายลงทำให้ชาวราศีมีนหายใจโล่งขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ขอแนะนำ ชาวราศีมีนต้องไม่ไว้วางใจใครมากเกินไปเหมือนที่ผ่านมา และถ้าไม่มีความจำเป็นไม่ควรที่จะต้องไปค้ำประกันใครใด ๆ ทั้งสิ้น สุขภาพแข็งแรงดี

    สายมูเตลูควรไปไหว้พระอินทร์ ศาลหลักเมืองในถิ่นพำนักอยู่แล้วจะดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/lifestyle/horoscope/644693&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3d8Va9rZrdZP9oc-JqKjMx

  • ฮาร์วาร์ดค้นพบ 1 อาหารยืดอายุขัย กินแค่วันละ 28 กรัม หัวใจแข็งแรง-น้ำตาลในเลือดคงที่

    ฮาร์วาร์ดค้นพบ 1 อาหารยืดอายุขัย กินแค่วันละ 28 กรัม หัวใจแข็งแรง-น้ำตาลในเลือดคงที่

    วิจัย14 ปี ฮาร์วาร์ดพบว่าการกิน “โจ๊กธัญพืชไม่ขัดสี” หนึ่งชามทุกวัน ช่วยให้มีอายุยืนยาวขึ้น และลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

    มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดศึกษาประชากรมากกว่า 118,000 คน และค้นพบอาหารประเภทหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการยืดอายุได้ โดยการรับประทานวันละ 28 กรัม จะช่วยให้หัวใจแข็งแรงและระดับน้ำตาลในเลือดคงที่

    การศึกษานี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารของสมาคมการแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (JAMA) โดยผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการรับประทานอาหารที่มีธัญพืชไม่ขัดสีเป็นส่วนประกอบมากสามารถลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้อย่างมาก

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษานี้ได้ติดตามผู้หญิงมากกว่า 74,000 คน และผู้ชายเกือบ 44,000 คน ตั้งแต่กลางทศวรรษ 1980 จนถึงปี 2010 แสดงให้เห็นว่ากลุ่มที่รับประทานธัญพืชไม่ขัดสีเฉลี่ย 28 กรัมต่อวัน มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตต่ำกว่ากลุ่มอื่น 5% และมีอายุขัยยืนยาวขึ้นหลายปี ที่น่าสังเกตคือ ความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดในกลุ่มนี้ลดลงสูงสุด 9% ผลลัพธ์นี้ได้รับการยืนยันหลังจากตัดปัจจัยรบกวนต่างๆ เช่น อายุ พฤติกรรมการสูบบุหรี่ และดัชนีร่างกายออกไปแล้ว

    นอกจากจะช่วยปกป้องระบบหัวใจและหลอดเลือดแล้ว นักวิจัยยังพบว่าโจ๊กธัญพืชเต็มเมล็ดยังเหมาะสำหรับผู้ที่มีระบบย่อยอาหารอ่อนแออีกด้วย ด้วยเนื้อสัมผัสที่นุ่มและย่อยง่าย โจ๊กจึงช่วยลดภาระของกระเพาะอาหาร ช่วยสนับสนุนกระบวนการย่อยอาหารและดูดซึมสารอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าธัญพืชไม่ขัดสีอุดมไปด้วยไฟเบอร์ วิตามินบี สารต้านอนุมูลอิสระ และสารประกอบจากพืชที่มีประโยชน์ ซึ่งช่วยเสริมสร้างสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด รักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ และลดการอักเสบ ผลการวิจัยครั้งนี้ตอกย้ำคำแนะนำให้รับประทานธัญพืชไม่ขัดสีเป็นประจำทุกวัน เพื่อยืดอายุและป้องกันโรคเรื้อรัง

    อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ดร. เทียน หยานเทา หัวหน้าแผนกศัลยกรรมตับอ่อนและกระเพาะอาหาร โรงพยาบาลมะเร็ง สถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์จีน ให้คำแนะนำ 2 ประการ

    1. อย่ากินแต่โจ๊กเท่านั้น

    คุณค่าทางโภชนาการของโจ๊กชนิดนี้ค่อนข้างเรียบง่าย โดดเด่นด้วยปริมาณน้ำที่สูง และหลังจากรับประทานแล้วมักจะรู้สึกอิ่มเร็ว ดังนั้น เมนูอาหารประจำวันจึงไม่ควรรับประทานแค่โจ๊กเท่านั้น แต่ยังควรเพิ่มอาหารหลากหลายชนิดเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้กับร่างกายอีกด้วย ขณะปรุง คุณสามารถเพิ่มเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ผัก และธัญพืชต่างๆ เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการและรสชาติของโจ๊กได้

    อย่ากินโจ๊กกับผักดองหรืออาหารมันๆ อื่นๆ เพราะอาจทำให้ร่างกายดูดซึมไขมันและเกลือมากเกินไป ควรรับประทานโจ๊กร่วมกับผักและอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น กุ้ง เนื้อไม่ติดมัน เนื้อวัว เป็นต้น

    2. ผู้ที่ไม่ควรรับประทานโจ๊กชนิดนี้

    ดร. เทียน หยานเทา ระบุว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคกรดไหลย้อนไม่ควรรับประทานโจ๊กชนิดนี้ เนื่องจากอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ซึ่งไม่ดีต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้ โจ๊กยังกระตุ้นให้มีการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารหลังจากเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งอาจทำให้เกิดกรดไหลย้อนและทำให้อาการแสบร้อนกลางอกรุนแรงขึ้น 

     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9858254/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0T5_MX314pgmhWwBRzkUWd

  • “นักวิชาการ” ชี้ปมปัญหา ความบิดเบี้ยวของระบบ แวดวง “การศึกษาไทย”

    “นักวิชาการ” ชี้ปมปัญหา ความบิดเบี้ยวของระบบ แวดวง “การศึกษาไทย”

    ผลัดกันคัน-ผลัดกันเกา !

