Category: วัฒนธรรม

  • มนุษย์จะอายุยืน 120 ปี? นักวิจัยอิตาเลียนเผย 4 วิธี ช่วยยืดอายุขัย

    มนุษย์จะอายุยืน 120 ปี? นักวิจัยอิตาเลียนเผย 4 วิธี ช่วยยืดอายุขัย

    อายุยืน 120 ปี อาจไม่ใช่ตัวเลขเพ้อฝันอีกต่อไป Valter Longo นักวิจัยอิตาลี เชื่อ ทุกคนทำได้ ถ้าเริ่มปรับ 4 นิสัยประจำวัน คือ เน้นกินพืช ทำ Fasting ออกไปวิ่ง นอนให้ดีมีคุณภาพ

    • เปิดฮาวทูการมีอายุยืนยาว 120 ปี นักวิจัยเผย เน้นการกินอาหารจากพืชเป็นหลัก (Longevity Diet) โดยลดการบริโภคเนื้อแดงและผลิตภัณฑ์จากสัตว์
    • ทำ Fasting วันละ 12 ชั่วโมง โดยจำกัดช่วงเวลารับประทานอาหารเพื่อให้ร่างกายได้พักและซ่อมแซมตัวเอง
    • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เช่น ออกไปวิ่ง ควบคู่กับการเดินเพิ่มขึ้นวันละ 1 ชั่วโมง
    • ให้ความสำคัญกับการนอนหลับที่มีคุณภาพและดูแลสุขภาพจิตให้ดีอยู่เสมอ

    หลายคนอาจคิดว่า “การมีอายุยืนถึง 100 ปี” คือที่สุดของความโชคดีในชีวิต แต่ วัลเตอร์ ลองโก (Valter Longo) นักวิจัยด้านอายุยืนระดับโลกจากอิตาลี บอกว่าความฝันของเขาไปไกลกว่านั้น เพราะเขาอยากมีชีวิตที่ยืนยาวไปถึง 120 ปี และที่สำคัญ เขาทำทุกอย่างที่ตัวเองค้นพบจากงานวิจัย นำมาใช้กับชีวิตจริง เพราะไม่อยากเสียใจทีหลังว่า “รู้งี้น่าจะดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้มาตั้งแต่แรก”

    กว่า 35 ปีที่ลองโกทุ่มเทศึกษาถึงปัจจัยที่ทำให้คนเรามีอายุยืนยาว ทั้งในสหรัฐฯ และอิตาลี โดยเขาตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเกิดเมื่อราว 20 ปีก่อน เพื่อสำรวจชุมชนอายุยืนอย่างซาร์ดิเนีย เมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนอายุเกิน 100 ปี และเป็นแหล่งข้อมูลชั้นดีว่าทำอย่างไรถึงจะเติบโตแก่ชราอย่างแข็งแรง

    ปัจจุบัน ลองโก เป็นทั้งผู้อำนวยการ Longevity and Cancer Laboratory แห่งสถาบัน IFOM เมืองมิลาน และผู้อำนวยการ Longevity Institute แห่งมหาวิทยาลัย USC ลอสแอนเจลิส ซึ่งทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในเสียงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการสุขภาพเชิงลึกเกี่ยวกับความชราและอายุยืน

    เขาบอกกับ CNBC Make It เมื่อปี 2024 ว่า “ผมทำทุกอย่างที่ผมสอนผู้คน อาจไม่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ผมพยายามเสมอ… ผมอยากไปให้ถึงอายุ 120 ปี แต่ถ้าไม่ได้ก็คงไม่มีอะไรให้เสียใจแล้ว”

    แล้วอะไรคือ “สูตรลับ” ของนักวิจัยด้าน Longevity ชาวอิตาลีคนนี้?

    คำตอบคือ 4 นิสัยประจำวัน ที่เขายืนยันว่าช่วยยืดอายุขัย ป้องกันโรค และทำให้ร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว และเขาฝึกปฏิบัติสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวเองทุกวัน ได้แก่ 

    1. กินอาหารจากพืชเป็นหลัก

    นี่คือฮาวทูปรับการกินใหม่ตามสูตร Longevity Diet ที่ผสมผสานระหว่างวิถีของชาวโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น และวิถีของชาวเมดิเตอร์เรเนียนเข้าด้วยกัน นักวิจัยชื่อดังคนนี้ได้ออกแบบ Longevity Diet จากการศึกษาอาหารของผู้สูงวัยอายุยืนในหลายภูมิภาคข้างต้น ซึ่งมีจุดร่วมที่น่าสนใจคือ กินอาหารจากธรรมชาติ ไม่ต้องกินมากเกินไป และแทบไม่เน้นเนื้อแดงเลย โดยภาพรวมของ Longevity Diet ตามสูตรนี้ คือ

    – เน้นกินอาหารจากพืชเป็นหลัก (แทบจะเป็นวีแกน)
    – กินผักเยอะๆ แต่กินผลไม้พอประมาณ
    – กินถั่ว ธัญพืชไม่ขัดสี และถั่วเปลือกแข็ง
    – กินโปรตีนจากเนื้อปลา 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์

    นอกจากนี้ สำหรับวัย 20-70 ปี ควรงดรับประทานเนื้อแดง-เนื้อขาว, กินไข่แค่ 2-3 ฟองต่อสัปดาห์ รวมถึงกินชีส นม และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ให้น้อยที่สุด ทั้งนี้ มีงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่า การปรับวิธีการกินในแนวทางของเมดิเตอร์เรเนียนไดเอท จะช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ เบาหวานชนิดที่ 2 และภาวะอักเสบเรื้อรังในระยะยาวได้

    2. ทำ Fasting วันละ 12 ชั่วโมง ให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง

    นักวิจัยด้านอายุยืน แนะนำให้วัยทำงานลองทำ 12-hour fasting เป็นกิจวัตร เช่น กินอาหารเฉพาะช่วง 7.00-19.00 น. หรือ 8.00-20.00 น. เพื่อให้ร่างกายได้ “เวลาพัก” อย่างแท้จริงในอีก 12 ชั่วโมงที่เหลือ

    นอกจากนี้เขายังพัฒนารูปแบบ Fasting-Mimicking Diet (FMD) ร่วมกับทีมวิจัยที่ UCLA เป็นการกินอาหารไขมันดีสูง แต่แคลอรี-คาร์บ-โปรตีนต่ำ ติดต่อกัน 5 วัน เพื่อให้ร่างกายได้ประโยชน์จากการอดอาหารแบบเข้มข้น แต่ยังได้รับสารอาหารที่จำเป็น

    งานวิจัยปี 2024 ที่ ลองโก เป็นหัวหน้าทีมพบว่า การอดอาหารในวิธี FMD เชื่อมโยงกับ ความเสี่ยงโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคเบาหวานที่ลดลงในหนูทดลอง

    3. ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 150 นาที เดินเพิ่มวันละชั่วโมง