         
    แต่เดิมผมเองไม่ใช่คนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการบริหารมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด จนเมื่อได้รับการสรรหาให้ดำรงตำแหน่ง “กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ” ของสภามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภูมิภาคแล้ว ผมจึงมีโอกาสได้สัมผัสกับคำนี้อย่างเป็นรูปธรรม จนเกิดคำถามถึงเรื่อง “ธรรมาภิบาลและความโปร่งใส” ของการบริหารมหาวิทยาลัย เป็นอย่างมาก

    สำหรับคำว่า “ผลัดกันเกาหลัง” ในวงการอุดมศึกษา มีความหมายคล้ายกับ “การฮั้ว” ทางการเมือง ที่มีนัยของการ “ต่างตอบแทน” ในเรื่องของตำแหน่งในมหาวิทยาลัย หรือความหมายที่ตรงไปตรงมา คือ

    การที่ต่างฝ่ายต่างเลือกกันเองในกระบวนการสรรหาตำแหน่ง เพื่อให้เกิดความสมปรารถนาของผู้กระทำทั้ง 2 ฝ่าย และจบลงด้วยการที่ต่างคนต่างมีตำแหน่งตอบแทนให้แก่กันและกัน เสมือนเรื่องจบแบบ “happy ending” เพราะต่างก็ได้ผลตอบแทนไปด้วยกัน

    คำอธิบายเช่นนี้ อาจจะยังเป็นนามธรรมสำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับเรื่องราวในมหาวิทยาลัย ดังนั้น จึงอยากจะขยายความให้สังคมได้เห็นถึงความเป็น “แดนสนธยา” ของมหาวิทยาลัยในบางแง่มุม

         
    โครงสร้างของการบริหารมหาวิทยาลัยมีองค์ประกอบที่สำคัญในเบื้องต้น 2 ส่วน คือ สภามหาวิทยาลัยที่มีนายกสภาฯ เป็นประธาน และฝ่ายบริหารที่มีอธิการบดีเป็นผู้นำ

    ปัญหามักจะเริ่มต้นเมื่ออธิการบดีมีสภาวะ “ไม่มั่นคงทางใจ” หรือเกิดอาการ “insecure” ไม่ว่าจะเกิดจากความไม่เก่งในการบริหาร หรือเกิดความไม่โปร่งใส หรือเกิดความกลัวต่อการตรวจสอบและการประเมิน ซึ่งอาการเช่นนี้ จะทำให้ฝ่ายบริหารเริ่มคิดในแบบ “รัฐบาลเผด็จการ” กล่าวคือ จะต้องดำเนินการในลักษณะที่เรียกในวิชารัฐศาสตร์ว่า “การกระชับอำนาจ” (power consolidation) อันมีนัยถึงการเริ่มสร้าง “ฐานการเมือง” ในมหาวิทยาลัย

     
    อีกทั้งในภาวะเช่นนี้ ฝ่ายบริหารที่ทำงานในปีที่ 1 หรือ 2 จะไม่ขัดแย้งกับสภามหาวิทยาลัย แต่พอมาถึงราวปีที่ 3 หรือ 4 ก็เริ่มมั่นใจว่า พร้อมแล้วที่จะตั้งตัวเองเป็น “ผู้นำสูงสุด” เพราะหลังจากบริหารมาไม่กี่ปี กระแสมักจะมาพร้อมกับ “การอวย” กันเอง จนคิดว่า มหาวิทยาลัยเป็น “บริษัทส่วนตัว” ที่เขาจะต้องเป็นคนเลือกคณบดีทุกคนได้ตามใจตนเอง และจะต้องเป็น “เครือข่ายอธิการ” เท่านั้น จึงจะเป็นคณบดีได้ หรือคนที่จะเข้ามาเป็นกรรมการสภาฯ ก็มีลักษณะเป็น “เครือข่ายอธิการ” ไม่แตกต่างกัน เพื่อสอดรับกับการสร้างฐานอำนาจที่เกิดขึ้น

    ปัญหาอาจจะเริ่มเหมือนไม่มีอะไร เช่น ในเชิงหลักการแล้ว อาจารย์ที่เป็นกรรมการสรรหาอธิการ ไม่ควรได้รับการสรรหาเป็นคณบดี เพราะการทำเช่นนั้น ชี้ชัดในตัวเองว่า เป็นการ “ต่างตอบแทน” และเป็นการรับตำแหน่งในแบบ “เธอเลือกฉัน-ฉันเลือกเธอ” แต่ในทางปฏิบัติ เกิดการกระทำในลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงประเด็นด้านจริยธรรม เพราะเชื่อในอำนาจที่ตนมี  

    ช่วยกันเกา !