    สุขภาพดีแบบยืนยาว ไม่ได้ต้องพึ่งการออกกำลังกายหนักทุกวัน แต่ต้อง “สม่ำเสมอ” แม้ไม่ทำหนักมากแต่ก็ได้ผลดีในระยะยาว โดยวิธีของลองโก ก็สอดคล้องกับแนวทางของกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐฯ โดยให้แนะนำตรงกันว่า ต้องออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาที/สัปดาห์ ซึ่งในจำนวนนั้นควรมี การออกกำลังกายหนักอย่างน้อย 50 นาที เช่น วิ่ง จ็อกกิ้ง หรือคลาสฟิตเนส

    ไม่เพียงเท่านั้น ลองโก ยังเติม “เคล็ดลับแบบคนอายุยืน” ด้วยการเดินเป็นกิจวัตร เขาบอกว่า “ผมเดินวันละชั่วโมง เดินขึ้นลงบันได ทำตัวให้แอคทีฟเสมอ ถ้าร้านค้าอยู่ไม่ไกลมาก คุณควรเดินไปครับ ไม่ต้องขับรถ” นี่คือกิจวัตรที่คนอายุ 100 ปีหลายชุมชนทำกันเป็นเรื่องปกติ

    4. นอนให้ดี และดูแลสุขภาพจิตให้สดใสเสมอ

    แม้ ลองโก จะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนโดยตรง แต่เขาย้ำว่า “คุณภาพการนอนคือหัวใจของสุขภาพระยะยาว” โดยเคล็ดลับการนอนที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ ได้แก่

    – นอน-ตื่นเวลาเดิมทุกวัน
    – ทำรูทีนช่วยผ่อนคลายก่อนนอน เช่น นั่งสมาธิ อ่านหนังสือ ทำทรีทเมนต์หรือนวดผ่อนคลายร่างกายเบาๆ 
    – งีบกลางวันได้ แต่ต้องก่อนบ่ายสอง และไม่เกิน 20-30 นาที
    – รักษาอุณหภูมิห้องให้เย็นสบาย

    ขณะเดียวกัน การดูแลสุขภาพจิตคือปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กัน นักวิจัยด้านความสุขอย่าง อาร์เธอร์ ซี. บรูคส์ (Arthur C. Brooks) เสนอให้ดูแล 4 เสาหลักของความสุขเหมือน “พอร์ตการลงทุน” ได้แก่ ความเชื่อและศรัทธาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ, ครอบครัวที่ดี, เพื่อนที่ดี และ งานที่มีความหมาย จำไว้ว่า..ไม่มีเสาหลักใดแทนกันได้ มันต้องสมดุลไปด้วยกันทั้งหมด

    โดยสรุปก็คือ การมีอายุยืนยาวแบบสุขภาพดีนั้น ไม่ได้มาจากโชค แต่เกิดจากนิสัยการกินอยู่ที่ดีที่เราต้องมีวินัยทำซ้ำๆ ในทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการกินดี นอนหลับให้เพียงพอ เดินเยอะ อดอาหารอย่างเหมาะสม และรักษาจิตใจให้เบิกบาน ซึ่งจะเห็นว่าวิธีต่างๆ เหล่านี้ ไม่มีอะไรหวือหวา และแทบไม่ต้องใช้เงินมหาศาลเพื่อซื้อเทคโนโลยีแพงๆ มาเป็นตัวช่วย แต่ก็ได้ผลจริงสำหรับคนที่อยากใช้ชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ

    ถ้าคุณฝันจะมีอายุถึง 120 ปีเหมือนนักวิจัยชาวอิตาลีคนนี้ ก็ต้องหันมาปรับปรุงพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบจริงจัง เริ่มเลยวันนี้เลย และฝึกทำให้เป็นกิจวัตร!

    อ้างอิง: CNBC, Blue Zones, Fasting-mimicking dietgero.usc.eduODPHP.health.gov

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/health/longevity/1209423&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rWgBXVr4rXGSknx5m5V7R

  • เมืองเวนิสสั่งแบน “เกรตา ทุนแบร์ก” ฐานเทสีเขียวลงคลองแกรนด์คาแนล

    เมืองเวนิสสั่งแบน “เกรตา ทุนแบร์ก” ฐานเทสีเขียวลงคลองแกรนด์คาแนล

    ทางการเมืองเวนิสสั่งแบน เกรตา ทุนแบร์ก ห้ามเข้าเมืองชั่วคราว หลังเทสีย้อมลงไปในคลองแกรนด์คาแนล จนน้ำเปลี่ยนเป็นสีเขียวสว่าง เพื่อรณรงค์ด้านสภาพอากาศ

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกรตา ทุนแบร์ก นักเคลื่อนไหวเพื่อสภาพอากาศคนดัง ถูกห้ามเข้าเมืองเวนิสเป็นการชั่วคราว หลังจากเธอก่อเหตุประท้วงด้วยการเทสีลงไปในคลองแกรนด์คาแนล อันเป็นสัญลักษณ์ของเมือง จนทำให้น้ำเปลี่ยนเป็นสีเขียวสว่าง

    หนังสือพิมพ์ The Telegraph รายงานว่า ทุนแบร์กในวัย 22 ปี ได้เข้าร่วมกับกลุ่มสิ่งแวดล้อม Extinction Rebellion ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่พวกเขาเทสีย้อมลงในคลอง โดยอ้างว่าสีย้อมดังกล่าวซึ่งเป็นสารที่ไม่เป็นพิษและมักใช้ในการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม

    กลุ่ม Extinction Rebellion ยังแขวนป้ายผ้าที่มีข้อความว่า “หยุดทำลายระบบนิเวศ” จากสะพานรีอัลโต เพื่อเป็นการเน้นย้ำถึง ผลกระทบครั้งใหญ่จากการล่มสลายของสภาพภูมิอากาศ และส่งผู้ประท้วงที่สวมผ้าคลุมสีแดงเดินฝ่าฝูงชนกับนักท่องเที่ยวในเมืองเวนิส

    Extinction Rebellion ระบุว่า พวกเขาเทสีย้อมดังกล่าวลงในทางน้ำและน้ำพุในเมืองของอิตาลีอีกหลายแห่ง รวมถึงเมืองมิลาน, ปาแลร์โม และ โบโลญญา

    นายลูกา ซาเอีย ผู้ว่าการแคว้นเวเนโต ประณามการประท้วงดังกล่าว โดยโพสต์บนอินสตาแกรมว่านี่เป็นการกระทำที่ทำลายเมืองเวนิส “การทำลายทรัพย์สินไม่ได้ช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อม การกระทำเหล่านี้สร้างความเสียหายให้กับเวนิส ต้องใช้การซ่อมแซม และที่น่าขันก็คือ กลับสร้างมลพิษเสียเอง”

    ทั้งนี้ ทุนแบร์กถูกห้ามเข้าเมืองเวนิสเป็นเวลา 48 ชั่วโมง นอกจากนี้ เธอและผู้ประท้วงอีกหลายสิบคนยังถูกปรับเป็นเงิน 172 ดอลลาร์สหรัฐฯ

    เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทุนแบร์กเพิ่งถูกควบคุมตัวในอิสราเอล หลังจากที่เธอเข้าร่วมในกองเรือบรรเทาทุกข์ด้านมนุษยธรรม และพยายามฝ่าการปิดล้อมทางทะเลของอิสราเอลไปยังฉนวนกาซา โดยเธอถูกเนรเทศกลับไปยังสวีเดนบ้านเกิดของตัวเองในเวลาต่อมา

    อนึ่ง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้ประท้วงได้หันมาใช้การทำลายทรัพย์สิน เป็นการประท้วงเพื่อสภาพอากาศรูปแบบหนึ่งมากยิ่งขึ้น

    ในช่วงฤดูร้อนปี 2565 เกิดเหตุการณ์หลายครั้งที่ผู้ประท้วงทำลายงานศิลปะ เช่น สาดซุปมะเขือเทศ ใส่ภาพวาด “ดอกทานตะวัน” ของแวนโก๊ะ ที่หอศิลป์แห่งชาติในลอนดอน และมีการปามันบดใส่ภาพวาดของโมเนต์ที่พิพิธภัณฑ์บาร์เบรินี ในเมืองพอทสดัม ประเทศเยอรมนี

    ในปี 2566 สมาชิก 2 คนของกลุ่มเคลื่อนไหวด้านสภาพอากาศชื่อ Declare Emergency ถูกตั้งข้อหา หลังก่อเหตุสาดสีแดงและสีดำใส่ตู้กระจก ที่เก็บประติมากรรม “นักเต้นรำตัวน้อยอายุ 14” ของเอ็ดการ์ เดอกา ที่หอศิลป์แห่งชาติ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

    ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

    ที่มา : abcnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2898237&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vhCDnP_yZRL16EMFbYTSD

  • หยุด ทางด่วน 2 ชั้น ร้องสภาผู้บริโภค กระทบพันครอบครัว – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    หยุด ทางด่วน 2 ชั้น ร้องสภาผู้บริโภค กระทบพันครอบครัว – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ชุมชนใต้ทางด่วน สหภาพการทางพิเศษฯ เข้าหารือสภาผู้บริโภค เรียกร้องหยุดโครงการ “ทางด่วน 2 ชั้น งามวงศ์วาน – พระราม 9” ที่จ่อเข้าครม.โดยไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดสัญญาที่มีผลกระทบต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม มีการขยายสัญญา 22 ปี รัฐเสียหายกว่า 1.7 แสนล้านบาท

    วันนี้ (27 พฤศจิกายน) ผู้แทนชุมชนพญาไท จตุจักร และราชเทวี และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (สรส.กทพ.) เข้าหารือกับสภาผู้บริโภค นำโดย สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค และ รสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม รับฟังผลกระทบจากผู้แทนเครือข่ายชุมชนใต้ทางด่วนกว่า 1,000 ครอบครัว ได้แก่ พญาไท จตุจักร ราชเวที จากโครงการก่อสร้างทางด่วน 2 ชั้น (Double Deck) งามวงศ์วาน – พระราม 9 ซึ่งขณะนี้ผ่านคณะกรรมการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) และอยู่ระหว่างเสนอเข้าคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา

    หยุด ทางด่วน 2 ชั้น ร้องสภาผู้บริโภคฯ กระทบพันครอบครัว : ทิวารัตน์ พุ่มวารี

    ทิวาลักษณ์ พุ่มวารี เลขาเครือข่ายชุมชนราชเทวี เปิดเผยว่า หากโครงการนี้เกิดขึ้นจริง ถนนในพื้นที่ชุมชนจะถูกปิดเป็นช่วง ๆ ทำให้ชุมชนตกอยู่ในความเสี่ยงสูงจากการเกิดกรณีฉุกเฉิน เช่น ไฟไหม้ หรือมีผู้ป่วย รถพยาบาลไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ และปัญหาการเดินทางในชีวิตประจำวัน

    ทั้งนี้ ชุมชนได้ทำหนังสือขอรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการนี้ แต่ไม่เคยได้รับรายงานฉบับเต็ม แม้เคยทำหนังสือขอข้อมูลตั้งแต่ ธันวาคม 2567 จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับเอกสาร

    “ประชาชนควรได้รับข้อมูลครบ ทำไม EIA ถึงไม่เปิดเผยให้สาธารณะเข้าถึงได้ วันนั้นท่านบอกว่าจะปิดถนน มีแนวทางเยียวยาอย่างไร ชาวบ้านจะเดินทางอย่างไร ถ้าเกิดเพลิงไหม้ เจ็บป่วย จะทำอย่างไร ให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ วันนี้มาที่สภาผู้บริโภค ขอวิงวอนไปถึงผู้ที่ทำโครงการ ให้หันมามองประชาชนที่ได้รับผลกระทบด้วยค่ะ” ทิวาลักษณ์กล่าว

    รัฐสูญ 1.7 แสนล้าน ไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชน

    หยุด ทางด่วน 2 ชั้น ร้องสภาผู้บริโภคฯ กระทบพันครอบครัว : บัณฑิต พรึงลำภู

    บัณฑิต พรึงลำภู ประธานสรส.กทพ. กล่าวว่า โครงการทางด่วน 2 ชั้นนี้ถูกดำเนินการในลักษณะ “โครงการลับ” เพราะเจ้าหน้าที่ กทพ. ส่วนใหญ่ไม่ทราบรายละเอียด มีเพียงทีมเล็ก 5–6 คนที่ผลักดัน ทั้งที่เป็นโครงการระดับหมื่นล้านและมีผลต่อประชาชนและสาธารณะอย่างมาก เช่นเดียวกับโครงการก่อสร้างทางยกระดับพระราม 2 โดยโครงการทางด่วน 2 ชั้นจะใช้เวลาก่อสร้าง 4 ปี รวมระยะทาง 17 กิโลเมตร ซึ่งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ ชั้นใน มีความเสี่ยงมหาศาลทั้งประชาชน และรถที่จะติดเพิ่มชึ้นอย่างมาก

    “สัญญานี้มีเงื่อนไขพิเศษที่อาจทำให้ประชาชนเดือดร้อน ทั้งการขึ้นค่าทางด่วน การผูกพันทางกฎหมาย และความเสี่ยงต่อการต่อสัญญาไม่รู้จบ เราขอให้เปิดเผยสัญญา เพื่อให้ประชาชนและนักวิชาการร่วมตรวจสอบ ถ้าสัญญาไม่เป็นประโยชน์ต่อรัฐก็ควรหยุดทันที” บัณฑิตกล่าว

    ทั้งนี้ เดิมสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 1 และ 2 จะสิ้นสุดปี 2578 แต่โครงการนี้ทำให้สัญญาลากยาวไปถึง ปี 2601 รวมกว่า 22 ปี 5 เดือน โดยรัฐจะสูญเสียรายได้กว่า 170,000 ล้านบาท จากการแบ่งรายได้ที่ปรับจาก 60:40 เป็น 50:50 เพื่อแลกกับ “ลดค่าทางด่วน 50 บาท” ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นเพียงภาพลวงตา เพราะค่าทางด่วนจะกลับมาปรับขึ้นอีกในปี 2571 และ 2580

    นอกจากนี้ การก่อสร้างโครงการในระยะ 4 ปี จะทำให้รถติดเพิ่มขึ้นในช่วงขั่วโมงเร่งด่วนอย่างน้อย 20 นาที และข้อมูลปริมาณรถช่วงปี 2562–2568 กลับพบว่าปริมาณรถที่ีใช้ทางด่วนในเขตดังกล่าว ไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ลดลง สวนทางกับเหตุผลของฝ่ายผลักดันโครงการที่ยืนยันว่าจะช่วยแก้ไขการจราจรที่ติดขัด

    ที่สำคัญ บัณฑิต กล่าวว่า การก่อสร้างขนาดใหญ่จะกระทบความปลอดภัยชุมชน เช่น อุบัติเหตุคานตก หรือปิดช่องจราจรคล้ายกรณีถนนพระราม 2 “พื้นที่กทม.แบกรับการก่อสร้างใหญ่แบบนี้ไม่ไหวแล้ว โดยเฉพาะตลอดแนวชุมชนกว่า 17 กิโลเมตร”

    ประธานสหภาพฯ เสนอว่า หากรัฐนำรายได้ปีละ 7,500 ล้านบาท (หลังหมดสัมปทาน) มาใช้ประโยชน์ สามารถลดค่าทางด่วนได้อย่างยั่งยืน ลงทุนระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถเมล์ไฟฟ้า หรือพัฒนาเส้นทางช่วยลดรถติดจริง เช่น N1–N3 เกษตร–นวมินทร์ ซึ่งมีความจำเป็นมากกว่าโครงการทางด่วน 2 ชั้น

    ชี้เข้าข่ายขัดพ.ร.บ. ร่วมทุนฯ

    หยุด ทางด่วน 2 ชั้น ร้องสภาผู้บริโภคฯ กระทบพันครอบครัว : อดิศักดิ์ สายประเสริฐ

    อดิศักดิ์ สายประเสริฐ อนุกรรมการด้านขนส่งและยานพาหนะ กล่าวว่า โครงการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน ที่มีมูลค่ามหาศาลเช่นนี้ ต้องเปิดเผยข้อมูล เช่น รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) รายงานการประชุมคณะกรรมการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) และร่างสัญญาสัมปทาน ต้องเปิดเผยเพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้

    “กระบวนการจัดทำโครงการ ต้องยึดหลักเปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ ประชาชนได้ประโดยชน์แค่ไหน กระบวนการเยียวยาเป็นอย่างไร ทั้งทางบวกและลบ ตาม พรบ.ร่วมทุนระหว่างรัฐกับเอกชน มาตรา 6 (5) ระบุไว้ชัดเจน การเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องและเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อข้อมูลไม่โปร่งใส อาจขัดต่อกฎหมาย และประชาชนไม่ได้รับรู้ผลกระทบตามสิทธิ โครงการควรหยุดพิจารณา และทบทวนใหม่ทั้งหมด” อดิศักดิ์กล่าว

    เรียกร้องหยุดโครงการกระทบประชาชน

    หยุด ทางด่วน 2 ชั้น ร้องสภาผู้บริโภคฯ กระทบพันครอบครัว : รสนา โตสิตระกูล

    รสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า โครงการนี้มีลักษณะ “ใช้อำนาจรัฐผ่องถ่ายผลประโยชน์ให้กลุ่มทุน” และต่อสัญญาข้ามศตวรรษ ทั้งที่ปี 2563 สัญญาทางด่วนควรกลับคืนสู่ประชาชนแล้ว แต่กลับมีความพยายามฟ้องร้อง และยอมความกัน ต่อสัญญาไปอีก 15 ปี ยังไม่พอจะขอทำโครงทางด่วน 2 ชั้น อ้างว่าเอกชนออกเงินให้ 3.4 หมื่นล้าน และต่อสัญญาไปอีก 22 ปี 5 เดือน จนถึงปี 2601

    “รัฐอ้างว่าเอกชนออกเงิน 3.4 หมื่นล้าน แต่รัฐกลับเสียรายได้ 1.7 แสนล้าน นี่คือความไม่เป็นธรรมต่อประชาชนอย่างร้ายแรง และการต่อสัญญาข้ามศตวรรษ บอกว่าประชาชนจะได้ส่วนลดค่าทางด่วน 50 บาท แต่ในปี 2571 จะขึ้นค่าทางด่วนเป็น 60 บาท ปี 2580 ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ที่ลดเหลือ 50 บาทก็เป็นเงินกทพ. จากการแก้ไขส่วนแบ่ง 60:40 เป็น 50:50 จะทำให้รัฐต้องสูญเสียเงินถึง 1.7 แสนล้านบาท แทนที่จะนำเงินมาลดราคาให้ประชาชนได้ วิ่งฟรีช่วงกลางคืนได้ ลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้ ซื้อรถเมลไฟฟ้าให้บริการได้ ทำประโยชน์มาก” รสนากล่าว

    หยุด ทางด่วน 2 ชั้น ร้องสภาผู้บริโภคฯ กระทบพันครอบครัว : สารี อ๋องสมหวัง

    สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสภาผู้บริโภค กล่าวปิดท้ายว่า งบประมาณแผ่นดินควรใช้สร้างระบบขนส่งสาธารณะที่ทุกคนขึ้นได้ทุกวัน ในราคาไม่เกิน 10% ของค่าแรงขั้นต่ำ ไม่ใช่นำมาใช้ก่อสร้างโครงการทางด่วน 2 ชั้น ผูกพันประชาชนให้จ่ายค่าผ่านทางอีก 22 ปี

    สภาผู้บริโภคขอเรียกร้องให้รัฐบาลถอนโครงการนี้ และเชิญชวนเครือข่าย 50 เขต ร่วมเวทีคัดค้านในวันที่ 29 พฤศจิกายนนี้ ที่ชุมชนพญาไท และอยากให้พรรคการเมืองทุกพรรคเข้ามาร่วมและประกาศเจตนารมณ์ว่าไม่เอาทางด่วน 2 ชั้น

    หยุด ทางด่วน 2 ชั้น ร้องสภาผู้บริโภคฯ กระทบพันครอบครัว :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/27112568_double-deck_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lLZLcfFpbVUq9EjAoFtMJ

  • ม.อ. วิทยาเขตหาดใหญ่ ประกาศงดการเรียน การสอบทุกรูปแบบ ไปจนถึงวันที่ 7 ธ.ค. 68

    ม.อ. วิทยาเขตหาดใหญ่ ประกาศงดการเรียน การสอบทุกรูปแบบ ไปจนถึงวันที่ 7 ธ.ค. 68

    ม.อ. วิทยาเขตหาดใหญ่ ประกาศขยายเวลา “งดการเรียน การสอน การสอบ ทุกรูปแบบ” ไปจนถึงวันที่ 7 ธ.ค. เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยหลายพื้นที่ในจังหวัดสงขลา และพื้นที่ใกล้เคียง