           
    แต่เมื่อถูกทักท้วงว่า การกระทำในลักษณะดังกล่าว เป็นการต่างตอบแทนหรือไม่ เขาก็จะอ้างว่า ผลการสรรหาไม่ได้มาจากการเลือกของอธิการบดีโดยตรง จึงไม่อาจนำมาเป็นข้อโต้แย้งได้ ทั้งยังกล่าวด้วยข้ออ้างสารพัดว่า การเลือกแบบต่างตอบแทนดังที่กล่าวแล้วนี้ ไม่เข้าข่ายประเด็นเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” (conflict of interes)

          
    อยากจะขออุทานว่า ผู้บริหารมหาวิทยาลัยทำแบบนี้ “ช่างสะอาดเสียเหลือเกิน !” (และต่างอย่างไรกับนักการเมืองที่ “เล่นสกปรก” เรื่องอำนาจที่พวกอาจารย์ชอบวิจารณ์กัน) 

    การกระทำเช่นนี้ในอีกด้านหนึ่ง จะมีผู้เชีี่ยวชาญด้านกฎหมายทำหน้าที่เป็น “ทนายแก้ต่าง” ว่า การกระทำเช่นนี้ไม่ผิดจริยธรรม และทั้ง “บรรดาทนายหน้าหอ” เหล่านี้ จะออกมายืนยันว่า เมื่อไม่มีข้อกำหนดบังคับไว้ไม่ให้ผู้ที่เป็นกรรมการสรรหาอธิการเข้ารับการสรรหาเป็นคณบดี การทำเช่นนี้จึงเป็นความถูกต้อง เนื่องจากไม่มีบทบัญญัติที่เป็น “ข้อห้าม” ทั้งที่สามารถตอบได้ด้วย “สามัญสำนึก” ง่ายๆ ได้ว่า สิ่งนี้คือ “การเล่นพรรค-เล่นพวก” ที่เกิดในโครงสร้างการบริหารของมหาวิทยาลัย

          
    ผลในกรณีนี้ กล่าวสรุปง่ายๆ ได้ว่า สำหรับอาจารย์ผู้ที่เป็นคนเลือกอธิการ และเมื่ออธิการได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งแล้ว อธิการก็จะเลือกอาจารย์ท่านนั้น ขึ้นเป็นคณบดี … นี่คือ “อาการคันหลัง” ที่เขาช่วยกันเกาในมหาวิทยาลัย หรือเป็นการ “ต่างตอบแทน” ที่ชัดเจน

    รัฐประหารในมหาวิทยาลัย !

          
    ในกรณีที่เกิดขึ้นนั้น ยังมีประเด็นเพิ่มเติมว่า เมื่ออธิการได้รับการสรรหาแล้ว แต่มีการฟ้องร้องเกิดขึ้น และคดีอยู่ในขั้นตอนการอุทธรณ์ของศาลปกครอง สถานะของอธิการบดี จึงเป็นเพียง “ผู้รักษาราชการ“ จึงมีนัยอย่างสำคัญว่า กระบวนการสรรหาที่เกิดขึ้นในเบื้องต้น ยังมิได้สิ้นสุดลง เพราะยังต้องรอการชี้ขาดของศาลฯ 

          
    ดังนั้น การเลือกอาจารย์ที่เป็นกรรมการสรรหาอธิการบดีเป็นคณบดีในกรณีเช่นนี้ จึงน่าจะเป็นภาพสะท้อนของการต่างตอบแทน หรือเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนที่ชัดเจนในตัวเอง หรือเรียกในวงการอุดมศึกษาว่า “ผลัดกันเกาหลัง” 

          
    นอกจากนี้อาจจะเป็นเรื่องที่น่าฉงนใจ เมื่อพบว่าเส้นทางของการเป็นคณบดี มีที่มาจากการที่บุคคลผู้นั้นเคยเป็นรองอธิการ หรือเป็นผู้ช่วยอธิการมาก่อน หรือบางรายมีความสัมพันธ์ฉันท์สามี/ภรรยากับผู้ดำรงตำแหน่งเหล่านั้น ถ้าเราเรียกปัญหาในการเมืองไทยที่เราไม่ต้องการเห็นว่า บุคคลที่มีตำแหน่งวนเวียนในการมีความสัมพันธ์แบบครอบครัวว่า “สภาผัวเมีย” เราควรจะเรียกการมีฝ่ายบริหารในมหาวิทยาลัยเช่นนี้ว่าอย่างไรดี

    ในอีกด้านของกระบวนการกระชับอำนาจจึงต้อง “ยึดอำนาจสภา” ด้วยการผลักดันให้คนที่เกี่ยวข้องและ/หรือมีความสนิทชิดเชื้อกับอธิการ เข้ามาเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ แม้การสรรหาจะเป็นกระบวนการที่ถูกออกแบบเพื่อให้เกิดการถ่วงดุลในการคัดเลือกตัวบุคคล แต่ถ้าอธิการตัดสินใจจะทำ “รัฐประหารสภา” แล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย เพราะมีกรรมการที่ได้รับการสรรหาเข้ามาเป็นพวกแล้ว แม้กรรมการบางคนที่ได้รับการคัดมา อาจมีประเด็นคำถามถึงความโปร่งใสก็จะถูกละเลยไปโดยไม่ใส่ใจ เพราะกรรมการเหล่านี้คือ ฐานอำนาจที่นับเป็น “คะแนนเสียง” ในการประชุมสภามหาวิทยาลัย