    วันที่ 27 พ.ย. 68 เพจเฟซบุ๊ก Prince of Songkla University เผยแพร่ประกาศ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ พร้อมข้อความระบุว่า เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยหลายพื้นที่ในจังหวัดสงขลา และพื้นที่ใกล้เคียง ม.อ. วิทยาเขตหาดใหญ่ ประกาศ ขยายงดการเรียน การสอน การสอบ ทุกรูปแบบ ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2568  

    โดยฝ่ายทะเบียนและประมวลผล สำนักการศึกษาและ นวัตกรรมการเรียนรู้ จะปรับเปลี่ยนปฏิทินการศึกษาของภาคการศึกษา 2/2568 และแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

    สำหรับเนื้อหาของรายละเอียดประกาศ เรื่องการเรียน การสอน และการสอบในช่วงอุทกภัย (ฉบับที่ 5) ระบุว่า ตามที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ออกประกาศฉบับที่ 4 เรื่องการเรียน การสอน และการสอบในช่วงอุทกภัย โดยให้มีการเรียน การสอนในรูปแบบออนไลน์ และงดการสอบ ถึงวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ไปแล้วนั้น

    มหาวิทยาลัย ขอยกเลิกประกาศฉบับดังกล่าว และขอให้งดการเรียน การสอน การสอบ ทุกรูปแบบ ออกไปจนถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2568 โดยฝ่ายทะเบียนและประมวลผล สำนักการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้ จะปรับเปลี่ยนปฏิทินการศึกษาของภาคการศึกษา 2/2568 และแจ้งให้ทราบอีกครั้ง ทั้งนี้ ประกาศฉบับใดที่ขัดหรือแย้งกับประกาศฉบับนี้ให้ใช้ประกาศฉบับนี้แทน

    ข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก Prince of Songkla University

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2898360&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bVbnVCxVZdtGChDvZyIT9

  • “นฤมล” ถกบอร์ด ก.ค.ศ. ระงับย้ายครูผ่านระบบ TRS กลับใช้เกณฑ์เดิม ยันไม่กระทบภาพรวม ขอปรับให้สมบูรณ์ก่อนนำใช้ เป็นขวัญกำลังใจขรก.ครูทั่วประเทศ | TOPNEWS

    “นฤมล” ถกบอร์ด ก.ค.ศ. ระงับย้ายครูผ่านระบบ TRS กลับใช้เกณฑ์เดิม ยันไม่กระทบภาพรวม ขอปรับให้สมบูรณ์ก่อนนำใช้ เป็นขวัญกำลังใจขรก.ครูทั่วประเทศ | TOPNEWS

    27 พ.ย. 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 10/2568 ว่า จากการลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาและอุปสรรคของพี่น้องข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ผ่านมา การเก็บข้อมูลเชิงวิจัย รวมทั้งการหารือร่วมกับคณะกรรมการในที่ประชุม ได้นำไปสู่การพัฒนาหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สำหรับการประชุมในครั้งนี้ที่ประชุมได้มีมติสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการย้ายข้าราชการครูซึ่งครูหลายท่านให้ความสนใจ และถือเป็นนโยบายสำคัญที่กระทรวงศึกษาธิการเร่งดำเนินการให้ครูได้ย้ายกลับภูมิลำเนาเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า คณะกรรมการวิเคราะห์ในหลายมิติแล้วเห็นว่าการย้ายข้าราชการครูในครั้งที่ 1 ปี 2569 ที่จะถึงนี้ ให้ระงับการย้ายข้าราชการครูผ่านระบบ TRS ตามหลักเกณฑ์ฯ ว 6/2567 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยให้นำหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายฯ เดิม หรือ ว 18/2566 มาใช้สำหรับการพิจารณาการย้ายข้าราชการครูไปพลางก่อน เนื่องจากสำนักงาน ก.ค.ศ. และทีมพัฒนาระบบได้ทบทวนและวางแผนดูแล้วว่าระยะเวลาที่จะใช้ในการพัฒนาระบบ TRS ณ ตอนนี้ไปจนถึงรอบการย้ายครั้งที่ 1/2569 มีระยะเวลาเพียงเดือนเศษ อาจทำให้การพัฒนาระบบ TRS เสร็จไม่สมบูรณ์และใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จึงต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อให้ระบบสมบูรณ์ สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การย้ายที่พัฒนาให้มีความยืดหยุ่นเพิ่มมากขึ้น ทั้งในเรื่องของตำแหน่งว่าง จากเดิมที่ให้ระบุได้เพียง 1 วิชาเอกต่อ 1 อัตราว่าง ปรับเป็นสามารถระบุวิชาเอกได้สูงสุด 3 วิชาเอกต่อ 1 อัตราว่าง เพื่อความยืดหยุ่นในการพิจารณาย้าย รวมถึงการขยายพื้นที่ในการเลือกยื่นคำร้องขอย้าย โดยให้สามารถเลือกในสถานศึกษาใด ๆ ก็ได้ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอื่นในจังหวัดเดียวกัน และถึงแม้ว่าจะใช้หลักเกณฑ์เดิมชั่วคราว แต่ยังคงกำชับให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องคำนึงถึงความโปร่งใส เป็นธรรมในการดำเนินการทุกขั้นตอน และการอำนวยความสะดวกให้กับครูที่ต้องการขอย้ายให้มากที่สุด”

    “การลงพื้นที่เพื่อรับฟังเสียงของพี่น้องครูในแต่ละภูมิภาคที่ผ่านมา ทำให้เราได้เข้าใจถึงบริบทการจัดการเรียนการสอน การบริหารจัดการ และความต้องการที่แท้จริงของครู ซึ่งในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันทั้งด้านทรัพยากร บริบทแวดล้อม และความท้าทายในการจัดการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการจึงมุ่งเน้นการขับเคลื่อนนโยบายที่ตอบโจทย์การปฏิบัติงานจริง โดยยืนยันที่จะพัฒนาระบบบริหารบุคลากรของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ทันสมัย มีความยืดหยุ่น ส่งเสริมคุณภาพชีวิต และสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน เพื่อร่วมกันยกระดับการศึกษาของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว

    หลังจากนี้ สำนักงาน ก.ค.ศ. จะประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการ แนวปฏิบัติ ข้อกำหนดและเงื่อนไข รายละเอียด องค์ประกอบ ตัวชี้วัด รวมทั้งปฏิทินการย้ายข้าราชการครูฯ เพื่อเป็นฐานรองรับในการพัฒนาระบบ TRS ต่อไป การนำ ว 18/2566 มาใช้ในการย้ายรอบที่ 1 ของปี 2569 นี้ ก็เพื่อให้การดำเนินการย้ายไม่ติดขัดในระหว่างกระบวนการพัฒนาระบบ TRS ระยะที่ 3 และเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับข้าราชการครูให้สามารถยื่นคำร้องขอย้ายได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีครูที่ยื่นคำร้องขอย้ายกรณีพิเศษ หรือ กรณีเพื่อประโยชน์ของทางราชการ ผ่านระบบ TRS ไว้ก่อนวันที่ 1 มกราคม 2569 ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ และส่วนราชการอื่น พิจารณาย้ายกรณีดังกล่าว ตามหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายฯ ว 6/2567 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ต่อไปจนแล้วเสร็จ