    ดังนั้น ขั้นตอนแรกของการ “ยึดอำนาจสภา” ในมหาวิทยาลัย มักจะเริ่มการผลักดันคนของตนเข้ามาให้เป็นผู้ได้รับการสรรหา เมื่อมีคนของตนเข้ามานั่งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในจำนวนที่คุมเสียงในสภามหาวิทยาลัยได้แล้ว การกระชับอำนาจจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป อธิการบดีในเชิงอำนาจจะกลายเป็น “ท่านผู้นำ” ไปโดยทันที และการสรรหาคณบดี และรวมถึงการสรรหากรรมการสภา ก็จะตกอยู่ภายใต้การควบคุมของ “ท่านผู้นำ” ไปอย่างไม่มีข้อสงสัย หรือทำให้คนที่ได้รับการคัดเลือกเข้ามาจะต้องเป็น “เครือข่ายท่านผู้นำ” เท่านั้น  

    ในสภาวะเช่นนี้ กระบวนการสรรหาที่เกิดขึ้น ก็ไม่ต่างกับการเลือกตั้งในประเทศที่ปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์ ที่ผู้นำสูงสุดสามารถ “ชี้นิ้ว” กำหนดได้ว่า จะเลือกใคร … จนอดคิดเล่นๆ ไม่ได้ว่า การเลือกตั้งทางการเมืองในเกาหลีเหนือ ก็คงประมาณนี้ ซึ่งสภาพเช่นนี้ ทำให้คนในประชาคมเองไม่กล้าลุกขึ้นมาประท้วงถึง “ความไม่ชอบมาพากล” ที่เกิดในบ้านตัว หรือใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยแบบเป็น “ผู้ดู” เท่านั้น

    ความบิดเบี้ยวของระบบ !

          
    ผลของปัญหาเช่นนี้ อาจกล่าวได้ว่า กระบวนการสรรหาจะไม่สามารถทำหน้าที่กลั่นกรองในการเลือกบุคคลที่เหมาะสมในการดำรงในมหาวิทยาลัยได้เลย เพราะเกิดการ “ฮั้ว” ในลักษณะต่างตอบแทนโครงสร้างระดับบนของมหาวิทยาลัย หรือเกิดอาการ ”ต่างผลัดกันเกาหลัง“ กันอย่างสนุกสนาน 

    สภามหาวิทยาลัยในภาวะเช่นนี้ จึงเป็นได้แค่ “ตรายาง” ไม่ใช่สภาฯ ที่จะเป็นองค์กรในการตรวจสอบและถ่วงดุลในการบริหารมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด ทั้งยังมีสภาวะที่ “คนใน” ประชาคมไม่กล้าแสดงออก (ไม่สู้!) เพราะกลัวการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร

    ปัญหา “การผลัดกันเกาหลัง” ที่เป็นภาพสะท้อนของ “ความไร้ธรรมาภิบาล-ไม่โปร่งใส” ในมหาวิทยาลัยเช่นนี้ จึงอยากจะขอฝากเป็นการบ้านให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพราะหากปล่อยไว้นานวัน มหาวิทยาลัยจะกลายเป็นเพียง “แดนสนธยา” แห่งอำนาจไปได้ไม่ยาก และแดนสนธยาเช่นนี้มักจะตามมาด้วยการหาผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจในอนาคต เช่น การก่อสร้างในมหาวิทยาลัย การจัดซื้อจัดจ้าง การจัดซื้อจัดหา และอื่นๆ 

    สุดท้ายแล้ว มีคำถามชวนคิดในทางการเมืองว่า รัฐมนตรี อว. จะเข้ามาช่วยเปิดประตูให้แสงสว่างเข้ามาในแดนสนธยานี้ ได้บ้างหรือไม่ !

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/social/378969773&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rTbNJDJh-B6EnDqsSCseo

  • บึงกาฬ คณะทำงานจิตอาสาจัดกิจกรรมลงแขกเกี่ยวข้าว สืบสานประเพณีท้องถิ่น และขยายแหล่งเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ | TOPNEWS

    บึงกาฬ คณะทำงานจิตอาสาจัดกิจกรรมลงแขกเกี่ยวข้าว สืบสานประเพณีท้องถิ่น และขยายแหล่งเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ | TOPNEWS

    กิจกรรมครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคีเครือข่าย และคณะทำงานจิตอาสาจากทุกอำเภอ โดยมี นางแว่นฟ้า ทองศรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ ร่วมลงพื้นที่เกี่ยวข้าวเคียงข้างพี่น้องประชาชน สะท้อนภาพความสมัครสมานและพลังชุมชนอย่างเด่นชัด

    แปลงนาสาธิตแห่งนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก มูลนิธิปิยะศักดิ์ 1955 โดยคุณศิรานันท์ คูโคเวค ประธานมูลนิธิฯ คุณประทวน สุวรรณ์ รองประธานมูลนิธิฯ เพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรแบบผสมผสานและทฤษฎีใหม่ เปิดให้ประชาชน นักเรียน และเกษตรกรเข้ามาศึกษาอย่างต่อเนื่อง พร้อมวางแผนขยายผลการดำเนินงานให้ครอบคลุมทั้ง 8 อำเภอของจังหวัดบึงกาฬ ซึ่งอำเภอเซกาดำเนินการเป็นปีที่ 2 แล้ว

    ทั้งนี้ มูลนิธิปิยะศักดิ์ 1955 เป็นองค์กรภาคประชาชนที่ดำเนินงานเพื่อสาธารณประโยชน์โดยไม่มีการเรี่ยไรใด ๆ มุ่งเน้นการส่งเสริมอาชีพ ช่วยเหลือผู้ยากไร้ สนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ บำรุงพระพุทธศาสนา และมอบทุนการศึกษาให้เยาวชนที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