    นอกจากนี้ ก.ค.ศ. ยังได้เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพื่อใช้ในการบรรจุและแต่งตั้งฯ ครูผู้ช่วยที่มีศักยภาพ มีพื้นฐานความรู้ เข้าใจ และเห็นความสำคัญของการจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1404906&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fGtglsXtAKmx7TsUUuuEW

  • ก.ล.ต. ผนึกกำลัง ตลท.- OECD จัดงานยกระดับบรรษัทภิบาลและพัฒนาตลาดทุนไทย เริ่ม 27 พฤศจิกายนนี้

    ก.ล.ต. ผนึกกำลัง ตลท.- OECD จัดงานยกระดับบรรษัทภิบาลและพัฒนาตลาดทุนไทย เริ่ม 27 พฤศจิกายนนี้

    สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้ร่วมกันจัดงานประชุม OECD-Asia Roundtable on Corporate Governance 2025 ซึ่งเป็นเวทีระดับภูมิภาคระหว่างประเทศในเอเชียและ OECD เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเชิงนโยบายด้านบรรษัทภิบาล การระดมทุนและความยั่งยืนของภาคธุรกิจ

    โดยการประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 150 คน จาก 23 ประเทศ ประกอบไปด้วย ผู้บริหารระดับสูงและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีในการกำกับดูแลกิจการและความยั่งยืนขององค์กร 

    ทั้งนี้ ภายในงานมีการเปิดตัว รายงานการศึกษาทบทวนตลาดทุนไทย (OECD Capital Market Review of Thailand 2025) บทวิเคราะห์เชิงลึกซึ่งมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการเสริมสร้างระบบนิเวศตลาดทุนไทยในแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

    ข้อเสนอแนะสำคัญโดยสังเขป ได้แก่  

    1. ยกระดับด้านบรรษัทภิบาลและความโปร่งใส ส่งเสริมให้ผู้มีส่วนร่วมในตลาดทุนมีบทบาทความรับผิดชอบมากขึ้น ปรับปรุงคู่มือการกำกับดูแลกิจการที่ดีและแนวปฏิบัติที่ดีในการเปิดเผยข้อมูล และเสริมสร้างความเป็นอิสระของคณะกรรมการบริษัท รวมทั้งพัฒนาการกำกับดูแลธุรกรรมที่เกี่ยวโยงกันและการคุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อย 
    2. ส่งเสริมการเข้าถึงและสภาพคล่องในตลาดทุน เสนอให้มีการปรับขั้นตอนการอนุมัติ IPO ให้กระชับขึ้น อำนวยความสะดวกในการเสนอขายหุ้นในตลาดรองและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดทุนของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ผ่านตลาดหลักทรัพย์ mai และ LiVEx รวมทั้งสนับสนุนงานวิจัยตลาดทุน 
    3. สนับสนุนการระดมทุนระยะยาวอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการระดมทุนด้วยตราสารหนี้ภาคเอกชน ซึ่งรวมถึงตราสารเพื่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน พร้อมทั้งปรับปรุงขั้นตอนการพิจารณาคุณสมบัติผู้ลงทุนเพื่อเพิ่มความคุ้มครองผู้ลงทุน และสนับสนุนให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเข้าถึงตลาดตราสารหนี้ได้สะดวกยิ่งขึ้น
    4. ยกระดับการระดมทุนของภาคเอกชน ส่งเสริมการลงทุนผ่านธุรกิจจัดการร่วมลงทุน (venture capital) และกิจการเงินร่วมลงทุน (private equity: PE) ปรับปรุงโครงสร้างกองทุนและการเสนอขายหลักทรัพย์แก่กรรมการหรือพนักงานบริษัทจดทะเบียน (ESOP) ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น รวมทั้งสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการสนับสนุนธุรกิจใหม่  
    5. การขยายฐานนักลงทุนและเสริมสร้างเงินออมภาคครัวเรือน OECD เสนอแนะให้มีการออกแบบโครงการออมเงินโดยขยายความคุ้มครองของเงินบำนาญ เพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ลงทุนสถาบันในตลาดทุน และส่งเสริมความรู้และทักษะด้านการเงินแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

    ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับการประเมินตามมาตรฐานมาอย่างต่อเนื่อง รายงานการศึกษาทบทวนตลาดทุนไทยจึงไม่ใช่เพียงโอกาสในการประเมิน แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ ปรับแนวทางให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และยืนยันความมุ่งมั่นในการยกระดับการกำกับดูแลที่ดี เพื่อสร้างตลาดทุนไทยให้แข็งแกร่ง มีความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว

    ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ประธานกรรมการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ความร่วมมือเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการกำหนดนโยบายของ ก.ล.ต. เสมอมา การสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเปิดกว้างกับองค์การ OECD และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทำให้มั่นใจได้ว่ารายงานฉบับนี้สะท้อนถึงความต้องการในโลกความเป็นจริง

    และความมุ่งมั่นร่วมกันในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ก.ล.ต. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อมุมมองที่หลากหลายซึ่งมีส่วนช่วยหล่อหลอมผลการศึกษาครั้งนี้ให้เป็นข้อเสนอที่ปฏิบัติได้จริง และสร้างผลลัพธ์ที่คาดการณ์ไปถึงอนาคตได้

    พรอนงค์ บุษราตระกูล

    นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า “ผลการศึกษาเชิงลึกนี้เป็นมากกว่าข้อเสนอแนะ แต่เป็นประเด็นนโยบายสำคัญที่ ก.ล.ต. กำลังดำเนินการอยู่แล้ว เรามุ่งมั่นที่จะสานต่อพลังขับเคลื่อนนี้

    โดยร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อทำให้ตลาดทุนของเรามีความคล่องตัว เข้าถึงได้ และแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เราเชื่อว่ารายงานการศึกษาทบทวนตลาดทุนไทยของ OECD จะนำไปสู่โอกาสในการปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความยั่งยืนและขีดความสามารถในการแข่งขันของตลาดทุนไทยต่อไป”

    อัสสเดช คงสิริ

    นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า “รายงานการทบทวนตลาดทุนไทยประจำปี 2568 โดย OECD ฉบับนี้ ชี้ให้เห็นประเด็นที่สำคัญที่ควรได้รับการพัฒนาในตลาดทุนไทย ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

    โดยการประสานความร่วมมือนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนโอกาสการพัฒนา พร้อมยกระดับธรรมาภิบาล และผลักดันให้ตลาดทุนไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนต่อไป

     Carmine Di Noia

    Carmine Di Noia, OECD Director for Financial Affairs กล่าวว่า “การปฏิรูปตลาดทุนไทยที่ผ่านมา และความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการพัฒนามาตรฐานการกำกับดูแลกิจการที่ดี สะท้อนให้เห็นถึงภาวะผู้นำที่แข็งแกร่งในการส่งเสริมตลาดทุนที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และเปิดกว้าง

    ซึ่งสอดคล้องกับหลักการกำกับดูแลกิจการของ G20/OECD ความร่วมมือระหว่าง OECD กับ ก.ล.ต. มีคุณค่าอย่างยิ่ง และเราเชื่อว่ารายงานการศึกษาทบทวนตลาดทุนไทยครั้งนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนบรรยากาศการลงทุนและพลวัตโดยรวมของเศรษฐกิจไทย

    อย่างไรก็ดี “องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development)” ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2504 เป็นเวทีและศูนย์กลางความรู้ด้านข้อมูล การวิเคราะห์ และแนวปฏิบัติที่ดีทางด้านนโยบายสาธารณะ OECD ทำงานร่วมกับ 100 กว่าประเทศทั่วโลก เพื่อสร้างสรรค์สังคมที่เข้มแข็ง เป็นธรรม และสะอาดยิ่งขึ้น โดยมีส่วนร่วมในการเสนอแนะแนวนโยบายเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.oecd.org

    OECD-Asia Corporate Governance Programme โครงการส่งเสริมบรรษัทภิบาลระหว่าง OECD และประเทศในเอเชีย จัดขึ้นร่วมกับประเทศเจ้าภาพเป็นประจำทุกปี เป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างประเทศในเอเชียและ OECD เพื่อเสริมสร้างการพัฒนาแนวปฏิบัติที่ดีระดับสากลที่สอดคล้องกัน 

    งานประชุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมบรรษัทภิบาลระหว่าง OECD และประเทศในเอชีย ซึ่งสะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพที่มุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการที่ดี และการพัฒนาตลาดทุนไทยอย่างยั่งยืน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/734082&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AC-PWpoaA9BxuV4bcE-3W

  • กรุงไทยรุกกลยุทธ์บริหารความมั่นคงระยะยาว เจาะกลุ่มกำลังซื้อสูง

    กรุงไทยรุกกลยุทธ์บริหารความมั่นคงระยะยาว เจาะกลุ่มกำลังซื้อสูง

    กรุงไทยรุกกลยุทธ์บริหารความมั่นคงระยะยาว เจาะกลุ่มกำลังซื้อสูง

    นางสาวรัฐยา ทองรัตน์ ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับการศึกษาสำหรับเยาวชน เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่ม Krungthai Wealth (Krungthai Iconic, Krungthai Precious+ และ Krungthai Private Banking) ซึ่งมีวิสัยทัศน์ที่มุ่งสู่การลงทุนแบบ Go Global ครอบคลุมทั้งด้านการลงทุน การศึกษา และการเดินทาง 

    ธนาคารกรุงไทย (KTB) จึงได้ดำเนินการร่วมกับ Crimson Education สถาบันที่ปรึกษาการศึกษาระดับโลก เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกมุ่งเข้าถึงกลยุทธ์ในการเตรียมตัวเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยระดับโลก เช่น MIT, Stanford, Harvard, Princeton, Oxford, Cambridge และ Top-tier อื่นๆ อย่างเป็นระบบ

    ทั้งนี้ การลงทุนเพื่อการศึกษายังคงเป็นกลยุทธ์หลักในการบริหารความมั่งคั่งระยะยาวของกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง (High Net Worth) ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลเชิงลึกจาก Crimson Education ชี้ให้เห็นว่า ผู้ปกครองไทยตระหนักถึงความสำคัญของการเสริมสร้างต้นทุนทางการศึกษาของบุตรหลาน โดยมองว่าการเข้าถึงสถาบันระดับโลกคือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงและยั่งยืน

    ขณะที่บทความจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังชี้ว่า การลงทุนด้านการศึกษาของไทยอยู่ในระดับสูงถึง 6.2% ของ GDP ใกล้เคียงกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร สะท้อนถึงความสำคัญที่สังคมไทยมอบให้กับการพัฒนาเยาวชนเพื่อก้าวสู่เวทีโลก

    “ของการบริหารความมั่งคั่งยุคใหม่คือการ Go Global ไม่จำกัดแค่การบริหารพอร์ตการลงทุน แต่คือการวางรากฐาน Human Capital ให้กับทายาท การศึกษาในมหาวิทยาลัยระดับโลกคือ สินทรัพย์ที่ไม่เสื่อมค่า ที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันระดับโลกให้กับคนรุ่นต่อไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/645105&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gH0bhmD_FMFgv4RaoiAe7

  • มรภ.พระนครศรีอยุธยา เยี่ยมชมไทยพีบีเอส แลกเปลี่ยนการใช้ภาษาในอาชีพสื่อสารมวลชน – ไทยพีบีเอส

    มรภ.พระนครศรีอยุธยา เยี่ยมชมไทยพีบีเอส แลกเปลี่ยนการใช้ภาษาในอาชีพสื่อสารมวลชน – ไทยพีบีเอส

    มรภ.พระนครศรีอยุธยา เยี่ยมชมไทยพีบีเอส แลกเปลี่ยนการใช้ภาษาในอาชีพสื่อสารมวลชน

    เมื่อวันที่ 22 ส.ค. นักศึกษาและอาจารย์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ และสาขาวิชาการสอนภาษาจีน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา จำนวน 40 คน เข้าศึกษาดูงานกระบวนการผลิตและการออกอากาศรายการ ที่องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส โดยได้เยี่ยมชมสตูดิโอออกอากาศรายการสด “วันใหม่วาไรตี้” สตูดิโอข่าว ห้องควบคุมการออกอากาศ (MCR) และพื้นที่ส่วนต่าง ๆ ของไทยพีบีเอส พร้อมพบกับ “น้องนกวิภา” สติกเกอร์ไลน์ Thai PBS Nok Gang ชุดที่ 6 ที่มีถึง 16 คาแรคเตอร์ ให้น้อง ๆ ได้แชตสนุก เปิดให้ดาวน์โหลดฟรีถึงวันที่ 4 ก.ย. ที่ LINE @ThaiPBS

    นอกจากนี้ ยังได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์สร้างแรงบันดาลใจ และการใช้ภาษาในอาชีพสื่อสารมวลชน กับพี่อ้อม-อุษา เอี่ยมสุวรรณ ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส (รายการสถานีประชาชน) บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน เป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้มีประสบการณ์จากการศึกษากระบวนการทำงานของผู้ประกอบวิชาชีพในอุตสาหกรรมสื่อ หากสามารถนำไปประยุกต์ใช้ถือเป็นประโยชน์กับการทำงานในอนาคต

    #แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/org/gallery/509/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0or5tmBv5yotJva4nr7Bb9

  • ราชบุรี///MOU พัฒนาจัดการศึกษาวิจัยและเสริมสร้างปัจจัยพื้นฐานในการพัฒนาร่วมกัน | TOPNEWS

    ราชบุรี///MOU พัฒนาจัดการศึกษาวิจัยและเสริมสร้างปัจจัยพื้นฐานในการพัฒนาร่วมกัน | TOPNEWS

    พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือMOUระหว่าง กรมการทหารช่างและมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
    มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงร่วมกับกรมการทหารช่างจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือMOU เพื่อพัฒนาจัดการศึกษา งานวิจัยและเสริมสร้างปัจจัยพื้นฐานในการพัฒนาร่วมกัน


    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ผศ.อรรถพล อุสายพันธ์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง และพลตรี สิษฐเศรษฐ์ หิรัณญพงศ์ รองเจ้ากรมการทหารช่างร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือMOUระหว่าง กรมการทหารช่างและมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้าน จอมบึง ณ ห้องประชุมโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง

    โดยพันเอกดร.รณพงษ์ เรืองจุ้ย ผู้อำนวยการกองกำลังพล กรมการทหารช่าง พร้อมคณะ และผศ.ดร.ดาราวรรณ ญาณะนันท์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน และอาจารย์ดร.บารมี ชูชัย คณบดีวิทยาลัยมวยไทยศึกษาและการแพทย์แผนไทย คณะผู้บริหารของสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงร่วมเป็นสักขีพยานในครั้งนี้


    ด้วยความร่วมมือความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งสองในครั้งนี้ มีเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาบุคลากร การวิจัย การเสริมสร้างปัจจัยพื้นฐานด้านอาคารสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวก การให้บริการ วิชาการ ให้มีศักยภาพ และคุณภาพ สามารถตอบสนองความต้องการของชุมชน ท้องถิ่น ภูมิภาคประเทศชาติ

    และการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเขียน ตามขอบเขตความร่วมมือ มหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึงจะสนับสนุนด้านการพัฒนาบุคลากรของกรมการทหารช่าง โดยให้ความร่วมมือในการจัดการศึกษาเป็นกรณีพิเศษ การฝึกอบรม การประชุมสัมมนาให้แก่บุคลากรตามวัตถุประสงค์

    เงื่อนไขข้อตกลงที่จะกระทำร่วมกัน ได้แก่ การลดค่าลงทะเบียนเรียนแบบเหมาจ่ายในอัตราร้อยละ 20 ต่อภาคการศึกษา ให้แก่บุคลากรของกรมการทหารช่างในทุกหลักสูตร ที่ทางมหาวิทยาลัยเปิดทำการเรียน การสอนในโครงการจัดการศึกษาภาคพิเศษ ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึงและกรมการทหารช่าง โดยกรมการทหารช่างมีสถานศึกษาอันประกอบด้วย โรงเรียนทหารช่าง กรมการทหารช่าง โรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์โยธินวิทยา และโรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์บูรณวิทยา จะร่วมกันเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งด้านวิชาการและด้านคณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา

    ให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการร่วมกันอย่างมั่นคง จะสนับสนุนด้านการพัฒนาบุคลากรระหว่างกัน กรมการทหารช่างจะสนับสนุนให้ความร่วมมือด้านการพัฒนาภูมิทัศน์อาคารสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวกแก่มหาวิทยาลัย ตามวัตถุประสงค์เงื่อนไข ตามข้อตกลงที่จะกระทำร่วมกัน ทั้งสองหน่วยงานจะให้ความร่วมมือในการวิจัย

    เพื่อสร้างองค์ความรู้สำหรับหน่วยงาน ท้องถิ่นประเทศชาติและประชาคมอาเชียน การสนับสนุนกิจกรรมร่วมกัน เพื่อการทำนุบำรุงศิลปะวัฒนธรรม กีฬาเชื่อมความสัมพันธ์ และการบำเพ็ญประโยชน์ต่อสาธารณะ ฯลฯ การสนับสนุนและร่วมมือกันพัฒนาหน่วยงาน สู่สถาบันการเรียนรู้ และอื่น ๆ ที่แต่ละฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน และมีระยะเวลาดำเนินการการดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ มีกำหนดระยะเวลา 4 ปี นับตั้งแต่ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ถึงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2572

    นิชาภา จันทร์งาม ผู้สื่อข่าว TOP NEWS  ทั่วไทย จ.ราชบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1404733&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uA_MulPn6Mu1LnEgGtJRB

  • เปิดประวัติ “พลตรี หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล” นายทหารสมรภูมิเขาค้อ

    เปิดประวัติ “พลตรี หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล” นายทหารสมรภูมิเขาค้อ

    เปิดประวัติ “พลตรี หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล” หรือ ท่านชายใหม่ นายทหารที่ได้รับพระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชน จากเหตุการณ์สมรภูมิเขาค้อ

    ภายหลังจากที่เพจเฟซบุ๊ก “จุลเจิม ยุคล” โพสต์ข้อความรายงานว่า พลตรี หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล ได้สิ้นชีพิตักษัยอย่างสงบ ณ บ้านพัก อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเวลา 08.13 น. วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 สิริชันษา 78 ปี 

    ประวัติ “พลตรี หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล”

    ประวัติ “พลตรี หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล” หรือ ท่านชายใหม่ ถือเป็นอีกหนึ่งบุคคลที่มีชื่อเสียง ในราชสกุล แวดวงทหาร รวมทั้งผู้คนในสังคมออนไลน์ เพราะมักออกมาแสดงความเห็นในเรื่องราวที่เป็นกระแสสังคมผ่านทางเฟซบุ๊ก “จุลเจิม ยุคล” อยู่เสมอ

    กำเนิดเมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2490 – 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เป็นพระโอรสในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ กับ หม่อมอุบล ยุคล ณ อยุธยา เป็นพระนัดดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ และเป็นพระราชปนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 

    โดยหม่อมเจ้าจุลเจิมศึกษาชั้นประถมที่วชิราวุธวิทยาลัย และชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ก่อนจะได้รับการส่งไปศึกษาต่อจนจบมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียน Kemper Military School รัฐมิสซูรี สหรัฐ และศึกษาต่อจนจบปริญญาตรีด้านวิศวกรรมไฟฟ้า จากมหาวิทยาลัย Western Pacific University (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัย California Miramar University) และหลักสูตรปริญญาโทด้านการจัดการกีฬา 

    สำหรับประวัติการทรงงานที่ผ่านมา เมื่อสำเร็จการศึกษา ได้เข้ารับราชการทหาร ยศร้อยตรี ศูนย์สงครามพิเศษหน่วยกองรบที่ 1 (กรพ.) ค่ายวชิราลงกรณ์ จังหวัดลพบุรี เป็นนายทหารประจำส่วนพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร กองทหารมหาดเล็ก 

    รับราชการที่กรมข่าวทหารบก ช่วยราชการในกองอำนวยการรักษาความปลอดภัย (กรป.) ราชองครักษ์พิเศษรักษาพระองค์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน กรมราชองครักษ์ อดีตประธานสโมสรฟุตบอลราชวิถี

    นอกจากนี้ ยังเป็น “ราชการสนาม” ปฏิบัติหน้าที่ป้องกันและปราบปราม ผกค. (ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์) พื้นที่เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ จนเมื่อปี 2518  ได้รับพระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชน (ส.ช.2) ประเภทที่ 2 จากเหตุการณ์ที่เขาค้อ ปี 2518

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2898282&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FV7mC332MsrjBzLQURHHy