    นางลักษมณ ฝ่ายพงษา ผู้ตรวจการคณะทำงานจิตอาสาประจำจังหวัดบึงกาฬ เผยว่า ในปัจจุบันสังคมไทยและระบบเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งภาวะเศรษฐกิจราคาพืชผลและภัยธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อการเกษตรของเราแต่ในวิกฤติยังมีโอกาสหากเราน้อมนำศาสตร์พระราชา ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราชบรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพ ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ท่านทรงพระราชทานไว้นั้น เป็นหลักคิดที่เน้นความพอดีมีเหตุผล โดยใช้ความรู้และการมีคุณธรรมเป็นพื้นฐานซึ่งสอดคล้องกับกิจกรรมที่ทำในวันนี้

    การจัดทำแปลงนาสาธิต ยังเป็นเวทีให้เกษตรกรได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องการเพาะปลูก ข้าว ให้ได้ผลผลิตที่ดีต้องทำอย่างไร ที่เหมาะสมกับพื้นที่เพาะปลูก ตั้งแต่การเตรียมดิน การเพาะปลูก การดูแลรักษา ตลอดจนถึงการเก็บเกี่ยว

    อีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเยาวชนและประชาชนทั่วไป ให้เห็นคุณค่าของอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ ดังคำกล่าวที่ว่า “เกษตรกรคือกระดูกสันหลังของชาติ” ตนขอชื่นชมและขอบคุณคณะทำงานจิตอาสาทุกท่านตลอดทั้งหน่วยงานทุกภาคส่วนที่มาร่วมแรงร่วมใจในงานลงแขกเกี่ยวข้าวแปลงนาสาธิต 15 ไร่ ในวันนี้ ถือเป็นกิจกรรมอันควรค่าแก่การอนุรักษ์และหวังว่ากิจกรรมนี้จะเป็นอีกหนึ่งพลัง ที่จะนำไปสู่ชุมชนเข้มแข็งพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนต่อไป

    ทางด้านนายไพลี กองกาญจน์ ประธานคณะทำงานจิตอาสาจังหวัดบึงกาฬ เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ไม่เพียงช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรมการลงแขกเกี่ยวข้าวเท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายเพื่อกระชับความสัมพันธ์ของคนในชุมชน สร้างพื้นที่เรียนรู้ด้านเกษตรกรรม และผลักดันการมีส่วนร่วมเพื่อสังคมอย่างยั่งยืน

    ภายหลังพิธีเปิด ผู้ร่วมงานได้ร่วมกันร้องเพลง “คำสัญญาจากต้นกล้าของแผ่นดิน” เพื่อแสดงออกถึงความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเพื่อเป็นกำลังใจแก่ทหารกล้าที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทย ก่อนจะปิดท้ายด้วยการประกาศสโลแกนของคณะทำงานจิตอาสาอย่างกึกก้องว่า “สิ่งไหนที่ทำด้วยใจ สิ่งนั้นยิ่งใหญ่เสมอ”.

    ภาพข่าว ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล ผู้สื่อข่าว TOP News ทั่วไทย จังหวัดบึงกาฬ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1400488&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OMIDQd_sB7XUPSz8jJm0Z

  • คอลัมน์การเมือง – ไทยคือแหล่งฟอกเงินของแก๊งอาชญากร?

    คอลัมน์การเมือง – ไทยคือแหล่งฟอกเงินของแก๊งอาชญากร?

    ประเทศไทยกำลังถูกมองจากชาวโลกว่าเป็นดินแดนแห่งการฟอกเงิน ปัญหานี้คือเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลจำเป็นต้องสำเหนียกและต้องเร่งแก้ไขโดยเร็ว เพราะหากปล่อยให้ปัญหานี้ใหญ่โตจนไม่สามารถควบคุมหรือแก้ไขได้แล้ว ชื่อเสียงของประเทศไทยจะเลวทรามไม่ต่างไปจากกัมพูชา

    เราจำเป็นต้องกล่าวถึงรากเหง้าของมูลเหตุการใช้ไทยเป็นแหล่งฟอกเงิน เพราะหากไม่ขุดลึกลงไปถึงรากเหง้าแล้ว ก็ไม่มีวันแก้ปัญหาได้จริง แต่หากเจาะลึกลงไปถึงรากเหง้าต้นตอของปัญหาได้แล้ว แต่ทว่าผู้มีอำนาจรัฐไม่จัดการกำจัดปัญหาให้หมดไป ก็ไม่สามารถขุดรากถอนโคนปัญหานี้ได้ ดังนั้น จึงทำให้มีคำถามตามมาว่า ตกลงแล้วผู้มีอำนาจรัฐของไทยตั้งใจแก้ปัญหานี้หรือไม่ หรือว่าจริงๆ แล้วผู้มีอำนาจรัฐไทยคือต้นเหตุหนึ่งของปัญหานี้ เพราะว่ามีคนบางคนที่อยู่ในกลุ่มผู้มีอำนาจรัฐคือผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน

    จากการศึกษาและดูข้อมูลการฟอกเงินในไทยพบว่ามีขบวนการนี้จริง และยังพบว่ามีโยงใยไปถึง scammers gangster (แก๊งต้มตุ๋นหลอกลวง) และยังมีกลุ่มที่ทำธุรกิจผิดกฎหมาย ที่เรียกว่าธุรกิจสีเทา สีดำ โดยคนจำพวกนี้ใช้ไทยเป็นฐานการฟอกเงิน แต่ที่น่าหนักใจคือมีนักการเมืองระดับชาติของไทยพัวพันกับขบวนการผิดกฎหมายนี้ และยังพบว่าในบางกรณีมีการใช้ตลาดหลักทรัพย์ของไทยเป็นฐานปฏิบัติการ โดยมีตำรวจ นักการเมือง นักกฎหมาย และผู้อยู่ในวงการตลาดหุ้นร่วมรู้เห็นเป็นใจ 

    ดังพบว่ามีความพยายามซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เพื่อหวังใช้เป็นกลไกในการฟอกเงินในระยะยาว ทั้งนี้กลุ่มบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่เป็นเป้าหมายของขบวนการฟอกเงินคือ บริษัทด้านพลังงาน สินทรัพย์ดิจิทัล และสถาบันการเงิน เป็นต้น จึงมีคำถามว่า เรื่องเหล่านี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ทำหน้าที่ดูแลและป้องกันแก๊งมิจฉาชีพเหล่านี้อย่างเต็มกำลังความสามารถแล้วหรือยัง 

    ในเมื่อสมาชิกของโลกหลายประเทศกำลังร่วมกันกดดันเพื่อปราบปรามแก๊งอาชญากร scammers ในกัมพูชา แต่น่าสังเกตว่ารัฐบาลไทยกลับดูเสมือนนิ่งเฉยกับเรื่องนี้ จนทำให้รัฐบาลถูกตั้งคำถามว่าทำไมจึงเฉยเมยกับการปราบปราม scammers หรือว่ารัฐบาลมีส่วนรู้เห็นเป็นใจบางกรณีกับ scammers 

    อย่าลืมว่าแก๊งอาชญกรจากกัมพูชาจำนวนไม่น้อยเข้ามาพัวพันข้องเกี่ยวกับดินแดนไทยในรูปแบบต่างๆ อาทิ บางรายสามารถทำให้ลูกของตนได้รับสัญชาติไทย และบางรายก็เข้ามาลงทุนในไทย บางรายมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนักการเมืองไทยบางคน และขณะเดียวกันก็มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับนักการเงินการธนาคารบางคนของไทย โดยพบแล้วว่าอดีตรัฐมนตรีไทยบางคนมีสายสัมพันธ์โยงใยกับบุคคลที่ถูกระบุว่าเป็นแก๊งอาชญากรในกัมพูชา ส่วนรัฐมนตรีไทยบางคนก็มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับแก๊งอาชญากรของกัมพูชาเช่นกัน ถามว่าเรื่องน่ารังเกียจเหล่านี้เกิดขึ้นในเมืองไทยได้อย่างไร แล้วทำไมรัฐบาลไทยจึงปล่อยให้เกิดขึ้นได้ หากรัฐบาลไม่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ หรือไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องผิดกฎหมายเหล่านี้ ก็ต้องจัดการปราบปรามและกำจัดแก๊งอาชญากรเหล่านี้ให้หมดสิ้นไปโดยไม่ชักช้า

    ถามว่าเมื่อแก๊ง scammers ในกัมพูชาได้รับเงินจากการทำสิ่งผิดกฎหมายแล้วจะนำเงินสกปรกไปฟอกที่ไหน แน่นอนว่าอาจจะนำไปฟอกบนเกาะบริติชเวอร์จิน หรือเคแมน หรือในสวิตเซอร์แลนด์ได้หรือไม่ ตอบว่าก็น่าจะได้ แต่หากถามต่อไปว่าแล้วนำเข้ามาฟอกในประเทศไทยได้หรือไม่ ตอบว่าก็น่าจะได้ และน่าจะเป็นการนำเข้ามาฟอกได้ง่ายดายที่สุด เพราะมีพรมแดนของประเทศติดกัน แล้วก็ยังพบว่าแก๊งอาชญากรในกัมพูชายังสามารถเข้า-ออกไทยได้อย่างสะดวก แถมยังมีคนมีอำนาจรัฐให้การสนับสนุนอีกด้วย 

    ถามจริงๆ ว่ารัฐบาลไทยเคยตรวจสอบเส้นทางการเงินของเฉิน จื้อ เจ้าพ่อ scammer คนสำคัญของกัมพูชาอย่างจริงๆ จังๆ หรือไม่ แล้วเคยรู้บ้างไหมว่าเส้นทางการเงินที่ไม่ขาวสะอาดของเฉิน จื้อ เข้ามาในไทยบ้างหรือไม่ และมีจำนวนมากน้อยเพียงใด หวังว่ารัฐบาลไทยจะไม่ปฏิเสธเรื่องบริษัท Prince Group ของ เฉิน จื้อ ที่เข้ามาเปิดกิจการในไทย ถามว่ารัฐบาลไทยไม่รู้ใช่ไหมว่า เฉิน จื้อ คือที่ปรึกษาของฮุนเซน และฮุน มาเนต ผู้มีอำนาจรัฐแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของกัมพูชา

    อ้างอิงข้อมูลการศึกษาเรื่องเครือข่าย scammers กัมพูชา โดย สฤณี อาชวานันทกุล พบว่าแก๊ง scammers กัมพูชาเกี่ยวข้องกับทุนสีเทาอย่างใกล้ชิด และพบว่ามีการฟอกเงินโดยแก๊ง scammers และธุรกิจสีเทาซึ่งมีคนไทยจำนวนหนึ่งเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยแบ่งได้สามระดับคือ 

    แก๊ง scammers กัมพูชาส่งเงินสีเทาเข้ามาฟอกในไทย โดยใช้ตลาดหลักทรัพย์ไทยเป็นฐานปฏิบัติการ โดยผ่านการซื้อขายหุ้นรายวัน และซื้อหุ้นจำนวนมากของบริษัทในตลาดหุ้นไทย การกระทำเช่นนี้ทำให้สามารถฟอกเงินได้ง่ายดายในระยะยาว ถามว่าเรื่องนี้คนใน ก.ล.ต. และนักการเมืองไทยที่มีอำนาจรัฐจะไม่รู้จริงๆ หรือ แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้อย่างแน่นอนคือโบรกเกอร์ในตลาดหลักทรัพย์ เพราะต้องรู้เห็นอย่างแน่นอน

    นอกจากการฟอกเงินผ่านตลาดหลักทรัพย์แล้ว ยังฟอกเงินผ่านเว็บพนันออนไลน์ รวมถึงฟอกเงินผ่านการซื้ออสังหาริมทรัพย์ ซื้อทองคำ ซื้อสินทรัพย์มีค่าอื่นๆ โดยซื้อผ่านตัวแทน หรือผ่านนักธุรกิจสีเทาในไทย และซื้อผ่านเจ้าหน้าที่บางคนของรัฐ รวมถึงผ่านสถาบันการเงินบางแห่ง และก็ยังพบว่า มีการฟอกเงินโดยผ่านการจ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่ม และนักกาารเมืองระดับท้องถิ่นของไทยด้วย

    จากการศึกษาวิจัยและค้นข้อมูลพบว่ามีการฟอกเงินในไทยโดยแก๊งอาชญากรมาประมาณ 4-5 ปีแล้ว โดยพบว่า ฟอกเงินผ่านตลาดหุ้นของไทยมีมูลค่าประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาท และยังฟอกเงินนอกตลาดหุ้นไทยโดยการซื้อหุ้นนอกตลาดอีกประมาณ 6 พันล้านบาท

    ข้อสังเกตการฟอกเงินผ่านตลาดหุ้นไทยคือ การนำเงินไม่สะอาดไปลงทุนในตลาดหุ้นโดยผ่านตัวแทน โดยการซื้อหุ้นครั้งละจำนวนมาก ซึ่งเรื่องนี้เป็นประเด็นที่ ก.ล.ต. ต้องทราบดี เพราะการถือหุ้นทุกๆ 5 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมดถือว่ามีนัยสำคัญต่อหลักทรัพย์ของกิจการนั้นๆ จึงต้องรายงานการถือครองหุ้นต่อ ก.ล.ต. และต้องระบุว่าใครคือผู้รับประโยชน์จากหุ้นตัวนั้น แต่แม้ scammers จะใช้ตัวแทนหรือนอมินีในการดำเนินการ แต่ ก.ล.ต. ก็ต้องติดตามค้นหาตัวจริงให้ได้ เพราะอยู่ในอำนาจหน้าที่ของ ก.ล.ต. ดังจะพบว่าการฟอกเงินลักษณะนี้จะใช้นอมินีหลายคน โดยจะซื้อขายถ่ายโอนหุ้นกันไปมา เพื่อสร้างภาพลวงตาว่าหุ้นตัวนั้นเป็นที่ต้องการของตลาด และพบว่าหุ้นที่ผ่านการปั่นด้วยนอมินีจะมีราคาสูงอย่างผิดสังเกต แต่ทั้งหมดนั้นเป็นผลงานการกระทำของเจ้าของเงินทุนสีเทา

    ขณะเดียวกันเมื่อ ก.ล.ต. เริ่มทำงานตรวจค้นแล้ว ปปง. ก็ต้องดำเนินการตรวจสอบควบคู่ไปพร้อมๆ กัน เพราะเป็นอำนาจหน้าที่ของ ปปง. โดยใช้กฎหมายปราบปรามการฟอกเงินเพื่อดำเนินคดี ตัวอย่างเช่น หาก ปปง. พบว่ามีความผิดปกติในการซื้อขายหลักทรัพย์ ทองคำ หรืออสังหาริมทรัพย์ โดยมีการซื้อขายในมูลค่าสูงผิดปกติจากคนที่ไม่น่าจะมีเงินมากพอกับการทำธุรกรรมนั้น เรื่องนี้ ปปง. สามารถเข้าไปตรวจสอบเชิงลึกได้ทันที แต่สำหรับการซื้อขายหุ้นจำนวนมากๆ ในตลาดหุ้นก็จำเป็นต้องให้โบรกเกอร์ส่งข้อมูลให้ ปปง. ด้วย เพราะหากโบรกเกอร์ปกปิด ก็ทำให้ ปปง. ทำงานยากลำบาก แต่ ปปง. ก็ต้องมีกลไกเข้าไปตรวจสอบเบื้องลึกให้ได้

    อย่างไรก็ตาม พบว่ามีการซื้อขายหุ้นของ บมจ. บางจาก คอร์ปอเรชัน ที่ดูแล้วผิดปกติเพราะมีเงินทุนต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งสันนิษฐานว่าเงินทุนอาจเชื่อมโยงไปถึงเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ ผู้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับฮุนเซนแห่งกัมพูชา และยิม เลียก นักธุรกิจสีเทาในกัมพูชา จากข้อมูลพบว่าปี 2567 มีกองทุนน่าสงสัยพยายามเข้าซื้อหุ้น บมจ. บางจากฯ ที่กองทุนประกันสังคมของไทยถือครองอยู่กว่า 14 เปอร์เซ็นต์ มูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท แต่กลับไม่สามารถระบุตัวตนที่แท้จริงของผู้ซื้อได้ จึงทำให้การซื้อขายครั้งนั้นไม่ประสบความสำเร็จ 

    แต่ต่อมามีกองทุนจากสิงคโปร์เข้ามาถือหุ้น บมจ. บางจากฯ ชั่วคราว แล้วพบว่ารีบร้อนขายออกให้บริษัทในไทยจำนวนมากถึง 9 เปอร์เซ็นต์  และมีการกว้านซื้อหุ้นต่อเนื่องจนถือครองได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ พบว่าเส้นทางเงินโยงไปถึงเครือข่ายของเบนจามินโดยตรง ทั้งนี้มีข้อสันนิษฐานว่าเบนจามินถูกตั้งข้อสงสัยว่าพัวพันกับทุนสีเทาและแก๊ง scammers ในกัมพูชา แล้วก็พบว่ามีโยงใยบางประการกับนักการเมืองไทย โดยมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายร่วมกับทักษิณ ชินวัตร และธรรมนัส พรหมเผ่า ข้อสงสัยเหล่านี้มาจากวิโรจน์ ลักขณาอดิสร แห่งพรรคประชาชน โดย วิโรจน์แสดงความเป็นห่วงว่าเงินสีเทาอาจกำลังทะลักเข้าไปฟอกเงินในตลาดหุ้นไทย และตั้งข้อสังเกตว่า น่าจะมีขบวนการทุนสีเทาข้ามชาติกำลังพยายามจะเข้ามาถือครองหุ้น บมจ.บางจากฯ ซึ่งเป็นกิจการพลังงานที่สำคัญของไทย

    มีข้อสังเกตว่ากลุ่มทุนสีเทาจากกัมพูชาจงใจซื้อหุ้นพลังงานของไทย เพื่อหวังครอบงำธุรกิจนี้ เพราะต้องการใช้เป็นช่องทางการฟอกเงินในระยะยาว และยังมีความพยายามครอบครองกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วย เพราะสามารถปั้นแต่งตัวเลขของกิจการได้ง่าย และยังมีธุรกิจอีกหนึ่งชนิดที่ทุนสีเทาต้องการครอบครองคือสถาบันการเงิน และกิจการด้านคริปโต รวมถึงศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล เพราะแก๊งอาชญากรทุนสีเทาสามารถฟอกเงินได้สะดวก ดังนั้น หากมีสถาบันการเงินแล้วมีกระดานคริปโตเป็นของตัวเอง กลุ่มทุนสีเทาสามารถนำเงินไปฟอกได้สะดวก แต่หากกลุ่มทุนสีเทาได้ถือหุ้นใหญ่ของสถาบันการเงิน ก็สามารถกำหนดได้ว่าในกรณีที่ใครก็ตามนำเงินไปฝากก็ทำได้สะดวกโดยไม่ต้องผ่านระบบ KYC (know your customers) 

    สิ่งที่กล่าวมานี้ ไม่ได้เกินความสามารถของรัฐบาลไทยที่จะเข้าไปตรวจตราสอดส่องเพื่อแก้ปัญหาการฟอกเงิน แต่ปัญหาอยู่ที่รัฐบาลไทยต้องการแก้ปัญหาหรือต้องการปล่อยปัญหาไว้ เพื่อผลประโยชน์บางประการของผู้มีอำนาจรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/64670&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tajinuUdqiFYravjG1E3x

  • สิทธิเดช ผอ.รร.เทพนารี นักศึกษาปริญญาเอก มช. ได้รับทุนสนับสนุนเข้าร่วมโครงการฯ

    สิทธิเดช ผอ.รร.เทพนารี นักศึกษาปริญญาเอก มช. ได้รับทุนสนับสนุนเข้าร่วมโครงการฯ

    คณะครู และนักเรียนรร.เทพนารี อ.สูงเม่น จ.แพร่ขอแสดงความยินดีเมื่อทราบข่าวว่าสาขาวิชาการบริหารการศึกษา
    คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
    ขอแสดงความยินดี
    นายสิทธิเดช พันธุ์นิติพงศ์
    นักศึกษาระดับปริญญาเอก รหัส 68
    สาขาวิชาการบริหารการศึกษา

    ได้รับทุนสนับสนุนเข้าร่วมโครงการ
    “The Belt and Road Exchange
    Project- Professional
    Development for Secondary and
    Primary Educators 2025″
    ในการศึกษาดูงาน ณ นครเซี่ยงไฮ้ , สาธารณรัฐประชาชนจีน
    ระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน – 9 ธันวาคม 2568
    โดยได้รับการสนับสนุนจาก Teacher Education Center
    under the Auspices of UNESCO, Shanghai Normal
    University นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน
    Teacher Education Centre
    under the auspices of UNESCO
    unesco 联合国教科文组织教师教育中心
    f
    EdAd

    EDADCMU
    CMU
    สาขาวิชาการบริหารการศึกษา
    ” สารการการศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3828144/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vVoLrZqXnRsuYcJ6bYeYk